ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 48,953 รายการ
องค์ความรู้เรื่อง...ปราสาทบ้านโนนงิ้ว บ้านโนนงิ้ว หมู่ 3 ตำบลอุดมทรัพย์ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา
#ปราสาทบ้านโนนงิ้ว เป็นร่องรอยของอาคารศาสนสถานที่สร้างขึ้นตามคติและรูปแบบการก่อสร้างเนื่องในวัฒนธรรมเขมร ก่อสร้างด้วยศิลาแลง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18
#ร่องรอยของปราสาทโนนงิ้ว ปรากฏให้เห็นเฉพาะส่วนฐานของสิ่งก่อสร้าง ซึ่งเป็นส่วนฐานของสถาปัตยกรรมในรูปแบบปราสาท ก่อสร้างด้วยด้วยศิลาแลงเป็นวัสดุหลัก แผนผังที่ปรากฏพบเป็นแผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด 8 x 8 เมตร ตั้งอยู่ที่ตำแหน่งกลางเนินดินเนินดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางตัวในแนวยาวตามแกนทิศตะวันออก – ทิศตะวันตก ขนาดกว้าง ๒๕ เมตร ยาว 45 เมตร สูงจากพื้นดินโดยรอบประมาณ 2-3 เมตร ส่วนฐานของปราสาทที่พบนี้ก่อวางเรียงด้วยศิลาแลงเป็นกรอบ 2-3 ชั้น สูงจากพื้นดินประมาณ 40-60 เซนติเมตร
พื้นที่ภายในของส่วนฐานมีร่องรอยหลุมขนาดใหญ่ที่เกิดจากการลักลอบขุดหาโบราณวัตถุ เหนือจากส่วนฐานขึ้นไปซึ่งตามรูปแบบแล้วจะเป็นส่วนเรือนธาตุและชั้นยอดของปราสาท ซึ่งพังทลายลงหมดแล้วและไม่พบศิลาแลงหรือหินทรายที่เป็นส่วนประกอบของทางสถาปัตยกรรมของส่วนเรือนธาตุและชั้นยอดปราสาทหลงเหลืออยู่ในพื้นที่เลย บริเวณพื้นที่รอบเนินดินปรากฏร่องรอยของแนวคูน้ำที่ล้อมรอบปราสาท ปัจจุบันตื้นเขินหมดแล้ว แต่สังเกตเห็นร่องรอยคูน้ำได้ในด้านทิศใต้
#สภาพปัจจุบัน ปราสาทโนนงิ้ว เป็นเนินดินสูง มีต้นไม้ขนาดกลางและขนาดเล็กขึ้นปกคลุมทั่วบริเวณ พื้นที่โดยรอบเนินดินด้านทิศเหนือและด้านทิศตะวันออกมีการไถปรับพื้นที่เพื่อปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง ส่วนทางด้านทิศใต้และด้านทิศตะวันตกมีการสร้างบ้านที่อยู่อาศัยใกล้กับส่วนฐานของปราสาท และทางด้านทิศตะวันตกนั้น มีการก่อสร้างศาลาขนาดเล็ก 1 หลัง เป็นอาคารโล่งหลังคามุงกระเบื้อง ด้านในประดิษฐานพระพุทธรูป 1 องค์ ที่สร้างจากปูน รูปแบบศิลปะพื้นบ้าน และด้านนอกศาลาประดิษฐานพระพุทธรูป 1 องค์ ซึ่งสร้างจากปูน รูปแบบศิลปะพื้นบ้านเช่นกัน ปัจจุบัน ในบางโอกาส ชาวบ้านในพื้นที่มีการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่ออยู่บ้าง แต่ไม่ได้ร่วมดูแลรักษาทำความสะอาดพื้นที่โบราณสถาน ทำให้สภาพของโบราณสถานดูแล้วค่อนข้างรก มีวัชพืชขึ้นปกคลุมค่อนข้างมาก
บริเวณใกล้เคียงกัน ยังพบ ปราสาทบ้านโนนเหลื่อม (ปราสาทหนองหอย) ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ปราสาทบ้านโนนงิ้ว ระยะทางประมาณ 3.5 กิโลเมตร
ข้อมูลโดย นายนภสินธุ์ บุญล้อม นักโบราณคดีชำนาญการ
องค์ความรู้เรื่อง...ปราสาทตำหนักไทร อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ
#ปราสาทตำหนักไทร ปัจจุบันตั้งอยู่ภายในวัดตำหนักไทร อยู่ห่างจากลำห้วยทา ซึ่งเป็นลำน้ำสายหลักของตำบลบักดอง มาทางด้านทิศตะวันออก เพียง 300 เมตร โดยปรากฏร่องรอยการก่อสร้างและใช้ประโยชน์โบราณสถานในฐานะศาสนสถานต่อเนื่อง ถึง 3 ระยะ ด้วยกัน ดังนี้
#ระยะที่1 กำหนดอายุ อยู่ในช่วง ปลายพุทธศตรวรรษที่ 12 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 14 พบร่องรอยของส่วนฐานของปราสาทที่สร้างด้วยอิฐ มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดยาวตามแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ 13.70 เมตร ขนาดกว้างตามแนวแกนทิศตะวันออก-ตะวันตก 11.70 เมตร พบร่องรอยการก่ออิฐเป็นช่องบันไดทางขึ้นสู่ปราสาท ด้านทิศตะวันออก เเละพบหลักฐานแผ่นหินทรายเป็นอัฒจันทร์วางอยู่ที่ด้านล่าง หลักฐานสำคัญของระยะที่ 1 คือ ฐานทางขึ้นก่อด้วยอิฐ, ฐานรูปเคารพในปราสาทประธาน, บัดยอดปราสาท, และอัฒจันทร์
#ระยะที่2 กำหนดอายุ อยู่ในช่วง ปลายพุทธศตรวรรษที่ 15 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 16 มีการสร้างฐานของปราสาทขึ้นใหม่ โดยใช้ศิลาแลงก่อวางเรียงปิดทับ ล้อมรอบฐานอิฐของปราสาทในระยะที่ 1 ฐานเขียงมีรูปแผนผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดด้านละ 10 เมตร ก่อศิลาแลงสูง 3 ชั้น ถัดขึ้นมาเป็นฐานอีกชั้นหนึ่ง ก่อด้วยหินทราย 3 ชั้น แผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุม ขนาดด้านละ 10 เมตร มีมุขยื่นออกมาทั้ง 4 ด้าน และก่อวางเรียงหินทรายเป็นช่องบันได ตัวเรือนธาตุก่ออิฐ อยู่ในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุม เช่นเดียวกับส่วนฐาน มีขนาดด้านละ 4.2 เมตร มีประตูทางเข้าหลักเฉพาะด้านทิศตะวันออก ด้านอื่นเป็นปนะตูหลอก ถัดขึ้นไปเป็นเรือนชั้นซ้อน ซึ่งปัจจุบันหลงเหลือเพียง 2 ชั้น จากการขุดศึกษาโบราณสถานปราสาทตำหนักไทร ในปี 2554 เราพบบัวยอดปราสาทด้วย หลักฐานสำคัญของระยะที่ 2 คือ ทับหลังสลักภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ และบัวยอดปราสาท
#ระยะที่3 พบหลักฐานการใช้ประโยชน์โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ด้านทิศตะวันออกของปราสาท โดยมีการนำหินทรายและหินธรรมชาติมาเวียงเป็นแนวทางเดินบนผิวดิน มีความกว้าง 5 เเมตร ต่อเนื่องจากด้านหน้าปราสาทไปทางทิศตะวันออก กำหนดอายุ อยู่ในช่วง พุทธศตรวรรษที่ 23
ไฮไลต์สำคัญ ของงปราสาทตำหนักไทร คือ #ภาพสลักคานกรอบประตูเป็นรูปวิษณุอนันตศายินปัทมนาภะ หรือ นารายณ์บรรทมสินธุ์ แวดล้อมด้วยท่อนพวงมาลัยและพรรณพฤกษา กำหนดอายุให้อยู่ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ร่วมสมัยกับปราสาทประธาน ซึ่งของจริงนำไปเก็บรักษาและจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา แต่ได้มีการจำลองและติดตั้งไว้ตำแหน่งเดิม เพื่อให้ทุกๆคนได้รับชม
เรียบเรียงนำเสนอโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ
เอกสารอ้างอิง
กรมศิลปากร. ทำเนียบโบราณสถานขอมในประเทศไทย เล่ม 4. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร. 2539.
สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา. รายงานข้อมูลโบราณสถาน ปราสาทตำหนักไทร อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ. นครราชสีมา: สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา. อัดสำเนา. 2561.
วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา พร้อมด้วยนายชำนาญ กฤษณสุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน ลงพื้นที่ตรวจโบราณสถานในเขตรับผิดชอบ
-ปราสาททอง อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์
-เตาเผาโบราณเตานายเจียน อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์
-เตาเผาโบราณเตาสวาย อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์
-ปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์
-ปราสาทตาเมือนโต๊ด อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์
การดำเนินงานถากถางกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางที่ทำลายโบราณสถาน ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา
1. ปรางค์กู่ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ
2. ภูพระ ตำบลนาเสียว อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ
3. ปรางค์กู่ (บ้านแท่น) ต.บ้านเก่า อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ
4. ธาตุบ้านค้าว ต.โอโล อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ
5. ธาตุแก้งกอย ต.โนนคูณ อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ
6. วัดพระธาตุสามหมื่น ต.บ้านแก้ง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ
7. อูปมุง (อุโมงค์พระสังข์) ต.บ้านแก้ง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ
8. ใบเสมาบ้านพันลำ ต.สระโพนทอง อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ
9. พระธาตุตาผ้าขาว ต.สระโพนทอง อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ
10. วัดธาตุส้มโฮง ต.สระโพนทอง อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ
11. ธาตุโนนกอก (ธาตุพีพวย) ต.สระโพนทอง อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ
12. ธาตุบ้านเปือย (ธาตุภูอ้ม) ต.โนนกอก อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ
13. วัดธาตุกุดจอก ต.ยางน้อย อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ
14. ธาตุงูซวง (ท่าเริง) ต.เมืองเก่า อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ
15. ธาตุขี้อ้น ต.บ้านยาง อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ
16. วัดพระเจ้าองค์ตื้อ ต.บ้านยาง อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ
17. โบสถ์เก่าบ้านเดื่อ (วัดโพธิ์ศรี) ต.กุดน้ำใส อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ
18. ธาตุบ้านท่าคร้อ ต.หนองข่า อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ
19. ธาตุวัดบ้านจมื่น ต.บ้านเดื่อ อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ
20. กู่แดง (กู่บ้านกุดยาง) ต.ตลาดแร้ง อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ
21. กู่โนนขี้ตุ่น ต.ตลาดแร้ง อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ
22. วัดธาตุโนนงิ้ว ต.หนองบัว อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ
23. กู่บ้านหัวสระ ต.หัวทะเล ต.หนองบัว อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ
24. ปรางค์บ้านตาล ต.บ้านตาล อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ
25. สบน้ำมัน ต.บ้านตาล อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ
โดย นายนฤชา อินทร์ภู่ พนักงานดูแลโบราณสถาน บ.๒ และคณะ
องค์ความรู้เรื่อง...กู่บ้านหัวสระ ตำบลหัวทะเล อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ
นอกจาก กู่บ้านกุดยาง แล้ว ในเขตพื้นที่ อำเภอบำเหน็จณรงค์ ยังพบร่องรอยหลักฐานการมีอยู่ของปราสาทในวัฒนธรรมเขมรอีกหลายแห่ง อาทิ โบราณสถานปรางค์บ้านตาล โบราณสถานสบน้ำมัน ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของกู่บ้านหัวสระ ห่างไปประมาณ 4 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร
ร่องรอยของ #กู่บ้านกุดยาง ปรากฏให้เห็นเฉพาะส่วนฐานของสิ่งก่อสร้าง จากหลักฐานพบว่า กู่บ้านหัวสระ มีปราสาทประธานหลังเดียว หันด้านหน้าไปทางตะวันออก ก่อสร้างด้วยศิลาแลงและหินทราย ส่วนฐานชั้นล่างสุดถูกฝังจมอยู่ใต้ดินทั้งหมด ไม่เห็นรูปทรงที่ชัดเจนและไม่สามารถตรวจสอบขนาดความกว้าง – ความยาวได้ บนผิวดินพบร่องรอยของหินทรายสีแดงที่วางเรียงเป็นกรอบส่วนฐานของชั้นเรือนธาตุของปราสาท แผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุม ขนาดกว้าง – ยาว ด้านละประมาณ 4.30 เมตร ทางด้านตะวันออกที่ตำแหน่งประตูทางเข้า พบร่องรอยของหินกรอบประตูและเสาประดับกรอบประตู ทั้ง 2 ข้าง นอกจากนี้ที่ทางด้านตะวันออก ยังพบหลักฐานหินทรายสีแดงวางเรียงเป็นกรอบฐานของห้องมุข ขนาดกว้าง 2.50 เมตร ยื่นออกมากจากฐานของปราสาท ระยะ 1.50 เมตร เหนือจากส่วนฐานขึ้นไปซึ่งตามรูปแบบแล้วจะเป็นส่วนเรือนธาตุและชั้นยอดของปราสาท พังทลายลงหมดแล้ว
ด้านทิศตะวันออกของกู่บ้านหัวสระ ระยะทางประมาณ 140 เมตร ปรากฏ #บารายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 150 เมตร ยาว 220 เมตร ปัจจุบันได้รับการขุดลอกและปรับปรุงแล้ว มีการใช้ประโยชน์ในการเก็บกักน้ำ
จากรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่พบและวัสดุที่นำมาใช้สร้างปราสาท จึงสันนิษฐานว่ากู่บ้านหัวสระมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18
นอกจาก กู่บ้านกุดยาง แล้ว ในเขตพื้นที่ อำเภอบำเหน็จณรงค์ ยังพบร่องรอยหลักฐานการมีอยู่ของปราสาทในวัฒนธรรมเขมรอีกหลายแห่ง อาทิ โบราณสถานปรางค์บ้านตาล โบราณสถานสบน้ำมัน ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของกู่บ้านหัวสระ ห่างไปประมาณ ๔ กิโลเมตร และ ๑๐ กิโลเมตร
ข้อมูลโดย นายนภสินธุ์ บุญล้อม นักโบราณคดีชำนาญการ
การดำเนินการสำรวจแหล่งโบราณคดีภาพสลักผาจันทร์แดง ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ
หลักฐานทางโบราณคดีที่พบ
การสลักรูปรอยลงบนผนังถ้ำและเพิงหินให้เป็นภาพต่างๆ โดยการใช้ของแข็ง ขูดขีด ตอก แกะสลัก นั้น (Petroglyph) เพิงหินภาพสลักผาจันทร์แดง มีความกว้าง 4.8 เมตร สูงจากพื้นดิน 1.06 เมตร โดยพบร่องรอยการสลักจากเครื่องมือโลหะ ทั้งนี้ แบ่ง ภาพสลักที่พบ เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
ภาพสลัก กลุ่มที่ 1 สลักรูปสามเหลี่ยม คว่ำ และ หงาย จำนวน 6 รูป
ภาพสลัก กลุ่มที่ 2 สลักรูปสามเหลี่ยม คว่ำ และ หงาย จำนวน 3 รูปและพบร่องรอยการใช้เครื่องมือโลหะฝนลับกับเพิงหิน จำนวน 9 จุด
ภาพสลัก กลุ่มที่ 3 สลักรูปสามเหลี่ยม คว่ำ และ หงาย 5 รูป และขูดเป็นเส้น
สันนิษฐานว่า แหล่งโบราณคดีประเภทภาพสลัก ที่พบทั้งหมด คงมีอายุ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยเหล็ก เป็นต้นมา (2,500-1,500 ปีมาแล้ว) เพราะเครื่องมือที่ใช้ในการสลักนั้น จะต้องเป็นเครื่องมือเหล็ก เพราะมีความแหลมคม และมีความแข็งแรง ทนทานกว่า เครื่องมือประเภทอื่นๆ
เมื่อศึกษาเปรียบเทียบ แหล่งโบราณคดีประเภทภาพสลัก พบว่า ภาพสลักจากเพิงหินภูอ่าง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี และถ้ำเรขาคณิต อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู มีลักษณะคล้ายกับภาพสลักเพิงหินผาจันทร์แดงมากที่สุด เพราะมีองค์ประกอบภาพสลัก เป็นภาพลายเส้นเรขาคณิต คล้ายคลึงกัน
การใช้งานพื้นที่
เนื่องจากพบตาน้ำธรรมชาติอยู่เหนือเพิงหิน จึงสันนิษฐานว่า เป็นการขูดขีดสัญลักษณ์ เพื่อแสดงให้เห็นความสำคัญของพื้นที่ตาน้ำแห่งนี้
คณะสำรวจ
1. นายกิตติพงษ์ สนเล็ก ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี
2. นายนภสินธุ์ บุญล้อม นักโบราณคดีชำนาญการ
3. นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ
4. นายสมศักดิ์ ฉัตรทอง พนักงานจำหน่ายบัตร
5. นายอมรวุฒิ สังข์ศิลปชัย พนักงานขับรถ
6. นายประจิน ลออพงศ์ช สมาชิก อบต.บักดองหมู่ที่ 11
7. นายกิติพงษ์ นิลจำปา ผู้ช่วยนักวิชาการเกษตร อบต.บักดอง
8. นายบุญญฤทธิ์ บูรณ์เจริญ ครูชำนาญการ โรงเรียนบ้านภูดินพัฒนา
ดำเนินการลงพื้นที่เพื่อมอบบัตรประจำตัวอาสาสมัครท้องถิ่นในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม (อส.มศ) ให้กับสมาชิกฯ ที่ผ่านการอบรมจัดตั้งใหม่ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๓ ในพื้นที่อำเภอห้วยแถลงและอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมทั้งมอบบัตรที่หมดอายุโดยได้รับการต่ออายุและจัดทำบัตรใหม่ ให้กับสมาชิกฯ อำเภอห้วยทับทัน อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ และอำเภอเมืองชัยภูมิ อำเภอคอนสวรรค์ และอำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ
โดย : นายนภสินธุ์ บุญล้อม นักโบราณคดีชำนาญการ
สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ร่วมกับผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.พันทิพย์ ปิยะทัศนานนท์ อาจารย์ประจำวิชาภูมิสารสนเทศ สำนักวิชาวิทยาศาสาตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างวัสดุหินทรายเพื่อนำไปศึกษาเปรียบเทียบ จำนวน ๙ ตัวอย่าง ในการดำเนินงานโครงการศึกษาและจัดทำแผนพิสูจน์ความชำรุดเสียหายขององค์พระนอนหินทรายวัดธรรมจักรเสมาราม ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ด้วยเครื่องมือและหลักการทางวิทยาศาสตร์ ระยะที่ ๒
วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2564 กรมศิลปากร โดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม ประชุมผลการดำเนินงานระบบวิเคราะห์ข้อมูลผู้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร โดยมีอธิบดีกรมศิลปากร (นายประทีป เพ็งตะโก) เป็นประธาน รองอธิบดีกรมศิลปากร (นายพนมบุตร จันทรโชติ) พร้อมด้วยภัณฑารักษ์ สถาปนิก และนักวิชการคอมพิวเตอร์ กรมศิลปากรร่วมประชุมด้วย พิจารณาผลการจัดเก็บข้อมูลพฤติกรรมการเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ในรอบ 6 เดือน เพื่อเป็นข้อมูลการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ในการให้บริการประชาชน
วันจันทร์ที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๔ นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา พร้อมด้วยนายรัชฎ์ ศิริ นายช่างศิลปกรรมอาวุโส และนางสาวพรเพ็ญ บุญญาทิพย์ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุรินทร์ ลงพื้นที่ประชุมหารือเพื่อหาแนวทางกรณีวัดสระกำแพงใหญ่ ขออนุญาตสร้างพระธาตุเจดีย์ บริเวณปราสาทสระกำแพงใหญ่ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
องค์ความรู้...."สืบร่องรอยชื่อ “#พิมาย” ที่เก่าที่สุด และสืบสาวราวเรื่องพระเจ้าชัยวีรวรมัน ผ่านจารึกวัดจงกอ"
#จารึกวัดจงกอ เป็น จารึกหินทราย สลักด้วยอักษรขอมโบราณ ภาษาสันสกฤตและภาษาเขมร ข้อความกล่าวถึง ธุลีพระบาทกมรเตงกำตวนอัญศรีชยวีรวรมันเทวะ (พระเจ้าชัยวีรวรมัน) มีพระบรมราชโองการ ให้ดำเนินการรังวัดและปักเขตที่ดิน เพื่อกัลปนาพร้อมด้วยข้าทาส ถวายแด่ #กมรเตงชคตวิมาย ระบุ มหาศักราช 930 ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. 1551 ซึ่งนับเป็นจารึกที่เอ่ยถึง “วิมายฺ” หรือ “พิมาย” ที่เก่าแก่ที่พบอยู่ในปัจจุบัน
นอกจากเป็นจารึกที่เอ่ยถึง “วิมายฺ” ที่เก่าที่สุดแล้ว จารึกวัดจงกอ ยังกล่าวถึง บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์กัมพูชา อย่าง พระเจ้าชัยวีรวรมัน ซึ่งมีอายุร่วมสมัยกับพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 จากข้อความบนจารึกวัดจงกอเเละจารึกที่กล่าวถึงพระเจ้าชัยวีรวรมันจึงสันนิษฐานว่า พระองค์ทรงถูกแย่งชิงราชสมบัติ โดย พระเจ้าสูรยวรมันที่ 1
ภายหลังได้โยกย้าย มาตั้งถิ่นฐาน ใกล้กับเมืองพิมาย โดยประเด็นนี้ เป็น 1 ใน 3 ประเด็น ที่จารึกวัดจงกอ ช่วยเราสืบสาวราวเรื่อง ที่เกี่ยวกับ พระเจ้าชัยวีรวรมัน ได้เป็นอย่างดี
เรียบเรียงนำเสนอโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ
นางสาวนิตยา สาระรัตน์ นายช่างศิลปกรรมอาวุโส และนายนภสินธุ์ บุญ ล้อม นักโบราณคดีชำนาญการ ลงพื้นที่เก็บข้อมูลในการดำเนินงานโครงการสำรวจศิลปกรรมประเภทประติมากรรม อโรคยาศาล ในเขตพื้นที่สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา
กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการ ไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน “ร่องรอยแห่งความรุ่งเรือง ผ่านกำแพงวังหน้า” วิทยากรโดย นางสาวเมธินี จิระวัฒนา นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มวิจัยและพัฒนางานโบราณคดี กองโบราณคดี ดำเนินรายการโดย นายสิทธิพร บุปฝา นักวิชาการเผยแพร่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔ เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น. ร่วมตอบคำถามในรายการ ลุ้นรับ กระเป๋าผ้าวันอนุรักษ์มรดกไทย จำนวน ๕ รางวัล ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร
องค์ความรู้เรื่อง...จารึกขุนศรีไชยราชมงคลเทพ
นอกจากจารึกวัดจงกอ แล้ว ในเขตพื้นที่อำเภอด่านขุดทด ยังพบจารึกอีกหลักหนึ่งที่เราไม่พูดถึงคงไม่ได้ นั่นคือ #จารึกขุนศรีไชยราชมงคลเทพ เดิมทีจารึกหลักนี้พบในเขตพื้นที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา พบอยู่กับไม่ไกลกับ #เหวตาบัว ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางสัญจรธรรมชาติเชื่อมต่อระหว่างที่ราบภาคกลางกับที่ราบสูงโคราช โดยเป็นจารึกสำคัญที่แสดงความมีตัวตนของ #เมืองพิมาย และเมืองพนมรุ้ง ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 20 ว่ามิได้รกร้าง มีการอยู่อาศัย ต่อเนื่องเรื่อยมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 แม้แต่กรุงศรีอยุธยา ในช่วงเวลานั้น ก็รู้จักและมีความต้องที่จะขยายพระราชอำนาจเหนือเมืองพิมาย เเละเมืองพนมรุ้ง อีกด้วย
จารึกขุนศรีไชยราชมงคลเทพ เป็นจารึกหินทราย ด้านที่ 1 จารึกด้วยอักษรไทย ภาษาไทย จำนวน 26 บรรทัด ด้านที่ 2 จารึกด้วยอักษรขอม ภาษาเขมรโบราณ จำนวน 27 บรรทัด
#ข้อความในจารึกกล่าวถึง สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสาทพระยา) โปรดให้ขุนศรีไชยราชมงคลเทพเอกมนตรีพิเศษและเหล่าขุนนาง ยกทัพไปตีเมืองพิมาย เมืองพนมรุ้ง และเมืองพระนคร ภายหลังได้รับชัยชนะจึงยกทัพกลับ สอดคล้องกับข้อความที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ และพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับปลีกของหอสมุดวชิรญาณ ตรงกับปี พ.ศ.1974
ปัจจุบันจารึกหลักดังกล่าว ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ณ วัดบ้านฉางประชานิมิต ตำบล เขาน้อย อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี
เรียบเรียงนำเสนอโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ
สำนักหอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญรับชมการถ่ายทอดสดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านสำหรับเด็ก : เสาร์สนุกสุขหรรษา "Kids Inspiration" ปีที่ ๔ ครั้งที่ ๔ ในหัวข้อ "เด็กเล่าเรื่อง : นิทานของหนู" ผ่าน Facebook Live, YouTube Live และแอปพลิเคชัน VDO on Demand ของหอสมุดแห่งชาติ ในวันเสาร์ที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๔ เวลา ๑๐.๐๐ น. - ๑๒.๐๐ น. ณ ห้องหนังสือเด็กและเยาวชน อาคาร ๑ ชั้น ๒ สำนักหอสมุดแห่งชาติติดตามข่าวสาร กิจกรรมของหอสมุดแห่งชาติ ได้ทางเฟสบุ๊กแฟนเพจ National Library of Thailand ตามลิ้งนี้https://www.facebook.com/NationalLibraryThailand