ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 48,940 รายการ

เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ร่วมกันจัดกิจกรรม " Big Cleaning Day " ประจำวันอาทิตย์ที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๔ โดยการทำความสะอาดภายในห้องจัดแสดงนิทรรศการ สำนักงาน และบริเวณโดยรอบพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า - ๒๐๑๙(Covid 19)


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เปิดให้บริการแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวโดยปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า - ๒๐๑๙(COVID - 19) ระหว่างวันที่ ๓ - ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ มีผู้เข้าชมทั้งสิ้น ๒๔๙ คน


บรรณานุกรมรายชื่อหนังสือใหม่ห้องหนังสือทั่วไป ประจำเดือน  มกราคม  2564   หมวด 000  เบ็ดเตล็ด   คงคา  หิมาลัย.  รวมคำพยากรณ์ มหาภัยพิบัติโลก.  กรุงเทพฯ : เพชรประกาย, 2555. ( 001.9 ค113ร ) วรรณสิงห์  ประเสริฐกุล.  ใบไม้แดง.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ : แพรวสำนักพิมพ์, 2551.     ( 089.95911 ว264บ ) หนุ่มเฟซ.  คำโดนใจ ไว้ส่ง BB+SMS+facebook แบบขั้นเทพ.  กรุงเทพฯ : สบายดี, 2554.  ( 004.693 ห161ค ) หนุ่มเมืองจันท์.  กรอบที่ไม่มีเส้น.  กรุงเทพฯ : มติชน, 2556.  ( 089.95911 ห161ก )   หมวด 100  ปรัชญา    แปลก  พรานนก.  เดรัจฉานอวิชชา...มนตร์ดำ.  กรุงเทพฯ : ไพลิน, 2553. ( 133.4 ป828ด ) วนิษา  เรซ.  ถึงเวลา  ท้าทายสมอง.  กรุงเทพฯ : สมองดีกับหนูดี, 2554. ( 158.1 ว176ถ )   หมวด 200  ศาสนา   ชาญ  ศรีเจริญ.  พระเจ้าองค์เดียวกัน  ที่มาของคำว่า สยาม.  กรุงเทพฯ : สยาม ความรู้, 2555.   ( 211 ช483พ ) เปี๊ยก  จักรวรรดิ.  ปาฏิหาริย์  เมตตา  บารมี.  กรุงเทพฯ : เพทาย, 2552.  ( 294.30922 ป762ป ) _______.  4 เกจิกรรมฐานอภิญญาจารย์  บารมี.  กรุงเทพฯ : เพทาย, 2552.  ( 294.30922 ป762ส ) พระปราโมทย์  ปาโมชฺโช.  แก่นธรรมคำสอนของหลวงปู่ดูลย์  อตุโล (ฉบับเพิ่มเติม สองพระธรรมเทศนา).  พิมพ์ครั้งที่ 8.  กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เม็ดทราย, 2558. ( 294.3122 พ346ก ) วศิน  อินทสระ.  กระจกธรรม เล่ม 1.  กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เม็ดทราย, 2561. ( 294.3144 ว357ก ) สม  สุจีรา.  ไอน์สไตน์พบ  พระพุทธเจ้าเห็น II.  พิมพ์ครั้งที่ 5.  กรุงเทพฯ : อมรินทร์ ธรรมะ, 253.   ( 294.31175 ส231อ ) หลวงปู่เจ๊ยะ  จุนโท  พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง  ฉบับสมบูรณ์.  กรุงเทพฯ : ศิลป์ สยามบรรจุภัณฑ์และการพิมพ์, 2547.  ( 294.30922 ห313 ) อ.  อิทธิเวท.  นิพพานแบบหลวงปู่ “หลวงปู่สิม.”  กรุงเทพฯ : ปราชญ์, 2555.            ( 294.3123 อ111น )       หมวด 300  สังคมศาสตร์ นรเศรษฐ์.  พญานาคมีจริง?.   พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ : ไพลิน, 2547.   ( 398.369 น224พ )   นิเวศน์  เหมวชิรวรากร.  ตีแตก : กลยุทธการเล่นหุ้นในภาวะวิกฤต.  กรุงเทพฯ : ซีเอ็ด ยูเคชั่น, 2551.   ( 332.6322 น678ต ) สมคิด  บางโม.  ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป.  พิมพ์ครั้งที่ 3.  กรุงเทพฯ : ยู แอนด์ไอ, 2553.   ( 340 ส234ค ) อภิญญา  เลื่อนฉวี.  กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ :           วิญญูชน, 2555.    ( 343.087 อ253ก   ฉ. 2 ) อุดม  เชยกีวงศ์.  ตามรอยพญานาค.  กรุงเทพฯ : ประพันธ์สาส์น, 2546.  ( 398.369 อ785ต )    หมวด 400  ภาษาศาสตร์ ภัทรพัณณ์  กวินพงศ์พรรณ.  100 ประโยคสนทนาภาษาเกาหลี จำง่ายใช้ได้จริง.           กรุงเทพฯ : บุ๊คส์ เคฟฟ์, 2553.  ( 495.783495911 ภ368ร ) สี่ว์  กวงฮุย.  สนุกกับกาเรียนภาษาจีนด้วยตนเอง.  พิมพ์ครั้งพิเศษ.  กรุงเทพฯ :           ประพันธ์สาส์น, ม.ป.ป.   ( 495.18 ส733ส )   หมวด 600  วิทยาศาสตร์ประยุกต์ ดำรงค์  วงษ์โชติปิ่นทอง.  เกากลยุทธ์.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ : เรสเตอร์บุ๊ค, 2554. ( 658 ด493ก ) ทิชี่,  โนเอล  เอ็ม.  กลไกลสร้างผู้นำ.  กรุงเทพฯ : เออาร์  บิซิเนส เพรส, 2542.           ( 658.4092 ท442ก ) ทีมงานไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์.  345 แฟรนไชส์พารวย.  กรุงเทพฯ : ฐานบุ๊คส์, 2554.           ( 658.8707 ท533ส ) พิมพ์กานต์  เหลืองทองคำ.  นกคีรีบูน.  พิมพ์ครั้งที่ 3.  นนทบุรี : ฐานเกษตรกรรม,           2541.   ( 636.686 พ715น ) ฮาวาร์ด,  ชูลท์ซ.  รินหัวใจใส่ธุรกิจ.  กรุงเทพฯ : เออาร์  บิสสิเนส  เพรส, 2541.           ( 658.4 ช678ร )   หมวด 700  ศิลปและนันทนาการ ภาสุรี  ฮามวงศ์.  งานประดิษฐ์จากหลอด.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ : วาดศิลป์, 2552.   ( 745.5 ภ515ง ) อาจารย์  คาราเต้.  วิธีป้องกันตัว หญิง-ชาย.  กรุงเทพฯ : บันดาลสาส์น, 2553.           ( 796.81 อ599ว )   800 วรรณคดี  ชาครียา.  คู่วุ่นชุลมุนรัก.  กรุงเทพฯ : พิมพ์คำ, 2552.    ( 895.913 ช465ค ) ซ่อนกลิ่น.  เล่ห์บ่วงมนตรา.  พิมพ์ครั้งที่ 5.  กรุงเทพฯ : พิมพ์คำ, 2555.            ( 895.913 ซ116ล ) ธารใส.  ทรายรัตติกาล.  กรุงเทพฯ : พิมพ์คำ, 2556.  ( 895.913 ธ522ท ) พูโซ,  มาริโอ.  เดอะ  ก๊อดฟาเธอร์.  พิมพ์ครั้งที่ 16.  กรุงเทพฯ : มติชน, 2562.           ( 813.54 พ842ด ) ลาฌีนุส.  วุ่นรักที่พักใจ.  กรุงเทพฯ : กรีนมายด์, ม.ป.ป.  ( 895.913 ล264ว ) อุมาริการ์.  แผนร้ายดวงใจพยัคฆ์.  กรุงเทพฯ  : พิมพ์คำสำนักพิมพ์, 2553.           ( 895.913 อ846ผ )   900  ภูมิ-ประวัติศาสตร์ ประยุทธ  มหากิจศิริ.  ลองดู  ประยุทธ  มหากิจศิริ.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2558.   ( 923.8 ป364ล ) อิสรา  สงวนเนต.  พิจิตร  ชีวิตเหนือกาลเวลา.  กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2559.           ( 959.367 อ764พ    ฉ.1,  ฉ. 2 )             **************************************************************************    





          นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ตามที่สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้กล่าวถึงกรณีการรื้ออาคารภายในวัดยานนาวา เขตสาธร กรุงเทพมหานคร ว่าเป็นการรื้อทำลายโบราณสถาน กรมศิลปากร โดยกองโบราณคดี ได้ตรวจสอบรายละเอียดแล้ว พบว่าอาคารที่ถูกรื้อลงตามที่เป็นข่าวนั้น คือ อาคารมูลนิธิน้ำใจไทย-ญี่ปุ่น เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก เมื่อพิจารณาจากแผนที่โบราณ พ.ศ. ๒๔๓๙ ตำแหน่งนี้เป็นพื้นที่ว่างเปล่าไม่มีสิ่งก่อสร้าง ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๗๕ มีเป็นกุฏิแบบเรือนไม้ชั้นเดียว จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ภาพถ่ายทางอากาศชุดวิลเลียม ฮันท์ ปรากฏอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กในตำแหน่งดังกล่าว จากหลักฐานแผนที่และภาพถ่าย จึงสามารถระบุระยะเวลาก่อสร้างอาคารได้ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๗๕-๒๔๘๖ โดยสันนิษฐานว่ามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบอาคารในช่วง พ.ศ.๒๕๑๐ ก่อนจะถูกรื้อลงในปัจจุบัน กรมศิลปากรได้พิจารณาอายุการสร้างและคุณค่าทางสถาปัตยกรรมแล้ว อาคารมูลนิธิน้ำใจไทย-ญี่ปุ่น ไม่ถือเป็นโบราณสถาน ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ           สำหรับสิ่งก่อสร้างที่เป็นโบราณสถานภายในวัดยานนาวา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนแล้ว ตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๐ ตอนที่ ๓๖ วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๒๖ มีสิ่งสำคัญ ได้แก่ พระแท่นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เรือสำเภาและเจดีย์ พร้อมด้วยแผ่นศิลาจารึก ๓ แผ่น พระอุโบสถ และเก๋งจีน เนื้อที่โบราณสถานประมาณ ๕ ไร่ ๙๗ ตารางวา โดยอาคารมูลนิธิน้ำใจไทย-ญี่ปุ่น ไม่อยู่ในขอบเขตโบราณสถานที่ประกาศขึ้นทะเบียน           อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวต่อไปว่า กรมศิลปากรได้ดำเนินการตรวจสอบกรณีรื้อถอนสิ่งก่อสร้าง ภายในวัดยานาวา ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๖๓ ตามที่คณะพระภิกษุวัดยานนาวา พระอารามหลวง มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ขอให้ดำเนินการคุ้มครองโบราณวัตถุสถานกุฏิสงฆ์ และอาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรม ของวัดยานนาวา ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยผลการตรวจสอบพบว่ากลุ่มอาคารที่ถูกกล่าวถึงทั้งหมดนั้น ไม่ได้เป็นโบราณสถาน และไม่อยู่ในขอบเขตที่ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน กรมศิลปากรจึงมีหนังสือไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อแจ้งวัด ยานนาวาทราบ จนกระทั่งมีกรณีการรื้อถอนอาคารภายในวัดอีกครั้งตามที่เป็นข่าวเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๔


รายงานบัญชีงบทดลองและเอกสารประกอบงบทดลอง สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา (เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๔)


องค์ความรู้เรื่อง...ภาพสลักหน้าบันโบราณสถาน"ปราสาทปรางค์กู่" อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ #โบราณสถานปรางค์กู่ เป็น ศาสนสถานประจำโรงพยาบาล หรือ อโรคยศาล สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 โดยภาพสลักหน้าบันที่พบจากปรางค์กู่ มีทั้งสิ้น 2 จุด ได้แก่ 1. หน้าบันเหนือทับหลังปราสาทประธานด้านทิศตะวันออก เเละ 2. หน้าบันเหนือทับหลังบรรณาลัยหรือวิหาร ด้านทิศตะวันตก #หน้าบันเหนือทับหลังปราสาทประธานประตูด้านตะวันออก ประกอบด้วยหินทรายที่วางเรียงเป็นส่วนหน้าบัน สลักภาพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร ประทับยืน มีสาวก 9 องค์ (คน) นั่งพนมมืออยู่ด้านล่าง หน้าบัน #สลักภาพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร ประทับยืน สภาพชำรุดแตกหัก คงเหลือสภาพไม่ครบส่วน ท่อนล่างส่วนเท้าและขาขาดหายไป พระหัตถ์ซึ่งสภาพสมบูรณ์นั้นจะมี 4 กร พระหัตถ์ขวาบนถือลูกประคำ พระหัตถ์ขวาล่างถือดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายบนถือคัมภีร์ และพระหัตถ์ซ้ายล่างถือ ก้อนดิน (แท่งทรงกระบอก) ปัจจุบันคงเหลือเฉพาะพระหัตถ์ซ้ายบน ด้านขวาและด้านซ้ายของพระโพธิสัตว์ คงเหลือภาพของบุคคลยืนอยู่ด้านละ 1 องค์ (คน) ไม่ชัดเจนว่าเป็นบุคคล พระโพธิสัตว์หรือเทพองค์ใด ด้านล่างของภาพ ใต้แท่นฐานที่พระโพธิสัตว์ประทับยืน มีภาพบุคคลในท่านั่งพนมมือเรียงกัน 9 คน ที่กึ่งกลางภาพเป็นบุคคลนั่งในท่าขัดสมาธิ หันลำตัวตรงออกทางด้านหน้า ส่วนเศียรชำรุดขาดหายไป ด้านวามือและด้านซ้ายมือ มีบุคคลนั่งด้านละ 4 คน ในลักษณะหันเข่าด้านข้างเข้าสู่ด้านใน แต่ส่วนลำตัวและเศียรหันตรงออกด้านหน้า ในภาพรวมน่าจะหมายถึงเหล่าสาวกหรือผู้ที่ให้การนับถือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร นั่งถวายการเคารพ ในบรรดาพระโพธิสัตว์องค์สำคัญๆ ของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ปรากฏว่าพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ มีผู้เคารพเลื่อมใสมากที่สุด พระปฏิมาของพระองค์ พระนามว่าอวโลกิเตศวร หมายความว่า ผู้เป็นใหญ่ในการทัศนาโลก คือ พระองค์ทรงไว้ซึ่งความกรุณาอันไพศาล ไม่มีขอบเขต ทรงคอยสอดส่องดูแลปลดเปลื้องทุกข์ของสรรพสัตว์เสมอ เป็นพระโพธิสัตว์องค์สำคัญของพุทธศาสนามหายานที่มีผู้เคารพศรัทธามากที่สุด พระองค์เป็นตัวแทนของกรุณาบารมีและเป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นทุกข์และเข้าถึงพระโพธิญาณ ความเสียสละที่ทรงมีต่อสรรพสัตว์ทั้งปวงในจักรวาล นับเป็นการแสดงความรักของพระองค์ที่มีต่อสรรพชีวิตทั้งหลาย จนกล่าวได้ว่าพระองค์คือ “#ที่สุดแห่งกรุณาบารมี” การอธิบายคุณลักษณะของพระอวโลกิเตศวร เป็นอุบายโกศลวิธี ชักจูงคนให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธามั่นคงในพระโพธิสัตว์ แท้จริงคุณลักษณะของพระอวโลกิเตศวร คือพระปัญญาคุณ พระสันติคุณ และพระกรุณาคุณ ผู้ใดสามารถอัญเชิญพระอวโลกิเตศวรให้เข้ามาประทับอยู่ในดวงจิตได้ ด้วยการหมั่นนึกภาวนารำลึกถึงเสมอ ก็ต้องปรับปรุงกายวาจาใจของตนให้ประกอบด้วยปัญญาคุณ สันติคุณ กรุณาคุณ ดุจองค์พระโพธิสัตว์ เมื่อเป็นดังนี้ ภัยต่างๆ จะบังเกิดแก่ผู้นั้น ย่อมไม่มีทางจะเป็นไปได้ หรือแม้ว่าจะเกิดมีขึ้นก็หาทำให้ผู้นั้นต้องหวั่นไหวเดือดร้อนไม่ เพราะดวงจิตผู้นั้น ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระอวโลกิเตศวรแล้วนั้นเอง ฉะนั้นผู้ที่เคารพบูชาพระโพธิสัตว์องค์นี้ ย่อมสุดแล้วแต่วุฒิปัญญาและฐานะของผู้นั้น จะบูชาพระองค์ในฐานะเป็นพระเจ้า คอยประทานอะไรต่อมิอะไรให้ ตามคำอ้อนวอนขอร้องของเราหรือจะบูชา ด้วยการเข้าถึงแก่นแห่งธรรมะในพระองค์ ทั้งนี้ #การสร้างอาโรคยศาล ที่มีเป้าหมายในการสร้างขึ้นเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนในชุมชน ภายใต้คติความเชื่อในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ซึ่งยอมรับนับถือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรว่า ทรงเป็น ที่สุดแห่งกรุณาบารมี จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยว่า ส่วนหน้าบันที่ตั้งอยู่ด้านหน้าสุดของปราสาทประธานจึงสลักภาพของพระองค์ไว้ ข้อมูลโดย นายนภสินธุ์ บุญล้อม นักโบราณคดีชำนาญการ


องค์ความรู้เรื่อง...โบราณสถานปราสาทบ้านหนองขี้เหล็ก ตั้งอยู่บ้านหนองขี้เหล็ก ตำบลหนองขวาว อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ โดยอยู่ในพื้นที่นาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของบ้านหนองเหล็ก ห่างไปประมาณ 1 กิโลเมตร และอยู่ทางด้านทิศเหนือของปราสาทศีขรภูมิ ประมาณ 3 กิโลเมตร สภาพปัจจุบันถูกไถปรับพื้นที่เพื่อทำการเกษตร และนาข้าว เหลือเป็นเนินดินเตี้ยๆรูปทรงสี่เหลือมผืนผ้า สูงจากพื้นที่นาประมาณ 1.50 เมตร กว้าง 10 เมตร ยาวประมาณ 14 เมตร บริเวณโดยรอบเป็นที่นา จากการสำรวจพื้นที่ใกล้เคียงพบว่ามีบารายขนาดใหญ่ที่ปัจจุบันตื้นไปเกือบหมดแล้วอยู่ทางด้านตะวันออกห่างไปประมาณ 1 กิโลเมตร บนพื้นเนินดินพบชิ้นส่วนภาชนะดินเผาแบบเครื่องถ้วยเขมรกระจายอยู่เบาบางโดยทั่วไป และยังพบก้อนหินศิลาแลงที่ตัดเป็นก้อนสำหรับก่อสร้างอาคาร มีขนาดประมาณ 80X65X36 เซนติเมตร วางตัวกระจายอยู่ชายเนินด้านตะวันตกและทิศใต้แต่ไม่เรียงกันเป็นฐานอาคาร ก้อนศิลาแลงสี่เหลี่ยมกระจายอยู่ทางด้านทิศตะวันออกที่ถูกขยับมาวางทิ้งไว้ที่คันนาห่างออกจากเนินดินประมาณ 20 เมตร พบชิ้นส่วนแท่นหินบดยา 1 ชิ้นอยู่บนเนินดิน ไม่พบโบราณวัตถุอื่นในพื้นที่นาที่อยู่โดยรอบ แต่เดิมเป็นพื้นที่ป่า ต่อมาจับจองเป็นพื้นที่ทำการเกษตรและปรับพื้นที่เป็นที่นาเมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้ว จึงมีการไถปรับพื้นที่ทำให้พื้นที่เนินดินหดเล็กลงเรื่องๆ ชาวบ้านเล่าว่า เท่าที่จำได้เดิมเนินดินนี้ มีขนาด 2 งาน เเต่ถูกไถปรับจนเหลือเท่าที่เห็นในปัจจุบัน ก้อนหินที่พบเกิดจากการไถและดุนมากองรวมกัน มีก้อนหินแลงบางส่วนนำไปไว้ที่วัดทุ่งสว่างนารุ่ง ตำบลนารุ่ง อำเภอศีขรภูมิ ที่อยู่ใกล้เคียงกัน แม้หลักฐานที่พบ จะมิได้มีความโดดเด่นมากนัก แต่หลักฐานที่พบเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ช่วยแสดงให้เห็นถึงร่องรอยปราสาทในวัฒนธรรมเขมร ในเขตพื้นที่อำเภอศีขรภูมิ ที่ไม่ได้แค่ปราสาทหลังใหญ่ๆ อย่าง ปราสาทศีขรภูมิ ปราสาทช่างปี่ (อโรคยศาล) ได้เป็นอย่างดี ข้อมูลโดย : นายกิตติพงษ์ สนเล็ก ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี


   นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ตามที่สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้กล่าวถึงกรณีการรื้ออาคารภายในวัดยานนาวา เขตสาธร กรุงเทพมหานคร ว่าเป็นการรื้อทำลายโบราณสถาน กรมศิลปากร โดยกองโบราณคดี ได้ตรวจสอบรายละเอียดแล้ว พบว่าอาคารที่ถูกรื้อลงตามที่เป็นข่าวนั้น คือ อาคารมูลนิธิน้ำใจไทย-ญี่ปุ่น เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก เมื่อพิจารณาจากแผนที่โบราณ พ.ศ. ๒๔๓๙ ตำแหน่งนี้เป็นพื้นที่ว่างเปล่าไม่มีสิ่งก่อสร้าง ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๗๕ มีเป็นกุฏิแบบเรือนไม้ชั้นเดียว จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ภาพถ่ายทางอากาศชุดวิลเลียม ฮันท์ ปรากฏอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กในตำแหน่งดังกล่าว จากหลักฐานแผนที่และภาพถ่าย จึงสามารถระบุระยะเวลาก่อสร้างอาคารได้ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๗๕-๒๔๘๖ โดยสันนิษฐานว่ามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบอาคารในช่วง พ.ศ.๒๕๑๐ ก่อนจะถูกรื้อลงในปัจจุบัน กรมศิลปากรได้พิจารณาอายุการสร้างและคุณค่าทางสถาปัตยกรรมแล้ว อาคารมูลนิธิน้ำใจไทย-ญี่ปุ่น ไม่ถือเป็นโบราณสถาน ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ           สำหรับสิ่งก่อสร้างที่เป็นโบราณสถานภายในวัดยานนาวา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนแล้ว ตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๐ ตอนที่ ๓๖ วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๒๖ มีสิ่งสำคัญ ได้แก่ พระแท่นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เรือสำเภาและเจดีย์ พร้อมด้วยแผ่นศิลาจารึก ๓ แผ่น พระอุโบสถ และเก๋งจีน เนื้อที่โบราณสถานประมาณ ๕ ไร่ ๙๗ ตารางวา โดยอาคารมูลนิธิน้ำใจไทย-ญี่ปุ่น ไม่อยู่ในขอบเขตโบราณสถานที่ประกาศขึ้นทะเบียน           อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวต่อไปว่า กรมศิลปากรได้ดำเนินการตรวจสอบกรณีรื้อถอนสิ่งก่อสร้าง ภายในวัดยานาวา ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๖๓ ตามที่คณะพระภิกษุวัดยานนาวา พระอารามหลวง มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ขอให้ดำเนินการคุ้มครองโบราณวัตถุสถานกุฏิสงฆ์ และอาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรม ของวัดยานนาวา ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยผลการตรวจสอบพบว่ากลุ่มอาคารที่ถูกกล่าวถึงทั้งหมดนั้น ไม่ได้เป็นโบราณสถาน และไม่อยู่ในขอบเขตที่ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน กรมศิลปากรจึงมีหนังสือไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อแจ้งวัด ยานนาวาทราบ จนกระทั่งมีกรณีการรื้อถอนอาคารภายในวัดอีกครั้งตามที่เป็นข่าวเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๔


วันพุธที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา เข้าร่วมพิธีลงนามความร่วมมือเพื่อพัฒนาโคราชเมืองไมซ์ ทั้ง ๔๗ องค์กร การเสวนาทิศทางโคราชเมืองไมซ์ กิจกรรม KORAT MICE Forum KORAT People talk for MICE “อนาคต และเส้นทางในการก้าวสู่การเป็นเมืองไมซ์ระดับนานาชาติ” ณ Terminal Hall ศูนย์การค้า Terminal 21 korat


องค์ความรู้เรื่อง...โบราณสถานปราสาทวัดโคกปราสาทประชานุรักษ์ ตั้งอยู่ในที่พักสงฆ์วัดโคกปราสาทประชานุรักษ์หรือวัดโคกปราสาทใต้ ตำบลหนองบอน อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นปราสาทในวัฒนธรรมเขมร สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 สภาพปัจจุบันมีลักษณะเป็นเนินโบราณสถานขนาดเล็ก มีต้นไม้ขึ้นคลุมค่อนข้างหนาแน่น มีขนาดกว้างประมาณ 20 เมตร ยาวประมาณ 35 เมตร และ มีคูน้ำรูปตัวยูล้อมรอบโดยเว้นเป็นทางเข้าด้านทิศตะวันออก คูน้ำมีขนาดกว้างประมาณ 15 – 20 เมตร บนเนินโบราณสถานปรากฏแนวอาคารที่ก่อด้วยหินทราย ศิลาแลง และอิฐ #จากร่องรอยหลักฐานที่ปรากฏ สามารถสันนิษฐานองค์ประกอบของปราสาทได้ดังนี้ 1. #ปราสาท ประกอบด้วย 1.1 #ปราสาทประธาน : อาจเป็นปราสาทสามหลังตั้งเรียงกันในแนวทิศเหนือใต้ โดยยังปรากฏประตูทางเข้าของปราสาทอย่างน้อย 2 หลัง หลังแรกยังปรากฏกรอบประตูตัวตั้งทั้งสองข้างทำด้วยหินทราย และหลังที่สองถัดไปทางทิศเหนือ ปรากฏกรอบประตูหินทรายทั้งส่วนบนและตัวตั้งทั้งสองข้าง ปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก และคงก่อสร้างด้วยอิฐด้วย เนื่องจากพบเศษอิฐเป็นจำนวนมาก 1.2 #แนวกำแพงล้อมรอบ : อาจมีแนวกำแพงล้อมรอบปราสาท โดยทางด้านหน้าปรากฏฐานอาคารก่อด้วยหินทรายและศิลาแลง โดยมีหินบางส่วนที่ถูกนำมาเรียงใหม่ ปรากฏหินส่วนที่เป็นหน้าบันและกรอบประตู กรอบหน้าต่าง เสาประดับกรอบประตูแบบเสาแปดเหลี่ยม อาคารส่วนนี้น่าจะเป็นโคปุระหรือประตูซุ้มทางเข้า ทางด้านทิศตะวันตกปรากฏอาคารที่ฐานก่อด้วยศิลาแลง ส่วนผนังก่อด้วยอิฐ กรอบประตูใช้หินทราย อาคารส่วนนี้อาจเป็นโคปุระด้านทิศตะวันตก หรืออาคารขนาดเล็กประดิษฐานเทพชั้นรอง 1.3 #คูน้ำรูปตัวยูล้อมรอบปราสาท : คูน้ำรูปตัวยู (U) ยังมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ปัจจุบันมีการสร้างถนนชิดแนวคูน้ำด้านทิศเหนือและทิศตะวันตก คูน้ำมีแนวล้อมรอบปราสาทโดยเว้นเป็นทางเข้าด้านทิศตะวันออก คูน้ำมีขนาดกว้างประมาณ 15 – 20 เมตร 2. #บาราย ถัดจากตัวปราสาทไปทางทิศตะวันออกประมาณ 450 เมตร มีบารายหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่ บารายมีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้างประมาณ 250 เมตร ยาวประมาณ 260 เมตร คันดินขอบบารายมีขนาดกว้างประมาณ 20 เมตร สูงจากพื้นนาโดยรอบ 3 เมตร บารายแห่งนี้ชาวบ้านในพื้นที่เรียกว่า หนองบัวราย #จากหลักฐานที่พบ สันนิษฐานได้ว่าโบราณสถานปราสาทวัดโคกปราสาทประชานุรักษ์ เป็นปราสาทในวัฒนธรรมเขมร สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 เป็นศาสนสถานของชุมชนในวัฒนธรรมเขมรบริเวณนี้ในอดีต ตัวปราสาทน่าจะประกอบด้วยปราสาทสามหลังตั้งเรียงกัน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก อาจมีกำแพงล้อมรอบโดยมีโคปุระทางด้านทิศตะวันออกและตะวันตก และมีคูน้ำรูปตัวยูล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง ใช้หินทราย แท่งศิลาแลง และอิฐเป็นวัสดุในการก่อสร้าง ทางด้านทิศตะวันออกมีบารายตั้งอยู่ ข้อมูลโดย นายนภสินธุ์ บุญล้อม นักโบราณคดีชำนาญการ


องค์ความรู้เรื่อง...ปราสาทบ้านโคกปราสาท ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทบ้านโคกปราสาท เป็นปราสาทในวัฒนธรรมเขมร มีลักษณะเป็นเนินโบราณสถานขนาดเล็ก มีต้นไม้ขึ้นคลุมค่อนข้างหนาแน่น จากร่องรอยที่ปรากฏ สันนิษฐานองค์ประกอบได้ดังนี้ 1. #ปราสาท บริเวณปราสาท ปัจจุบันมีลักษณะเป็นเนินโบราณสถานขนาดเล็ก กว้างประมาณ 60 เมตร ยาวประมาณ 70 เมตร บนเนินปรากฏแท่งหินทรายและศิลาแลงกระจายตัวอยู่ทั่วทั้งเนิน จากการสัมภาษณ์ชาวบ้านทราบว่า โบราณสถานหลังนี้ถูกลักลอบขุดหาโบราณวัตถุและรื้อย้ายชิ้นส่วนต่าง ๆ หลายครั้ง ทำให้ปราสาทพังทลาย และชิ้นส่วนประกอบอาคารอยู่ในลักษณะกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป การดำเนินงานขุดลอกบารายซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของปราสาท มีการนำดินมาถมบริเวณโดยรอบปราสาท ซึ่งทำให้ไม่ปรากฏคูน้ำโดยรอบปราสาทที่ชัดเจน แต่จากร่องรอยของพื้นที่ที่เป็นร่องน้ำที่เหลืออยู่ ทำให้สันนิษฐานได้ว่า เดิมมีคูน้ำล้อมรอบปราสาทอยู่ด้วย คูน้ำมีความกว้างประมาณ 10-15 เมตร บริเวณเนินดินปรากฏแท่งหินทราย ศิลาแลง และอิฐ ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของอาคาร ได้แก่ หน้าบัน ที่ส่วนกรอบหน้าบันสลักลายก้านต่อดอกชี้ลงด้านล่าง ชิ้นส่วนกรอบประตู กรอบหน้าต่าง บัวเชิงผนัง บัวเชิงชายหลังคา ส่วนผนังอาคาร เสาประดับกรอบประตูแบบเสาแปดเหลี่ยม โบราณวัตถุส่วนหนึ่งถูกเคลื่อนย้ายไปไว้ที่โรงเรียนบ้านจรเข้มาก ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย เป็นชิ้นส่วนปลายกรอบหน้าบันสลักลายนาคห้าเศียร นาคหัวโล้นไม่มีกระบังหน้า ซึ่งเป็นลักษณะนาคในศิลปะเขมรแบบบาปวน เสาประดับผนัง บัวเชิงผนังสลักลายกลีบบัว บัวยอดปราสาท 2. #บาราย ถัดจากตัวปราสาทไปทางตะวันออกประมาณ 200 เมตร มีบารายตั้งอยู่ บารายมีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้างประมาณ 270 เมตร ยาวประมาณ 500 เมตร คันดินขอบบารายมีขนาดกว้างประมาณ 10 เมตร สูงจากพื้นนาโดยรอบ 2-3 เมตร บารายแห่งนี้ชาวบ้านในพื้นที่เรียกว่า หนองบ้านเก่า หรืออ่างเก็บน้ำโคกปราสาท ซึ่งได้รับการขุดลอกแล้ว ปัจจุบันมีน้ำอยู่ในพื้นที่บางส่วน บารายนี้สร้างคร่อมห้วยบ้านเก่า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิธีการกักเก็บน้ำไว้ในบาราย โดยการสร้างคร่อมลำน้ำธรรมชาติ ปัจจุบันได้มีการขุดลอกบารายไปแล้วเมื่อปี 2543 โดยสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท จากหลักฐานที่พบ สันนิษฐานได้ว่า ปราสาทบ้านโคกปราสาท เป็นปราสาทในวัฒนธรรมเขมร สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 ในศิลปะเขมรแบบบาปวน เป็นศาสนสถานของชุมชนในวัฒนธรรมเขมรบริเวณนี้ในอดีต ก่อสร้างโดยใช้ใช้หินทราย แท่งศิลาแลง และอิฐเป็นวัสดุ มีคูน้ำรูปตัวยูล้อมรอบ และมีบารายตั้งอยู่ทางด้านตะวันออก ข้อมูลโดย นายนภสินธุ์ บุญล้อม นักโบราณคดีชำนาญการ


องค์ความรู้เรื่อง...โบราณสถานปราสาทภูฝ้าย อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ บริเวณสันเขาด้านทิศเหนือ ภูฝ้าย เป็นภูเขาลูกโดด สูงจากพื้นที่ราบโดยรอบ ประมาณ 50-120 เมตร เเละห่างจากเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งเป็นพรมแดนเเละระหว่างไทยกับกัมพูชา มาทางทิศเหนือ ระยะทางเพียง 30 กิโลเมตร เท่านั้น ทั้งนี้โบราณสถานปราสาทภูฝ้าย คงเป็นศาสนสถานประจำชุมชน ผลจากการขุดเเต่งศึกษาปราสาทภูฝ้าย ในปี 2556 สามารถกำหนดอายุสมัย เเละรูปแบบการใช้งานโบราณสถานปราสาทภูฝ้าย ได้ดังนี้ #ปราสาทประธาน สร้างด้วยอิฐ และศิลาเเลง อยู่ในผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุม มีขนาดด้านละ 7.20 เมตร สร้างบนลานหินธรรมชาติของภูฝ้าย ปัจจุบันหลงเหลือเฉพาะส่วนฐานรองรับเรือนธาตุ ซึ่งก่อด้วยศิลาเเลง สูงจากพื้นดิน ประมาณ 1.75 เมตร มีศึกษาเปรียบเทียบกับปราสาทหลังอื่นๆ พบว่า แผนผังเรือนธาตุของปราสาทภูฝ้าย มีลักษณะคล้ายกับปราสาทเนียงเขมา กลุ่มโบราณสถานเกาะเเกร์ ปราสาทมีชัย อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ (ศิลปะเขมรเเบบแปรรูป พ.ศ.1487- 1511) และปราสาทเบง อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ (ศิลปะเขมรแบบบันทายสรี พ.ศ.1511-1544) จากรายงานฉบับดังกล่าว จึงกำหนดให้ ปราสาทภูฝ้าย น่าจะมีอายุอยู่ในช่วง กลางพุทธศตวรรษที่ 15 - กลางพุทธศตวรรษที่ 16 อีกไฮไลต์ สำคัญ ของปราสาทภูฝ้าย คือ ภาพสลักทับหลัง #พระวิษณุอนันศายินปัทมนาภะ (นารายณ์บรรทมสินธุ์) ปัจจุบันไม่ได้ติดกับตัวปราสาท เเต่เก็บรักษาไว้ ณ วัดสุพรรณรัตน์ (วัดบ้านพราน) ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ แม้ว่าร่องรอยหลักฐานของภูฝ้าย จะหลงเหลือไม่มากนัก เเต่ด้วยทำเลที่ตั้ง ซึ่งสร้างปราสาทอยู่บนเขาลูกโดด ในฐานะ ศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน เเละเป็นสถาปนาภูเขานี้เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในลักษณะเดียวกันนี้ ยังปรากฏให้เห็นในหลายแห่ง อาทิ ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทปลายบัด 1 ปราสาทปลายบัด 2 และปราสาทเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาลูกโดด ด้วยเช่นกัน เรียบเรียงนำเสนอโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ แหล่งข้อมูลอ้างอิง - ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีกุรุเกษตร. รายงานผลการปฏิบัติงาน โครงการขุดแต่งเเละจัดทำผังรูปแบบเพื่อการบูรณะโบราณสถานปราสาทภูฝ้าย ตำบลภูฝ้าย อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ. ม.ป.พ. . 2556.


black ribbon.