ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 53,136 รายการ
วันอังคารที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๗.๐๐ น.
หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ร่วมกิจกรรมสภากาแฟ ประจำเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๙ ณ หอประชุมข้าวหอมมะลิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานวิทยาเขตสุรินทร์ พร้อมรับมอบป้ายโครงการสภากาแฟร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมุนษย์ สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานปปช. และ กกต.สุรินทร์ ที่ร่วมเป็นเจ้าภาพในครั้งต่อไป โดยมีนายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และตัวแทนองค์กร ภาคประชาชนได้ร่วมกิจกรรม
วันพฤหัสบดีที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๓๐ น. นักเรียนชั้นอนุบาล ๑ ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนบ้านหนองบัวบาน (บัวบานวิทยาคม) ตำบลหนองบัวบาน อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ จำนวน ๑๒๔ คน คุณครู ๙ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมีนายธนากร วงศ์สิริพัฒนะ นักวิชาการวัฒนธรรม นางศรีสุดา ศรีสด พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม
กรมศิลปากร เชิญชวนทุกท่านติดตามชมรายการ “ศิลป์ stories“ คนกรมศิลป์มีเรื่องเล่า เพราะทุกเรื่องราวมีชีวิต และทุกเทคนิคมีความหมาย รายการ Podcast ที่สนุกและได้ความรู้จากกรมศิลปากร กับเรื่องราวเบื้องหลังการจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์และศิลปะไทย ณ ประเทศเกาหลีใต้ โบราณวัตถุล้ำค่ากว่า 207 ชิ้นจากทั่วประเทศไทย เดินทางไกลสู่ National Museum of Korea ในนิทรรศการ "Amazing Thailand: Masterpieces of Thai Art" เพื่อถ่ายทอดประวัติศาสตร์และศิลปะไทยสู่สายตานานาชาติ
แต่...กว่าจะเป็นนิทรรศการระดับนานาชาตินี้ ต้องผ่านการเตรียมงานอย่างไรบ้าง? ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการจัดแสดงนิทรรศการ การคัดเลือกโบราณวัตถุ รวมไปถึงการขนย้ายโบราณวัตถุอันทรงคุณค่า และความภูมิใจของทีมเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร เมื่อมรดกทางวัฒนธรรมไทยได้ไปจัดแสดงบนเวทีโลก ติดตามได้ในรายการ “ศิลป์ stories“ วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 - 14.45 น. ตอน เบื้องหลังนิทรรศการ "Amazing Thailand: Masterpieces of Thai Art" ร่วมพูดคุยไปกับ นางสาวณัฐพร แก่นสน ภัณฑารักษ์ชำนาญการ นายเพิ่มพันธ์ นนตะศรี ภัณฑารักษ์ชำนาญการ นายอรรณพ แจ้งสว่าง ภัณฑารักษ์ชำนาญการ นางสาวชนิดาภา ศิริรมยานนท์ นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ ดำเนินรายการโดย นางสาวเพียงพิศ ส่งเสริม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ จากสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
รับชมได้ผ่านทาง Facebook: กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม https://www.facebook.com/FineArtsDept และ Facebook: กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร https://www.facebook.com/prfinearts และช่อง Youtube : กรมศิลปากร https://www.youtube.com/@finearts.d
สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ลงพื้นที่ดำเนินงานติดตั้งป้ายพระราชบัญญัติ โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๔ (ป้าย พ.ร.บ.) จำนวน ๖ จุด ณ โบราณสถานบ้านแสลงโทน ตำบลแสลงโทน อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับผู้นำชุมชน นายธีรพันธุ์ เล็กประโคน กำนันตำบลแสลงโทน เมื่อวันที่ ๒๔-๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๙
.
นางสาวนิตยา สาระรัตน์ นายช่างศิลปกรรมอาวุโส
กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา
.
...ศูนย์กลางการเรียนรู้และการท่องเที่ยว
มรดกศิลปวัฒนธรรมอีสานใต้แบบบูรณาการ...
( #นครราชสีมา #ชัยภูมิ #บุรีรัมย์ #สุรินทร์ #ศรีสะเกษ #มหาสารคาม )
สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา 274 หมู่ 17 ถนนพิมาย-ชุมพวง
ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา 30110
Tel : 044-471518 , 044-481024
E-Mail : fed_10@finearts.go.th
Website : www.finearts.go.th/fad10
Facebook : สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา กรมศิลปากร
Youtube : สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา
การประชุมหารือคณะทำงานโครงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์โบราณสถานประเภทหิน (กิจกรรมปฏิบัติงานวิเคราะห์ ศึกษาโครงสร้างและองค์ประกอบโบราณสถานประเภทหิน ณ โบราณสถานปราสาทบ้านบุใหญ่ ตำบลสูงเนิน อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา) ประจำปีงบประมาณ 2569 ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เพื่อพิจารณาให้คำปรึกษา ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะทางวิชาการแก่คณะทำงาน เพื่อประกอบการตัดสินใจในการกำหนดแนวทางการบูรณะ การจัดทำแบบเพื่อการบูรณะ และวางแผนดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป
วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นายสมเดช ลีลามโนธรรม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา พร้อมด้วยนายธงชัย มหา ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน และนางสาวฑาริกา กรรมจันทร์ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป ตรวจเยี่ยมโบราณสถานปราสาทเมืองแขก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
.
จากนั้นลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์จิตรกรรมและประติมากรรมภายในอุโบสถ (วิหารหลวงพ่อแจ้ง) วัดแจ้งใน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดย กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช มีประตูโขงหรือซุ้มประตูทางเข้าวัดศิลปะล้านนา สมัยพญายอดเชียงราย โปรดให้สร้างจิตกาธาน ที่ถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าติโลกราช และพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช สมัยพญาแก้วภูตาธิปติราช (พญาแก้ว) โปรดให้สร้างพระอุโบสถวัดมหาโพธาราม เป็นวัดประจำปีเกิดของปีมะเส็ง และในทางคติทักษาเมือง ถือว่าเป็นวัดประจำทิศพายัพ และเป็นอายุเมืองอีกด้วย
ประตูโขงหรือซุ้มประตูทางเข้าวัด สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๒๐ มีลักษณะเป็นทรงปราสาทยอดในศิลปะล้านนา มีลักษณะเป็นกำแพงก่อด้วยอิฐถือปูนขนาดใหญ่เป็นช่องทางขนาดใหญ่บริเวณทางเข้าออกของวัดทางด้านทิศตะวันออก ฐานซุ้มประตู มีฐานเป็นบัวลูกแก้ว ย่อมุม เหนือชุดฐานขึ้นไปมีเสาประดับกรอบซุ้มประตูวงโค้งสองชั้นทั้งสี่ด้าน ประดับลวดลายกาบบน กาบล่าง และลายเครือล้านนา โดยมีกรอบหยักโค้ง ภายในเป็นลายดอก ก้านและใบของดอกโบตั๋น โดยดอกโบตั๋นมีความหมายในเชิงมงคลและมีความโดดเด่นสวยงาม ซึ่งได้อิทธิพลมาจากศิลปะจีน ส่วนตัวซุ้มขนาบช่องประตู เป็นส่วนประกอบซุ้มประตูแบบเสาย่อมุมทั้งสองข้างประดับด้วยลวดลายปูนปั้นประดับพรรณพฤกษา หลังช่องประตูโขงขึ้นไปทำเป็นซุ้มโค้งครึ่งวงกลมเครื่องยอดซ้อนกัน มีลักษณะลวดลายใกล้เคียงกันกับกู่พระแก่นจันทร์ ในปัจจุบันยอดซุ้มโขงได้พังทลายลงไปหมดแล้ว คงสภาพแต่เสาและกำแพงบางส่วนทั้งสองข้างของประตูซุ้ม
เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๓๐ สมเด็จพระเจ้าติโลกราชสวรรคต หลังจากนั้นพญายอดเชียงราย ราชนัดดาในสมเด็จพระเจ้าติโลกราชได้สืบราชสมบัติแทน ได้เชิญพระศพมาถวายพระเพลิงวัดแห่งนี้ พระองค์โปรดให้สร้างจิตกาธาน (เชิงตะกอน) เพื่อเป็นสถานที่ฌาปนสถานถวายพระเพลิงพระศพของสมเด็จพระเจ้าติโลกราช พร้อมกับโปรดให้สถาปนาขึ้นเป็นพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช หรือกู่บรรจุพระเจ้าติโลกราช ซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงแก้วของโพธิบัลลังก์ (มหาวิหาร) ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิพระราชอัยการและพระอังคารธาตุของพระเจ้าติโลกราช ในปี พ.ศ. ๒๐๓๑
พระรัตนปัญญาเถระ (๑๑๙) “เมื่อพระเจ้าสิริธรรมจักรพรรดิพิลกสวรรคตแล้ว พระราชนัดดาของพระองค์ พระนามว่า เจ้ายอดเชียงราย ประสูติเมื่อปีชวด (จ.ศ. ๘๑๔ พ.ศ. ๒๐๐๐) มีพระชนมายุได้ ๓๑ ปี ครองราชสมบัติในปีมะแม พระเจ้ายอดเชียงรายนั้น พร้อมด้วยพลนิกายเสนาอำมาตย์ เอาหีบทองคำไปอัญเชิญพระบรมศพพระเจ้าพิลก พระราชอัยกาของพระองค์ ไปถวายพระเพลิงที่วัดมหาโพธาราม ครั้นถวายพระเพลิงเสร็จแล้ว ทรงสร้างสถูปใหญ่ในวัดนั้นแล้วบรรจุพระอัฐิในสถูปนั้นบูชาตลอดมา...”
พระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทรงมณฑปสี่เหลี่ยมย่อมุมกว้างด้านละประมาณ ๒๒ เมตร ขนาดความสูง ๓๒.๕๐ เมตร ประกอบด้วยฐานเขียงซ้อนลดหลั่นสามชั้น รองรับฐานบัวลูกแก้วอกไก่ประดับ ส่วนเรือนธาตุยกเก็จมีซุ้มจระนำทั้งสี่ทิศ ส่วนทางด้านทิศตะวันออกเจาะช่องซุ้มจระนำฝังเข้าไปในตัวมณฑป เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยนั่งขัดสมาธิราบ หลังคาทรงบัวกลุ่ม ถัดขึ้นไปเป็นฐานบัววงกลมสามชั้นรองรับพระสถูปทรงระฆังกลม ก้านฉัตร ปล้องไฉน และปลียอดตามลำดับ
กู่พระแก่นจันทร์ ในอดีตเคยเป็นจิตกาธาน หรือเป็นที่ถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าติโลกราชในปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปแก่นจันทร์สมโภช ๗๐๐ ปี ศรีเมืองเชียงใหม่ สร้างอยู่บนฐานเดียวกับพระอุโบสถ อยู่บริเวณด้านท้ายของพระอุโบสถ ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม ถัดไปเป็นเรือนธาตุมณฑป มีคูหาเจาะทะลุกันทั้งสี่ด้าน เรือนธาตุย่อเก็จเพื่อใช้เป็นเสารับกรอบซุ้มจระนำในลักษณะของซุ้มลดที่มีแนวโค้งสอบแหลมขึ้นด้านบน ลวดลายประดับตกแต่งลายบัวคอเสื้อ และลายกาบเชิงล่างทั้งสี่ด้านของเสาประดับซุ้มถัดไปในชั้นส่วนยอดเหนือเรือนธาตุซ้อนลด จำลองแบบเดียวกันกับเรือนธาตุสองชั้น และยอดบนเป็นรูปดอกบัวตูม
พระอุโบสถ เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๕๔ พญาแก้ว โปรดให้สร้างขึ้นตรงบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระศพพระเจ้ายอดเชียงราย พระราชบิดาของพระองค์ อยู่บริเวณทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของโพธิบัลลังก์ (มหาวิหาร) หรือทางทิศตะวันออกของพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช โดยพระอุโบสถหลังนี้ทรงอุสภลักษณ์ กว้าง ๓๒ ศอก กับ ๑ คืบ ส่วนยาว ๗๘ ศอก กับ ๑ คืบ ที่ตั้งปาสาณนิมิตของพระอุโบสถ กว้าง ๔๑ ศอก ยาว ๑๑๖ ศอก
พระรัตนปัญญาเถระ (๑๒๒) “...พระเจ้าพิลกปนัดดาธิราช โปรดให้สร้างโรงอุโบสถขึ้นหลังหนึ่งทรงอุสภลักษณ์ กว้าง ๓๒ ศอกกับ ๑ คืบ ส่วนยาว ๗๘ ศอกกับ ๑ คืบในวัดมหาโพธาราม ซึ่งพระเจ้าพิลก พระราชปัยกาทรงสร้างไว้ในสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระราชบิดาของพระองค์ (พระเจ้ายอดเชียงราย) ที่ตั้งปาสาณนิมิตของโรงอุโบสถนั้น กว้าง ๔๑ ศอก ยาว ๑๑๖ ศอก ส่วนเขตที่จดหมู่บ้าน กว้าง ๓๐ วา ยาว ๔๙ วา โดยพระองค์ประทาน ที่แปลงหนึ่งแลกกับที่ดังกล่าวแล้วนั้น เนื้อที่ที่แลกเปลี่ยนนี้ ยังเป็นที่ลุ่มอยู่ ๖๐ วา กว้าง ยาว ๔๐ วา พระมหากษัตริย์ทรงประทานที่แลกเปลี่ยนกับเนื้อที่มีเขตจดหมู่บ้านนั้น...”
ปัจจุบันพระอุโบสถคงเหลือเฉพาะส่วนฐานมีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าย่อมุม มีทางบันไดขึ้นและลงอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือและทิศใต้ โดยมีกู่พระแก่นจันทร์อยู่ด้านท้ายพระอุโบสถ และยังคงพบเห็นใบเสมาหินขนาดใหญ่ปักรอบบนลานประทักษิณล้อมอาคารพระอุโบสถ เพื่อเป็นการกำหนดเขตพื้นที่พระสงฆ์ใช้ทำพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
“ประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ ๕๒ ง. (๘ มีนาคม ๒๔๗๘): ๓๖๘๓.
พระรัตนปัญญาเถระ. ชินกาลมาลีปกรณ์. แปลโดย แสง มนวิทูร. พระนคร: กรมศิลปากร, ๒๕๐๑.
สถาบันพระปกเกล้า. สมุดภาพ รัชกาลที่ ๗ เสด็จฯ เลียบมณฑลพายัพ พ.ศ. ๒๔๖๙. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๖๑.
อนุรักษ์ ชำนาญช่าง. การศึกษาสถาปัตยกรรมวัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๔.
วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช มีประตูโขงหรือซุ้มประตูทางเข้าวัดศิลปะล้านนา สมัยพญายอดเชียงราย โปรดให้สร้างจิตกาธาน ที่ถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าติโลกราช และพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช สมัยพญาแก้วภูตาธิปติราช (พญาแก้ว) โปรดให้สร้างพระอุโบสถวัดมหาโพธาราม เป็นวัดประจำปีเกิดของปีมะเส็ง และในทางคติทักษาเมือง ถือว่าเป็นวัดประจำทิศพายัพ และเป็นอายุเมืองอีกด้วย
ประตูโขงหรือซุ้มประตูทางเข้าวัด สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๒๐ มีลักษณะเป็นทรงปราสาทยอดในศิลปะล้านนา มีลักษณะเป็นกำแพงก่อด้วยอิฐถือปูนขนาดใหญ่เป็นช่องทางขนาดใหญ่บริเวณทางเข้าออกของวัดทางด้านทิศตะวันออก ฐานซุ้มประตู มีฐานเป็นบัวลูกแก้ว ย่อมุม เหนือชุดฐานขึ้นไปมีเสาประดับกรอบซุ้มประตูวงโค้งสองชั้นทั้งสี่ด้าน ประดับลวดลายกาบบน กาบล่าง และลายเครือล้านนา โดยมีกรอบหยักโค้ง ภายในเป็นลายดอก ก้านและใบของดอกโบตั๋น โดยดอกโบตั๋นมีความหมายในเชิงมงคลและมีความโดดเด่นสวยงาม ซึ่งได้อิทธิพลมาจากศิลปะจีน ส่วนตัวซุ้มขนาบช่องประตู เป็นส่วนประกอบซุ้มประตูแบบเสาย่อมุมทั้งสองข้างประดับด้วยลวดลายปูนปั้นประดับพรรณพฤกษา หลังช่องประตูโขงขึ้นไปทำเป็นซุ้มโค้งครึ่งวงกลมเครื่องยอดซ้อนกัน มีลักษณะลวดลายใกล้เคียงกันกับกู่พระแก่นจันทร์ ในปัจจุบันยอดซุ้มโขงได้พังทลายลงไปหมดแล้ว คงสภาพแต่เสาและกำแพงบางส่วนทั้งสองข้างของประตูซุ้ม
เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๓๐ สมเด็จพระเจ้าติโลกราชสวรรคต หลังจากนั้นพญายอดเชียงราย ราชนัดดาในสมเด็จพระเจ้าติโลกราชได้สืบราชสมบัติแทน ได้เชิญพระศพมาถวายพระเพลิงวัดแห่งนี้ พระองค์โปรดให้สร้างจิตกาธาน (เชิงตะกอน) เพื่อเป็นสถานที่ฌาปนสถานถวายพระเพลิงพระศพของสมเด็จพระเจ้าติโลกราช พร้อมกับโปรดให้สถาปนาขึ้นเป็นพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช หรือกู่บรรจุพระเจ้าติโลกราช ซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงแก้วของโพธิบัลลังก์ (มหาวิหาร) ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิพระราชอัยการและพระอังคารธาตุของพระเจ้าติโลกราช ในปี พ.ศ. ๒๐๓๑
พระรัตนปัญญาเถระ (๑๑๙) “เมื่อพระเจ้าสิริธรรมจักรพรรดิพิลกสวรรคตแล้ว พระราชนัดดาของพระองค์ พระนามว่า เจ้ายอดเชียงราย ประสูติเมื่อปีชวด (จ.ศ. ๘๑๔ พ.ศ. ๒๐๐๐) มีพระชนมายุได้ ๓๑ ปี ครองราชสมบัติในปีมะแม พระเจ้ายอดเชียงรายนั้น พร้อมด้วยพลนิกายเสนาอำมาตย์ เอาหีบทองคำไปอัญเชิญพระบรมศพพระเจ้าพิลก พระราชอัยกาของพระองค์ ไปถวายพระเพลิงที่วัดมหาโพธาราม ครั้นถวายพระเพลิงเสร็จแล้ว ทรงสร้างสถูปใหญ่ในวัดนั้นแล้วบรรจุพระอัฐิในสถูปนั้นบูชาตลอดมา...”
พระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทรงมณฑปสี่เหลี่ยมย่อมุมกว้างด้านละประมาณ ๒๒ เมตร ขนาดความสูง ๓๒.๕๐ เมตร ประกอบด้วยฐานเขียงซ้อนลดหลั่นสามชั้น รองรับฐานบัวลูกแก้วอกไก่ประดับ ส่วนเรือนธาตุยกเก็จมีซุ้มจระนำทั้งสี่ทิศ ส่วนทางด้านทิศตะวันออกเจาะช่องซุ้มจระนำฝังเข้าไปในตัวมณฑป เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยนั่งขัดสมาธิราบ หลังคาทรงบัวกลุ่ม ถัดขึ้นไปเป็นฐานบัววงกลมสามชั้นรองรับพระสถูปทรงระฆังกลม ก้านฉัตร ปล้องไฉน และปลียอดตามลำดับ
กู่พระแก่นจันทร์ ในอดีตเคยเป็นจิตกาธาน หรือเป็นที่ถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าติโลกราชในปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปแก่นจันทร์สมโภช ๗๐๐ ปี ศรีเมืองเชียงใหม่ สร้างอยู่บนฐานเดียวกับพระอุโบสถ อยู่บริเวณด้านท้ายของพระอุโบสถ ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม ถัดไปเป็นเรือนธาตุมณฑป มีคูหาเจาะทะลุกันทั้งสี่ด้าน เรือนธาตุย่อเก็จเพื่อใช้เป็นเสารับกรอบซุ้มจระนำในลักษณะของซุ้มลดที่มีแนวโค้งสอบแหลมขึ้นด้านบน ลวดลายประดับตกแต่งลายบัวคอเสื้อ และลายกาบเชิงล่างทั้งสี่ด้านของเสาประดับซุ้มถัดไปในชั้นส่วนยอดเหนือเรือนธาตุซ้อนลด จำลองแบบเดียวกันกับเรือนธาตุสองชั้น และยอดบนเป็นรูปดอกบัวตูม
พระอุโบสถ เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๕๔ พญาแก้ว โปรดให้สร้างขึ้นตรงบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระศพพระเจ้ายอดเชียงราย พระราชบิดาของพระองค์ อยู่บริเวณทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของโพธิบัลลังก์ (มหาวิหาร) หรือทางทิศตะวันออกของพระสถูปเจดีย์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าติโลกราช โดยพระอุโบสถหลังนี้ทรงอุสภลักษณ์ กว้าง ๓๒ ศอก กับ ๑ คืบ ส่วนยาว ๗๘ ศอก กับ ๑ คืบ ที่ตั้งปาสาณนิมิตของพระอุโบสถ กว้าง ๔๑ ศอก ยาว ๑๑๖ ศอก
พระรัตนปัญญาเถระ (๑๒๒) “...พระเจ้าพิลกปนัดดาธิราช โปรดให้สร้างโรงอุโบสถขึ้นหลังหนึ่งทรงอุสภลักษณ์ กว้าง ๓๒ ศอกกับ ๑ คืบ ส่วนยาว ๗๘ ศอกกับ ๑ คืบในวัดมหาโพธาราม ซึ่งพระเจ้าพิลก พระราชปัยกาทรงสร้างไว้ในสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระราชบิดาของพระองค์ (พระเจ้ายอดเชียงราย) ที่ตั้งปาสาณนิมิตของโรงอุโบสถนั้น กว้าง ๔๑ ศอก ยาว ๑๑๖ ศอก ส่วนเขตที่จดหมู่บ้าน กว้าง ๓๐ วา ยาว ๔๙ วา โดยพระองค์ประทาน ที่แปลงหนึ่งแลกกับที่ดังกล่าวแล้วนั้น เนื้อที่ที่แลกเปลี่ยนนี้ ยังเป็นที่ลุ่มอยู่ ๖๐ วา กว้าง ยาว ๔๐ วา พระมหากษัตริย์ทรงประทานที่แลกเปลี่ยนกับเนื้อที่มีเขตจดหมู่บ้านนั้น...”
ปัจจุบันพระอุโบสถคงเหลือเฉพาะส่วนฐานมีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าย่อมุม มีทางบันไดขึ้นและลงอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือและทิศใต้ โดยมีกู่พระแก่นจันทร์อยู่ด้านท้ายพระอุโบสถ และยังคงพบเห็นใบเสมาหินขนาดใหญ่ปักรอบบนลานประทักษิณล้อมอาคารพระอุโบสถ เพื่อเป็นการกำหนดเขตพื้นที่พระสงฆ์ใช้ทำพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
“ประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ ๕๒ ง. (๘ มีนาคม ๒๔๗๘): ๓๖๘๓.
พระรัตนปัญญาเถระ. ชินกาลมาลีปกรณ์. แปลโดย แสง มนวิทูร. พระนคร: กรมศิลปากร, ๒๕๐๑.
สถาบันพระปกเกล้า. สมุดภาพ รัชกาลที่ ๗ เสด็จฯ เลียบมณฑลพายัพ พ.ศ. ๒๔๖๙. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๖๑.
อนุรักษ์ ชำนาญช่าง. การศึกษาสถาปัตยกรรมวัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๔.
นางสาวสุภมาศ ดวงสกุล ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณคดี และนางสาวเมริกา สงวนวงษ์ นักโบราคดีชำนาญการ กองโบราณคดี ได้รับอนุมัติให้เดินทางไปราชการ ณ นครหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ ๒๒ – ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙ (รวมวันเดินทาง) เพื่อเข้าร่วมประชุมทางวิชาการด้านโบราณคดีและการอนุรักษ์วัฒนธรรมของจีนตอนใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นางสาวชนิดาภา ศิริรมยานนท์ นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ ได้รับอนุมัติให้เดินทางไปปฏิบัติราชการ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ ๓๑ พฤษภาคม – ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๙ (รวมวันเดินทาง) เพื่อควบคุมและติดตามการขนส่งโบราณวัตถุ พร้อมทั้งตรวจสภาพและติดตั้งนิทรรศการพิเศษ Amazing Thailand: Masterpiece of Thai Art ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกาหลี
ข้าราชการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จำนวน ๕ คน ได้รับอนุมัติให้เดินทางไปปฏิบัติราชการ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ ๒๘ พฤษภาคม – ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ (รวมวันเดินทาง) เพื่อดูแลความเรียบร้อยของการเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุ ตรวจสอบสภาพโบราณวัตถุ และร่วมติดตั้งนิทรรศการพิเศษ Amazing Thailand: Masterpiece of Thai Art ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกาหลี
วันพุธที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ นางสาวมนัชญา วาจก์วิศุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ตรวจรับงานงวดที่ ๒ และ ๓ โครงการปรับปรุงระบบประปาเพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวแหล่งมรดกโลกอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี