ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 48,852 รายการ
วันพฤหัสบดีที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๖ นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา (ประธานตรวจการจ้าง) พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจการจ้าง และผู้ควบคุมงาน ตรวจรับงานบูรณะโบราณสถานปราสาทบ้านปรางค์ ตำบลนกออก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา (งวดที่ ๓)
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖ กลุ่มอนุรักษ์จิตรกรรมและประติมากรรม กองโบราณคดี กรมศิลปากร โดยนายอภิชาติ สุวรรณ และ นางกิริยา ชยะกุล สิทธิวัง นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการพิเศษ เป็นวิทยากร บรรยาย หัวข้อ หลักการอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังและประติมากรรมติดที่ เนื่องในโครงการฝึกอบรม หลักสูตรพัฒนาความรู้ ทักษะ สมรรถนะผู้ปฏิบัติงานด้านโบราณคดี ครั้งที่ ๑ ณ โรงแรมนูโวซิตี้ บางลำพู กรุงเทพมหานคร จุดประสงค์เพื่อเป็นการพัฒนาความรู้ ทักษะ สมรรถนะ กระบวนงานขององค์กร และภาครัฐ ตลอดจนแลกเปลี่ยนทักษะองค์ความรู้ในกลุ่มนักโบราณคดี โดยมีนายพงศ์ธันว์ สำเภาเงิน ผู้อำนวยการกองโบราณคดี กรมศิลปากร ร่วมฟังบรรยาย และมอบของที่ระลึกให้กับวิทยากร
"ฮักษ์ฮูปแต้ม"
กิจกรรมอนุรักษ์จิตรกรรมและประติมากรรม(ลอกสีทอง)ภายในอุโบสถ วัดลัฏฐิกวัน โดยกลุ่มอนุรักษ์จิตรกรรมและประติมากรรม กองโบราณคดี
วัตถุประสงค์เพื่อรักษางานศิลปกรรมอันเป็นของแท้ดั้งเดิมไว้ ให้เป็นมรดกศิลปวัฒนธรรมในท้องถิ่นให้กับชุมชน และประเทศชาติต่อไป
วัดลัฏฐิกวัน ต.ชะโนด อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร
ระยะเวลาดำเนินการเดือนมีนาคม-เดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖
ภาพแสดงเปรียบเทียบ
ก่อนและหลังการอนุรักษ์
จิตรกรรมฝาผนัง และประติมากรรมองค์พระ
"กัณฑ์กุมาร"เวสสันดรชาดก
ภาพแสดงเปรียบเทียบ
ก่อนและหลังการอนุรักษ์
จิตรกรรมฝาผนัง
"มโหสถชาดก"
ภาพแสดงเปรียบเทียบ
ก่อนและหลังการอนุรักษ์
จิตรกรรมฝาผนัง
"มหาชนกชาดก"
ภาพแสดงเปรียบเทียบ
ก่อนและหลังการอนุรักษ์
จิตรกรรมฝาผนัง
"สุวรรณสามชาดก"
ภาพแสดงเปรียบเทียบ
ก่อนและหลังการอนุรักษ์
จิตรกรรมฝาผนัง
"ภูริทัตชาดก"
ภาพแสดงเปรียบเทียบ
ก่อนและหลังการอนุรักษ์
จิตรกรรมฝาผนัง
"สุวรรณสามชาดก"
ภาพแสดงเปรียบเทียบ
ก่อนและหลังการอนุรักษ์
จิตรกรรมฝาผนัง
"เตมีย์ชาดก"
ภาพแสดงเปรียบเทียบ
ก่อนและหลังการอนุรักษ์
จิตรกรรมฝาผนัง
"มโหสถชาดก"
ภาพแสดงเปรียบเทียบ
ก่อนและหลังการอนุรักษ์
จิตรกรรมฝาผนัง
"เวสสันดรชาดก"
ภาพแสดงเปรียบเทียบ
ก่อนและหลังการอนุรักษ์
จิตรกรรมฝาผนัง
ภาพแสดงเปรียบเทียบก่อนและหลังการอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังภาพแสดงเปรียบเทียบก่อนและหลังการอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนัง
"เนมีราชชาดก"
ภาพแสดงเปรียบเทียบ
ก่อนและหลังการอนุรักษ์
จิตรกรรมฝาผนัง
ภาพแสดงหลังการอนุรักษ์
จิตรกรรมฝาผนัง และประติมากรรมองค์พระ
ภาพแสดงหลังการอนุรักษ์
จิตรกรรมฝาผนัง และประติมากรรมองค์พระประธาน
ภาพแสดงหลังการอนุรักษ์
จิตรกรรมฝาผนัง และประติมากรรมองค์พระ
ภาพแสดงหลังการอนุรักษ์
จิตรกรรมฝาผนัง และประติมากรรมองค์พระ
ภาพแสดงหลังการอนุรักษ์
จิตรกรรมฝาผนัง
ภาพแสดงหลังการอนุรักษ์
จิตรกรรมฝาผนัง
ภาพแสดงหลังการอนุรักษ์
จิตรกรรมฝาผนังภาพแสดงหลังการอนุรักษ์ภาพแสดงหลังการอนุรักษ์ภาพแสดงหลังการอนุรักษ์ภาพแสดงหลังการอนุรักษ์ภาพแสดงหลังการอนุรักษ์ภาพแสดงหลังการอนุรักษ์ภาพแสดงหลังการอนุรักษ์ภาพแสดงหลังการอนุรักษ์อุโบสถและเจดีย์สร้างความรู้ ความเข้าใจ และให้หวงแหนศิลปกรรมท้องถิ่นใยชุมชนภาพแสดงก่อนการอนุรักษ์
กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์-โบราณคดี-วิถีชีวิตคนชุมพร" วิทยากร นายเอกราช ชนะการ ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร ผู้ดำเนินรายการ นายสิทธิพร บุปผา นักวิชาการเผยแพร่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น. ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร
สำนักหอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน NLT Edutainment ปีที่ ๖ ครั้งที่ ๕ รับฟังการเสวนาเรื่อง “มหานครการอ่านแห่งชาติ” วันพฤหัสบดีที่ 10 สิงหาคม ๒๕๖6 เวลา ๑๐.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. ณ โถงกลาง ชั้น ๑ อาคาร 1 สำนักหอสมุดแห่งชาติ
กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน NLT Edutainment ประจำปี ๒๕๖๖ จัดขึ้นเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยสนใจการอ่านหนังสือ กำหนดจัดกิจกรรม ๕ ครั้ง โดยจัดเป็นรูปแบบการบรรยาย การอภิปราย การเสวนา การสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานของวิทยากรที่มีประสบการณ์จากหลากหลายสาขาวิชา ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๕ เป็นการเสวนาเรื่อง “มหานครการอ่านแห่งชาติ” วิทยากรโดย นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร และผู้ดำเนินรายการโดย นายบารมี สมาธิปัญญา
ทั้งนี้ ผู้สนใจยังสามารถชมการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live ของสำนักหอสมุดแห่งชาติ https://www.facebook.com/NationalLibraryThailand ได้อีกด้วย
วันแรม ๔ ค่ำและ แรม ๕ ค่ำ เดือนแปด ของทุกปี กรมศิลปากร ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการอาราธนาพระภิกษุสงฆ์ และสามเณร มาเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นกรณีพิเศษปีละ ๒ วัน ธรรมเนียมนี้มีความเป็นมาย้อนไปถึง พ.ศ. ๒๔๖๔ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิมนต์พระสงฆ์มาเยี่ยมชมกิจการหอพระสมุด ในโอกาสที่พระภิกษุสงฆ์ สามเณรมาประชุมทำวัตร สวดมนต์ถวายพระราชกุศล ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และในพ.ศ. ๒๔๖๙ เมื่อย้ายหอพระสมุดมายังพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน จึงผนวกการเยี่ยมชมกิจการพิพิธภัณฑสถานไว้ด้วยตั้งแต่บัดนั้น
สำหรับเทศกาลเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๖๖ ตรงกับวันเสาร์ที่ ๕ – วันอาทิตย์ที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๖ สำหรับท่านผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคทรัพย์สิน ภัตตาหาร หรือสิ่งของต่างๆ เพื่อร่วมทำบุญในกิจกรรมดังกล่าว สามารถบริจาคได้ที่งานธุรการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๗๐ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๑๔๐๒
โครงการขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อศึกษาแหล่งโบราณคดี วัดโพธาราม ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ปีงบประมาณ 2566 สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช ดำเนินโครงการขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อศึกษาแหล่งโบราณคดีวัดโพธาราม ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาโครงการสำรวจ ขุดค้นเพื่อศึกษาเส้นทางข้ามคาบสมุทรในภาคใต้ตอนบนของประเทศไทย
เนื่องจากพื้นที่บริเวณชุมชนโบราณเมืองไชยาตั้งอยู่บนเส้นทางข้ามคาบสมุทรที่สำคัญ พบแหล่งโบราณคดี/โบราณสถาน/โบราณวัตถุ
ที่สำคัญเป็นจำนวนมาก และในปีงบประมาณ 2565 สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช ได้ดำเนินการขุดค้นแหล่งโบราณคดีหลายแห่งในพื้นที่เมืองโบราณไชยา ประกอบกับเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2566 มีการขุดพบพานทองคำ ที่วัดโพธาราม สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราชจึงดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดโพธาราม ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อศึกษาพัฒนาการทางโบราณคดีของแหล่งโบราณคดีดังกล่าวและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีในเส้นทางข้ามคาบสมุทรเพิ่มเติม
การดำเนินงานขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณพื้นที่วัดโพธาราม ดำเนินการขุดเป็นหลุมขุดค้นขนาด 2 x 2 เมตร ตั้งอยู่ห่างจากกำแพงวัดด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 1 เมตร หลุมขุดค้นวางตัวขนานกับแนวกำแพงวัด กำหนดระดับอ้างอิงหลักไว้ที่บริเวณหลังกำแพงวัด
การดำเนินงานขุดค้น
การดำเนินงานขุดค้นได้ทำการขุดค้นตามระดับชั้นดินสมมติครั้งละ 10 เซนติเมตร จนถึงระดับชั้นดินธรรมชาติ เเละในระหว่างขุดค้นได้ทำ
การร่อนดินในแต่ละระดับชั้นดินสมมติควบคู่กันไปเพื่อตรวจสอบลูกปัดแก้วที่อาจปะปนอยู่ในดินที่ขุดค้น เนื่องจากสภาพพื้นที่ในบริเวณตำบลพุมเรียงเป็นพื้นที่ที่พบการกระจายตัวของลูกปัดแก้วอยู่ทั่วไป
ผลการดำเนินงาน
จากการขุดศึกษาทางโบราณคดีพบว่าสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ในหลุมขุดค้น มีลักษณะของชั้นดินที่ถูกรบกวนจากกิจกรรมในปัจจุบันในช่วงตั้งแต่ระดับชั้นผิวดิน (65 cm.dt.) จนถึงระดับความลึกประมาณ 75 เซนติเมตรจากผิวดิน (140 cm.dt.) ดินที่พบในระดับชั้นนี้มีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย เนื้อดินละเอียด มีเศษชิ้นส่วนวัสดุและขยะปัจจุบันปะปนอยู่ร่วมกับโบราณวัตถุประเภทต่าง ๆ โดยโบราณวัตถุที่พบมากสุดในระดับชั้นดินนี้ ได้แก่ เศษกระเบื้องมุงหลังคาดินเผาประเภทกาบกล้วย เศษอิฐหัก ภาชนะดินเผาประเภทเนื้อแกร่ง และชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีน ลูกปัดแก้ว ชิ้นส่วนต่างหูทองคำ (?) เหรียญอีแปะจีน
ระดับชั้นดินตั้งแต่ 75 เซนติเมตรจากผิวดิน (140 cm.dt.) ลงมาจนถึงระดับ 115 เซนติเมตร จากผิวดิน (180 cm.dt.) ในระดับชั้นดินนี้ไม่ปรากฏการปะปนของเศษวัสดุหรือขยะในปัจจุบันแล้ว ลักษณะของดินที่พบในระดับชั้นนี้มีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย ในระดับชั้นนี้ได้ปรากฏ
1. ร่องรอยของแนวอิฐที่วางเรียงกันเป็นลักษณะวงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 120 เซนติเมตร ปรากฏอยู่ในบริเวณผนังหลุมด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ (SW) ลักษณะเป็นเศษอิฐไม่เต็มก้อนวางปูเรียงกันเพียงชั้นเดียวคล้ายพื้น หรือฐานรากของสิ่งก่อสร้างที่ถูกขุดรื้อออกไป
2. ร่องรอยของหลุม ภายในหลุมปรากฏหม้อดินเผา เนื้อดิน ก้นกลม ตกแต่งด้วยลายกดประทับจำนวน 1 ใบ วางคว่ำอยู่ ภายในหม้อดินเผาบรรจุเศษกระดูกที่หลงเหลือจากการเผาศพไว้ ไม่ปรากฏโบราณวัตถุใด ๆ อยู่ภายใน
นอกจากนี้ในระดับชั้นดินนี้ยังพบ เศษกระเบื้องมุงหลังคาดินเผาประเภทกาบกล้วย ภาชนะดินเผาประเภทเนื้อแกร่ง ภาชนะดินเผาประเภทเนื้อดิน และชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีน พบลูกปัดแก้วปะปนอยู่แต่มีปริมาณน้อยกว่าระดับชั้นดินช่วงบน
ระดับชั้นดินตั้งแต่ 115 เซนติเมตรจากผิวดิน (180 cm.dt.) จนถึงระดับ 160 เซนติเมตรจากผิวดิน (225 cm.dt.) ดินในระดับชั้นนี้มีลักษณะเป็นดินทราย เนื้อละเอียด มีสีเทา ลักษณะคล้ายดินชายทะเล มีความชื้นในดินมาก และปรากฏน้ำใต้ดินซึมขึ้นมาตั้งแต่ระดับ 150 เซนติเมตรจากผิวดิน (215 cm.dt.) ในระดับชั้นนี้ไม่ปรากฏโบราณวัตถุใด ๆ ปรากฏอยู่ ซึ่งกำหนดให้เป็นระดับชั้นสิ้นสุดวัฒนธรรม ประกอบกับน้ำใต้ดินขึ้นสูงมากจนไม่สามารถดำเนินการขุดค้นต่อได้ จึงยุติการขุดค้นที่ระดับความลึก 160 เซนติเมตร จากผิวดิน (225 cm.dt.)
โบราณวัตถุ
1. โบราณวัตถุประเภทชิ้นส่วนประกอบสถาปัตยกรรม ได้แก่ ชิ้นส่วนกระเบื้องมุงหลังคาดินเผาประเภทกระเบื้องกาบกล้วย และกระเบื้องปลายตัด, ชิ้นส่วนกระเบื้องดินเผาปูพื้น และชิ้นส่วนอิฐ
2. โบราณวัตถุประเภทภาชนะดินเผาจากแหล่งผลิตภายในประเทศ ได้แก่ เศษภาชนะดินเผาประเภทเนื้อแกร่ง และเศษภาชนะดินเผาประเภทเนื้อดิน สามารถกำหนดอายุได้ราวสมัยอยุธยา – สมัยรัตนโกสินทร์ แต่ไม่สามารถระบุแหล่งผลิตได้ชัดเจน
3. โบราณวัตถุประเภทภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาต่างประเทศ ได้แก่
เศษภาชนะดินเผาเนื้อละเอียดจากแหล่งเตาในประเทศจีน สามารถกำหนดอายุได้ในช่วงสมัยราชวงศ์ชิง และสมัยสาธารณรัฐ
4. โบราณวัตถุประเภทอื่น ๆ ได้แก่ ชิ้นส่วนลูกปัดแก้ว, เหรียญอีแปะจีน, เบี้ยดินเผา, ลูกกระสุนดินเผา, ขี้แร่เหล็ก (Slag), ชิ้นส่วนต่างหูทองคำ (?) และชิ้นส่วนลูกปัดกระดูกปลา
ชั้นดินทางวัฒนธรรมและสรุปผลการดำเนินงาน
จากการดำเนินงานทางโบราณคดีสามารถเเบ่งชั้นวัฒนธรรมได้ เป็น 2 สมัย ดังนี้
สมัยที่ 1
มีความหนาของชั้นดินประมาณ 40 เซนติเมตร ต่ำกว่าระดับพื้นดินในปัจจุบันประมาณ 75 เซนติเมตร ลักษณะเป็นชั้นดินร่วนปนทราย เป็นชั้นกิจกรรมของวัดโพธารามในอดีต ปรากฏร่องรอยหลักฐานเป็นแนวพื้นอิฐเรียงอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ใกล้กับแนวกำแพงวัดปัจจุบัน และร่องรอยกิจกรรมการฝังอุทิศกระดูก การกำหนดอายุเชิงเทียบ (Relative Dating) ของ
ชั้นวัฒนธรรมนี้กับโบราณวัตถุประเภทเครื่องถ้วยจีนสามารถกำหนดอายุได้ในช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย – ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ราวพุทธศตวรรษที่
23 – 24
สมัยที่ 2
มีความหนาของชั้นดินประมาณ 75 เซนติเมตรตั้งแต่ระดับผิวดินลงมา ลักษณะเป็นชั้นดินร่วนปนทราย เป็นชั้นกิจกรรมของวัดโพธารามในปัจจุบันหรืออดีตที่ไม่ห่างไกลมากนัก ปรากฏร่องรอยของการถมปรับและขุดตัดพื้นที่อยู่โดยรอบ ซึ่งจากข้อมูลการสัมภาษณ์ทราบว่ามีการนำดินจากภายนอกและภายในวัดมาปรับถมพื้นที่ โดยเฉพาะในบริเวณผนังหลุมด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ และทิศตะวันตกเฉียงเหนือ การกำหนดอายุเชิงเทียบ (Relative Dating) ของชั้นวัฒนธรรมนี้เป็นไปได้ยาก เนื่องจากพบโบราณวัตถุปะปนหลายสมัย แต่หากกำหนดจากระดับของชั้นทับถมที่อยู่เหนือจากชั้นวัฒนธรรมแรกเริ่มจึงอาจกำหนดได้ว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นในชั้นวัฒนธรรมที่ 2 นี้อยู่ในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ราวพุทธศตวรรษที่ 25 เป็นต้นมา
ในวันพุธที่ 5 กรกฎาคม 2566
กองโบราณคดี
นำโดยนายพงศ์ธันว์ สำเภาเงิน ผู้อำนวยการกองโบราณคดี
พร้อมด้วย
นายฤทธิเดช ทองจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านช่างศิลปกรรม (อนุรักษ์ศิลปกรรม)
และนางสาวพิมพ์นารา กิจโชติประเสริฐ ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการทะเบียนโบราณสถาน
ลงพื้นที่สำรวจ "อาคารบ้านพักคลังจังหวัดราชบุรี" อำเภอเมืองฯ จังหวัดราชบุรี
ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี และคณะ
กรมศิลปากร ร่วมกับ 7 จังหวัดภาคใต้ขยายเครือข่ายอนุรักษ์ดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม คณะสงฆ์ ท้องถิ่น ชุมชน และภาคสังคมพร้อมใจปกป้องแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ หนุนเป็น SoftPower แหล่งศึกษา ท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระดับท้องถิ่น จังหวัด และระดับประเทศ
เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๖ นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายอนุรักษ์ ดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมเขตภาคใต้ตอนบน โดยมีนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่และเครือข่ายดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมเขตภาคใต้ตอนบนในพื้นที่ ๗ จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช ชุมพร ภูเก็ต ระนอง พังงา กระบี่ สุราษฏร์ธานี ประกอบด้วย อาสาสมัครท้องถิ่นในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม (อส.มศ.) พระสังฆาธิการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดและอำเภอ ผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า จังหวัดสุราษฏร์ธานี ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร มีภารกิจในการอนุรักษ์สืบสาน มรดกศิลปวัฒนธรรม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการปกป้องคุ้มครองและอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติตลอดจนสร้างคุณค่าเพิ่มจากมรดกศิลปวัฒนธรรม ซึ่งภาคใต้มีสถานที่ที่เป็นแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติที่เก่าแก่และสำคัญ จึงเป็นที่มาของการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมในวันนี้ เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักและเล็งเห็นถึงความสำคัญของการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชุมชน ช่วยกันปกป้องคุ้มครอง อนุรักษ์และรักษาไว้ให้มีความยั่งยืน อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อเครือข่ายชุมชนสังคมและประเทศชาติที่จะช่วยไม่ใช่เพียงแต่ด้านวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงภาคเศรษฐกิจที่จะสร้างรายได้ให้กับชุมชนและท้องถิ่นอีกด้วย และนอกจากนี้ กรมศิลปากรยังมีนโยบายในการทำงานที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาใช้ในการอนุรักษ์โบราณสถานและการจัดการโบราณวัตถุ ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ตลอดจนสร้างความรู้ความเข้าใจกับภาครัฐภาค เอกชนและประชาชน เกี่ยวกับการอนุรักษ์โบราณสถานที่ถูกต้องเหมาะสมทั้งนี้เพื่อช่วยกันอนุรักษ์โบราณสถานอันเป็นสาธารณสมบัติของชาติให้ดำรงอยู่สืบไป
ด้านนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า สำหรับกระบวนการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมของเครือข่ายอาสาสมัครในเขตพื้นที่ ชุมชนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้อง คุ้มครอง ดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติที่มีที่ตั้งในเขตพื้นที่หรือชุมชนนั้น โดยเฉพาะกับงานด้านโบราณสถาน ซึ่งเป็นสมบัติของชาติและชุมชน ผ่านกิจกรรมเสริมสร้างเครือข่ายอาสาสมัครดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ ได้แก่ อาสาสมัครท้องถิ่นในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม (อส.มศ.) พระสังฆาธิการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรภาคประชาชนอื่น ๆ โดยสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายอนุรักษ์ ดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม นำร่องในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ๔ จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และล่าสุดวันที่ ๒๖ - ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากจะมีการบรรยายโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ยังมีการศึกษาดูงานโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีในพื้นที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี ณ วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร ซึ่งพระบรมธาตุเจดีย์ เป็นสถาปัตยกรรมศิลปะศรีวิชัยที่สมบูรณ์ที่สุดที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน และวัดโพธาราม ที่มีการขุดพบพานทองคำ เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งกรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช ได้ดำเนินโครงการขุดค้นทางโบราณคดีมาตั้งแต่วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๖ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของเครือข่ายอนุรักษ์ดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมด้วย
ทั้งนี้ เขตภาคใต้เป็นแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติที่เก่าแก่สำคัญ และมรดกทางศิลปวัฒนธรรมเป็น Soft Power ประการหนึ่งของชาติที่จะช่วยให้เกิดรายได้ของชุมชน ความร่วมมือร่วมใจของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งฝ่ายสงฆ์ ท้องถิ่น ชุมชน และภาคสังคมที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชุมชนให้มีความยั่งยืน จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเครือข่าย ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ไม่ใช่เพียงด้านวัฒนธรรมอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงภาคเศรษฐกิจ ทั้งในระดับท้องถิ่น จังหวัด และระดับประเทศ