ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,784 รายการ



            กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ขอเชิญชวนศิลปินผู้ประพันธ์เพลงและผู้ขับร้องเพลง ส่งผลงานเพลงเข้าร่วมการประกวดเพลง “เพชรในเพลง” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2567 ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2567 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟสบุ๊กเพจ “เพชรในเพลง กรมศิลปากร” www.facebook.com/pechtnaipleng             นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า การประกวดเพลง “เพชรในเพลง” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ จัดขึ้นเพื่อยกย่องบุคคลในวงการเพลงผู้มีผลงานดีเด่นด้านการใช้ภาษาไทย และสนับสนุนให้มีการสร้างสรรค์ผลงานเพลงที่มีคุณภาพทั้งด้านการประพันธ์คำร้องและการขับร้อง ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 21 แบ่งการประกวดออกเป็น รางวัลผู้ประพันธ์คำร้อง “ใช้ภาษาไทยดีเด่น” มี 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยสากล และผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง และรางวัลผู้ขับร้องเพลง “ใช้ภาษาไทยดีเด่น” มี 4 ประเภท ได้แก่ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลหญิง ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย และผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง โดยผู้ชนะการประกวดแต่ละประเภท จะได้รับพระคเณศของกรมศิลปากร พร้อมเงินรางวัล 15,000 บาท สำหรับรางวัลชนะเลิศ และ 10,000 บาท สำหรับรางวัลรองชนะเลิศ ซึ่งพิธีมอบรางวัลจะจัดขึ้นในงานวันภาษาไทยแห่งชาติ 29 กรกฎาคม 2567             ผู้สนใจสามารถส่งผลงานด้วยตนเอง หรือไปรษณีย์ลงทะเบียน ระบุชื่อผู้ส่งผลงาน ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ให้ชัดเจน ได้ที่ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ (การประกวดเพชรในเพลง) ชั้น 6 อาคารกรมศิลปากร (เทเวศร์) เลขที่ 81/1 ถนนศรีอยุธยา แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300 หรือส่งผลงานทางอีเมล finearts.thai@gmail.com กำหนดส่งผลงานเพลงเข้าร่วมประกวดได้ ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2567 ติดตามรายละเอียดและหลักเกณฑ์การส่งผลงานเพลงเข้าร่วมประกวดได้จากประกาศกรมศิลปากร เรื่อง การประกวดเพลง (เพชรในเพลง) เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๗ ดาวน์โหลดได้ที่ https://t.ly/iZIru หรือเฟซบุ๊กเพจ “เพชรในเพลง กรมศิลปากร” www.facebook.com/pechtnaipleng


           นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับรัฐบาลสาธารณรัฐอินเดีย โดยสถานเอกอัครราชฑูตอินเดียประจำประเทศไทย สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ดำเนินโครงการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ จากสาธารณรัฐอินเดีย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ โดยการดำเนินการในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากโครงการธรรมยาตราจากมหานทีคงคาสู่ลุ่มน้ำโขง : สักการะพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ โดยมีการจัดงานระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ – 19 มีนาคม 2567 ซึ่งรัฐบาลได้จัดพิธีอัญเชิญอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 และเปิดให้ประชาชนเข้าสักการบูชา ถึง วันที่ 3 มีนาคม 2567 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง จากนั้นอัญเชิญไปประดิษฐานในส่วนภูมิภาคใน 3 จังหวัด ให้ประชาชนได้เข้าสักการบูชาได้แก่ ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 5 - 8 มีนาคม 2567 ที่หอคำหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 10 - 13 มีนาคม 2567 ที่วัดมหาวนาราม (วัดป่าใหญ่) จังหวัดอุบลราชธานี  และภาคใต้ ระหว่างวันที่ 15 - 18 มีนาคม 2567  ที่วัดมหาธาตุวชิรมงคล (วัดบางโทง) จังหวัดกระบี่ หลังจากนั้นรัฐบาลอินเดียจะอัญเชิญต่อไปยังราชอาณาจักรกัมพูชาต่อไป             รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวต่อว่า พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ จากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินเดีย ณ กรุงนิวเดลี พร้อมพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ จากสถูปโบราณปิปราห์วา เมืองสาญจี สาธารณรัฐอินเดีย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เป็นความร่วมมือดำเนินการร่วมกันระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม สาธารณรัฐอินเดีย กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย เป็นการขานรับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมสถาบันศาสนาให้เป็นกลไกสำคัญสร้างคุณธรรมจริยธรรมในการดำเนินชีวิต พัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยด้วยการนำทุนทางวัฒนธรรมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน ก่อให้เกิดรายได้ของประเทศชาติในภาพรวม รวมทั้งยกระดับประเทศไทยให้เป็นสถานที่สำคัญในการจัดเทศกาลงานที่สำคัญในระดับภูมิภาคและระดับโลก และเป็นการสร้างสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา             การจัดงานในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่จะหล่อหลอมพลังความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน  จึงขอเชิญชวนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศในอาเซียน ในเข้าร่วมสักการบูชาพระบรมสารีกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ อันเป็นการเสริมสร้างสันติธรรมให้เกิดขึ้นทั้งในระดับประเทศ และระดับนานาชาติ โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางความร่วมมือ และสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นศตวรรษแห่งธรรม (Dharma Centuries) ด้วยการนำหลักธรรม ความเชื่อของศาสนาเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านศาสนาและส่งเสริมคุณธรรมของประชาคมโลกเพื่อสร้างความสงบสุขแก่มวลมนุษยชาติสืบไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สายด่วนวัฒนธรรม 1765




          นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับรัฐบาลสาธารณรัฐอินเดีย โดยสถานเอกอัครราชฑูตอินเดียประจำประเทศไทย สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ดำเนินโครงการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ จากสาธารณรัฐอินเดีย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ โดยการดำเนินการในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากโครงการธรรมยาตราจากมหานทีคงคาสู่ลุ่มน้ำโขง : สักการะพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ โดยมีการจัดงานระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ – 19 มีนาคม 2567 ซึ่งรัฐบาลได้จัดพิธีอัญเชิญอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 และเปิดให้ประชาชนเข้าสักการบูชา ถึง วันที่ 3 มีนาคม 2567 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง จากนั้นอัญเชิญไปประดิษฐานในส่วนภูมิภาคใน 3 จังหวัด ให้ประชาชนได้เข้าสักการบูชาได้แก่ ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 5 - 8 มีนาคม 2567 ที่หอคำหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 10 - 13 มีนาคม 2567 ที่วัดมหาวนาราม (วัดป่าใหญ่) จังหวัดอุบลราชธานี  และภาคใต้ ระหว่างวันที่ 15 - 18 มีนาคม 2567  ที่วัดมหาธาตุวชิรมงคล (วัดบางโทง) จังหวัดกระบี่ หลังจากนั้นรัฐบาลอินเดียจะอัญเชิญต่อไปยังราชอาณาจักรกัมพูชาต่อไป             รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวต่อว่า พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ จากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินเดีย ณ กรุงนิวเดลี พร้อมพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ จากสถูปโบราณปิปราห์วา เมืองสาญจี สาธารณรัฐอินเดีย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เป็นความร่วมมือดำเนินการร่วมกันระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม สาธารณรัฐอินเดีย กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย เป็นการขานรับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมสถาบันศาสนาให้เป็นกลไกสำคัญสร้างคุณธรรมจริยธรรมในการดำเนินชีวิต พัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยด้วยการนำทุนทางวัฒนธรรมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน ก่อให้เกิดรายได้ของประเทศชาติในภาพรวม รวมทั้งยกระดับประเทศไทยให้เป็นสถานที่สำคัญในการจัดเทศกาลงานที่สำคัญในระดับภูมิภาคและระดับโลก และเป็นการสร้างสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา             การจัดงานในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่จะหล่อหลอมพลังความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน  จึงขอเชิญชวนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศในอาเซียน ในเข้าร่วมสักการบูชาพระบรมสารีกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ อันเป็นการเสริมสร้างสันติธรรมให้เกิดขึ้นทั้งในระดับประเทศ และระดับนานาชาติ โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางความร่วมมือ และสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นศตวรรษแห่งธรรม (Dharma Centuries) ด้วยการนำหลักธรรม ความเชื่อของศาสนาเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านศาสนาและส่งเสริมคุณธรรมของประชาคมโลกเพื่อสร้างความสงบสุขแก่มวลมนุษยชาติสืบไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สายด่วนวัฒนธรรม 1765





นายวีระชาติ พงค์ชนะ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา เป็นวิทยากรบรรยายนำชมให้กับคณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านแสงดาวโนนธาตุ อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อวันอังคารที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ณ โบราณสถานปราสาทพนมวัน อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา




ดรุณกิจวิทูร และคณะ.  แบบเรียนเร็วใหม่ เล่ม 1 ตอนต้น (ฉบับปรับปรุง) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1. กรุงเทพฯ: องค์การค้า สกสค., 2557.            แบบเรียนเร็วใหม่ เล่ม 1 ตอนต้นนี้ หลวงดรุณกิจวิทูร และนายฉันท์ ขำวิไล ได้แต่งไว้เมื่อ พ.ศ. 2477 หนังสือเล่มนี้ได้รับการยกย่องจากผู้อ่านทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบันว่าเป็นแบบเรียนที่แสดงถึงภูมิปัญญาการสอนอ่านแบบไทย ทำให้เด็กสามารถอ่านหนังสือได้แตกฉาน โดยใช้กระบวนการสอนอ่านจากส่วนย่อยไปหาส่วนรวม คือ เรียนรู้จากพยัญชนะ สระ การประสมอักษร การสะกดคำ แจกลูก ผันอักษร แล้วจึงฝึกอ่านเป็นคำ ข้อความ และเรื่องราว จึงทำให้หนังสือนี้นิยมใช้ในการจัดการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนที่มีปัญหาเรื่องการอ่าน เพราะวิธีสอนในหนังสือจะช่วยให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้อย่างเข้าใจและรวดเร็ว372.6 ด132บ (ห้องทั่วไป 1)


ตำราพระราชพิธีพรุณศาสตร์ ตำราปลูกไม้ผลกับตำราปลูกเข้าของโบราณ เรื่องทำนา เรื่องทำสวน.  กรุงเทพฯ: สถาบันภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมศึกษาราชนครินทร์      คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2565.          หนังสือเล่มนี้ จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสเปิดนิทรรศการและอาคารพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมการเกษตร เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2565 โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รวบรวมและคัดเลือกหนังสือหายากด้านวัฒนธรรมการเกษตรมาจัดพิมพ์ จำนวน 4 รายการ เป็นหนังสือที่มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาพลเทพ เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิราช พิมพ์แจกในงานพระราชพิธีจรดพระนังคัล ช่วงปีพุทธศักราช 2466-2470 ประกอบด้วย ตำราพระราชพิธีพรุณศาสตร์ ตำราปลูกไม้ผลกับตำราปลูกเข้าของโบราณ เรื่องทำนา และเรื่องทำสวน โดยรวมเป็นเล่มเดียวกันและจัดพิมพ์ตามต้นฉบับทั้งในด้านรูปแบบและอักขรวิธี390.22ต367 (ห้องทั่วไป 1)


black ribbon.