ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,211 รายการ
เรือพระราชพิธี หมายถึง เรือที่เกี่ยวข้องกับงานพิธีกรรมของราชสำนัก เป็นพระราชพาหนะของพระมหากษัตริย์ไทยใช้สำหรับการเสด็จ ฯ ทางชลมารค เพื่อประกอบพระราชกรณียกิจต่าง ๆ เช่น การพระราชสงคราม การเสด็จพระราชดำเนิน และการประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ ในสมัยโบราณ เรื่องราวเกี่ยวกับเรือพระราชพิธีนี้มีปรากฏอยู่ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายชิ้น ได้แก่ ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ กฎหมายตราสามดวง พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา บันทึกของชาวตะวันตก และคำให้การชาวกรุงเก่า อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า เรือพระราชพิธีนี้เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และมีพัฒนาการเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ทั้งรูปแบบของเรือ การใช้งาน และการจัดริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีที่ใช้ในการจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค
เรือพระราชพิธี มักใช้ในการประกอบการพระราชดำเนิน และประกอบการพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก การอัญเชิญพระพุทธรูปที่สำคัญจากหัวเมืองมาประดิษฐานในเมืองหลวง การอัญเชิญพระบรมศพหรือพระอังคาร ตลอดจนการต้อนรับทูตจากต่างประเทศ เป็นต้น โดยจัดเป็นกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งเป็นริ้วกระบวนเรือที่จัดขึ้นในการที่พระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปในการต่าง ๆ การจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค กล่าวได้ว่ามีวิวัฒนาการมาจากการจัดกระบวนทัพเรือ โดยกองเรือเหล่านี้จะตกแต่งอย่างสวยงาม และมีการประโคมดนตรีไปในกระบวน การจัดริ้วกระบวนแบ่งออกเป็น ๒ สาย เรียกว่า กระบวนพยุหยาตราใหม่ ซึ่งจัดเป็น ๔ สาย และกระบวนพยุหยาตราน้อย จัดเป็น
๒ สาย ต่างกันโดยทราบได้จากจำนวนเรือในริ้วกระบวนว่ามีมากน้อยเท่าใดนั่นเอง
ลักษณะและชื่อเรือพระราชพิธีที่ใช้ประกอบกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค
สามารถแบ่งออกตามลักษณะหน้าที่และการใช้งาน ดังนี้
๑. เรือพระที่นั่ง เป็นเรือที่สำคัญที่สุดในกระบวน เนื่องจากเป็นเรือที่พระมหากษัตริย์ทรงประทับ มีชื่อเรียกต่างกันออกไป ได้แก่ เรือต้น เรือพระที่นั่งทรง เรือพระที่นั่งรอง เรือพระที่นั่งกิ่ง เรือพระที่นั่งเอกชัย เรือพระที่นั่งศรี เรือพระที่นั่งกราบ เรือพลับพลา และเรือพระประเทียบ
๒. เรือเหล่าแสนยากร เป็นเรือประกอบกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่นอกเหนือจากเรือพระที่นั่ง ซึ่งมีลักษณะหน้าที่ต่างกันออกไป ได้แก่
- เรือดั้ง ทำหน้าที่ป้องกันหน้ากระบวนเรือ ใช้เป็นเรือกระบวนสายนอก
- เรือพิฆาต เป็นเรือรบไทยโบราณ มีปืนจ่ารงตั้งที่หัวเรือ ในเรือนำเหล่านี้ใช้ขุนศาลเป็นนายเรือ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เรือขุนศาล” เหตุที่เรียกว่าเรือพิฆาตเพราะในเวลารบจริง ต้องออกจากกระบวนไปลาดตระเวนหาข่าวข้าศึก มักมีชื่อเป็นสัตว์ต่าง ๆ เช่น มังกร เหรา สิงโต กิเลน เสือ เป็นต้น
- เรือคู่ชัก เป็นเรือไชยรูปสัตว์ ทำหน้าที่ชักลากเรือพระที่นั่งในกรณีที่มีฝีพายไม่พอ
- เรือโขมดยา เป็นเรือไชยที่หัวเขียนด้วยลายน้ำยา หัวท้ายงอนคล้ายเรือกัญญา
- เรือแซง ใช้เรือกราบกัญญา เป็นเรือทหาร เรือแซงจะขนาบทั้งสองข้างของเรือพระที่นั่ง โดยอยู่ในริ้วนอกสุดของกระบวน
- เรือตำรวจ เป็นเรือที่พระตำรวจลงประจำ มีหน้าที่เป็นองครักษ์ ซึ่งเป็นข้าราชการในพระราชสำนัก
- เรือศีรษะสัตว์ หรือเรือรูปสัตว์ เป็นได้ทั้งเรือพิฆาตและเรือพระที่นั่ง แต่ถ้าเป็นเรือพิฆาต จะต้องเป็นศีรษะสัตว์ชั้นรอง ส่วนเรือพระที่นั่ง หัวเรือจะเป็นรูปสัตว์ตามพระราชลัญจกร
- เรือกลอง เป็นเรือสัญญาณเพื่อให้เรืออื่นในกระบวนหยุดพายหรือจ้ำ โดยใช้กลองเป็นสัญญาณ
- เรือประตู เป็นเรือคั่นระหว่างกระบวนย่อย
- เรือกัน เป็นเรือที่ทำหน้าที่ป้องกันศัตรูมิให้จู่โจมมาถึงเรือพระที่นั่ง
- เรือริ้ว เป็นเรือที่เข้ากระบวนยาวเป็นสายเรียงขนานกัน มีธงประจำเรือ
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ศิลปกรรมทางสายน้ำที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเรือมรดกโลก
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือที่มีความงดงามทางด้านศิลปกรรม และแสดงให้เห็นถึงความอัจฉริยะในการต่อเรือของช่างไทยโบราณ ซึ่งแสดงออกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติได้อย่างดียิ่ง อีกทั้งยังมีความสำคัญในแง่ประวัติศาสตร์ชาติไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยความสำคัญดังกล่าว องค์การเรือโลกแห่งสหราชอาณาจักร (World Ship Trust) ได้ยกย่องให้เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เป็นเรือมรดกโลก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕ และมอบเหรียญรางวัลเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ หรือ เหรียญรางวัลมรดกทางทะเลขององค์กรเรือโลกให้กับประเทศไทย
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ลำปัจจุบันสร้างขึ้นในปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ เพื่อทดแทนเรือลำเดิมที่ได้สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ และแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ ๖ ประกอบพิธีลงน้ำเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๔ หัวเรือพระที่นั่งมีโขนเรือรูปหัวหงส์ ลำตัวเรือทอดยาวคือส่วนตัวหงส์ จำหลักไม้ลงรักปิดทองประดับกระจกมีพู่ห้อย ปลายพู่เป็นแก้วผลึก ภายนอกทาสีดำ ท้องเรือทาสีแดง ตอนกลางลำเรือมีที่ประทับเรียกว่า ราชบัลลังก์กัญญา สำหรับพระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ชั้นสูง เรือมีความยาว ๔๖.๑๕ เมตร กว้าง ๓.๑๗ เมตร ลึกจนถึงท้องเรือ ๙๔ เซนติเมตร กินน้ำลึก ๔๑ เซนติเมตร ใช้กำลังพลประกอบด้วยฝีพาย ๕๐ คน นายเรือ ๒ คน นายท้าย ๒ คน คนถือธงท้าย ๑ คน พลสัญญาณ ๑ คน คนถือฉัตร ๗ คน และคนขานยาว ๑ คน
เรื่องราวของเรือพระราชพิธียังมีอีกหลายแง่มุมที่น่าสนใจและชวนให้ศึกษา นับเป็นหนึ่งในงานศิลปกรรมของไทยที่มีคุณค่ายิ่ง อีกทั้งยังมีความสำคัญในแง่ประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน หากผู้อ่านสนใจสามารถค้นคว้าและอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือเรือพระราชพิธีและหนังสืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ที่ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
เรียบเรียงโดย นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี กรมศิลปากร
แหล่งข้อมูลเอกสารอ้างอิง
กรมศิลปากร. เรือพระราชพิธี. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๔๘.
นงค์นุช ไพรพิบูลยกิจ. เรือพระราชพิธี. กรุงเทพฯ: เอส.ที.พี. เวิลด์ มีเดีย, ๒๕๔๒.
เรือพระราชพิธี. กรุงเทพฯ: โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย, ๒๕๔๘.
ศานติ ภักดีคำ. พระเสด็จโดยแดนชล: เรือพระราชพิธีและขบวนพยุหยาตราทางชลมารค. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๖๒.
การขออนุญาตส่งหรือนําโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุ หรือชิ้นส่วนของโบราณวัตถุ หรือชิ้นส่วนของ
ศิลปวัตถุในความครอบครองของกรมศิลปากรออกนอกราชอาณาจั กร เพื่อการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย
ซ่อมแซม หรือประกอบการเป็นการชั่วคราว รวมทั้งการนําไปแปรสภาพ หรือทําลายโดยกระบวนการ
วิเคราะห์โดยไม่นํากลับเข้ามา
ชื่อเรื่อง วัดนิเวศธรรมประวัติผู้แต่ง -ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือท้องถิ่นหมวดหมู่ ศาสนาเลขหมู่ 294.3135 ว416สถานที่พิมพ์ จ.อยุธยาสำนักพิมพ์ โรงพิมพฺ์เทียนวัฒนาปีที่พิมพ์ 2528ลักษณะวัสดุ 70 หน้าหัวเรื่อง ศาสนาภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ในสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อทรงใช้เป็นสถานที่สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับที่พระราชวังบางปะอิน ใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมกอทิกเลียนแบบโบสถ์คริสต์
ชื่อผู้แต่ง พระพรหมมุนี (วิน ธมฺมสาร)
ชื่อเรื่อง ทางสงบ
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย
ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๑
จำนวนหน้า ๑๒๑ หน้า
รายละเอียด
คณะพุทธบริษัท วัดราชผาติการาม รวบรวมทุนจัดพิมพ์ธรรมกถาที่พระพรหมมุนีแสดงในวันพระที่วัดราชผาติการาม ด้วยกุศลเจตนาที่จะเผยแพร่พระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาให้แพร่หลายสำเร็จ เป็นการช่วยกันประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนา จัดพิมพ์มาแล้ว ๔ ตอน ตอนนี้เป็นตอนที่ ๕ จัดพิมพ์เป็นพุทธบูชาในวันเข้าพรรษา วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๑๑
“รมว.สุดาวรรณ” ปักหมุดเส้นทางล่องเรือ ชมเสน่ห์เจ้าพระยา - ยลวัด - โบราณสถานและจิตรกรรมล้ำค่า
“ล่องคลอง มองศิลป์ ถิ่นธนบุรี” สร้างต้นแบบการท่องเที่ยวทางเรือ
เชื่อมโยงแหล่งมรดกวัฒนธรรมกรุงธนบุรี ดึงดูดนักท่องเที่ยว
ต่อยอดนำทุนทางวัฒนธรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ - ขับเคลื่อน Soft Power ไทย
นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า มอบหมายให้กรมศิลปากรจัดโครงการส่งเสริมเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ โครงการ “ล่องคลอง มองศิลป์ ถิ่นธนบุรี” เพื่อสร้างต้นแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวทางเรือในมิติด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมผ่านคุณค่าของโบราณวัตถุโบราณสถาน ศาสนสถาน และวิถีชุมชนของแหล่งมรดกวัฒนธรรมริมคลองโบราณ เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยตระหนักถึงการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน
นางสาวสุดาวรรณ กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวและ Soft Power ของไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายไปสู่ระดับนานาชาติ และนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรมในการนำทุนทางวัฒนธรรมมาพัฒนาให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายผลักดันให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 25 ประเทศที่มีอิทธิพลด้าน Soft Power ในมิติวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2570 กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร จึงจัดทำโครงการ “ล่องคลอง มองศิลป์ ถิ่นธนบุรี” สร้างเส้นทางท่องเที่ยวทางเรือไปยังโบราณสถานและศาสนสถานสำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมโยงจากคลองบางกอกใหญ่ – คลองด่าน โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกรุงเทพมหานครและเครือข่ายพัฒนาเมืองและการท่องเที่ยว เข้าร่วมกิจกรรม เริ่มเดินทางจากวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร วัดอินทารามวรวิหาร วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร วัดนางนองวรวิหาร วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร และวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ซึ่งล้วนเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และมีความสวยงามทางสถาปัตยกรรม ที่กรมศิลปากรได้เข้าไปดำเนินการอนุรักษ์และบูรณะ โดยเฉพาะวัดอัปสรสวรรค์ กรมศิลปากรได้ร่วมกับทางวัด จัดทำโครงการบูรณะศาลาการเปรียญ ซึ่งถือเป็นศาลาเครื่องไม้ที่เก่าแก่หลังหนึ่งในกรุงเทพมหานคร สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 โดยก่อนเข้าทำการบูรณะศาลาการเปรียญมีสภาพชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมากจนไม่สามารถใช้ประกอบกิจกรรมทางศาสนาได้ ปัจจุบันได้มีการบูรณะจนเกือบแล้วเสร็จสมบูรณ์ โดยยึดถือตามรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิม และเสริมความมั่นคงให้เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดในปี พ.ศ. 2569
“นอกจากจะได้สักการะพระพุทธรูปสำคัญของวัดต่าง ๆ แล้ว ยังได้ชมโบราณสถาน งานจิตรกรรมและศิลปกรรมในแบบพระราชนิยม เป็นการเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวมุมมองใหม่ ๆ ซึ่งหน่วยงานที่เข้าร่วมกิจกรรมสามารถนำแนวคิดไปบูรณาการต่อยอด ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ให้เกิดกิจกรรมอื่น ๆ ชูอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ส่งเสริม สร้างสรรค์ ผลักดันทุนทางวัฒนธรรมไปใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืน เกิดการกระจายรายได้ไปยังชุมชนหรือผู้ประกอบการ และเป็นการทำนุบำรุงศาสนสถานอีกด้วย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าว ทั้งนี้ “ธนบุรี” เป็นย่านเก่าแก่ที่มีประวัติและพัฒนาการมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ด้วยปัจจัยสำคัญทางภูมิศาสตร์ เมืองธนบุรีได้กลายเป็นศูนย์กลางการปกครองหลังสิ้นสุดกรุงศรีอยุธยา ยังปรากฏร่องรอยพระราชวัง ป้อมปราการ วัด บ้านเรือนต่างๆ โดยมีเส้นทางการคมนาคมที่สำคัญ เช่น คลองบางหลวงหรือคลองบางกอกใหญ่ คลองชักพระ คลองบางกอกน้อย คลองคูเมืองเดิม และคลองด่าน ฯลฯ ซึ่งใช้เป็นเส้นทางสัญจรหลักตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและกลายเป็นแหล่งที่พำนักตั้งถิ่นฐานของผู้คนที่มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมจนก่อเกิดเป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่น นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพสามารถเชื่อมโยงพื้นที่ในมิติ ต่าง ๆ ทั้งด้านการคมนาคม ศาสนา ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตและชุมชน สร้างคุณค่าให้มรดกวัฒนธรรมเป็นต้นทุนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนอย่างยั่งยืน-----------------------------------------------------วัดอินทารามวรวิหาร วัดอัปสรสวรรค์วรวิหารวัดนางนองวรวิหาร วัดราชโอรสารามราชวรวิหารวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ---------------------------------------------
ข้อมูลวัดสำคัญทั้ง 5 แห่ง https://finearts.go.th/archae/categorie/Thonburi
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ. 91/1หมวดหมู่ พุทธศาสนาประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 80 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 55 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับล่องชาด ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก วัดประดู่ทรงธรรม จ.พระนครศรีอยุธยา
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ. 120/7
หมวดหมู่ พุทธศาสนาประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 28 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 56.5 ซม.
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
เลขทะเบียน : นพ.บ.697/7ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 24 หน้า ; 4.5 x 58 ซ.ม. : รักทึบ-ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 220 (227-242) ผูก 7 (2568)หัวเรื่อง : ขฺทกนิกายฎฺฐกถา--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.767/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 36 หน้า ; 4 x 54 ซ.ม. : ลานดิบ-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 237 (407-416) ผูก 1 (2568)หัวเรื่อง : บทสวดมนต์--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ขอเชิญชมนิทรรศการศิลปะ BEYOND ถัดออกไปอนาคตข้างหน้า โดย อลงกรณ์ หล่อวัฒนา นิทรรศการจิตรกรรมที่ถ่ายทอดความจริงเรียบง่ายว่า “ถ้าทำปัจจุบันให้ดี อนาคตก็จะดี” ผ่านการบันทึกเรื่องราวชีวิตและสังคมร่วมสมัยตลอดหนึ่งปีเต็มมาร่วมสัมผัสผลงานที่ผสานกลิ่นอายจิตรกรรมไทยประเพณีเข้ากับความเป็นร่วมสมัย หากแต่ยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายของความเป็นตะวันออก ตัวอย่างเช่น วิธีการแบ่งฉากเล่าเรื่อง ซึ่งสามารถพบได้ในงานจิตรกรรมฝาผนังตามศาสนสถาน หรือ สีสันที่ปรากฏอยู่บนชิ้นงานล้วนมีที่มาจากกระบวนการทำงานของสัญชาตญาณและจิตไร้สำนึกของศิลปิน มาใช้ในการออกแบบสร้างระนาบสีและพื้นผิวทั้งหมดราวกับภาพเขียนบนสิ่งปลูกสร้างที่ค่อย ๆ เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา สะท้อนความเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายที่งดงามของชีวิต
ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ระหว่างวันที่ 3 - 29 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 - 16.00 น. (ปิดวันจันทร์ และวันอังคาร) ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลป์เจ้าฟ้า) อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 240 บาท สอบถามเพิ่มเติมหรือติดตามข่าวกิจกรรมได้ทาง Facebook The National Gallery of Thailand https://www.facebook.com/TheNationalGalleryThailand
-----------------------------------------------------
Art Exhibition: BEYOND
by Alongkorn Lauwatthana
A painting exhibition that conveys a simple truth:
“If we do well in the present, the future will be good.”
Inspired by one year of observing and recording stories of life and contemporary society.
Experience artworks that merge the essence of traditional Thai painting with contemporary approaches, while retaining an Eastern spirit. For example, narrative scene divisions reminiscent of mural paintings in temples, or colors derived from the artist’s instinct and subconscious process—creating layers of color and texture like fading images on aged structures. Each piece reflects change, imperfection, and the beauty of life’s diversity.
The National Gallery of Thailand, Chao Fa Road (Chao Fa Art Gallery)
October 3 – 29, 2025
9:00 AM – 4:00 PM
(Closed on Mondays and Tuesdays)
Admission: 30 THB (Thai citizens), 240 THB (Foreign visitors)