ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,947 รายการ
ประติมากรรมดินเผารูปคชลักษมี พบจากเมืองโบราณอู่ทอง จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทองประติมากรรมดินเผารูปคชลักษมี สูงประมาณ ๘ เซนติเมตร ตรงกลางเป็นรูปพระลักษมี เกล้าพระเกศา พระพักตร์กลม พระนาสิกใหญ่ พระโอษฐ์หนา แย้มพระสรวล ทรงกุณฑลทรงกลมและกรองศอ พระหัตถ์ทั้งสองทรงถือก้านดอกบัวตูมยกขึ้นในระดับพระอุระ นั่งขัดสมาธิราบ มีช้างขนาบสองข้าง ส่วนศีรษะช้างหักหายไป สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นรูปช้างชูงวงถือหม้อน้ำเพื่อรดน้ำอภิเษกพระลักษมี รองรับด้วยฐานทรงกลมตกแต่งด้วยลายกลีบบัว กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) สันนิษฐานว่า อาจใช้เป็นฝาจุกภาชนะ หรือประดิษฐานเพื่อการเคารพบูชา หรือใช้เป็นเครื่องรางสำหรับติดตัวพ่อค้าหรือนักเดินทาง คชลักษมีเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความมีโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์ มีที่มาจากคติการบูชาเพศหญิงซึ่งเป็นเพศผู้ให้กำเนิด ส่วนช้างเป็นสัตว์มงคลและเป็นสัญลักษณ์ของเมฆฝน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พืชพันธุ์เจริญงอกงาม คชลักษมีจึงเป็นสัญลักษณ์มงคลที่ปรากฏทั้งในศาสนาพุทธ และพราหมณ์-ฮินดู ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “มายาเทวี” หมายถึงพุทธประวัติตอนประสูติของพระพุทธเจ้า ส่วนในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เรียกว่า “คชลักษมี” หมายถึงการรดน้ำอภิเษกแก่พระลักษมีซึ่งเป็นชายาของพระวิษณุ นอกจากประติมากรรมคชลักษมีชิ้นนี้แล้ว ยังพบประติมากรรมรูปคชลักษมีรูปแบบอื่นๆ ในเมืองโบราณสมัยทวารวดี เช่น แผ่นดินเผารูปคชลักษมีสำหรับการเจิมในการทำพิธีการทางศาสนาของพราหมณ์ และคชลักษมีประดับที่ส่วนล่างของธรรมจักร พบที่เมืองนครปฐมโบราณ เครื่องรางดินเผารูปคชลักษมีและท้าวกุเวร ซึ่งอาจใช้เป็นเครื่องรางสำหรับพกติดตัวของพ่อค้าหรือนักเดินทาง พบที่เมืองซับจำปา จังหวัดลพบุรี เป็นต้น โบราณวัตถุเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าในสมัยทวารวดี คชลักษมี เป็นรูปเคารพตามความเชื่อในศาสนาพุทธ และพราหมณ์-ฮินดู โดยมีความหมายร่วมกันคือ ความมีโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์ รวมถึงอาจถูกใช้เป็นเครื่องรางด้วย ------------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ------------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง :กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี : สหมิตรพริ้นติ้ง, ๒๕๔๕. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว. รูปแบบและความเชื่อของงานศิลปกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพระศรี-ลักษมีที่พบใน ประเทศไทยก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา ประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๐. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. มรดก 1,000 ปี เก่าที่สุดในสยาม. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๖. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. นนทบุรี : เมืองโบราณ, ๒๕๖๒.
ชื่อเรื่อง มหานิปาตวณฺณนา (เวสฺสนฺตรชาดก)ชาตกฎฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา (ทสพร-มหาราช)
สพ.บ. 263/11ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 34 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 58 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา--การศึกษาและการสอน ชาดก
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับล่องรัก ได้รับบริจาคมาจากวัดทุ่งอุทุมพร ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
กองโบราณคดีใต้น้ำนำข้อมูลที่ได้จากการขุดค้นแหล่งเรือจมเกาะคราม จังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 1 – 25 ธันวาคม 2564 มาแบ่งปันค่ะ แหล่งเรือจมเกาะครามนับเป็นจุดเริ่มต้นของงานโบราณคดีใต้น้ำ มีสำรวจและขุดค้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 จนถึงปัจจุบัน รวมเป็น 9 ครั้ง พบหลักฐานโครงสร้างเรือยาวประมาณ 30.50 เมตร ความกว้างยังไม่แน่ชัด จมอยู่ที่ระดับความลึกจากผิวน้ำทะเล 40 เมตร ในระวางเรือพบภาชนะดินเผาซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย และเตาสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย แหล่งเตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี แหล่งเตาบ้านบางปูน จังหวัดสุพรรณบุรี เครื่องถ้วยเวียดนาม จากแหล่งเตา Binh Dinh และเครื่องถ้วยจีน นอกจากนี้ยังพบข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวเรือ
ครั้งนี้เราทำการขุดค้น ในพื้นที่ขนาด 8 x 2 เมตร พบเศษชิ้นส่วนภาชนะดินเผาจำนวนมาก พบหลักฐานเพิ่มเติมคือกลุ่มภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาบ้านบางปูน จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 3 ใบ กระปุกขนาดเล็ก จากเตาบ้านเกาะน้อย ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย แผ่นดินเผาทรงกลมจำนวน 3 ใบ และตุ้มน้ำหนักตราชั่ง 1 ชิ้น ผลจากการขุดค้นพบว่าเป็นส่วนท้องเรือ ยังไม่ใช่ส่วนหัวเรือ โดยในอนาคตจะทำการขุดค้นไปทางทิศเหนือเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ต่อไป
จากการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์และการศึกษาเปรียบเทียบโบราณวัตถุ แหล่งเรือเกาะคราม กำหนดอายุได้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 -20 สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเรือหลวงของสยาม เนื่องจากบรรทุกภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาภายในประเทศจำนวนมาก และคงจะอับปางลงในร่องน้ำครามระหว่างแล่นออกไปค้าขาย
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมเทศนา (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
ชบ.บ.36/1-1
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
พฺรยาสุนนฺทราช (พฺรยาสุนนฺทราช)
ชบ.บ.67/1-1ฆ
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
ชื่อเรื่อง มหานิปาตวณฺณนา (เวสฺสนฺตรชาตก) ชาตกฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา (หิมพานต์-นครกัณฑ์)
สพ.บ. 415/10ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 30 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 57.8 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา เทศน์มหาชาติ ชาดก
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ-ลานดิบ-ล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
เลขทะเบียน : นพ.บ.288/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 50 หน้า ; 4 x 51.5 ซ.ม. : ทองทึบ-ล่องชาด-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 121 (258-265) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : แปดหมื่นสี่พันขันธ์(8หมื่น) --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
องค์ความรู้จากสำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่เรื่อง : อุตสาหกรรมผลิตเครื่องมือหินในพื้นที่ อำเภอเมือง และอำเภอเวียงสา จังหวัดน่านเรียบเรียงโดย : นายจตุรพร เทียมทินกฤต นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี. เครื่องมือหินเป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่มีความสำคัญในการศึกษาเกี่ยวเรื่องราวในอดีตชนิดหนึ่งเนื่องด้วยเป็นวัสดุคงทนที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันมากที่สุด การที่เราสามารถศึกษาได้ถึงรูปแบบและเทคนิคของการผลิตเครื่องมือหิน จากร่องรอยที่ปรากฏอยู่บนเครื่องมือ นำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลทางชาติพันธ์วิทยาที่ยังใช้รูปแบบหรือวัสดุใกล้เคียงกัน และการทดลองผลิตเครื่องมือเลียนแบบโบราณวัตถุ ซึ่งนอกจากเทคนิคการผลิตแล้วยังใช้สันนิษฐานถึงลักษณะที่ถูกนำไปใช้งาน ว่าสามารถใช้งานได้จริงตามที่สันนิษฐานหรือไม่. ในการผลิตเครื่องมือหินนั้นมีความผิดพลาดในการผลิตค่อนข้างสูงมากจากวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตเนื่องจากไม่สามารถปรับแต่งคุณสมบัติของวัตถุดิบได้มากนัก ไม่เหมือนเช่นในกรณีของ ดินที่นำใช้ในการผลิตภาชนะดินเผาหรือ แร่ที่มาใช้การผลิตโลหะ แหล่งผลิตที่พบในพื้นที่จังหวัดน่านนี้มีการใช้ผลิตเพียงแค่ในขั้นตอนขึ้นรูปเครื่องมือเท่านั้น เนื่องจากบนภูเขาในพื้นที่ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบ ตามลักษณะทางธรณีสัณฐานไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีปริมาณน้ำตลอดทั้งปี น้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการขัดผิวเครื่องมือ และจากการสำรวจเท่าที่ปรากฏไม่พบหลักฐานเกี่ยวกับหินลับหรือทั่งหินที่ใช้ในการขัด ซึ่งน่าจะมีการนำมาทำการขัดขึ้นรูปหรือตกแต่งขั้นสุดท้ายในบริเวณอื่น เช่น บริเวณริมน้ำซาว ที่อยู่ห่างจากภูซางประมาณ ๑ กม.เศษ. พื้นที่แหล่งโบราณคดีในพื้นที่ตำบลดู่ใต้และตำบลนาซาว อำเภอเมือง จังหวัดน่าน พื้นที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมืองน่านปัจจุบัน ประกอบไปด้วย เขาหินแก้ว เขาชมพู ดอยปู่แก้ว เป็นเขาที่อยู่ในเทือกเดียวกันวางตัวเป็นแนวยาววางตัวตามทิศเหนือ-ใต้ ยาวประมาณ ๓.๕ กิโลเมตร แหล่งโบราณคดีภูซาง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของดอยปู่แก้ว ได้มีการสำรวจพบร่องรอยหลักฐานเกี่ยวกับการผลิตเครื่องมือหินกระจายตัวเป็นอาณาบริเวณที่กว้างมากประมาณ ๑๐-๑๒ ตารางกิโลเมตร โดยมีพื้นที่ซึ่งใช้ในประกอบกิจกรรมในการขึ้นรูปเครื่องมือหินเป็นจุดๆ ทั่วไปตามแนวเขา โดยในพื้นที่ที่ถูกใช้เป็นพื้นที่ผลิตเครื่องมือหินจะพบสะเก็ดหิน ที่เกิดจากการกะเทาะตกแต่งแล้วไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงถูกทิ้งไว้เป็นจำนวนมาก ค้อนหินจะเป็นก้อนหินทรงกลมที่มีขนาดเหมาะซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหินกรวดแม่น้ำซึ่งไม่พบในสภาพพื้นที่ตามธรรมชาติ เครื่องมือหินที่ยังขึ้นรูปไม่เรียบร้อยและที่เสียหายในระหว่างขั้นตอนการขึ้นรูป และจากพื้นที่บริเวณร่องน้ำไหลพบว่าชั้นหินที่ทับถมจากการผลิตเครื่องมือมีความหนาเป็นชั้นๆตั้งแต่ ๖๐-๘๐ ซม.ในบริเวณ ถนนบ้านสะไมย์มีชั้นทับถมของเศษหินที่ถูกทิ้งการผลิตหนาถึงกว่า ๒ เมตร ซึ่งจากขนาดของพื้นที่ที่พบหลักฐานกระจายตัวและปริมาณที่สูงมากทำให้สันนิษฐานได้ว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นแหล่งที่ใช้ในการผลิตเครื่องมือหินโดยเฉพาะ (Industrial Site)ในการศึกษาเกี่ยวกับพื้นที่ซึ่งเป็นแหล่งผลิต เพื่อที่จะใช้ข้อมูลจากการศึกษามาใช้ในการสร้างภาพเกี่ยวกับ ลำดับขั้นตอนการผลิต และเทคนิควิธีการผลิตเครื่องมือ โดยใช้เศษวัสดุที่หลงเหลือและเครื่องมือที่เสียหายจากการผลิตหรือผลิตไม่ได้ตามที่ต้องการ รูปแบบของเครื่องมือหินที่พบในบริเวณนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องมือในรูปแบบขวาน เครื่องขูด แต่ยังมีการพบหินงบน้ำอ้อย ซึ่งเป็นการเจาะหินเพื่อนำมาใช้ทำกำไล หรือแกนหินที่มีข้อสันนิษฐานใช้ถ่วงน้ำหนักเครื่องมือขุดหลุมเพื่อเพาะปลูก อีกด้วย นอกจากนี้จากการสำรวจของ สายันต์ ไพชาญจิตร ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้พบ กลุ่มหินที่วางล้อมรอบเนินดินขนาดเล็กซึ่งลักษณะดังกล่าวมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ปรากฏอยู่หลายแห่งในบริเวณเขาชมพูและดอยปู่แก้ว ในการทำงานทางโบราณคดีในพื้นที่แหล่งโบราณคดีภูซางได้มีการส่งตัวอย่างไปหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ ทั้งวิธี RadioCarbon dating และ Thermoluminescence ได้ค่าอายุ ๔,๐๐๐-๖๕๐ ปีมาแล้ว อาจแสดงให้เห็นความต่อเนื่องของกิจกรรมของมนุษย์ในพื้นที่. วัตถุดิบที่ถูกนำมาใช้ผลิตเครื่องมือหินซึ่งพบในการสำรวจในพื้นที่คือ กลุ่มหินภูเขาไฟ ได้แก่หินชนิด Andesite, Ash, Diabase , Tuff,Rhyolite, Quartzite และ หินกึ่งหินแปร ชนิด Metamorphose mudstone และ sandstone (หรือ Argillite) จากงานที่ศึกษาเกี่ยวการผลิตเครื่องมือหินใน พื้นที่ มีหินสองชนิดที่พบว่ามีความนิยมในการผลิต คือ หินแอนดิไซด์ (Andisite) กับ หินกึ่งหินแปร(Metamorphose mudstone). แหล่งโบราณคดีภูทอก บ้านทุ่งผง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน เป็นเนินเขา บนยอดเนินเป็นพื้นราบกว้าง อยู่ทางทิศใต้ของดอยภูซางประมาณ ๒ กิโลเมตร หินที่พบเป็นหินภูเขาไฟกลุ่มหิน Tuff พบหลักฐานประเภท สะเก็ดหิน เครื่องมือหินที่ยังขึ้นรูปไม่เรียบร้อย แกนหิน ค้อนหินกระจัดกระจายตัวอยู่ทั่วไป แท่นหิน จากเอกสารการสำรวจในระยะแรกพบว่าพื้นที่บริเวณดอยภูทอกยังไม่มีการรบกวนมากเท่าใดนัก มีสภาพเหมือนกับการผลิตเครื่องมือหินพึ่งแล้วเสร็จ แต่ในปัจจุบันถูกรบกวนจากการเข้าไปใช้พื้นที่ทำการเกษตร รูปแบบเครื่องมือที่พบส่วนใหญ่เป็น แบบขวาน (Adze Type) ซึ่งมีทั้งแบบมีบ่าและไม่มีบ่า มีเครื่องขูด ลักษณะกลมแบน (Disc/round scrapper) แหล่งโบราณคดีภูทอกนี้หากพิจารณาจากที่ตั้งและรูปแบบของเครื่องมือที่พบ คงจะมีความสัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดีในพื้นที่ตำบลดู่ใต้และตำบลนาซาวได้ ซึ่งถ้าหากรวมอาณาบริเวณทั้งหมดแล้วน่าจะมากกว่า ๑๗-๑๘ ตารางกิโลเมตร ซึ่งยังมีพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้ที่จะพบหลักฐานในลักษณะเดียวกัน/แตกต่างกันในบริเวณที่ยังไม่มีการสำรวจอย่างละเอียด. การสำรวจพบความหลากหลายของชนิดวัสดุที่นำมาใช้ในการผลิตเป็นเครื่องมือหิน อาจเนื่องมาจากการเลือกโดย ปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ๑.หน้าที่ใช้งาน เครื่องมือเครื่องใช้อย่างหนึ่งใช้หินชนิดหนึ่งเป็นการ เฉพาะ ๒. เทคนิคในการผลิตของช่างแต่ละคนหรือแต่ละชุมชน ๓.ความยากง่ายในการแสวงหาวัตถุดิบ ความใกล้ไกลของชุมชนกับ แหล่งวัตถุดิบ. การผลิตเครื่องมือหินเริ่มจากการแยกเอาเปลือกหินหรือที่เรียกกันว่า สะเก็ดหิน ออกจากแกนหิน เพื่อนำเอาส่วนสะเก็ดหรือแกนหิน ไปใช้ทำเป็นเครื่องมือ ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ผลิตหรือรูปแบบเทคโนโลยีที่เลือกใช้ในแต่ละวัฒนธรรมซึ่งมีความแตกต่างไปตามสภาพทางนิเวศวิทยา. รูปแบบและเทคนิคการผลิตเครื่องมือหินที่มีการนำมาใช้ผลิตเครื่องมือหินแบ่งได้เป็นรูปแบบใหญ่ๆ คือ ๑.การกะเทาะโดยตรงโดยใช้มือข้างหนึ่ง ถือวัตถุดิบไว้และใช้ค้อนหินต่อยลงไปให้กะเทาะเปลือกหินออกเป็นสะเก็ดเพื่อขึ้นรูปตามที่ต้องการและกะเทาะตกแต่งให้เกิดคมให้เป็นแนวเดียวและกะเทาะให้ผิวหน้าแต่ละด้านให้มีระดับใกล้เคียงกัน วิธีนี้จะใช้กับเครื่องมือขนาดเล็ก ๒. ใช้หินที่เป็นวัตถุดิบมากระแทกเข้ากับก้อนหินขนาดใหญ่ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งถูกใช้เป็นค้อน ซึ่งมักจะเป็นเครื่องมือขนาดใหญ่หรือเพื่อกะเทาะสะเก็ดหินออกมาใช้ค้อนหินขนาดเล็กตกแต่งเป็นเครื่องมือต่อไป ๓. ใช้ก้อนหินขนาดใหญ่เป็นทั่งในการวางก้อนหินวัตถุดิบและใช้ค้อนหินหรือสกัดที่ทำจากเขาสัตว์หรือกระดูกสัตว์ กะเทาะตกแต่งให้เป็นรูปแบบตามที่ต้องการ. จากการทำงานด้านโบราณคดีในพื้นที่จังหวัดน่านตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีการพบร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับการใช้โลหะมาเป็นเครื่องมือเครื่องใช้น้อยมาก รวมทั้งยังไม่ปรากฏแหล่งโบราณคดีที่มีการผลิตโลหะในปริมาณที่มากพอใช้ในชุมชนในพื้นที่ แม้แต่ในยุคสมัยที่เราถือกันว่ามีการพัฒนาสังคมสู่ระดับสังคมเมืองและระดับแว่นแคว้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเครื่องมือที่ใช้จะเปลี่ยนแปลงมาใช้โลหะทั้งหมด เครื่องมือเครื่องใช้ที่ผลิตจากโลหะน่าจะมีการนำเข้าวัตถุดิบมาจากภายนอกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถือได้ว่าเครื่องมือที่ทำจากโลหะนั้นมีมูลค่าสูงและเป็นความสิ้นเปลืองจากความยากลำบากในการขนส่งที่ต้องส่งผ่านกันมาหลายทอด ดังนั้นเครื่องมือเครื่องใช้ทั่วไปจึงน่าจะมีการใช้ไม้และหินเป็นวัตถุดิบในการผลิต ซึ่งในส่วนของเครื่องมือหินนั้นน่าจะเป็นเครื่องมือปฐมภูมิ ซึ่งถูกนำมาผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ไม้นั้นซึ่งวัสดุไม้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่ใช้กันทั่วไปจนกระทั่งไม่กี่สิบปีมานี้ในพื้นที่จังหวัดน่าน เครื่องใช้ในการดำรงชีวิตของคนทั่วไปยังมีการผลิตขึ้นมาจากไม้เป็นหลักแม้ว่าเครื่องมือปฐมภูมิจะเปลี่ยนเป็นโลหะแล้วก็ตาม อาจจะมาจากเครื่องมือไม้สามารถตอบสนองความต้องการในการใช้งานและสร้างผลผลิตเพื่อการดำรงชีวิตได้อย่างพอเพียงแก่ความต้องการของชุมชน ภายใต้ระบบนิเวศวิทยาที่มีสภาพแวดล้อมที่สามารถสนับสนุนปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีวิตได้อย่างพอเพียง จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำเข้าเครื่องมือโลหะที่เกินต่อความจำเป็นในการใช้งาน----------------------------------อ้างอิง- คณะกรรมการประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดน่าน. พิมพ์ครั้งที่ ๑ กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว,๒๕๔๔. จตุรพร เทียมทินกฤต. การศึกษากระบวนการผลิตเครื่องมือหิน กรณีศึกษาหลุมขุดค้น N - Hill ปีพ.ศ. 2548แหล่งโบราณคดีภูชาง ตำบลนาซาว อำเภอเมือง จังหวัดน่าน. ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร , 2552. ชวนันท์ จันทร์ประเสริฐ. การศึกษาแหล่งหินและชนิดหินชองแหล่งผลิตเครื่องมือหินดอยภูซาง ต.นาซสว อ.เมือง จ.น่าน. ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๐. ศิลปากร,กรม. เมืองน่าน โบราณคดี ประวัติศาสตร์และศิลปะ. พิมพ์ครั้งที่ ๒ กรุงเทพฯ:อมรินทร์พริ้นติ้ง,๒๕๓๙. สายันต์ ไพรชาญจิตร .โบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของเมืองน่าน : ข้อมูลเก่าและข้อมูลใหม่. เอกสารประกอบการสัมมนา เรื่อง สืบสานอดีตอันเรืองรอง ของเมืองน่านข้อมูลใหม่ทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์และชาติพันธ์ ม.ป.ท. ๒๕๔๐. “__________”. โบราณคดีชุมชน:การจัดการอดีตของชาวบ้านกับการพัฒนาชุมชน. กรุงเทพฯ:โครงการโบราณคดีชุมชน,๒๕๔๖. องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน. รายงานการขุดค้นแหล่งเตาดงปู่ฮ่อ บ้านบ่อสวก ต.สวก อ.เมือง จ.น่าน. ม.ป.ท.. ๒๕๔๖
ชื่อผู้แต่ง พระราชสุมนตมุนี (ประยูร สนฺตงฺกุโร)
ชื่อเรื่อง อนุสสรณ์
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย
ปีที่พิมพ์ 2512
จำนวนหน้า 97 หน้า
รายละเอียด หนังสือที่ระลึกในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ม.ร.ว โต จิตรพงศ์ เนื้อหาเป็นสำนวนเทศน์ เนื่องในพิธีทักษิณานุปทานกิจ สตมวาร , ม.ร.ว.โต จิตรพงศ์ เรื่องอนุสสรณ์ณกถา บทความเรื่องผู้ใหญ่ผู้น้อย
ชื่อผู้แต่ง อิทธิเทพสรรค์ กฤดากร
ชื่อเรื่อง เรื่องเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมไทย หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร
ครั้งที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ ๕
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ แผนกการพิมพ์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เกษมสุวรรณ
ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๑
จำนวนหน้า ๑๒๘ หน้า
หมายเหตุ พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พันตำรวจโท มานิต อุทัยวรรณ์ และตำรวจตรี สุเทพ สัมปัตตะวนิช
หนังสือเรื่องเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมนี้ หม่อมเจ้าอิทธิเทพสวรรค์ กฤดากร ผู้ททรงความรู้เชื่ยวชาญเป็นพิเศษในวิชาสถาปัตยกรรม ไดทรงนิพนธ์ประทานแก่หนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ในระหว่า พ.ศ. ๒๔๗๖ และ พ.ศ. ๒๔๗๗
ภายในห้องจัดแสดงชั้นล่างของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี มีการจัดแสดงพระพุทธรูปยืนปางห้ามสมุทรอยู่ ๑ องค์ เป็นพระพุทธรูปยืนที่หล่อขึ้นจากโลหะผสมประเภทสำริด มีการตกแต่งพระพุทธรูปองค์นี้ด้วยการลงรักปิดทองและประดับกระจก
..
พระพุทธรูปยืนปางห้ามสมุทรองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปที่มีการครองจีวรห่มเฉียง โดยจีวรนั้นมีการตกแต่งลวดลายให้เป็นจีวรลายดอกพิกุล ซึ่งเป็นลวดลายจีวรที่เป็นที่นิยมมากในการสร้างพระพุทธรูปในสมัยรัตนโกสินทร์เลยก็ว่าได้
..
พระพุทธรูปยืนองค์นี้พระรัศมีได้หักหายไป และยังมีความชำรุดของผิวพระพุทธรูปด้วยลวดลายบางส่วนแตกหลุดหายไป ตามกาลเวลา พระพุทธรูปยืนองค์นี้ ยืนบนฐานบัวทรงกลม ที่รองรับด้วยฐานแปดเหลี่ยมที่ซ้อนกัน ๔ ชั้น บริเวณฐานพระพุทธรูปชั้นล่างสุด ด้านหน้า ปรากฎจารึกว่า “นายพุ้ม เป็นที่หลวงประชุ่ม คุนแม่ทิมภรรยา ทร่างไว้แต่ปีระกา ๑๑๖” จากจารึกดังกล่าวทำให้ทราบว่าพระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๔๔๐ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
..
ความเป็นมาของการสร้างพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร มีอยู่ว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้า เสด็จไปประกาศพระศาสนา ยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ทรงขอประทับอยู่ในสำนักของอุรุเวกัสสปะ ซึ่งเป็นหัวหน้าชฎิล (นักบวชผู้บูชาไฟ) และเป็นที่เลื่อมใสของชาวแคว้นมคธ พระพุทธองค์ทรงแสดงความจริงที่ได้ตรัสรู้มาแก่อุรุเวกัสสปะ แต่หัวหน้าชฎิลผู้นี้ยังทนง ตนว่าตัวเองมีฤทธิ์ เป็นอรหันต์ ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์หลายครั้ง เพื่อให้อุรุเวกัสสปะคลายความทนงตนลง โดยครั้งสุดท้ายได้แสดงปาฏิหาริย์โดยการห้ามน้ำที่กำลังไหลบ่ามาจากทุกสารทิศ มิให้เข้ามาในที่ประทับ เนื่องจากได้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมใหญ่ อุรุเวกัสสปะคิดว่าพระพุทธเจ้าคงจะจมน้ำเสียแล้ว แต่เมื่อพายเรือไปดูก็ปรากฏว่า พระพุทธเจ้ากำลังเสด็จจงกรมบนพื้นดินภายในวงล้อมที่มีน้ำเป็นกำแพง ด้วยปาฏิหาริย์ และหลักธรรมทั้งหมดที่ทรงแสดง ทำให้อุรุเวกัสสปะคลายความทนงตน และเกิดความเลื่อมใสในพุทธานุภาพ จึงทูลขออุปสมบทกับพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งเหล่าชฎิล ๕๐๐ ซึ่งเป็นบริวาร
..
พระพุทธรูปปางห้ามสมุทรองค์นี้ เดิมอยู่ที่วัดพระบรมธาตุวรวิหาร โดยพระชัยนาทมุนี (นวม สุทัตโต) เป็นผู้รวบรวมไว้ ภายหลังจึงมอบให้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี เก็บรักษาและจัดแสดง