ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,932 รายการ

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 2.  พระนคร : กรมศิลปากร, 2504.        หนังสือประชุมพงศาวดารเล่มนี้ เลือกเฉพาะพงศาวดารเกร็ดหัวเมืองที่เกี่ยวทางปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก คือ เรื่องตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราชครั้งกรุงเก่า เรื่องตั้งพระเจ้านครศรีธรรมราชครั้งกรุงธนบุรี เรื่องตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์)  พงศาวดารเมืองถลาง  พงศาวดารเมืองไทรบุรี  พงศาวดารเมืองตรังกานู และพงศาวดารเมืองกลันตัน


          สรีดภงส์หรือทำนบพระร่วง เขื่อนดินขนาดใหญ่ของเมืองสุโขทัย ถือเป็นหัวใจของความอุดมสมบูรณ์ภายในเมืองสุโขทัย โดยเขื่อนดินแห่งนี้ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ห่างไปประมาณ ๒.๓ กิโลเมตร บริเวณส่วนหนึ่งของแนวเทือกเขาประทักษ์อันเป็นแหล่งที่อุดมด้วยพืชพรรณไม้ต่าง ๆ รวมทั้งพืชสมุนไพร และเป็นพื้นที่เปรียบเสมือนหลังคาที่สามารถรองรับน้ำฝนได้อีกด้วย            จากความชาญฉลาดของคนสุโขทัยในอดีตจึงรู้จักสร้างคันดินกั้นน้ำขนาดใหญ่ในระหว่างหุบเขากิ่วอ้ายมาถึงเขาพระบาทใหญ่อันเป็นที่รวมของน้ำจากโซกต่าง ๆ ตามบริเวณเขาถึง ๑๗ โซก เป็นคันดินสำหรับผันแปรทิศทางของน้ำ ที่เชื่อกันมาแต่เดิมว่าคือ สรีดภงส์ ที่กล่าวไว้ในศิลาจารึกที่ ๑ น้ำจาก สรีดภงส์จะถูกระบายไปตามคลองเสาหอ เพื่อเข้าไปใช้อุปโภคบริโภคภายในเมือง โดยระบายเข้าสู่เมืองตรงมุมตะวันตกเฉียงใต้           สรีดภงส์ในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงขึ้นใหม่ โดยกรมชลประทานร่วมกับกรมศิลปากร ให้มีความสูงและแข็งแรงกว่าเดิมสำหรับใช้กักเก็บน้ำ มีความสูงประมาณ ๑๐ เมตร ยาวประมาณ ๔๐๐ เมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ถึง ๔๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ที่มาของข้อมูล : อุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย


ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีและประกาศราชบัณฑิตยสถาน  เรื่อง กำหนดชื่อ ทวีป ประเทศ เมืองหลวง มหาสมุทร ทะเล และเกาะ เรื่อง การเขียนชื่อจังหวัด               อำเภอ และกิ่งอำเภอเป็นอักษรโรมัน.  พิมพ์ครั้งที่ ๑.  กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์ศูนย์การทหารราบ, ๒๕๑๔.      เป็นประกาศของทางสำนักนายกรัฐมนตรีและราชบัณฑิตยสถาน เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการกำหนดชื่อทวีปประเทศ เมืองหลวง มหาสมุทร ทะเล และเกาะ เช่น ประเทศเลบานอน – Lebanon , ประเทศหมาเก๊า – Macao  และ เรื่อง การเขียนชื่อจังหวัด อำเภอ และกิ่งอำเภอเป็นอักษรโรมัน โดยเรียงลำดับอักษรของชื่อจังหวัด อำเภอ เช่น จังหวัดปราจีนบุรี - Changwat Prachin อำเภอวัฒนานคร - Buri Amphoe  Watthana Nakhon  



ชื่อเรื่อง : อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ (2550) ผู้แต่ง : กรมศิลปากร  ปีที่พิมพ์ : 2550 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : รุ่งศิลป์การพิมพ์





          โบราณสถานศาลตาผาแดงตั้งอยู่ภายในกำแพงเมืองสุโขทัยติดกับตระพังตระกวน วัดสระศรี ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และใกล้กับประตูเมืองด้านเหนือ ปรากฏหลักฐานในแผนที่สมัย รัชกาลที่ ๕ เรียกว่า ศาลเทพารักษ์ใหญ่ หรือศาลตาผ้าแดง           ลักษณะโบราณสถานเป็นแบบปราสาทขอม หลังเดี่ยว ก่อด้วยศิลาแลงทั้งองค์ ส่วนล่างเป็นฐานบัวลูกฟัก ส่วนเรือนธาตุมีห้องยาว ยื่นออกไปจากตัวปราสาททางด้านตะวันออกและตะวันตก โดยห้องด้านตะวันออกมีความยาวกว่าด้านตรงข้าม ส่วนยอดปราสาทพังทลาย           เมื่อกรมศิลปากรดำเนินการขุดแต่งและบูรณะศาลตาผาแดง ได้พบชิ้นส่วนประติมากรรมรูปเคารพสลักจากศิลาลอยตัว จำนวน ๔ องค์ มีทั้งรูปบุรุษและสตรี สันนิษฐานว่าเป็นรูปเคารพเนื่องในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู อาทิ พระศิวะ นางอัปสร และทวารบาล ประดับด้วยเครื่องทรงตกแต่งอย่างงดงาม เมื่อได้ศึกษาเปรียบเทียบแล้วอาจเทียบได้กับศิลปะแบบเขมรสมัยบายนตอนต้น ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง สุโขทัย           โบราณสถานแห่งนี้เป็นหลักฐานยืนยันถึง การมีชุมชนที่มีวัฒนธรรมเขมรนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดูปะปนในแถบนี้แล้ว เมื่อประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๘ --------------------------------------------ที่มาของข้อมูล: อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย


ผู้แต่ง : พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉบับพิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 1 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์อักษรศรีสมิต ปีที่พิมพ์ : 2473 หมายเหตุ : พระเจ้าบรมวงศเธอ กรมหลวงสมรรัตนศิริเชษฐ์ โปรดให้พิมพ์เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. 2473                    ทรงพระราชวินิจฉัยเรื่องกฤษณาสอนน้อง พระนิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรสว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้เข้ามาทางสายภาษาบาลี แต่มาจากหนังสือมหาภารตะ เหมือนเรื่องรามเกียรติ์ที่มาจากสายพราหมณ์เช่นเดียวกัน


พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง            ประติมากรรมดินเผาขนาดเล็ก รูปบุรุษนั่งประนมมือ ขัดสมาธิราบ สวมศิราภรณ์หรือเครื่องประดับศีรษะทรงสูงยอดแหลม มีกรอบหน้านาง ด้านข้างประดับลายกระจัง พระพักตร์ของประติมากรรมค่อนข้างกลม พระขนงต่อกันเป็นปีกกา พระนาสิกใหญ่และโด่งเป็นสัน พระโอษฐ์หนา พระกรรณยาว สวมตุ้มหูทรงกลมขนาดใหญ่ ไม่แสดงรายละเอียดของเครื่องแต่งกาย อันแสดงถึงอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบคุปตะ คือนิยมนุ่งห่มด้วยผ้าเนื้อบางแนบติดกับลำตัว ไม่นิยมแสดงริ้วหรือร่องรอยของเนื้อผ้า ที่พระพาหาประดับด้วยพาหุรัดหรือกำไลแขน ลายเป็นรูปใบไม้สามเหลี่ยม นุ่งผ้ายาวครึ่งแข้ง จากรูปแบบศิลปกรรม กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว)            แต่เดิมมีการตีความว่าประติมากรรมดินเผานี้เป็นรูปพระโพธิสัตว์ เทวดา บุคคลชั้นสูงหรือกษัตริย์ ต่อมามีการตีความใหม่เมื่อมีผู้อ่านและแปลความหมายของจารึกที่ใต้ฐานของประติมากรรมดังกล่าว ซึ่งเป็นอักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤต กำหนดอายุตรงกับรูปแบบศิลปกรรม คือราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๔ จารึกบรรทัดบนอ่านว่า “ศุทฺโธ” บรรทัดที่ ๒ ซึ่งค่อนข้างสมบูรณ์กว่า อ่านว่า “ศุทฺโธทน” จึงเชื่อได้ว่าประติมากรรมรูปบุคคล ดังกล่าว หมายถึง “พระเจ้าสุทโธทนะ” หรือพระพุทธบิดา              พระเจ้าสุโธทนะทรงเป็นพระพุทธบิดา เดิมนั้นทรงมุ่งหวังให้เจ้าชายสิทธัตถะ สืบราชบัลลังก์เป็นกษัตริย์แห่งศากยวงศ์ต่อจากพระองค์ ต่อมาเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช และตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเสด็จโปรดพระบิดา พระเจ้าสุทโธนะได้มีโอกาสสดับพระธรรมเทศนา ทรงเกิดความเลื่อมใสและบรรลุโสดาบัน เป็นอุบาสก ต่อมาในพรรษาที่ ๕ ของพระพุทธเจ้า พระเจ้าสุทโธทนะประชวรหนัก พระพุทธองค์ได้เสด็จจากกุฎาคาร ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี มายังเมืองกบิลพัสดุ์ ทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธบิดา เป็นเวลา ๗ วัน ในวันสุดท้าย พระเจ้าสุทโธทนะได้บรรลุพระอรหัตผลและพระนิพพาน            ประติมากรรมรูปพระเจ้าสุทโธทนะ ทำมาแล้วตั้งแต่ศิลปะอินเดียสมัยโบราณ เช่น ภาพสลักพุทธประวัติหลายตอนบนซุ้มประตูทางเข้าสถูปสาญจี ประติมากรรมดินเผารูปพระเจ้าสุทโธทนะกำลังทำอัญชลีมุทรานี้ น่าจะหมายถึงทรงกำลังฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์ ประติมากรรมชิ้นนี้ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากพบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง และมีจารึกที่สามารถระบุได้ว่าหมายถึง “พระเจ้าสุทโธทนะ” พระพุทธบิดา อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงการแต่งกายของบุคคลชั้นสูงในวัฒนธรรมทวารวดีอีกด้วย   เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. รายงานการสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถาน เมืองเก่าอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี. พระนคร : ศิวพร, ๒๕๐๙. กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๒ สุพรรณบุรี กรมศิลปากร จัดพิมพ์, ๒๕๔๕. กรมศิลปากร. ศิลปะทวารวดี ต้นกำเนิดพุทธศิลป์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, ๒๕๕๒. ปีเตอร์ สกิลลิ่ง และศานติ ภักดีคำ. “จารึกพระสาวกและจารึกพระเจ้าศุทโธทนะ พบใหม่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี”, เอกสารประกอบการประชุมสัมมนา เรื่อง ความก้าวหน้าในการศึกษาโบราณคดีและเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดี, กรมศิลปากร, วันที่ ๒๔ – ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ณ โรงแรมสองพันบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี. และใน Fragile Palm Leaves (December 2545/2002) : 11-14.


ชื่อเรื่อง                           ปฐมสมโพธิ (ปฐมสมโพธิเผด็จ)สพ.บ.                             141/30ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           34 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 57 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           พระพุทธเจ้า                                           วรรณกรรมพุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด  ได้รับบริจาคมาจากวัดป่าเลไลยก์ ต.รั้วใหญ่ อ.เมืองฯ จ.สุพรรณบุรี


ชื่อเรื่อง                                ปฐมสมโพธิ (ปฐมสมฺโพธิเผด็จ)สพ.บ.                                  139/6ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           44 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 56 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 ธรรมะ บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดศรีบัวบาน ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี



องค์ความรู้ เรื่อง "เสน่ห์งานปูนปั้น ศิลปะทวารวดีเมืองนครปฐม"จัดทำข้อมูลโดย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์


ตำราปลูกเสาเรือน ชบ.ส. ๑๐๗ เจ้าอาวาสวัดเขาคันธมาทน์ ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี มอบให้หอสมุด ๒๓ ก.ค. ๒๕๓๕ เอกสารโบราณ (สมุดไทย)


black ribbon.