ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,590 รายการ
วัดโพธิ์ศิลา บ้านเปือย หมู่ที่ ๖ ตำบลเปือย อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ มีลักษณะเป็นเนินดินสูง สภาพปัจจุบันปูพื้นด้วยศิลาแลง มีบันไดทางขึ้นเนินอยู่ด้านทิศตะวันตก ส่วนรอบเนินอีกสามด้าน มีขอบกั้นเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ถัดลงไปเป็นเขื่อนหินกั้นดินสไลด์ และได้มีการนำใบเสมามาปักเรียงใหม่เป็น ๒ แถว อยู่บนพื้นที่ปูด้วยศิลาแลง รวมจำนวน ๑๖ ใบ สลักจากหินทราย มีขนาดใหญ่ ที่ฐานสลักเป็นกลีบบัวคว่ำ-บัวหงาย ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพชำรุด แตก หัก มี ๒ ใบ ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ใบเสมาวัดโพธิ์ศิลากำหนดอายุอยู่สมัยประวัติศาสตร์ตอนต้นในวัฒนธรรมทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๕
เสมาใบที่ ๑ สลักลวดลายกลีบบัวคว่ำ บัวหงาย รองรับสันนูนตรงกลางคล้ายสถูปยอดเรียวชะลูดจนสุดปลายใบ อีกด้านสลักลวดลายคล้ายกันมีหม้อปูรณฆฏะ(หม้อน้ำ)ที่ส่วนยอด ซึ่งมีการแตกหักหายไปบางส่วน
เสมาใบที่ ๒ สลักลวดลายหม้อปูรณฆฏะ(หม้อน้ำ)รองรับสันนูนตรงกลางคล้ายสถูปยอดเรียวชะลูดจนสุดปลายใบ อีกด้านสลักคล้ายกันมีฐานบัวสลักลายรูปธรรมจักรแทรกที่ส่วนยอด สภาพยอดแตก บิ่นเล็กน้อย
ใบเสมาวัดโพธิ์ศิลา กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๑๙ ตอนพิเศษ ๑๓๑ ง หน้า ๒ เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๕ มีพื้นที่โบราณสถานประมาณ ๖ ไร่ ๑ งาน
------------------------------------------------
อ้างอิงจาก
- คันฉาย มีระหงส์. รายงานผลการตรวจสอบโบราณสถานวัดโพธิ์ศิลา. (เอกสารอัดสำเนา), กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี, ๒๕๖๑.
- สิริพัฒน์ บุญใหญ่ และคณะ. รายงานการสำรวจแหล่งโบราณคดี โบราณสถาน ในเขตจังหวัดอำนาจเจริญ. สำนักศิลปากรที่ ๑๑ อุบลราชธานี, ๒๕๕๙, หน้า ๑๒๗.
------------------------------------------------
ที่มาของข้อมูล : สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid02Mp6rqU38t8gXiegT72DkRjdPouNWB9AWdZ8NZRuv7zcnd142sR11HNk1aFXmDCJwl&id=835594323191791
ถ้ำหมอเขียว ตั้งอยู่ที่ตำบลกระบี่น้อย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ เป็นเพิงผาบนเทือกเขาหินปูน อยู่ห่างจากชายทะเลประมาณ 8 กิโลเมตร ลักษณะเป็นเพิงผาที่มีความยาวประมาณ 30 เมตร โดยมีคูหาขนาดกว้างประมาณ 3 เมตร 2 คูหา ขนาบข้างในด้านทิศตะวันออกและตะวันตก
มีเรื่องเล่าของคนในพื้นที่ว่าเดิมมีหมอสมุนไพรชื่อ “เขียว” อาศัยอยู่ในบริเวณถ้ำ ชาวบ้านจึงเรียกว่า “ถ้ำหมอเขียว” ต่อมาเมื่อหมอเขียวเสียชีวิตลง ชาวบ้านได้มาขุดหาขี้ค้างคาวไปขาย ทำให้พบร่องรอยหลักฐานที่ถูกขุดขึ้นมาขณะขุดขี้ค้างคาว
การขุดค้นทางโบราณคดีที่ถ้ำหมอเขียว เริ่มขึ้นโดยอาจารย์สุรินทร์ ภู่ขจร ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี ได้ขุดค้นภายใต้โครงการวิจัยวัฒนธรรมโหบินเนียนในประเทศไทย ดำเนินการขุดค้นในปี พ.ศ. 2534 และ พ.ศ. 2537 หลังจากนั้นใน พ.ศ. 2551 อาจารย์ประสิทธิ์ เอื้อตระกูลวิทย์ ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี ได้ขุดค้นที่ถ้ำหมอเขียวอีกครั้งเพื่อตรวจสอบการใช้พื้นที่เพิ่มเติม
ผลการขุดค้นทั้งสองครั้งโดยสรุป พบโครงกระดูกมนุษย์จำนวน 4 โครง เป็นเด็ก 1 โครง และผู้ใหญ่ 3 โครง รูปแบบการฝังศพมีทั้งการฝังในท่างอเข่า 1 โครง และท่านอนหงายเหยีดยาว 3 โครง ทั้งสี่โครงกำหนดอายุได้ในช่วงประมาณ 25,000-10,000 ปี ตรงกับสมัยหินเก่าตอนปลายถึงช่วงก่อนสมัยหินใหม่ นอกจากนี้ยังพบเครื่องมือหินกะเทาะหน้าเดียว เครื่องมือหินกะเทาะสองหน้า สะเก็ดหิน เครื่องมือกระดูกสัตว์ ชิ้นส่วนกระดูกสัตว์ เปลือกหอย ชิ้นส่วนเมล็ดพืช และร่องรอยการใช้ไฟ เมื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบหลักฐานจากการขุดค้นแล้ว ผู้ขุดค้นสันนิษฐานว่า ถ้ำหมอเขียวเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่ก่อน 25,000 ปีมาแล้วจนถึงราว 3,000 ปีมาแล้ว และใช้พื้นที่อยู่อาศัยร่วมกับการฝังศพในช่วงประมาณ 25,000-10,000 ปีมาแล้ว
โครงกระดูกมนุษย์ที่พบที่ถ้ำหมอเขียวซึ่งกำหนดอายุจากตัวอย่างถ่านที่พบร่วมกับได้อายุประมาณ 25,000 ปีมาแล้ว จัดได้ว่าเป็นโครงกระดูกมนุษย์ โฮโม เซเปียนส์ ที่เก่าที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกับถ้ำตาบน ประเทศฟิลิปปินส์ และถ้ำนีอาห์ ประเทศอินโดนีเซีย แม้ว่าก่อนหน้านี้จะพบร่องรอยเครื่องมือเครื่องใช้ที่ถ้ำหลังโรงเรียน จังหวัดกระบี่ กำหนดอายุได้ถึง 37,000 ปีมาแล้ว แต่ก็ไม่พบโครงกระดูกมนุษย์โดยตรง อันจะเป็นตัวเชื่อมในการทำความเข้าในพัฒนาการทางกายภาพและวัฒนธรรมของมนุษย์สมัยใหม่ได้ชัดเจนขึ้น การศึกษาลักษณะทางกายภาพของรูปกะโหลกยังบ่งชี้ว่ามนุษย์โบราณที่ถ้ำหมอเขียวอาจมีบรรพบุรุษร่วมกับชนพื้นเมืองดั้งเดิมของออสเตรเลีย และชนพื้นเมืองบริเวณหมู่เกาะในทะเลแปซิฟิกอีกด้วย
ส่วนหลักฐานประเภทเครื่องมือหิน กระดูกสัตว์และเปลือกหอย พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเครื่องมือ และประเภทของกระดูกสัตว์อย่างชัดเจนระหว่างสมัยหินเก่าตอนปลายและสมัยหินใหม่ โดยในสมัยหินเก่าตอนปลายพบกระดูกสัตว์ขนาดใหญ่จำพวก เก้ง/กวาง วัว/ควาย หมี ใช้เครื่องมือหินกะเทาะขนาดใหญ่ และนิยมบริโภคหอยน้ำจืดมาก ส่วนสมัยหินใหม่พบกระดูกสัตว์ขนาดเล็กลง เช่น ลิง ค่าง ชะนี หมูป่า อีเห็น มีการบริโภคหอยน้ำเค็มมากขึ้น และใช้เครื่องมือหินขัดเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นการปรับตัวเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปในช่วงไพลสโตซีนตอนปลาย ซึ่งเป็นเป็นช่วงน้ำทะเลลดต่ำ ไปเป็นช่วงโฮโลซีนซึ่งอากาศอบอุ่นขึ้น และน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ถ้ำหมอเขียวจึงอยู่ใกล้ทะเลมากขึ้น และเปลี่ยนสภาพจากพื้นที่ป่าห่างไกลทะเลเป็นพื้นที่ใกล้ชายฝั่งแทน
--------------------------------------------------
แหล่งที่มาข้อมูล
• White, Joyce C. (2011). “Emergence of cultural diversity in mainland Southeast Asia: a view from prehistory.” in Dynamics of Human diversity, 19. Acessed May 20. Available from http://seasiabib.museum.upenn.edu:8001/.../2011_White.pdf
• Forestier, Hubert et al. (2021). “Hoabinhian variability in Mainland Southeast Asia revisited: The lithic assemblage of Moh Khiew Cave, Southwestern Thailand.” Archaeological Research in Asia, 25. Acessed May 20. Available from https://doi.org/10.1016/j.ara.2020.100236
• Matsumura, Hirofumi and Surin Pookajorn. (2005). “A Morphometric analysis of the Late Pleistocene Human Skeleton from the Moh Khiew Cave in Thailand.” Homo-Journal of Comparative Human Biology 56: 93-118.
• ธนิก เลิศชาญฤทธิ์. (2561). “มนุษย์สมัยใหม่รุ่นบุกเบิกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ซากบรรพชีวินและหลักฐานทางโบราณคดี.” วารสารมานุษยวิทยา 1, 1 (มกราคม-มิถุนายน), 11.
• โครงการวิจัยวัฒนธรรมโหบินเนียนในประเทศไทย. (2534). รายงานเบื้องต้นการขุดค้นที่ถ้ำหมอเขียว จ.กระบี่, ถ้ำซาไก จ.ตรัง และการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดีชนกลุ่มน้อยเผ่าซาไก จ.ตรัง. กรุงเทพฯ: โครงการฯ.
• อำพล ไวศยดำรง. (2535). “ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างหอยที่ได้จากการขุดค้นทีถ้ำหมอเขียว จังหวัดกระบี่ และถ้ำซาไก จังหวัดตรัง ประจำปี พ.ศ. 2534.” สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.
• พิชญ ปานมี. (2551). “รูปแบบเครื่องมือหิน: การขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีถ้ำหมอเขียว อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ปี พ.ศ. 2551.” เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคลปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.
------------------------------------------------
เรียบเรียงข้อมูล/กราฟฟิค : สิริยุพน ทับเป็นไทย นักโบราณคดีปฏิบัติการ และ โสมสินี สุขเกษม นักวิชาการวัฒนธรรม สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช
เผยแพร่ข้อมูลทาง https://www.facebook.com/100055227468299/posts/516868276830750/?d=n
ชื่อเรื่อง การอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรม จังหวัดปทุมธานีผู้แต่ง สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานีประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือท้องถิ่นISBN/ISSN -หมวดหมู่ ประวัติศาสตร์เลขหมู่ 959.9313 ส691กสถานที่พิมพ์ ปทุมธานีสำนักพิมพ์ กิตติพงศ์การพิมพ์ปีที่พิมพ์ 2545ลักษณะวัสดุ 92 หน้า : ภาพประกอบ ; 30 ซม.หัวเรื่อง การอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ปทุมธานี -- ความเป็นอยู่และประเพณีภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงจังหวัดปทุมธานี ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน และมีแหล่งทรัพย์สินมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์หลายแห่ง มุ้งเน้นด้านการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่เป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุ ภายในจังหวัดปทุมธานีและข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการฟื้นฟูและการอนุรักษ์
“บัว” ดอกไม้แห่งศาสนาและความเชื่อ"บัว" ได้รับการขนานนามว่า "ราชินีแห่งไม้น้ำ" เป็นพืชล้มลุกที่เติบโตในหนองน้ำ แอ่งน้ำตื้น บริเวณน้ำตื้นของทะเลสาบและแม่น้ำ เจริญเติบโตได้ตลอดทั้งปีในสภาพอากาศอบอุ่นและชื้น เป็นพืชที่มีความทนทานสามารถเอาชีวิตรอดได้ดีชนิดหนึ่ง นอกจากเป็นดอกไม้ให้ความสวยงามแล้วส่วนต่าง ๆ ของบัวยังสามารถนำไปใช้เป็นอาหาร ยา และประโยชน์อื่น ๆ ในชีวิตประจำวันอีกเช่นกันเชื่อว่าดอกบัวเป็นพืชที่พบอยู่ทั่วไปในแหล่งอารยธรรมโบราณแรก ๆ ของโลกหลายแห่ง เนื่องด้วยคุณสมบัติพิเศษโดยธรรมชาติของดอกบัวซึ่งถึงแม้จะเติบโตในน้ำที่เป็นโคลนตมแต่เมื่อชูดอกพ้นน้ำเพื่อรับแสงแดดดอกกลับสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากโคลนตมแต่อย่างใด ผู้คนในสมัยโบราณจึงนำดอกบัวมาใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ความสงบสุข การเกิดใหม่และความอุดมสมบูรณ์ อาทิ ในอารยธรรมอียิปต์โบราณมักปรากฏภาพดอกบัวตามผนังของพีระมิด หลุมฝังศพ แม้กระทั่งตามหัวเสาของโบสถ์ วิหาร ก็พบลายสลักรูปดอกบัว รวมทั้งได้นำลักษณะการบานและหุบของดอกบัวมาผูกเข้ากับกำเนิดเทพโฮรัส (Horus) ในอารยธรรมอินเดียโบราณก็มีการใช้ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์มานานแล้วดังจะเห็นได้จากคัมภีร์ทางศาสนาต่าง ๆ งานสถาปัตยกรรม งานจิตรกรรม งานประติมากรรมล้วนแล้วแต่พบดอกบัวปรากฏร่วมอยู่ด้วยทั้งสิ้น โดยตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ดอกบัวมีความเกี่ยวข้องกับการสร้างโลก และเป็นสัญลักษณ์ของพระลักษมี ชายาของพระนารายณ์ ในขณะที่ทางพระพุทธศาสนา ดอกบัวเปรียบเสมือนตัวแทนของพระพุทธเจ้า ทั้งยังมีบทบาทในพุทธประวัติหลายตอน รวมถึงหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาด้วย เมื่อศาสนาต่าง ๆ ในอินเดียไม่ว่าจะเป็นพราหมณ์ - ฮินดู หรือแม้แต่พุทธศาสนาได้แผ่ขยายไปยังดินแดนต่าง ๆ ที่ยอมรับนับถือศาสนานั้น ๆ ก็ได้นำพาความนิยมดอกบัวไปยังดินแดนนั้น ๆ ด้วยจะเห็นได้ว่าจากการนำคุณสมบัติพิเศษตามธรรมชาติของดอกบัวมาผนวกรวมกับความเชื่อซึ่งหล่อหลอมกลายเป็นศาสนาได้ทำให้มรดกภูมิปัญญาต่าง ๆ ที่มีดอกบัวเป็นต้นแบบ เช่น รูปเคารพทางศาสนา งานสถาปัตยกรรม งานจิตรกรรม ลวดลายต่าง ๆ ในศิลปะไทย เจริญงอกงามและหยั่งรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมไทยจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้
ชื่อผู้แต่ง ทวี วรคุณ
ชื่อเรื่อง วัดดอนบุญ งานฉลองศาลาการเปรียญวัดชะอำ
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ ชัยศิริการพิมพ์
ปีที่พิมพ์ ๒๕๒๔
จำนวนหน้า ๕๔๓ หน้า
รายละเอียด
หนังสือเล่มนี้นายทวี วรคุณ ตั้งใจที่จะเขียนให้กับเจ้าประคุณสมเด็จป๋า(สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช) เนื้อหาประกอบด้วยเรื่องราวของวัดดอนบุญที่เป็นจินตนิยายอิงธรรมะ จากนั้นท่านเจ้าคุณพระอมรสุธี วัดเชตุพนวิมลมังคลาราม ผู้เป็นศิษย์ใกล้ชิดและเป็นเลขานุการรูปหนึ่งของเจ้าประคุณสมเด็จป๋า และกรรมการดำเนินงานสร้างศาลาการเปรียญวัดชะอำ ได้ขออนุญาตตีพิมพ์เรื่องวัดดอนบุญ เพื่อประโยชน์ในการเผยแพร่ตามวัตถุประสงค์ของสภาพระธรรมถึก และเพื่อเป็นปฏิการต่อท่านผู้บริจาคร่วมกุศลผ้าป่าฉลองศาลาการเปรียญ วัดชะอำพร้อมน้อมถวายเป็นเครื่องบูชาต่อเจ้าประคุณสมเด็จป๋าด้วยความคารวะอย่างสูงสุด
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 147/2 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 178/5กเอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)
ชื่อเรื่อง : กำลังความคิด ชื่อผู้แต่ง : หลวงวิจิตรวาทการ ปีที่พิมพ์ : 2494 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ : วรรธนะวิบูลย์ จำนวนหน้า : 552 หน้าสาระสังเขป : เป็นเรื่องราวของการสร้างสมรรถภาพของมันสมอง การฝึกประสาท ทางตา ทางหู ทางกาย ทางใจ สมาธิ ปฏิภาณ เหตุผล การตัดสินใจ ลักษณะของศิลปิน มโนคติ ความจำ ความเฉียบแหลมคมคาย ความสังเกต การเปรียบเทียบ การทอดถ่ายความรู้เปรียบเทียบกำลังความคิดกับหัวข้อธรรมทางพุทธศาสนา
ชื่อผู้แต่ง พูนพิศมัย ดิศกุล ม.ว.ม.,ท.จ.ว.
ชื่อเรื่อง สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น
ครั้งที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ ๑
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพมหานคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์อักษรไทย
ปีที่พิมพ์ ๒๕๒๘
จำนวนหน้า ๑๗๔ หน้า : ภาพประกอบ.
หมายเหตุ พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ม.ว.ม.,ท.จ.ว.
ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส ๒๓ สิงหาคม ๒๕๓๓
เป็นหนังสือเกี่ยงกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น เป็นบันทึกของเจ้านายพระองค์หนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งก่อนและหลังในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ซึ่งหาอ่านไม่ได้ในเอกสารประวัติศาสตร์เล่มอื่นๆ เพราะทำให้เห็นภาพทางฟากฝั่งเจ้านายว่าจะต้องเผชิญอะไรบ้างในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง เห็นภาพไม่วางไว้ใจกันระหว่างคณะราษฎรกับกลุ่มเจ้า
ชื่อเรื่อง : พระประวัติ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ชื่อผู้แต่ง : ชัยมงคล อุดมทรัพย์ ปีที่พิมพ์ : 2504 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : สันติธรรม จำนวนหน้า : 636 หน้า สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเทิดทูนพระเกียรติคุณของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ โดยได้รวบรวมเรื่องราวจากข้อมูลและหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพระประวัติของพระองค์ท่าน ทั้งทางด้านการศึกษา การทรงงาน ศาสนา ความเชื่อ ความศรัทธา รวมถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านในด้านการกีฬา งานศิลปะ งานพระนิพนธ์ และชีวิตส่วนพระองค์ เป็นต้น
ชื่อเรื่อง วารสารคหเศรษฐศาสตร์ (ปีที่ 3 ฉบับที่ 4 กรกฎาคม 2501)
ชื่อผู้แต่ง สมาคมคหเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ ธนบุรี
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์บรรหาร
ปีที่พิมพ์ ๒๕๐1
จำนวนหน้า 92 หน้า
รายละเอียด
เป็นวารสารวิชาการสำหรับชาวคหกรรมศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ แนวคิดทางคหกรรมศาสตร์และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ภายในเล่มประกอบด้วย 14 บทความ เช่น อาหารหน้าร้อน อาหารอนามัย ความสำคัญของนมมารดา ฯลฯ
รถไฟจำลอง
สมัยรัตนโกสินทร์ ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๔
สมบัติเดิมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ ห้องรัตนโกสินทร์ อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
รถไฟจำลอง เป็นรถไฟขนาดเล็กซึ่งย่อส่วนมาจากรถไฟไอน้ำของจริง ประกอบด้วยส่วนหัวรถจักรไอน้ำประเภทมีปล่องควัน ประดับอักษรโรมันคำว่า VICTORIA ถัดมาคือรถพ่วงบรรทุกถ่านหิน มีตู้โดยสารชั้นหนึ่งที่ประตูห้องโดยสารเขียนว่า First Class 102 ตู้โดยสารชั้นสามที่ประตูห้องโดยสารเขียนคำว่า THIRD CLASS 1000 และรถพ่วงคันสุดท้ายสันนิษฐานว่าเป็นตู้บรรทุกของ
รถไฟจำลองชิ้นนี้เป็นหนึ่งในเครื่องบรรณาการที่ เซอร์ แฮรี่ สมิท ปาร์ค (Sir Harry Smith Parkes) หรือในพงศาวดารไทยออกนามว่า “ฮาริปาก” ราชทูตอังกฤษ เป็นผู้นำมาน้อมเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ดังความในพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี กล่าวว่า
“...ครั้น ณ วันจันทร์ เดือน ๔ แรม ๑๐ ค่ำ* มิศเตอฮาริปากกับขุนนางอังกฤษ 17 นาย เข้าเฝ้าออกใหญ่ถวายพระราชสาสน์ ณ พระที่นั่งดุสิดามหาปราสาท ถวายเครื่องมงคลราชบรรณาการอย่างรถไฟ 1 อย่างกำปั่นไฟ 1 กระจกฉากรูปกวินวิกตอเรียเมื่อได้รับราชาภิเษก 1 เมื่อมีพระราชบุตรทั้งแปด 1 (รวม) 2 ฉาก กับเครื่องเขียนสำรับ 1 เครื่องคิดเลขสำรับ 1 เครื่องโต๊ะกาไหล่เงินสำรับ 1 แลของต่าง ๆ เป็นอันมาก เจ้าพนักงานในตำแหน่งทั้งปวงมารับไปต่อมือฮาริปาก...”
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ทรงโปรดให้นำรถไฟจำลองชิ้นนี้จัดแสดงอยู่ในหอมิวเซียม (ศาลาสหทัยสมาคม ในปัจจุบัน) ในพระบรมมหาราชวัง กระทั่ง พ.ศ. ๒๔๓๐ จึงโปรดให้ย้ายมาเก็บรักษาไว้ที่หอมิวเซียม พระราชวังบวรสถานมงคล เรื่อยมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๗ เมื่อโปรดให้ตั้งพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร ระยะแรกรถไฟจำลองชิ้นนี้จัดแสดงอยู่ ณ พระที่นั่งปัจฉิมาภิมุข หมู่พระวิมาน
ครั้นในวาระครบรอบการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี กรมศิลปากรได้ย้ายรถไฟจำลองชิ้นนี้มาจัดแสดง ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ภายใต้ชื่อ “นิทรรศการประวัติศาสตร์ชาติไทย” นิทรรศการชุดนี้จัดแสดงอยู่ถึง พ.ศ. ๒๕๕๘ การจัดแสดงภายในพระที่นั่งศิวโมกขพิมานได้เปลี่ยนเป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน ส่วนรถไฟจำลองได้ย้ายมาจัดแสดงอยู่ที่ห้องรัตนโกสินทร์ อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์
ความสำคัญของรถไฟจำลองชิ้นนี้ นอกจากเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับอังกฤษ นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ยังเป็นตัวอย่างรถไฟชิ้นแรกที่เข้ามาในไทย ซึ่งเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับคนไทยในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๔ ดังเช่นการพรรณนาเกี่ยวกับรถไฟ ของ หม่อมราโชทัย (ม.ร.ว. กระต่าย อิศรางกูร) ในเรื่อง นิราศลอนดอน เป็นต้น
. *ตรงกับวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๙๘
อ้างอิง
กรมศิลปากร. นำชมห้องจัดแสดงประวัติศาสตร์ชาติไทย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๔๕.
ทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๔. พิมพ์ครั้งที่ ๖. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๔๘.
ราชบัณฑิตยสภา. อธิบายว่าด้วยหอพระสมุดวชิรญาณ แลพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร. พระนคร: โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๖๙.
ราโชทัย, หม่อม [ม.ร.ว.กระต่าย อิศรางกูร]์. นิราศลอนดอน. กรุงเทพฯ: องค์การค้าคุรุสภา, ๒๕๐๔.
เลขทะเบียน : นพ.บ.388/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 24 หน้า ; 5 x 59.5 ซ.ม. : ชาดทึบ-ล่องชาด-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 144 (40-47) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : สุนันทราช--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม