ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,508 รายการ

          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าสักการะ 4 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำพระราชวังจันทรเกษม หลวงพ่อลพบุรี พระพุทธรูปเก่าแก่อายุกว่า 700 ปี สักการพระนเรศวร พระมหาอุปราชผู้ครองพระราชวังองค์แรก เจ้าพ่อหอส่องกล้อง อารักษ์ประจำวัง และพระคเณศ เทพแห่งความสำเร็จ ในงาน Night at The Palace ย้อนเวลา ชมวัง 4 ศตวรรษ พระราชวังจันทรเกษม เริ่มเปิดให้เข้าชมพระราชวังจันทรเกษม (เฉพาะภายนอกอาคาร) ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ ตั้งแต่ 25 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 16.30 - 21.00 น. ค่าธรรมเนียมเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท ผู้พิการ และชาวไทยที่มีอายุมากกว่า 60 ปี เข้าชมฟรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทร. 035 251 586


          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ร่วมกับสมาคมแมวไทยโบราณนานาชาติ (TIMBA) ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรม ประกวดแมวแฟนซี "แต่งชุดไทย จูงวิฬาร์" ภายใต้โครงการ ๔ วัด ๑ วัง เมื่อครั้งต้นกรุงฯ ชิงรางวัลจากกระทรวงวัฒนธรรม ในวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา            นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมการจัดแสดงโบราณวัตถุเกี่ยวกับ “วิฬาร์” ในประเทศไทย ตำราแมวโบราณวัตถุสะสม “วิฬาร์” จากพิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น (เกริก ยุ้นพันธ์) การสาธิตการคัดลอกสมุดไทยโบราณเรื่องตำราดูลักษณะแมวของวัดอนงคาราม การเสวนาเรื่อง “แมวโบราณครั้งกรุงศรีอยุธยา” การแสดงนาฏศิลป์ชุด ฉุยฉายนางวิฬาร์ และร้านของที่ระลึกเกี่ยวกับ "วิฬาร์"            ติดตามข้อมูลกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา


           พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ขอเชิญร่วมกิจกรรม Workshop การคัดลอกภาพ "แมวไทย" ที่ปรากฏในเอกสารโบราณ วิทยากรโดย นายจิรพันธ์ุ สัมภาวะผล ในวันอาทิตย์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ อาคารเครื่องทองอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา         นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมการจัดแสดงโบราณวัตถุเกี่ยวกับ “วิฬาร์” ในประเทศไทย ตำราแมวโบราณวัตถุสะสม “วิฬาร์” จากพิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น (เกริก ยุ้นพันธ์) การสาธิตการคัดลอกสมุดไทยโบราณเรื่องตำราดูลักษณะแมวของวัดอนงคาราม การเสวนาเรื่อง “แมวโบราณครั้งกรุงศรีอยุธยา” การแสดงนาฏศิลป์ชุด ฉุยฉายนางวิฬาร์ และร้านของที่ระลึกเกี่ยวกับ "วิฬาร์"            ติดตามข้อมูลกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา  


ข่าวประชาสัมพันธ์ (TH) สถานทูตอเมริกาส่งโบราณวัตถุบ้านเชียงคืนกระทรวงวัฒนธรรม ที่งานเสวนาของยูเนสโกในวันต่อต้านการลักลอบค้าโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ EVENT พิธีส่งคืนโบราณวัตถุบ้านเชียงและการเสวนาเนื่องในโอกาสวันสากลเพื่อการต่อต้านการลักลอบค้าทรัพย์สินทางวัฒนธรรม 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 – 10:30 - 15:00 น. สถานที่: พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย   สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานยูเนสโกระดับภูมิภาค ณ กรุงเทพมหานคร และกรมศิลปากร จะจัดพิธีส่งคืนโบราณวัตถุจากแหล่งมรดกโลกบ้านเชียง ซึ่งเป็นที่ตั้งรกรากยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ พิธีส่งคืนโบราณวัตถุครั้งนี้จัดขึ้นตรงกับวันสากลเพื่อการต่อต้านการลักลอบค้าทรัพย์สินทางวัฒนธรรม โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักให้สาธารณชนรับรู้ถึงภัยอันตรายและวิธีต่อต้านอาชญากรรมลักลอบค้ามรดกทางวัฒนธรรม รวมถึงเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศและการแลกเปลี่ยนความรู้ในมาตรการที่มีประสิทธิภาพ ในพิธี ฯพณฯ โรเบิร์ต แฟรงก์ โกเด็ค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และ ฯพณฯ ราฟีค แมนซัวร์ รองผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา จะเป็นผู้แทนส่งมอบโบราณวัตถุให้ ฯพณฯ สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศไทย โดยมี ซูฮย็อน คิม ผู้อำนวยการส่วนภูมิภาค สำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ เป็นสักขีพยาน และจะมีการแถลงข่าวให้สื่อมวลชนร่วมซักถาม การเสวนาหลังจากพิธีส่งมอบเป็นการรวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย พิพิธภัณฑ์ และองค์กรนานาชาติ เพื่อหารือข้อท้าทายและแนวทางแก้ปัญหาการลักลอบค้าโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ ผู้ร่วมอภิปราย อาทิ สำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศิลปากร และ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทันจากกรุงนิวยอร์ก โดยจะร่วมอภิปรายในประเด็นกรอบแม่บทกฎหมาย ความร่วมมือนานาชาติ และการซื้อขายอย่างมีจริยธรรมในตลาดศิลปวัตถุและโบราณวัตถุ ข้อมูลเพิ่มเติมทาง: https://linktr.ee/endheritagecrime    กำหนดการ เวลา กิจกรรม 09.30-10.30 ลงทะเบียนและรับประทานอาหารว่าง 10.30-11.30 พิธีส่งคืนโบราณวัตถุจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาสู่ประเทศไทย 11.30-11.45 ปาฐกถา โดย ฯพณฯ ราฟีค แมนซัวร์ รองรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา: “การสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและความร่วมมือกับประเทศในอนุภูมิภาคเอเชียอาคเนย์เพื่ออนุรักษ์มรดกและนำคืนทรัพย์สินทางวัฒนธรรม” 11.45-12.00 งานแถลงข่าว 12.00-13.00 พักรับประทานอาหารกลางวัน 13.00-13.15 ปาฐกถา โดย เอเธียน เคลมองต์ ผู้เชี่ยวชาญจากยูเนสโก: ”บทบาทของกฎหมายและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อหยุดยั้งการลักลอบค้าทรัพย์สินทางวัฒนธรรม” 13.15-14.00 เวทีเสวนา 1: การดำเนินงานทางกฎหมาย และสิ่งท้าทายการในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องโบราณวัตถุ 14.00-14.45 เวทีเสวนา 2: แหล่งที่มาและการค้าโบราณวัตถุระหว่างประเทศ – ความมั่นใจต่อการได้มาโดยชอบด้วยจรรยาบรรณ 14.45-15.00 กล่าวปิดงาน โดย พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร      




เจ้าหน้าที่สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ดำเนินงานถากถางกำจัดวัชพืชและความสะอาดบริเวณโดยรอบแหล่งตัดหินสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ ๒๘-๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗


เจ้าหน้าที่สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ดำเนินงานปรับพื้นที่บริเวณทางเข้าโบราณสถาน พร้อมทั้งตัดแต่งต้นไม้ยืนต้นตายและดูแลความเรียบร้อยแนวรั้วรอบโบราณสถานปราสาทเมืองแขก ตำบลโคราช อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ ๒๙ - ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗


กลุ่มอนุรักษ์จิตรกรรมและประติมากรรม กองโบราณคดี กรมศิลปากร ร่วมกับกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ดำเนินงานอนุรักษ์ภาพจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถวัดสุทธิวนาราม ตำบลหนองฉิม อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ วัดสุทธิวนาราม โดยพระครูสุทธิวรานุวัตร เจ้าอาวาส คณะกรรมการวัด และประชาชนชาวบ้าน มีความต้องการเขียนภาพเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ โดยเฉพาะด้านทิศตะวันออก ที่โดนสกัดผิวเพื่อฉาบใหม่ทำให้ภาพจิตรกรรมฝาผนังหายไปเกือบทั้งหมด ส่วนด้านทิศเหนือและทิศใต้ สามารถเขียนสีซ่อมได้ตามสัดส่วนของการอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังและตามหลักวิชาการการอนุรักษ์ของกรมศิลปากร . นายรัชฎ์ ศิริ นายช่างศิลปกรรมอาวุโส กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา


            พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย เปิดเป็นกรณีพิเศษ ในช่วงเทศกาลเที่ยวพิมาย ประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 6 - 10 พฤศจิกายน 2567 ขอเชิญชมการจัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และความเป็นมาของเมืองพิมาย ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ในบรรยากาศพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ Phimai Night at the museum มีไฮไลท์อยู่ที่การจัดแสดงทับหลังจากปราสาทพิมายและประติมากรรมพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เปิดให้เข้าชมจนถึงเวลา 20.00 น. พร้อมมีบริการจอดรถฟรี สำหรับท่านที่จะไปร่วมเทศกาลเที่ยวพิมายและไปชมความตระการตาของการแสดงแสง สี เสียง ณ อุทยานประวัติศาสตร์ พิมาย จังหวัดนครราชสีมา




เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานีได้เพียง ๓ ปี พระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่าได้บรมราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์อังวะในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งพระเจ้าปดุง เป็นพระราชโอรสของกษัตริย์พระเจ้าอลองพญา และในปี พ.ศ. ๒๓๒๘ พระเจ้าปดุงได้เตรียมกองทัพเพื่อยกเข้ามาตีโจมประเทศสยาม โดยเกณฑ์กำลังพลในเมืองหลวงและตามหัวเมืองที่เป็นเมืองขึ้นของทางพม่า ได้แก่ มอญ ยะไข่ ลาว ลื้อ และเงี้ยว เป็นต้น และสามารถเกณฑ์เข้ามาเป็นกองทัพได้หลายกอง มีกำลังพลทั้งสิ้น ๑๔๔,๐๐๐ นาย ซึ่งพระเจ้าปดุงได้จัดกองทัพใหญ่เป็น ๙ ทัพ เคลื่อนกำลังออกจากกรุงอังวะ เข้ามาโจมตีประเทศสยามพร้อมกันทั้ง ๕ เส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นทางบกและทางเรือ จึงเป็นที่มาของชื่อสงครามครั้งนี้ว่า “สงคราม ๙ ทัพ” สำหรับทางฝั่งพม่าได้แบ่งกองกำลังพลออกเป็น ๙ ทัพ คือ ทัพที่ ๑ ให้ แมงยีแมงข่องกยอ เป็นแม่ทัพมีทั้งทัพบก ทัพเรือ โดยยกทัพจำนวน ๑๐,๐๐๐ นาย ม้า ๑,๐๐๐ ตัว และเรือกำปั่นรบ ๑๕ ลำ ยกออกจากรุงอังวะ ในวันจันทร์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๘ พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตั้งทัพที่เมืองมะริด และยกทัพเข้าโจมตีหัวเมืองทางปักษ์ใต้ ตั้งแต่เมืองชุมพร ไชยา ไปจนถึงเมืองนครศรีธรรมราช และสงขลา ส่วนทัพเรือเข้าโจมตีหัวเมืองชายทะเลตะวันตก ตั้งแต่ตะกั่วป่า ไปตะกั่วทุ่งจนถึงเมืองถลาง ภูเก็ต ทัพที่ ๒  ให้ อนอกแผกคิดหวุ่น เป็นแม่ทัพ โดยยกทัพจำนวน ๑๐,๐๐๐ นาย และม้า ๑,๐๐๐ ตัว ยกออกจากรุงอังวะในวันอาทิตย์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ พ.ศ. ๒๕๒๘ ลงมาตั้งที่เมืองทวาย ให้เดินเข้ามาด่านบ้องตี้ มาตีหัวเมืองไทยฝ่ายตะวันตก ตั้งแต่เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี และลงไปประจบกองทัพที่ ๑ ที่เมืองชุมพร โดยแบ่งให้เจ้าเมืองทวายนำทัพจำนวน ๓,๐๐๐ นาย เป็นทัพหน้ายกมาก่อนทางด่านเจ้าขว้าว อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ทัพที่ ๓  ให้ หวุ่นคยีสะโดะศิริมหาอุจจะนา เจ้าเมืองตองอู เป็นแม่ทัพ โดยยกทัพจำนวน ๓๐,๐๐๐ นาย และม้า ๓,๐๐๐ ตัว ยกออกจากรุงอังวะ ในวันเสาร์ แรม ๗ ค่ำ เดือน ๑๐ พ.ศ. ๒๕๒๘ เข้ามาทางหัวเมืองฝ่ายเหนือทางเมืองเชียงแสนให้ลงมาตีเมืองลำปาง และหัวเมืองทางริมแม่น้ำแควใหญ่และน้ำยม ตั้งแต่เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย มาสมทบกับทัพที่ ๙ ที่ยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อเข้าตีเมืองตาก และลงมาบรรจบกองทัพหลวงที่กรุงเทพฯ ทัพที่ ๔  ให้ เมียนหวุ่นแมงยีมหาทิมข่อง เป็นแม่ทัพหน้า ทัพที่ ๑ ของทัพหลวงพระเจ้าปดุง ยกทัพจำนวน ๑๑,๐๐๐ นาย และม้า ๑,๑๐๐ ตัว โดยยกลงมาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ ทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเข้ามาตีกรุงเทพฯ ทัพที่ ๕  ให้ เมียนเมหวุ่น เป็นแม่ทัพหน้า ทัพที่ ๒ โดยยกทัพจำนวน ๕,๐๐๐ นาย มาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ และเป็นทัพหนุนทัพที่ ๔ ทัพที่ ๖  ให้ ตะแคงกามะ ราชบุตรที่ ๒ (พม่าเรียกว่า ศิริธรรมราชา) เป็นแม่ทัพหน้าของทัพหลวงพระเจ้าปดุง โดยยกทัพจำนวน ๑๒,๐๐๐ นาย และม้า ๑,๒๐๐ ตัว ทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเข้ามาตีกรุงเทพฯ ทัพที่ ๗  ให้ ตะแคงจักกุ ราชบุตรที่ ๓ (พม่าเรียกว่า สะโดะมันซอ) เป็นแม่ทัพหน้า ทัพที่ ๒ ของทัพหลวงพระเจ้าปดุง โดยยกทัพจำนวน ๑๑,๐๐๐ นาย และม้า ๑,๑๐๐ ตัว มาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ เพื่อเข้ามาตีกรุงเทพฯ ทัพที่ ๘ กองทัพหลวงของพระเจ้าปดุง เป็นจอมพลยกทัพหลวง และเป็นกองทัพใหญ่ที่สุด โดยยกทัพจำนวน ๕๐,๐๐๐ นาย ช้าง ๕๐๐ เชือก และม้า ๕,๐๐๐ ตัว ทรงเคลื่อนทัพ ในวันศุกร์ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๒ พ.ศ. ๒๕๒๘ เสด็จลงมาเมืองเมาะตะมะ ในวันอังคาร แรม ๔ ค่ำ เดือนอ้าย พ.ศ. ๒๕๒๘ ยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อรอสมทบกับทัพเหนือ และใต้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะเข้ารบกับทางฝั่งสยามที่กรุงเทพฯ โดยทรงมอบหมายให้มหาอุปราชอยู่รักษากรุงอังวะ ก่อนหน้านี้ พระเจ้าปดุง ได้ให้ แมงยีแมงข่องกยอ ทัพที่ ๑ ทำหน้าที่รวบรวมเสบียงอาหารไว้สำหรับกองทัพหลวงที่จะยกทัพขนาดใหญ่มาที่เมืองเมาะตะมะ ครั้นเมื่อกองทัพหลวงยกลงมาถึงตามที่กำหนดแล้ว แมงยีแมงข่องกยอ ไม่สามารถรวบรวมเสบียงอาหารไว้ได้อย่างเพียงพอ ทั้งนี้แมงยีแมงข่องกยอได้ออกเดินทางไปยังเมืองมะริดไปก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้พระเจ้าปดุงทรงพระพิโรธเป็นอย่างมาก พร้อมรับสั่งให้ทำการเรียกตัว แมงยีแมงข่องกยอ กลับมารับโทษที่เมืองเมาะตะมะในทันทีและได้ถูกลงโทษประหารชีวิต หลังจากนั้นพระเจ้าปดุง ได้แต่งตั้ง แกงหวุ่นแมงยี มหาสีหสุระ อรรคมหาเสนาบดี เป็นแม่ทัพแทน ทัพที่ ๙  ให้ จอข่องนรทา เป็นแม่ทัพ โดยยกทัพจำนวน ๕,๐๐๐ นาย ยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เข้าตีหัวเมืองทางริมแม่น้ำ ตั้งแต่เมืองตาก เมืองกำแพงเพชร แล้วมาบรรจบกับทัพหลวงที่กรุงเทพฯ กองทัพ ๙ ทัพ กำหนดให้ยกเข้ามาตีเมืองไทยในเดือนอ้าย ปีมะเส็ง พร้อมกันทุกทัพ  กล่าวคือจะเข้ามาโจมตีกรุงเทพฯ ทั้งหมด ๕ ทัพ เป็นจำนวนพล ๘๙,๐๐๐ นาย ตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ ๒ ทัพ เป็นจำนวนพล ๓๕,๐๐๐ นาย และตีหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก ๒ ทัพ จำนวนพล ๒๐,๐๐๐ นาย จำนวนพลของข้าศึกที่ยกมาตีเมืองประเทศสยามในครั้งนี้ รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวน ๑๔๔,๐๐๐๐ นาย ด้วยกัน สำหรับกองทหารมอญลาดตระเวน สืบทราบความว่ากองทัพพม่าได้มาตั้งทัพอยู่ที่เมืองเมาะตะมะและจะเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อยกกองทัพขนาดใหญ่ยกเข้าโจมตีกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงทราบข่าวการศึกแล้ว จึงดำรัสให้ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์ และบรรดาเสนาบดีข้าราชการผู้ใหญ่พร้อมกันหน้าพระที่นั่ง พระองค์ทรงปรึกษาราชการสงครามที่จะต่อสู้กับพม่าข้าศึกในครั้งนี้ ว่าทางฝ่ายสยามสามารถรวบรวมกองกำลังไพล่พล ทั้งหมดได้ประมาณ ๗๐,๐๐๐ นาย ซึ่งน้อยกว่าข้าศึกกว่าเท่าตัว และทรงออกหนังสือไปยังหัวเมืองต่างๆ ได้แก่ เมืองถลาง เมืองชุมพร เมืองราชบุรี เมืองกาญจนบุรี เมืองกำแพงเพชร เมืองพิษณุโลก เมืองสุโขทัย เมืองสวรรคโลก เมืองตาก และเมืองลำปาง เป็นต้น ว่าข้าศึกทางพม่าจะยกเข้ามาโจมตีหลายเส้นทาง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเปลี่ยนกลศึกสงครามเป็นการยกกองกำลังไปตั้งรับนอกราชธานี เพื่อไม่ให้พลาดเหมือนครั้งในอดีตดังเช่นเดียวกับกรุงศรีอยุธยาที่ใช้พระนครเป็นที่ตั้งรับ พระองค์ทรงมีพระราชโองการให้จัดกระบวนทัพรับข้าศึกของทางฝั่งพม่า ซึ่งถ้าหากแบ่งกองทัพไปต่อสู้รักษาเขตแดนในทุกเส้นทางแล้วจะเป็นการเสียเปรียบข้าศึกเป็นอย่างมาก เพราะเหตุนี้พระองค์ทรงรวบรวมกำลังไปต่อสู้ข้าศึกในแต่ละเส้นทางที่สำคัญก่อน หากเอาชัยชนะข้าศึกเส้นทางหนึ่งเส้นทางใดได้แล้ว จึงค่อยนำทัพปราบปรามข้าศึกในเส้นทางอื่นๆ ต่อไป พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงโปรดฯ ให้จัดกองทัพสำหรับที่จะต่อสู้เป็น ๔ ทัพ คือ ทัพที่ ๑  ให้ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข และสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนรินทร์รณเรศ รวมทั้งเจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) สมุหกลาโหม เจ้าพระยาพระคลัง (หน) และพระยาอุไทยธรรม (บุนนาค) โดยยกทัพจำนวน ๑๕,๐๐๐ นาย เสด็จยกทัพไปตั้งรับพม่าที่เมืองนครสวรรค์ คอยป้องกันอย่าให้กองทัพพม่าที่ยกลงมาทางด้านเหนือล่วงเลยมาถึงกรุงเทพฯ ได้ ในขณะที่กองทัพประเทศสยามกำลังต่อสู้ข้าศึกทางฝั่งพม่าที่เมืองกาญจนบุรี ทัพที่ ๒ ให้ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นกองทัพใหญ่ โดยยกทัพจำนวน ๓๐,๐๐๐ นาย เสด็จพระราชดำเนินเป็นจอมพล ยกทัพหลวงไปตั้งรับพม่าที่เมืองกาญจนบุรี พร้อมทั้งสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎา พระยากลาโหมราชเสนา (พระชัยบูรณ์) และพระยาจ่าแสนยากร (ทุเรียน) และเจ้าพระยารัตนาพิพิธ (สน สนธิรัตน์) สมุหนายก คุมทัพฝ่ายพระราชวังหลวงและฝ่ายเหนือไปสบทบอีกทัพหนึ่ง คอยต่อสู้กองทัพพระเจ้าปดุง ที่จะยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ทัพที่ ๓  ให้ เจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์ (บุญรอด บุณยรัตพันธุ์) กับเจ้าพระยายมราช (ทองอิน) โดยยกทัพจำนวน ๕,๐๐๐ นาย ไปตั้งรับพม่าอยู่ที่เมืองราชบุรี รักษาทางลำเลียงของกองทัพที่ ๒  และคอยต่อสู้พม่า ซึ่งจะยกมาแต่ทางข้างใต้หรือทางเมืองทวาย ทัพที่ ๔  กองทัพหลวงจัดเตรียมไว้ในกรุงเทพฯ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงบัญชาการทัพหลวงเป็นกำลังหนุน จำนวนพล ๒๐,๐๐๐ นาย ซึ่งถ้าหากกำลังศึกทางด้านไหนเพลี่ยงพล้ำหรือเป็นฝ่ายเสียเปรียบ พระองค์จะคอยเป็นกำลังหนุนและยกทัพไปช่วยในทันที ขณะเดียวกันทางฝ่ายกรุงรัตนโกสินทร์ สืบทราบว่ากองทัพของพระเจ้าปดุงกำลังประสบปัญหาเสบียง สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทรงวางแผนในการเข้าโจมตีเสบียงของทัพพม่าเป็นการเฉพาะ ซึ่งถือว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญของกองทัพพม่า จนสามารถสกัดกั้นทัพพม่าที่บริเวณทุ่งลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี ให้ติดอยู่บริเวณช่องเขา แล้วทรงสั่งให้จัดทัพแบบกองโจรออกปล้นสะดมทำให้ทัพพม่าแตกพ่ายไปคนละทิศคนละทาง และยังสามารถจับเชลยสงคราม พาหนะ เสบียงอาหาร รวมถึงศัสตราวุธ ไว้ได้อีกเป็นจำนวนมาก และพระองค์ทรงยกทัพไปช่วยเส้นทางทางอื่นๆ จนได้รับชัยชนะ พระเจ้าปดุง ทรงรับรู้ถึงสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยให้กองทัพฝ่ายพม่าสามารถเอาชนะในศึกครั้งนี้ได้ หากสู้รบต่อไปก็คงจะมีแต่สูญเสียกำลังพลมากขึ้น จึงทรงยกทัพหลวง ในวันจันทร์ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ พ.ศ. ๒๕๒๙ ออกจากท่าไร่ ถอยกลับไปตั้งหลักประชุมพลที่เมืองเมาะตะมะ แล้วจึงเสด็จกลับกรุงอังวะ ส่วนทัพที่เหลือได้ทยอยยกทัพกลับกรุงอังวะเช่นกัน “สงคราม ๙ ทัพ” เป็นสงครามใหญ่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ถือว่าเป็นปฐมบทสงครามต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อเป็นการป้องกันประเทศหรือรักษาเอกราชของชาติสืบไป เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แหล่งอ้างอิง : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม.  พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า).  กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗), ๒๕๕๘. กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์.  พระราชพงศาวดารพม่า เล่ม ๔ พ.ศ. ๒๔๕๖.  ม.ป.พ., ๒๔๕๖. โรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗,          จาก: https://www.facebook.com/photo/?fbid=293516955724353&set%0b=pcb.293517275724321, ๒๕๖๔. วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗,          จาก: https://www.facebook.com/photo/?fbid=353341073724787&set=pcb.353356787056549, ๒๕๖๖. วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗,          จาก: https://www.facebook.com/photo/?fbid=353392403719654&set=pcb.353356787056549, ๒๕๖๖. วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗,          จาก: https://www.facebook.com/photo/?fbid=387839783608249&set=pcb.387848120274082, ๒๕๖๗. ส่วนการท่องเที่ยว สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร.  พาไปสักการะสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ขอพรความสำเร็จ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗,          จาก: https://www.youtube.com/watch?v=JHLTEnl2Db0, ๒๕๖๗. หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน.  สู้ศึกเก้าทัพในรัชกาลที่ ๑. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗, จาก: https://www.rcac84.com/art_collection/สู้ศึกเก้าทัพในรัชกาลท/ ห้องสมุดดิจิทัลวัชรญาณ.  พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗,          จาก: https://vajirayana.org/พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์-รัชกาลที่-๑/๓๒-ศึกพม่าครั้งที่-๑


เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานีได้เพียง ๓ ปี พระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่าได้บรมราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์อังวะในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งพระเจ้าปดุง เป็นพระราชโอรสของกษัตริย์พระเจ้าอลองพญา และในปี พ.ศ. ๒๓๒๘ พระเจ้าปดุงได้เตรียมกองทัพเพื่อยกเข้ามาตีโจมประเทศสยาม โดยเกณฑ์กำลังพลในเมืองหลวงและตามหัวเมืองที่เป็นเมืองขึ้นของทางพม่า ได้แก่ มอญ ยะไข่ ลาว ลื้อ และเงี้ยว เป็นต้น และสามารถเกณฑ์เข้ามาเป็นกองทัพได้หลายกอง มีกำลังพลทั้งสิ้น ๑๔๔,๐๐๐ นาย ซึ่งพระเจ้าปดุงได้จัดกองทัพใหญ่เป็น ๙ ทัพ เคลื่อนกำลังออกจากกรุงอังวะ เข้ามาโจมตีประเทศสยามพร้อมกันทั้ง ๕ เส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นทางบกและทางเรือ จึงเป็นที่มาของชื่อสงครามครั้งนี้ว่า “สงคราม ๙ ทัพ” สำหรับทางฝั่งพม่าได้แบ่งกองกำลังพลออกเป็น ๙ ทัพ คือ ทัพที่ ๑ ให้ แมงยีแมงข่องกยอ เป็นแม่ทัพมีทั้งทัพบก ทัพเรือ โดยยกทัพจำนวน ๑๐,๐๐๐ นาย ม้า ๑,๐๐๐ ตัว และเรือกำปั่นรบ ๑๕ ลำ ยกออกจากรุงอังวะ ในวันจันทร์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๘ พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตั้งทัพที่เมืองมะริด และยกทัพเข้าโจมตีหัวเมืองทางปักษ์ใต้ ตั้งแต่เมืองชุมพร ไชยา ไปจนถึงเมืองนครศรีธรรมราช และสงขลา ส่วนทัพเรือเข้าโจมตีหัวเมืองชายทะเลตะวันตก ตั้งแต่ตะกั่วป่า ไปตะกั่วทุ่งจนถึงเมืองถลาง ภูเก็ต ทัพที่ ๒  ให้ อนอกแผกคิดหวุ่น เป็นแม่ทัพ โดยยกทัพจำนวน ๑๐,๐๐๐ นาย และม้า ๑,๐๐๐ ตัว ยกออกจากรุงอังวะในวันอาทิตย์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ พ.ศ. ๒๕๒๘ ลงมาตั้งที่เมืองทวาย ให้เดินเข้ามาด่านบ้องตี้ มาตีหัวเมืองไทยฝ่ายตะวันตก ตั้งแต่เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี และลงไปประจบกองทัพที่ ๑ ที่เมืองชุมพร โดยแบ่งให้เจ้าเมืองทวายนำทัพจำนวน ๓,๐๐๐ นาย เป็นทัพหน้ายกมาก่อนทางด่านเจ้าขว้าว อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ทัพที่ ๓  ให้ หวุ่นคยีสะโดะศิริมหาอุจจะนา เจ้าเมืองตองอู เป็นแม่ทัพ โดยยกทัพจำนวน ๓๐,๐๐๐ นาย และม้า ๓,๐๐๐ ตัว ยกออกจากรุงอังวะ ในวันเสาร์ แรม ๗ ค่ำ เดือน ๑๐ พ.ศ. ๒๕๒๘ เข้ามาทางหัวเมืองฝ่ายเหนือทางเมืองเชียงแสนให้ลงมาตีเมืองลำปาง และหัวเมืองทางริมแม่น้ำแควใหญ่และน้ำยม ตั้งแต่เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย มาสมทบกับทัพที่ ๙ ที่ยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อเข้าตีเมืองตาก และลงมาบรรจบกองทัพหลวงที่กรุงเทพฯ ทัพที่ ๔  ให้ เมียนหวุ่นแมงยีมหาทิมข่อง เป็นแม่ทัพหน้า ทัพที่ ๑ ของทัพหลวงพระเจ้าปดุง ยกทัพจำนวน ๑๑,๐๐๐ นาย และม้า ๑,๑๐๐ ตัว โดยยกลงมาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ ทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเข้ามาตีกรุงเทพฯ ทัพที่ ๕  ให้ เมียนเมหวุ่น เป็นแม่ทัพหน้า ทัพที่ ๒ โดยยกทัพจำนวน ๕,๐๐๐ นาย มาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ และเป็นทัพหนุนทัพที่ ๔ ทัพที่ ๖  ให้ ตะแคงกามะ ราชบุตรที่ ๒ (พม่าเรียกว่า ศิริธรรมราชา) เป็นแม่ทัพหน้าของทัพหลวงพระเจ้าปดุง โดยยกทัพจำนวน ๑๒,๐๐๐ นาย และม้า ๑,๒๐๐ ตัว ทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเข้ามาตีกรุงเทพฯ ทัพที่ ๗  ให้ ตะแคงจักกุ ราชบุตรที่ ๓ (พม่าเรียกว่า สะโดะมันซอ) เป็นแม่ทัพหน้า ทัพที่ ๒ ของทัพหลวงพระเจ้าปดุง โดยยกทัพจำนวน ๑๑,๐๐๐ นาย และม้า ๑,๑๐๐ ตัว มาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ เพื่อเข้ามาตีกรุงเทพฯ ทัพที่ ๘ กองทัพหลวงของพระเจ้าปดุง เป็นจอมพลยกทัพหลวง และเป็นกองทัพใหญ่ที่สุด โดยยกทัพจำนวน ๕๐,๐๐๐ นาย ช้าง ๕๐๐ เชือก และม้า ๕,๐๐๐ ตัว ทรงเคลื่อนทัพ ในวันศุกร์ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๒ พ.ศ. ๒๕๒๘ เสด็จลงมาเมืองเมาะตะมะ ในวันอังคาร แรม ๔ ค่ำ เดือนอ้าย พ.ศ. ๒๕๒๘ ยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อรอสมทบกับทัพเหนือ และใต้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะเข้ารบกับทางฝั่งสยามที่กรุงเทพฯ โดยทรงมอบหมายให้มหาอุปราชอยู่รักษากรุงอังวะ ก่อนหน้านี้ พระเจ้าปดุง ได้ให้ แมงยีแมงข่องกยอ ทัพที่ ๑ ทำหน้าที่รวบรวมเสบียงอาหารไว้สำหรับกองทัพหลวงที่จะยกทัพขนาดใหญ่มาที่เมืองเมาะตะมะ ครั้นเมื่อกองทัพหลวงยกลงมาถึงตามที่กำหนดแล้ว แมงยีแมงข่องกยอ ไม่สามารถรวบรวมเสบียงอาหารไว้ได้อย่างเพียงพอ ทั้งนี้แมงยีแมงข่องกยอได้ออกเดินทางไปยังเมืองมะริดไปก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้พระเจ้าปดุงทรงพระพิโรธเป็นอย่างมาก พร้อมรับสั่งให้ทำการเรียกตัว แมงยีแมงข่องกยอ กลับมารับโทษที่เมืองเมาะตะมะในทันทีและได้ถูกลงโทษประหารชีวิต หลังจากนั้นพระเจ้าปดุง ได้แต่งตั้ง แกงหวุ่นแมงยี มหาสีหสุระ อรรคมหาเสนาบดี เป็นแม่ทัพแทน ทัพที่ ๙  ให้ จอข่องนรทา เป็นแม่ทัพ โดยยกทัพจำนวน ๕,๐๐๐ นาย ยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เข้าตีหัวเมืองทางริมแม่น้ำ ตั้งแต่เมืองตาก เมืองกำแพงเพชร แล้วมาบรรจบกับทัพหลวงที่กรุงเทพฯ กองทัพ ๙ ทัพ กำหนดให้ยกเข้ามาตีเมืองไทยในเดือนอ้าย ปีมะเส็ง พร้อมกันทุกทัพ  กล่าวคือจะเข้ามาโจมตีกรุงเทพฯ ทั้งหมด ๕ ทัพ เป็นจำนวนพล ๘๙,๐๐๐ นาย ตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ ๒ ทัพ เป็นจำนวนพล ๓๕,๐๐๐ นาย และตีหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก ๒ ทัพ จำนวนพล ๒๐,๐๐๐ นาย จำนวนพลของข้าศึกที่ยกมาตีเมืองประเทศสยามในครั้งนี้ รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวน ๑๔๔,๐๐๐๐ นาย ด้วยกัน สำหรับกองทหารมอญลาดตระเวน สืบทราบความว่ากองทัพพม่าได้มาตั้งทัพอยู่ที่เมืองเมาะตะมะและจะเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อยกกองทัพขนาดใหญ่ยกเข้าโจมตีกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงทราบข่าวการศึกแล้ว จึงดำรัสให้ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์ และบรรดาเสนาบดีข้าราชการผู้ใหญ่พร้อมกันหน้าพระที่นั่ง พระองค์ทรงปรึกษาราชการสงครามที่จะต่อสู้กับพม่าข้าศึกในครั้งนี้ ว่าทางฝ่ายสยามสามารถรวบรวมกองกำลังไพล่พล ทั้งหมดได้ประมาณ ๗๐,๐๐๐ นาย ซึ่งน้อยกว่าข้าศึกกว่าเท่าตัว และทรงออกหนังสือไปยังหัวเมืองต่างๆ ได้แก่ เมืองถลาง เมืองชุมพร เมืองราชบุรี เมืองกาญจนบุรี เมืองกำแพงเพชร เมืองพิษณุโลก เมืองสุโขทัย เมืองสวรรคโลก เมืองตาก และเมืองลำปาง เป็นต้น ว่าข้าศึกทางพม่าจะยกเข้ามาโจมตีหลายเส้นทาง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเปลี่ยนกลศึกสงครามเป็นการยกกองกำลังไปตั้งรับนอกราชธานี เพื่อไม่ให้พลาดเหมือนครั้งในอดีตดังเช่นเดียวกับกรุงศรีอยุธยาที่ใช้พระนครเป็นที่ตั้งรับ พระองค์ทรงมีพระราชโองการให้จัดกระบวนทัพรับข้าศึกของทางฝั่งพม่า ซึ่งถ้าหากแบ่งกองทัพไปต่อสู้รักษาเขตแดนในทุกเส้นทางแล้วจะเป็นการเสียเปรียบข้าศึกเป็นอย่างมาก เพราะเหตุนี้พระองค์ทรงรวบรวมกำลังไปต่อสู้ข้าศึกในแต่ละเส้นทางที่สำคัญก่อน หากเอาชัยชนะข้าศึกเส้นทางหนึ่งเส้นทางใดได้แล้ว จึงค่อยนำทัพปราบปรามข้าศึกในเส้นทางอื่นๆ ต่อไป พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงโปรดฯ ให้จัดกองทัพสำหรับที่จะต่อสู้เป็น ๔ ทัพ คือ ทัพที่ ๑  ให้ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข และสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนรินทร์รณเรศ รวมทั้งเจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) สมุหกลาโหม เจ้าพระยาพระคลัง (หน) และพระยาอุไทยธรรม (บุนนาค) โดยยกทัพจำนวน ๑๕,๐๐๐ นาย เสด็จยกทัพไปตั้งรับพม่าที่เมืองนครสวรรค์ คอยป้องกันอย่าให้กองทัพพม่าที่ยกลงมาทางด้านเหนือล่วงเลยมาถึงกรุงเทพฯ ได้ ในขณะที่กองทัพประเทศสยามกำลังต่อสู้ข้าศึกทางฝั่งพม่าที่เมืองกาญจนบุรี ทัพที่ ๒ ให้ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นกองทัพใหญ่ โดยยกทัพจำนวน ๓๐,๐๐๐ นาย เสด็จพระราชดำเนินเป็นจอมพล ยกทัพหลวงไปตั้งรับพม่าที่เมืองกาญจนบุรี พร้อมทั้งสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎา พระยากลาโหมราชเสนา (พระชัยบูรณ์) และพระยาจ่าแสนยากร (ทุเรียน) และเจ้าพระยารัตนาพิพิธ (สน สนธิรัตน์) สมุหนายก คุมทัพฝ่ายพระราชวังหลวงและฝ่ายเหนือไปสบทบอีกทัพหนึ่ง คอยต่อสู้กองทัพพระเจ้าปดุง ที่จะยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ทัพที่ ๓  ให้ เจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์ (บุญรอด บุณยรัตพันธุ์) กับเจ้าพระยายมราช (ทองอิน) โดยยกทัพจำนวน ๕,๐๐๐ นาย ไปตั้งรับพม่าอยู่ที่เมืองราชบุรี รักษาทางลำเลียงของกองทัพที่ ๒  และคอยต่อสู้พม่า ซึ่งจะยกมาแต่ทางข้างใต้หรือทางเมืองทวาย ทัพที่ ๔  กองทัพหลวงจัดเตรียมไว้ในกรุงเทพฯ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงบัญชาการทัพหลวงเป็นกำลังหนุน จำนวนพล ๒๐,๐๐๐ นาย ซึ่งถ้าหากกำลังศึกทางด้านไหนเพลี่ยงพล้ำหรือเป็นฝ่ายเสียเปรียบ พระองค์จะคอยเป็นกำลังหนุนและยกทัพไปช่วยในทันที ขณะเดียวกันทางฝ่ายกรุงรัตนโกสินทร์ สืบทราบว่ากองทัพของพระเจ้าปดุงกำลังประสบปัญหาเสบียง สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทรงวางแผนในการเข้าโจมตีเสบียงของทัพพม่าเป็นการเฉพาะ ซึ่งถือว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญของกองทัพพม่า จนสามารถสกัดกั้นทัพพม่าที่บริเวณทุ่งลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี ให้ติดอยู่บริเวณช่องเขา แล้วทรงสั่งให้จัดทัพแบบกองโจรออกปล้นสะดมทำให้ทัพพม่าแตกพ่ายไปคนละทิศคนละทาง และยังสามารถจับเชลยสงคราม พาหนะ เสบียงอาหาร รวมถึงศัสตราวุธ ไว้ได้อีกเป็นจำนวนมาก และพระองค์ทรงยกทัพไปช่วยเส้นทางทางอื่นๆ จนได้รับชัยชนะ พระเจ้าปดุง ทรงรับรู้ถึงสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยให้กองทัพฝ่ายพม่าสามารถเอาชนะในศึกครั้งนี้ได้ หากสู้รบต่อไปก็คงจะมีแต่สูญเสียกำลังพลมากขึ้น จึงทรงยกทัพหลวง ในวันจันทร์ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ พ.ศ. ๒๕๒๙ ออกจากท่าไร่ ถอยกลับไปตั้งหลักประชุมพลที่เมืองเมาะตะมะ แล้วจึงเสด็จกลับกรุงอังวะ ส่วนทัพที่เหลือได้ทยอยยกทัพกลับกรุงอังวะเช่นกัน “สงคราม ๙ ทัพ” เป็นสงครามใหญ่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ถือว่าเป็นปฐมบทสงครามต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อเป็นการป้องกันประเทศหรือรักษาเอกราชของชาติสืบไป เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แหล่งอ้างอิง : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม.  พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า).  กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗), ๒๕๕๘. กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์.  พระราชพงศาวดารพม่า เล่ม ๔ พ.ศ. ๒๔๕๖.  ม.ป.พ., ๒๔๕๖. โรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗,         จาก: https://www.facebook.com/photo/?fbid=293516955724353&set%0b=pcb.293517275724321, ๒๕๖๔. วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗,         จาก: https://www.facebook.com/photo/?fbid=353341073724787&set=pcb.353356787056549, ๒๕๖๖. วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗,         จาก: https://www.facebook.com/photo/?fbid=353392403719654&set=pcb.353356787056549, ๒๕๖๖. วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗,         จาก: https://www.facebook.com/photo/?fbid=387839783608249&set=pcb.387848120274082, ๒๕๖๗. ส่วนการท่องเที่ยว สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร.  พาไปสักการะสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ขอพรความสำเร็จ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗,         จาก: https://www.youtube.com/watch?v=JHLTEnl2Db0, ๒๕๖๗. หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน.  สู้ศึกเก้าทัพในรัชกาลที่ ๑. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗, จาก: https://www.rcac84.com/art_collection/สู้ศึกเก้าทัพในรัชกาลท/ ห้องสมุดดิจิทัลวัชรญาณ.  พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗,         จาก: https://vajirayana.org/พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์-รัชกาลที่-๑/๓๒-ศึกพม่าครั้งที่-๑


วันพุธที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๗ เวลา ๐๙.๐๐ น. นางวรรณภา ปะวิโน บรรณารักษ์ชำนาญการ เข้าร่วมประชุมหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดเชียงใหม่และการประชุมคณะกรรมการจังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๗ ณ ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่


black ribbon.