ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,152 รายการ

เลขทะเบียน : นพ.บ.8/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  52 หน้า  ; 4 x 55 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 5 (47-61) ผูก 10หัวเรื่อง : สมนฺตปาสาทิกา--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.32/5ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  16 หน้า  ; 4.7 x 57.5 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 18 (189-193) ผูก 4หัวเรื่อง : สังฮอมธาตุ --เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.55/ข/2ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  46 หน้า ; 4 x 51.3 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 36 (359-363) ผูก 5หัวเรื่อง :  มหานิปาตวณฺณนา --เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


          เส้นทางรถไฟกรุงเทพฯ-อยุธยา เปิดบริการมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๙ เป็นเส้นทางรถไฟรุ่นแรกของสยาม อาคารสถานีรถไฟอยุธยา (เดิมชื่อสถานีกรุงเก่า) สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ เปิดใช้งานเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ ตัวอาคารเดิมสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นอาคารไม้ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ จึงเปลี่ยนเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ตามพระบรมราชวินิจฉัยในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ออกแบบก่อสร้างโดยสถาปนิกกรมรถไฟชาวอิตาเลียน นายอัลลิบาเล ริกาซซิ (A.Rigassi) สถานีรถไฟอยุธยาเป็นหนึ่งในสถานีรถไฟต้นแบบของสถานีรถไฟทั่วไปรุ่นต่อมา โดยอาคารสถานีรถไฟที่มีความสำคัญมากจะได้รับการออกแบบให้มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมเฉพาะตัว เช่น อาคารสถานีรถไฟหลวงจิตรลดา, นครลำปาง, หัวหิน, กรุงเทพ (หัวลำโพง), กันตัง, อยุธยา, สงขลา และบ้านปิน เป็นต้น ส่วนอาคารสถานีรถไฟที่มีความสำคัญรองลงมาจะเป็นอาคารไม้หรือคอนกรีตแบบมาตรฐานชั้นเดียวขนาดเล็กรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนานไปกับชานชาลาและทางรถไฟ           อาคารสถานีรถไฟอยุธยา เป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียว มีโครงสร้างกำแพงรับน้ำหนักผสมเสาคานคอนกรีตเสริมเหล็กในรูปแบบสถาปัตยกรรมคลาสสิค (Classicism) ที่มีการลดทอนรายละเอียดบางอย่าง แผนผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางขนานกับทางรถไฟ ผังอาคารแบ่งเป็น ๒ ส่วน คืออาคารสถานีและส่วนชานชาลา มีทางเข้า-ออกอยู่ทางด้านทิศตะวันตก (ด้านหน้า) โดยก่อระเบียงตลอดความยาวมีมุขยื่นออกมาเล็กน้อย โครงสร้างเป็นมุขหลังคาแบน รับด้วยเสาคอนกรีตเสาขนาดใหญ่ ส่วนด้านทิศตะวันออกของอาคารเป็นส่วนชานชาลาที่ติดกับรางรถไฟ มีหลังคายื่นออกไปจากอาคารสถานีเพื่อใช้เป็นที่พักผู้โดยสาร ภายในอาคารสถานีเป็นห้องโถง เพดานสูง แบ่งพื้นที่การใช้งานเป็นส่วนจำหน่ายตั๋วโดยสาร และที่พักผู้โดยสาร มีฝ้าเพดานทำจากไม้ ส่วนที่ต่อจากฝ้าเพดานลงมารับกับส่วนบนของผนังอาคาร ทำเป็นทรงโค้งปิดช่องว่าง มีไม้ยึดเป็นระยะ ๆ บรรยากาศภายในสถานีเน้นความโปร่งและเรียบง่าย โดยปราศจากเสาภายใน แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของโครงสร้างหลังคาแบบโครงถัก (Truss)           พื้นที่ภายในตัวอาคารด้านทิศเหนือใช้เป็นพื้นที่สำนักงานทั้งหมด ได้แก่ ห้องประชุม ห้องรับรอง ห้องนายสถานี ห้องผู้ช่วยนายสถานี และสถานีตำรวจรถไฟอยุธยา บริเวณที่เห็นโครงสร้างภายในได้ชัดเจนคือ ห้องประชุม โครงสร้างด้านนอกและด้านในมีลักษณะเป็นซุ้มโค้งทรงครึ่งวงกลม (arch) รองรับด้วยเสาทรงสี่เหลี่ยมขนาดกลางจำนวน ๒ ต้น และเสาติดผนังอีก ๒ ต้น สำหรับถ่ายเทน้ำหนักของอาคาร ส่วนหลังคาเป็นหลังคาปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องลอน จากการที่ส่วนอาคารสถานีและส่วนชานชาลามีหลังคาคลุมของตัวเอง อาคารนี้จึงมีหลังคาปั้นหยาแฝดและกลายเป็นเอกลักษณ์ร่วมของสถานีรถไฟต่างจังหวัดอื่น ๆ อีกด้วย เรียบเรียง: นางสาวอลิสา ขาวพลับ นักโบราณคดีปฏิบัติการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา ที่มาข้อมูล: สมชาติ จึงสิริอารักษ์. สถาปัตยกรรมแบบตะวันตกในสยามสมัยรัชกาลที่ ๔ - พ.ศ. ๒๔๘๐. กรุงเทพฯ : คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๓. ภาพถ่ายเก่าจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ


วันศุกร์ที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙นายจารึก วิไลแก้ว ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมาประธานตรวจการจ้าง พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจการจ้างตรวจรับงานโครงการบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์ปรางค์ครบุรี(งวดที่๗) งวดสุดท้าย ตำบลครบุรีใต้ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา


ชื่อเรื่อง : พระนิพนธ์ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ ชื่อผู้แต่ง : สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฎฐายี) ปีที่พิมพ์ : 2513 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : ศูนย์การพิมพ์ จำนวนหน้า : 52 หน้า สาระสังเขป : พระนิพนธ์ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ มีทั้งหมด 5 เรื่อง ได้แก่ 1. สาระในตัวคน 2. ความมีสัจจะ 3. ผู้บันดาล 4. กตญญุตา ความเป็นผู้กตัญญู 5. เจ้าพระคุณของลูก โดยแต่ละเรื่องจะมีคำสอนที่ดีและแนะแนวทางการดำเนินชีวิต อาทิ ให้ยึดมั่นในคุณงามความดี มีความศรัทธา มีสัจจะซื่อตรงต่อตนเองและผู้อื่น มีความกตัญญูไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เป็นต้น


1. ว่าด้วยดำเนินพระราม, พระเคราะห์, ทำนายวันเกิด, จับยามสามตา, ตำราดูไข้เจ็บ, ศักราชพญาแกรก, ยามแมงปอไส ฯลฯ 2. ยันต์ต่างๆ เช่น ยันต์กระทงข้าวสาร, ยันต์แก้อาถรรพ์, ตราพระเจ้าห้าพระองค์ ฯลฯ 3. ทำนายลักษณะไฝ 4. ว่าด้วยคิดเลขแบบโบราณ มีทั้งโจทย์และคำเลย 5. ภาพประกอบแสดงจุดรักษาโรคต่างๆ 6. วันแรกที่จะหว่านข้าวและเกี่ยวข้าว


ชื่อเรื่อง : บุคคลภาษิตในสามก๊กและคติธรรมจากชัยพฤกษ์ ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2506 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์มงคลการพิมพ์ จำนวนหน้า : 86 หน้า สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้ กล่าวถึง 12 ตัวละครเอกจาก "สามก๊ก" วรรณคดีซึ่งแปลมาจากนิยายอิงพงศาวดารจีน ได้แก่ ยีเอ๋ง ลิโป้ เล่าปี่ ตั๋งโต๊ะ เล่าอั๋น อ้วนเสี้ยว บังทอง โจโฉ ขงเบ้ง กวนอู จิวยี่ และพระเจ้าเหี้ยนเต้ บุคคลดังกล่าวบางคนเป็นคนดีมีคุณธรรมเป็นเครื่องมือในการสร้างตัว และบางคนมีอกุศลธรรมคอยทำลายตนเอง เขียนโดยนำภาษิตเก่า และพุทธภาษิตมาเปรียบเทียบกับตัวละคร และอธิบายความหมายประกอบไว้ ตัวอย่างเช่น ตั๋งโต๊ะ "ความชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง"  กวนอู "ความหลอกลวงช่วยในครั้งแรก และทำลายในครั้งหลัง แต่ความสัตย์ช่วยตลอดกาล" เป็นต้น


ศึกษาดูงานและศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบการบริหารจัดการมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่ ๑๑ อุบลราชธานี เชิงบูรณาการระหว่างวันที่ ๓-๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๘




ชื่อเรื่อง : สารคติ โบราณล้านนาไทย ผู้แต่ง : พระพุทธมหาภาวณฺโณ ปีที่พิมพ์ : ม.ป.ป. สถานที่พิมพ์ : เชียงใหม่ สำนักพิมพ์ : ปอง



ต้นฉบับหนังสือสมุดไทย เรื่องนันโทปนันทสูตรคำหลวง หมวดตำราภาพ เลขที่ ๒๐ ภาพแสดงเส้นสีของตัวอักษรแต่ละชนิดตามฐานะของข้อมูล หนังสือต้นฉบับสมุดไทยสมัยอยุธยา นันโทปนันทสูตรคำหลวง จัดพิมพ์โดย สำนักหอสมุดแห่งชาติ           เอกสารโบราณ เรื่อง นันโทปนันทสูตรคำหลวง นี้เป็นวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาที่เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร ( เจ้าฟ้ากุ้ง ) ได้ทรงพระนิพนธ์เมื่อพุทธศักราช ๒๒๗๙ จากคัมภีร์นันโทปนันทปกรณ์ที่พระพุทธสิริแต่งเป็นภาษาบาลีไว้ ตัวต้นฉบับเอกสารโบราณเป็นหนังสือสมุดไทยขาวได้มาจาก ขุนวิทูรดรุณากร กรมศึกษาธิการ ทูลเกล้าฯ ถวายให้หอพระสมุดวชิรญาณ ซึ่งปัจจุบันคือ หอสมุดแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๕ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๕๑ หนังสือสมุดไทยเรื่องนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลกของประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ จากคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลกในคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)            นันโทปนันทสูตรคำหลวง เป็นวรรณคดีคำหลวงที่เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศรทรงพระนิพนธ์โดยยกข้อความภาษาบาลีขึ้นก่อนแล้วแปลเป็นภาษาไทยที่ไพเราะงดงามสลับกันไปตลอดทั้งเรื่อง ข้อความภาษาไทยเก็บจากข้อความบาลีไว้เกือบทุกคาถา           วรรณคดีเรื่องนี้นอกจากจะเป็นวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาที่มีคุณค่าเกี่ยวกับหลักธรรมแล้วยังมีคุณค่าด้านต่าง ๆ อีกหลายประการ คือ           ๑. มีความเป็นต้นฉบับหลวงที่สืบทอดมาจากสมัยอยุธยาด้วยปัจจัยหลายประการ ได้แก่            - บอกพระนามผู้ทรงนิพนธ์และวันเดือนปีที่ทรงนิพนธ์แล้วเสร็จ พร้อมประวัติความเป็นมาของ เนื้อเรื่อง            - บอกนามอาลักษณ์ผู้ชุบเส้นตัวอักษรทั้ง ๒ แบบ            - ต้นฉบับเล่มนี้บันทึกเนื้อหาเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องนันโทปนันทสูตรคำหลวงเพียงเรื่องเดียว            - บันทึกเนื้อหาเรื่องราวหน้าละ ๔ – ๖ บรรทัด อย่างเป็นระเบียบสวยงามด้วยตัวอักษรไทยแบบ ประดิษฐ์ ตามความนิยมในสมัยอยุธยาเรียกว่า อักษรไทยย่อ ซึ่งอักษรไทยย่อที่ปรากฎใน เอกสารฉบับนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นอักษรไทยย่อที่งดงามที่สุดฉบับหนึ่ง ซึ่งเมื่อนับอายุถึง ปัจจุบัน (๒๕๖๓) มีอายุได้ ๒๘๕ ปีแล้ว            ๒. การลงสีเส้นตัวอักษรสะท้อนทัศนคติและความนับถือพุทธศาสนาอย่างแรงกล้ากล่าวคือ มีวิธีการลงเส้นสีตัวอักษรให้ต่างกันตามความสำคัญของเนื้อหาแต่ละตอน            เส้นทอง ใช้บันทึกพระนามบุคคลสำคัญ เช่น เมื่อเอ่ยอ้างถึงพระพุทธเจ้า และพระนามผู้ทรงนิพนธ์ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร ไชยเชษฐสุริวงษ            เส้นชาด ใช้บันทึกคาถาอักษรขอมภาษาบาลีทั้งหมด            เส้นหมึก ใช้บันทึกเนื้อหาเรื่องราวที่เป็นภาษาไทยด้วยอักษรไทยย่อ           ๓. มีบันทึกจดหมายเหตุแสดงภูมิปัญญาในการเตรียมต้นฉบับของช่างเขียนในสมัยอยุธยาก่อนบันทึกข้อความ โดยบอกนามเจ้าของสูตรไว้ด้วย ซึ่งหลักฐานนี้ไม่เคยปรากฏอยู่ในต้นฉบับวรรณกรรมเรื่องใด ๆ ของสังคมไทยทั้งสิ้น           ๔. อักษรและอักขรวิธีของอักษรไทยย่อในสมุดไทยเรื่องนันโทปนันทสูตรคำหลวงฉบับนี้พบว่ามีพยัญชนะไทยครบทั้ง ๔๔ ตัวเป็นครั้งแรก           เรื่องย่อนันโทปนันทสูตรคำหลวงกล่าวถึงพระพุทธเจ้าเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ในกรุง ราชคฤห์ เย็นวันหนึ่ง มีมหาเศรษฐี ชื่อ อนาถบิณฑิกะมาทูลอาราธนาพระพุทธองค์และพระอรหันตสาวก ๕๐๐ องค์ไปรับบิณฑบาตที่บ้านของตนในวันรุ่งขึ้น สมเด็จพระบรมศาสดารับอาราธนาแล้วก็ประทับอยู่ ณ พระวิหารจนสิ้นราตรี ครั้นเวลาใกล้รุ่งพระพุทธเจ้าทรงตรวจดูโลกธาตุและทราบโดยพระญาณว่าพระยานันโทปนันท นาคราช ควรจะได้รับรสพระธรรม ด้วยพระยานาคราชตนนี้ได้เคยสร้างกุศลไว้ในชาติก่อน แต่พระยา นันโทปนันทนี้ยังมีความเห็นผิดเป็นมิจฉาทิฐิอยู่ แต่ก็สามารถที่จะสั่งสอนให้เข้าถึงพระรัตนตรัยได้ พระบรมศาสดาทรงพิจารณาเห็นว่าพระโมคคัลลานะอัครสาวกเบื้องซ้าย มีฤทธิ์อาจทรมานพระยานาคราชตนนี้ให้ละพยศเสียได้ ดังนั้นพอรุ่งเช้าพระพุทธเจ้าจึงมีพุทธฎีกาแก่พระอานนท์ว่าจะเสด็จไปยังเทวโลก พระอานนท์และพระสาวกจึงเตรียมตามเสด็จด้วย พระพุทธองค์และพระสาวกได้เหาะไปเหนือวิมานของพระยานันโทปนันท พระยานาคราชแลเห็นว่าพระพุทธเจ้าและพระสาวกจะเหาะมาเหนือปราสาทของตน ฝุ่นใต้เท้าก็จะเรี่ยรายลงมา ก็โกรธบังเกิดมิจฉาทิฐิ สำคัญตนว่าเป็นผู้มีศักดิ์ใหญ่ จึงแสดงอิทธิฤทธิ์ด้วยการจำแลงกายเป็นนาคราชใหญ่พันเขาพระสุเมรุไว้เจ็ดรอบและแผ่พังพานบังโลกธาตุจนมืดมิดเพื่อขวางทางไม่ให้พระพุทธเจ้าเสด็จผ่าน พระสาวกองค์ต่างๆ ทูลขอเป็นผู้ปราบพญานันโทปนันทะ แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงอนุญาต ทรงให้เฉพาะพระโมคคัลลานะเท่านั้นเป็นผู้ไปปราบ จึงเกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่ระหว่างพญานันโทปนันทะและพระโมคคัลลานะ ในที่สุดพญานาคราชก็มิอาจสู้ได้ จึงยอมจำนนและละมิจฉาทิฐิ เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าและถือเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะ------------------------------------------เรียบเรียงข้อมูล : นางศิวพร เฉลิมศรี นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ------------------------------------------



black ribbon.