ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,743 รายการ

สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 178/6 เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อผู้แต่ง          กรมศิลปากร ชื่อเรื่อง           บรรณานุกรมของศูนย์นราธิปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ เล่ม ๑ พร้อมด้วยพระประวัติและผลงานของศาตราจารย์ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ครั้งที่พิมพ์       - สถานที่พิมพ์     กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์       กรมศิลปากร ปีที่พิมพ์          ๒๕๒๒ จำนวนหน้า     ๔๓๘  หน้า รายละเอียด                     เป็นหนังสือที่รวบรวมพระประวัติ รายชื่อหนังสือภาษาไทยที่ได้รับจากห้องสมุดส่วนพระองค์ของศาสตราจารย์ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ   กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์และผู้บริจาครายย่อย   ประกอบด้วย คำนำ คำอนุโมทนา พระประวัติของศาตราจารย์ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพระนราธิปพงศ์ประพันธ์ รายละเอียดการจัดหมวดหมู่บรรณานุกรม นอกจากนี้ยังมีดรรชนีผู้แต่งและดรรชนีชื่อเรื่องประกอบไว้ท้ายเล่มอีกด้วย



ชื่อเรื่อง : สมบัติศิลปจากบริเวณเขื่อนภูมิพล ชื่อผู้แต่ง : ศิลปากร, กรม ปีที่พิมพ์ : 2515 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์พระจันทร์ จำนวนหน้า : 224 หน้า สาระสังเขป : นำเสนอรายละเอียดการขุดค้นโบราณวัตถุสถานในบริเวณเหนือเขื่อนภูมิพล โดยเริ่มสำรวจและขุดค้นที่ตำบลบ้านนา อำเภอสามเงา จังหวัดตาก และได้ไปสำรวจและขุดค้นตั้งแต่อำเภอฮอด ในจังหวัดเชียงใหม่เรื่อยลงมาตามลำน้ำแม่ปิง จนถึงบริเวณที่สร้างเขื่อนในอำเภอสามเงา มีการเก็บรวบรวมโบราณวัตถุได้กว่า 500 ชิ้น ได้แก่ พระพุทธรูปที่ขุดได้จากบริเวณเหนือเขื่อนภูมิพล พระแก้วกรุเจดีย์ศรีโขง พระบฏในกรุพระเจดีย์วัดดอกเงิน ตุง กลองสะบัดชัย ของเบ็ดเตล็ดจากกรุฮอด และเครื่องถ้วยจีน


ผู้แต่ง             ปวงคำ  ตุ้ยเขียว. ชื่อเรื่อง           ประวัติวัดป่าแดงมหาวิหารครั้งที่พิมพ์       พิมพ์ครั้งที่ ๒ปีที่พิมพ์          ๒๕๒๐สถานที่พิมพ์     เชียงใหม่สำนักพิมพ์       โรงพิมพ์พระสิงห์การพิมพ์จำนวนหน้า      ๗๓ หน้ารายละเอียด หนังสือ ประวัติวัดป่าแดงมหาวิหาร นี้ จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นหนังสือแจก แก่ผู้มาร่วมงาน ทอดกฐิน ที่วัดป่าแดงในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ผู้เขียนได้รวบรวมเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับประวัดิวัดป่าแดงมหาวิหาร ตำนานเมืองเหนือ เรื่องพระพุทธรูปแก่นจันทร์ รวมทั้งรายนามเจ้าอาวาส ในอดีต ถึงปัจจุบัน


         ภาพ ‘ชีวิตประจำวัน’ ของ มานิตย์ ภู่อารีย์          100 ปี ศิลปสู่สยาม สุนทรีศิลปแห่งนวสมัย          ในกลุ่มลูกศิษย์ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มานิตย์ ภู่อารีย์ (พ.ศ. 2478 - 2551) ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) พ.ศ. 2542 คือหนึ่งในลูกศิษย์ที่มีผลงานโดดเด่น โดยเฉพาะงานจิตรกรรมและภาพพิมพ์แกะไม้ที่ถ่ายทอดความประทับใจในวิถีชีวิตแบบไทย มานิตย์นำเอาศิลปะแบบไทยประเพณีมาผสมผสานกับความเป็นสากลในงานศิลปะแบบสมัยใหม่ พร้อมกับศิลปินในช่วงเวลานั้น เช่น เขียน ยิ้มศิริ ประสงค์ ปัทมานุช ประพัฒน์ โยธาประเสริฐ ชลูด นิ่มเสมอ ประหยัด พงษ์ดำ และประพันธ์ ศรีสุตา เป็นต้น ที่ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานแนวผสมผสาน จนเกิดเป็นกระแสเคียงคู่กับงานศิลปะสมัยใหม่แบบตะวันตกที่ได้รับความนิยมอยู่ในขณะนั้น (ราว พ.ศ. 2500 - 2510)           มานิตย์เป็นชาวธนบุเรียน เริ่มเรียนศิลปะที่โรงเรียนเพาะช่าง แผนกวิจิตรศิลป์ จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับปริญญาศิลปบัณฑิต (เกียรตินิยม) เมื่อ พ.ศ. 2502 ในขณะที่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 ศาสตราจารย์ศิลป์ได้มอบหมายให้มานิตย์ช่วยสอนในวิชา Research of Old Thai Art ที่คณะจิตรกรรมฯ พ.ศ. 2505 มานิตย์ได้รับทุนการศึกษาเพื่อไปศึกษาต่อเฉพาะทางในวิชาจิตรกรรมที่สถาบันศิลปะแห่งกรุงโรม (L’Accademia di Belle Arti di Roma) ประเทศอิตาลี “นายๆ นายสร้าง Compose ใหม่ที่นายรู้สึกนะ ทำอย่างที่เป็นตัวนาย สภาพแวดล้อมของนายน่ะ นายไม่ต้องไปลอกฝรั่ง มันเป็นขโมย  นายอย่าไปทำอย่างนั้นเหมือนคนอื่นไม่เอา”          ด้วยคำแนะนำของศาสตราจารย์ศิลป์ ทำให้มานิตย์ซึ่งเติบโตมาในบ้านที่อยู่ท่ามกลางท้องร่องสวนฝั่งธนบุรี สร้างสรรค์ผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิถีชีวิตของชาวสวนตาล พ.ศ. 2502 มานิตย์ เขียนภาพ ‘น้ำตาลสด’ ด้วยสีฝุ่นบนแผ่นกระดานอัด (Masonite Board) แสดงภาพชาวบ้านกำลังหามกระบอกน้ำตาลสด และส่งเข้าร่วมการประกวดในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 10 (พ.ศ. 2502) โดยได้รับประกาศนียบัตรเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง ประเภทจิตรกรรม ภาพ ‘ชีวิตประจำวัน (ชาวสวน)’ (ภาพที่ 1 - 2) และภาพ ‘ชีวิตประจำวัน’ (ภาพที่ 3 - 4) ซึ่งจัดแสดงอยู่ในนิทรรศการพิเศษ “100 ปี ศิลปสู่สยาม สุนทรียศิลปแห่งนวสมัย” น่าจะเป็นภาพในชุดเดียวกันกับ ‘น้ำตาลสด’ ภาพชุดนี้ของมานิตย์เขียนขึ้นจากความผูกผันและความประทับใจในวิถีชีวิตแบบไทย เป็นการหยิบยกเรื่องราวแสนธรรมดาในชีวิตประจำวันมานำเสนอในบรรยากาศแบบใหม่ ซึ่งพัฒนาขึ้นมาจากงานจิตรกรรมแบบไทยประเพณี การเขียนภาพบุคคลยังคงลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์แบบไทยโบราณ เช่น การเขียนเค้าโครงใบหน้า และการแสดงท่าทางอย่างนาฏลักษณ์ (ท่ารำ) ผสมผสานกับการวางโครงภาพแบบงานศิลปะตะวันตก          นอกจากผลงานทั้ง 2 ชิ้นที่จัดแสดงอยู่ในนิทรรศการพิเศษ “100 ปี ศิลปสู่สยาม สุนทรียศิลปแห่งนวสมัย” ยังมีผลงานชิ้นอื่นๆ ของมานิตย์อีก เช่น ภาพลายเส้นเอกรงค์เขียนด้วยถ่าน ‘สามพี่น้อง’ (พ.ศ. 2502) และภาพ ‘แม่ค้า’ (พ.ศ. 2505) (ภาพอยู่ในคอมเมนต์) ซึ่งมีรูปแบบเดียวกันกับภาพ ‘ชีวิตประจำวัน’ นอกจากนี้ ในนิทรรศการ “ศิลปกรรมสมัยรัชกาลที่ 9” นิทรรศการส่วนต่อขยายที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับงานศิลปะสมัยใหม่ของไทยที่ตั้งอยู่ติดกันนั้น ยังมีผลงานชิ้นสำคัญของมานิตย์จัดแสดงอยู่อีก เช่น ‘ตะกร้อ’ (พ.ศ. 2504) (ภาพอยู่ในคอมเมนต์) ภาพพิมพ์แกะไม้ที่ได้รับประกาศนียบัตรเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง ประเภทภาพพิมพ์ การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 12 (พ.ศ. 2504) ซึ่งศาสตราจารย์ศิลป์ได้วิจารณ์ผลงานชิ้นนี้ไว้ว่า “...ภาพพิมพ์ตะกร้อของเขานั้น ทั้งชวนให้ขบขันและขณะเดียวกันก็แสดงคุณค่าในทางศิลปะไปด้วย...” และ ‘แย่งอาหาร’ (พ.ศ. 2505) (ภาพอยู่ในคอมเมนต์) ภาพพิมพ์แกะไม้ที่รับประกาศนียบัตรเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง ประเภทภาพพิมพ์ การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 13 (พ.ศ. 2505) ซึ่งเป็นประกาศนียบัตรเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง ครั้งที่ 3 และทำให้มานิตย์ได้รับเกียรติยกย่องเป็น “ศิลปินชั้นเยี่ยม” ประเภทภาพพิมพ์ ในปีนั้น          นิทรรศการพิเศษ “100 ปี ศิลปสู่สยาม สุนทรียศิลปแห่งนวสมัย” ระหว่างวันที่ 18 มกราคม – 9 เมษายน 2566 ณ อาคารนิทรรศการ 4 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป เปิดให้เข้าชมวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา 9.00 – 16.00 น. (ปิดวันจันทร์ – วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มานิตย์ ภู่อารีย์ ได้ที่ https://www.facebook.com/.../a.242467477.../2481030625361612 อ้างอิงจาก 1. หนังสือ “5 ทศวรรษ ศิลปกรรมแห่งชาติ 2492 - 2541” โดย หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร 2. หนังสือ “6 ทศวรรษ ศิลปกรรมร่วมสมัยในประเทศไทย” โดย ศาสตราจารย์วิโชค มุกดามณี 3. หนังสือ “ศิลปะรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 9” โดย ศาสตราจารย์วิโชค มุกดามณี และรองศาสตราจารย์ สุธี คุณาวิชยานนท์


เลขทะเบียน : นพ.บ.398/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 58 หน้า ; 4 x 53 ซ.ม. : ชาดทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 145  (48-57) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : สังฮอมธาตุ--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.532/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 50 หน้า ; 5 x 56 ซ.ม. : ชาดทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 178  (281-290) ผูก 4 (2566)หัวเรื่อง : บรรพชาวินิจฉัย--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


          วันศุกร์ที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๖ เวลา ๐๗.๐๐ น. นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช และพิธีตักบาตรพระสงฆ์ ๙๙ รูป เนื่องในงาน “ใต้ร่มพระบารมี ๒๔๑ ปี กรุงรัตนโกสินทร์“ พร้อมด้วยนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร และข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม ภาครัฐ องค์กรภาคีวัฒนธรรม ร่วมในพิธี ณ พระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม



องค์ความรู้ เรื่อง “มัจฉชาดก : ที่มาของพิธีฟังธรรมพระยาปลาช่อนเพื่อขอฝน” โดย ดร.วกุล มิตรพระพันธ์ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการ กลุ่มภาษาและวรรณกรรม สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์



๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๖วันพืชมงคลพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพิธีการเพื่อความเป็นสิริมงคล และบำรุงขวัญเกษตรกร อีกทั้งยังเป็นการระลึกถึงความสำคัญของเกษตรกรที่มีต่อเศรษฐกิจไทย กำหนดจัดขึ้นในเดือนหกของทุกปี ซึ่งระยะนี้เป็นระยะเหมาะสมที่จะเริ่มต้นการทำนาอันเป็นอาชีพหลักของประชาชนคนไทย ตาแหลว (ตำแหลว)ตาแหลว ตะแหลว หรือตตาเหลว ตรงกับเฉลวของไทยภาคกลางเป็นเครื่องจักสานทำด้วยตอกเส้นเล็กขัดกัน ให้ส่วนกลางเป็นตา ๖ เหลี่ยม ปล่อยชายตอกออกไปคล้ายกับรัศมีแสงอาทิตย์มีลักษณะเป็นแผ่นแบนขนาดกว้างประมาณ ๒ คืบ ตาแหลวนี้จะใช้เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรมมีลักษณะใช้เป็นเครื่องหมายบอกอาณาเขตหวงห้าม เช่น ใช้เสียบไม้ปักไว้ในบริเวณปลูกข้าวแรกนา ใช้ติดหน้าบ้านของคนที่ตายอย่างผิดปกติหลังพิธีศพหรือใช้แขวนกับสายสิญจน์และหญ้าคาฟั่นไว้กลางประตูเมืองหลังพิธีสืบชาตาเมืองเพื่อป้องกันเสนียดจัญไร เป็นต้นในตำนานเชียงแสนในส่วนที่กล่าวถึงขุนทึงนั้น ก็ได้มีการระบุว่า ใช้ตาแหลวเป็นเครื่องบอกขอบเขตและกรรมสิทธิ์ในการปลูกข้าวด้วยตาแหลวแรกนา (อ่าน "ตำแหลวแฮกนา") ตาแหลวแรกนา ซึ่งบางท่านเรียกว่า ตาแหลวหลวงตาแหลวเมือง หรือตาแสง มีลักษณะเป็นเฉลวพิเศษที่ใช้ในพิธีการแรกนา โดยเฉพาะตาแหลวชนิดนี้ทำขึ้นให้มีลักษณะคล้ายว่าวใหญ่ ขนาดกว้างประมาณ ๗๐ เซนติเมตร สูงประมาณ ๑ เมตร ติดอยู่กับไม้ไผ่ซึ่งดัดมาใช้ทั้งลำ เพียงแต่เลาะกิ่งก้านออกให้เหลือแต่ส่วนยอด และมีไม้ว้องหรือโช่ทำด้วยห่วงตอกสองสายห้อยลงมาจากส่วนไหล่ของตาแหลวแรกนาที่ปลายสาย ไม้วั้อง นั้นมีรูปปลาติดอยู่ ซึ่งปลานั้นอาจทำด้วยแผ่นไม้หรือไม้ไผ่สานก็ได้ตาแหลวแรกนาดังกล่าวนี้ เจ้าของนาจะติดตั้งขึ้นเป็นพิเศษในพิธีการแรกนา โดยการกันเอาที่หัวมุมคันนาด้านหัวนาเป็นปริมณฑลสี่เหลี่ยมจัตุรัสแล้วกั้นรั้วราชวัติกว้างและยาวประมาณ ๑ เมตร ล้อมรอบอยู่ ๓ ด้าน ที่มุมทั้งสี่จะมีตาแหลวขนาดปกติติดตั้งอยู่พร้อมกับมี ส้อหล้อ สำหรับใส่เครื่องบัตรพลีไว้ด้วย ที่โคนเสาซึ่งคิดตั้งตาแหลวแรกนานั้นจะมีแท่นเครื่องบัตรพลีซึ่งโดยมากมักจะใช้แท่นไม้สำหรับเป็นที่ตอกกล้ามาจัดเป็นที่วางเครื่องบัตรพลี บางท่านกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องทำรั้วราชวัติก็ได้ เพียงแต่ให้ปักส้อหล้อ บรรจุเครื่องบัตรพลี ๕ ชุด เป็นปริมณฑลรอบแท่นบัตรพลีแทน และบางท่านกล่าวว่า ในการเตรียมมณฑลพิธีแรกนานี้ให้จัดทำแท่นบูชาท้าวในการทำพิธีแรกนานั้น เจ้าของนาหรือผู้จะทำนาพร้อมด้วยบุตรภรรยาจะนำเครื่องบัตรพลีมาใส่ลงใน ส้อหล้อ และวางลงบนตั้งแรกนาซึ่งทำเป็นแท่น แล้วกล่าวคำบวงสรวงแม่โพสพและแม่ธรณี หากพ่อนาผู้นั้นไม่สามารถกล่าวคำดำเนินพิธีได้ ก็อาจขอให้อาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรมมาทำพิธีให้ก็ได้การกล่าวคำบวงสรวงนั้น จะเริ่มกล่าวคำสั่งเวยท้าวจตุโลกบาลเสียก่อน หลังจากนั้นจึงจะกล่าวสังเวยแม่โพสพตามลำดับ "ตาแหลว (เฉลว)." สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 5. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, 2542: 2376-2377. "ตาแหลวแรกนา." สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม 5. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, 2542: 2377-2378.


ภาพเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ประทับบุษบกเทียบท่าราชวรดิษฐ์ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ เทคนิค : สีฝุ่นบนสมุดข่อย ศิลปิน : นายวิสูตร ศรีนุกูล ตำแหน่ง : นายช่างศิลปกรรมปฏิบัติงาน กลุ่มงาน : กลุ่มจิตรกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ขนาด : กว้าง ๕๐ เซนติเมตร ยาว ๑๒๐ เซนติเมตร ผลงานศิลปกรรมออกแบบและจัดสร้างโดย กลุ่มจิตรกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จัดแสดงในนิทรรศการพิเศษ “เถลิงรัชช์หัตถศิลป์” ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ ๙ มิถุนายน – ๑๗ กันยายน ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. วันพุธ – วันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์ – วันอังคาร) การเขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ด้วยเทคนิคการเขียนสีฝุ่นบนสมุดข่อยชิ้นนี้ จิตรกรได้บันทึกประวัติศาสตร์เหตุการณ์สำคัญในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันเสาร์ที่ ๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ กองทัพเรือเชิญเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ทอดบุษบก ออกจากอู่หมายเลข ๑ อู่ทหารเรือ ธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ไปจอดเทียบท่าราชวรดิฐ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ เพื่อเป็นการถวายเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศตามโบราณราชประเพณี ได้มีการสันนิษฐานว่าบุษบกของเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ซึ่งเป็นคราวเดียวกับการสร้างเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ลำปัจจุบัน เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ทอดบุษบกใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๕๔ และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ทอดบุษบกอันเป็นเรือพระที่นั่งทรง ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๖๘ จวบจนในสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ทรงสนพระราชหฤทัยและทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในการฟื้นฟูและสืบสานพระราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณเป็นอย่างยิ่ง ทรงมีราชดำริโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค จึงได้มีการบูรณะซ่อมแซมเรือพระราชพิธีครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการรักษาสมบัติอันมีค่าของชาติให้ดำรงอยู่ เป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศและประชาชนชาวไทย พร้อมทั้งยังช่วยบำรุงขวัญและก่อให้เกิดความภูมิใจแก่คนไทย ที่สำคัญเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของชาวต่างประเทศทั่วโลก เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ทอดบุษบกได้ถูกใช้ในวาระสำคัญต่าง ๆ กระทั่งหลังจากปีพุทธศักราช ๒๕๒๕ จึงว่างเว้นจากการใช้งานเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ทอดบุษบก แต่ได้เชิญเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ทอดบัลลังก์กัญญาเป็นเรือพระที่นั่งทรง ในการจัดงานพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในโอกาสมหามงคลวาระต่าง ๆ เรื่อยมาจนตลอดรัชกาล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดโบราณราชประเพณีและธรรมเนียมปฏิบัติของราชสำนัก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระราชยานเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ทอดบุษบก เทียบท่าราชวรดิฐ อ้างอิง ------------ กระทรวงวัฒนธรรม, ประมวลองค์ความรู้ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, (นครปฐม: บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด, ๒๕๖๒. ณัฏฐภัทร จันทวิช, พระราชพิธีบรมราชาภิเษก, กรมศิลปากรจัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เนื่องในมหาวโรกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๐. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงวัฒนธรรม, นิทรรศการองค์ความรู้เกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒. ---------- ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมสื่อวีดิทัศน์ : ขั้นตอนการเขียนสีฝุ่นบนสมุดข่อย ได้จากระบบศูนย์ข้อมูลงานศิลปกรรม สำนักช่างสิบหมู่ ทางลิ้งค์ด้านล่าง ------------------------------------- https://datasipmu.finearts.go.th/knowledge/26


          วัดห้วยเสือ ตั้งอยู่ ณ บ้านห้วยเสือ หมู่ที่ 5 ตำบลสมอพรือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งจากการเข้าไปสำรวจพบว่าวัดแห่งนี้มีการรวบรวมภาพจิตรกรรม โดยเป็นเรื่องราวของ “พระเวสสันดรชาดก” ชาติที่ 10 ของเรื่องราว “ทศชาติชาดก” หรือก็คือ 10 ชาติ ของการเล่าเรื่องราวการที่พระพุทธเจ้าทรงเวียนว่ายตายเกิด จนเป็นพระพุทธเจ้าในชาติสุดท้าย ซึ่งในปัจจุบันภาพดังกล่าวได้ถูกจัดเก็บไว้เป็นอย่างดี ณ วัดห้วยเสือ เพื่อเป็นการดำรงและรักษาภาพจิตรกรรมการแสดงคำสอนอันดีงามและเรื่องราวความเป็นมาทางพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป             สำหรับ ทศชาติ เรื่อง “พระเวสสันดรชาดก” ว่าด้วยเรื่อง 13 กัณฑ์ ถือได้ว่าเป็นเรื่องราวที่รู้จักมากที่สุดและมีความสำคัญมากที่สุดในบรรดาทศชาติชาดกทั้ง 10 ตอน และเป็นสาเหตุที่เวสสันดรชาดกถูกยกให้เป็นมหาชาตินั้น ก็เนื่องจากชาดกเรื่องนี้ถือเป็นพระชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนจะได้เป็นพระพุทธเจ้า อีกทั้งยังเป็นพระชาติที่ทรงบำเพ็ญบารมีครบทั้ง 10 ประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทานบารมี” ที่ทรงบริจาคทุกสิ่งทุกอย่างทุกอย่าง แม้แต่ภรรยาและบุตรของตนเองก็บริจาค ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ทำได้ยากและเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ที่สุด            นอกจากนั้น สาเหตุที่ “พระเวสสันดรชาดก” นั้นเป็นที่ยกย่องและน่าเลื่อมใส เพราะเรื่องเวสสันดรชาดกนั้นมีคุณค่าที่สามารถนำไปประยุกต์เข้ากับชีวิตประจำวันได้ทุกระดับ โดย 13 กัณฑ์ ของเรื่องราว “พระเวสสันดรชาดก” สามารถศึกษาเเละทำความเข้าใจเพิ่มเติมได้ ดังนี้             เอกสารเเละหลักฐานสำหรับการสืบค้น           1. วัดห้วยเสือ, ภาพจิตรกรรม ทศชาติ เรื่อง “พระเวสสันดรชาดก” ว่าด้วยเรื่อง 13 กัณฑ์.           2. เจริญ ไชยชนะ.  (2502),  มหาเวสสันดรชาดก ฉบับ 5 กัณฑ์.  กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ ไชยวัฒน์.           3. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม.  (2561),  เทศน์มหาชาติมหากุศล.  กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.           4. ทิวาวรรณ อายุวัฒน์.  (2561).  ““ทศชาติชาดก 101”, ใน สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยี (ผู้รวบรวม), บทความทางวิชาการ สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยี.  (หน้า 1).  นครปฐม :มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม.


black ribbon.