ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,905 รายการ
ผู้แต่ง : ลิลิตตำรานพรัตน์
ฉบับพิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 4
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : กรมศิลปากร
ปีที่พิมพ์ : 2512
หมายเหตุ : พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางรักษ์ราชหิรัญ (ชิญ หังสสูต)
หนังสือตำรานพรัตน์นี้ เป็นตำราแก้ว 9 ประการ ประกอบด้วย เพชร ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน นิล มุกดา เพทาย แสดงกำเนิดและลักษณะของนพรัตน์ ลักษณะบางประการอันให้คุณและโทษแก่เจ้าของตามคติซึ่งเชื่อกันมาแต่โบราณ และกล่าวกันถึงค่าของรันตเหล่านี้ด้วย
เหรียญกษาปณ์โรมัน “จักรพรรดิวิคโตรินุส” พบที่เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องบรรพชนคนอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง เหรียญทองแดงขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๒ เซนติเมตร ด้านหน้าเป็นรูปจักรพรรดิซีซาร์ มาร์คุส พิอาโวนิอุส วิกโตรินุส (Emperor Caesar Marcus Piavonius Victorinus) เห็นพระพักตร์ด้านขวาของพระองค์ ทรงมงกุฎ และเสื้อเกราะ มีตัวอักษรภาษาละตินล้อมรอบอยู่ริมขอบเหรียญว่า “IMP C VICTORINVS P F AVG ย่อมาจาก Imperator Caesar Victorinus Pius Felix Augustus แปลว่า จักรพรรดิซีซาร์ วิคโตรินุส ศรัทธา ความสุข ด้านหลังเป็นรูปเทพีซาลัส (Salus) เทพีแห่งสุขภาพและความสุขของยุคโรมัน ทรงสวมชุดแบบโรมันที่เรียกว่า ชุดสโทลา (Stola) และคลุมผ้า ที่เรียกว่า ปัลลา (Palla) ผินพระพักตร์ไปทางซ้าย ทรงป้อนอาหารงูของเทพแอสคูราปิอุส (Aesculapius) ผู้เป็นพระบิดาและเป็นเทพเจ้าแห่งการแพทย์และการรักษาโรค ทรงจับงูด้วยพระหัตถ์ขวา และถือชามใส่อาหารด้วยพระหัตถ์ซ้าย มีตัวอักษรภาษาละติน ล้อมรอบรูปเทพีซาลัส โดยรอบเหรียญว่า SALVS AVG ซึ่งนักวิชาการต่างประเทศตีความว่าเป็นคำย่อมาจาก Salus Augusti แปลว่า “Health of the Emperor” จักรพรรดิวิคโตรินุส ทรงเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิกัลลิค (The Gallic Empire or The Gallic Roman Empire) ซึ่งแยกตัวออกมาจากจักรวรรดิโรมันในระหว่างปี พ.ศ. ๘๐๓ – ๘๑๗ ทรงครองราชย์ในระหว่างปี พ.ศ. ๘๑๒ – ๘๑๔ สันนิษฐานว่าเหรียญนี้ผลิตขึ้นที่โรงกษาปณ์ในเมืองโคโลญจ์ ประเทศเยอรมัน ราว พ.ศ. ๘๑๒ – ๘๑๓ (ประมาณ ๑,๗๕๐ ปีมาแล้ว) ทั้งนี้เหรียญกษาปณ์โรมันรูปจักรพรรดิวิคโตรินุสนี้ ไม่ได้พบจากการขุดค้นทางโบราณคดี โดยผู้มอบให้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง แจ้งว่า พบจากเมืองโบราณอู่ทอง ทำให้นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่า เหรียญดังกล่าวอาจเป็นของที่นำเข้ามาในสมัยหลัง โดยพ่อค้าชาวยุโรป สมัยอยุธยา แต่หากเหรียญที่พบถูกนำเข้ามาตั้งแต่ช่วงเวลาที่มีการผลิตขึ้นใช้ คือ ระหว่างปี พ.ศ. ๘๑๒ – ๘๑๓ ก็ถือเป็นหลักฐานสำคัญ ที่แสดงว่าพื้นที่บริเวณเมืองโบราณอู่ทอง มีการติดต่อค้าขายกับดินแดนที่อยู่ไกลออกไปทางตะวันตก โดยเฉพาะกับจักรวรรดิโรมัน ศูนย์กลางสำคัญของโลกยุคโบราณ โดยตรงหรือผ่านพ่อค้าชาวต่างชาติอื่น ๆ เช่นอินเดีย และเปอร์เชีย มาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๙ หรือกว่า ๑,๗๐๐ ปีมาแล้ว .............................................................................ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง............................................................................เอกสารอ้างอิงคริสเตียน ลองเดส. “เหรียญโรมันพบที่เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี”. ศิลปากร ปีที่ ๓๖ เล่ม ๑, ๒๕๒๕ อ้างถึงใน อรุณศักดิ์ กิ่งมณี และคณะ. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี : สหมิตรพริ้นติ้ง, ๒๕๔๕. อมรา ศรีสุชาติ. (๒๕๖๐). “ปฐมบทแห่งการศึกษาค้นคว้าเรื่องการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมบนเส้นทางการค้าทางทะเล”. ใน เอกสารประกอบการเสวนาทางวิชาการ “สุวรรณภูมิ : การเชื่อมโยงการค้าโลก”. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี. Nick Wells. Victorinus [Online], 1 September 2020. Available from www.academia. edu/2091876/Victorinus Seth William Stevenson, Frederic W. Madden, C. Roach Smith. A dictionary of Roman coins, Republican and Imperial [Online], 1 September 2020. Available from archive. org/details/dictionaryofroma00stev/mode/2up How to identify roman coins [Online], 1 September 2020. Available from www.all-your-coins. com/en/blog/antique/romaines/comment-identifier-les-monnaies-romaines
เรียบเรียงโดย นางสาวอุไร คำมีภา นักภาษาโบราณปฏิบัติการ
กำแพงเพชรเป็นพื้นที่หนึ่งซึ่งปรากฏชุมชนโบราณที่มีการสร้างคูน้ำคันดิน และโบราณวัตถุที่เกี่ยวเนื่องในสมัยทวารวดี โดยจากการดำเนินงานทางโบราณคดีพบเมืองโบราณในสมัยทวารวดี ๒ แห่ง ได้แก่ เมืองไตรตรึงษ์ และเมืองโบราณบ้านคลองเมือง เมืองไตรตรึงษ์ บ้านวังพระธาตุ ตำบลไตรตรึงษ์ อำเภอเมืองกำแพงเพชร เป็นชุมชนโบราณริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง และเป็นเส้นทางคมนาคมในอดีตระหว่างหัวเมืองภาคเหนือกับชุมชนในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ลักษณะเป็นเมืองรูปสี่เหลี่ยมมุมมน ขนาดกว้าง ๘๐๐ เมตร ยาว ๘๔๐ เมตร ล้อมรอบด้วยคูน้ำคันดิน ๓ ชั้น จากการขุดค้นภายในเมืองพบหลักฐานโบราณวัตถุที่มีอายุร่วมสมัยในสมัยทวารวดี อาทิ ตะกรันจากการถลุงโลหะ ลูกปัด ตะเกียงดินเผา ฯลฯ เมืองไตรตรึงษ์เป็นชุมชนสำคัญบนแม่น้ำปิงสืบเนื่องถึงสมัยสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ ๑๘ – ๒๑) เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าระหว่างตะวันออกไปยังตะวันตก และจากทิศใต้ไปยังทิศเหนือ ได้พบหลักฐานที่สำคัญ คือ โบราณสถานสถาปัตยกรรมสุโขทัยบริเวณกลางเมือง เช่น เจดีย์ประธานทรงดอกบัวตูม (ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์) วัดเจดีย์เจ็ดยอด เจดีย์ทรงระฆัง วัดพระปรางค์ เป็นต้น เมืองโบราณบ้านคลองเมือง ตำบลโกสัมพี อำเภอโกสัมพีนคร เป็นชุมชนโบราณร่วมวัฒนธรรมทวารวดีอีกแห่งหนึ่งในกำแพงเพชร ลักษณะผังเมืองมีรูปทรงไม่แน่นอนล้อมรอบด้วยคูน้ำคันดินขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๓๕๐ – ๔๐๐ เมตร ภายในเมืองพบโบราณวัตถุจำนวนมาก อาทิ ขวานหินขัดแบบมีบ่า ตะกรันจากการถลุงโลหะ แวดินเผา ฯลฯ ซึ่งเป็นหลักฐานทางโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานการอยู่อาศัยในช่วงสมัยสุโขทัย และสมัยอยุธยา (พุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๒๓) เช่น ฐานเจดีย์อิฐ ภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งแบบสุโขทัย (เครื่องสังคโลก) ชนิดเคลือบและไม่เคลือบ เครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิง (พุทธศตวรรษที่ ๒๒) เป็นต้น -------------------------------------------ที่มาของข้อมูล: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร -------------------------------------------บรรณานุกรม ศิลปากร, กรม. นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร. กรุงเทพฯ : รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗), ๒๕๕๗.
จากสาเหตุการย้ายศูนย์กลางเมืองเนื่องจากภาวะน้ำท่วมนั้น แม้จะไม่ได้ทำให้เวียงกุมกามล่มสลาย หากแต่เป็นการลดบทบาทของการเป็นศูนย์กลางทางการเมืองการปกครองของเวียงกุมกามลงภายหลังการย้ายเมืองหลวงไปจากเวียงกุมกาม เวียงกุมกามยังคงมีการตั้งถิ่นฐานอย่างเดิม หากแต่คงบทบาทเพียงเป็นเมืองบริวารที่ทำหน้าที่เป็นเมืองหน้าด่านทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ให้กับเมืองเชียงใหม่ตลอดจนทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนาให้กับอาณาจักร และสถานที่พักผ่อนของบรมวงศานุวงศ์ดังนั้นจึงอาจสันนิษฐานได้ว่าน้ำท่วมเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ร่วมกับปัจจัยในการที่จะทำให้เวียงกุมกามล่มสลาย กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เวียงกุมกามล่มสลายเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน การทิ้งร้างไปของเมืองไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ณ ช่วงเวลาหนึ่งหากแต่ใช้ระยะยาวนานก่อนที่เมืองจะถูกทิ้งร้างไป
ปัจจัยประการแรก คือ การเปลี่ยนแปลงอำนาจบทบาทและฐานะของเมืองเป็นเพียงเมืองหน้าด่านของเชียงใหม่และในที่สุดเป็นเพียงชุมชนชานเมืองหลวงเพื่อกิจกรรมทางพุทธศาสนา
ประการต่อมา คือการเปลี่ยนแปลงเส้นทางของแม่น้ำปิง ทำให้เวียงกุมกามไม่มีศักยภาพทางการสัญจรและการค้าเพียงพอที่จะยังคงฐานะความสำคัญอีกต่อไป เนื่องด้วยแม่น้ำปิงไหลผ่านที่ราบโล่งซึ่งลาดต่ำ ส่งผลให้น้ำปิงมีโอกาสที่จะเปลี่ยนเส้นทางเดินได้ ซึ่งสนับสนุนข้อสันนิษฐานที่กล่าวว่าแม่น้ำปิงเคยเปลี่ยนทางเดินอย่างน้อย ๓ ครั้งด้วยกัน
ประการสุดท้าย คือ ภัยจากสงคราม ที่เวียงกุมกามมักถูกโจมตีและมีการตั้งทัพของกลุ่มผู้รุกราน มีการกวาดต้อนคนล้านนาไปเป็นเชลยที่เมืองพม่า ตลอดจนการมีสงครามอย่างต่อเนื่องในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ จึงทำให้เวียงกุมกามไม่มีเวลาที่จะฟื้นฟูสภาพบ้านเมืองและถูกทิ้งร้าง ผุพังไปตามกาลเวลา และภายหลังการทิ้งร้างของเมืองได้เกิดน้ำท่วมบนพื้นที่ของเวียงกุมกามหลายครั้งทำให้
เวียงกุมกามทั้งหมดถูกฝังอยู่ใต้พื้นดินราว ๑.๕ - ๒.๐ เมตร
อ้างอิง : เมืองเชียงใหม่ ศิลปะ สถาปัตยกรรมและความเชื่อ โครงการรวบรวมผลงานวิชาการ ลำดับที่ ๑ ศูนย์สถาปัตยกรรมล้านนาคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ชื่อเรื่อง เทศนาวิภังค์-มหาปัฏฐานสพ.บ. 195/4ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 28 หน้า : กว้าง 4.6 ซ.ม. ยาว 55.1 ซ.ม. หัวเรื่อง พุทธศาสนา บทสวดมนต์บทคัดย่อ/บันทึกเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดพยัคฆาราม ต.ศรีประจันต์ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
วัดนี้ปรากฏเรื่องราวในพระราชนิพนธ์เที่ยวเมืองพระร่วง ซึ่งนายเทียนเล่าทูลถวายว่าเขาได้อ่านในคัมภีร์ที่โดนไฟไหม้ไปแล้วว่าวัดนี้สร้างโดยพระนางพสุจเทวี ชายาพระร่วง และเป็นธิดาพระเจ้ากรุงจีน แต่ก็ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีสนับสนุน
ลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่ปรากฏของวัดนี้ แสดงถึงอิทธิพลศิลปะอยุธยาแล้ว ได้แก่
- วิหาร ที่เป็นผนังทึบ เจาะช่องแสง
- ลวดลายปูนปั้น ที่งามประณีต แสดงถึงฝีมือช่างชั้นครูในสมัยอยุธยา
- เจดีย์ประธาน ทรงระฆังหรือทรงกลม ที่มีซุ้มพระ ๔ ทิศ
- อุโบสถ ที่ตั้งอยู่ในแกนหลัก
ลวดลายปูนปั้นที่ร่วมสมัยกันนั้น ได้แก่ ลายปูนปั้นบนผนังวิหารวัดยายตา
ส่วนเจดีย์ทรงระฆังนั้น นอกจากจะมีซุ้มพระทั้ง ๔ ทิศแล้ว ที่ฐานยังเคยประดับช้างล้อมอีกด้วย
ทางทิศตะวันตกของวัด คือ เขตสังฆาวาส หรือ หมู่กุฏิสงฆ์ ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างจากไม้ ปัจจุบันจึงไม่เหลือร่องรอยปรากฏอยู่เลย นอกเขตแนวกำแพงรั้วแท่งสี่เหลี่ยมตั้งเป็นแนวชิดกัน
เครดิตภาพ : คุณบัณฑิต ทองอร่าม
เลขทะเบียน : นพ.บ.80/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 34 หน้า ; 4.5 x 59 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 50 (78-93) ผูก 4 (2564)หัวเรื่อง : สังฮอมธาตุ --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อเรื่อง ภิกฺขุปาติโมกฺขสพ.บ. 151/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 90 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 36 ซ.ม. หัวเรื่อง พุทธศาสนา พระวินัย
บทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ต.รั้วใหญ่ อ.เมืองฯ จ.สุพรรณบุรีหมายเหตุ***(บทสวดบุพพกรณ์และบุพพกิจ (แบบสององค์) – บทเสขิยวัตร ฉพฺพีสติ สรูปา ข้อ 24)
เลขทะเบียน : นพ.บ.151/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 22 หน้า ; 4.5 x 57 ซ.ม. : ชาดทึบ ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 92 (404-407) ผูก 1 (2564)หัวเรื่อง : อานิสงส์สังฮอมธาตุ (สลองสังฮอมธาตุ)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
พญาภาณุราชฤาษีสีทายุศมาลี ชบ.ส. ๖๔ เจ้าอาวาสวัดเทพประสาท ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
มอบให้หอสมุด ๒๓ ก.ค. ๒๕๓๕
เอกสารโบราณ (สมุดไทย)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
เลขที่ ชบ.บ.26/1-6
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
เรื่อง “ร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดี เสาดินนาน้อย”
เสาดินนาน้อย อยู่ภายในเขตอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ตำบลเชียงของ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาแล้ว พื้นที่บริเวณนี้ยังพบร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้แก่ เครื่องมือหินกะเทาะ ซึ่งมีลักษณะเป็นหินกรวดแม่น้ำ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือหินในกลุ่มเครื่องมือสับ-ตัด (Chopper - chopping Tool) โดยพบได้ทั่วไปตามพื้นผิวดินและผนังชั้นดิน ในบริเวณที่ถูกน้ำเซาะจากการศึกษาเปรียบเทียบอายุสมัยของเครื่องมือหิน สันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุมากกว่า ๑๐,๐๐๐ - ๒๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว
"เสาดิน" เป็นศัพท์ที่ชาวบ้านใช้เรียกหย่อมตะกอนที่มีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชัน เป็นแท่ง เป็นกรวย เป็นหลืบ มียอดแหลม โผล่พ้นพื้นดินบนลานโล่ง เสาดินนาน้อยเกิดขึ้นจากการผุพังและการกัดกร่อนโดยน้ำฝนเป็นตัวการ ทำให้ชั้นตะกอนซึ่งได้จากการสะสมตัวในแอ่งลุ่มน้ำของอำเภอนาน้อยในสมัยไพลสโตซีนตอนปลายที่ยังไม่จับตัวกันแน่นแข็งเป็นหิน ถูกชะล้างพัดพาออกไปจนมีสภาพแวดล้อมเป็นพื้นที่เสื่อมโทรม มีริ้วและร่องที่เกิดจากการกัดกร่อนโดยทางน้ำ (Gully erosion) มากมาย แหล่งธรณีวิทยาคล้ายเสาดินนาน้อยแห่งอื่นในประเทศไทย เช่น แพะเมืองผี ตำบลน้ำชำ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่, โป่งยุบ ตำบลท่าเคย อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี และ ละลุ ตำบลทัพราช อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เป็นต้น
แหล่งโบราณคดีเสาดินนาน้อย ปรากฏหลักฐานร่องการอยู่อาศัยแรกเริ่มในพื้นที่จังหวัดน่านของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ สมัยหินเก่า (Palaeolithic Period) หลักฐานที่พบ คือ เครื่องมือหินกะเทาะซึ่งทำจากหินกรวดแม่น้ำ เป็นเครื่องมือหินประเภทสับ-ตัด (Chopper-chopping Tool) ส่วนใหญ่เป็นแบบกะเทาะหน้าเดียว สันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุมากกว่า ๑๐,๐๐๐ - ๒๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว
ในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้มีการศึกษารูปแบบเครื่องมือหินกะเทาะ ที่พบจากการสำรวจ ในพื้นที่บริเวณแหล่งโบราณคดีเสาดินนาน้อย จำนวน ๒๐๓ ชิ้น จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าเป็นหินทรายและหินควอตไซต์ และได้จัดจำแนกรูปแบบเครื่องมือหินออกเป็นสองลักษณะ ได้แก่ เครื่องมือแกนหิน และเครื่องมือสะเก็ดหิน ดังนี้
เครื่องมือแกนหิน (Core Tools) ได้แก่
๑. Chopper Tools เครื่องมือหินที่กะเทาะหน้าเดียว มีลักษณะเป็นเส้นโค้งหรือเส้นตรงเฉพาะส่วนบนผิวหน้าเท่านั้น
๒. Chopping Tools เครื่องมือหินที่มีร่องรอยการกะเทาะทั้งสองหน้า ขอบที่เป็นคมของเครื่องมือโค้งลงคล้ายลูกคลื่น อันเกิดจากการกะเทาะสลับไปมาทั้งสองข้าง
๓. Hand-Adzes เครื่องมือหินที่ถูกกะเทาะขอบคมด้านซ้ายหรือขวาด้านใดด้านหนึ่ง
๔. Photo-Hand axes เครื่องมือหินที่กะเทาะให้มีลักษณะปลายแหลม
๕. เครื่องมือหินกะเทาะหน้าเดียวทั้งหน้า
๕.๑ แบบมีปลายค่อนข้างแหลม
๕.๒ แบบมีลักษณะค่อนข้างกลม
๖. เครื่องมือหินที่มีร่องรอยการกะเทาะทั้งชิ้น
เครื่องมือสะเก็ดหิน (Flakes tools) ได้แก่
๑. เครื่องมือสะเก็ดหินขนาดใหญ่ที่กะเทาะเพียงหน้าเดียว ให้เกิดรอยคมบริเวณขอบผิวหน้าของสะเก็ดหินด้านใดด้านหนึ่ง
๒. เครื่องมือสะเก็ดหินที่ถูกกะเทาะขอบคม
๒.๑ เครื่องมือสะเก็ดหินที่ถูกกะเทาะขอบคมรอบๆ
๒.๒ เครื่องมือสะเก็ดหินที่ถูกกะเทาะขอบคมด้านซ้ายหรือขวาด้านใดด้านหนึ่ง
๓. เครื่องมือสะเก็ดหินขนาดใหญ่ที่กะเทาะให้มีลักษณะปลายแหลม
๓.๑ เครื่องมือสะเก็ดหินขนาดใหญ่ที่กะเทาะให้มีลักษณะปลายแหลมเพียงด้านเดียว
๓.๒ เครื่องมือสะเก็ดหินขนาดใหญ่ที่กะเทาะให้มีลักษณะปลายแหลมทั้งด้านบนและด้านล่าง
๔. เครื่องมือสะเก็ดหินขนาดเล็กที่มีร่องรอยการกะเทาะทั่วทั้งชิ้น
๕. รูปแบบอื่นๆ ไม่สามารถจัดจำแนกให้อยู่ในรูปแบบข้างต้นได้ ซึ่งเป็นเครื่องมือหินที่มีลักษณะคล้ายคมขวาน
นอกจากแหล่งโบราณคดีเสาดินนาน้อย ตำบลเชียงของ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน ซึ่งพบร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีประวัติศาสตร์สมัยหินเก่าแล้ว ยังมีแหล่งโบราณคดีถ้ำปู่แล่ม หรือถ้ำอัมรินทร์ ตำบลส้าน อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นถ้ำบนภูเขาหินปูน จากการสำรวจพบเครื่องมือหินกะเทาะที่ทำจากหินกรวดแม่น้ำ ก้อนหินเจาะรู เครื่องมือหินขัด และเศษภาชนะดินเผา โดยหินกรวดแม่น้ำที่มีรอยกะเทาะและสะเก็ดหินหลายชิ้นที่พบคงจะถูกนำมาผลิตเป็นเครื่องมือ สันนิษฐานว่า เครื่องมือหินกรวดแม่น้ำที่พบที่แหล่งโบราณคดีถ้ำปู่แล่ม หรือถ้ำอัมรินทร์ น่าจะมีอายุราว ๓๕,๐๐๐ - ๒๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว ซึ่งอาจจะอยู่ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันกับแหล่งโบราณคดีเสาดินนาน้อย
ปัจจุบัน โบราณวัตถุที่ถูกเก็บรักษาและจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ประกอบด้วย เครื่องมือหินกะเทาะ จำนวน ๑๐ ชิ้น ซึ่งพบจากการสำรวจบริเวณเสาดินนาน้อย เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๒๕
นอกจากนั้น ยังมีการจัดแสดงโบราณวัตถุที่พบจากพื้นที่บริเวณเสาดินนาน้อย ณ อาคารที่ทำการของเสาดินนาน้อย และนำเสนอเรื่องราวทางด้านธรณีวิทยาของเสาดินนาน้อยอีกด้วยค่ะ
เอกสารอ้างอิง :
กรมทรัพยากรธรณี, เสาดิน ตำบลเชียงของ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน (ออนไลน์) , เข้าถึงข้อมูลเมื่อ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๔, แหล่งที่มา : http://www.dmr.go.th/main.php?filename=n08
พัชราภรณ์ มูลชมพู. “รูปแบบเครื่องมือหินกะเทาะ: แหล่งโบราณคดีเสาดินนาน้อย อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน”. สารนิพนธ์ปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต ภาควิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๕.
ระบบภูมิสารสนเทศ แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม, แหล่งโบราณคดี เสาดินนาน้อย (ออนไลน์), เข้าถึงข้อมูลเมื่อ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๔, แหล่งที่มา : http://gis.finearts.go.th/fineart/
สิริพัฒน์ บุญใหญ่. การสำรวจแหล่งก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่อำเภอเวียงสา อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน. เชียงใหม่ : ห้างหุ้นส่วนจำกัดกู้ดพริ้น พริ้นติ้ง เชียงใหม่, ๒๕๕๑.
สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่. สังเขปประวัติศาสตร์และโบราณคดีจังหวัดน่าน ฉบับคู่มือ อส.มศ. , ไม่ระบุปีที่พิมพ์.