ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,559 รายการ
การเสด็จประพาสต้นครั้งที่ ๒ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๔๙ ได้เสด็จประพาสเมืองกำแพงเพชร ระหว่างวันที่ ๒๓ – ๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๙ วันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๙ เสด็จประพาสตอนเหนือเมืองกำแพงเพชรเก่า (เขตอรัญญิก) ได้แก่ วัดกำแพงงาม วัดพระนอน วัดพระสี่อิริยาบถ และวัดอาวาสใหญ่ และได้ทรงมีพระราชนิพนธ์บรรยายเกี่ยวกับกลุ่มโบราณสถานด้านนอกกำแพงเมืองไว้ ดังนี้ มีพระราชนิพนธ์ถึงที่ตั้งของโบราณสถานว่าเป็นพื้นที่สูงและมีพื้นเป็นศิลาแลง และลักษณะการใช้ศิลาแลงในการก่อสร้างกำแพงโบราณสถาน โดยพบว่าที่วัดกำแพงงามยังปรากฏแนวกำแพงที่มีความสมบูรณ์กว่าโบราณสถานแห่งอื่น ๆ “...แล้วจึงไปขึ้นดินสูง ที่สูงนั้นพื้นเป็นแลงทั้งสิ้น...พอขึ้นที่สูงนั้นหน่อยหนึ่งก็ถึงวัดเป็นวัดใหญ่ ๆ แต่ไม่มีชื่อทั้งสิ้น ด้วยเป็นวัดทิ้งอยู่ในป่าเสียแล้ว วัดเหล่านี้ใช้แลงแผ่นยาว ๆ ตั้ง ๒ ศอกเศษ หน้ากว้างคืบเศษฤาศอก ๑ หนา ๕ นิ้ว ๖ นิ้ว ตั้งเรียงดันเป็นระเนียดมีกรอบแลงเหลี่ยมลอกมุมทับหลังเหมือนกันทุก ๆ วัด แต่วัดที่เขาให้ชื่อไว้ว่ากำแพงงามเป็นเรียบร้อยดีกว่าทุกแห่ง ทีจะทำภายหลังวัดอื่น...” ข้อความที่บรรยายเกี่ยวกับโบราณสถานวัดพระนอนมีการกล่าวถึงลักษณะที่สมบูรณ์ของเจดีย์ประธานวัดพระนอนไว้ว่า “…จะว่าด้วยวัดพระนอนนี้วิหารใหญ่มาก แต่โทรมไม่มีอะไรอัศจรรย์ ในทักษิณชั้นล่างตั้งสิงห์เบือนเห็นจะมากคู่ แต่เดี๋ยวนี้เหลือ ๒ ตัว ชิ้นกลางเป็นวิหาร ๕ ห้อง...เสาใช้แลงท่อนเดียวเป็นเสา ๔ เหลี่ยมใหญ่ ห้องข้างหน้ามีพระนอน ห้องข้างหลังมีพระนั่ง ๒ องค์ ชิ้นหลังเป็นพระเจดีย์ฐาน ๘ เหลี่ยม ระฆังกลมรูปแจ้งามมาก เกือบจะสู้พระเจดีย์กลางถนน เมืองย่างกุ้งได้...” ส่วนพระราชนิพนธ์ที่กล่าวถึงโบราณสถานวัดพระสี่อิริยาบถมีพระราชวินิจฉัยเกี่ยวกับการตั้งชื่อวัดไว้ความว่า “...ตั้งชื่อไว้ว่าวัดพระยืน มีสะพานข้ามคู...ชิ้นกลางเห็นจะเป็นวิหารยอดจัตุรมุข แต่สูงใหญ่เหลือเกิน มุขหน้าเป็นพระเดิน มุขหลังเป็นพระยืน มุขซ้ายเป็นพระนอน มุขขวาเป็นพระนั่ง ที่มุมปั้นเป็นรูปนารายณ์ขี่ครุฑใหญ่มาก จะรับหลังคาอย่างไรน่าคิด แต่พระเหล่านี้เป็นพระปั้นด้วยปูน ใครจะมาซ่อมมาทำเพิ่มเติมอย่างไรภายหลัง แต่รูปพรรณสัณฐานคงเป็นพระกำแพง ไม่ใช่ช่างเมืองอื่นมาทำ พระยืนนั้นขนาดพระโลกนาถวัดเชตุพน แต่ประเปรียวกว่า เห็นว่าให้ชื่อว่าวัดพระยืนไม่เข้าเค้า จึงเปลี่ยนให้เรียกว่าวัดพระเชตุพนไปพลาง กว่าจะมีชื่ออื่นดีกว่า เหตุด้วยเมืองสุโขทัยมีวัดเชตุพน บางทีเขาจะตั้งชื่อซ้ำกันบ้าง...” โบราณสถานวัดอาวาสใหญ่ มีข้อความบรรยายเกี่ยวกับรูปแบบของเจดีย์ และลักษณะแผนผังของวัดที่คล้ายกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุของเมืองลพบุรี “…ต่อนั้นไปจึงถึงวัดใหญ่ซึ่งมีวิหารอย่างเดียวกัน กลางเป็นรูปไม้สิบสอง จะเป็นเจดีย์หรือปรางค์อันใดพังเสียหรือไม่แล้ว ด้านหลังก็เป็นวิหารใหญ่อีกหลังหนึ่ง ในลานวัดนั้นเต็มไปด้วยพระเจดีย์ที่เป็นฐานเดียวกัน หลาย ๆ องค์บ้าง องค์เดียวบ้าง ลักษณะเดียวกับวัดหน้าพระธาตุลพบุรีและวัดพระมหาธาตุเมืองนครศรีธรรมราช จะเป็นวัดอื่นนอกจากวัดหน้าพระธาตุไม่ได้เลย วัดนี้ดูบริบูรณ์มากกว่าวัดอื่น ซุ้มประตูใหญ่น้อยก็ยังมี ข้างหน้าวัดมีสระ ๔ เหลี่ยมกว้างยาวลึกประมาณสัก ๕ วา...น้ำในนั้นมีบริบูรณ์ใช้ได้อยู่จนบัดนี้ เมื่อเห็นวัดนี้เข้าแล้ว เป็นการจำเป็นที่จะยืนยันรับรองว่าวัดในเมืองจะเป็นวัดพระแก้วไม่ได้เลย ถ้าพระแก้วได้อยู่ในเมืองนี้คงจะอยู่วัดนี้ ใช่จะแต่เฉพาะว่าวัดใหญ่เกี่ยวด้วยกาลเวลาเสียด้วย เป็นอันสันนิษฐานได้ในเรื่องเมืองกำแพงเพชรนี้ ดังที่จะว่าต่อไป” “เมืองกำแพงเพชรนี้เดิมตั้งอยู่ห่างฝั่งน้ำทุกวันนี้ประมาณ ๑๐๐ เส้น น่าจะมีลำน้ำมาที่ชายเนินแลง ซึ่งได้กล่าวไว้ว่าเป็นที่ลุ่มน้ำ หรือที่อื่นตลอดจนถึงเวลาพระร่วงเป็นใหญ่ในเมืองสวรรคโลกเป็นเวลาร่วมกันกับมังรายลงมาจากเชียงราย ตั้งเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองหลวง พวกเจ้านายในเมืองสวรรคโลกกลัวว่าสวรรคโลกล่อแหลมนัด จึงคิดอ่านตั้งสุโขทัยเป็นเมืองหลวงขึ้นอีกเมืองหนึ่ง สวรรคโลกให้ลูกเธอไปอยู่เป็นทัพหน้า ข้างฝ่ายแม่น้ำน้อยนี้จะเป็นด้วยแม่น้ำเปลี่ยนไปก็ตาม หรือเมืองเดิมตั้งอยู่ห่างน้ำก็ตาม พระร่วงหรือวงศ์พระร่วงเห็นควรจะเลื่อนเมืองลงมาตั้งริมน้ำให้ข่มแม่น้ำนี้ จึงมาสร้างกำแพงขึ้นใหม่ให้ชื่อเมืองกำแพงเพชร ทำทางหลวงเดินขึ้นไปสวรรคโลกสายหนึ่ง มากำแพงเพชรสายหนึ่ง เพื่อจะให้เดินทัพช่วยกันได้สะดวก...ด้วยเหตุฉะนั้น เจ้าผู้ครองเมืองกำแพงเพชรจึงย้ายเข้ามาอยู่ในกำแพง ได้สร้างวัดใหญ่ขึ้นแต่วัดเดียว เมื่อองค์อื่นจะสร้างก็สร้างเติมต่อ ๆ ไป จึงไม่มีวัดใหญ่ในกำแพงเมือง วัดในกำแพงต้นทางที่มีพระเจดีย์ซึ่งมกุฎราชกุมารสมมติให้เป็นวัดมหาธาตุ ถ้าจะเทียบกับวัดข้างนอกเมืองเล็กนักเป็นไม่ได้วัดพระแก้วนั้นเล่าพระแก้วก็อยู่ไม่ได้ ด้วยเหตุที่พระแก้วจะตกมาอยู่กำแพงเพชรคงจะมาอยู่ก่อนสร้างกำแพงเมืองกำแพงเพชรทุกวันนี้...” จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จทอดพระเนตรวัดในเขตอรัญญิก ได้มีพระราชวินิจฉัยว่าโบราณสถานนอกกำแพงเมืองน่าจะมีอายุเก่ากว่าในกำแพงเมือง และได้เทียบขนาดของโบราณสถานระหว่างในเมืองกำแพงเพชรกับนอกเมืองแล้ว พบว่านอกเมืองมีขนาดใหญ่กว่า โดยเฉพาะที่วัดอาวาสใหญ่ ทำให้มีข้อพระราชวินิจฉัยว่าพระแก้วมรกตหากได้มีการประดิษฐานที่เมืองกำแพงเพชรจริง น่าจะประดิษฐานที่วัดอาวาสใหญ่ด้านนอกเมืองแห่งนี้ การเสด็จประพาสต้นเมืองกำแพงเพชรในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปีพุทธศักราช ๒๔๔๙ ได้ยังประโยชน์ต่อการศึกษาด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีของเมืองกำแพงเพชรเป็นอย่างมาก ทั้งพระราชวินิจฉัยที่ปรากฏในพระราชนิพนธ์และภาพถ่ายฝีพระหัตถ์เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงสภาพในอดีตของโบราณสถานในเขตอรัญญิกของเมืองกำแพงเพชร ที่มาของข้อมูล : อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรบรรณานุกรม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. เสด็จประพาสต้นในรัชกาลที่ ๕. พิมพ์ครั้งที่ ๒๖. กรุงเทพฯ : ไทยร่มเกล้า, ๒๕๒๙.
คันฉ่องสำริด พบที่แหล่งเรือจมรางเกวียน จังหวัดชลบุรี แบบศิลปะจีน พบในแหล่งเรือจมรางเกวียนจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นแหล่งเรือจมที่กำหนดอายุอยู่ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 สันนิษฐานว่าเป็นวัตถุมงคลที่ช่างต่อเรือฝังตรึงไว้เพื่อให้ความคุ้มครองป้องกันภัยในการเดินทาง พบจำนวน 3 ชิ้น เฉพาะคันฉ่องที่มีลายนูนพบฝังตรึงอยู่กับกระดูกงูด้านหัวเรือลักษณะเป็นคันฉ่องบานขนาดเล็ก ด้านหน้าขัดเรียบ ด้านหลังมีลายนูนรูปต้นไม้และรูปกลุ่มบุคคล ในประเทศไทยคันฉ่องสำริดศิลปะจีนอยู่หลายชิ้น ตัวอย่างเช่น คันฉ่องที่พบที่อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช พบที่ริมแม่น้ำเพชรบุรี อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี และพบที่ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ เป็นต้น การทำคันฉ่องสำริดของจีน เริ่มมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์โจวตะวันออก อายุราว 2500 ปีมาแล้ว มีการค้นพบแม่พิมพ์คันฉ่องที่มีลวดลายของสัตว์และดอกไม้ที่แหล่งโบราณคดีในมณฑล Shansi ประเทศจีน ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีในสมัยราชวงศ์โจวตะวันออก หลังจากนั้นก็มีการทำต่อมาเรื่อยๆ รวมทั้งเผยแพร่รูปแบบและเทคนิคไปยังดินแดนอื่นๆ ใกล้เคียง เช่น ญี่ปุ่นและคาบสมุทรเกาหลี เป็นต้น ------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พาณิชย์นาวี------------------------------------------อ้างอิง 1. กรมศิลปากร.โบราณคดีสีคราม.โครงการโบราณคดีใต้น้ำ งานโบราณคดีใต้น้ำ ฝ่ายวิชาการ กองโบราณคดี กรมศิลปากร ,2531 2. ล้อม เพ็งแก้ว ชื่อ “วัตถุทางวัฒนธรรม” ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ 2559 3.สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม 3 กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, 2542 4.องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง เรื่อง “คันฉ่องสำริดที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง” เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2563 5. Yunxiang Bai, On the two traditions of the bronze mirror casting techniques in East Asia. Chinese Archaeology | Volume 11: Issue 1 Published online: 01 Jan 2011 6. Ancient Chinese Bronze Mirrors from the Lloyd Cotsen Collection. Nov. 12, 2011–May 15, 2012 Virginia Steele Scott Galleries of American Art, Susan and Stephen Chandler Wing, The Huntington Library, Art Collections and Botanical Gardens
ผู้แต่ง : ดำรงราชานุภาพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา, 2405-2486.
ฉบับพิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 1
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : กรมศิลปากร
ปีที่พิมพ์ : 2496
หมายเหตุ : ต้นฉบับจากกรมศิลปากร พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพนาวาอากาศเอก พระประพิณพนยุทธ์ (พิณ พลชาติ)
กล่าวถึงประวัติเรือรบไทยตั้งแต่สมัยโบราณ 2 ชนิด คือ เรือรบใช้สำหรับทางแม่น้ำและเรือรบใช้สำหรับทางทะเล
รวบรวมภาพ พระราชกรณียกิจ ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในขณะดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ประจำปี พ.ศ. 2542 - 2543 ผู้แต่ง สำนักงานเสิมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาลโรงพิมพ์ เซเว่น พริ้นติ้ง กรุ๊ปปีที่พิมพ์ 2543ภาษา ไทย - อังกฤษ รูปแบบ pdfเลขทะเบียน หช.จบ. 214 จบ (ร)
การผลิตสังคโลกในอดีตนั้น ความเชี่ยวชาญของช่างปั้นและประสบการณ์ที่ได้จากการลองผิด ลองถูกถือเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากในสมัยก่อนยังไม่มีเครื่องมือต่าง ๆ ที่ช่วยให้การผลิตเครื่องสังคโลกมีประสิทธิภาพ ในบางครั้งการผลิตเครื่องสังคโลกจึงเกิดความผิดพลาดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความผิดพลาดที่เกิดจากการผลิตสังคโลกมีหลายกรณี เช่น การแตกราน เกิดจากตัวเคลือบและเนื้อดินปั้นขยายหรือหดตัวไม่เท่ากัน ทำให้ผิวเคลือบมีรอยแตกเหมือนร่างแห น้ำเคลือบแยกตัว มีสาเหตุการเกิดหลายประการ เช่น เนื้อดินปั้นเปียกชื้น มีฝุ่นละอองจับอยู่ที่ผิวดินก่อนเคลือบ หรือน้ำเคลือบข้นเกินไป ทำให้สังคโลกที่ได้มีช่องว่างที่เห็นผิวดินเพราะไม่มีเคลือบติดอยู่ น้ำเคลือบไหลตัว เป็นผลมาจากการเผาด้วยอุณหภูมิสูงเกินไป หรือชุบน้ำเคลือบหนาเกินไป ส่งผลให้น้ำเคลือบไหลตัวเป็นหยด การแตกร้าว มีสาเหตุมาจากการชุบเคลือบหนาเกินไป หรือนำภาชนะออกจากเตาในขณะที่ยังร้อนอยู่ และเมื่อพบกับอุณหภูมิภายนอกที่ต่ำกว่ามาก ภาชนะจึงแตกร้าว การบิดเบี้ยว เกิดจากการเผาภาชนะด้วยความร้อนสูงเกินไป หรือตั้งภาชนะอยู่ใกล้เปลวไฟมากเกินไป ทำให้สังคโลกเกิดการบิดเบี้ยวเสียรูปทรง แม้ว่าสังคโลกกลุ่มนี้จะไม่ใช่ผลงานที่สมบูรณ์แต่ก็ถือเป็นโบราณวัตถุสำคัญที่แสดงถึงความพยายาม ของช่างในการผลิตเครื่องสังคโลก และเป็นตัวอย่างของบทเรียนจากความผิดพลาดที่ทำให้เราได้เรียนรู้วิธีการผลิตเครื่องปั้นดินเผาของคนในอดีตเพื่อนำไปใช้พัฒนาต่อยอดต่อไปได้ การแตกราน น้ำเคลือบแยกตัว น้ำเคลือบไหลตัว การบิดเบี้ยว ---------------------------------------------------------- ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก ----------------------------------------------------------
ลำดับที่ ๐๐๓ เรื่อง จดหมายเหตุว่าด้วย โรคติดต่อร้ายแรง ตอนที่ ๒
ปัจจุบันสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ๒๐๑๙ หรือ (โควิค-๑๙) ที่แพร่ระบาดหนักในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ทวีความรุนแรง สร้างความเสียหายต่อชีวิต และเศรษฐกิจในวงกว้าง รวมถึงกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก
หากย้อนไปในอดีตจากข้อมูลเอกสารจดหมายเหตุพบว่าเหตุการณ์แพร่ระบาดของโรคได้เกิดขึ้นหลายครั้งในประเทศไทย ดังที่ได้นำเสนอไว้ในตอนที่ ๑
สำหรับสัปดาห์นี้ เสนอ บทความความรู้จากงานจดหมายเหตุจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา
ลำดับที่ ๐๐๓ เรื่อง
จดหมายเหตุว่าด้วย โรคติดต่อร้ายแรง ตอนที่ ๒ กำจัดยุง กำจัดไข้มาลาเรีย
ไข้มาลาเรียมีการติดต่อแพร่เชื้อโดยมียุงก้นปล่องเป็นพาหะนำโรค การควบคุมไข้มาลาเรียไม่ให้มีการแพร่ ขยายออกไป จึงจำเป็นต้องตัดวงจรชีวิตยุงก้นปล่องให้ได้มากที่สุด ด้วยการพ่นเคมี ดี.ดี.ที.
แม้ว่าการพ่น ดี.ดี.ที. จะช่วยกำจัดยุงก้นปล่องซึ่งเป็นพาหะนำโรคไข้มาลาเรียได้ แต่ประชาชนบางส่วนยัง ไม่มั่นใจว่าการพ่น ดี.ดี.ที. จะช่วยลดการแพร่ระบาดของไข้มาลาเรียได้ และเกรงว่าจะส่งผลข้างเคียงต่อร่างกาย และอาคารบ้านเรือน
หน่วยมาลาเรียที่ ๕ สุราษฎร์ธานี ศูนย์มาลาเรียเขต ๔ สงขลา จึงออกใบประกาศ ประชาสัมพันธ์ไปยังพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับไข้มาลาเรีย การปฏิบัติงานของทาง ราชการ และขอให้ประชาชนให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ในการพ่นเคมี ดี.ดี.ที.
นอกจากนี้ หน่วยมาลาเรียที่ ๑ ตาก ศูนย์มาลาเรียเขต ๑ พระพุทธบาท มีบทความออกอากาศทางสถานี วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยแม่สอด จังหวัดตาก ครั้งที่ ๖๕/๓/๒๕๒๔ ประจำวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๒๔ ในรายการมาเลเรียเพื่อประชาชน ได้มีการอ่านบทความเกี่ยวกับไข้มาลาเรีย เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ แก่ประชาชน และมีการนำบทกลอนที่เขียนถึงไข้มาลาเรียอ่านออกอากาศ
รายละเอียดสามารถมาศึกษาเพิ่มเติมได้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สงขลา
ถนนกาญจนวนิช ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ๙๐๑๑๐
โทร. ๐ ๗๔๒๑ ๒๕๖๒, ๐ ๗๔๒๑ ๒๔๗๙
โทรสาร ๐ ๗๔๒๑ ๒๑๘๒
E-mail : national.archives.songkhla@gmail.com
Website : http://www.finearts.go.th/songkhlaarchives/
เลขทะเบียน : นพ.บ.121/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 32 หน้า ; 5 x 57.3 ซ.ม. : ทองทึบ-ลานดิบ ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 69 (225-231) ผูก 4 (2564)หัวเรื่อง : สตฺตปฺกรณาภิธมฺ (พระอภิธมฺสงฺคิณี-พระยกมกปกรณ)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.111/1ขห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 26 หน้า ; 4.5 x 54.6 ซ.ม. : ชาดทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 62 (188-191) ผูก 1 (2564)หัวเรื่อง : แทนน้ำนม--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ตำรายาแผนโบราณ ชบ.ส. ๒๓
เจ้าอาวาสวัดต้นสน ต.บางปลาสร้อย เขต ๑ อ.เมือง จ.ฃลบุรี
มอบให้หอสมุด ๒๐ ก.ค. ๒๕๓๕
เอกสารโบราณ (สมุดไทย)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
เลขที่ ชบ.บ.20/1-5
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
บ้านตาดทอง ชุมชนโบราณมีคูน้ำคันดิน
-----ชุมชนบ้านตาดทอง หมู่ ๑ ตั้งอยู่ใน ตำบลตาดทอง อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ห่างจากอำเภอเมืองไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๕ กิโลเมตร ทิศเหนือติดกับตำบลสิงห์ ทิศตะวันออกติดกับตำบลหนองคู ทิศตะวันตกติดกับตำบลในเมือง และ ตำบลเขื่องคำ ทิศใต้ติดกับตำบลขุมเงิน เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มีบ้านเรือนไม่ต่ำกว่า ๔๐๐ หลังคาเรือน (หมู่ ๑) พื้นที่ในบริเวณทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันออกของหมู่บ้านเป็นพื้นที่นา ตัวหมู่บ้านห่างจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ แม่น้ำชี ห่างจากหมู่บ้านไปทางตะวันตกประมาณ ๖ กิโลเมตร ลำน้ำกว้าง ห่างจากหมูบ้านไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๓ กิโลเมตร และ ห้วยถ่มห่างจากหมูบ้านไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๑ กิโลเมตร
-----ชุมชนบ้านตาดทอง ตั้งอยู่บนเนินดินซึ่งเป็นที่ตั้งชุมชนโบราณ ปรากฏร่องรอยของคูน้ำคันดิน ล้อมรอบ ๒ ชั้นอย่างชัดเจน โดยที่ลักษณะของคูน้ำทั้ง ๒ ชั้น มีลักษณะเป็นร่องน้ำอยู่ตรงกลางและมีคันดินขนาบข้าง ดังนี้
------ชั้นใน มีลักษณะแผนผังรูปวงรี ล้อมรอบเนินดินของหมู่บ้าน มีขนาดกว้างที่สุดประมาณ ๔๘๐ เมตร และยาวที่สุดประมาณ ๕๓๐ เมตร
-----ชั้นนอก มีลักษณะแผนผังคล้ายรูปสี่เหลี่ยมมุมมน วางตัวตามแนวแกนทิศตะวันออกเฉียงเหนือ – ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ขนาดกว้างประมาณ ๖๐๐ เมตร ยาวประมาณ ๙๔๐ เมตร สันนิษฐานว่าเป็นแนวคูน้ำที่สร้างมาในระยะหลัง และขยายตัวออกจากคูน้ำชั้นใน โดยการขุดคูน้ำและสร้างคันดินต่อเนื่องออกมาในทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
-----คูน้ำ ที่สามารถสังเกตได้อย่างชัดเจน คือ คูน้ำด้านทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และทิศใต้ กว้างประมาณ ๒๐ - ๔๐ เมตร
-----คันดิน จากข้อมูลเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๑ ยังคงปรากฎร่องรอยของคันดินที่ทางด้านทิศใต้และด้านทิศตะวันตกเท่านั้นและมีสภาพไม่สมบูรณ์
ปัจจุบันชุมชนโบราณบ้านตาดทองถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน เนื่องจากมีทางหลวงหมายเลข ๒๓ ตัดผ่านกลางเมือง
-----จากการศึกษาภาพถ่ายทางอากาศ และการศึกษาทางโบราณคดี ทำให้พบหลักฐานชุมชนโบราณมีคูน้ำ คันดินล้อมรอบ จำนวนมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีทั้งลักษณะชุมชนที่มีคูน้ำคันดินชั้นเดียว และชุมชนโบราณที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบหลายชั้น
-----ชุมชนโบราณบ้านตาดทองถือเป็นชุมชนโบราณที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบหลายชั้นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ลักษณะของชุมชนประเภทนี้พบได้น้อยมากมักพบว่าเป็นชุมชนขนาดใหญ่ และตั้งอยู่ห่างไกลกัน เป็นชุมชนที่มีพัฒนาการมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้น ในสมัยวัฒนธรรมทวารวดีและเจนละ (อายุประมาณ ๒,๕๐๐ - ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว) ชุมชนโบราณประเภทนี้ ได้แก่ เมืองฟ้าแดดสงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ เมืองโบราณบ้านคูเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นต้น
-----ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชุมชนโบราณบ้านตาดทองเป็นแหล่งโบราณคดีที่นักวิชาการทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้ความสนใจ จะขอกล่าวถึงในรายละเอียดในตอนต่อไป (ติดตามต่อไปในเรื่อง บ้านตาดทอง ประวัติการทำงานที่ผ่านมา)
+++นายพงษ์พิศิษฏ์ กรมขันธ์ นักโบราณคดีปฏิบัติการ ผู้เรียบเรียง+++
-----ข้อมูลจาก ๑. สุรพล ดำริห์กุล.(๒๕๔๙). แผ่นดินอีสาน. กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์.
๒. ชินณวุฒิ วิลยาลัย.(ไม่ระบุปีพ.ศ.) ชุมชนโบราณบ้านตาดทอง ตำบลตาดทอง อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร(เอกสารอัดสำเนา).
๓. นายพงษ์พิศิษฏ์ กรมขันธ์, นายสาริศ วัฒนากาล.(๒๕๖๒) รายงานการขุดค้นทางโบราณคดีโบราณสถานธาตุตาดทอง ตำบลตาดทอง อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร(เอกสารอัดสำเนา). สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี
วิหารคริสตจักรตรัง ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง
กำเนิดคริสตจักรโปรเตสแตนต์ในประเทศไทย
คริสตจักรโปรเตสแตนต์ในประเทศไทย มีประวัติศาสตร์ย้อนไปตั้งแต่ในปี พ.ศ.๒๓๗๑ เมื่อศาสนาจารย์จาคอบ ทอมลิน จากสมาคมมิชชันนารีลอนดอน และศาสนาจารย์นายแพทย์คาร์ล กุตสลาฟ จากสมาคมมิชชันนารีฮอลันดา เข้ามาเผยแผ่คริสตศาสนานิกายโปรเตสแตนต์เป็นครั้งแรกในประเทศสยาม ต่อมาจึงมีคณะมิชชันนารีเดินทางเข้ามาเผยแผ่คริสตศาสนาอีกหลายคณะ รวมทั้งมิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนด้วย
มิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน
ในปี พ.ศ.๒๓๘๐ มิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนเข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งแรก และเมื่อถึงพ.ศ.๒๓๙๒ ศาสนาจารย์สตีเฟน แมตตูน แหม่มแมตตูน(ภรรยา) ศาสนาจารย์นายแพทย์แซมมูเอล เรโนลด์ เฮาส์ ศาสนาจารย์สตีเฟน บุช และภรรยา ได้ดำเนินการประชุมเพื่อสถาปนาคริสตจักรอเมริกันเพรสไบทีเรียนในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ตั้งที่ทำการของมิชชันอยู่ที่บริเวณชุมชนกุฎีจีน กรุงเทพมหานคร และต่อมาย้ายไปยังย่านสำเหร่ทั้งหมดในพ.ศ.๒๔๐๐
สำเหร่จึงกลายมาเป็นศูนย์กลางการทำงานของคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน เป็นที่ตั้งของโบสถ์คริสตจักรที่ ๑ มีบ้านพักมิชชันนารี โรงเรียน โรงพิมพ์ ครบครัน มิชชันนารีที่เพิ่งเดินทางมาใหม่สามารถเข้ามาอาศัยเพื่อเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมไทย ก่อนที่จะเดินทางออกไปเผยแผ่ศาสนาและจัดตั้งศูนย์มิชชันนารีในเมืองต่างๆ สำหรับในภาคใต้ได้มีการจัดตั้งศูนย์มิชชันนารีที่นครศรีธรรมราชเมื่อพ.ศ.๒๔๔๓ และจัดตั้งศูนย์มิชชันนารีที่ตรังในพ.ศ.๒๔๕๓
แรกเริ่มศาสนาคริสต์ในตรัง
ราว ๒๔๔๘(ค.ศ.๑๙๐๕) ศาสนาจารย์จอห์น แคริงตัน(Rev.John Carrington) แห่งสมาคมพระคริสตธรรมอเมริกันเดินทางมาเผยแพร่คริสต์ศาสนาที่จังหวัดตรัง ในครั้งนั้นท่านได้มอบหนังสือเล่มหนึ่งแก่หลวงเพชรสงคราม (นายบุญนารถ ไชยสอน) ซึ่งทำให้หลวงเพชรสงครามหันมานับถือคริสต์ศาสนาในเวลาต่อมา แต่เนื่องจากเมืองตรังในขณะนั้นไม่มีหมอสอนศาสนาประจำอยู่ จึงทำให้ยังไม่มีโอกาสเข้าพิธีรับบัพติศมา(พิธีรับศีลล้างบาป) จนกระทั่งศาสนาจารย์ ดร.ยูจีน เพรสลี ดันแลป (Rev.Dr. Eugene Pressly Dunlap) เดินทางมายังจังหวัดตรังจึงได้เข้ารับบัพติศมา และถือว่าหลวงเพชรสงครามเป็นคริสเตียนคนแรกของจังหวัดตรัง
กำเนิดคริสตจักรตรัง
คริสตจักรตรัง เป็นส่วนหนึ่งของคณะเพรสไบทีเรียนสยาม(คริสตศาสนานิกายโปรแตสแตนท์) ปัจจุบันสังกัดคริสตจักรภาคที่ ๑๗ คริสตจักรตรังกำเนิดขึ้นในพ.ศ.๒๔๔๘(ค.ศ.๑๙๐๕) เมื่อพระยารัษฎานุปะดิษฐ์(คอซิมบี้ ณ ระนอง) มอบเงิน ๓,๐๐๐ ดอลลาร์ ให้ศาสนาจารย์ ดร.ยูจีน เพรสลี ดันแลป (Rev.Dr. Eugene Pressly Dunlap) เพื่อดำเนินการสร้างโรงพยาบาลทับเที่ยงขึ้นที่จังหวัดตรัง และอนุญาตให้ดำเนินการเผยแผ่คริสตศาสนาได้โดยเสรี แต่ก็ยังไม่นับเป็นวันเริ่มต้นของคริสตจักรตรังอย่างเป็นทางการ
สถานีประกาศทับเที่ยง
วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๔๕๓ (ค.ศ.๑๙๑๐) ศาสนาจารย์ ดร.ยูจีน เพรสลี ดันแลป ได้เลือกที่ดินในบริเวณตลาดทับเที่ยงเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลทับเที่ยงและเป็นที่ตั้งของสถานีมิชชั่น(Station)หรือสถานีประกาศ ซึ่งหมายถึงฐานหรือสถานีปฏิบัติงานของคณะ จึงนับเป็นวันเริ่มต้นของคริสตจักรตรังอย่างเป็นทางการ โดยผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการดำเนินงานในระยะเริ่มแรกนี้ได้แก่ ศาสนาจารย์ ดร.ยูจีน เพรสลี ดันแลป (Rev.Dr. Eugene Pressly Dunlap) นางอีเมไลน์ วิลสัน คริสส์(Mrs.Emaline Wilson Criss) ภรรยาของท่าน นายแพทย์ลูเชียส คอนสแตนท์ บัลค์ลีย์ (Dr.Lucius Constant Bulkley) นางเอ็ดน่า บูรเนอร์ บัลค์ลีย์ (Mrs.Ednah Bruner Bulkley) ครูตุ้น(ชาวจีน) และนายจวง จันทรดึกผู้ช่วยด้านการแพทย์ชาวไทย ทั้งนี้ได้เริ่มให้มีการถือศีลระลึกถึงความมรณาของพระเยซู และมีการให้บัพติศมา ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ (ค.ศ.๑๙๑๒)
โรงสวดทับเที่ยง
ต่อมาในพ.ศ.๒๔๕๖ (ค.ศ.๑๙๑๓) คริสตจักรตรังได้รับอนุญาตให้ซื้อที่สำหรับสร้างสุสานและโบสถ์ ทั้งนี้ในวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๔๕๖ มีสมาชิกคริสตจักรตรัง ๗๐ คน มาช่วยกันปรับที่ดิน และสร้างโบสถ์ทำด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงจาก บนดินที่ได้ช่วยกันปรับพูนขึ้น รวมทั้งสร้างม้านั่ง และประดับประดาจนเสร็จสิ้นภายใน ๑ วัน เรียกกันว่า “โรงสวดทับเที่ยง” ใช้เป็นสถานที่นมัสการแทนสถานที่เดิมคือห้องประชุมของโรงพยาบาลทับเที่ยง
วิหารทับเที่ยง
ต่อมาใน พ.ศ.๒๔๕๘ (ค.ศ.๑๙๑๕) ได้สร้างโบสถ์หลังใหม่ก่อด้วยอิฐฉาบปูนเรียกชื่อว่า “วิหารทับเที่ยง” ซึ่งยังคงปรากฏมาถึงปัจจุบัน โดยในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๕๘ ได้มีการประกอบพิธีถวายอาคารหลังนี้ และทำการการฉลองเป็นเวลา ๓ วันในระหว่างวันที่ ๒๘-๓๐ พฤศจิกายน ๒๔๕๘ วิหารแห่งนี้สามารถรองรับผู้คนซึ่งเดินทางมานมัสการได้ราว ๒๐๐ คน
ลักษณะทางสถาปัตยกรรม
“วิหารทับเที่ยง” มีลักษณะเป็นอาคารชั้นเดียว ก่ออิฐถือปูน ขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๑๙ เมตร มีหน้าต่างด้านละ ๗ บาน ประตูด้านหน้า ๑ ประตู ด้านหลัง ๒ ประตู หน้าต่างและประตู มีกรอบวงกบรูปวงโค้ง มีคิ้วปูนอยู่เหนือกรอบวงกบ ภายในแบ่งเป็นห้องโถงเล็กด้านหน้าประตู และห้องโถงใหญ่ภายใน โดยที่ผนังเหนือซุ้มหน้าห้องโถงเล็กมีอักษรจารึกว่า “วิหารคริศศาสนาสร้างค.ศ.๑๙๑๕” ส่วนหลังคามุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์แบบเก่า ด้านข้างของอาคารมีหอระฆัง โดยส่วนหลังคาของหอระฆังเมื่อแรกสร้างนั้นมีลักษณะเป็นดาดฟ้า รูปทรงคล้ายป้อมทหารโบราณ โดยในเวลาต่อมาได้ทำการต่อเติมหอระฆังและย้ายระฆังจากชั้นที่ ๒ ไปไว้ชั้นที่ ๓ รวมทั้งเปลี่ยนรูปทรงหลังคาของหอระฆังด้วย
การบูรณะ พ.ศ.๒๕๒๘ (ค.ศ.๑๙๘๕)
ดำเนินการระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม การบูรณะในครั้งนี้ได้เปลี่ยนวัสดุมุงหลังคาจากกระเบื้องซีเมนต์แบบเก่า มาเป็นกระเบื้องใยสังเคราะห์ ปรับปรุงเพดานด้วยการบุกระเบื้องยิปซัม เปลี่ยนพื้นจากพื้นปูนหยาบเป็นปูพื้นด้วยกระเบื้องเซรามิกส์สีขาวครีม ทาสีผนังทั้งภายนอกและภายใน และทำเวทีใหม่ให้ลดความสูงลง
การบูรณะ พ.ศ.๒๕๕๐(ค.ศ.๒๐๐๗)
พ.ศ.๒๕๕๐ คณะกรรมการบริหารคริสตจักรตรังเห็นสมควรให้มีการบูรณะวิหารทับเที่ยงที่ชำรุดทรุดโทรมลง จึงมีคำสั่งลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ แต่งตั้งนายเทิดศักดิ์ ตรีรัตนพันธ์ เป็นผู้ควบคุมดูแลการบูรณะ ให้นายสนิท พานิช เป็นวิศวกรที่ปรึกษา โดยใช้งบประมาณจากการถวายของสมาชิกคริสตจักรตรังในการดำเนินการ การบูรณะในครั้งนี้ได้เปลี่ยนกลับมาใช้กระเบื้องว่าวตามแบบโบราณ ซ่อมแซมผนังส่วนที่แตกร้าวโดยใช้กรรมวิธีแบบโบราณ เสริมกระจกใสบริเวณหน้าต่าง ออกแบบตู้ไม้สำหรับติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เปลี่ยนวัสดุปูพื้นจากเซรามิกส์เป็นแผ่นหินอ่อนจากสระบุรี ปรับปรุงระบบไฟฟ้าทั้งหมด ทั้งนี้การบูรณะได้ดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๑
รางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น
พ.ศ.๒๕๕๒ วิหารคริสตจักรตรัง ได้รับการคัดเลือกจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทปูชนียสถานและวัดวาอาราม
โบราณสถานวิหารคริสตจักรตรัง
พ.ศ.๒๕๔๕ กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนวิหารคริสตจักรตรัง เป็นโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙ ตอนพิเศษ ๑๑๗ ง วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๕
------------------------------------------------------
เรียบเรียงโดย นายสารัท ชลอสันติสกุล นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา