ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,496 รายการ
#ReadAroundtheWorld เป็นการแนะนำหนังสือภาษาต่างประเทศที่สำนักหอสมุดแห่งชาติ โดยศูนย์กลางแลกเปลี่ยนและยืมสิ่งพิมพ์ ได้รับจากการแลกเปลี่ยนสิ่งพิมพ์กับหอสมุด หน่วยงาน และสถาบันในต่างประเทศ วันนี้ขอแนะนำหนังสือที่ได้รับจากหอสมุดแห่งชาติศรีลังกา เรื่อง Flags: Flag Traditions of Sri Lanka แนะนำโดย นางสาวลินดา พืชสี หัวหน้าศูนย์กลางแลกเปลี่ยนและยืมสิ่งพิมพ์ สำนักหอสมุดแห่งชาติ
หนังสือเล่มนี้เขียนโดยศาสตราจารย์ นิมัล เดอ ซิลวา (Professor Nimal De Silva) นักวิชาการ ด้านสถาปนิก และผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีและมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงของประเทศศรีลังกา มีผลงานโดดเด่นในแวดวงวิชาการและการอนุรักษ์ หนังสือเล่มนี้นำเสนอข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับจารีตประเพณีการใช้ธงของประเทศศรีลังกา ตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงยุคปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึง “ผืนธง” ในบริบทวัฒนธรรมของประเทศศรีลังกาที่ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์แสดงสัญชาติหรืออำนาจทางการเมืองเท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งสะท้อนถึงคติธรรมทางศาสนา ชาติพันธุ์วรรณนา ระบบศักดินา ตลอดจนงานศิลปกรรมท้องถิ่นที่ถูกถักทอเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ พร้อมการอธิบายความหมายของสัตว์มงคล ลวดลายพันธุ์ไม้ และเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศต่างๆ ที่ปรากฏบนผืนธง ซึ่งสัมพันธ์กับความเชื่อเรื่องสิริมงคลและการปกป้องคุ้มครองของคนศรีลังกา รวมถึงมีการรวบรวมรูปแบบและลวดลายของธงประจำแคว้น ธงประจำตระกูล ธงที่ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา ธงพุทธศาสนา และธงประจำเทวสถานที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน พร้อมภาพประกอบที่เป็นภาพถ่ายลายเส้นที่สวยงามคมชัด
ท่านใดที่สนใจหนังสือที่แนะนำในวันนี้หรือหนังสือภาษาต่างประเทศอื่น ๆ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ห้องบริการหนังสือประเทศไทย ราชกิจจานุเบกษา และหนังสือนานาชาติ อาคาร 1 ชั้น 3 สำนักหอสมุดแห่งชาติ
บรรณานุกรม
De Silva, Nimal. Flags: Flag Traditions of Sri Lanka. Colombo: Padmapani Designers & Publishers, 2012.
ชื่อเรื่อง หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 8 ฉบับที่ 519 (19 เม.ย. 2509)
ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น
สถานที่พิมพ์ สุพรรณบุรี
สำนักพิมพ์ มนัสการพิมพ์
ปีที่พิมพ์ 2509
ลักษณะวัสดุ 16 หน้า. : กว้าง 28 ซ.ม. ยาว 39 ซ.ม.
ภาษา ไทย
สาระอีสาน นำเสนอและเผยแพร่เกร็ดความรู้ต่าง ๆ จากข้อมูลท้องถิ่นอีสานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน วันนี้นำเสนอเรื่อง บายศรีสู่ขวัญ ประเพณีดั้งเดิมของไทยและอีสาน พิธีเรียกขวัญเพื่อความเป็นสิริมงคลและเสริมกำลังใจ เรียบเรียงโดย นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย บรรณารักษ์ปฏิบัติการ เนื้อหามีดังนี้ มาเด้อขวัญเอ้ย ประโยคที่เรามักได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ที่ผู้ใหญ่มักจะพูดกับเราเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีคำเรียกที่แตกต่างกัน อย่างเช่นที่จังหวัดนครราชสีมา จะใช้ภาษาโคราช ซึ่งเป็นคำว่า “ขวัญเอยมากู๊” เพื่อเป็นการเรียกขวัญให้กลับคืนมาอยู่กับตัว การเรียกขวัญ การสู่ขวัญ หรือ สูตรขวัญ ของชาวอีสานมีวัฒนาการมาจากพิธีของพราหมณ์ และศาสนาพุทธ โดยมีการเลือกสรรเอาส่วนที่ดีมาปรับใช้และได้ยึดถือปฏิบัติเป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งของชาวอีสานสืบมาตราบปัจจุบัน เป็นเรื่องเกี่ยวกับขวัญหรือจิตใจ ซึ่งจะก่อให้เกิดขวัญหรือกำลังใจที่ดีขึ้น ชาวอีสานเห็นความสำคัญในทางจิตใจอย่างมาก ดังนั้น วิถีการดำเนินชีวิตแทบทุกโอกาสจึงมักมีการสู่ขวัญควบคู่กันไปเสมอ เพื่อเป็นการเสริมพลังทางจิตใจ การสู่ขวัญจึงมีหลายประเภทและมีกลอนที่แตกต่างกันไป เช่น สู่ขวัญเด็กน้อย สู่ขวัญนาค สู่ขวัญบ่าวสาวกินดอง สู่ขวัญคนเจ็บป่วย สู่ขวัญข้าว สู่ขวัญผู้กลับมาจากทางไกล และสู่ขวัญเพื่อความสวัสดีมีชัย พิธีบายศรีสู่ขวัญ ถือเป็นประเพณีดั้งเดิมที่เชื่อว่าจะเป็นสิริมงคลเกิดความสวัสดีกับผู้รับขวัญหรือเจ้าของขวัญ เดิมทีเข้าใจว่าจะทำกันในหมู่ชนชั้นเจ้านายผู้ใหญ่เพื่อให้เกิดสิริมงคล นอกจากภาคอีสานแล้วยังมีการปฏิบัติในภาคอื่น ๆ ของไทยด้วยเช่นกัน สำหรับช่วงนี้ เราจะเห็นกิจกรรมบายศรีสู่ขวัญได้ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่จัดพิธีขึ้นเพื่อต้อนรับนักศึกษาใหม่เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เนื่องจากการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจะมีนักศึกษาจากต่างพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วทุกภูมิภาคเข้ามาเรียนร่วมกัน และบางคนยังเป็นการออกมาใช้ชีวิตด้วยตนเองเพียงคนเดียวลำพังโดยห่างจากครอบครัวเป็นครั้งแรก พิธีบายศรีสู่ขวัญจึงเปรียบเสมือนการให้กำลังใจ เพื่อจะได้ช่วยให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง มีสติสัมปชัญญะที่มั่นคง ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญญาและความมุ่งมั่นทุ่มเทไปสู่เป้าหมายสามารถเอาชนะฟันผ่าอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นได้ต่อไป สำหรับขั้นตอนและการเตรียมพิธีกรรม ประกอบด้วย หมอขวัญหรือหมอพราหมณ์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่เรียกขวัญในพิธีกรรมสู่ขวัญ มีเครื่องใช้ในพิธีสู่ขวัญว่า บายศรี ซึ่งทำด้วยใบตองกล้วยเย็บเป็นกรวยเรียงกันประดับด้วยดอกไม้สด เช่น ดอกดาวเรือง ดอกมะลิ ดอกบานไม่รู้โรย ดอกจำปาขาว (ดอกลั่นทม) จัดเป็นระเบียบอยู่บนพานหรือโตก ปกตินิยมจัดด้วยพานทองเหลือง หมอพราหมณ์บางท่านให้แยกพาขวัญสำหรับใส่เครื่องใช้ประจำตัวของผู้เข้าพิธีสู่ขวัญ อันได้แก่ กระจกส่องหน้า หวีเส้นผมตัดจากศีรษะเล็กน้อย เล็บ ผ้าขาวและเครื่องประดับอื่น ๆ ต่างหาก ส่วนพานบายศรีจะใส่ธูปเทียน ขนมไทย ผลไม้นิยมเป็นกล้วยน้ำว้าและเส้นด้ายไว้สำหรับผูกข้อมือ (ผูกแขน) โดยมีการวางไว้อย่างเป็นระเบียบตามช่องดอกไม้ แต่โดยทั่วไปจะใช้เพียงพานเดียวรวมเรียกว่าพาขวัญ หรือ พานบายศรี เมื่อเตรียมการครบถ้วน พิธีสู่ขวัญจะเริ่มขึ้น โดยทุกคนนั่งล้อมวงรอบพาขวัญ เจ้าของขวัญจับพาขวัญไว้ ผู้ใหญ่จะนั่งด้านเหนือ แขกนั่งด้านใต้ หมอทำขวัญตั้งจิตอธิษฐานและสวดบาลีเชิญเทพยดาให้มาอวยพรตามวัตถุประสงค์ของพิธี มีการเปล่งเสียงรับขวัญ “มาเด้อขวัญเอ้ย” เป็นช่วง ๆ หลังสวดจบ จะมีการเจิมน้ำสุรา (ฟายเหล้า) ที่มือผู้รับขวัญ จากนั้นหมอพราหมณ์จะเริ่มผูกข้อมือ พร้อมวางไข่หรือขนมจากพาขวัญไว้บนมือเจ้าของขวัญ ระหว่างนั้นผู้รับขวัญยกมือพนมแสดงความเคารพ พอผูกครบทุกคนแล้ว จึงร่วมรับประทานอาหาร เป็นอันเสร็จพิธี พิธีบายศรีสู่ขวัญ จึงเปรียบเสมือนพิธีกรรมเพื่อเรียกขวัญและให้กำลังใจแก่ผู้รับขวัญ โดยมีการสวดมนต์ เจิม ผูกข้อมือ และเลี้ยงอาหาร เพื่อความเป็นสิริมงคล ทั้งนี้ พิธีบายศรีสู่ขวัญยังได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. 2556 อีกด้วย
บรรณานุกรม
• กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมและงานเทศกาล. กรุงเทพฯ: สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, 2560.
• กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. มรดกภูมิปัญญาอีสาน. กรุงเทพฯ: สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, 2561.
• กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. ประเพณีและพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต : พิธีบายศรีสู่ขวัญ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 3 กรกฎาคม 2568, จาก: https://ich.culture.go.th/article/detail/63d87cb0ceb64ebe6772f0bd
• จารุบุตร เรืองสุวรรณ. ของดีอีสาน. กรุงเทพฯ: ม.ป.พ., 2549.
• สถาพร พันธุ์มณี, ทองเลี่ยม เวียงแก้ว และประทวน บุญปก. “บายศรี”. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน. 7. (2542): 2392-94.
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ เป็นพื้นที่สาธารณะที่มีผู้ใช้บริการหมุนเวียนเข้าออกในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก ประกอบกับการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนา ทางหอสมุดแห่งชาติฯ เชียงใหม่ ได้จัดเตรียมเจลล้างมือ และหน้ากากอนามัย ให้แก่ผู้มาใช้บริการเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา พร้อมดำเนินการทำความสะอาดและการฆ่าเชื้อในพื้นที่จุดสัมผัสต่าง ๆ ของหอสมุดแห่งชาติฯ เชียงใหม่
แสงเดือน: Saeng Duean (Magic Beams)
เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๒๗
ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงนิพนธ์คำร้องทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย เพลงพระราชนิพนธ์นี้มีลีลาชดช้อย อ่อนหวาน สง่างาม เหมาะสำหรับประกอบการเต้นบัลเล่ต์ จึงได้พระราชทานให้อัญเชิญไปประกอบการแสดงบัลเล่ต์ในงานสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๐๑ ต่อมาได้นำออกบรรเลงในงานสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาในพระบรมราชูปถัมภ์เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๐๑
Royal Composition Number 27
The twenty-seventh royal musical composition was written in 1958 with lyrics in both English and Thai composed by His Royal Highness Prince Chakrabhand Pensiri. This composition is in graceful and tender style, suitable to be a ballet number. It was thus granted to be choreographed for a ballet performance in the party of the British University Alumni Association under the Royal Patronage at Ambara Dance Hall on 8 February 1958. Later, it was performed in the party of the American University Alumni Association under the Royal Patronage on 22 February 1958.
วัสดุ ดินเผา
อายุสมัย สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (ประมาณ 2,500 – 1,000 ปีมาแล้ว)
สถานที่พบ ได้จากการขุดค้นบ้านเมืองบัว อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยสำนักงานศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี เมื่อ 16 มิถุนายน 2546
หม้อขนาดเล็ก ปากผายออก คอคอด ไหล่ลาด ก้นกลมมน ผิวบาง ตกแต่งลายเชือกทาบเล็กๆที่ไหล่ ลำตัวเคลือบน้ำดินสีแดง ภาชนะอุทิศ เป็นภาชนะดินเผาที่ใช้ในการประกอบพิธีปลงศพให้กับคนตาย โดยอาจให้ผู้ตายนำติดตัวไปใช้ในโลกหลังความตาย หรือเป็นเพียงการมอบสิ่งของให้แก่ผู้ตายเพื่อไม่ให้ผู้ตายวนเวียนกลับมารบกวนแก่ผู้มีชีวิตอยู่ โดยภาชนะอุทิศจะกลบฝังไปพร้อมกับศพ
จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดี บ้านเมืองบัว อ.เกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อปี 2545 ในชั้นวัฒนธรรมสมัยที่ 2 (ประมาณ 2,500 – 1,000 ปีมาแล้ว) ระยะที่ 1 ภาชนะอุทิศที่พบเป็นหม้อทรงกลม ปากโค้งออก ไหล่ลาดหรือโค้งเล็กน้อย ลำตัวป่องโค้งเป็นวงแคบ ก้นกลมหรือก้นแหลม รูปทรงคล้ายบาตรพระ ผิวสีนวล เนื้อดินในสีดำ พบร่วมกับการฝังศพแบบนอนเหยียดยาว เป็นสมัยที่เริ่มพบการฝังศพครั้งที่ 2 (Secondary burial) แบบที่ใส่และไม่ใส่ภาชนะ โดยภาชนะฝังศพในระยะนี้จะวางในแนวตั้ง ด้านบนปิดครอบด้วยภาชนะทรงอ่างที่ตกแต่งด้วยลายปั้นแปะเป็นเกลียวเชือกใกล้บริเวณขอบปาก
การตกแต่งภาชนะอุทิศแบบหนึ่งที่พบคือ บริเวณปากถึงคอภาชนะจะเขียนสีแดงทึบหรือเรียบไม่ตกแต่ง บริเวณไหล่เว้นช่องว่าง แล้วตกแต่งด้วยการเขียนสีเป็นเส้นตรงแนวนอนขนานกันโดยรอบ และคั่นด้วยเส้นเฉียงคล้ายเป็นลายสามเหลี่ยม ส่วนบริเวณลำตัวจนถึงก้นทาน้ำดินสีแดง