ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,766 รายการ


นิตยสารรายสองเดือน กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม วัตถุประสงค์ : เพื่อเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ในสาระสำคัญต่าง ๆ และเพื่ออนุรักษ์สืบทอดมรดกวัฒนธรรมของชาติ


ขอต้อนรับ นายจารึก วิไลแก้วผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมาด้วยความยินดียิ่ง...


ชื่อเรื่อง : พระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ ในประเทศไทย ชื่อผู้แต่ง : บริบาลบุรีภัณฑ์, หลวง ปีที่พิมพ์ : 2506 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์ลมูลจิตต์ จำนวนหน้า : 72 หน้า สาระสังเขป : หนังสือพระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติและมูลเหตุที่สร้างพระพุทธรูป อธิบายถึงพระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ ในประเทศไทย พร้อมลักษณะของพระพุทธรูปในสมัยนั้น ๆ ได้แก่ พระพุทธรูปสมัยทวารวดี สมัยศรีวิชัย สมัยลพบุรี สมัยเชียงแสน สมัยสุโขทัย สมัยศรีอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ พร้อมรูปภาพประกอบพระพุทธรูปแบบต่าง ๆ


ผู้แต่ง :  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ   ฉบับพิมพ์  :  พิมพ์ครั้งที่ 1   สถานที่พิมพ์  :  กรุงเทพมหานคร   สำนักพิมพ์ :  อักษรเจริญทัศน์   ปีที่พิมพ์ :  2512   หมายเหตุ  :  พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ พระอินทเปญญา (สะราคำ  วัตถา )      ตำนานหอพระสมุด                เป็นประวัติโดยละเอียดของหอพระสมุดตั้งแต่แรกเริ่มจนถึง พ.ศ. 2459 ได้อธิบายถึงการรวบรวมหนังสือ การจัดหนังสือ การขยายกิจการงานของหอพระสมุด อุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ ในการดำเนินงาน  


ชื่อเรื่อง                     พลเมืองดี ตอนต้น ของ เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดีพิมพ์ครั้งที่                  13ผู้แต่ง                       เสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล)ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   ปรัชญาเลขหมู่                      111.8 ส893พสถานที่พิมพ์               พระนครสำนักพิมพ์                 โรงพิมพ์อักษรนิติปีที่พิมพ์                    2479ลักษณะวัสดุ               86 หน้า หัวเรื่อง                     หน้าที่พลเมืองภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึกแบบเรียนพลเมืองดีของกระทรวงธรรมการ สำหรับนักเรียนใช้เรียนเป็นหลักจรรยาและได้ความรู้รอบตัวสำหรับเพาะความฉลาดและปลูกความประพฤติอันดีแก่พลเมืองทั่วไป มีทั้งหมด 7 บท บทที่ 1 นายเถื่อนเป็นนายเมืองบทที่ 2 นายเมืองเป็นหนี้แผ่นดินบทที่ 3 นายเมืองรู้จักบ้านบทที่ 4 นายเมืองรู้จักเพื่อนบทที่ 5 นายเมืองรู้จักเพื่อน (ต่อ)บทที่ 6 นายเมืองระลึกชาติบทที่ 7 นายเมืองระลุกชาติ (ต่อ)  


วันพุธที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๐๙.๐๐ น.นายขจร มุกมีค่า ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมาพร้อมด้วย นางชุติมา จันทร์เทศ หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง(รักษาการผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย)นายดุสิต ทุมมากรณ์ หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พิมายและนางสาวฑาริกา กรรมจันทร์ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไปร่วมต้อนรับคณะกรรมการประกวดสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ ระดับเขตเนื่องด้วยสำนักงานสาธารณสุขอำเภอพิมาย ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนสำนักงานสาธารณสุขอำเภอในจังหวัดนครราชสีมาเข้าประกวดระดับเครือข่ายบริการสุขภาพที่๙ (สาธารณสุขเขต๙)ณ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา


ชื่อเรื่อง : ตำราพิไชยสงคราม คำกลอน ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2510 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์คุรุสภาพระสุเมรุ จำนวนหน้า : 128 หน้า สาระสังเขป : หนังสือตำราพิไชยสงคราม คำกลอนให้ความรู้ในกลยุทธ์ด้านทหารของไทยในสมัยโบราณ อาทิ การจัดกระบวนทัพเพื่อการสงคราม การตั้งทัพเพื่อความเป็นมงคล ทำเลในการตั้งทัพ  นิมิตก่อนการออกศึก และกลศึก 21 ประเภท เป็นต้น  นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังมีเนื้อหาเรื่อง ตำราพิชัยสงครามจีน ของ ซุนวู แปลเป็นภาษาไทยโดย เสถียร วีรกุล มีเนื้อหาเกี่ยวกับกลยุทธ์ของทหารและการสงครามที่แฝงข้อคิดด้านเศรษฐกิจ การเมือง และปรัชาการต่อสู้


จดหมายเหตุ เรื่องส่งฑูตไทยไปกรุงโรม ครั้งที่ 2 ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช



           เสมา หรือที่มีนักวิชาการบางท่านเรียกว่า “สีมา”ตามพจนานุกรมพุทธศาสน์ หมายถึง เขตกำหนดความพร้อมเพรียงของสงฆ์ หรือเขตชุมนุมของสงฆ์ หรือเขตที่สงฆ์ตกลงไว้สำหรับภิกษุทั้งหลายที่อยู่ภายในเขตนั้นจะต้องทำสังฆกรรมร่วมกัน           เสมา แบ่งเป็น ๒ ประเภทคือ ๑. พัทธสีมา แปลว่า แดนที่ผูก ได้แก่เขตที่พระสงฆ์กำหนดขึ้นเอง ๒. อพัทธสีมา แปลว่า แดนที่ไม่ได้ผูก ได้แก่เขตที่ทางราชการกำหนดไว้ หรือเขตที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเป็นเครื่องกำหนด และสงฆ์ถือเอาตามเขตที่กำหนดนั้น ไม่ได้ ทำหรือผูกขึ้นใหม่ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการกำหนดเขตที่ชัดเจนเป็นสัญลักษณ์ระวังไม่ให้ก้าวล่วงเข้าไปในเขต คัมภีร์อรรถกถาได้กล่าวถึงสิ่งหรือวัตถุ ซึ่งควรใช้เป็นตัวแสดงเขต ๘ ชนิด คือ ภูเขา, ศิลา, ป่าไม้, ต้นไม้, จอมปลวก, หนทาง, แม่น้ำ, และน้ำ            ความสำคัญของการมีเสมานี้ เนื่องจากพระพุทธเจ้าได้ทรงกำหนดให้พระภิกษุต้องทำ อุโบสถ ปวารณา และสังฆกรรมร่วมกัน โดยเฉพาะการสวดปาฏิโมกข์ ซึ่งต้องสวดพร้อมกันเดือนละ ๒ ครั้ง จึงเกิดหลักแดนในการที่สงฆ์จะร่วมกันกระทำสังฆกรรม โดยมีหลักบ่งชี้คือ ใบเสมา          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร ได้เก็บรักษาใบเสมาหินทราย พบที่วัดประเดิม ตำบลตากแดด อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร เป็นใบเสมาที่มีรูปแบบศิลปะในสมัยอยุธยา (พุทธศตวรรษที่ ๒๓) จากการค้นพบใบเสมาแสดงว่าในสมัยอยุธยาภายในวัดประเดิมมีสถาปัตยกรรม คือ อุโบสถ และอาจจะมีสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ด้วย แต่สิ่งก่อสร้างเหล่านั้นอาจจะพังหรือถูกรื้อถอนไปแล้ว และได้ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีอื่นๆ ในวัดประเดิมและบริเวณใกล้เคียง เช่น เศียรพระพุทธรูป, ชิ้นส่วนพระหัตถ์ของพระพุทธรูป, และแนวกำแพงวัด เป็นต้น ชุมชนวัดประเดิมจึงเป็นชุมชนโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นอย่างน้อย -------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร -------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง - กรมศิลปากร. วิวัฒนาการพุทธสถานไทย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๓๓. - สมคิด จิระทัศนกุล. รู้เรื่อง วัด วิหาร โบสถ์ เจดีย์ พุทธสถาปัตยกรรมไทย. กรุงเทพฯ: มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๕. - วิสันธนี โพธิสุนธร. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๔๒. - ระบบทะเบียนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร


ชื่อผู้แต่ง :     ประชุมพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 ชื่อเรื่อง :      ประชุมพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้จัดพิมพ์ในงานศพพระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้า พวงสร้อยอางค์ ปีที่พิมพ์ :      2493 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ โรงพิมพ์      : ท่าพระจันทร์ จำนวนหน้า    42 หน้า                      ในงานพระเมรุ ท้องสนามหลวง ใช้ได้กับทุกคนทุกหมู่คณะไม่เว้นแต่คณะสงฆ์ ให้รู้จักทำความเคาระต่อผู้ที่ตนควรเคารพโดยอาศัยระเบียบและธรรมเนียม และอาศัยระเบียบแบบแผนของคณะสงฆ์เป็นหลักวิชา  ลำดับชั้นตั้งแต่เจ้าอาวาสขึ้นไป และครูผู้สอน  ระเบียบแห่งการแสดงความเคารพเรียกว่าการขอขมา ขออัจจโยโทษ  และขอให้ใช้ระเบียบนี้อบรมอย่างน้อยปี ละสองครั้งคือต้นเข้าพรรษา และปลายพรรษา


องค์ความรู้ เรื่อง สนามบินประจำจังหวัดร้อยเอ็ดและการเดินอากาศไปรษณีย์ จัดทำข้อมูลโดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด


          กู่โพนระฆัง ตั้งอยู่บ้านกู่กาสิงห์ ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด อยู่ห่างจากกู่กาสิงห์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๔๐๐ เมตร ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๙ ตอนที่ ๑๗๒ หน้า ๒๖ วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ มีพื้นที่ประมาณ ๒ ไร่ ๓ งาน ๑๗ ตารางวา           กู่โพนระฆัง สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ประกอบด้วยปราสาทประธาน ฐานก่อด้วยศิลาแลง เป็นฐานเขียง ๕ ชั้น มีบันไดทางขึ้น ๔ ด้าน เรือนธาตุก่อด้วยศิลาแลงและหินทราย มีประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออกเพียงด้านเดียว ก่อมุขยื่นออกมาด้านหน้าและเจาะช่องหน้าต่างที่ผนังด้านทิศเหนือและทิศใต้ ด้านหน้าปราสาทประธานมีชาลา (ทางเดิน) เชื่อมกับโคปุระ (ซุ้มประตู) อยู่กึ่งกลางแนวกำแพงทิศตะวันออก ก่อด้วยศิลาแลงและหินทรายมีผังเป็นรูปกากบาท มีห้องมุขด้านทิศตะวันออก มีบรรณาลัยตั้งอยู่มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ลักษณะเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยศิลาแลงและหินทราย หันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยรอบก่อกำแพงแก้วด้วยศิลาแลงล้อมรอบทั้ง ๔ ด้าน และมีสระน้ำกรุขอบสระด้วยศิลาแลง อยู่ด้านนอกของกำแพงแก้วทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ           จากหลักฐานจารึกปราสาทตาพรหม ได้กล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ โปรดฯให้สร้าง “อโรคยาศาล” หรือศาสนสถานประจำโรงพยาบาล ตามเส้นทางจากเมืองพระนครไปยังหัวเมืองต่างๆ จำนวน ๑๐๒ แห่ง ซึ่งในประเทศไทยพบอโรคยาศาลจำนวนหลายแห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นโบราณสถานที่สร้างขึ้นตามรูปแบบสถาปัตยกรรมเขมรศิลปะแบบบายน (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘) จากลักษณะแผนผังของกู่โพนระฆัง แสดงให้เห็นว่าเป็นหนึ่งในอโรคยาศาลที่ถูกกล่าวถึงในจารึกปราสาท ตาพรหม เพราะแผนผังและรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของอโรคยาศาลจะเป็นแบบแผนเดียวกัน แต่จะแตกต่างกันในรายละเอียดเล็กน้อยบางอย่าง เช่น ขนาดของอาคาร การเจาะช่องหน้าต่าง และการทำมุขปราสาทประธาน เป็นต้น ซึ่งสันนิษฐานว่าโบราณสถานประเภทนี้สร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน โดยช่างฝีมือในท้องถิ่น กรมศิลปากรได้ทำการขุดค้นขุดแต่งกู่โพนระฆัง ใน พ.ศ. ๒๕๔๕ บูรณะสระน้ำของกู่โพนระฆัง ใน พ.ศ. ๒๕๔๗ และบูรณะกู่โพนระฆัง ใน พ.ศ. ๒๕๕๕           จากการขุดศึกษาทางโบราณคดี สันนิษฐานว่าราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ชุมชนที่อยู่บริเวณบ้านกู่กาสิงห์ในขณะนั้น ได้เปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนาแบบมหายานแทนศาสนาฮินดู ตามแบบอย่างราชสำนักในเมือง พระนคร ช่วงรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ที่ทรงโปรดฯให้สร้างอโรคยาศาล ตามชุมชนในเขตการปกครองของพระองค์ ------------------------------------------เรียบเรียงข้อมูล : นางสาวศุภภัสสร หิรัญเตียรณกุล นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี------------------------------------------อ้างอิงจาก ศิลปากร, กรม. โดย สำนักศิลปากรที่ ๑๐ ร้อยเอ็ด. รายงานการบูรณะกู่โพนระฆัง ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๑. ปุราณรักษ์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด, ๒๕๕๑. ศิลปากร, กรม. โดย สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๘ อุบลราชธานี. รายงานการขุดค้น-ขุดแต่งเพื่อการออกแบบบูรณะโบราณสถานกู่โพนระฆัง บ.กู่กาสิงห์ ต.กู่กาสิงห์ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด. ม.ป.ท. : ม.ป.ป., ๒๕๔๕. (อัดสำเนา)



black ribbon.