ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,774 รายการ
ชื่อแบบฉบับ : ตำนานวัดพระแก้วดอนเต้า (ผูก1)
ชื่อเรื่อง : ตำนานนิทานวัดพระแก้วดอนเต้าเวียงดิน (ผูก 1)
เลขทะเบียน : ชม.บ.1121/1
ผู้แต่ง : ไม่ปรากฏ ผู้สร้าง : นางทิพย์ ปีที่สร้าง : จ.ศ.1272 (พ.ศ.2453)
จำนวน : 1 คัมภีร์ 4 ผูก (หอสมุดแห่งชาติฯ เชียงใหม่ มีผูก 1, 1ก-1ค)
จำนวนบรรทัด : 4 บรรทัด จำนวนหน้า : 30 หน้า
อักษร : ธรรมล้านนา ภาษา : บาลี-ไทยล้านนา เส้น : จาร
ฉบับ : ชาดทึบ-ลานดิบ ไม้ประกับ : ไม่มี ประเภทเอกสารโบราณ : คัมภีร์ใบลาน
ประวัติ : นางทิพย์สร้าง จ.ศ.1272 (พ.ศ.2453) ได้มาจากวัดสันผักแค ต.ม่วงคำ อ.พาน จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2531
โครงการ : พัฒนาระบบบริการห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2568
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เชิญชวนประกวดภาพถ่ายหัวข้อ "บอกรักศรีเทพ" ร่วมถ่ายทอดความรู้สึก ความประทับใจ และความงดงามของเมืองโบราณศรีเทพ มรดกโลก ผ่านมุมมองของคุณเอง ชิงเงินรางวัลและเกียรติบัตร รวมกว่า 33,000 บาท รางวัลที่ 1 รางวัลละ 10,000 บาท รางวัลที่ 2 รางวัลละ 8,000 บาท รางวัลที่ 3 รางวัลละ 5,000 บาท และรางวัลชมเชย จำนวน 5 รางวัล รางวัลละ 2,000 บาท ระยะเวลาการส่งผลงาน ตั้งแต่วันนี้ - 13 ตุลาคม 2568 เวลา 17.00 น., ประกาศผลการประกวด วันที่ 15 ตุลาคม 2568 ผ่านเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ และกำหนดมอบรางวัล วันที่ 24 ตุลาคม 2568 ณ โบราณสถานเขาคลังนอก อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์
อ่านรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ https://drive.google.com/drive/folders/1Kb9lC8eXEnVT2E_A-1MeCha4l6Q_TLvSusp=sharing&fbclid=IwY2xjawNRoT1leHRuA2FlbQIxMABicmlkETFIVjZOZVJiNmxIY2hndkRjAR7oC7n1vC5A91R9ku32StZJSSeYldxnJOm8wlONIXssHGw6kr_EN64x69zmzg_aem_T19LftANyUo_QZlo1n6r3Q สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. 094 7644460
ชื่อเรื่อง เรื่อง อ่านหนังสือวรรณคดีผู้แต่ง กรมศิลปากรประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากISBN/ISSN -หมวดหมู่ บรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์เลขหมู่ 028สถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าวปีที่พิมพ์ 2511ลักษณะวัสดุ 76 หน้าหัวเรื่อง บรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์
ภาษา ไทย
บทคัดย่อ/บันทึก -
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม "ประดิษฐ์ขันหมากเบ็ง" เนื่องในวันวิสาขบูชา ในวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08.30 - 16.30 น. ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี สามารถร่วมกิจกรรมได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เปิดทำการทุกวัน เวลา 08.30 - 16.30 น. (ไม่มีวันหยุด) อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 120 บาท (ผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ผู้พิการ พระภิกษุ-สามเณร ภิกษุณี เข้าชมฟรี) พร้อมทั้งยังมีบริการนำชม (ภาษาไทย - ภาษาอังกฤษ) และรถไฟฟ้าบริการ รับ - ส่ง ถึงบริเวณหอนางอุสา สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 4221 9837, 0 42219838 Facebook: อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท https://www.facebook.com/phuphrabathistoricalpark
สี่ตระพังใหญ่ในเมืองสุโขทัย. “ตระพัง” มีรากศัพท์มาจากภาษาเขมร ត្រពាំង (อ่านว่า ตรอเปียง) หมายถึง บ่อหรือสระน้ำที่ขุดขึ้น เมืองสุโขทัย ได้รับน้ำที่ใช้ในการอุปโภคบริโภคมาจากต้นน้ำที่เกิดบนเทือกเขาประทักษ์ ได้แก่ เขาเจดีย์งาม เขาค่าย เขาประทักษ์ เขาตะโหนกวัว เขาพระบาทใหญ่ แหล่งน้ำจากเขาต่างๆ เหล่านี้จะไหลมารวมกันในหุบเขา ซึ่งชาวเมืองสุโขทัยได้สร้างคันดินขึ้นมากักเก็บน้ำ เรียกว่า “สรีดภงส์” จากนั้นน้ำจะไหลมาตามคลองเสาหอจนถึงตัวเมืองสุโขทัยบริเวณกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้เข้าสู่คูเมือง ซึ่งน้ำจากภายในคูเมืองจะไหลเข้าสู่สระใหญ่น้อยต่างๆ ที่มีชุมชนอาศัยอยู่ผ่านทางคลองส่งน้ำตรงประตูกำแพงเมืองทางด้านทิศตะวันตกมายังตระพังเงินเป็นสระแรก โดยที่เมืองสุโขทัยมี ๔ ตระพังใหญ่ ดังนี้ - ตระพังเงิน มีขนาดกว้าง ๑๒๐ เมตร ยาว ๒๕๐ เมตร ลึก ๓ เมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ ๙๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร อยู่ทางทิศตะวันตกของวัดมหาธาตุตรงกลางมีโบสถ์ตั้งอยู่ในเกาะลอย - ตระพังทอง มีขนาดกว้าง ๑๗๐ เมตร ยาว ๑๘๐ เมตร ลึก ๓ เมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ ๙๒,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร เกาะกลางเป็นที่ตั้งพระอุโบสถและเจดีย์ - ตระพังตระกวน ถือเป็นตระพังที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีขนาดกว้าง ๒๒๐ เมตร ยาว ๔๔๐ ลึก ๓ เมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ ๑๕๘,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัดตระพังเงิน ตรงกลางสระมีเกาะลอย ๒ เกาะ เป็นที่ตั้งของอุโบสถ วิหารและเจดีย์วัดสระศรี - ตระพังสอ มีขนาดกว้าง ๑๒๐ เมตร ยาว ๒๑๐ เมตร ลึก ๓ เมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ ๗๕,๖๐๐ ลูกบาศก์เมตร อยู่ด้านหลังพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ตรงกลางมีเกาะซึ่งเป็นที่ตั้งโบราณสถาน ๑ แห่ง ทั้งสี่ตระพังนี้เป็นแหล่งน้ำสำคัญภายในเมืองสุโขทัยที่ยังเหลือร่องรอยมาจนถึงปัจจุบัน สามารถอ่านองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบการจัดการน้ำเพิ่มเติม ได้ที่:“สรีดภงส์” https://www.facebook.com/.../a.46071674.../2304907616228400/“บารายเมืองสุโขทัย”https://www.facebook.com/.../a.46071674.../4813830355336101/“คันดินบังคับน้ำของเมืองสุโขทัย”https://www.facebook.com/share/p/14PNryAiQo/อ้างอิง - เอนก สีหามาตย์ และคณะ. (๒๕๕๗). ระบบชลประทานเมืองสุโขทัย. กรุงเทพฯ: โรงแรมบางกอกอินเฮาส์. - สำนักงานราชบัณทิตยสภา. เข้าถึงเมื่อ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๗ เข้าถึงได้จากhttp://legacy.orst.go.th/?knowledges=ตระพัง-๒๓-กุมภาพันธ์-๒๕๕
๑๔ มกราคม (๒๕๔๕-๒๕๖๙) น้อมรำลึก ๒๔ ปี แห่งการเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เหตุการณ์สำคัญอันทรงคุณค่าในประวัติศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
มังคุด สมบูรณ์
(2447 – 2531)
นายมังคุด สมบูรณ์ เกิดเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2447 ที่บ้านปากน้ำพังราด ตำบลพังราด อำเภอแกลง จังหวัดระยอง บิดาชื่อ นายกิมเฮียง มารดาชื่อ นางเมี้ยน มีพี่น้อง 10 คน ดังนี้
1. นายเจ็งหยวย แซ่ตึ๋ง
2. นายขนุน สมบูรณ์
3. นายทุเรียน สมบูรณ์
4. นายมังคุด สมบูรณ์
5. นางหงอ เฮงศิริ
6. นายเป๊ะ แซ่ตึ๋ง
7. นายเส็ง สมบูรณ์
8. นางบุญมา (เฉ่ง) จิตตตั้งตรง
9. นางเกี่ยว วิบูลย์อรรถกร
10. นางอุไร (เอี๋ยว) คุ้มวงศ์ดี
การศึกษา
เมื่ออายุ 10 ปี ได้ไปเรียนหนังสือที่บ้านเขาพลอยแหวน อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี และเมื่ออายุ 16 ปี ได้เดินทางไปเรียนภาษาจีนที่เมืองซัวเถา ประเทศจีน จนสามารถพูดและเขียนภาษาจีนได้
การทำงาน
นายมังคุด สมบูรณ์ เริ่มต้นประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าเดินเรือใบ เดินทางเข้ามาค้าขายในกรุงเทพฯ และประกอบอาชีพประมง ทำโป๊ะ ทำอวน จนอายุได้ 49 ปี จึงเลิกอาชีพประมง และหันมาตั้งโรงสีข้าว และค้าขาย
ชีวิตครอบครัว
ได้สมรสกับนางสาวซุ่นเกียง แซ่ตั๋น ที่ประเทศจีน มีบุตรและธิดาด้วยกัน 10 คน ดังนี้
1. นางห็อง คุ้มวงศ์ดี
2. นายเฮา สมบูรณ์
3. นางโอ บำเพ็ญทาน
4. นางสุภาพ (โค้ง) รุ่งเรืองบางชัน
5. นางสาวหงิม สมบูรณ์
6. นางสาวยุรี (แมว) สมบูรณ์
7. นางวรรณี (ติ่ง) มัจฉาแขวง
8. นางระเบียบ ธรรมรัตน์
9. นายวรรณชัย สมบูรณ์
10. นายจงรัก สมบูรณ์
เกียรติประวัติและรางวัล/เครื่องราชอิสริยาภรณ์
นายมังคุด สมบูรณ์ เป็นผู้มีความขยันขันแข็งในการทำงาน มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ และบริจาคทรัพย์เพื่อสาธารณประโยชน์อยู่เสมอ จากการอุทิศตนบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่สังคมส่วนรวมทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ ทำให้นายมังคุด ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก ชั้นที่ 5 เบญจมาภรณ์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2529
การถึงแก่กรรม
นายมังคุด สมบูรณ์ ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2531 รวมอายุได้ 84 ปี
ข้อมูลหนังสืออนุสรณ์งานศพ
บรรณานุกรม
อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพคุณพ่อมังคุด สมบูรณ์ ณ เมรุวัดปากน้ำพังราด ต.พังราด อ.แกลง จ.ระยอง ในวันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2534. [ม.ป.ท.]: [ม.ป.พ.], 2534.
รายละเอียดเนื้อหา
ยาอายุวัฒนะเจ็ดขนาน เหตุให้อายุยืนตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา บุหรี่กับชีวิต
เลขเรียกหนังสือ ห 089.95911 อ231ม
สถานที่จัดเก็บ ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เปิดอาคารนิทรรศการหมู่บ้านโปรตุเกส ให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569 เป็นต้นไป โดยเปิดเข้าชมตั้งแต่เวลา 09.00 - 16.00 น. หยุดวันจันทร์ วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เข้าชมฟรี !! ไม่เสียค่าใช้จ่าย เชิญมาสำรวจชุมชนชาติตะวันตก ชาติแรกที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยาม ชมหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญ ร่องรอยโบสถ์ซานเปโดร และเรียนรู้การผสมผสานทางวัฒนธรรมและอาหารที่ส่งอิทธิพลมาถึงปัจจุบัน ขอเชิญชวนหน่วยงาน สถาบันการศึกษา และคณะท่องเที่ยวเข้าชมเป็นหมู่คณะ เปิดรับคณะศึกษาดูงานและนักท่องเที่ยวแบบกลุ่ม พร้อมวิทยากรบรรยายให้ความรู้ ติดต่อสอบถามและเข้าชม เพจ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา Ayutthaya Historical Park https://www.facebook.com/AY.HI.PARK
เมื่อเดือนสิงหาคม ๑๔๗ ปีมาแล้ว ประเทศไทยได้เป็นจุดสนใจของนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประกาศล่วงหน้ามา ๒ ปีแล้วว่า จะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงในวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๔๑๑ โดยเส้นศูนย์ของสุริยุปราคาจะอยู่ระหว่างแลตติจูด ๑๑ องศา ๓๘ ลิปดาเหนือ กับลองติจูด ๙๙ องศา ๓๙ ลิปดาตะวันออก บริเวณที่เห็นสุริยุปราคาเต็มดวงนานที่สุด จะอยู่ที่หว้ากอ ประจวบคีรีขันธ์ จากเกาะจานขึ้นมาถึงปราณบุรี และลงไปถึงชุมพร ทั้งยังทรงระบุเวลาที่เงาของดวงจันทร์เริ่มเข้าบดบังดวงอาทิตย์ เวลาที่จับเต็มดวง จนเวลาที่คลายออกทั้งหมด ทรงเชิญนักวิทยาศาสตร์ต่างชาติและทูตานุทูตมาร่วมสังเกตการณ์ ซึ่งก็เท่ากับว่าเป็นการท้าพิสูจน์ หากไม่เป็นไปตามที่ทรงคำนวณ ก็จะเป็นการเสียพระเกียรติอย่างยิ่ง นับว่าทรงมีความเชื่อมั่นและกล้าหาญอย่างมาก
แต่เดิม ชาวตะวันออกมักเชื่อกันว่า สุริยุปราคาเกิดจากยักษ์กำลังอมพระอาทิตย์และจะกลืนลงไป จึงพยายามทำเสียงดัง เช่นตีกลองหรือจุดประทัดเพื่อให้ยักษ์ตกใจหนีไป การคำนวณล่วงหน้าว่าจะเกิดสุริยปราคาของพระมหากษัตริย์ไทยเช่นนี้ จึงแสดงให้เห็นว่าสยามได้พลิกโฉมหน้าไปจากอดีต และก้าวเข้าสู่โลกวิทยาศาสตร์ได้อย่างล้ำหน้า ที่สำคัญ การต้อนรับแขกเมืองที่ค่ายหลวงหว้ากอครั้งนี้ ยังทำให้แขกเมืองประหลาดใจไปตามกัน ที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของราชสำนักสยาม
ชาวต่างชาติที่ตอบรับเชิญในครั้งนี้ มีแต่ชาติที่สนใจย่านตะวันออกในยุคนั้น นายเฮนรี อาลาบาสเตอร์ รักษาการณ์กงสุลอังกฤษประจำสยาม นำเรือรบ ๓ ลำไปถึงในวันที่ ๑๒ สิงหาคม ร.๔. ทรงยิงสลุตต้อนรับด้วยพระองค์เอง ๗ นัด ทำให้นายอาลาบาสเตอร์ปลื้มเป็นล้นพ้น บันทึกไว้ว่า
“พระมหากรุณาธิคุณและความโอบอ้อมอารีที่คณะของเราได้รับพระราชทานครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อนเลย และคงจะไม่มีวันได้พบเห็นอีกแล้ว”
นอกจากนี้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ อัครมหาเสนาบดี ยังเชิญให้นายอาลาบาสเตอร์และครอบครัว เข้าพักร่วมกับครอบครัวของท่าน
คงด้วยเหตุเหล่านี้กระมัง เมื่อนายอาลาบาสเตอร์พ้นจากราชการสถานทูตอังกฤษแล้ว จึงเข้ารับราชการไทย ยึดประเทศไทยเป็นเรือนตาย จนเป็นต้นตระกูล “เศวตศิลา”
นอกจากกงสุลแล้ว เซอร์แฮรี ออด ผู้สำเร็จราชการสิงคโปร์ของอังกฤษ ยังพาครอบครัวมาทางเรือ ถือโอกาสเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด ทำความคุ้นเคยกับพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการสยาม
ส่วนฝรั่งเศส นักดาราศาสตร์ให้ความสนใจที่จะได้เห็นสุริยุปราคานานที่สุดในรอบ ๓๐๐ ปี แต่จะตั้งค่ายในเวียดนาม ต่อมาย้ายไปมะละกา เสียค่าเตรียมงานไปมาก ในที่สุดก็เห็นว่าไม่มีที่ใดเหมาะสม จึงกราบทูลขอเข้ามาร่วมด้วย ทรงสร้างค่ายให้ฝรั่งเศสใต้ค่ายหลวงลงไป ๑๘ เส้น นักวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศสมากันเป็นขบวนใหญ่ มีกล้องมาถึง ๕๐ กล้อง นอกจากนี้ยังขนอิฐขนปูนมาสร้างที่ตั้งกล้อง ซึ่งสิ่งก่อสร้างของฝรั่งเศสนี้มีค่าอย่างมากในการหาสถานที่สร้างอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้าในปัจจุบัน เพราะค่ายหลวงที่สร้างด้วยไม้ไผ่มุงด้วยใบจากใบตาล ไม่เหลือซากทิ้งหลักฐานไว้เลย
นอกจากนี้ยังมีคณะธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส จากสวนพฤกษศาสตร์เมืองไซ่ง่อน เดินทางบกมาสมทบ เพื่อสังเกตว่าขณะมีสุริยุปราคาเต็มดวง พืชและสัตว์จะแสดงอาการหรือมีพฤติกรรมผิดไปจากปกติอย่างไร แล้วถือโอกาสเก็บพันธุ์ไม้แปลกๆไปเป็นร้อยๆชนิด
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯพร้อมด้วยพระเจ้าลูกเธอ ๔ พระองค์ คือ พระองค์เจ้าหญิง ๓ พระองค์ ซึ่งมีพระชันษาราว ๑๖ พรรษาทุกพระองค์ และเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ (ร.๕) พระชนมายุ ๑๕ พรรษา เสด็จโดยเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดชไปทอดสมอที่หน้าหาดหว้ากอในเที่ยงวันที่ ๘ สิงหาคม โปรดฯให้คณะสำรวจฝรั่งเศส ๒๐ คน คณะนายอาลาบาสเตอร์ และคณะเซอร์แฮรี ออดพร้อมครอบครัว เข้าเฝ้าที่พลับพลา พระราชทานทองคำบางสะพานให้ทุกคนเป็นที่ระลึก
การต้อนรับครั้งนี้ บรรดาแขกเมืองทั้งหลาย ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้พบกับความอุดมสมบูรณ์โก้หรูเช่นนี้กลางป่าของราชอาณาจักรสยาม ใช้พ่อครัวเป็นชาวฝรั่งเศส และหัวหน้าพนักงานเสิร์ฟเป็นอิตาเลียน มีทั้งวิสกี้และน้ำองุ่น พร้อมน้ำแข็งซึ่งสมัยนั้นยังต้องสั่งมาจากสิงคโปร์ อีกทั้งธรรมเนียมต้อนรับก็พลิกโฉมหน้าราชสำนักสยามไปมาก ฝ่ายจดหมายเหตุของสิงคโปร์บันทึกไว้ว่า
“...ราชสำนักได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างหมดจด เช่นการรับแขกเมืองครั้งนี้ แต่ก่อนมิได้เคยปรากฏ เป็นต้นว่าเปิดพระราชมณเฑียรที่ประทับส่วนพระองค์พระราชทานโอกาสให้แขกเมืองเข้าไปได้ และโปรดให้ฝ่ายในออกมารับแขกเมืองโดยเปิดเผย ส่วนเจ้านายที่ทรงพระเยาว์ก็ทรงยอมให้สมาคมกับชาวอังกฤษได้อย่างฉันท์มิตรสนิทสนม ซึ่งเรื่องราวของคณะทูตและจดหมายเหตุของผู้ที่มาเยือนกรุงสยามแต่ก่อน มีแต่บันทึกข้อห้ามตามธรรมเนียมของชาวสยามมากมาย นายครอฟอร์ดก็ดี เซอร์เจมส์ บรูค และเซอร์ยอน บาวริงก็ดี ได้กล่าวความเหล่านี้ไว้ ท่านเหล่านั้นได้เล่าเรื่องราวอย่างยืดยาวว่า ข้อห้ามต่างๆเช่นนั้นมีอยู่ทั่วไป จนทำความขัดข้องแก่คณะของท่านมาก แม้แต่เรื่องเหน็บกระบี่เข้าเฝ้าก็ถูกห้าม แต่ในคราวนี้ไม่มีการทำให้แขกเมืองรู้สึกอย่างนั้นเลย พระเจ้าแผ่นดินและขุนนางของพระองค์กลับสมาคมกับแขกเมืองอย่างให้อิสระเป็นผู้เสมอกัน และดูเหมือนจะมุ่งให้คล้อยตามธรรมเนียมของแขกที่มา การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชาติที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงดังนี้”
ในที่สุดก็ถึงวันสำคัญ ในเช้าวันที่ ๑๘ สิงหาคม ตอนเช้ามืดท้องฟ้าโปร่งใส มีเพียงเมฆบางๆ ราว ๐๗.๐๐ น.ยังเห็นดวงจันทร์มีแสงเทาอ่อนๆอยู่เรี่ยขอบฟ้า พอ ๐๙.๐๐ น.อากาศเริ่มแปรปรวน เมฆดำขนาดใหญ่เข้ามาปกคลุมท้องฟ้าจนมืดมิด มีฝนตกในหมู่บ้าน ทุกคนที่เฝ้ารอต่างรู้สึกหมดหวังที่จะได้เห็นสุริยุปราคา แต่แล้วอากาศก็เปลี่ยนแปลงอีก หมู่เมฆเคลื่อนคล้อยไปอย่างรวดเร็ว ฟ้ารอบดวงอาทิตย์ใสสว่างขึ้น ทุกคนต่างยืนจังงังเมื่อเห็นดวงจันทร์เริ่มเข้าบดบังดวงอาทิตย์ จนหมดดวงในเวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๖ นาที ๒๒ วินาที มีเพียงรังสีแลบออกมาจากขอบโดยรอบ
ขณะนั้นบริเวณหว้ากอมืดลงเหมือนเวลาค่ำ ต้นไม้เป็นเงาดำ ดวงดาวปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า นกกาบินกลับรัง ไก่ขันกันระเบ็งเซ็งแซ่ เครื่องวัดอากาศบอกอุณหภูมิลดลง ๖ องศาจนรู้สึกถึงความเย็น ทุกคนในที่นั้นต่างกู่ร้องกันเอิกเกริก ในหมู่บ้านมีการตีกลองจุดประทัด ส่วนพวกฝรั่งเศสที่ขึ้นไปเฝ้าดูธรรมชาติบนเขาหลวงรายงานต่อมาว่า พอดวงจันทร์บังล้ำเข้าไปในดวงอาทิตย์ได้ ๑ ใน ๕ ฝูงลิงก็วิ่งกันอึงคะนึง และรวมกลุ่มกันเป็นฝูงเล็กๆหลายฝูง นกเหงือกที่ไม่เคยส่งเสียงเลยต่างส่งเสียงกันระงมเพราะความกลัว ไม้ที่หุบใบในเวลากลางคืนเช่นไมยราบก็พากันหุบใบ
สุริยุปราคาจับหมดดวงนาน ๖ นาที ๔๕ วินาทีก็เริ่มคลาย มีแสงสว่างพุ่งแปลบออกมาจากดวงอาทิตย์ จนคลายทั้งดวงในเวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๗ นาที ๔๕ วินาที เกินที่ทรงคำนวณไป ๑ นาที
เซอร์แฮรี ออดได้บันทึกไว้ว่า
“พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระสำราญมาก เพราะการคำนวณเวลาสุริยุปราคาของพระองค์ได้พิสูจน์แล้วว่าถูกต้องอย่างที่สุด ถูกต้องกว่าที่ชาวยุโรปได้คำนวณไว้”
แต่พระเกียรติคุณอันกึกก้องของพระองค์ในครั้งนี้ ก็ทรงแลกมาด้วยพระชนม์ชีพ ขณะเสด็จพระราชดำเนินกลับนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงประชวรด้วยเชื้อไข้ป่าที่ได้รับจากหว้ากอ เมื่อมาถึงกรุงเทพฯก็ยังไม่ทุเลา ทรงต่อสู้กับโรคร้ายตามความเชื่อของพระองค์ จนถึงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๑๑ ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันประสูติ จึงเสด็จสวรรคตในวันประสูติตามแบบพระพุทธเจ้า
ในปี ๒๕๒๕ รัฐบาลตระหนักที่จะให้อนุชนเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท จึงประกาศให้วันที่ ๑๘ สิงหาคมของทุกปีเป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ”
เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์สยาม ใน “อุทยานราชภักดิ์” เพื่อเป็นการเทิดทูนและประกาศเกียรติคุณพระมหากษัตริย์ ๗ พระองค์นั้น มีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียวเท่านั้น ที่ยังไม่ได้รับการถวายพระราชสมัญญา “มหาราช” เหมือนกับอีก ๖ พระองค์ แต่ก็ทรงได้รับการเทิดทูนและประกาศเกียรติคุณในอุทยานแห่งนี้ด้วย