ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,150 รายการ
ศรัทธาบนยอดเขา : เรื่องราวรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ
จังหวัดจันทบุรีเป็นจังหวัดสำคัญของภาคตะวันออกที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาอันทรงคุณค่า หนึ่งในสถานที่ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของจังหวัดได้อย่างชัดเจน คือ อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญและผืนป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่เทือกเขาสูงชันแห่งนี้
ภายในอุทยานแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ หรือพระบาทพลวง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นรอยพระพุทธบาทที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในประเทศไทย โดยตั้งอยู่บนความสูงประมาณ 1,050 เมตรจากระดับน้ำทะเล รอยพระพุทธบาทดังกล่าวถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2397 โดยชาวบ้านที่ขึ้นไปหาของป่าและพักแรมบนภูเขา ขณะถางหญ้าได้สังเกตเห็นรอยลักษณะคล้ายก้นหอยลึกบนแผ่นหินขนาดใหญ่ กว้างประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 2 เมตร ใกล้กันนั้นยังปรากฏหินก้อนมหึมารูปทรงคล้ายบาตรคว่ำ ตั้งอยู่บริเวณชะง่อนผา เรียกว่า หินลูกบาตร ซึ่งมีลักษณะโดดเด่นราวกับตั้งอยู่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ จึงก่อให้เกิดเรื่องเล่า ตำนาน และความเชื่อที่สืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน โดยพุทธศาสนิกชนเชื่อว่าการได้ขึ้นไปนมัสการ ณ สถานที่แห่งนี้จะได้รับกุศลอันยิ่งใหญ่ เสมือนได้เข้าเฝ้าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง
ต่อมาในปี พ.ศ. 2515 หลวงพ่อเขียน พระครูธรรมสรคุณ ได้เสนอให้ใช้ชื่อ เขาคิชฌกูฏ เพื่อเชื่อมโยงกับภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในพุทธประวัติ ณ กรุงราชคฤห์ ประเทศอินเดีย พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและขยายระยะเวลาการจัดงานนมัสการ จนกลายเป็นประเพณีสำคัญที่มีผู้เข้าร่วมนับล้านคนต่อปี
งานนมัสการรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ จัดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม–มีนาคมของทุกปี ภายในงานมีการบวงสรวงเทวดา การปิดทองรอยพระพุทธบาท และการเดินขึ้นเขาเพื่อแสดงความศรัทธา กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเท่านั้น หากยังเป็นบททดสอบความมุ่งมั่นและความอดทนของผู้แสวงบุญ ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยจุดสักการะและปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่ผูกโยงกับตำนานทางพระพุทธศาสนา ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่ร่มรื่นและทิวทัศน์กว้างไกลของเมืองจันทบุรี
ด้วยความสำคัญทั้งในมิติธรรมชาติและศาสนา สถานที่แห่งนี้จึงเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของพุทธศาสนิกชน การร่วมกันดูแลรักษาความศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจนความงดงามของผืนป่าและรอยพระพุทธบาทให้คงอยู่อย่างสมบูรณ์ จึงนับเป็นความรับผิดชอบร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อสืบสานคุณค่าอันล้ำค่านี้ให้ดำรงอยู่สู่ชนรุ่นหลังอย่างยั่งยืน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. สำนักบริหารงานกลาง. เปิดเขาพระบาทวันแรก! พุทธศาสนิกชนแห่นมัสการรอยพระบาทพลวงคึกคัก ด้านอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏจัดเต็ม! เข้มมาตรการความปลอดภัย พร้อมอำนวยความสะดวกทุกจุดบริการ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2569, จากhttp://news.dnp.go.th/news/38212
_____. อุทยานฯ เขาคิชฌกูฏ พร้อมเปิดนมัสการรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ ปี 2567 เริ่ม 10 ก.พ. – 9 เม.ย. นี้. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2569, จาก http://news.dnp.go.th/news/26485
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.). งานประเพณีนมัสการลอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://thai.tourismthailand.org/Events-and-Festivals/งานประเพณีนมัสการลอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ
ท่องเที่ยว 4 จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด : 4 way Trips chonburi Rayong Chanthaburi Trat. ม.ป.ท.: ม.ป.พ., 2561.
พระครูธรรมสรคุณ. ประวัติความเป็นมาของรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ (พลวง). จันทบุรี: จันทบุรีการพิมพ์, ม.ป.ป. https://www.finearts.go.th/chantaburilibrary/view/17214
พระมหาหงษ์สา ดิษชัง. รูปแบบการพัฒนาความยั่งยืนในประเพณีงานนมัสการรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี. ดุษฎีนิพนธ์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน). จันทบุรี: มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี, 2566. ฉบับอัดสำเนา.
สุทธิชัย ปทุมล่องทอง. ที่นี่ประเทศไทย : ท่องเที่ยวภาคตะวันออก. กรุงเทพฯ: สถาพรบุ๊คส์, 2549.
อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี KhaoKhitchakut National Park. เติมพลังใจรับต้นปี กับจุดเช็คอินบนเส้นทางศรัทธาแห่งเขาคิชฌกูฏ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://www.facebook.com/share/p/1AhnKCCYxM/
เรียบเรียงโดย นางสาวทิพวรรณ จันทร์ปัญญา บรรณารักษ์ปฏิบัติการ
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร
ผู้แต่ง : ทศ คณนาพร ปีที่พิมพ์ : ม.ป.ป. สถานที่พิมพ์ : เชียงใหม่ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์เอ็นสแควร์ เรื่องเล่า เวียงเจียงใหม่ เป็นการเล่าถึง ประวัติศาสตร์วีรกรรมของเหล่าบรรพชนล้านนา ที่ร่วมแรงร่วมใจกันก่อร่างสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้น รวมถึงเหตุการณ์นานา ทั้งภายนอกและภายใน ความเจริญรุ่งเรืองอย่างก้าวหน้าของเมืองเชียงใหม่ ด้านศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี การปกครอง เศรษฐกิจการค้าที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 700 ปี จึงยังประโยชน์ และควรค่าแก่รับทราบถึงรากเหง้า และความเป็นมานี้ด้วยความภาคภูมิใจ และเป็นบทเรียนสอนใจในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
กรมศิลปากรรับเป็นเจ้าภาพในกัณฑ์ที่ ๒ “กัณฑ์หิมพานต์” ซึ่งมีรองอธิบดี
นางประนอม คลังทอง และนายสตวัน ฮ่มซ้าย ผู้อำนวยการสำนักสถาปัตยกรรม เข้าร่วมในพิธีฟังเทศน์ เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๔.๐๐ น. – ๑๕.๐๐ น.
ประวัติศาสตร์โบราณคดี (History - Archaeology )
มีเนื้อหาเกี่ยวกับพัฒนาการของผู้คนตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่พบหลักฐานในจังหวัดสุรินทร์ตั้งแต่เมื่อประมาณ ๒,๐๐๐ – ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว สมัยวัฒนธรรมทวารวดีซึ่งเริ่มประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๓ สมัยวัฒนธรรมเขมรมีอายุประมาณตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๘ จนถึงสมัยอยุธยาราวพุทธศตวรรษที่ ๒๔ การจัดแสดงจะจำลองสภาพชีวิตและพิธีกรรมการฝังศพครั้งที่สองในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุสมัยทวารวดี เขมร ที่พบในจังหวัดสุรินทร์ หุ่นจำลองโบราณสถาน วีดิทัศน์เรื่อง สุรินทร์ถิ่นอารยธรรมขอมเพื่อให้ผู้ชมได้เกิดความเข้าใจในการศึกษาทางด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะของจังหวัดสุรินทร์
History – Archaeology
This exhibition shows the development of the area from the prehistoric period of about 2,000 – 1,500 years ago through the Dvaravati period (7th – 8th century), the khmer culture period (7th – 13th century), and the Lanchang – Ayutthaya period (19th century). On display are models illustrating the lifestyles and funeral ceremonies of prehistoric people, as well as antiquities from the Dvaravati, Khmer and Ayutthaya periods discovered in Surin province. There are also models of ancient monuments and audio – visual aids for information on the archaeology and history of the arts in Surin province.
***บรรณานุกรม***
พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทร พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ศกุนตลา มหาวชิราวุธ พิมพ์เป็นอนุสรณ์ ในงานพระราชเพลิงศพ นางสาวสุจิตรา สร้อยมณี ณ ฌาปนสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวรวิหาร วันที่ 30 กรกฎาคม 2512
พระนคร
โรงพิมพ์มงคลการพิมพ์
2512
ไงแซนโฎนตา (สารทชาวไทยเชื้อสายเขมร)
ชาวไทย เชื้อสายเขมรในจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ มีประเพณีงานบุญเดือน ๑๐ หรืองานสารท เพื่อทำบุญบูชา รำลึก และอุทิศอาหาร ข้าวของเครื่องใช้แก่บรรพบุรุษ ปู่ย่า ตายาย หรือบุพการีผู้ล่วงลับไปแล้วเช่นเดียวกันกับกลุ่มคนไทยอื่นๆ แต่แตกต่างกันในขั้นตอนพิธีกรรม ปัจจุบันงานแซนโฎนตามีการปฏิบัติกันทั้งในครอบครัว หมู่บ้าน และจังหวัด จะทำพิธีในวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๐ ของทุกปี เชื่อว่าวิญญาณของบรรพบุรุษจะกลับมาเยี่ยมลูกหลาน หรือญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ สมาชิกในครอบครัวที่อาศัยอยู่ที่อื่นหรือที่แยกครอบครัวจะกลับมาเยี่ยมบ้าน ลูกสาวหรือลูกสะใภ้จะต้องเตรียมของฝาก “กันจือเบ็น” (กระเฌอสำหรับจัดเตรียมเครื่องเซ่นไหว้)เป็น เสื้อผ้าเครื่องใช้มาส่งครอบครัวใหญ่ และจะช่วยกันจัดเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ขนม ผลไม้ เสื้อผ้าเครื่องใช้ เพื่อใช้ในการเซ่นไหว้บรรพบุรุษของครอบครัว
ในวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๐ เชื่อว่าเป็นวันที่บรรพบุรุษที่ล่วงลับแล้วเดินทางมาถึงโลก ชาวไทยเชื้อสายเขมรทุกครอบครัวจะจัดเตรียมตั้งเครื่องเซ่นไหว้ที่บ้าน โดยจัดใส่กันจือเบ็นเพื่อญาติๆ ใช้สำหรับเซ่นไหว้บรรพบุรุษ การทำพิธีแซนโฎนตาโดยผู้อาวุโสก็จะเรียกถามหาลูกหลาน ญาติพี่น้องว่ามาพร้อมหน้ากันหรือยัง และให้มารวมกัน แล้วจะเริ่มเซ่นไหว้โดยจุดธูปเทียน ยกขันห้าไหว้และต่างก็พูดเรียกดวงวิญญาณบรรพบุรุษให้มารับเครื่องเซ่นไหว้ แล้วรินน้ำให้ล้างมือ และรินเครื่องดื่ม เช่น เหล้า น้ำอัดลม ฯลฯ ชี้บอกให้รู้ว่ามีเครื่องเซ่นไหว้อะไรบ้าง เสมือนการมารายงานตัวต่อบรรพบุรุษว่าได้มารอต้อนรับแล้ว ในพิธีเซ่นไหว้ใช้เวลาประมาณ ๒๐ –๓๐ นาที เมื่อ ทำพิธีเสร็จแล้วลูกหลานญาติพี่น้องก็จะนำอาหารเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ มารับประทานร่วมกันเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในหมู่ลูกหลาน ญาติมิตร เพราะหนึ่งปี มีครั้งเดียว ลูกหลานที่ไปอยู่หมู่บ้านอื่นหรือต่างจังหวัดจะได้รู้จักคุ้นเคยกัน ในช่วงเย็นเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ซึ่งได้จัดเตรียมไว้แล้ว พร้อมบอกให้วิญญาณบรรพบุรุษไปที่วัดเพื่อฟังพระเจริญพระพุทธมนต์ จากนั้นพระสงฆ์จะทำพิธีมอบเครื่องเซ่นไหว้แก่บรรพบุรุษ แล้วกลับมาบ้านเตรียมปูที่นอนและเครื่องใช้สำหรับให้บรรพบุรุษ เชื่อว่าบรรพบุรุษจะค้างที่บ้านในคืนนี้ ก่อนสว่างก็จะทำเรือกาบกล้วย ใส่เงินกระดาษ ขนม อาหาร เครื่องดื่ม ผลไม้ และเสื้อผ้าของใช้ขนาดเล็ก จุดธูปเทียนแล้วลอยไปในแม่น้ำ หรือบ่อในบริเวณบ้านเพื่อเป็นการส่งวิญญาณบรรพบุรุษกลับสู่ยมโลกก่อนสว่าง หากไม่ทำเรือส่งท่านก็จะกลับไปยมโลกไม่ได้ และจะติดค้างอยู่ในโลกกระทั่งถึงไงแซนโฎนตาอีกรอบนับเป็นการสร้างบาปและความ ทุกข์แก่วิญญาณบรรพบุรุษ
ในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ เช้าตรู่ชาวไทยเชื้อสายเขมรทุกครอบครัวก็จะนำเครื่องเซ่นไหว้ไปวัดอีก เพื่อทำบุญอุทิศแก่ผีไม่มีญาติ
ไงแซนโฎนตาเป็นโอกาสที่ญาติๆ ที่อาศัยอยู่ที่อื่นได้กลับบ้านมาเยี่ยมพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ได้รับพรจากผู้ใหญ่ เป็นศิริมงคลแก่ชีวิต ทำให้เกิดความรักสามัคคีระหว่างเครือญาติ เกิดความเสียสละ เพราะเครื่องเซ่นไหว้ทุกคนมีส่วนหามา และมีโอกาสช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ไงแซนโฎนตา ถ้าลูกหลานคนใดไม่ได้จัดทำ หรือไม่มาร่วมพิธีโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรบรรพบุรุษอาจไม่พอใจ อาจจะโยงเป็นเหตุให้ทำมาหากินไม่ราบรื่น จิตใจเกิดความกังวลไม่เป็นสุข ด้วยความเชื่ออย่างนี้ทุกคนจึงพยายามไปร่วมพิธี หรือไม่ก็จัดเครื่องเซ่นไหว้ที่บ้านของตน
ในจังหวัด สุรินทร์นอกจากชาวไทยเชื้อสายเขมรแล้ว ยังมีชาวไทยกวยหรือกูย และชาวไทยเชื้อสายลาวที่มีประเพณีงานบุญเดือน ๑๐ หรืองานสารทเหมือนกับชาวไทยเชื้อสายเขมร ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๐ ของทุกปี
นิยามศัพท์เฉพาะ
ไง หมายถึง วัน
แซน หมายถึง การเซ่น การเซ่นไหว้ การบวงสรวง
โฎนตา หมายถึง การทำบุญให้ยาย และตา หรือบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว
ประเพณีแซนโฎนตา หมายถึง ประเพณีเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ จัดเป็นประเพณีสำคัญที่คนไทยซึ่งพูดภาษาเขมร มีการสืบทอดมาเป็นระยะเวลานาน
กำหนดการและกติกาการแข่งขันเล่านิทานคุณธรรมเนื่องในวันแม่แห่งชาติประจำปี 2558 ในวันที่ 14. สิงหาคม 2558 ณ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ตรัง ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ได้จัดโครงการนักศึกษาและเปลี่ยนด้านศิลปวัฒนธรรมกับมหาวิทยาลัยจินเจียง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และนักศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน ๓๑ คน ในการนี้มุ่งส่งเสริมให้นักศึกษาได้มีโอกาสเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นคุณค่าของศิลปะไทย จึงเข้าเยี่ยมชม ศึกษา ถ่ายภาพกระบวนการทำงานช่างสิบหมู่ ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔