ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,945 รายการ

องค์ความรู้ : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง  เรื่อง  พระพิมพ์ดินเผาปางประทานพร จากเมืองโบราณอู่ทอง           พระพิมพ์ดินเผาจำนวน ๒ ชิ้น พบที่เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เก็บรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง   พระพิมพ์ดินเผารูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีภาพพระพุทธรูปยืนตริภังค์ โดยการยืนเอียงสะโพกไปทางด้านซ้าย หย่อนพระบาทขวา พระเศียรมีร่อยรอยนูนของอุษณีษะ รายละเอียดบนพระพักตร์ลบเลือน พระกรรณยาว เอียงพระศอเล็กน้อย รอบพระเศียรมีกรอบประภามณฑลเรียบ พระพุทธรูปทรงครองจีวรห่มเฉียง เปิดพระอังสาขวา จีวรเรียบแนบพระวรกาย พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นระดับพระอุระ หันเข้าหาลำตัวอยู่ในท่าจับชายจีวร  พระหัตถ์ขวาทอดลง หงายฝ่าพระหัตถ์บริเวณพระโสณี ชายจีวรที่ตกลงมาจากพระกรซ้ายมีลักษณะเป็นแถบหนาและรอยยับย่นเสมือนจริง นอกจากนั้นบริเวณข้อพระบาทมีขอบสบงที่ยาวลงมากว่าชายจีวรเล็กน้อย บริเวณพระบาทมีฐานคล้ายกลีบบัวมารองรับ    รูปแบบศิลปกรรมของพระพิมพ์ดินเผาที่ปรากฏข้างต้น มีลักษณะที่สัมพันธ์กับรูปแบบของพระพุทธรูปศิลปะอินเดียแบบหลังคุปะ เช่น พระพุทธรูปที่ถ้ำอชันตาหมายเลข ๑๙ ประเทศอินเดีย คือ การยืนตริภังค์เอียงสะโพก หย่อนพระบาทข้างหนึ่ง และเอียงพระศอเล็กน้อย พระพุทธรูปครองจีวรเรียบและไม่มีริ้ว สืบมาจากศิลปะอินเดียแบบคุปตะ สกุลช่างสารนาถ ส่วนการทำพระพุทธรูปยืนครองจีวรเฉียงนิยมในศิลปะอินเดียแบบหลังคุปตะ            การแสดงปางของพระพุทธรูปสันนิษฐานว่าแสดงปางประทานพร โดยพิจารณาจากพระหัตถ์ซ้ายที่ยกขึ้นมีจีวรคลุมตามรูปแบบที่นิยมในศิลปะอินเดีย พระหัตถ์ดังกล่าวนิยมจับชายจีวรไม่แสดงปาง ดังนั้นสันนิษฐานว่า พระหัตถ์ขวาที่วางทอดลง และหงายพระหัตถ์แสดงถึงปางประทานพร ซึ่งลักษณะการจับชายจีวรและการแสดงปางในแนวตรงข้ามเช่นนี้สืบมาจากอินเดียเหนือ โดยปรากฏต่อเนื่องมาจนถึงศิลปะอินเดียแบบหลังคุปตะ ถือได้ว่าพระพิมพ์ดินเผาซึ่งพบที่เมืองโบราณอู่ทองชิ้นนี้มีความสัมพันธ์ทางด้านรูปแบบศิลปกรรมกับศิลปะอินเดียแบบหลังคุปตะ นอกจากนั้นยังพบพระพุทธรูปยืนตริภังค์แสดงปางประทานพร ในศิลปะเขมรสมัยก่อนเมืองพระนคร สะท้อนถึงรูปแบบพระพุทธรูปศิลปะอินเดียแบบหลังคุปตะที่แพร่กระจายในพื้นที่วัฒนธรรมทวารวดี และเขมรก่อนเมืองพระนคร จากรูปแบบพระพิมพ์ดินเผาที่ปรากฏสามารถกำหนดอายุอยู่ในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๓ หรือประมาณ ๑,๑๐๐ - ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว ----------------------------------------------------- เอกสารอ้างอิง เชษฐ์ ติงสัญชลี. ประวัติศาสตร์ศิลปะอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, ๒๕๖๐.                   . พระพุทธรูปอินเดีย. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๕๔.    ธนกฤต ลออสุวรรณ. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่า จีน :  กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. นนทบุรี : เมืองโบราณ,  ๒๕๖๒. ----------------------------------------------------- ที่มาของข้อมูล : Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง https://web.facebook.com/photo/?fbid=744756304115635&set=a.649688256955774  


วันนี้เรามาเรียนรู้ลักษณะนามจากโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียงกันนะคะโดยนางสาวรัชฏญาภรณ์ ประทุมวัน สาขาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


  ละครเท่งตุ๊ก หรือ เท่งกรุ๊ก เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของจันทบุรีที่สืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านานสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากการแพร่ขยายทางวัฒนธรรมผ่านการติดต่อค้าขายจากภาคใต้มาสู่ภาคตะวันออก โดยแรกเริ่มมีการเผยแพร่ขึ้นที่ฝั่งบ้านเพ จังหวัดระยอง จากนั้นได้ขยายมายังอำเภอแหลมสิงห์และอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นเขตน่านน้ำเดียวกัน จึงทำให้ละครเท่งตุ๊กนั้นมีลักษณะเดียวกับละครชาตรีทางภาคใต้ ทั้งนี้ได้มีการประยุกต์ให้เข้ากับศิลปะการแสดงของท้องถิ่นเมืองจันท์ จนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มักนิยมเล่นกันในงานแก้บนหรืองานทิ้งกระจาดตามศาลเจ้า และศาลหลักเมือง  คำว่า เท่งตุ๊ก สันนิษฐานว่ามาจากการเลียนเสียงของเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดง คือ “โทน” ซึ่งมีเสียงดัง “เท่งๆๆ” ส่วนคำว่า ตุ๊ก เป็นคำเลียนเสียง “กลองตุ๊ก” ที่ตีเสียงดัง “ตุ๊กๆๆ” ละครเท่งตุ๊กมีลักษณะการเล่น การร้อง การแต่งกาย และใช้เครื่องดนตรีที่คล้ายกับการเล่นละครชาตรี ชาวบ้านจึงเรียกคล้องจองกันว่า “ชาตรี - เท่งตุ๊ก” เครื่องดนตรีที่ใช้ คือ โทน ฉิ่ง ฉาบเล็ก กรับ และ กลองตุ๊ก บางครั้งมีการนำระนาดและกลองชุดเข้ามาบรรเลงผสม การแต่งกายคล้ายกับการแต่งกายเครื่องชุดตัวพระ - ตัวนาง ส่วนใหญ่นิยมใช้นักแสดงหญิงเป็นผู้รับบทพระ - นาง และตัวละครอื่นๆ ระยะหลังเริ่มมีผู้ชายร่วมแสดงบ้าง แต่นิยมให้รับบทเป็นตัวตลก เรื่องที่ใช้ในการแสดงเป็นเรื่องเกี่ยวกับนิทานพื้นบ้าน หรือบทประพันธ์ในวรรณคดีไทย ในยุคสมัยหนึ่งมีการปรับเนื้อเรื่องให้เป็นลักษณะเดียวกับละครโทรทัศน์ที่นำมาจากนวนิยาย หรือละครวิทยุกระจายเสียงในสมัยนั้น  จังหวัดจันทบุรีมีคณะละครเท่งตุ๊กหลายคณะ เช่น คณะ ส.บัวน้อย คณะไชยเจริญศิลป คณะเปรมฤทัยวัยรุ่น คณะจักรวาลมงคลศิลป์ คณะขวัญใจเจริญศิลป์ เป็นต้น โดยแต่ละคณะมีประวัติความเป็นมาและระเบียบแบบแผนในการแสดงที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ละครเท่งตุ๊กมีทั้งแบบที่รักษาขนบธรรมเนียมแบบดั้งเดิม แบบพันทางคือผสมความเป็นลิเกเพื่อเอาใจผู้ชม และแบบประยุกต์คือเน้นการร้องเพลง ลูกทุ่งผสมวงสตริง และหางเครื่อง ปัจจุบันละครเท่งตุ๊กหาชมได้ยาก เพราะมักนิยมแสดงเพื่อแก้บนหรือบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในงานพิธีต่าง ๆ อย่างไรก็ตามสภาวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนในจังหวัดจันทบุรี ได้ร่วมกันฟื้นฟูและอนุรักษ์ละครเท่งตุ๊ก เพื่อให้คนในท้องถิ่นได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญ โดยการเผยแพร่ความรู้และนำละครเท่งตุ๊กออกแสดงในงานสำคัญบ่อยครั้ง อีกทั้งยังมีการส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับละคร เท่งตุ๊กในการจัดการเรียนการสอนในบางโรงเรียน โดยการฝึกหัดนักเรียนให้รู้จักการแสดงเท่งตุ๊ก จนสามารถนำออกแสดงจริงได้ เพื่อรักษาและสืบทอดศิลปะการแสดงพื้นบ้านนี้ให้คงอยู่สืบไป แหล่งข้อมูลอ้างอิง ประภาศรี ศรีประดิษฐ์.  ละครเท่งตุ๊กในจังหวัดจันทบุรี.  วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (นาฏยศิลป์). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2545. รัจน์ชีวาต์ ตั๋นติกุลวรา.  สื่อการแสดงพื้นบ้านจันทบุรี: คุณลักษณะและรูปแบบการปรับตัวภายใต้บริบทประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน.  จันทบุรี: มหาวิทยาลัยราชภัฏ     รำไพพรรณี, 2561. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี.  การแสดงละครชาตรีเท่งตุ๊ก จังหวัดจันทบุรี.  จันทบุรี: สำนักงานวัฒนธรรมจันทบุรี, 2548. ภาพประกอบ: ขอขอบคุณภาพจากเพจสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี และเพจละครชาตรี เท่งตุ๊ก รวมดาวรุ่ง ดาราศิลป์   ผู้เรียบเรียง: นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี      


          ประติมากรรมสตรี           แบบศิลปะ : ลพบุรี           ชนิด :  ปูนปั้น           ขนาด : สูง 27 เซนติเมตร กว้าง 19 เซนติเมตร           อายุสมัย : พุทธศตวรรษที่ 18           ลักษณะ : ประติมากรรมสตรีในท่ารำ สวมศิราภรณ์ยอดแหลม กุณฑลรูปตุ้ม และกรองศอ พักตร์รูปไข่ ลืมเนตร นาสิกโด่งแหลม โอษฐ์หนา แสดงท่าร่ายรำโดยยกพาหาและเพลาขึ้นชี้ข้างบน คล้ายท่ากายกรรม สวมผ้านุ่งชักชายผ้ารูปวงโค้งใต้นาภี           สภาพ : ชำรุด ผิวปูนสึกกร่อน พาหาหักทั้ง 2 ข้าง           ประวัติ :พบจากการขุดแต่งโบราณสถานเนินทางพระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ย้ายจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544           สถานที่จัดแสดง : ห้องเมืองสุพรรณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี     แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/suphanburi/360/model/15/   ที่มา: hhttp://www.virtualmuseum.finearts.go.th/suphanburi


องค์ความรู้สุพรรณบุรี เรื่อง บางแม่หม้าย ผู้เรียบเรียง : นางอภิญญานุช เผ่าพงษ์คล้าย บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ



องค์ความรู้ ส่งเสริมการอ่านผ่านออนไลน์ เรื่อง “วันมาฆบูชา วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3” วันมาฆบูชา หมายถึง การบูชา ในวันเพ็ญเดือน 3 เนื่องในโอกาสคล้าย วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ แก่พระภิกษุจำนวน 1250 รูป ในปี 2567 วันมาฆบูชา ตรงกับวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 คำว่า "มาฆะ" นั้น เป็นชื่อของเดือน 3 ย่อมาจากคำว่า "มาฆบุรณมี" หมายถึง การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน 3 วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แต่ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน 8 สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็น วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 วันมาฆบูชา หรือ วันจาตุรงคสันนิบาต เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง โดยมีเหตุการณ์สำคัญอย่าง จาตุรงคสันนิบาต ที่แปลความได้ว่า การประชุมด้วยองค์ 4 เกิดขึ้น ได้แก่ 1. เป็นวันที่พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันที่เวฬุวันวิหาร ในกรุง ราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยมิได้นัดหมาย 2. พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" คือเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น 3. พระภิกษุสงฆ์ทุกองค์ที่ได้มาประชุมในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นผุ้ได้บรรลุพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา 6 แล้วทั้งสิ้น 4. เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงเสวยมาฆฤกษ์ (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3) ความสำคัญของวันมาฆบูชานั้น อยู่ตรงที่วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง โอวาทปาฏิโมกข์ กล่าวคือ พระโอวาทที่เป็นประธานของพระศาสนา หรือศีล 227 ข้อ ที่พระพุทธองค์นำมาแสดงให้พระภิกษุได้ยึดเป็นหลักปฏิบัติ โดยมีใจความโดยรวมว่า “การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำแต่ความดีให้บริบูรณ์ การทำจิตใจให้ผ่องใส ปราศจากกิเลส” หรือ ให้ละเว้นการทำชั่ว กระทำแต่ความดี และทำใจให้บริสุทธิ์ ในวันนี้จะมีการทำบุญตักบาตรในตอนเช้า ฟังเทศน์ที่วัด ในตอนค่ำของวันมาฆบูชา พุทธศาสนิกชนก็จะนำดอกไม้ ธูปเทียนไปที่วัด เพื่อทำพิธีเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ ระลึกถึง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ อ้างอิง : ประชิด สกุณะพัฒน์, อุดม เชยกีวงศ์. วันสำคัญ. กรุงเทพฯ : ภูมิปัญญา, 2549. บุญเติม แสงดิษฐ์. วันสำคัญ. กรุงเทพฯ : พัชรการพิมพ์. 2541. ผู้เรียบเรียง : นายประพนธ์ รอบรู้ นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี


๕ เมษายน ๒๕๖๗"วันพระเจ้าน่านและวันเจ้าผู้ครองนครน่าน""ครบรอบ ๑๐๖ ปี"วันคล้ายวันพิราลัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯพระเจ้าผู้ครองนครน่าน#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เรื่อง "งานศิลปกรรมในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช"


คณะครูและนักเรียนในโครงการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาและวัฒนธรรม มูลนิธิชัยพัฒนา (เวลา 15.00 น.) จำนวน 20 คนวันพฤหัสบดีที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๕.๐๐น. คณะจากมูลนิธิชัยพัฒนา จำนวน ๒๐ คน เข้าศึกษาดูงาน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครนายก พระบรมชนกชลพัฒน์ โดยมีว่าที่ร้อยตรีรุ่งเรือง ชื่นชม เป็นวิทยากรนำชมในครั้งนี้



วันศุกร์ที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับชมรมนักโบราณคดี(สมัครเล่น)เมืองสุพรรณ จัดกิจกรรมบรรยายและเสวนาทางวิชาการเนื่องในวาระครบ ๑๓๐ ปี ห้ามเจ้านายมิให้ไปเมืองสุพรรณบุรี เรื่อง เทศาภิบาล : ศาสตร์การปกครองของไทยสมัยรัชกาลที่ ๕ - การบรรยายในหัวข้อ "กำเนิดพระนามกรมขุนพินิตประชานาถ กำเนิดความเชื่อ "ห้ามเจ้านายมิให้ไปสุพรรณบุรี " โดย นายปัญชลิต โชติกเสถียร - การเสวนา เรื่อง เมืองสุพรรณบุรี ภายใต้การปกครองระบอบ เทศาภิบาล พ.ศ. ๒๔๓๕ –๒๔๗๖ โดย - ดร. อาสา คำภา นักวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ,อาจารย์วรพร พรหมใจรักษ์ นักวิชาการประวัติศาสตร์ อาจารย์วิทยาลัยสงฆ์สุพรรณบุรีศรีสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมเสวนาและดำเนินรายการโดย นายปัณชลิต โชติกเสถียร สมาชิกชมรมนักโบราณคดี (สมัครเล่น) เมืองสุพรรณ - การบรรยายเรื่อง เทศาภิบาล : ศาสตร์การปกครองของไทยสมัยรัชกาลที่ ๕ โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ โดยมี นายธีรยุทธ์ จันทร์ดิษฐวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานในพิธี ร้อยเอก บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ กล่าวรายงาน มีผู้เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น ๑๕๐ คน



เรื่อง EQ แนวภูมิปัญญาไทย ในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ สภาวะการศึกษาเล่าเรียน การงาน เศรษฐกิจ สังคม เหตุการณ์บ้านเมืองและสิ่งแวดล้อม ต่างพากันบีบคั้นให้เร่งรีบ แข่งขัน จนเกิดความกังวล เครียด เป็นทุกข์ทั้งทางกายและใจ คนที่ไม่มีความฉลาดทางอารมณ์จะไม่สามารถควบคุมความคิดของตนเอง จึงคิดปรุงแต่งไปตามเหตุปัจจัยในขณะนั้น เมื่อคิดไม่ดี จึงเป็นผลให้พูดไม่ดี ทำไม่ดีตามความคิดในขณะนั้น จิตใจก็สกปรก ขุ่นมัว เป็นทุกข์ และอารมณ์ไม่ดี คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์จะสามารถควบคุมความคิดของตนเอง ให้คิดดี จึงเป็นผลให้พูดดี และทำดีตามความคิดในขณะนั้น จิตใจก็จะมีความบริสุทธิ์ผ่องใส และเป็นคนมีอารมณ์ดี สามารถศึกษาเล่าเรียน ปฏิบัติงาน และดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข ด้วยจิตที่บริสุทธิ์ผ่องใส ความฉลาดทางอารมณ์เป็นเรื่องที่คนทั่วไปสามารถเรียนรู้และนำไปใช้ฝึกบริหารความคิดในชีวิตประจำวันได้โดยง่าย กล่าวโดยสรุปแล้วมี ๖ องค์ประกอบหลักที่สำคัญด้วยกัน คือ องค์ประกอบของจิต ปัญหา สาเหตุ ประโยชน์ วิธีบริหารความคิด และการประเมินผล ------------------------- แนะนำโดย นางโสภี เฮงสุดผล บรรณารักษ์ชำนาญการ





black ribbon.