ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 48,758 รายการ
ปั้นชา หรือ ป้านชา คือ เครื่องปั้นดินเผาชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับชงชา ลักษณะเป็นภาชนะมีช่องเปิดพร้อมฝาปิดด้านบนสำหรับใส่น้ำและใบชา มีพวยด้านข้างยื่นออกมาจากตัวใช้รินน้ำชาออก ด้านตรงข้ามพวยกามีหูจับ
ปั้นชาที่เก็บรักษาภายในคลังโบราณวัตถุพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช มีทั้งปั้นหูและปั้นสาย ปั้นหู คือ ปั้นที่มีหูจับด้านข้างของตัวปั้น ปั้นสาย คือ ปั้นที่มีสายจับด้านบน ใช้ยกตัวปั้นขึ้น มีทั้งแบบสายพับลงด้านข้างได้และสายพับไม่ได้
ปั้นหูส่วนใหญ่เป็นปั้นชาดินเผาสีแดงหรือสีน้ำตาล ส่วนใหญ่เป็นปั้นชาทรงลูกแพร์และ ได้รับจากการบริจาคโดยประชาชน บางชิ้นเป็นของพระรัตนธัชมุนีศรีธรรมราช อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าโพธิ์ ได้มอบไว้ให้แก่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ภายในห้องพระรัตนธัชมุนีศรีธรรมราช มีลักษณะพิเศษ คือ เป็นปั้นชาที่หุ้มด้วยโลหะบริเวณปากพวย ขอบปากปั้น ขอบฝา และจุกฝา ซึ่งการหุ้มหรือเลี่ยมส่วนเปราะบางของปั้นชานั้น เป็นไปตามแต่ฐานะและความพึงพอใจของผู้ใช้
ภาพ :
ปั้นหูพร้อมฝาและจานรองลายคราม
เดิมเป็นของพระรัตนธัชมุนี รตฺนธชฺเถระ(ม่วง)
พระราชไพศาลมุนี เจ้าอาวาสวัดท่าโพธิ์ มอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2516
ปัจจุบันจัดแสดงห้องพระรัตนธัชมุนีศรีธรรมราช
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
ปั้นสายส่วนใหญ่เป็นปั้นทรงลูกแก้วเคลือบสีน้ำตาล มีการหุ้มด้วยโลหะบริเวณพวยกา ขอบปาก ขอบฝา และจุกฝา เช่นเดียวกับปั้นหู แต่ปั้นสายจะมีหูหิ้วทองเหลืองติดอยู่ด้านบนของตัวปั้นเพื่อให้ยกถือปั้นได้สะดวกขึ้น ใต้ก้นปั้นชาและใต้ฝาหรือลิ้นฝาของปั้นชา มีข้อความ貢局อ่านว่า ก้งจู๋ หรือ กงเก็ก แปลว่า กรมบรรณาการ ปั้นชาที่ประทับตรากงเก็กนั้นมีมาช้านานตั้งแต่สมัยอยุธยา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
คำว่า กงเก็ก ที่ประทับอยู่ใต้ก้นปั้นชา สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ไว้ใน “ตำนานเรื่องเครื่องโต๊ะและถ้วยปั้น” ว่า คำนี้แปลตามศัพท์ว่า สถานทูต แปลตามความ น่าจะแปลว่าของทูต ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ พระองค์ทรงคิดแบบปั้นชาไปสั่งทำจากจีน โดยมีการสั่งทำทุกครั้งที่สำเภาหลวงจะออกเดินทาง ปั้นชาที่สั่งมามีคำว่า กงเก็ก ประทับอยู่ที่ลิ้นฝาบ้าง ที่ก้นปั้นชาบ้าง ื่อส่งข่ยังดินแดนต่างๆกเป็นชื่อของช่างปั้นหรือชื่อแหล่งผลิต จึงสันนิษฐานว่าปั้นกงเก็กน่าจะเป็นปั้นชาที่ทูตบรรณาการสั่งผลิตขึการประทับตราใต้ก้นปั้นชามักเป็นชื่อของช่างปั้นหรือชื่อแหล่งผลิต จึงสันนิษฐานว่าปั้นกงเก็กน่าจะผลิตขึ้นโดยนำเข้าและส่งออกผ่านกรมบรรณาการของจีนหรือกองเรือสำเภาหลวงของสยามที่ส่งไปทำการค้าระบบบรรณาการ (จิ้มก้อง)
ปั้นชาประทับตรากงเก็ก จัดอยู่ในกลุ่มปั้นชาอี๋ซิง ผลิตจากแหล่งเตาเมืองอี๋ซิง(Yixing) ริมทะเลสาบไท่หู มณฑลเจียงซู สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเมืองโบราณมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว (ก่อนค.ศ.๑๑๒๒-๒๕๖) ขึ้นชื่อเรื่องปั้นชาและการปลูกชา ปั้นชาที่นี่ทำจากดินจื่อซา ซึ่งเป็นดินคุณสมบัติพิเศษ คือ มีการผสมระหว่าง ดินขาว แร่ควอตซ์ แร่ไมกา และแร่เหล็ก เมื่อผ่านการเผาด้วยความร้อนสูง ๑,๑๐๐ – ๑,๒๐๐ องศาเซลเซียส จะทำให้โครงสร้างเนื้อดินเกิดรูพรุน ๒ แบบ คือ “รูพรุนแบบเปิด” เป็นช่องว่างใหญ่ อากาศหรือไอน้ำสามารถซึมผ่านเข้าออกได้ และ “รูพรุนแบบปิด” เป็นช่องว่างขนาดเล็กมาก น้ำไม่สามารถซึมผ่านเข้าออกได้ เมื่อนำมาใช้ชงชา จะทำให้น้ำชาไม่ซึมผ่านรูพรุนออกมาทางผิวปั้น แต่ไอน้ำจะซึมผ่านรูพรุนออกมาได้ โดยยังคงหลงเหลือกลิ่นของชาอยู่ในรูพรุน ทำให้ปั้นชาเก็บรักษากลิ่นหอมของใบชาไว้ได้เต็มที่ น้ำชาที่ชงค้างคืนก็จะไม่ค่อยบูด และยิ่งใช้ก็ยิ่งชงชาได้อร่อยขึ้น ผิวปั้นเป็นมันวาวขึ้น ปั้นอี๋ซิงที่ผลิตจากดินจื่อซา จึงเป็นปั้นชาทรงคุณค่าสำหรับคอชา
ภาพ : คำว่า กงเก็ก ที่ประทับอยู่ใต้ก้นปั้นชา
การค้าเรือสำเภาหลวงของสยามสิ้นสุดลงในปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ สยามส่งคณะทูตทำการค้าระบบบรรณาการกับจีนครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ.๒๓๙๖ และเปลี่ยนไปค้าขายกับชาติตะวันตกเพิ่มขึ้นภายหลังการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงกับอังกฤษในปี พ.ศ.๒๓๙๘ ธุระในการจัดหาปั้นชาจากจีนจึงตกไปอยู่กับบรรดานายห้างในกรุงเทพฯ เป็นผู้สั่งเข้ามา ทั้งที่สั่งทำตามอย่างปั้นชาในสมัยรัชกาลที่ ๒ และปั้นชาอี๋ซิงรุ่นใหม่ๆ แต่ภายหลังการประทับตราได้เปลี่ยนไปเป็นการประทับชื่อของช่างปั้นหรือชื่อห้างที่รับสั่งของจากเมืองจีน เช่น ยี่ห้อโปจูลี่กี่ กิมตึ๋งฮกกี่ เป็นต้น
การใช้ปั้นชาในประเทศไทยนั้น สันนิษฐานว่าเข้ามาพร้อมกับการรับวัฒนธรรมการดื่มชาของชาวจีนที่เดินทางมากับเรือสำเภาในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยบันทึกของจีนที่กล่าวถึงปั้นชาอย่างเป็นทางการ ได้ระบุว่าปั้นชาใบแรกทำขึ้นในรัชสมัยของฮ่องเต้เจิ้นเต๋อ ราชวงศ์หมิง (ค.ศ.๑๕๐๖ – ๑๕๒๑) โดยผู้คิดทำขึ้นเป็นเด็กรับใช้นามว่า “กงชุน”
ต่อมาความรู้ในการทำปั้นชาของชาวจีนได้ขยายวงกว้างขึ้น มีการคิดแบบปั้นชาขึ้นมาหลากหลาย และเกิดช่างปั้นที่มีชื่อเสียงพร้อมกับความนิยมของคอชาในการแสวงหาปั้นชาจากช่างปั้นฝีมือดี ช่างปั้นจะประทับตราผลงานของตัวเองไว้ที่ใต้ก้นปั้น ตัวปั้น หรือลิ้นฝา เพื่อให้ระบุได้ว่าเป็นงานฝีมือของผู้ใด ปั้นชาบางใบระบุปีและแผ่นดินที่ผลิตปั้นขึ้นด้วย นับเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าในภายหลัง
“ตำนานเรื่องเครื่องโต๊ะและถ้วยปั้น” พระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวถึงการสั่งทำปั้นชาหลายครั้งตั้งแต่สมัยครั้งกรุงเก่า และแสดงให้เห็นความนิยมในการสะสมปั้นชาหรือ “เล่นปั้น” ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเครื่องถ้วย ทรงรวบรวมมาจัดเป็นเครื่องประดับและให้มีการประกวดกันที่มิวเซียม ทรงสั่งทั้งปั้นสายและปั้นหูตามแบบอย่างครั้งรัชกาลที่ ๒ ประทับอักษรย่อพระนาม จ.ป.ร.
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีความนิยมปั้นชาในรูปแบบต่างกัน กล่าวคือ ชาวจีนนิยมใช้ปั้นหูเพื่อชงชา ในกลุ่มผู้สะสมปั้นชากล่าวกันว่าลักษณะของปั้นหูที่ดีนั้นจะต้องมีพวย ปากปั้น และหูปั้นเสมอกัน เมื่อเทน้ำลงไปในปั้นจะได้น้ำชาอยู่ในระดับเดียวกันและรินน้ำชาออกทางพวยได้สะดวก ชาวสยามนิยมใช้ปั้นสายชงชาแล้วเก็บไว้ในตะกร้านวมเพื่อรักษาความร้อน เวลาใช้จะจับสายด้านบนยกปั้นชาออกจากตะกร้านวมแล้วรินน้ำชาลงถ้วย
ภาพ : ปั้นสายพร้อมตะกร้านวม
นายจำรัส เมฆเกรียงไกร ห้างหุ้นส่วนจำกัด ตำบลท่าวัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช เมื่อเดือน กรกฎาคม พ.ศ.2534
นอกจากปั้นชาแบบที่กล่าวถึงไปข้างต้นแล้ว ภายในคลังโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ยังมีภาชนะบรรจุชาอีกรูปแบบที่น่าสนใจ คือ ปั้นชาเคลือบสีเขียวมรกต ลักษณะเลียนแบบถังน้ำ เป็นทรงกระบอกหรือหกเหลี่ยม ตัวปั้นและหูหิ้วเชื่อมติดกัน มีช่องและฝาปิดวงกลมขนาดเล็ก หูหิ้วเป็นแบบมีรูตรงกลาง แกนหูหิ้วคั่นอยู่ระหว่างด้านฝาปิดกับด้านพวย พวยมีขนาดเล็กและสั้น
ปั้นชาเคลือบสีเขียวนี้ผลิตขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๙ แหล่งเตาสือวาน(Shiwan) เมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้ง ส่วนที่พิพิธภัณฑ์ได้รับบริจาคมามีทั้งจากวัดและเอกชน โดยรับมาชิ้นแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ ปั้นชาที่มีรูปทรงและน้ำเคลือบลักษณะโดดเด่นนี้ สันนิษฐานว่าเป็นของที่ชาวจีนอพยพนำติดตัวเข้ามาเข้ามาในประเทศไทย
ภาพ :
ปั้นชาเคลือบสีเขียวมรกตจากแหล่งเตาสือวาน
พระครูจิตรการประสาท เจ้าอาวาสวัดสวนป่าน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ในนามพระครูพิศาลวิหารวัตร เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2517
ปั้นชาจึงเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทยและชาวจีน ที่ดำเนินมายาวนานและผสมผสานทางด้านวัฒนธรรมกันได้อย่างลงตัว ชาวไทยเองก็ได้รับวัฒนธรรมการดื่มชามาด้วย ดังเห็นได้จากร้านน้ำชาหรือสภากาแฟยามเช้า ที่ผู้คนในหมู่บ้านหรือผู้สูงวัยมานั่งแลกเปลี่ยนข่าวสารพร้อมกับจิบชาดื่มกาแฟไปด้วย ส่วนยามเย็นไปจนถึงค่ำในตัวเมืองนครศรีธรรมราชจะพบเห็นร้านน้ำชาจำนวนมากคลาคล่ำไปด้วยวัยรุ่น นักศึกษา และกลุ่มคนทำงาน แม้ว่ารูปแบบการดื่มชาหรือภาชนะชงชาจะเปลี่ยนไป แต่ก็ยังคงหลงเหลือร่องรอยและวัตถุให้เราสืบสาวความเป็นมาในอดีต
การศึกษาปั้นชายังสามารถขยายองค์ความรู้ต่อไปได้อีกหลายด้าน เช่น ประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม ศิลปกรรม ซึ่งเรื่องราวที่นำเสนอในบทความนี้ ได้หยิบยกมาเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่ผู้เรียบเรียงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอาจจุดประกายให้ผู้อ่านเกิดความสนใจศึกษาค้นคว้าต่อไปเพื่อขยายขอบเขตข้อมูลในอนาคต
หมายเหตุ : ค้นคว้าและเรียบเรียงโดย น.ส.ชุติณัฐ ช่วยชีพ ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
รายชื่อหนังสืออ้างอิง
๑. ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยา. (๒๕๐๘). ตำนานเรื่องเครื่องโต๊ะและถ้วยปั้น. พิมพ์ครั้งที่ ๔. พระนคร : กรมศิลปากร.
๒. นพพร ภาสะพงศ์. (๒๕๔๘). ปั้นชาเสน่หางานศิลป์แห่งดินปั้น. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ.
๓. พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร. (๒๕๕๐). กระเบื้องถ้วยกะลาแตก ชีวิตเบื้องหลังสมบัติผู้ดี. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์.
๔. รอย ม็อกซัม. ประวัติศาสตร์โลกในถ้วยชา. (๒๕๕๔). พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : มติชน.
วันศุกร์ที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๑๓.๑๕ น. นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานเปิดโครงการเผยแพร่พระเกียรติคุณในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ "กิจกรรมทวีปัญญา" ประจำปี ๒๕๖๓ ครั้งที่ ๑ การแสดงลิเกทรงเครื่อง เรื่อง พระหันอากาศ ตอน ต้องคำสาป โดยมีนางสาวกนกอร ศักดาเดช ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ กล่าวรายงาน ทั้งนี้ มีข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และประชาชนทั่วไป ร่วมงานจำนวนมาก ณ หอวชิราวุธานุสรณ์ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งการแสดงเรื่องพระหันอากาศ ตอน ต้องคำสาป เป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล็งเห็นว่าเครื่องหมายต่างๆ ที่ใช้ในภาษาไทยอันเป็นศัพท์ในอักขรวิธีนั้น ต่อไปคนคงจะเลิกใช้และลืมกันหมด จึงทรงนำมาใช้เป็นชื่อตัวละคร ตลอดจนชื่อม้าและชื่อเมืองในนิทาน เป็นการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน มีความรู้ความเข้าใจวิชาภาษาไทย เกี่ยวกับเครื่องหมายต่าง ๆ มากขึ้น
วันนี้ (วันศุกร์ที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓) เวลา ๐๙.๔๕ น. นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “วิชชาแห่งบูรพา:พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร” ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ โดยมีนายอรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวรายงาน และมีผู้สนใจเข้าร่วมฟังการสัมมนากว่า ๓๐๐ คน
อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์ตามคติพุทธศาสนาฝ่ายมหายานคอยช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นทุกข์และเข้าถึงพระโพธิญาณ ซึ่งสะท้อนคติมหายานที่เน้นเรื่องการบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นก่อนประโยชน์ส่วนตน และแม้พุทธศาสนาจะมีกำเนิดจากประเทศอินเดีย แต่จากแหล่งโบราณคดีต่างๆ ในพื้นที่ประเทศไทยปัจจุบัน มีการพบหลักฐานประติมากรรมรูปเคารพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรไม่น้อย การสัมมนาทางวิชาการในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเผยแพร่ข้อมูลวิชาการในเรื่องประติมานวิทยา และศิลปะพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ยังเป็นการทบทวนความรู้ในเรื่องราวของคติความเชื่อพุทธศาสนามหายานให้แพร่หลายในวงกว้าง ไม่เฉพาะเพียงแวดวงวิชาการ ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร รวมถึงประวัติศาสตร์ศิลปะ โบราณคดี และหลักฐานที่เชื่อมโยงกับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การเห็นคุณค่าความสำคัญของมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ และนำไปสู่การร่วมมือช่วยกันดูแลรักษาให้มรดกวัฒนธรรมเหล่านี้คงอยู่สืบไป
การจัดสัมมนาทางวิชาการในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการของซีกโลกตะวันออก โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวเนื่องกับคติความเชื่อในพระพุทธศาสนา ประติมานวิทยาแห่งองค์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งเป็นหลักฐานทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะที่สำคัญที่พบเป็นจำนวนมาก และบอกเล่าเรื่องราวแสดงให้เห็นถึงการถ่ายทอดทางศาสนา ศิลปวัฒนธรรมระหว่างดินแดนต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออก ทั้งในประเทศไทย และประเทศที่เป็นแหล่งอารยธรรมสำคัญของโลกตะวันออก เช่น อินเดีย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งกรมศิลปากรได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ทั้งจากบุคลากรของกรมศิลปากรและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมาร่วมแบ่งปันความรู้ให้กับผู้สนใจ โดยช่วงเช้าเป็นการบรรยาย เรื่อง “พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร:ที่สุดมหากรุณาบารมี” โดย ดร. นันทนา ชุติวงศ์ช่วงบ่าย เป็นการเสวนาทางวิชาการเรื่อง “พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร:จากต่างแดนสู่สุวรรณภูมิ” โดย ดร. อมรา ศรีสุชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านโบราณคดี กรมศิลปากรรศ. ดร. เชษฐ์ ติงสัญชลี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรดำเนินการเสวนา โดย นายยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๕ (ค.ศ. ๑๙๙๒) องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (United Nations Educational, Scientific and CulturalOrganization: UNESCO) ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญทางด้านสารนิเทศจากองค์การภาครัฐและภาคเอกชนทั่วโลกประชุมหารือปัญหาแผนงานของยูเนสโกว่าด้วย “ความทรงจำแห่งโลก” เพื่ออนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาแห่งโลกด้านสารนิเทศในหลากหลายรูปแบบ (UNESCO’s “Memory of the World” Programme Safeguardingthe Documentary Heritage) โดยมีเป้าหมายในการอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกภูมิปัญญาของโลกที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร หรือสื่อผสม เช่น หนังสือตัวเขียน สิ่งพิมพ์ โสตทัศนวัสดุ ซึ่งเก็บอยู่ ณ ห้องสมุดและหน่วยงานจดหมายเหตุทั่วโลก จัดว่าเป็นแหล่งรวมความคิด ประสบการณ์ ที่สะท้อนให้เห็นความหลากหลายและความคิดริเริ่มของชนชาติ และวัฒนธรรมต่าง ๆ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินแผนงานมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World Programme : MOW)โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม อนุรักษ์ และเผยแพร่มรดกความทรงจำที่เป็นเอกสาร รวมถึงภาพยนตร์ ดนตรี วัตถุ หรือข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่มีคุณค่าสูงในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ โดยยูเนสโกได้เชิญชวนให้ประเทศสมาชิกจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นภายใต้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลกขององค์การยูเนสโก เพื่อพิจารณาสำรวจและขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำที่สมควรจะอนุรักษ์และสืบทอด รวมทั้งส่งเสริมให้คนในชาติศึกษาเรียนรู้คุณค่า และเผยแพร่ให้กว้างขวางด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ และหากมีมรดกความทรงจำชิ้นใดมีค่าสมควรแก่การขึ้นทะเบียนในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ก็ให้ดำเนินการเสนอไปยังยูเนสโกเพื่อพิจารณาตัดสินและประกาศขึ้นทะเบียนในระดับที่เหมาะสมต่อไป
กรมศิลปากร ได้เล็งเห็นว่าเอกสารที่เป็นมรดกความทรงจำของชาติยังมีอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะท้องถิ่นซึ่งอยู่ในความครอบครองของบุคคล ศาสนสถาน และหน่วยงาน ที่มีการบันทึกไว้บนวัสดุ หรือสื่อรูปแบบต่าง ๆ เช่น กระดาษ ใบลาน สมุดไทย หนังสัตว์ ผ้า ไม้ แผ่นหิน ภาพถ่าย แผนที่ แบบแปลน ภาพยนตร์ แถบบันทึกภาพ แถบบันทึกเสียง ฯลฯ จึงได้มอบหมายให้สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ดำเนินโครงการประชุมสัมมนา เรื่อง การจัดทำทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติขึ้น เพื่อทำหน้าที่สำรวจ จัดประชุม รวบรวม และจัดทำทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติเหล่านั้นไว้ เพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครองเอกสาร มิให้ชำรุดเสียหายหรือถูกทำลายไป และยังเป็นการเผยแพร่ให้บุคคลได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์อย่างกว้างขวางต่อไป โดยมีการนำเสนอเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติในระดับภูมิภาคหรือในระดับนานาชาติต่อไปในอนาคต เพื่อให้การดำเนินงานดังกล่าวมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ได้จัดทำโครงการดังกล่าวต่อเนื่องและหมุนเวียนไปยังจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทยเป็นประจำทุกปี ซึ่งในปีนี้ได้กำหนดจัดประชุมสัมมนาเรื่อง “การจัดทำทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๕” ในวันอังคาร ที่ ๒๕ ถึง วันพุธ ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ณ โรงแรม ณ เวลา อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี และศึกษาดูงานสถานที่สำคัญของจังหวัดราชบุรี ในวันพฤหัสบดี ที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓
ในส่วนของประเทศไทย ที่ประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งโลกมาแล้ว ๕ รายการ ได้แก่
๑. ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง หลักที่ ๑ ขึ้นทะเบียนเมื่อพุทธศักราช ๒๕๔๖
๒. เอกสารจดหมายเหตุพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปการบริหารการปกครอง ประเทศสยาม(พุทธศักราช ๒๔๑๑ - ๒๔๕๓) ขึ้นทะเบียนเมื่อพุทธศักราช ๒๕๕๒
๓. จารึกวัดโพธิ์ ประกาศขึ้นทะเบียนในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อพุทธศักราช ๒๕๕๑ และขึ้นทะเบียนในระดับโลกเมื่อพุทธศักราช ๒๕๕๔
๔. บันทึกการประชุมคณะกรรมการสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ในรอบ ๑๐๐ ปี ขึ้นทะเบียนเมื่อพุทธศักราช ๒๕๕๖
๕. ฟิล์มกระจกชุดหอพระสมุดวชิรญาณ ขึ้นทะเบียนเมื่อพุทธศักราช ๒๕๕๙
ทั้งนี้ มรดกความทรงจำดังกล่าว อยู่ในความดูแลรักษาของกรมศิลปากร จำนวน ๓ รายการ ได้แก่ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง หลักที่ ๑ เก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เอกสารจดหมายเหตุพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปการบริหารการปกครองประเทศสยาม เก็บรักษาที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติและหอสมุดแห่งชาติ ฟิล์มกระจกชุดหอพระสมุดวชิรญาณ เก็บรักษาที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
วันพุธที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๑๔:๐๐ - ๑๔:๔๐ น. คุณสุกัญญา พร้อมคณะจากกรุงเทพมหานคร รวมจำนวน ๔ คน เข้าเยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท โดยมีนางสาวมนัสญา ปริวรรณ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม
แม้จะมีการกล่าวยืนยันตัวตนของ “คุณผู้หญิงโม” “ย่าโม” หรือ “ท้าวสุรนารี” จากลูกหลานที่สืบเชื้อสาย และจากหลักฐานสำคัญ แต่ก็ยังคงเป็นประเด็นปัญหาที่ถกเถียงกันอยู่บ่อยครั้งในหมู่ประชาชนและสังคมออนไลน์ จนกลายเป็นเรื่องยากที่จะยุติและมีข้อสรุปที่แน่ชัด
เอกสารสำคัญอย่างหนึ่งที่ยืนยันถึงตัวตนของท้าวสุรนารี คือ เอกสารโบราณ ประเภทคัมภีร์ใบลาน เรื่อง พระธาตุกถา และพระปุคคลบัญญัติ ฉบับทองทึบ จารด้วยอักษรขอม ภาษาบาลี-ไทย หน้าปกของคัมภีร์ใบลานจารบอกปี ชื่อเรื่อง และชื่อผู้สร้างคัมภีร์ใบลานว่า “พระพุทธศักราชล่วงแล้วได้ ๒๓๗๕ พระวัสสา ปีมะโรง จัตวาศก พระปุคฺคลบัญญัติปการณ นิฏฺฐิตํ ผูก ๔ ท่านพญาปลัด คุณผู้หญิงโม สร้างไว้สำหรับพระศาสนาแล” สันนิษฐานว่า ภายหลังเสร็จสงครามเจ้าอนุวงศ์ ท่านพญาปลัดและคุณผู้หญิงโม ได้มีศรัทธาสร้างคัมภีร์ใบลานถวายแก่วัดอิสาน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นพุทธบูชา สืบทอดพระศาสนา และเพื่อให้พระภิกษุสามเณรได้ศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรม
พระธาตุกถา เป็น ๑ ใน ๗ คัมภีร์ของพระอภิธรรม ว่าด้วยปรมัตถธรรมอันสงเคราะห์กันได้ และสงเคราะห์กันไม่ได้ เกี่ยวด้วยธาตุเป็นส่วนมาก โดยมีคัมภีร์ปรมัตถทีปนี ซึ่งเป็นคัมภีร์อรรถกถา
แต่งอธิบายบทหรือข้อความที่เข้าใจยากในคัมภีร์พระธาตุกถานั้น
พระปุคคลบัญญัติ เป็น ๑ ใน ๗ คัมภีร์ของพระอภิธรรม แสดงหลักธรรมต่างๆ เช่น ขันธ์
เป็นต้นว่า ทำไม ด้วยเหตุใด จึงเรียกว่า ขันธ์ เป็นต้น และคัมภีร์นี้ ที่เรียกว่า ปุคคลบัญญัติ เพราะกล่าวถึงบุคคลมากกว่าหลักธรรมอื่นๆ คือ กล่าวทั้งอุทเทส และนิทเทส ส่วนหลักธรรมอื่นๆ กล่าวเฉพาะอุทเทสเท่านั้น
คัมภีร์ใบลานทั้ง ๒ ฉบับนี้ พบที่วัดอิสาน โดยพระครูปลัดสมพงษ์ มหาพโล เจ้าอาวาสวัดอิสาน ได้มอบให้กับหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา เป็นผู้จัดเก็บและดูแลรักษา
ปัจจุบันเก็บรักษาและจัดแสดงที่ห้องอีสานศึกษา หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
ข้อมูล-ภาพ: นางสาวอุไร คำมีภา นักภาษาโบราณปฏิบัติการ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา
กรมศิลปากร โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป จัดอบรมศิลปะภาคฤดูร้อน ครั้งที่ ๓๙ ระหว่างวันที่ ๑๕ - ๒๖ เมษายน ๒๕๖๓ (หยุดวันจันทร์, วันอังคาร) ผู้สนใจสมัคร และชำระค่าลงทะเบียนได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๓
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป จัดอบรมศิลปะภาคฤดูร้อนแก่เด็ก เยาวชน และบุคคลทั่วไป จำนวน ๓ หลักสูตร ได้แก่ การวาดการ์ตูน การวาดสีน้ำ และการวาดลายเส้น ดังนี้
การวาดการ์ตูน เรียนพื้นฐานการวาดการ์ตูน โดยฝึกการสังเกตและนำเอาลักษณะเด่นของสิ่งต่าง ๆ มาถ่ายทอดลงในชิ้นงานศิลปะสร้างสรรค์เพื่อเสริมสร้างและต่อยอดจินตนาการแบ่งเป็นระดับ ป.๑ - ป.๓ จำนวน ๖๐ คน และระดับ ป.๔ – ป.๖ จำนวน ๔๐ คน
การวาดสีน้ำ เรียนพื้นฐานการวาดภาพสีน้ำ ตั้งแต่การผสมสี การวางโครงร่างของภาพ โดยสอดแทรกการลงสีด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น การระบายสีเปียกบนเปียก เปียกบนแห้ง การระบายเคลือบ แบ่งเป็นระดับ ป.๔ - ป.๖ จำนวน ๒๐ คน และระดับ ม.๑ ขึ้นไป – บุคคลทั่วไป จำนวน ๒๐ คน
การวาดลายเส้น เรียนพื้นฐานการวาดภาพลายเส้นแบบต่างๆ การวาดเส้นจากหุ่นนิ่ง การให้น้ำหนักและแสงเงา ระดับ ม.๑ ขึ้นไป - บุคคลทั่วไป จำนวน ๒๐ คน
ผู้สนใจเข้าร่วมอบรมศิลปะภาคฤดูร้อน ครั้งที่ ๓๙ สมัครด้วยตนเองได้ตั้งแต่วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ - ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๓ ค่าลงทะเบียนคนละ ๑,๗๐๐ บาท ต่อหลักสูตร (รวมอุปกรณ์ที่ใช้ในการอบรมแล้ว) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายวิชาการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า (เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า) ข้างสำนักงานสรรพากรเขตพื้นที่ภาค ๓ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ โทร. ๐ ๒๒๘๑ ๒๒๒๔ (วันพุธ – วันอาทิตย์) หรือที่เฟสบุ๊ก : TheNationalGalleryThailand (ไม่รับจอง หรือสมัครทางออนไลน์ หรือ รับโอนเงินใดๆทั้งสิ้น)
วัดมหาธาตุ ตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางของเมือง เป็นวัดที่มีความสำคัญมากที่สุด เปรียบดังวัดหลวงประจำราชธานีสุโขทัย ภายในวัดมีโบราณสถานมากมายประกอบด้วย เจดีย์ประธาน วิหาร มณฑป อุโบสถ(โบสถ์) และเจดีย์รายจำนวนมากถึง ๒๐๐ องค์
เจดีย์ประธานของวัด เป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือทรงยอดดอกบัวตูม อันเป็นรูปแบบเจดีย์ที่เป็นเอกลักษณ์ของศิลปะสุโขทัยโดยเฉพาะ รายรอบเจดีย์ประธานมีเจดีย์บริวาร จำนวน ๘ องค์ ได้แก่ เจดีย์ประจำด้าน(ทิศ)ทั้งสี่เป็นเจดีย์ทรงปราสาทแบบสุโขทัย ได้รับอิทธิพลจากศิลปะขอมและมีลวดลายปูนปั้นแบบอิทธิพลศิลปะลังกา ส่วนเจดีย์ประจำมุมทั้งสี่เป็นเจดีย์ทรงปราสาทห้ายอด ที่มีอิทธิพลของศิลปะพุกาม-หริภุญไชย-ล้านนา รอบ ๆ เจดีย์ประธานมีปูนปั้นรูปพระสาวกในท่าอัญชุลีเดินประทักษิณโดยรอบพระมหาธาตุ
ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ได้บรรยายว่า “...กลางเมืองสุโขทัยนี้มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฎฐารศ มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม...” นอกจากนี้ในศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ปี พ.ศ. ๑๙๐๔ สมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ยังกล่าวถึงพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ พระพุทธรูปทอง ที่ประดิษฐาน ณ กลางเมืองสุโขทัยด้วย พระพุทธรูปทองที่กล่าวถึงนี้ เข้าใจโดยทั่วไปว่าหมายถึง หลวงพ่อโต ของชาวเมืองเก่า ที่เคยประดิษฐานอยู่ภายในวิหารหลวงวัดมหาธาตุ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญล่องแพไปประดิษฐาน ณ วิหารหลวงวัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพมหานคร ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้พระราชทานนามว่า พระศรีศากยมุนี ปัจจุบันภายในวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จึงยังปรากฏแท่นฐานขนาดใหญ่ของพระพุทธรูปองค์นี้เหลือให้เห็น ส่วนพระอัฎฐารศ ที่กล่าวถึงในจารึกหลักที่ ๑ หมายถึงพระพุทธรูปยืนที่มีขนาดใหญ่สูง ๑๘ ศอก ประดิษฐานภายในมณฑปที่ขนาบอยู่สองข้างของเจดีย์ประธาน
ถัดจากวิหารหลวงไปทางตะวันออกเป็นวิหารสูง ที่เรียกชื่อเช่นนี้เนื่องจากวิหารหลังนี้มีฐานสูงก่ออิฐเป็นลักษณะฐานบัว มีความสูงประมาณ ๑.๕ เมตร เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา ซึ่งสร้างขึ้นในภายหลัง ทำให้พื้นที่ว่างระหว่างหน้าวิหารสูงกับกำแพงวัดเหลือเพียงพื้นที่แคบ ๆ ไม่ได้สัดส่วนกับความสูงของตัวอาคาร
นอกจากนี้ภายในวัดมหาธาตุยังมีกลุ่มเจดีย์ จัดแยกออกเป็นกลุ่มหนึ่งอยู่ทางทิศใต้ของเจดีย์ประธาน มีศูนย์กลางอยู่ที่เจดีย์ห้ายอด ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นที่สองรองจากเจดีย์ประธาน ได้พบหลักฐานจารึกลานทองมีข้อความระบุเป็นที่น่าเชื่อว่าเจดีย์ห้ายอดนี้ เป็นที่บรรจุอัฐิของพระมหาธรรมราชาลิไท
ข้อมูล : อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
วันอังคารที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๔๐ – ๑๐.๔๐ น. คุณสุปรีดา ธุรเจน พร้อมคณะ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน ๗ คน เข้าเยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท โดยมีนางสาวชญานิชฐ์ จันทะพงษ์ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม
นางโยคินีหรือฑากิณี เป็นเทพีในพุทธศาสนา ลัทธิวัชรยานตันตระ มีทั้งหมด 8 องค์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนทิศทั้ง 8 ทรงมีกำเนิดมาจากพระวัชรินทร์ หรือ เหวัชระ ซึ่งเป็นบุคลาธิษฐานของการบรรลุโพธิญาณโดยฉับพลัน ส่วนนางโยคินี เป็นบุคลาธิษฐานของพลังจิตที่ได้จากการบำเพ็ญโยคะ ทรงมีหน้าที่ต่อสู้สิ่งชั่วร้าย ขจัดอวิชชาหรือความโง่เขลาในจักรวาล และดูแลรักษาทิศทั้ง 8
นางโยคินีทั้ง 8 จะปรากฏล้อมรอบเหวัชระอยู่ทั้ง 8 ทิศ โดยแต่ละองค์จะมีลักษณะ 1 เศียร 2 กร 3 เนตร วรรณะหรือผิวกายจะมีสีแตกต่างกันออกไป และกำลังเต้นรำ(ท่าอรรธปรยังกาสนะ)อยู่บนมารทั้ง 4 หรือซากศพ พระหัตถ์ของแต่ละองค์จะทรงถือสิ่งของประจำพระองค์ ได้แก่
นางเคารี ทรงมีดหรือกปาละ(ถ้วยหัวกะโหลก) ในหัตถ์ขวา และปลาในหัตถ์ซ้าย
นางเจารี ทรงฑมรุ(กลองสองหน้า) ในหัตถ์ขวา และหมีหรือหมูป่าในหัตถ์ซ้าย
นางเวตาลี ทรงเต่าในหัตถ์ขวาและกปาละในหัตถ์ซ้าย
นางฆัสมารี ทรงงูในหัตถ์ขวา และกปาละในหัตถ์ซ้าย
นางปุกกสี ทรงสิงโตในหัตถ์ขวาและขวานในหัตถ์ซ้าย
นางสวารี ทรงนักบวชในหัตถ์ขวา และทรงวาลวิชนี(พัด) ในหัตถ์ซ้าย
นางจันดารี ทรงจักรในหัตถ์ขวา และทรงคันไถในหัตถ์ซ้าย
นางโดมบินี ทรงวัชระในหัตถ์ขวา และทรงปลาหรือแสดงมุทราในหัตถ์ซ้าย
ประติมากรรมสำริดรูปสตรี ที่พบบริเวณพลับพลาเปลื้องเครื่อง ปราสาทพิมาย มีลักษณะเป็นประติมากรรมสตรีกำลังเต้นรำ(ท่าอรรธปรยังกาสนะ)อยู่บนซากศพ พระหัตถ์ขวาถือเต่า พระหัตถ์ซ้ายถือกปาละ(ถ้วยหัวกะโหลก) ซึ่งตรงกับลักษณะของนางเวตาลี ซึ่งเป็นนางโยคินีที่ดูแลรักษาทิศตะวันตก จากข้อมูลในปัจจุบันพบประติมากรรมสำริดรูปนางเวตาลี 1 ใน นางโยคินีทั้ง 8 เพียงองค์เดียวในประเทศไทย และจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย
หน้ากาล หรือเกียรติมุข ประดับเจดีย์วัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
หน้ากาล หรือเกียรติมุข เป็นลายประดับรูปใบหน้าของอสูรที่มีใบหน้าดุร้ายคล้ายยักษ์และสิงห์ อ้าปากกว้าง ริมฝีปากบนมีฟันและเขี้ยว มักจะทำท่าทางคายพรรณพฤกษาหรือท่อนพวงมาลัย หน้ากาลเป็นสัญลักษณ์แทนผู้กลืนกินทุกสรรพสิ่งตามคติในศาสนาฮินดู ส่วนในทางศิลปกรรมนิยมนำหน้ากาลมาประดับศาสนถานบริเวณเรือนธาตุ หรือซุ้มจระนำ ตามคติความเชื่อในการปกปักรักษาศาสนสถานให้พ้นจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ในศิลปะล้านนา สามารถพบเห็นชิ้นส่วนปูนปั้นลายหน้ากาลประดับอยู่บริเวณเรือนธาตุเจดีย์ ฐานเสาหรือซุ้มจระนำของศาสนสถาน โดยเฉพาะที่เจดีย์วัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ซึ่งจัดเป็นลายหน้ากาลที่มีความงดงามตามแบบเอกลักษณ์ของลายปูนปั้นเมืองเชียงแสน ผสมผสานศิลปะล้านนาเข้ากับศิลปะจีนและศิลปะพุกามของพม่า จนเกิดเป็นลวดลายเอกลักษณ์ของเมืองเชียงแสนเอง
ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงแสน จัดแสดงชิ้นส่วนปูนปั้นลายหน้ากาลจากเจดีย์วัดป่าสัก ซึ่งเป็นชิ้นที่สมบูรณ์ที่สุดให้คนทั่วไปได้เข้าชม
วันอังคารที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๑๓.๓๐ น. H.E. Mr.Tugsbilguun Tumurkhuleg เอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทยและคณะสถานทูตมองโกเลียประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร และหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทวิภาคี การแลกเปลี่ยนการจัดนิทรรศการ และการศึกษาโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์มองโกเลีย และราชวงศ์หยวน (Yuan Dynasty) โดยมีนายอรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร นางรักชนก โคจรานนท์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง พร้อมด้วยผู้บริหารเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุม ๑ กรมศิลปากร
พระธาตุสวี หรือพระบรมธาตุสวี ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑ บ้านวัดสวี ตำบลสวี อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เป็นเจดีย์ที่ได้รับอิทธิพลรูปแบบจากพระมหาธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช จึงสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ได้รับการบูรณะมาแล้วหลายครั้ง เป็นเจดีย์สูง ๑๔.๒๕ เมตร ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างด้านละ ๘.๕๐ เมตร มีซุ้มช้างและยักษ์ยืน มีบันไดทางขึ้นทางทิศตะวันออก ชั้นบนทำเป็นซุ้มพระล้อมรอบ ต่อด้วยเจดีย์ทรงระฆังประดับกระเบื้องโมเสกสีทอง และมีเจดีย์ขนาดเล็กประจำมุมทั้งสี่
มีตำนานเล่าว่าครั้งหนึ่ง พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เสด็จยกทัพมาถึงเขตอำเภอสวี ได้พบเหตุการณ์ประหลาด มีกาฝูงหนึ่งบินมาจับอยู่บนกองอิฐพากันส่งเสียงร้องและกระพือปีกอื้ออึง เมื่อรื้อกองอิฐออกก็พบฐานเจดีย์และพระบรมสารีริกธาตุ จึงโปรดให้ปฏิสังขรณ์พระเจดีย์และสมโภช ๗ วัน ๗ คืน แล้วขนานนามพระเจดีย์องค์นี้ว่า “พระธาตุกาวีปีก” (วีปีก เป็นภาษาปักษ์ใต้ หมายถึง กระพือปีก) ต่อมาจึงเรียกเพี้ยนสั้นลงว่า พระธาตุสวี ตำนานยังเล่าอีกว่า ก่อนที่พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชจะเสด็จยกทัพกลับ ทรงเรียกหานายทหารที่สมัครใจจะอยู่ดูแลรักษาองค์พระธาตุ เผอิญมีทหารนายหนึ่งชื่อ “นายเมือง” รับอาสา พระองค์จึงรับสั่งให้ตัดศีรษะนายเมืองเพื่อเซ่นสรวงเป็นดวงวิญญาณรักษาพระธาตุสืบไป โดยตั้งศาลไว้เรียกว่า “ศาลพระเสื้อเมือง” ปัจจุบันอยู่ทางด้านหน้าหรือทางทิศตะวันออกของพระธาตุสวี ซึ่งถัดไปจะเป็นแม่น้ำสวี เดิมเป็นอาคารไม้ก่อเป็นโรงเรือนปิดทึบ ต่อมาได้บูรณะใหม่เป็นอาคารทรงไทยหลังคาจั่วแบบตรีมุข มุงกระเบื้องดินเผาเคลือบ สำหรับวัดสวี มีประวัติว่าตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๕ ต่อมาในสมัยต้นรัชกาลที่ ๖ ยอดพระธาตุได้หักพังลง จึงมีการบูรณะครั้งใหญ่ และมีการทำนุบำรุงรักษาสืบมา
จากหลักฐานที่พบสันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้มีอายุราวสมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ โดยได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘ ตอนพิเศษ ๑๒๗ ง หน้า ๑๐ วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๑ ไร่ ๑ งาน ๓๐ ตารางวา
ข้อมูล : สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช