ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,205 รายการ
การดำเนินงานทำความสะอาดคราบเกลือที่เกิดจากความชื้นและความเค็มของดิน โบราณสถานพระนอน ณ วัดธรรมจักรเสมาราม ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา โดย นางสาวนิตยา สาระรัตน์ นายช่างศิลปกรรมอาวุโส และคณะ
การดำเนินงานถากถางกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางที่ทำลายโบราณสถานปราสาทกู่สวนแตง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์ โดย นายนฤชา อินทร์ภู่ พนักงานดูแลโบราณสถาน บ.๒ และคณะ
องค์ความรู้เรื่อง...ภาพสลักทับหลังโบราณสถานปรางค์กู่ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ
#ปรางค์กู่ หรือที่ภาษากูย เรียกว่า “เถียด เซาะโก” เป็นศาสนสถานเนื่องในศาสนาฮินดูประจำชุมชน ในวัฒนธรรมเขมรโบราณ จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบ สันนิษฐานว่าเป็นศาสนสถานในลัทธิไศวนิกาย ปรางค์กู่ ประกอบด้วยปราสาท 3 หลัง เรียงตัวตามแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าเดียวกัน ฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเพิ่มมุมเฉพาะด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเพื่อสอดรับกับบันไดทางขึ้น ปราสาททั้ง 3 หลัง ก่อสร้างด้วยศิลาแลง อิฐ และหินทราย มีคูน้ำล้อมรอบเป็นรูปตัวยู (U) เว้นทางเข้าเฉพาะด้านทิศตะวันออก บริเวณด้านหน้า ระยะทาง 200 เมตร เป็นสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด ขนาดกว้าง 270 เมตร ยาว 550 เมตร กำหนดอายุอยู่ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 16 - ค้นพุทธศตวรรษที่ 17
#ทับหลัง จากปราสาทปรางค์กู่ เราพบทั้งสิ้น 3 ชิ้น โดยประดับอยู่บริเวณประตูทางเข้า ของปราสาททั้ง 3 หลัง ดังนี้
1. #ทับหลังปราสาทประธาน วัสดุหินทราย สลักภาพ "พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ" ประทับอยู่บนแท่นเหนือหน้ากาลแยกเขี้ยวคายท่อนพวงมาลัยออกไปทั้ง 2 ข้าง ท่อนพวงมาลัยสลักเป็นรูปกลีบบับผสมลายก้านขด ที่ปลายท่วนพวงมาลัยสลักเป็นลายใบไม้ม้วน เช่นเดียวกับใต้ท่อนพวงมาลัยซึ่งจำหลักภาพลายใบไม้ม้วนประกอบจนเต็มทับหลัง นายศิริ แหวนเงิน ปราชญ์ท้องถิ่นระบุว่า ก่อนการขุดศึกษาโบราณสถานในปี 2531 ตนยังพบศิวลึงค์และฐานโยนี ในทางประติมานวิทยา พระอินทร์ เป็นเทพเจ้าประจำทิศตะวันออก ความพิเศษของช้างเอราวัณที่พบ มีลักษณะเป็นช้างเศียรเดียว มีลักษณะคล้ายกับทับหลังที่พบจากปราสาทสระกำแพงใหญ่ อำเภออุทุมพรพิสัย ปราสาทตาเล็ง อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ และปราสาทบ้านพลวง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-17 ร่วมสมัยกับปรางค์กู่
2. #ทับหลังปราสาทด้านทิศเหนือ วัสดุหินทราย สลักภาพเล่าเรื่อง "รามายนะ ตอน พระราม พระลักษณ์ถูกศรนาคบาศ" โดยพระราม และพระลักษมณ์อยู่ในท่านอนถูกรัดด้วยนาคบาศ แวดล้อมด้วยเหล่าวานร โดยฝูงวานรดังกล่าวแสดงความเคลื่อนไหวและแสดงอาการเสียใจอย่างเห็นได้ชัด ตอนบนของภาพสลักภาพบุคคลหรือเทวาดาเหาะ ตรงกลางสลักรูปบุคคลถือคันธนู สันนิษฐานว่า เป็นอินทรชิต เนื่องจากในเรื่องอินทรชิตเป็นผู้ยิงศรนาคบาศใส่พระราม พระลักษมณ์ ปัจจุบันเก็บรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
3. #ทับหลังปราสาทด้านทิศใต้ วัสดุหินทราย สลักภาพเป็นภาพ "พระวิษณุสี่กร (เป็นผู้รักษาโลก) ทรงถือ สังข์ จักร คทา และดอกบัว" ประทับยืนอยู่บนครุฑซึ่งเป็นพาหนะของพระองค์ ส่วนครุฑยืนอยู่บนหลังสิงห์ 2 ตัว ที่หันหลังหากัน สิงห์ทั้ง 2 ตัว เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ คายท่อนพวงมาลัยออกมา โดยใช้มือจับยึดท่อนพวงมาลัยไว้ ปลายท่อนพวงมาลัยนั้นจำหลักเป็นรูปมกรคายนาคออกมาให้เห็นในด้านข้าง 3 เศียร ตอนบนของภาพสลักเป็นรูปบุคคลร่ายรำ สันนิษฐานว่าเป็นเทวดา ฝั่งละ 3 องค์ มุมซ้ายและขวาสลักรูปบุคคลนั่งชันเข่าสันนิษฐานว่าเป็นบริวาร ปัจจุบันเก็บรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
ข้อมูลโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ
แหล่งอ้างอิงข้อมูล
-กรมศิลปากร. โครงการขุดแต่งโบราณวัตถุสถานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2503-2504. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวพร. 2510.
-กองโบราณคดี กรมศิลปากร. รายงานการขุดแต่งและค้ำยันโบราณสาน ปรางค์กู่ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ. นครราชสีมา: หน่วยศิลปากรที่ 6 พิมาย. 2531.
-ระบบภูมิสารสนเทศ แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม เว็บไซต์ http://gis.finearts.go.th/fineart/
การดำเนินงานถากถางกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางที่ทำลายโบราณสถาน
๑. ปราสาทบ้านบุใหญ่ อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
๒. แหล่งตัดหินสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา
๓. ปราสาทพนมวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
โดย นายนฤชา อินทร์ภู่ พนักงานดูแลโบราณสถาน บ.๒ และคณะ
องค์การบริหารส่วนตำบลกู่และชาวบ้านตำบลกู่ ขออนุญาตใช้สถานที่โบราณสถานปราสาทปรางค์กู่ ตำบลกู่ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ จัดกิจกรรมโครงการหวัวบุญเบิกฟ้า ขึ้น ๓ ค่ำ มหัศจรรย์เดือน ๓ ประจำปี ๒๕๖๔
องค์ความรู้เรื่อง...ภาพสลักทับหลังโบราณสถานปราสาทนางบัวตูม อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
หากเอ่ยชื่อ "#ปราสาทนางบัวตูม" หลายคนคงไม่คุ้นชื่อ เเต่สำหรับชาวอำเภอท่าตูม เเละผู้สนใจศึกษาปราสาทในวัฒนธรรมเขมรโบราณเเล้ว ปราสาทนางบัวตูมเป็นอีกแห่งหนึ่งที่ปรากฏร่องรอยภาพสลักบนทับหลังที่น่าสนใจเเละควรได้รับการศึกษา
#แผนผังของโบราณสถานปราสาทนางบัวตูม เป็นปราสาทสามหลังตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน วางตัวตามแนวทิศเหนือ – ทิศใต้ หันด้านหน้าไปทางตะวันออก ก่อสร้างด้วยศิลาแลงและหินทราย สภาพโดยรวมของปราสาททั้งสามหลังนั้น มีประตูทางเข้าหลักด้านทิศตะวันออกเพียงด้านเดียว ส่วนอีกสามด้านก่อปิดทึบเป็นรูปประตูหลอก ประตูทางเข้าของปราสาททั้งสามหลัง ยังคงเหลือกรอบประตูที่ทำจากหินทรายครบทั้งสามหลัง แต่ส่วนอื่นๆ อาทิ ทับหลัง เสาประดับกรอบประตู หน้าบัน ได้พังทลายลงมาหมดแล้ว บนฐานของปราสาทสามหลังทางด้านทิศตะวันออก พบหลักฐานหินทรายที่เป็นส่วนประกอบ สถาปัตยกรรมที่สำคัญวางอยู่ ได้แก่ ชิ้นส่วนเสาประดับกรอบประตู จำนวน 8 ชิ้น ชิ้นส่วนแท่นรองประติมากรรมรูปเคารพ 1 ชิ้น และชิ้นส่วนทับหลัง 4 ชิ้น
ทับหลังที่พบทั้ง 4 ชิ้น ที่ปราสาทนางบัวตูม สามารถศึกษากำหนดอายุได้ชัดเจน โดยพิจารณาจากลวดลายที่สลัก ดังนี้
#ทับหลังชิ้นที่1 สลักลวดลายเป็นรูปพระกฤษณะประลองกำลังหรือพระกฤษณะปราบช้างกุวัลยปิยะและสิงห์ ที่บริเวณกลางแผ่นทับหลัง สลักภาพเป็นพระกฤษณะยืนในท่ากำลังต่อสู้ พระหัตถ์ขวา จับช้าง พระหัตถ์ซ้ายจับสิงห์ เหนือหน้ากาลซึ่งคายท่อนพวงมาลัยออกจากด้านล่างของทับหลัง มือสองข้างของหน้ากาลจับปลายท่อนพวงมาลัยไว้ ท่อนพวงมาลัยวกขึ้นด้านบนและโค้งลงที่ปลายทับหลังทั้งสองข้าง เหนือท่อนพวงมาลัยมีลายใบไม้รูปสามเหลี่ยมตั้งขึ้นด้านบน ส่วนด้านล่างเป็นลายใบไม้ม้วนห้อยตกลงมา เป็นรูปแบบของศิลปะเขมรแบบบาปวน (พ.ศ.1560 – พ.ศ.1630)
#ทับหลังชิ้นที่ 2 ทับหลังชิ้นนี้ภาพสลักค่อนข้างชำรุดและลบเลือนไปมาก จนไม่สามารถศึกษาได้ชัดเจนว่าเป็นภาพสลักของเทพองค์ใดหรือเรื่องราวอะไร บริเวณกลางแผ่นทับหลังสลักลวดลายเป็นรูปบุคคลประทับนั่งในท่ามหาราชลีลาภายในซุ้มเรือนแก้วเหนือสัตว์พาหนะคล้ายโค และมีบุคคลนั่งประกบอยู่ด้านข้างทั้งสองข้าง ด้านล่างต่อจากสัตว์พาหนะเป็นหน้ากาลซึ่งคายท่อนพวงมาลัยออกจากด้านล่างของ ทับหลัง มือสองข้างของหน้ากาลจับปลายท่อนพวงมาลัยไว้ และมีสัตว์คล้ายสิงห์ยืนอยู่ใกล้กับมือของหน้ากาลทั้งสองข้าง สัตว์คล้ายสิงห์อยู่ในท่ายืนหันหน้าออกด้านข้าง ตัวหนึ่งหันออกไปทางด้านซ้าย ตัวหนึ่งหันออกไปทางด้านขวา ทั้งสองตัวยกขาหน้าชูประคองท่อนพวงมาลัยเอาไว้ ท่อนพวงมาลัยวกขึ้นด้านบนและโค้งลง ที่ปลายทับหลังทั้งสองข้าง เหนือท่อนพวงมาลัยมีลายใบไม้รูปสามเหลี่ยมตั้งขึ้นด้านบน ส่วนด้านล่างเป็นลายใบไม้ม้วนห้อยตกลงมา เป็นรูปแบบของศิลปะเขมรแบบบาปวน (พ.ศ.1560 – พ.ศ.1630)
#ทับหลังชิ้นที่3 ทับหลังชิ้นนี้ ยังไม่สามารถศึกษาได้ชัดเจนว่าเป็นภาพสลักของเทพองค์ใดหรือเรื่องราวอะไร บริเวณกลางแผ่นทับหลังสลักลวดลายเป็นรูปบุคคลสองคนยืนคู่กันภายในซุ้มเรือนแก้วเหนือสัตว์พาหนะคล้ายโค บุคคลสองคนยืนคู่กัน อยู่ในท่ายืนเอาข้างลำตัวชิดกัน มือประคองกอดเอวกันไว้ ทั้งสองคนยกแขนชูมือที่เหลืออีกข้างหนึ่งขึ้น คนที่อยู่ด้านขวามือยกแขนขวา คนที่อยู่ด้านซ้ายมือยกแขนซ้าย ด้านข้างของสัตว์พาหนะมีสัตว์คล้ายสิงห์ยืนอยู่ สัตว์คล้ายสิงห์อยู่ในท่ายืนหันหน้าออกด้านข้าง ตัวหนึ่ง หันออกไปทางด้านซ้าย ตัวหนึ่งหันออกไปทางด้านขวา ทั้งสองตัวยกขาหน้าชูประคองท่อนพวงมาลัยเอาไว้ ท่อนพวงมาลัยวกขึ้นด้านบนและโค้งลงที่ปลายทับหลังทั้งสองข้าง เหนือท่อนพวงมาลัยมีลายใบไม้ รูปสามเหลี่ยมตั้งขึ้นด้านบน ส่วนด้านล่างเป็นลายใบไม้ม้วนห้อยตกลงมา เป็นรูปแบบของศิลปะเขมรแบบ บาปวน (พ.ศ.1560 – พ.ศ.1630) ภาพสลักของทับหลังชิ้นนี้ สันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่า อาจเป็นพระกฤษณะยืนคู่กับพระพลราม หรืออาจเป็นพระกฤษณะต่อสู้กับกับนักมวยปล้ำชื่อจาณูระ ในเรื่องมหาภารตะ
#ทับหลังชิ้นที่4 ทับหลังชิ้นนี้แตกหักออกเป็น 2 ท่อน ภาพสลักค่อนข้างชำรุดและลบเลือนไปมาก จนไม่สามารถศึกษาได้ชัดเจนว่าเป็นภาพสลักของเทพองค์ใดหรือเรื่องราวอะไร ภาพสลักที่พบบริเวณกลางแผ่นทับหลังสลักลวดลายเป็นรูปบุคคลอย่างน้อย 3 คน นั่งอยู่แท่นเหนือหน้ากาล ซึ่งคายท่อนพวงมาลัยออกจากด้านล่างของทับหลัง มือสองข้างของหน้ากาลจับปลายท่อนพวงมาลัยไว้ ท่อนพวงมาลัยวกขึ้นด้านบนและโค้งลงที่ปลายทับหลังทั้งสองข้าง เหนือท่อนพวงมาลัยมีลายใบไม้รูปสามเหลี่ยมตั้งขึ้นด้านบน ส่วนด้านล่างเป็นลายใบไม้ม้วนห้อยตกลงมา เป็นรูปแบบของศิลปะเขมรแบบบาปวน (พ.ศ.1560– พ.ศ.1630)
จากรูปแบบแผนผังของปราสาทนางบัวตูม ประกอบกับรูปแบบทางศิลปกรรมของทับหลังที่พบ สามารถกำหนดอายุเบื้องต้นปราสาทนางบัวตูมได้ว่า มีการสร้างและใช้ประโยชน์ใน #ช่วงพุทธศตวรรษที่16ถึง17 ตามรูปแบบของศิลปะเขมรแบบบาปวน ในวัฒนธรรมเขมร ส่วนคติความเชื่อด้านศาสนาที่สัมพันธ์กับปราสาทนั้นยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน เนื่องจากยังค้นพบหลักฐานไม่ครบถ้วนที่จะศึกษาได้ ถึงแม้ว่าจากสภาพปัจจุบัน ปราสาทนางบัวตูมจะมีปราสาทสามหลังตั้งอยู่ แต่โดยปกติแล้วปราสาทหินในวัฒนธรรมเขมรจะมีองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมอื่นๆ อีก เช่น โคปุระหรือซุ้มประตูทางเข้า วิหารหรือบรรณาลัย แนวกำแพงล้อมรอบปราสาท และอาจจะมีสิ่งก่อสร้างอื่นๆ เพิ่มเติมขึ้นอีก
สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา จึงมีความจำเป็นต้องจัดทำแผนงานโครงการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานปราสาทนางบัวตูม ต่อไปในอนาคต การดำเนินงานขุดค้น – ขุดแต่งโบราณสถาน เพื่อเป็นการศึกษาข้อมูลของโบราณสถาน ประวัติศาสตร์ความเป็นมาและรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของโบราณสถานให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจน และนำไปสู่การบูรณะและปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ของโบราณสถาน จะทำให้ปราสาทนางบัวตูม มีคุณค่า เป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงาม อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและแหล่งศึกษาหาความรู้ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดสุรินทร์
ข้อมูลโดย นายนภสินธุ์ บุญล้อม นักโบราณคดีชำนาญการ
องค์ความรู้เรื่อง...ภาพสลักทับหลังโบราณสถานปราสาทโคกงิ้ว ตั้งอยู่ภายในวัดโคกงิ้ว บ้านโคกงิ้ว ตำบลปะคำ อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์
#ปราสาทโคกงิ้ว เป็นศาสนสถานประจำสถานพยาบาล หรือ #อโรคยศาล ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างขึ้นในดินแดนของพระองค์ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 แผนผังของตัวโบราณสถานประกอบด้วยปราสาทประธานตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปราสาทประธานเป็นที่ตั้งของวิหาร หรือบรรณาลัย ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว มีประตูเข้าออกด้านหน้าเพียงด้านเดียว มีซุ้มประตูทางเข้าหรือโคปุระอยู่ทางด้านทิศตะวันออก นอกกำแพงแก้วทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาทประธานเป็นสระน้ำประจำศาสนสถาน พ.ศ.2554 สำนักศิลปากรที่ 12 นครราชสีมา ในขณะนั้น ได้ดำเนินโครงการขุดแต่งโบราณสถานแห่งนี้ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ผลจากการดำเนินการขุดแต่งโบราณสถาน พบโบราณวัตถุสำคัญหลายประเภท เช่น ทับหลังสลักภาพคชลักษมี ศิลปะคลัง – บาปวนตอนต้น, เสาประดับกรอบประตู ,ประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์วัชรปาณีทรงครุฑ นอกจากนั้นยังมีเครื่องมือเครื่องใช้ และภาชนะดินเผาอีกจำนวนหนึ่ง
ทับหลังหินทรายสลักภาพ #คชลักษมี ชิ้นนี้ พบจากการขุดแต่งบริเวณบรรณาลัย หรือ วิหาร ลักษณะองค์พระลักษมีประทับนั่งขัดสมาธิบนฐานดอกบัว พระหัตถ์ทั้ง 2 ข้างถือดอกบัว ด้านข้างทั้งสองของพระองค์มีช้างยืนสองขาชูงวงเหนือพระเศียร ใต้ฐานพระลักษมีเป็นรูปเกียรติมุขหรือหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัย มือของหน้ากาลยึดชายท่อนพวงมาลัยไว้ พวงอุบะเป็นลายใบไม้ม้วน เหนือท่อนพวงมาลัยเป็นลายใบไม้ ขอบด้านข้างทั้งสองด้านของทับหลังมีรูปสิงห์ยืนจับปลายท่อนพวงมาลัยไว้ ลักษณะดังกล่าวเป็นศิลปะขอมแบบคลังหรือแบบบาปวน อายุสมัยประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ซึ่งมีอายุเก่ากว่าปราสาทโคกงิ้ว จึงสันนิษฐานว่าในช่วงเวลาก่อสร้างมีการเคลื่อนย้ายทับหลังจากปราสาทหลังอื่นมาประดับตกแต่ง ณ ปราสาทโคกงิ้ว
จากรูปแบบของโบราณสถานที่ปรากฏ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของศาสนสถานประจำสถานพยาบาลที่สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1724 – 1761) แต่ลักษณะทางศิลปกรรมของทับหลังชิ้นนี้แสดงในรูปแบบขอมแบบคลังหรือแบบบาปวน อายุสมัยประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่า ทับหลังชิ้นนี้เป็นทับหลังที่ไม่ใช่ของที่นี่โดยตรง อาจนำมาจากปราสาทในวัฒนธรรมเขมรอื่นที่อยู่ใกล้ หรือ อาจนำมาใช้ประดับสถาปัตยกรรมในโบราณสถานแห่งนี้
ปี 2563-2564 สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา กำลังดำเนินงานบูรณะปราสาทโคกงิ้ว ประกอบด้วย บูรณะปราสาทประธาน บรรณาลัยหรือวิหาร กำแพงแก้ว ด้วยวิธีอนัสติโลซิส
ข้อมูลโดย นางสาวสุภาวดี อินทรประเสริฐ นักโบราณคดีชำนาญการ
องค์ความรู้เรื่อง...ภาพสลักทับหลังโบราณสถานปรางค์กู่ อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ
#ปรางค์กู่ เป็นโบราณสถานที่สร้างขึ้นตามรูปแบบสถาปัตยกรรมในวัฒนธรรมเขมร รูปแบบศิลปะแบบบายน โดยมีหินทรายเเละศิลาเเลงเป็นวัสดุหลัก ในพุทธศตวรรษที่ 18 ตรงกับรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นอาโรคยศาลหรือศาสนสถานประจำสถานพยาบาลอีกหลัง เช่นเดียวกับ ปราสาทโคกงิ้ว
ปรางค์กู่ มีการประดับตกแต่งอาคารสิ่งก่อสร้างด้วยการสลักลวดลายลงบนหินที่ก่อสร้าง เป็นลักษณะอันโดดเด่นทางด้านศิลปกรรม ในส่วนของทับหลัง พบหลักฐานการสลักภาพที่สวยงามและสำคัญ จำนวน 4 ชิ้น ได้แก่
#ทับหลังชิ้นที่1 ทับหลังเหนือกรอบประตูหลอกด้านเหนือของปราสาทประธาน สลักภาพหน้ากาลเอามือยึดขาสิงห์ที่ยืนเอียงตัวหันหน้าออก มือถือท่อนพวงมาลัยห้อยตกลงมา เหนือหน้ากาลสลัก #ภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิภายในซุ้มเรือนแก้ว ที่เสี้ยวของทับหลังมีพวงอุบะแบ่งเสี้ยว เสี้ยวเหนือพวงอุบะด้านซ้ายมือของภาพพระพุทธเจ้า #สลักภาพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๔ กร ประทับยืนอยู่ในซุ้มท่ามกลางลายใบไม้ม้วนตั้งขึ้น ส่วนทางด้านขวามือของทับหลังภาพสลักเลือนลาง ลักษณะคล้ายสลักยังไม่แล้วเสร็จ เห็นเพียงโครงร่างของเส้นโค้ง วงกลม และกรอบของซุ้มทรงสามเหลี่ยม
#ทับหลังชิ้นที่2 ทับหลังเหนือกรอบประตูทางเข้าหลักด้านตะวันออกเข้าสู่ห้องภายในปราสาทประธาน สลักภาพใบไม้ม้วนรูปทรงสามเหลี่ยมตั้งขึ้น โดยม้วนจากด้านล่างหันปลายเข้าสู่ส่วนกลาง ข้างละ 5 ใบ ที่กึ่งกลางทับหลังเป็นภาพค่อนข้างเลือนลาง พิจารณาจากลักษณะเค้าโครงของเส้น สันนิษฐานว่าสลักเป็นภาพหน้ากาล เหนือหน้ากาลสลักเป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิภายในซุ้ม ลักษณะเช่นเดียวกันกับทับหลังเหนือกรอบประตูหลอกด้านเหนือของปราสาทประธาน และทับหลังเหนือกรอบประตูด้านตะวันออกห้องมุขปราสาทประธาน
.
#ทับหลังชิ้นที่3 ทับหลังเหนือกรอบประตูด้านตะวันออกห้องมุขปราสาทประธาน สลักเป็นภาพใบไม้ม้วนตั้งขึ้น 4 ใบ มีหน้ากาลที่กึ่งกลางภาพ เหนือหน้ากาลสลักเป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิภายในซุ้ม
#ทับหลังชิ้นที่4 ทับหลังเหนือกรอบประตูทางเข้าหลักด้านตะวันตกอาคารวิหารหรือบรรณาลัย สลักภาพตอนกวนเกษียรสมุทร
ภาพสลักทับหลังชิ้นที่ 1-3 มีภาพสำคัญปรากฏอยู่ที่กึ่งกลางภาพ คือ #ภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิภายในซุ้ม ซึ่งเป็นภาพปกติที่พบเห็นได้ในโบราณสถานวัฒนธรรมเขมร ประเภทปราสาทหิน ที่สร้างขึ้นเนื่องนุทธศาสนาฝ่ายมหายาน และภาพที่เน้นย้ำให้เห็นถึงความเป็นพุทธศาสนาฝ่ายมหายานอย่างชัดเจนอีกภาพหนึ่ง คือ ภาพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร ประทับยืนอยู่ในซุ้มท่ามกลางลายใบไม้ม้วนตั้งขึ้น ที่ทับหลังเหนือกรอบประตูหลอกด้านเหนือของปราสาทประธาน
สำหรับภาพสลักทับหลังชิ้นที่ 4 ถือว่ามี #ความพิเศษ ของทับหลังชิ้นนี้คือ การนำเอาเรื่องราวหรือตำนานทางศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู มาสลักเป็นภาพเล่าเรื่องในโบราณสถานที่สร้างขึ้นในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน #ทำให้ชวนคิดได้ว่า มีมูลเหตุใดที่เป็นเช่นนั้น ในเบื้องต้นสามารถวิเคราะห์ถึงมูลเหตุสำคัญ ได้ 2 ประการ ดังนี้
1. เดิมทีนั้น ทับหลังชิ้นนี้อาจจะติดตั้งอยู่ ณ ปราสาทหินหลังอื่นในพื้นที่ใกล้เคียงกับปรางค์กู่ ซึ่งมีการก่อสร้างและใช้ประโยชน์ในพุทธศตวรรษที่ 16-17 และถูกสร้างขึ้นเนื่องในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 18 เมื่อถึงเวลาในการก่อสร้างปรางค์กู่ ปราสาทหลังเดิมนั้นอาจจะพังทลายลงหรือไม่มีการใช้ประโยชน์ดังเดิมแล้ว หินในส่วนต่างๆ จึงถูกขนย้ายมาเพื่อใช้ในการก่อสร้างปรางค์กู่ รวมทั้งทับหลังชิ้นนี้ก็ถูกขนย้ายมาเพื่อประดับตกแต่ง ณ ตำแหน่งดังกล่าว
2. ในพุทธศตวรรษที่ 16-17 ช่วงเวลาก่อนการก่อสร้างปรางค์กู่และก่อนที่พุทธศาสนาฝ่ายมหายานจะเผยแผ่เข้ามาในพื้นที่ชุมชนบริเวณนี้ ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู น่าจะเป็นความเชื่อเดิมที่ชุมชนยึดถือปฏิบัติกันมาต่อเนื่องอยู่แล้ว การที่พุทธศาสนาฝ่ายมหายานเข้ามา อาจจะไม่ได้เข้ามาแบบเปลี่ยนแปลงความเชื่อดั้งเดิมของชุมชนทีเดียวเสียทั้งหมด ถือว่าเป็นการให้เกียรติความเชื่อหรือศาสนาเดิมที่มีอยู่ก่อน จึงให้อิสระในความคิดของช่างหรือชุมชนในการนำเอาเรื่องราวหรือตำนานทางศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู มาสลักเป็นภาพเล่าเรื่องในโบราณสถานที่สร้างขึ้นในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานได้ เปรียบเสมือนว่าต่างความเชื่อ ต่างศาสนา แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้ในโบราณสถานของชุมชน ที่มีเป้าหมายในการสร้างขึ้นเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนในชุมชน
โบราณสถานปรางค์กู่ ตั้งอยู่ที่บ้านหนองบัว ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ กรมศิลปากร ปัจจุบัน ประกาศขึ้นทะเบียนเเละกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานปรางค์กู่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งเเต่ ปี 2525 โดย กรมศิลปากร ดำเนินการขุดค้น – ขุดแต่งศึกษาโบราณสถานปรางค์กู่ ในปีปีงบประมาณ พ.ศ.2540 จากนั้นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2541-2542 ได้ดำเนินการบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์
ข้อมูลโดย นายนภสินธุ์ บุญล้อม นักโบราณคดีชำนาญการ
องค์ความรู้เรื่อง...โบราณสถานกู่พราหมณ์จำศีล ตำบลนางรำ อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา
#โบราณสถานกู่พราหมณ์จำศีล มีปราสาทประธาน 3 หลัง เรียงกันตามแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน ปราสาททั้ง 3 หลัง มีประตูทางเข้าเฉพาะด้านทิศตะวันออก ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันออกเฉียงใต้มีบรรณาลัยตั้งอยู่ ศาสนสถานถูกล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว และคูน้ำเว้นทางเข้าตามแนวแกนทิศด้านทิศตะวันออก-ตะวันตก ใช้วัสดุศิลาแลงและหินทราย ทั้งนี้ ปรากฏภาพสลักทับหลังที่น่าสนใจ ที่ติดกับตัวงปราสาท จำนวน 6 ชิ้น ดังนี้
#ชิ้นที่1 ทับหลังปราสาทหลังกลาง #สลักภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ประทับนั่งในท่ามหาราช (นั่งชันเข่า) ซึ่งเป็นเทพประจำทิศตะวันออก ประทับยืนอยู่เหนือหน้ากาล ห้อมล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งเป็นพรรณพฤกษาที่ออกมาจากปากของหน้ากาล
#ชิ้นที่2 ทับหลังปราสาทหลังทิศเหนือ #สลักภาพบุคคลนั่งชันเข่า อยู่ในกรอบซุ้มเรือนแก้ว เหนือหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัย ห้อมล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งเป็นพรรณพฤกษาที่ออกมาจากปากของหน้ากาล
#ชิ้นที่3 ทับหลังบรรณาลัยด้านทิศใต้ #สลักภาพบุคคลไว้เครา ประทับนั่ง ขนาบข้างด้วยสตรี ซ้ายและขวา ห้อมล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งเป็นพรรณพฤกษาที่ออกมาจากปากของหน้ากาล
#ชิ้นที่4 ทับหลังบรรณาลัยด้านทิศเหนือ #สลักภาพบุคคลนั่งชันเข่า มือขวาถือดาบ อยู่ในซุ้มเรือนแก้ว เหนือหน้ากาล คายท่อนพวงมาลัย ขนาบด้วยสิงห์มือจับท่อนพวงมาลัย สันนิษฐานว่าเป็นเทพผู้ปกปักรักษาศาสนสถานแห่งนี้
#ชิ้นที่5 ทับหลังฝั่งตะวันออกของโคปุระด้านตะวันตก #สลักภาพพระนารายณ์ทรงครุฑ เหนือหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัย ห้อมล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งเป็นพรรณพฤกษาที่ออกมาจากปากของหน้ากาล
#ชิ้นที่6 ทับหลังฝั่งตะวันออกของโคปุระด้านตะวันตก #สลักภาพพระวรุณทรงหงส์ ซึ่งเป็นเทพประจำทิศตะวันตก ยืนอยู่เหนือหน้ากาล ห้อมล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งเป็นพรรณพฤกษาที่ออกมาจากปากของหน้ากาล
จากรูปแบบศิลปกรรมของภาพสลักทับหลัง มีลักษณะคล้ายกับทับหลังศิลปะเขมร แบบาปวน จึงกำหนดอายุสมัยโบราณสถานกู่พราหมณ์จำศีล มีอายุอยู่ในช่วง ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 16
หลายคนคงสงสัยว่า #ทับหลังแบบบาปวน ดูจากอะไร? ขอให้ทุกคนสังเกต โครงสร้างหลักของทับหลังแบบบาปวน คือ หน้ากาลอยู่กึ่งกลางด้านล่างของทับหลัง เหนือหน้ากาลมีรูปบุคคล ซึ่งอาจมีพาหนะหรือไม่ก็ได้ หน้ากาลคายท่อนพวงมาลัยวกขึ้นแล้วตกลงเป็นกรอบสี่เหลี่ยม ใต้ท่อนพวงมาลัยเป็นใบไม้ม้วน เหนือท่อนพวงมาลัยเป็นใบไม้ตั้ง ทั้งนี้อาจมีรูปแบบอื่นปรากฏ เช่น สลักเป็นภาพเล่าเรื่อง นั่นเอง
ติดกันด้านทิศเหนือ ยังมี #ปราสาทนางรำ ซึ่งเป็น โบราณสถานประเภท “อโรยคศาล” หรือศาสนสถานประจำโรงพยาบาล ในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ด้วยนะครับ หากมีโอกาส ลองแวะเวียนไปเยี่ยมชมกันดูนะครับ ทั้งนี้ “กู่พราหมณ์จำศีล” และ “ปราสาทนางรำ” เป็นร่องรอยหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าบริเวณเป็นชุมชนโบราณที่มีผู้คนอยู่เป็นจำนวนมาก มาตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 16 โดยมีศาสนสถานขนาดใหญ่ อย่างกู่พราหมณ์จำศีล เป็นศาสนสถานประจำชุมชน และในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 จึงมีดำริให้สร้างโรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้เคียงกัน
ข้อมูลโดย นายวรรณพงษ์ ปาะละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ
เอกสารอ้างอิง
-กรมศิลปากร. ทำเนียบโบราณสถานขอมในประเทศไทย เล่ม 1. กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร. 2535
-รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. ปราสาทขอมในดินแดนไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มติชน. 2551.
กิจกรรมพิเศษ!!! เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร จัดกิจกรรมลดราคาหนังสือกว่า ๒๐% เฉพาะหนังสือจิตรกรรมฝาผนังวัดบวรสถานสุทธาวาส จากราคา ๘๘๐ บาท ลดเหลือ ๗๐๐ บาท และหนังสือจิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ จากราคา ๗๖๐ บาท ลดเหลือ ๖๐๐ บาทซื้อหนังสือครบ ๑,๐๐๐ บาทขึ้นไป รับฟรี!!! สมุดภาพศิลปวัฒนธรรม “อิสริยพัสตราภูษาภัณฑ์” ๑ เล่ม (สินค้ามีจำนวนจำกัด) เฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ นี้เท่านั้นผู้ที่สนใจ สามารถซื้อหนังสือได้ที่ร้านหนังสือกรมศิลปากร (อาคารเทเวศร์) หรือสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ https://bookshop.finearts.go.thสอบถามเพิ่มเติม โทรศัพท์ ๐ ๒๒๒๔ ๔๗๐๒ หรือ Facebook ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร
กรมศิลปากรได้เพิ่มช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลองค์ความรู้มรดกศิลปวัฒนธรรม ทั้งด้านนาฏศิลป์และดนตรี งานด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ งานด้านภาษา เอกสาร และหนังสือ งานด้านศิลปกรรมและช่างศิลป์ไทย โดยปรับรูปแบบให้สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ง่ายต่อการสืบค้น ผู้สนใจสามารถติดตามได้ที่ facebook fanpage : องค์ความรู้กรมศิลปากร facebook.com/fineartskm
วันศุกร์ที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๔ เวลา ๑๑.๐๐ น. นักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ ๑ - ๖ โรงเรียนบ้านหนองบัวมิตรภาพ ที่ ๘๕ ตำบลหนองบัว อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ จำนวนนักเรียน ๒๑๐ คน คุณครู ๑๕ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยแบ่งการบรรยายนำชมออกเป็น ๗ กลุ่มย่อย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด - ๑๙ โดยมีนายกรภัทร์ สุขใหญ่ นางถนอม หลวงกลาง นางศรีสุด สีสด นายแก่นแก้ว หอมนวล พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ และน้องๆ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพให้การต้อนรับและบรรยายนำชม