ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,130 รายการ
ระหว่างวันพฤหัสบดี ที่ ๘ มีนาคม ๒๕๖๔ วันอาทิตย์ที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๔ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น. มีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น ทั้งหมด ๔๑ คน แบ่งเป็น
นักท่องเที่ยวชาวไทย ๓๑ คน
นักท่องเที่ยวต่างชาติ ๓ คน
เด็ก/เยาวชน ๓ คน
พระ/นักบวช ๓ รูป
ผู้สูงอายุ ๑ คน
วันอาทิตย์ที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๔
ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น.
มีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ทั้งหมด ๑๓๐ คน/รูป แบ่งเป็น
นักท่องเที่ยวชาวไทย ชาย ๔๘ คน หญิง ๕๐ คน
เด็ก/เยาวชน ชาย ๘ คน หญิง ๑๑ คน
ผู้สูงอายุ ชาย ๓ คน หญิง ๘ คน
ผู้พิการ ชาย ๑ คน
นักบวช ๑ รูป
ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๘.๐๐ น.
มีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมหลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีใน ทั้งหมด ๔๐ คน/รูป แบ่งเป็น
นักท่องเที่ยวชาวไทย ชาย ๑๖ คน หญิง ๑๐ คน
เด็ก/เยาวชน ชาย ๒ คน หญิง ๗ คน
ผู้สูงอายุ ชาย ๒ คน หญิง ๒ คน
นักบวช ๑ รูป
และมีการทำความสะอาดพื้นที่ทุกสองชั่วโมงตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19
วันพฤหัสบดีที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๔ เวลา ๐๙.๐๐ น. นักเรียนชั้นอนุบาล ๑ ถึงชั้นประถมศึกษาที่ ๖ โรงเรียนบ้านระไซร์สองชั้น ตำบลนาดี อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ จำนวนนักเรียน ๗๐ คน คุณครู ๑๐ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยแบ่งการบรรยายนำชมออกเป็น ๒ กลุ่มย่อย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด - ๑๙ โดยมีนางสาวอภิญญา สุขใหญ่ และนางถนอม หลวงกลาง พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม
วันพฤหัสบดีที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๔ เวลา ๑๓.๐๐ น. นักเรียนชั้นอนุบาล ๑ ถึงชั้นประถมศึกษาที่ ๖ โรงเรียนบ้านระเภาว์ ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ จำนวนนักเรียน ๑๒๐ คน คุณครู ๑๐ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยแบ่งการบรรยายนำชมออกเป็น ๒ กลุ่มย่อย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด - ๑๙ โดยมีเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม
วันพฤหัสบดีที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๔ เวลา ๑๔.๐๐ น. นักเรียนชั้นอนุบาล ๑ ถึงชั้นประถมศึกษาที่ ๖ โรงเรียนบ้านเตาแดก ตำบลตรวจ อำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ จำนวนนักเรียน ๑๐๐ คน คุณครู ๑๐ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยแบ่งการบรรยายนำชมออกเป็น ๒ กลุ่มย่อย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด - ๑๙ โดยมีเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม
วันพฤหัสบดีที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๔ เวลา ๑๔.๐๐ น. นักเรียนชั้นอนุบาล ๑ ถึงชั้นประถมศึกษาที่ ๖ โรงเรียนบ้านกะเลงเวกทับทิมสยาม ตำบลเทพรักษา อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ จำนวนนักเรียน ๑๐๘ คน คุณครู ๔๘ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยแบ่งการบรรยายนำชมออกเป็น ๓ กลุ่มย่อย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด - ๑๙ โดยมีเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม
วันพุธที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๔ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุรินทร์ ขออนุญาตนำคณะผู้ถ่ายทำรายการ "อารักษ์ Around" ช่อง Thai PBS เข้าถ่ายทำรายการ ณ โบราณสถานปราสาทศีขรภูมิ อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดสุรินทร์ โดยมีคุณเป้ อารักษ์ คุณบัวขาว บัญชาเมฆ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ และนายอำเภอศีขรภูมิ เข้าร่วมดำเนินรายการ
วันศุกร์ที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๔ คุณไต บุญเลิศ คุณกาญจนา บุญเลิศ พร้อมด้วยประชาชนและวัดบ้านตรมไพร อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ แจ้งพบโบราณวัตถุและส่งมอบโบราณวัตถุ อาทิ พระพุทธรูปบุเงิน พระพุทธรูปสำริด เงินพดด้วง ชิ้นส่วนภาชนะดินเผา ศิลปะลาว(ล้านช้าง) จำนวน ๓๐ รายการ มอบให้แก่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ กรมศิลปากร เพื่อนำไปอนุรักษ์ ศึกษาและเก็บรักษาไว้เป็นมรดกของชาติ สืบไป
บรรยากาศหลังฝนตกวันนี้ อากาศเย็นสบายเหมาะแก่การเดินชมโบราณสถานปราสาทพนมวันและเก็บภาพประทับใจเป็นอย่างยิ่ง
โบราณสถานปราสาทพนมวันเปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๗.๐๐ น. ถึง ๑๖.๓๐ น. โดยเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชม ชาวไทย ๑๐ บาท ชาวต่างชาติ ๕๐ บาท ขอเชิญทุกท่านเข้ามาเที่ยวชมโบราณสถานกันนะคะ/ครับ
รอยจารึก พระปรมาภิไธย อักษรย่อ “จ.ป.ร.” ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ (ร.๕) เมื่อ ๑๒๐ ปีก่อน บนผนังปราสาทหินพนมวัน ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา มีแผ่นพลาสติกปิดไว้อีกชั้นหนึ่ง โดยมีความยาวประมาณ ๑.๓๐ เมตร กว้างประมาณ ๕๐ เซนติเมตร
ทั้งนี้ อักษรที่จารึกไว้บนแผ่นศิลาเขียนเป็นภาษาไทย ด้านซ้ายระบุข้อความตัวหนังสือขนาดใหญ่ เป็นพระปรมาภิไธย อักษรย่อ จ.ป.ร. ถัดมาเป็นตัวอักษรข้อความยาวประมาณ ๗ บรรทัด รายละเอียดระบุว่า “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินประพาส เมื่อ รัตนโกสินทรศก ๑๑๙ แสลงวันตามจันทรคติ วัน ๒ เดือน ๒ ขึ้น ๔ ค่ำ พุทธศักราช ๒๔๔๓ จุลศักราช ๑๒๖๒”
จารึกดังกล่าวเป็นจารึกเก่าแก่ที่อยู่คู่ปราสาทหินพนมวันมานาน และเป็นแผ่นจารึกของจริง ซึ่ง ประตูชั้นนอกจะมีทับหลังนารายณ์ประดิษฐานอยู่ และด้านล่างตรงประตูจะมีการจารึกอักษรขอมโบราณ บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับปราสาทหินพนมวัน ส่วนจารึกดังกล่าวจะเป็นฝีพระหัตถ์ของ ร.๕ หรือไม่นั้น และพระองค์ท่านเสด็จฯ มาปราสาทพนมวันจริงหรือไม่ คงต้องไปค้นคว้าหลักฐานทางประวัติศาสตร์การเสด็จของพระองค์ท่านก่อน ส่วนเจ้าหน้าที่นำแผ่นพลาสติกไปครอบไว้นั้นเพื่อต้องการรักษาแผ่นจารึกโบราณดังกล่าวไว้ไม่ให้ประชาชนหรือนักท่องเที่ยวไป ขีดข่วน ลบ หรือทำลายจารึกให้เสียหาย
ปราสาทหินพนมวัน เป็นปราสาทหินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ ๕ ของประเทศไทย สร้างราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ เข้าใจว่าเป็นเทวสถาน ต่อมาภายหลังดัดแปลงเป็นพุทธสถานจากจารึกที่พบที่ปราสาทหินพนมวัน เรียกปราสาทแห่งนี้ว่า เทวาศรมิ อาคารของโบราณสถานที่เห็นในปัจจุบัน มีปรางค์จัตุรมุขเป็นประธานหลักหันหน้าสู่ทิศตะวันออกและมีมณฑปอยู่ด้านหน้า เป็นปราสาทหินที่มีรูปแบบเดียวกับปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา และปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์
ทั้งนี้ในบันทึกการเสด็จประพาสนครราชสีมาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๔๔๓ หน้าที่ ๑๑๓-๑๑๔ ตอนหนึ่ง มีความว่า “...แล้วเสร็จทรงม้าพระที่นั่งไปประพาสวัดพนมวัน ทอดพระเนตรวิหารอันเป็นของโบราณทำด้วยศิลาแท่งใหญ่ ๆ ประดับซ้อนขึ้นไป แล้วทรงจารึกพระบรมนามาภิไธยเป็นอักษรย่อ จ.ป.ร. ในแผ่นศิลาฝาผนึกวิหาร และ มีอักษรว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินประพาสเมื่อ รัตนโกสินทรศก ๑๑๙ แสลงวันตามจันทรคติ วัน ๒ เดือน ๒ ขึ้น ๔ ค่ำ พุทธศักราช ๒๔๔๓ จุลศักราช ๑๒๖๒…” ซึ่งตรงกับแผ่นจารึกที่ปราสาทหินพนมวันดังกล่าว
ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๘
: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
: นายสมเดช ลีลามโนธรรม นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา
วันเสาร์ที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๔
ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น.
มีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ทั้งหมด ๑๐๗ คน/รูป แบ่งเป็น
นักท่องเที่ยวชาวไทย ชาย ๓๒ คน หญิง ๔๐ คน
เด็ก/เยาวชน ชาย ๘ คน หญิง ๑๑ คน
ผู้สูงอายุ ชาย ๖ คน หญิง ๗ คน
นักบวช ๓ รูป
ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๘.๐๐ น.
มีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมหลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีใน ทั้งหมด ๔๗ คน แบ่งเป็น
นักท่องเที่ยวชาวไทย ชาย ๒๓ คน หญิง ๑๕ คน
เด็ก/เยาวชน ชาย ๔ คน หญิง ๔ คน
นักบวช ๑ รูป
และมีการทำความสะอาดพื้นที่ทุกสองชั่วโมงตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เปิดให้บริการแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมนิทรรศการโดยปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด - ๑๙ ระหว่างวันที่ ๓๑ มีนาคม ถึง ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๔
มีผู้เข้าชมทั้งสิ้น ๒,๙๗๔ คน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ขอนำเสนอองค์ความรู้ทางวิชาการ ประจำเดือนเมษายน ๒๕๖๔
"พระนารายณ์เทพเจ้าเก่าแก่ของฮินดู"
ทับหลังสลักภาพพระนารายณ์ทรงครุฑ
ศิลปะลพบุรี (ศิลปะเขมรแบบบาแค็ง) กำหนดอายุ พุทธศตวรรษที่ ๑๕ หรือราว ๑,๑๐๐ ปีมาแล้ว สร้างขึ้นด้วยหินทราย ใช้เทคนิคการจำหลักหรือสลักด้วยเครื่องมือโลหะ ขนาด กว้าง ๘๕.๕ ซม. ยาว ๑๗๕ ซม. หนา ๒๐ ซม. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ได้รับมอบจากอำเภอปราสาท และได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุของชาติ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๗
ทับหลังในสถาปัตยกรรมขอม หมายถึง แท่งหินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางเหนือกรอบประตูสลักลวดลายภาพเล่าเรื่องทางศาสนา วรรณคดีเกี่ยวกับศาสนา ลายพวงมาลัย ลายใบไม้ เป็นต้น ลายที่ปรากฏบนทับหลังนี้สามารถนำมากำหนดอายุสถาปัตยกรรมได้
ทับหลังชิ้นนี้สลักลายเต็มแผ่น องค์ประกอบภาพแบ่งเป็น ๒ ส่วน มีแนวลายกลีบบัวเป็นเส้นแบ่ง ส่วนบนสุดสลักเป็นซ่องซุ้ม ๑๓ ช่อง มีรูปบุคคลประนมมือ ภาพปรากฏเพียงช่วงอก พื้นที่ตรงกลางสลักภาพพระนารายณ์สี่กรประทับนั่งมหาราชสีลาสนะ พระหัตถ์ขวาบนถือสังข์ พระหัตถ์ขวาล่างถือคฑา พระหัตถ์ซ้ายบนถือจักร พระหัตถ์ซ้ายล่างถือภู ทรงสวมชฎามงกุฎ ประทับนั่งบนไหล่ครุฑที่ยืนบนแท่นรูปกลีบบัวมือสองข้างของครุฑยุคหางนาค ๒ ตัวไว้ ลำตัวนาคสลักเป็นลายดอกไม้สี่กลีบทอดโค้งยาวตามแนวทับหลังทั้งสองข้าง นาคมี ๓ เศียรหันหน้าตรง เหนือลำตัวนาคเป็นลายใบไม้เต็มใบ ใต้ลำตัวนาคเป็นลายใบไม้ม้วน ส่วนล่างสุดของทับหลังเป็นลายกลีบบัวมีเกสร ลวดลายที่ปรากฏบนทับหลังมีลักษณะของศิลปะขอมแบบบาแค็ง ได้แก่ ภาพคนโผล่ออกมาจากซุ้ม แนวลายกลีบบัว ครุฑใบหน้าคล้ายมนุษย์แต่มีจะงอยปาก มีปีก มีขาคล้ายขาสิงห์ ลักษณะจะงอยปากเป็นแบบที่ปรากฏมาแต่ศิลปะขอมแบบพะโค
พระนารายณ์ หรือพระวิษณุ ถือเป็น ๑ ใน ๓ ของเทพผู้ยิ่งใหญ่(ตรีมูรติ) ในศาสนาฮินดู ประกอบด้วย พระพรหมเป็นเทพผู้สร้าง พระนารายณ์เป็นเทพผู้รักษา และพระอิศวร(พระศิวะ)เป็นเทพผู้ทำลาย พระนารายณ์เป็นเทพเก่าแก่ของอินเดียตั้งแต่ยุคพระเวท เดิมเป็นหนึ่งในเทพแห่งแสงอาทิตย์ เป็นส่วนหนึ่งของแสงอาทิตย์ มีหน้าที่ก้าว ๓ ก้าว หรือที่เรียกว่า ตรีวิกรม คือ เป็นเทพแห่งอาทิตย์ตอนเช้า ตอนเที่ยงและตอนเย็น กลุ่มเทพแห่งแสงอาทิตย์ที่มีอยู่หลายองค์ เช่น สุริยเทพเป็นเทพแห่งแสงอาทิตย์ทั้งปวง สาวิตรีเทพแห่งแสงอาทิตย์สีทองยามเช้าและยามเย็น อุษาเทวีเทพแห่งรุ่งอรุณ เป็นต้น จนต่อมาในสมัยมหาภารตะและยุคปาณะ ความรุ่งเรืองของพระนารายณ์จึงเจริญขึ้นจนถือเป็นเทพที่ยิ่งใหญ่องค์หนึ่ง ได้นามว่า พระนารายณ์ หมายถึง ผู้เคลื่อนไหวในน้ำ พระนารายณ์เป็นพระโอรสองค์สุดท้ายในบรรดาโอรส ๑๒ พระองค์ของเทวีอทิติกับท้าวกัศปะเทพบิดร แต่บางตำนานในยุคหลังกล่าวว่าอุบัติขึ้นเอง บ้างก็ว่าพระศิวะสร้างขึ้น สถานที่ประทับของพระนารายณ์เรียกว่า ไวกูณฐ์ มีลักษณะเป็นแผ่นทอง มีวิมานประดับด้วยแก้วอยู่กลางเกษียรสมุทรหรือทะเลน้ำนม บัลลังก์คือ พระยาอนันตนาคราช มีพระยาครุฑเป็นพาหนะ พระมเหสีคือ พระลักษมีหรือพระศรีเป็นเทพีแห่งโชคลาภ ความมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ เกิดจากการกวนเกษียรสมุทร
รูปเคารพของพระนารายณ์ จะทำเป็นเทพที่มีเศียรเดียว มี ๔ กร และทรงถืออาวุธหลายอย่าง อาวุธที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของพระนารายณ์ คือ จักร และสังข์ ซึ่งจะต้องถืออยู่เป็นประจำ ส่วนอีก ๒ กร อาจถืออาวุธอย่างอื่นแตกต่างกันไป เช่น คฑา ตรี ดอกบัว บ่วงบาศ ฯลฯ แต่ละอย่างก็มีประวัติความเป็นมาความหมายต่างกัน ดังนี้
- จักร มีชื่อว่า วัชรนาถ หรือจักรสุทรรศน์ เป็นจักรที่พระเพลิงมอบให้เป็นอาวุธ บางตำนานเล่าว่าสร้างขึ้นจากรัศมี และความร้อนแรงขององค์สุริยเทพ เป็นเครื่องหมายของดวงอาทิตย์และแทนวงโคจรของดวงอาทิตย์รอบจักรวาล
- สังข์ มีชื่อว่า ปาญจะชันยะ มีประวัติเล่าว่าเดิมเป็นเปลือกหอยสังข์หุ้มกายอสูรชื่อ ปัญจชน ต่อมาได้ถูกพระกฤษณะฆ่าตาย จึงได้นำเปลือกสังข์มาใช้เป็นอาวุธ สังข์เป็นสัญลักษณ์ของน้ำ ชีวิต และความอุดมสมบูรณ์ เป็นอาวุธสำหรับขว้างไปทำลายส่วนที่เป็นหัวใจของศัตรูโดยเฉพาะ นอกจากนั้นยังใช้เป็นเครื่องเป่าเพื่อประกาศการเริ่มต้นของเหตุการณ์อันเป็นมงคล สามารถขับไล่สิ่งชั่วร้ายต่างๆ ได้
- คฑา มีชื่อว่า เกาโมทก หรือนันทา เป็นสิ่งที่พระเพลิงมอบให้พร้อมจักรวัชรนาถ ส่วนความหมายของคฑา หมายถึง ผู้คุ้มครอง สร้างระเบียบและลงโทษผู้ทำความชั่วร้ายโดยเฉพาะอสูรต่างๆ ซึ่งเป็นศัตรูของเทพเจ้า
- ดอกบัว เป็นสัญลักษณ์ของโลกและการสร้างโลก อย่างไรก็ตามบางครั้งพระนารายณ์จะถือวัตถุรูปกลมในฝ่ามือแทน คือ ภู หรือแผ่นดิน อันเป็นสัญลักษณ์ของโลกเช่นกัน
พระนารายณ์จะทรงฉลองพระองค์อย่างกษัตริย์ สวมมงกุฎ กลางพระอุระจะมีขน พระอุระเป็นเครื่องหมายศรีวัตสะ อันมีกำเนิดจากการกวนเกษียรสมุทรเป็นอิตถีพลังหรือศักติ โดยวิธีรวมตัวเป็นพระนารายณ์อย่างมหัศจรรย์ คือ แทรกตัวผ่านผิวหนังที่อุระข้างขวาเข้าไปสถิตอยู่ในหัวใจของพระนารายณ์ ตรงรอยแทรกเข้าไปนั้นเหลือปรากฏเป็นกลุ่มขนบนรอยปาน ในการสร้างรูปเคารพพระนารายณ์มักแสดงให้เห็นศรีวัตสะในรูปดอกไม้ ๔ กลีบ ทรงขนมเปียกปูน ส่วนผิวกายจะแตกต่างไปตามยุค ซึ่งยุคในเทพนิกายฮินดูได้แบ่งตามคุณงามความดีของมนุษย์ ดังนี้
๑. กฤดายุค (กฺริดา-) น. เป็นยุคที่มนุษย์ประกอบไปด้วยคุณงามความดี มีธรรมะสูงสุด คือ เต็ม ๔ ใน ๔ ส่วน และมีอายุยืนยาวที่สุด ยุคนี้มีอายุเท่ากับ ๑,๗๒๘,๐๐๐ ปีของโลกมนุษย์ พระนารายณ์ยุคนี้มีผิวกายสีขาว
๒. ไตรดายุค (ไตฺร-) น. เป็นยุคที่ความดีและความซื่อสัตย์ของมนุษย์เสื่อมลงเหลือ ๓ ใน ๔ ส่วนเมื่อเทียบกับในสมัยกฤดายุค พระนารายณ์มีผิวกายเป็นสีแดง
๓. ทวาบรยุค (ทะวาบอระ-) น. เป็นยุคที่ความดีของมนุษย์เหลือเพียงครึ่งเดียว หรือเหลือเพียง ๒ ใน ๔ ส่วน เมื่อเทียบกับในสมัยกฤดายุค พระนารายณ์มีผิวกายเป็นสีเหลือง
๔. กลียุค (กะลี-) น. เชื่อกันว่าเป็นวาระสุดท้ายของโลกเป็นยุคที่ศีลธรรมเสื่อม เป็นยุคที่ความดีของมนุษย์เหลือเพียง ๑ ใน ๔ ส่วน เมื่อเทียบกับในสมัยกฤดายุค และอายุของมนุษย์ก็สั้นลงโดยไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน ช่วงเวลาที่มีแต่ความรุนแรงเลวร้ายเกิดขึ้น พระนารายณ์ยุคนี้มีผิวกายสีดำ
ผู้เรียบเรียง :
นายกรภัทร์ สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา กรมศิลปากร
อ้างอิง :
๑. ผาสุข อินทราวุธ, รูปเคารพในศาสนาฮินดู. นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๒.
๒. พีรพน พิสณุพงศ์, “วิวัฒนาการมนุษยชาติกับเรื่องนารายณ์อวตาร”
ศิลปากรปีที่ ๓๘ ฉบับที่ ๓ (พฤษภาคม – มิถุนายน ๒๕๓๘) หน้า ๑๐๙.
๓. ศิลปากร, กรม, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย : แหล่งรวมมรดกวัฒนธรรมอีสาน. กรุงเทพฯ : บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), พิมพ์ครั้งแรก, ๒๕๓๖.
๔. ศิริพร สุเมธารัตน์, หลักฐานโบราณคดีในเมืองสุรินทร์. อุบลราชธานี :
โรงพิมพ์ศิริธรรมออฟเซ็ท, ๒๕๕๐.
ร้านหนังสือกรมศิลปากร (อาคารเทเวศร์) ปิดทำการ ตั้งแต่วันที่ 10 - 15 เมษายน 2564 เนื่องจากวันหยุดเทศกาลสงกรานต์
และวันที่ 16 - 25 เมษายน 2564 ปิดทำการ เนื่องจากไปออกบูทจำหน่ายหนังสือที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 49 พบกันได้ที่บูท i 17 ณ ไบเทค บางนา ต้องขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ
ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อหนังสือออนไลน์ได้ที่ https://bookshop.finearts.go.th
สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับฟังการเสวนาวิชาการ กิจกรรมเนื่องในงาน ใต้ร่มพระบารมี ๒๓๙ ปี กรุงรัตนโกสินทร์ ในหัวข้อ “รอยประพาสปิยมหาราชเสด็จยุโรป” จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๔ เวลา ๑๔.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ โรงละครแห่งชาติ (โรงเล็ก)
ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรม ตั้งแต่วันที่ ๘ - ๑๐ เมษายน ๒๕๖๔ จำนวนจำกัด ๑๗๐ ที่นั่งเท่านั้น (สงวนสิทธิ์ในการปิดรับลงทะเบียนก่อนกำหนดเมื่อที่นั่งครบตามจำนวน)