ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,109 รายการ

เนื่องในโอกาสที่เมืองโบราณศรีเทพได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ขอนำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับโบราณวัตถุจากเมืองศรีเทพที่เก็รักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ เรื่อง "เศียรพระพุทธรูปจากถ้ำเขาถมอรัตน์" ซึ่งจัดแสดงประกอบนิทรรศการตามรอยศรีเทพ เมืองมรดกโลก ...เรายังมีโบราณวัตถุจากเมืองศรีเทพอีกหลายชิ้น โปรดติดตามต่อไป...


องค์ความรู้ สำนักการสังคีตกรมศิลปากร “วงบัวลอย: วัฒนธรรมดนตรีในงานอวมงคล”             วงบัวลอย คือ วงดนตรีไทยประเภทหนึ่ง สำหรับนำมาบรรเลงในงานอวมงคล ประกอบด้วย ปี่ชวา ๑ เลา กลองแขกหรือกลองมลายู ๔ ใบ ซึ่งเราเรียกกันติดปากในภาษานักดนตรีไทยว่า “กลองสี่ปี่หนึ่ง” ต่อมาเมื่อเห็นว่ากลอง ๔ ใบ มีจำนวนมากไป จึงนิยมลดเหลือเพียง ๒ ใบ โดยกลองในวง บัวลอยจะต้องมีอุปกรณ์สำหรับตี เรียกว่า “ไม้ดีด” และเครื่องดนตรีอีกชนิด คือ เหม่ง มีลักษณะเช่นเดียวกับโหม่งแต่ไม่มีขาตั้งซึ่งผู้ที่ตีเหม่งจะต้องถือและตีเอง              ชื่อเรียกของวงและเพลงที่ใช้คำว่า “บัวลอย” สันนิษฐานว่าตั้งชื่อเพื่อให้เป็นปริศนาธรรมเรื่องบัว ๔ เหล่า โดยคำว่า “บัวลอย” หมายถึง ดอกบัวที่พ้นสู่ผิวน้ำเปรียบได้กับผู้ที่หลุดพ้นจาก อาสวะกิเลส หรืออีกนัยยะอาจเป็นเจตนาในการตั้งชื่อวงและชื่อเพลงเพื่อให้คติธรรมแก่ผู้ตาย ว่าจะได้ขึ้นสู่สวรรค์หรือมีดวงตาเห็นธรรม              เพลงที่ใช้บรรเลงในวงบัวลอย เป็นเพลงที่บรรเลงกันเป็นชุดเรียกว่า “เพลงเรื่องบัวลอย” ซึ่งแต่ละสำนักดนตรีอาจมีการเรียงร้อยเพลงเรื่องบัวลอยที่แตกต่างกันออกไป สำหรับเพลงเรื่องบัวลอยที่บรรเลงและสืบทอดในสำนักการสังคีต กรมศิลปากร เป็นทางที่ได้รับสืบทอดจากพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) ประกอบด้วย ๑) เพลงรัวสามลา ๒) เพลงบัวลอย ๓) เพลงนางหน่าย (หนังหน่าย) ๔) เพลงรัวลาเดียว ๕) เพลงไฟชุม ๖) เพลงเร็ว ๗) เพลงรัวลาเดียว และ ๘) เพลงนางหงส์              จารีตและธรรมเนียมปฏิบัติของการบรรเลงวงบัวลอย จะนิยมตั้งวงดนตรีทางด้านซ้าย ของเมรุ สันนิษฐานว่ามาจากความเชื่อเรื่องการเวียนอุตราวรรตในงานอวมงคล โดยก่อนเริ่มการบรรเลง จะต้องมีการตั้งพานกำนลไหว้ครู ประกอบด้วย ดอกไม้ ธูป เทียน เหล้า บุหรี่ หมากพลูและเงินกำนล ซึ่งราคาเงินกำนลอาจแตกต่างกันไป เป็นต้นว่า ๖ บาท ๑๒ บาท ๒๔ บาท ๓๖ บาท ๑๖๐ บาท ๓๖๐ บาท ฯลฯ ทั้งนี้แล้วแต่ข้อกำหนดของแต่ละสำนักที่ได้ปฏิบัติกันมาไม่มีกฏหรือข้อบังคับตายตัว หลังเสร็จสิ้นงานแล้วเงินกำนลดังกล่าว จะถูกนำไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ครูผู้ล่วงลับต่อไป นอกจากนี้บางสำนักยังอาจมีการตั้งครอบน้ำมนต์ที่หน้าวงบัวลอยอีกด้วย โดยจะมีครูผู้ใหญ่หรือหัวหน้าวงบัวลอยเข้ากล่าวคำบูชาครู ตั้งพานกำนลเเละทำน้ำมนต์ไว้ก่อนเริ่มบรรเลง ต่อเมื่อบรรเลงแล้วเสร็จ จึงประพรมน้ำมนต์ให้แก่ผู้บรรเลงเพื่อความสวัสดิมงคล             ขั้นตอนการบรรเลงวงบัวลอย เริ่มจากเมื่อประธานในพิธีวางดอกไม้เพลิงหรือเมื่อได้ยินเสียงกริ่งสัญญาณดังขึ้น วงบัวลอยจะเริ่มบรรเลงทันทีและจะบรรเลงไปจนกระทั่งจบกระบวนเพลงเรื่อง บัวลอย ดังที่ นายปี๊บ คงลายทอง ศิลปินแห่งชาติ ได้อธิบายว่า   ทันทีที่ประธานจุดไฟ ปี่ชวาวงบัวลอยจะเริ่มขึ้นเพลงรัวสามลา จากนั้น คนในงานทยอยขึ้นวางดอกไม้จันทน์ วงบัวลอยยังคงบรรเลงต่อไปเรื่อย ๆ จบครบเพลงทั้งเรื่องบัวลอยและถ้าจบกระบวนเพลงแล้ว ยังวางดอกไม้จันทน์ไม่เสร็จ จะเป็นหน้าที่ของวงปี่พาทย์หรือวงปี่พาทย์นางหงส์บรรเลงรับต่อไป แต่จะไม่มีการบรรเลงเพลงเรื่องบัวลอยโดยวงบัวลอยวนซ้ำอีกครั้ง (ปี๊บ คงลายทอง, สัมภาษณ์, ๕ ตุลาคม ๒๕๖๖)             การนำวงบัวลอยไปใช้ในงานอวมงคล สามารถใช้ได้ตั้งแต่งานระดับพระบรมวงศานุวงศ์จนถึงสามัญชน โดยนิยมนำมาบรรเลงในวันพระราชทานเพลิงศพหรือฌาปนกิจศพ สำหรับการนำวงบัวลอยมาบรรเลงในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพและพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพนั้น ถูกนำมาบรรเลงครั้งแรกในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๙ ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งแต่เดิมไม่มีธรรมเนียมการนำวงบัวลอยมาบรรเลงในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ และพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ดังที่ นายสิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ศิลปินแห่งชาติ ได้อธิบายไว้ว่า           แต่เดิมวงบัวลอยไม่ได้นำมาบรรเลงในงานออกพระเมรุ แต่ได้นำมาบรรเลงครั้งแรกในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีกรมศิลปากร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบจัดวงบัวลอยเข้าไปบรรเลงทั้งหมด ๒ วง ณ ทิมหลังด้านทิศเหนือและทิศใต้ของพระเมรุมาศ ซึ่งต้องบรรเลงทั้งหมด ๓ ช่วง คือ             ๑) บรรเลงเพลงรัวสามลาช่วงเชิญพระโกศเวียนพระเมรุมาศ โดยเมื่อพระโกศผ่านวงบัวลอยวงใด ก็ให้วงบัวลอยวงนั้นบรรเลงเพลงรัวสามลา เวียนรอบที่หนึ่งบรรเลงรัวลาที่ ๑ เวียนรอบที่สองบรรเลงรัวลาที่ ๒ และเวียนรอบที่สามบรรเลงรัวลาที่ ๓             ๒) บรรเลงเพลงเรื่องบัวลอยช่วงถวายพระเพลิงพระบรมศพ และ             ๓) บรรเลงเพลงเรื่องบัวลอยช่วงถวายพระเพลิงพระบรมศพ (ถวายพระเพลิงจริง) (สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ, สัมภาษณ์, ๓ ตุลาคม ๒๕๖๖)              ครั้นถึงพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในพุทธศักราช ๒๕๕๑ พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ในพุทธศักราช ๒๕๕๕ และพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพุทธศักราช ๒๕๖๐ กรมศิลปากร จึงได้จัดวงบัวลอยเข้าไปบรรเลงในพระเมรุ และพระเมรุมาศด้วย โดยในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้มีการเพิ่มวงบัวลอยจากเดิม ซึ่งบรรเลงเพียง ๒ วง เป็นทั้งหมด ๔ วง ประจำอยู่ ณ ศาลาลูกขุนแต่ละทิศดังนี้ ๑) ศาลาลูกขุนทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือ มีนายสิงหล สังจุ้ย เป็นผู้ควบคุมวง ๒) ศาลาลูกขุนทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีจ่าอากาศเอก สุวัฒน์ อรรถกฤษณ์ เป็นผู้ควบคุมวง ๓) ศาลาลูกขุนทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีนายปี๊บ คงลายทอง ศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ควบคุมวง และ ๔) ศาลาลูกขุนทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีนายบุญช่วย โสวัตร เป็นผู้ควบคุมวง ส่วนรูปแบบการบรรเลงยังคงบรรเลงทั้งหมด ๓ ช่วง เหมือนเมื่อครั้งงาน พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี             ปัจจุบันวงบัวลอย ยังคงเป็นวงดนตรีที่นิยมนำมาบรรเลงสำหรับงานอวมงคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานอวมงคลของกลุ่มบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับวงการดุริยางคศิลป์ไทยและกลุ่มบุคคล ในแวดวงศิลปวัฒนธรรมที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมการบรรเลงดนตรีในงานอวมงคล แต่สำหรับงานอวมงคลของกลุ่มบุคคลโดยทั่วไปนั้น อาจไม่นิยมและแทบไม่ปรากฏหรือรู้จัก “วงบัวลอย” อีกแล้ว เนื่องจากสถานการณ์และสภาพสังคมในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งประชาชนโดยทั่วไปเริ่มให้ความสำคัญและความเข้าใจเกี่ยวกับกับศิลปวัฒนธรรมดนตรีไทยลดลง ด้วยเหตุนี้ จึงควรช่วยกันรณรงค์ ศึกษา รักษา อนุรักษ์ ต่อยอดและทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมดนตรีไทยให้มากขึ้น เพื่อให้ศิลปวัฒนธรรมของชาติแขนงนี้ ยังสามารถมีลมหายใจอยู่ร่วมกับประเพณี วิถีชีวิตและความเชื่อของคนไทยต่อไป ภาพที่ ๑ ปี่ชวา  ที่มา : ธำมรงค์  บุญราช    ภาพที่ ๒ กลองมลายูและไม้ดีด ที่มา : ธำมรงค์  บุญราช    ภาพที่ ๓ เหม่งและไม้ตี  ที่มา : ธำมรงค์ บุญราช   ภาพที่ ๔ วงบัวลอย ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ณ ศาลาลูกขุนทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพระเมรุมาศ เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๒๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐  นายปี๊บ คงลายทอง ศิลปินแห่งชาติ (ปี่ชวา, ผู้ควบคุมวง) นายบุญสร้าง  เรืองนนท์ (กลองมลายูตัวผู้)  นายสุภร  อิ่มวงค์ (กลองมลายูตัวเมีย)  นายบุญช่วย แสงอนันต์ (เหม่ง) ที่มา : ธำมรงค์  บุญราช    ภาพที่ ๕ นายนัฐพงศ์  โสวัตร กล่าวคำบูชาครู ตั้งพานกำนล เเละทำน้ำมนต์  ก่อนเริ่มการบรรเลงวงบัวลอย ในงานณาปนกิจศพ นายบุญยืน ชิตท้วม  ณ ฌาปนสถาน วัดมกุฎกษัตริยาราม เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๔ ตุลาคม  พุทธศักราช ๒๕๖๑ ที่มา : ธำมรงค์  บุญราช     ภาพที่ ๖ วงบัวลอย ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายประสิทธิ์ ถาวร ศิลปินแห่งชาติ ณ ฌาปนสถาน วัดมกุฎกษัตริยาราม เมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖  นายบุญช่วย โสวัตร (ปี่ชวา) นายสมาน น้อยนิตย์ (กลองแขกตัวผู้)  นายบุญช่วย แสงอนันต์ (กลองแขกตัวเมีย)  นายวิทยา หนูจ้อย (เหม่ง) ที่มา : กลุ่มวิจัยและพัฒนาการสังคีต สำนักการสังคีต      ภาพที่ ๗ วงบัวลอย ในงานพระราชทานเพลิงศพหม่อมหลวงพรสรรพ์ ทองแถม ณ ฌาปนสถาน วัดมกุฎกษัตริยาราม เมื่อวันจันทร์ ที่ ๑๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑  นายสิงหล สังจุ้ย (ปี่ชวา) นายปิยะ  แสวงทรัพย์ (กลองแขกตัวผู้)  นายประยงค์ ทองคำ (กลองแขกตัวเมีย)  นายสุกิตติ์ ทำบุญ (เหม่ง) ที่มา : ธำมรงค์  บุญราช    ภาพที่ ๘ นายนัฐพงศ์  โสวัตร ประพรมน้ำมนต์ให้กับนักดนตรีวงบัวลอยหลังบรรเลงแล้วเสร็จ ในงานณาปนกิจศพ นายบุญยืน ชิตท้วม  ณ ฌาปนสถาน วัดมกุฎกษัตริยาราม  เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๔ ตุลาคม  พุทธศักราช ๒๕๖๑ ที่มา : ธำมรงค์  บุญราช  ------------------------------------------------------- รายการอ้างอิง ปี๊บ คงลายทอง, ศิลปินแห่งชาติ. สัมภาษณ์, ๕ ตุลาคม ๒๕๖๖. สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ, ศิลปินแห่งชาติ. สัมภาษณ์, ๓ ตุลาคม ๒๕๖๖. --------------------------------------------------------------- เรียบเรียง : ดร. ธำมรงค์ บุญราช นักวิชาการละครและดนตรีปฏิบัติการ กลุ่มวิจัยและพัฒนาการสังคีต สำนักการสังคีต  


            สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอเชิญร่วมกิจกรรม “พิพิธภัณฑ์บันดาลไทย 2567“ เรียนรู้การออกแบบกราฟฟิกเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากวัตถุทางวัฒนธรรมในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กับนักออกแบบชั้นแนวหน้าของไทย “กลุ่มเซียมไล้” พร้อมรับประกาศนียบัตร และผลงานที่สร้างสรรค์ลุ้นรับรางวัลรวม 60,000 บาท ระหว่างวันที่ 26 - 30 มิถุนายน 2567 (ไปเช้า - เย็นกลับ) ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป             รับสมัครทีมละ 5 คน ระดับมัธยมปลาย 14 ทีม และ ระดับปริญญาตรี 6 ทีม เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ - 31 พฤษภาคม 2567 ทางลิ้งนี้ https://shorturl.at/fgqDE หรือแสกน QR Code กิจกรรมไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ทางเฟซบุ๊กเพจ Office of National Museums, Thailand โทร. 0 2164 2501 - 2 ต่อ 8045 (ในวันและเวลาราชการ)


เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงหลั่งน้ำพระพุทธมนต์พระราชทานแก่ช้างสำคัญ ในการพระราชพิธีน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายช้างสำคัญ และพระราชพิธีขึ้นระวางสมโภช ณ มณฑลพิธีสนามหน้าเขาวัง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรีรหัสเอกสาร ฉ/ร ๖๕๑






ทัศนีย์ ศุภเมธี.  เมืองธนบุรี.  กรุงเทพฯ : วิทยาลัยครูธนบุรี, 2529.


โบราณสถานวัดพระบาทคอแก่ง           วัดพระบาทคอแก่ง ตั้งอยู่ที่บ้านพระบาท ตำบลพระพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ตามประวัติวัดระบุว่า วัดแห่งนี้สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๒๑๕ โดยมีนายอุ่นเป็นผู้พบรอยพระพุทธบาท จึงชักชวนชาวบ้านสร้างเพิงครอบรอยพระพุทธบาทไว้  ต่อมามีพระภิกษุและแม่ชีจันเดินทางมาจากเวียงจันทน์ เพื่อมากราบนมัสการรอยพระพุทธบาท จึงได้ชักชวนชาวบ้านสร้างเสนาสนะเพิ่มเติม  และตั้งขึ้นเป็นวัด ชื่อ “วัดพระพุทธบาท (เวินกุม)” ชาวบ้านเรียกว่า วัดพระบาทคอแก้ง หรือ พระพุทธบาทโคกซวก           สิ่งสำคัญภายในวัด ได้แก่ รอยพระพุทธบาท ซึ่งถือเป็น “อุเทสิกเจดีย์” ชนิดหนึ่ง คือ สิ่งที่สร้างขึ้นโดยเจตนาอุทิศแก่พระพุทธเจ้าหรือแทนองค์พระพุทธเจ้า สภาพเดิมสันนิษฐานว่าเป็นแอ่งหินธรรมชาติ ต่อมาจึงมีการตกแต่งให้เป็นรอยพระพุทธบาทในภายหลัง สภาพปัจจุบันมีการตกแต่งรอยพระพุทธบาทด้วยปูนปั้น ลักษณะเป็นรอยพระบาทข้างขวา ทาด้วยสีทอง บริเวณนิ้วพระบาทประดับลายก้นหอย และลายกลีบบัว บริเวณฝ่าพระบาทประดับลายธรรมจักร และสร้างมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทไว้ กำหนดอายุสมัยวัฒนธรรมล้านช้าง ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๒ – ๒๔            ปัจจุบันโบราณสถานแห่งนี้เป็นสถานที่เคารพสักการะบูชาของประชาชนในท้องถิ่น และบริเวณใกล้เคียง โดยกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๓  วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๔๗๙ Wat Phra Bat Ko Kaeng           Wat Phra Bat Kho Kaeng is located at Ban Phra Bat, Phra Phutthabat Sub-district, Si Chiang Mai District, Nong Khai Province. According to the record, it was built in 1672 after Buddha’s footprint were found by Mr. Un. Under his suggestions, more religious buildings were constructed as people came to visit the temple more often. This temple was later named Wat Phra Phutthabat (Woen-Kum), Wat Phra Bat Kho Kaeng, or Phra Phutthabat Khok Suak.           The most important feature of this temple is Buddha’s footprint of Lan Xang culture (17th - 19th century CE), a symbolic representation of the Buddha, inside a pillar hall Mandapa.It is supposedly a natural rock pool made into an imprint of Buddha’s right foot. The footprint was decorated with stucco, painted in gold, and adorned with Dharmachakra at the center, while the fingers were carved with whorl and lotus petal shape.            Wat Phra Bat Kho Kaeng has been registered and published in the Government Gazette, Volume 53, on September 27, 1936.             




ชื่อเรื่อง : คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ว่าด้วยบุคคล หัวเรื่อง : กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ -- บุคคล คำค้น : กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รายละเอียด : - ผู้แต่ง : อนุมัติ ใจสมุทร แหล่งที่มา : หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี หน่วยงานที่รับผิดชอบ : - ปีที่พิมพ์ : 2515 วันที่เผยแพร่ :  7 กุมภาพันธ์ 2568 ผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน : - ลิขสิทธิ์ : - รูปแบบ : PDF ภาษา : ภาษาไทย ประเภททรัพยากร : หนังสือหายาก ตัวบ่งชี้ : - รายละเอียดเนื้อหา : หนังสือรวมคำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 2 บุคคล มาตรา 15 ถึง มาตรา 97 แบ่งออกเป็น 3 ภาค ได้แก่ ภาค 1 บุคคลธรรมดา ภาค 2 นิติบุคคล และภาค 3 บทบัญญัติเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับบุคคล เลขทะเบียน : น.32 บ. 4953 จบ. เลขหมู่ : 346            อ195 ค


          วัดอินทาราม ตั้งอยู่ ณ ถนนเทอดไท แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร  เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ฝั่งทิศใต้ของคลองบางกอกใหญ่ (คลองบางหลวง) เป็นวัดโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อว่า วัดบางยี่เรือนอก, วัดบางยี่เรือไทย หรือวัดสวนพลู สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงปฏิสังขรณ์ทั้งพระอาราม และเสด็จมาทรงศีลบำเพ็ญพระกรรมฐาน อีกทั้งยังเป็นพระอารามที่ประดิษฐานพระบรมศพ ถวายพระเพลิงและบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระอารามแห่งนี้ได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โดยพระยาศรีสหเทพ (เพ็ง ศรีเพ็ญ) ปลัดบาญชี กรมมหาดไทย และได้รับพระราชทานนามพระอารามว่า วัดอินทาราม            โบราณวัตถุสถานสำคัญ          ภายในวัดอินทาราม มีการจัดแบ่งพื้นที่ในเขตพุทธาวาส เป็น ๒ กลุ่ม ได้แก่            ๑. กลุ่มพระอุโบสถเดิม         พระอุโบสถเดิม เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน แผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หลังคาทรงกระเท่เซร ไม่มีไขราหน้าจั่ว มีพะไลหน้าและหลังรองรับด้วยเสาสี่เหลี่ยม เครื่องบนสันหลังคาและเชิงชายประดับด้วยเครื่องถ้วยเคลือบ หน้าบันประดับด้วยเครื่องถ้วยลายก้านแย่งแบบพระราชนิยมสมัยรัชกาลที่ ๓ แต่เดิมไม่มีหน้าต่าง   อดีตเจ้าอาวาส พระทักษิณคณิสร (สาย) ได้ขอพระบรมราชานุญาตบูรณะโดยการลดเสา-เจาะผนังทำช่องหน้าต่าง ภายในอาคารประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองค์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยา ซึ่งบรรจุพระบรมราชสรีรังคารสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีไว้ใต้ฐานพระ บนฐานชุกชียังประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ สมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ซึ่งอดีตเจ้าอาวาสได้รวบรวมมาจากที่ต่างๆ และใต้ฐานชุกชีบรรจุอัฐิของสกุลอินทรโยธิน และพิชเยนทรโยธิน ซึ่งเป็นสายสกุลผู้สืบเชื้อสายจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี          รูปพระอุโบสถเดิม          เบื้องหน้าพระอุโบสถเดิม มีพระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ๒ องค์ องค์ทางด้านทิศตะวันออกบรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เรือนธาตุรองรับด้วยฐานบัวปากระฆังทรงบัวกลุ่มและฐานสิงห์ ปล้องไฉนทรงและบัวกลุ่ม ส่วนองค์ทางด้านทิศตะวันตกบรรจุพระอัฐิสมเด็จพระอัครมเหสี          พระวิหารน้อย หรือพระวิหารสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของพระอุโบสถเดิม มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส หลังคาทรงกระเท่เซร ไม่มีไขราหน้าจั่ว มีพะไลรอบรองรับด้วยเสาสี่เหลี่ยม หน้าบันปูนปั้นประดับเครื่องถ้วยและกระเบื้องเคลือบลายก้านต่อดอก ภายในอาคารตรงกลางประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ ท้ายวิหารทางทิศตะวันตกประดิษฐานพระแท่นบรรทม ส่วนทางทิศตะวันออกประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ด้านหน้าพระวิหารประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี นอกเขตกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีหอระฆังย่อมุมไม้สิบสอง ซุ้มทรงบันแถลง ยอดทรงมณฑปและบัวกลุ่ม             ๒. กลุ่มพระอุโบสถใหม่          สถาปัตยกรรมกลุ่มนี้ ตั้งอยู่ภายในเขตกำแพงแก้ว ประกอบด้วยพระอุโบสถ พระวิหารทิศ ๒ หลัง ตั้งอยู่เบื้องหน้าพระอุโบสถ มณฑปแปดเหลี่ยมยอดพระปรางค์ มีพะไลรอบ ๒ หลัง ตั้งอยู่ท้ายพระอุโบสถด้านทิศตะวันออกและตะวันตก          พระอุโบสถ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีพะไลรอบ หลังคา ๒ ซ้อน ๒ ตับ เครื่องลำยองประกอบด้วยช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ หน้าบันแกะสลักไม้ลงรักปิดทองประดับกระจกลายดอกพุดตานก้านแย่ง หน้าบันชั้นลดทำเป็นช่องหน้าต่าง ๒ บาน บานหน้าต่างลายพุ่มข้าวบิณฑ์ พื้นหน้าบันชั้นลดลายดอกลอยก้านแย่ง ซุ้มประตูหน้าต่างทรงบันแถลง ซุ้มเสมาทรงบันแถลงย่อมุมไม้สิบสอง ยอดทรงมณฑป มาลัยเถาทรงบัวกลุ่ม ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย พระนามว่า พระพุทธชินวร          รูปพระอุโบสถ          ด้านหน้าพระอุโบสถประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พร้อมด้วยแท่นบูชา ศิลาจารึกทรงใบเสมาขนาดใหญ่ และบ่อน้ำโบราณ          ด้านทิศใต้ของพระอุโบสถ มีกลุ่มสถาปัตยกรรมตั้งเรียงกันบนฐานไพที ประกอบด้วย พระเจดีย์ย่อมุมไม้ยี่สิบ ฐานยักษ์และลิงแบก บัวปากระฆังและปล้องไฉนเป็นบัวกลุ่ม จำนวน ๓ องค์ และพระวิหารราย จำนวน ๔ องค์ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนขนาดเล็ก มีประตู ๑ บาน ไม่มีหน้าต่าง เครื่องบนเป็นเครื่องลำยอง มีทวยรองรับชายคา เสาอิงมีบัวหัวเสา หน้าบันไม้แกะสลักลงรักปิดทองประดับกระจกลายก้านแย่ง ภายในอาคารเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพเล่าเรื่อง, ลายดอกไม้ร่วง และเครื่องบูชา พระวิหารรายหลังที่ ๑ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ (ตะแคงขวา) พระวิหารรายหลังที่ ๒ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางถวายพระเพลิง ประกอบด้วยรูปประติมากรรมพระสาวก ๓ องค์ และภาพจิตรกรรมรูปพระสาวกบนผนังด้านทิศเหนือ พระวิหารรายหลังที่ ๓ ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทบนเขาสุมนกูฏ และพระวิหารรายหลังที่ ๔ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปรินิพพาน (ตะแคงซ้าย)          ภายในกำแพงแก้วพระอุโบสถ มีวิหารคดและศาลารายประดิษฐานพระพุทธรูปโดยรอบ ด้านนอกกำแพงแก้วทางด้านทิศเหนือ มีพระเจดีย์กลม ๒ องค์           กรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน           ๑.กำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๖๖ ตอนที่ ๖๔ วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๔๙๒         ๒.ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๔๑ ตอนพิเศษ ๙๔ ง วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๗             


ชื่อผู้แต่ง        กองวัฒนธรรม สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ชื่อเรื่อง         วารสารวัฒนธรรมไทย (ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๐๙) พิมพ์ครั้งที่    - สถานที่พิมพ์   พระนคร สำนักพิมพ์     โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี ปีที่พิมพ์        ๒๕๐๙ จำนวนหน้า    ๗๓ หน้า รายละเอียด     วารสารวัฒนธรรมไทย วารสารรายเดือน ของกองวัฒนธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับบนี้เป็นปีที่  ๖ ฉบับที่ ๙ เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๙ เรื่องที่น่าสนใจ เช่น มายาทไทยว่าด้วยการพูดและการใช้ถ้อยคำ ดอกไม้หอมในเมืองไทย การประดับกระจกสี วิธีรักษาครรภ์ของไทยยวน วัฒนธรรมกับโทรศัพท์ สุนทรีภาพในวรรณคดีไทย อิริยาบถลี่นางเลิ้ง สตรีตัวอย่างในพระพุทธศาสนา ประวัตินักดนตรีไทย ศิลปกรรมไทย เพลงในวรรณคดีไทย เรื่องขุนช้างขุนแผน ศูนย์ชุมนุมส่งเสริมวัฒนธรรมไทยและตอบปัญหาวัฒนธรรม




black ribbon.