ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,595 รายการ
สารคดี ๑๑๒ ปี ไพรัชไมตรี ณ เมืองเพชรบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี ตอนที่ ๘ อนุสรณ์แห่งไมตรี
ดยุคโยฮันอัลเบิร์ต และดัชเชสอลิธซาเบธ รอตซาลา พระชายา เสด็จกลับจากประพาสเมืองเพชรบุรีในวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก ๑๒๘ แล้ว ประทับอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และเสด็จไปสถานที่สำคัญอีกบางแห่ง เช่น พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระพุทธรัตนสถาน วัดเบญมบพิตรดุสิตวนาราม วัดบวรนิเวศวิหาร ได้เข้าเฝ้า พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรส เสด็จไปวังพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นนครไชยศรีสุรเดช คลับชาวเยอรมันในกรุงเทพฯ เป็นต้น โดยดยุคฯ ได้เชิญพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการบางท่านผู้ให้การรับรองในการเสด็จคราวนี้มาเลี้ยงอาหารเที่ยงในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะเสด็จไปกรุงเก่าโดยทางรถไฟในบ่ายวันเดียวกันนั้น เพื่อประพาสกรุงเก่าเป็นเวลา ๔ วัน โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินล่วงหน้าไปก่อนแล้ว โปรดให้ดยุคฯ ทอดพระเนตรเมืองโบราณ และจัดการแสดงถวายทอดพระเนตรที่พระราชวังบางปะอินเป็นการส่งเสด็จในคืนวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ครั้นวันรุ่งขึ้นดยุคฯ และพระชายาพร้อมคณะ เสด็จกลับจากกรุงเก่าโดยทางเรือ และประทับเรือพระที่นั่งมหาจักรีไปยังปากน้ำ เพื่อโดยสารเรือเดลีเสด็จออกจากราชอาณาจักรสยามเป็นเสร็จการเดินทางมาเยี่ยมราชอาณาจักรสยามของดยุคโยฮันอัลเบิร์ตและพระชายา ซึ่งภายหลังจากเหตุการณ์นี้อีก ๙ เดือน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต
เหตุการณ์คราวดยุคโยฮันอัลเบิร์ตแห่งเมกเคลนบวร์กและพระชายาเสด็จเยือนราชอาณาจักรสยามในครั้งนี้ นับเป็นอีกเหตุการณ์สำคัญในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งมีการกล่าวถึงในบันทึกของบุคคลร่วมสมัยหลายท่าน อีกทั้งยังมีการบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดลงในพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาด้วย แต่นอกเหนือไปจากบันทึกเรื่องราวจากบุคคลต่างๆ และหลักฐานจดหมายเหตุ ตลอดจนหลักฐานชั้นรองอื่นๆ แล้ว ยังคงมีสิ่งที่เป็นอนุสรณ์จากการมาเยือนของพระราชอาคันตุกะในครั้งนั้น
จังหวัดเพชรบุรีซึ่งเป็นเมืองหนึ่งที่ดยุคฯ ได้เสด็จเยือนเมื่อ ๑๑๒ ปีมาแล้ว นับเป็นสถานที่หนึ่งที่มีสิ่งอนุสรณ์ให้อนุชนรุ่นหลังได้ระลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น ซึ่งจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่ามีสิ่งของ ตลอดจนสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การเสด็จเมืองเพชรบุรีของดยุคโยฮันอัลเบิร์ตแห่งเม็คเคลนบวร์ก หรือที่เรียกในเอกสารครั้งนั้นว่า “เจ้า” เท่าที่รวบรวมได้มีดังนี้
ห้องดุ๊ก ถ้ำเขาบันไดอิฐ วัดเขาบันไดอิฐ อำเภอเมืองฯ จังหวัดเพชรบุรี
๑.ห้องดุ๊ก ภายในถ้ำวัดเขาบันไดอิฐ
ดยุคโยฮันอัลเบิร์ตและดัชเชสอลิธซาเบธ รอตซาลา พระชายา เสด็จประพาสวัดเขาบันไดอิฐ ในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก ๑๒๘ (พุทธศักราช ๒๔๕๒) ทั้งสองพระองค์ทอดพระเนตรภายในถ้ำของวัดเขาบันไดอิฐแล้ว จึงเสด็จกลับมายังบ้านปืน วัดเขาบันไดอิฐเป้นวัดโบราณแห่งหนึ่งของเมืองเพชรบุรี ตั้งอยู่บนเขาบันไดอิฐ ทางทิศตะวันตกของตัวเมืองเพชรบุรี มีประวัติความเป็นมาสืบเนื่องไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ตามตำนานกล่าวว่า พระภิกษุแสง พระอาจารย์ในสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (พระเจ้าเสือ) เป็นผู้สร้างโดยได้สร้างอุโบสถ เจดีย์ และวิหารไว้บนเขา ใกล้กันมีถ้ำซึ่งประกอบด้วยห้องโถงต่างๆ หลายห้อง ลดเลี้ยว สวยงาม มีชื่อเรียก อาทิ ถ้ำประทุน ถ้ำช้างเผือก ถ้ำหว้า ถ้ำตับเต่า เป็นต้น โดยเมื่อเข้าไปภายในประมาณ ๔ ตอนแรก จะเป็นถ้ำซึ่งมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่ ถัดเข้าไปเป็นถ้ำประทุน ซึ่งมีประทุนเรือเก่าแก่ตั้งอยู่หลังหนึ่ง จากถ้ำประทุนมีถ้ำอีกสองห้อง ห้องหนึ่งอยู่ซ้ายมือเรียกถ้ำฤาษี ที่สันนิษฐานว่ามาจากหินก้อนหนึ่งมีสัณฐานคล้ายฤาษีนั่งวิปัสนาอยู่ และห้องทางขวามือ มีตัวอักษรจารึกไว้สองบรรทัด บรรทัดแรก ความว่า “ห้องดุ๊ก” บรรทัดถัดมาความว่า “๒/๑๑/๑๒๘” ตรงด้านหน้าผนังที่จารึกอักษรดังกล่าวมีแท่นก่ออิฐถือปูนก่อยื่นออกมาจากผนังถ้ำ ถัดเข้าไปทางขวามือจากผนังที่จารึกอักษร มีลักษณะเป็นห้องโถงขนาดย่อม ตรงกลางห้อง ปัจจุบันมีเจดีย์องค์หนึ่ง และมีพระพุทธรูปตั้งอยู่บนซอกหินสูงประมาณ ๔ เมตรบนผนังทางขวามือ สันนาฐานว่า ซอกหินดังกล่าว เดิมคงจะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปซึ่งดยุคโยฮันอัลเบิร์ต มีศรัทธาจะนำมาประดิษฐานไว้ในถ้ำแห่งนี้ด้วยดังจะกล่าวต่อไป
แท่นสำหรับนั่งพักก่ออิฐถือปูน ในห้องดุ๊กจารึกบนผนังถ้ำ เหนือแท่นที่นั่งพัก ในห้องดุ๊ก
๒.พระพุทธรูปเชียงแสน วัดเขาบันไดอิฐ นอกจากการตั้งชื่อห้องหนึ่งในถ้ำวัดเขาบันไดอิฐว่า “ห้องดุ๊ก” เพื่อเป็นที่ระลึกในการมาเยือนเมืองเพชรบุรีของดยุคโยฮันอัลเบิร์ตแล้ว ในคราวเดียวกันนี้ ดยุคยังมีศรัทธาที่จะนำพระพุทธรูปมาประดิษฐานไว้ในถ้ำดังกล่าวด้วย ปรากฏว่า โปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพเลือกหาพระพุทธรูปองค์หนึ่งเพื่อนำมาประดิษฐานไว้ในห้องดุ๊ก พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงดำรงราชานุภาพ ทรงจัดหาพระพุทธรูปองค์หนึ่ง พร้อมกับให้จารึกข้อความที่ฐานพระพุทธรูปไว้ด้วย
พระพุทธรูปดังกล่าว เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ ศิลปะแบบเชียงแสน ปางสมาธิ พระพักตร์กลม พระเนตรเหลือบต่ำ พระขนงโก่ง พระนาสิกงุ้ม พระโอษฐ์เล็ก ประทับขัดสมาธิราบ ประทับบนฐานบัวคว่ำบัวหงาย บนฐานเขียง ขนาดหน้าตัก ๒๑ นิ้ว ความสูง ๓๑ นิ้ว ที่ฐานชั้นล่างสุด มีข้อความจารึกอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้ามีข้อความเป็นอักษรขอม ซึ่งมีคำแปลในบรรทัดถัดมาว่า “ “ไม่มีสุขแก่ผู้ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ” ขณะที่ด้านหลัง มีข้อความภาษาไทย ความว่า
“พระพุทธปฏิมากรองค์นี้ ดุ๊กโยฮันอัลเบรชต์เมืองเม็กเลนเบิก เจ้าผู้สำเร็จราชการเมืองบรันสวิกสร้างประดิษฐานไว้ในถ้ำเขาบันไดอิฐ เป็นที่รฦกที่ได้เสด็จมาเมืองเพ็ชรบุรีเมื่อ พ,ศ, ๒๔๒๕ ครั้งหนึ่ง แลได้เสด็จมาเมื่อ พ,ศ, ๒๔๕๒ อิกครั้งหนึ่ง ให้จาฤกข้อความ อันเหมือนกันทั้งในพุทธสาสนาแลคริสตสาสนาไว้ที่ฐานพระ เพื่อให้เป็นหิตานุหิตประโยน์แก่บรรดาผู้ที่จะได้มาพบเห็นพระพุทธปฏิมากรนี้ด้วย”
สันนิษฐานว่า พระพุทธรูปดังกล่าวได้นำมาประดิษฐานไว้ภายหลังการเสด็จของดยุคโยฮันอัลเบิร์ต ดังเห็นได้จากการใช้ศักราชที่จารึกไว้ที่ฐานที่ใช้พุทธศักราชแล้ว พระปลัดบุญมี ปุญญภาโค เจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐรูปปัจจุบันได้กรุณาอธิบายเพิ่มเติมว่า เดิมพระพุทธรูปเชียงแสน ประดิษฐานไว้ในถ้ำ ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรม จึงประมาณปี ๒๕๒๐ - ๒๕๒๓ ในสมัยของพระครูโสภณพัฒนกิจ (บุญส่ง ธัมมปาโล) อดีตเจ้าอาวาส ได้ให้อัญเชิญพระพุทธรูปเชียงแสนจากถ้ำห้องดุ๊ก มาประดิษฐานไว้บนบุษบกธรรมาสน์ของเก่า ภายในศาลาการเปรียญจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
๓.หมู่พระที่นั่งบนพระนครคีรี
อีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งเปรียบเสมือนอนุสรณ์แห่งการมาเยือนของ ดยุคโยฮันอัลเบิร์ตแห่งเมกเคลนบวร์กได้ คือ พระราชวังพระนครคีรี ซึ่งเป็นพระราชวังที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามหามกุฎวิทยมหาราช รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นบนเขามหาสวรรค์ เมืองเพชรบุรี สำหรับใช้เป็นที่ประทับในเวลาเสด็จประพาสเมืองเพชรบุรีและหัวเมืองใกล้เคียง ด้วยทรงพระราชดำริว่า “..เสด็จพระราชดำเนินไปประพาสเมืองเพชรบุรี ได้ทอดพระเนตรเขามหาสมณ ทรงเห็นว่าเป็นที่สบายชอบกล สมควรจะเป็นที่ประทับได้..” โดยโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) เป็นแม่กองดำเนินการก่อสร้างในพุทธศักราช ๒๔๐๒
สิ่งก่อสร้างสำคัญของพระราชวังพระนครคีรีได้แก่หมู่พระที่นั่ง ซึ่งตั้งอยู่บนยอดด้านตะวันตกของเขามหาสวรรค์ ประกอบด้วยพระที่นั่ง สถาปัตยกรรมแบบยุโรปผสมจีน และสถาปัตยกรรมไทย เรียงตัวกัน ๓ หลัง ได้แก่ พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ พระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์ และพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท นอกจากนี้ยังมีพระที่นั่ง พระตำหนักและอาคารอื่นๆ อีหลายหลัง นอกจากนี้บนยอดกลางและยอดด้านตะวันออก ยังมีพระธาตุจอมเพชร และพุทธสถาน วัดพระแก้วน้อยตั้งอยู่อีกด้วย
พระราชวังพระนครคีรี ได้ใช้เป็นที่ประทับในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สืบเนื่องมาจนถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกือบตลอดรัชกาล ใช้เป็นสถานที่ประกอบการบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา และพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของเมืองเพชรบุรี รวมถึงใช้เป็นสถานที่รับรองพระราชอาคันตุกะที่เข้ามาเยือนราชอาณาจักรสยาม อาทิ ดยุคโยฮันอัลเบิร์ตแห่งเมกเคลนบวร์ก ซึ่งเสด็จเข้ามาราชอาณาจักรสยามถึง ๒ ครั้ง และได้เสด็จมาเพชรบุรีทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในครั้งหลังเมื่อรัตนโกสินทรศก ๑๒๘ (พุทธศักราช ๒๔๕๒) นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดสรรพื้นที่ภายในพระที่นั่งขึ้นใหม่ เพื่อใช้เป็นที่ประทับของดยุคฯ และพระชายา โดยใช้พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ ซึ่งเดิมใช้เป็นท้องพระโรงออกว่าราชการจัดเป็นห้อง อาทิ ห้องบรรทม ห้องพระสุธารสชา ห้องเสวย ซึ่งการจัดพื้นที่ภายในพระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ในครั้งนั้น ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ สิ่งของได้แก่ เครื่องเรือน ภาชนะต่างๆ และเครื่องประดับตกแต่งภายในพระที่นั่ง ยังคงเก็บรักษาไว้ในพระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ในฐานะโบราณวัตถุสำคัญ ที่อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร
๔.ภาพถ่ายเก่าจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และแหล่งอื่นๆ
จากการสืบค้นพบว่าในการรับเสด็จดุ๊กโยฮันอัลเบิร์ตแห่ง เมกเคลนบวร์ก เมื่อรัตนโกสินทรศก ๑๒๘ (พุทธศักราช ๒๔๕๒) นั้น มีภาพถ่ายเก่าจำนวนหนึ่ง ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ แสดงให้เห็นเหตุการณ์สำคัญในคราวนั้น อาทิ การับเสด็จที่ท่าราชวรดิฐ การสวนสนามของทหารในกรุงเทพฯ ที่สนามพระราชวังสวนดุสิต (ลานพระบรมรูปทรงม้าในปัจจุบัน) การรับเสด็จที่พระราชวังบางปะอิน กรุงศรีอยุธยา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับเสด็จที่เมืองเพชรบุรีในระหว่างวันที่ ๓๑ มกราคม ถึงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก ๑๒๘ มีภาพถ่ายจำนวนหนึ่งที่เป็นเสมือนอนุสรณ์การมาเยือนเมืองเพชรบุรีในคราวนั้น โดยมีภาพถ่ายสำคัญ ๒ ภาพ ได้แก่
ภาพดยุคโยฮันอัลเบิร์ต ดัชเชสอลิธซาเบธ รอตซาลา พระชายา พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ และพระธิดาคือหม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล และหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล รวมถึงคณะผู้ตามเสด็จ ฉายพระรูปร่วมกันขณะประทับม้าบนถนนจากพระนครคีรีมาสู่เขาหลวง มีภาพพระนครคีรีบนเขามหาสวรรค์เป็นฉากหลัง ภาพดังกล่าว ได้รับความนิยมจากประชาชนชาวเมืองเพชรบุรี นิยมนำมาอัดขยายใส่กรอบ ประดับตามบ้านเรือน ห้างร้านหลายแห่ง และมีผู้เข้าใจผิด คิดว่าเป็นภาพการเสด็จประพาสเมืองเพชรบุรีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่เนืองๆ โดยภาพดังกล่าวนี้ มีรายละเอียดในราชกิจจานุเบกษา ความว่า
“...วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ เวลาเช้าเสด็จโดยกระบวนรถม้าจากเชิง เสด็จประพาสถ้ำเขาหลวง แล้วถ่ายรูปหมู่ในระหว่างทางถนนรถไฟ...”
ภาพต่อมา ถ่ายในวันเดียวกันกับภาพแรก โดยถ่ายที่บริเวณอัฒจันทร์ ด้านหน้าพระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ เป็นภาพของดยุค โยฮันอัลเบิร์ตและดัชเชสอลิธซาเบธ รอตซาลา พระชายา พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในพระเจ้าน้องยาเธอฯ ตลอดจนผู้ตามเสด็จในครั้งนั้น ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาว่า
“..เวลาบ่าย ๔ โมงครึ่ง ถ่ายรูปหมู่ที่เชิงอัฒจันทร์พระที่นั่ง เวลาบ่าย ๕ โมงทอดพระเนตรจุดลูกหนูที่พลับพลาเชิงเขาแล้วเสวยน้ำชาที่นั่น...”
ผ่านไป ๑๑๒ ปี สถานที่ต่างๆ ตลอดจนสิ่งของในครั้งกระนั้น ยังมีอยู่เสมือนประจักษ์พยานแห่งมิตรภาพระหว่างไทยกับเยอรมันที่แน่นแฟ้นและยืนยาว และเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา และค้นหาคำตอบของเรื่องราวต่อไป
ภาพประกอบ ลิขสิทธิ์เป็นของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี
ชื่อเรื่อง ทิพฺพมนฺต(ทิพพมนต์)
สพ.บ. 405/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 14 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 58 ซ.ม. หัวเรื่อง พุทธศาสนา ชาดก เทศน์มหาชาติ คาถาพัน
บทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าสุภาภรณ์ ไชยันต์ ณ สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส ๓๐ ตุลาคม ๒๕๐๑
ชื่อเรื่อง สิริมหามายา (สีมหามายา)สพ.บ. 288/10ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 50 หน้า : กว้าง 4.2 ซ.ม. ยาว 55.3 ซ.ม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา สิริมหามายาบทคัดย่อ/บันทึกเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดบ้านหมี่ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
ชื่อเรื่อง อุณฺหิสวิชย (อุณณหิสสวิไช)
สพ.บ. 334/1ญประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 20 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 58 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
เลขทะเบียน : นพ.บ.161/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 44 หน้า ; 4.5 x 57.5 ซ.ม. : ทองทึบ-ล่องชาด ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 97 (35-48) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (พระอภิธรรมสังคิณี-พระมหาปัฎ) --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมเทศนา (เทศนาสังคิณี-มหาปัฎฐาน)
ชบ.บ.46/1-4
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
มงฺคลตฺถทีปนี (มงฺคลตฺถทีปนี เผด็จมงคลสูตร)
ชบ.บ.88ข/1-26
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
เลขทะเบียน : นพ.บ.354/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 56 หน้า ; 5.5 x 33 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 135 (378-387) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : ตำราเวชศาสตร์--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ไทยภาษา : ไทยบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ถือว่าร้ายแรงที่สุดในรอบ 50 ปี พื้นที่หลายเขตในกรุงเทพมหานครเกิดน้ำท่วมขังนานร่วมเดือน บางจุดท่วมนานมากกว่า 1 เดือน
เกิดจากฝนตกอย่างต่อเนื่องนานหลายวันจนส่งผลให้แม่น้ำ ลำคลองริมตลิ่งล้นทะลัก ประกอบกับเขื่อนกักเก็บน้ำเริ่มอุ้มน้ำไว้ไม่ไหว มีการระบายน้ำออกอย่างต่อเนื่องลงแม่น้ำ 4 สาย คือ ปิง วัง ยม และน่าน ไหลเข้ามารวมกันที่แม่น้ำเจ้าพระยาจนเกิดมวลน้ำก้อนใหญ่ขึ้นการระบายน้ำติดขัด ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ จังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี และกรุงเทพมหานคร
ถนนสายสำคัญที่จะเข้าเมืองนั้นกลายเป็นคลอง เปลี่ยนจากท่ารถเป็นท่าเรือ ไม่ว่าจะเป็นถนนวิภาวดีรังสิต พหลโยธิน รามอินทรา บรมราชชนนี ตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี เพชรเกษม ฯลฯ ต่างจมบาดาล รถเล็กวิ่งผ่านไม่ได้ มีระดับน้ำสูง 20 เซนติเมตร ถึง 2 เมตร ในบางจุด
มหาอุทกภัยในปี พ.ศ.2554 ถือว่าสาหัสเพราะน้ำล้นออกจากทางเดินปกติ การระบายน้ำจึงเป็นเรื่องยากกว่าน้ำจะถูกขับลงทะเลและไหลลงแม่น้ำซึ่งใช้เวลานาน นับตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงเดือนธันวาคม 2554 และในปี 2564 นี้ สถานการณ์อุทกภัยจำนวน 20 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย นครราชสีมา ชัยภูมิ ลพบุรี
พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง อุบลราชธานี พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร ขอนแก่น ร้อยเอ็ด ปราจีนบุรี สระแก้ว ชัยนาท สุพรรณบุรี อุทัยธานี ระยอง และเพชรบูรณ์ ยังคงได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากอุทกภัยที่เกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่องเพราะอิทธิพลของพายุเตี้ยนหมู่
ผู้เรียบเรียง : นางอภิญญานุช เผ่าพงษ์คล้าย บรรณารักษ์ชำนาญการ
#ข้อมูลอ้างอิง
กี่คืน...กี่วันวาย บันทึกประวัติศาสตร์มหาอุทกภัย'54. กรุงเทพฯ : มติชน, 2555.
เลขหมู่ 363.3493 ก686
กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำ ประจำสัปดาห์ในช่วงฤดูฝนปี 2564 ระหว่างวันที่ 27 กันยายน – วันที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2564. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://water.rid.go.th › flood › weekreportnew (วันที่ 7 ตุลาคม 2564)
BBC NEWS ไทย น้ำท่วม 2564. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.bbc.com/thai/thailand-58706897 (วันที่ 7 ตุลาคม 2564)
ชื่อผู้แต่ง -
ชื่อเรื่อง ประชุมปกรณัม ภาคที่ ๑ นิทานอิหร่านราชธรรมสิบสองเรื่อง
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ภักดีประดิษฐ
ปีที่พิมพ์ ๒๕๐๐
จำนวนหน้า ๑๕๐ หน้า
หมายเหตุ พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพ นางเสงี่ยม เพ็ชรไชย
นิทานพวกนี้เป็นนิทานแขก จะเรียกชื่อเรื่องหนังสือในภาษาแขกว่ากระไรหาทราบไม่ แต่ไทยเราเรียกกันมาว่า “เรื่องสิบสองเหลี่ยม” เข้าใจว่าได้ต้นฉบับเดิมเข้ามาแปลเป็นภาษาไทยครั้งแต่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตัวนิทานเองสังเกตดูมักเป็นนิทานว่าด้วยครั้งพวกอิหร่านมีอำนาจปกครองทั้งประเทศเปอร์เซียแลประเทศอิรัค เป็นเรื่องนิทานทางอินเดียก็มีบ้าง พวกแขกชาวเปอร์เซียรวบรวมแต่งขึ้น สมเด็จพระนารายณ์ฯ ได้โปรดให้แปลออกเป็นภาษาไทยครั้งนั้น
ชื่อเรื่อง : คำอ่านศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2514 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง จำนวนหน้า : 36 หน้า สาระสังเขป : ศิลาจารึกสมัยสุโขทัย หลักที่ 1 จารึกพ่อขุนรามคำแหงนับเป็นเอกสารโบราณชิ้นสำคัญที่สุดของชาติชิ้นหนึ่ง เป็นหลักฐานบ่งบอกการปรากฏใช้ลายสือไทย เป็นครั้งแรกในพุทธศักราช 1835 การศึกษาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ทำให้ได้ความรู้เกี่ยวกับอารยธรรมด้านต่างๆ ของไทยสมัยสุโขทัย ยิ่งไปกว่านั้นรูปอักษรในจารึกพ่อขุนรามคำแหงยังเป็นแบบอักษรและอักขรวิธีที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย ที่มีวิวัฒนาการเป็นลำดับมาตลอดระยะเวลาอันยาวนานกว่า 700 ปี