ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 48,853 รายการ
อาคาร“โรงเรียนสุนทรวิจิตร”ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ แต่เดิมชื่อโรงเรียนบำรุงสตรี รับเฉพาะนักเรียนสตรีเท่านั้น ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๗ จึงเปลี่ยนเป็นโรงเรียนสหศึกษาและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "โรงเรียนบำรุงวิทยา" จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนถนนสุนทรวิจิตร (บำรุงวิทยา) " ต่อมาได้ตัดคำว่าถนนออกเหลือเพียง “โรงเรียนสุนทรวิจิตร” จนถึงปัจจุบัน โดยทำการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ อาคารโรงเรียนสุนทรวิจิตร เป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล มีลักษณะเป็นอาคารชั้นเดียวแบบแถวยาวมีมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง คล้ายเครื่องหมายบวก ระเบียงประดับด้วยซุ้มวงโค้ง บันไดทางขึ้นอยู่ด้านข้างของมุขที่ยื่นออกมา และด้านข้างของปีกทั้งสองข้างของตัวอาคาร พนักระเบียงเจาะเป็นรูปวงรี แบบที่นิยมในฝีมือช่างญวน มีการประดับเส้นคิ้วเหนือช่องหน้าต่าง และการเรียงสันอิฐ ล้วนเป็นรูปแบบที่พบเห็นได้โดยทั่วไปในแถบบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง โดยส่วนมากอาคารเรียนที่มีรูปแบบของส่วนกลาง (ส่วนกลางกรุงเทพมหานคร) มักจะมีรูปแบบอาคาร ๒ ชั้นเสมอ ทั้งนี้ ยังรวมถึงอาคารสถานที่ราชการก็ล้วนเป็นอาคาร ๒ ชั้น ดังนั้น สิ่งก่อสร้างอาคารเรียนซึ่งปรากฏเป็นอาคารแบบชั้นเดียวในเขตจังหวัดนครพนม จึงเป็นรูปแบบที่ได้รับมาจากทางประเทศเวียดนามหรือทาง สปป.ลาวมากกว่า อาคารหลังนี้นอกจากจะใช้เป็นสถานศึกษาของนักเรียนแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่บอกเล่าเรื่องราวของเมืองนครพนมได้เป็นอย่างดีทีเดียว-------------------------------------------------เรียบเรียงข้อมูล : นางสาวเมริกา สงวนวงษ์-------------------------------------------------อ้างอิง : - คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ.๒๕๔๒.วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดนครพนม.กรุงเทพฯ:คุรุสภาลาดพร้าว. - ชวลิต อธิปัตยกุล.สิมญวน ในอีสาน.อุดรธานี:เต้า-โล้,๒๕๕๘. - โรงเรียนสุนทรวิจิตร( https://data.bopp-obec.info)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมเทศนา (เทศนาสังคิณี-มหาปัฎฐาน)
เลขที่ ชบ.บ.3/1-5
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
ชื่อเรื่อง : นิราศลอนดอน ชื่อผู้แต่ง : ราโชทัย (ม.ร.ว. กระต่าย), หม่อม ปีที่พิมพ์ : 2504 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์ครุสภา จำนวนหน้า : 250 หน้าสาระสังเขป : นิราศลอนดอน แต่งโดยใช้กลอนนิราศในรูปแบบจดหมายเหตุการเดินทางแล้วตามด้วยบทร้อยกรอง มีเนื้อหาเกี่ยวกับคณะราชทูตไทยอัญเชิญพระราชสาส์น พร้อมทั้งเครื่องราชบรรณาการไปถวายสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย ณ พระราชวังวินเซอร์ (พระราชวังประจำฤดูหนาว) ซึ่งทำให้ได้รับผลดีคือมีการเปลี่ยนแปลงสัญญาใหม่ โดยที่ไทยได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น จากนั้นคณะราชทูตไทยได้รับพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำและน้ำชาและได้พักค้างแรม ณ พระราชวังวินเซอร์ 1 คืน ต่อมาจึงได้ไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญๆ เช่น โรงพยาบาล โรงงานทำเหรียญกษาปณ์ ป้อมศาสตราวุธแห่งลอนดอน เป็นต้น
ขอเชิญชมนิทรรศการเชิดชูเกียรติศิลปินอาวุโส ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ประจำปี ๒๕๖๔ "ศักย ขุนพลพิทักษ์" ระหว่างวันที่ ๒๓ เมษายน – ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ณ อาคารนิทรรศการ ๔ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป
องค์ความรู้ สรรพสาระ อยุธยา... ในหัวข้อ "เบ็ดเตล็ด กรุงเก่า" เรื่อง “โบราณสถานหมู่บ้านฮอลันดา” เรียบเรียงโดย นางสาวชญาดา สุวรัชชุพันธุ์ นักโบราณคดีชำนาญการ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา
ประเทศไทย
เริ่มต้นกันที่ประเทศไทยก่อนเป็นที่แรก โดยปีนี้ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 (เนื่องจากปีนี้มีเดือน 8 สองหน จึงต้องเลื่อนไปเป็นเดือน 7 แทน) หรือวันที่ 26 พฤษภาคม โดยทั่วไป รัฐบาลจะประกาศให้วันนี้เป็นวันหยุดราชการเนื่องในวันสำคัญทางศาสนา โดยในช่วงเช้าประชาชนจะนิยมเข้าวัด ทำบุญตักบาตร และฟังธรรมเทศนา และช่วงค่ำจะมีการเวียนเทียนรอบอุโบสถ วิหาร หรือเจดีย์ บางครั้งทางวัดหรือหน่วยงานต่างๆ อาจมีการบวชพระสงฆ์และสามเณร เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาด้วยค่ะ
.
ในภาคท้องถิ่นแต่ละจังหวัดอาจมีกิจกรรมที่พิเศษนอกเหนือจากการเข้าวัดทำบุญ และเวียนเทียนทั่วไป อย่างเช่นที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการจัด “ประเพณีเดินขึ้นดอยสุเทพ” ชาวเชียงใหม่จะเดินเท้าขึ้นดอยสุเทพกันตั้งแต่ช่วงค่ำในคืนก่อนหน้าวันวิสาขบูชา โดยจะมีการตั้งขบวนแห่น้ำสรงพระธาตุ มีขบวนฟ้อนรำนำหน้าไปตามถนนทางขึ้นสู่วัดพระธาตุดอยสุเทพ จนกระทั่งถึงรุ่งเช้าของวันวิสาขบูชาประชาชนก็จะไปการนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ และทำบุญตักบาตรก่อนเดินทางกลับ การเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพนี้ ชาวเชียงใหม่เชื่อกันว่าเป็นบุญกุศลมากและเป็นกิจกรรมที่ “ควรทำ” อย่างน้อยสักครั้งในชีวิต
องค์ความรู้ เรื่อง แผ่นเงินดุนรูปธรรมจักร จากเมืองโบราณกันทรวิชัย เรียบเรียง/ภาพ : นางสาวกรกช พาณิชย์ ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น
มหามกุฎราชสันตติวงศ์ วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๓๙๘ วันประสูติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ ผู้บัญชาการกรมศิลปากรพระองค์แรก
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๑๗ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดากลิ่น พระสนมเอก
ในรัชกาลที่ ๕ ทรงรับราชการมีตำแหน่งในออดิตออฟฟิศ พนักงานตรวจบัญชีเงินพระคลัง ทรงรับหน้าที่จัดการพระที่นั่งและพระราชวังบางปะอิน ทรงคิดแบบอย่างสร้างพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร ต่อมาพุทธศักราช ๒๔๑๘ ทรงสถาปนาเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นนเรศวรฤทธิ์ โปรดให้เป็นราชทูตสยามประจำ ณ กรุงลอนดอน และอเมริกา ครั้นพุทธศักราช ๒๔๒๙ เป็นคอมมิตตีผู้ ๑ ใน ๔ บังคับการตำแหน่งเสนาบดีกรมพระนครบาล เมื่อตั้งเป็นกระทรวงนครบาลในพุทธศักราช ๒๔๓๕ ได้เป็นเสนาบดีกระทรวงนั้น ต่อมาพุทธศักราช ๒๔๓๗ เป็นรัฐมนตรี แล้วเลื่อนเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศวรฤทธิ์ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๒ ต่อมาพุทธศักราช ๒๔๕๐ เป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ
ในรัชกาลที่ ๖ โปรดให้เป็นผู้จัดการพระราชพิธีต่างๆ เช่น การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบัญชาการสร้างพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง ครั้นพุทธศักราช ๒๔๕๔ ทรงสถาปนาเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ มหิศวรราชรวิวงศ์ สิทธิประสงค์กฤดาธิการ สุทธสันดานสีตลหฤทัย มไหศวริยราชนิติธาดา สุปรีชาสรรพกิจโกศล วิมลสุจริตจริยานุวัตร พุทธาทิรัตนสรณารักษ์ อุดมศักดิ์บพิตร เป็นสมุหมนตรี และเสนาบดี กระทรวงมุรธาธร เป็นเสนาบดีที่ปรึกษา
เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๔๕๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แยกการช่างที่เป็นประณีตศิลป์ไว้ส่วนหนึ่ง และให้ยกกรมพิพิธภัณฑ์จากกระทรวงธรรมการมารวมกันตั้งขึ้นเป็นกรมศิลปากร มีผู้บัญชาการกรมขึ้นตรงต่อพระเจ้าแผ่นดิน ในครั้งนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร เป็นผู้บัญชาการกรมศิลปากรอีกส่วนหนึ่งด้วย
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๖ เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๔๖๘ สิริพระชันษา ๗๑ ปี เป็นต้นราชสกุล กฤดากร
ภาพ : มหาเสวกเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช จัดนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี ๒๕๖๔ เรื่อง “ผ้าพระบฏ : พุทธศรัทธาบนผืนผ้า” ระหว่างวันที่ ๑๖ มิถุนายน - ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ นิทรรศการนี้จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับผ้าพระบฏ อันเป็นมรดกศิลปกรรมทางศาสนาที่สำคัญและเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์เมืองนครศรีธรรมราชและประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญของชาวนครศรีธรรมราช เพื่อสร้างความตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญ ก่อให้เกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์หวงแหนมรดกศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น รูปแบบของนิทรรศการประกอบด้วยนิทรรศการพิเศษ จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช และวีดิทัศน์ประกอบนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “ผ้าพระบฏ : พุทธศรัทธาบนผืนผ้า” จำนวน ๒ ชุด เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช : Nakhon Si Thammarat National Museum ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “ผ้าพระบฏ : พุทธศรัทธาบนผืนผ้า” ได้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช เปิดทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. ปิดวันจันทร์ – วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๗๕๓๔ ๑๐๗๕
เลขทะเบียน: กจ.บ.1/1-7:1ก-5ก,5ข,7ก ชื่อเรื่อง: พระอภิธมฺมสงฺคิณีปริจฺเฉท พระสมนฺตมหาปฏฺฐาน ข้อมูลลักษณะ: อักษรขอม ภาษาบาลี-ไทย เส้นจาร ฉบับล่องชาด ประวัติ : ได้มาจากวัดห้วยสะพาน ต.หนองโรง อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2533 จำนวน 1คัมภีร์ 14 ผูก จำนวนหน้า: 326
แผ่นอิฐปิดทองคำเปลว จำนวน ๒ แผ่น จัดแสดง ณ อาคารจัดแสดง ๒ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
อิฐแผ่นที่ ๑ กว้าง ๑๖ เซนติเมตร ยาว ๓๕ เซนติเมตร หนา ๖.๕ เซนติเมตร อิฐมีเนื้อละเอียด มีการขัดผิวบริเวณด้านหน้าและด้านข้างทำให้ผิวเรียบ ด้านหลังมีผิวหยาบปรากฏร่องรอยแกลบข้าวในเนื้ออิฐ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของอิฐในสมัยทวารวดี ด้านหน้าของแผ่นอิฐปิดทองคำเปลวเป็นแถบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีบางส่วนชำรุดหลุดร่อนออกเห็นคราบสีขาว สันนิษฐานว่าเป็นกาวหรือยางไม้ ที่ใช้ปิดทองคำเปลวเข้ากับแผ่นอิฐ ร่องรอยลักษณะนี้ยังปรากฏบนส่วนขอบผิวด้านหน้าและด้านข้างของแผ่นอิฐด้วย
อิฐแผ่นที่ ๒ กว้าง ๑๕.๕ เซนติเมตร ยาว ๓๒.๕ เซนติเมตร หนา ๖ เซนติเมตร อิฐมีเนื้อละเอียด ผิวด้านหน้าและด้านข้างเรียบจากการขัดผิว ด้านหลังไม่มีการขัดผิวทำให้เห็นร่องรอยแกลบข้าวในเนื้ออิฐ ด้านหน้ามีร่องรอยการตีตารางสี่เหลี่ยมจำนวน ๔ แถว ๆ ละ ๑๐ ช่อง ทำให้เกิดช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส จำนวน ๔๐ ช่อง บางช่องมีร่องรอยคราบสีขาวที่อาจเป็นกาวหรือยางไม้ และบางช่องมีการปิดทองคำเปลวเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมจัตุรัส สันนิษฐานว่าแต่เดิมอาจมีทองคำเปลวปิดไว้ทุกช่องก็เป็นได้
อิฐทั้งสองแผ่นนี้ผลิตขึ้นด้วยฝีมือประณีตแตกต่างจากอิฐที่ใช้ในการก่อสร้างทั่วไป ทั้งยังมีการปิดแผ่นทองคำเปลว ซึ่งถือเป็นวัสดุมีค่า จึงสันนิษฐานว่าอิฐทั้งสองแผ่นนี้อาจสร้างขึ้นเพื่อเป็น “อิฐฤกษ์” ที่ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมเมื่อเริ่มก่อสร้างศาสนสถาน เพื่อให้พื้นที่เกิดความเป็นสิริมงคลและความศักดิ์สิทธิ์ โดยคติการวางฤกษ์ปรากฏมาแล้วในอินเดีย และส่งอิทธิพลให้ชาวพื้นเมืองทวารวดี กำหนดอายุแผ่นอิฐทั้งสองในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๕ หรือประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว
ปรากฏหลักฐานการวางอิฐฤกษ์ที่โบราณสถานในเมืองโบราณสมัยทวารวดีหลายแห่ง โดยอิฐฤกษ์ที่พบมีรูปแบบแตกต่างกัน แต่มีลักษณะร่วมกันคือ การผลิตด้วยฝีมือประณีต และมีการตกแต่งผิวหน้าอิฐ ได้แก่ อิฐฤกษ์เขียนสีเป็นรูปลายก้านขดและลายเรขาคณิตพบจากเจดีย์หมายเลข ๑ เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี อิฐฤกษ์จำหลักลายพรรณพฤกษา ลายก้านขดและลายเรขาคณิตพบจากเจดีย์จุลประโทน จังหวัดนครปฐม อิฐฤกษ์ปิดทองคำเปลวพบจากโบราณสถานที่เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี และ อิฐฤกษ์ปิดทองคำเปลวพบจากโบราณสถานที่เมืองโบราณบ้านคูเมือง จังหวัดสิงห์บุรี เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง
วิภาดา อ่อนวิมล. “อิฐมีลวดลายในสมัยทวารวดี”. เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคล ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๖.