ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,093 รายการ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ขอนำเสนอองค์ความรู้ประจำเดือนกันยายน ๒๕๖๔เรื่อง "กะโน้ปติงต็อง" "กะโน้ปติงต็อง"กะโน้ปติงต้อง เป็นภาษาเขมร แปลว่าตั๊กแตนตำข้าว กะโน้ปติงต็อง เป็นการละเล่นเลียนแบบลีลาการเคลื่อนไหวของตั๊กแตนตำข้าว การเต้นตั๊กแตนตำข้าวมีจังหวะลีลาที่สนุกสนาน เร้าใจ จึงทำให้การละเล่นกะโน้ปติงต็องเป็นที่นิยมทั่วไปทั้งในแถบอีสานใต้และจังหวัดใกล้เคียงประวัติความเป็นมาเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๐ นายเต็น ตระการดี ได้เดินทางเข้าไปในเขมรต่ำ หรือประเทศสาธารณรัฐกัมพูชา เพื่อไปซื้อปลาเฮาะ (ปลาร้า) นายเต็น ตระการดี ไปกับพรรคพวก ๓ - ๔ คน เดินทางโดยพาหนะ คือ เกวียนขับเป็นขบวนตามกันไปในขณะที่หยุดพักระหว่างเดินทางกลับ นายเต็นได้มองเห็นตั๊กแตนกำลังเกี้ยวกันผสมพันธุ์กันอยู่ จึงได้เฝ้าดูท่าทางของตั๊กแตนด้วยความประทับใจ เมื่อนายเต็นมาหาพรรคพวกที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน จึงได้ร้องเพลงกะโน้ปติงต็อง ซึ่งมีเนื้อความ ดังนี้“โอกะโน้ปติงต้อง ซีเซลอะอังกัญกระมอมแดลมองซลัญ เลเตร็ดวบานแต็องกี”แปลความว่า“โอ้เจ้าตั๊กแตน เกาะกินใบขี้เหล็กสาวที่พี่รัก ต้องกลายเป็นของคนอื่นไป”เมื่อนายเต็นเดินทางกลับมาถึงบ้าน จึงเกิดความคิดว่าถ้านำเอาลีลาการเต้นของตั๊กแตนตำข้าวมาดัดแปลงและเต้นให้คนดูก็คงดี จึงได้นำเอาแนวคิดนี้มาเล่าให้นายเหือน ตรงศูนย์ดี ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะกันตรึมที่เล่นกันอยู่ในหมู่บ้านรำเบอะ และหมู่บ้านใกล้เคียงซึ่งอยู่ในแถบ ตำบลไพล อำเภอปราสาท เมื่อไปเล่นที่ไหนเวลาต้องการให้เกิดความสนุกสนาน นายเต็นและนายเหือนจะบรรเลงเพลงกะโน้ปติงต็อง แล้วใส่เนื้อร้องให้สนุกสนาน การเต้นเลียนแบบลีลาตั๊กแตนในระยะแรกๆ เต้นอยู่ ๒ คน เต้นคู่กันเป็นตั๊กแตนตัวผู้และตัวเมีย จนเป็นที่ชอบใจของผู้ชม เพราะจังหวะลีลาการเต้นสนุกสนาน ไม่ว่าจะไปเล่นดนตรีในงานบวช งานแต่งงาน หรืองานเทศกาลต่างๆ จะนำกะโน้ปติงต็องไปเล่นการเต้นตั๊กแตนตำข้าวในระยะแรกจึงเป็นการเต้นเพื่อความสนุกสนาน เวลานายเต็น และนายเหือนไปเล่นดนตรี เมื่อมีผู้ว่าจ้างไปเล่น จะนำท่าทางการเต้นตั๊กแตนไปเล่นประกอบทุกครั้ง จึงทำให้การเต้นตั๊กแตนตำข้าวมีคนรู้จักมากขึ้นต่อมาในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ในสมัยผู้ว่าเสนอ มูลศาสตร์ ดำรงตำแหน่งนายอำเภอปราสาท ได้เห็นการเต้นกะโน้ปติงต็อง จึงมีการส่งเสริม โดยให้นายเหือน ตรงศูนย์ดี และนายยันต์ ยี่สุ่นศรี นำกะโน้ปติงต็องไปแสดงที่สวนอัมพร การนำกะโน้ปติงต็องไปแสดงครั้งนี้ เนื้อเพลงที่ใช้ร้องยังเป็นภาษาเขมรและทำนองเดียวกับที่นายเต็น และนายเหือนเล่นในระยะแรกๆ อยู่ ต่อมาในช่วงหลังได้มีการนำกะโน้ปติงต็องไปแสดงหน้าพระที่นั่งที่ตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ในการไปแสดงครั้งนั้น ได้มีการปรับเนื้อเพลงกะโน้ปติงต็องใหม่ โดยเพิ่มบทร้องภาษาไทยเข้าไป เนื้อร้องจึงมีทั้งภาษาไทยและภาษาเขมร เพื่อต้องการให้ผู้เข้าชมรู้เรื่องราว บุคคลที่แต่งเพลงประกอบในการแสดงครั้งนี้ คือ นายวิลาศ อินแปลงหลังจากที่แสดงหน้าพระที่นั่งแล้ว ในงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติที่สนามศุภชลาศัยมีการนำกะโน้ปติงต็องไปแสดงเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๔ ต่อมามีผู้ติดต่อกะโน้ปติงต็องไปแสดงในงานชุมนุมลูกเสือนานาชาติยังต่างประเทศอีกด้วย จนเป็นที่ยอมรับและรู้จักกันอย่างแพร่หลายจำนวนผู้แสดงในการแสดงกะโน้ปติงต็องแต่เดิมมีผู้แสดงเพียง ๒ คน ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาและนำไปแสดง จึงเพิ่มจำนวนผู้แสดงมากขึ้น โดยไม่จำกัดจำนวนขึ้นอยู่กับสถานที่แสดง การแต่งกายในระยะแรกเต้น ๒ คน คือ นายเต็น ตระการดี และนายเหือน ตรงศูนย์ดี จะนุ่งโสร่งสวมเสื้อแขนสั้นหรือแขนยาวเท่าที่หาได้ในท้องถิ่นสวมใส่ ต่อมามีการพัฒนารูปแบบการแต่งกายใหม่โดยแต่งกายเลียนแบบลักษณะสีของตั๊กแตนตำข้าว ใช้ผ้าสีเขียวตัดเป็นชุดเครื่องแต่งกายให้คล้ายตั๊กแตนตัวผู้กับตัวเมีย ตั๊กแตนตัวเมียจะสวมกระโปรงสั้นทับ มีหัวกะโน้ป และปีกกะโน้ป หัวกะโน้ปทำเป็นหน้ากากสวมใส่ ส่วนปีกกะโน้ปใช้กระดาษแข็งหรือผ้าสีเขียวทำเป็นปีกกะโน้ป ถ้าเป็นผ้าก็ใช้โครงลวดแล้วขึงผ้าเขียวทับเย็บให้เรียบร้อย เพลงและดนตรีที่ใช้ประกอบดนตรีที่ใช้ประกอบเป็นวงมโหรี ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ดังนี้๑. กลองโทน ๒ ใบ (สก็วล)๒. ปี่ใน ๑ เลา (ปี่ชลัย)๓. ซอด้วง ๑ ตัว๔. ซออู้ ๑ ตัว๕. ฉิ่ง ๑ ตัวทำนองเพลงที่ใช้ประกอบในการเล่นกะโน้ปติงต็องใช้ทำนองเพลงกะโน้ปติงต็องระยะแรกๆ เนื้อร้องเป็นภาษาเขมร ต่อมาระยะหลังได้มีการแต่งเนื้อร้องตามงานหรือโอกาสที่ไปแสดง เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศนั้นๆ เนื้อเพลงที่ใช้มีทั้งภาษาเขมรและภาษาไทย วิธีการแสดงในการแสดงจะแบ่งผู้แสดงออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายหญิง และฝ่ายชาย โดยสมมุติให้เป็นตั๊กแตนตัวผู้และตัวเมีย เมื่อเริ่มแสดงผู้แสดงเป็นตัวตั๊กแตนจะเต้นตามจังหวะเพลงกะโน้ปติงต็องออกมากลางเวที ผู้แสดงต้องส่ายตัวไปมาเลียบแบบลีลาของตั๊กแตนให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันผู้แสดงจะเปลี่ยนลีลาการเต้นไปตามจังหวะดนตรี และคำร้อง เพื่อให้เกิดความสวยงามตามจังหวะที่เร่งเร้าสนุกสนาน ผู้เต้นจะต้องใช้ส่วนประกอบต่างๆ ของร่างกาย เช่น มือ แขน ขา ลำตัว และหน้าตาประกอบด้วยในขณะเต้น ขณะแสดงจึงมีบทร้องประกอบด้วย ส่วนมากจะใช้บทร้องในแต่ละตอนเป็นช่วงที่เปลี่ยนท่า เพราะเนื้อหาในบทร้องจะสอดคล้องกับงานแสดงนั้นๆ เช่น งานบุญประเพณีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานกฐิน งานบวชนาค ฯลฯท่ารำในการรำกะโน้ปติงต็องจะมีขั้นตอน คือ เริ่มแรกจะเป็นบทไหว้ครู จะเต้นเป็นลักษณะของตัวกะโน้ปมายืนอยู่หน้าเวที อาจแปรรูปเป็นแถวรูปตัววีหรือตัวยูก็ได้ ท่าที่สองเป็นท่าตั๊กแตนเช็ดปากหลังกินอาหาร ท่าที่สามเป็นท่าป้องตาดูเหยื่อ ท่าที่สี่เป็นท่าหยอกล้อกันโดยยืนหันหน้าเข้าหาคู่แล้วใช้มือล้อกัน ท่าที่ห้าเป็นท่าสะกิดกันโดยตั๊กแตนตัวผู้จะอยู่หลังตั๊กแตนตัวเมียแล้วตั๊กแตนตัวเมียจะผงะหันหน้ามามองตั๊กแตนตัวผู้ทำท่าจะตีหรือจิกคืน ท่าที่หกเป็นท่าหยอกล้อกันแล้วเดินเข้าหากัน อ้างอิง: ประวัติศาสตร์เมืองสุรินทร์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๕๐: https://www.google.com/search… xAhUHv5QKHYWGBzMQjJkEegQIBhAC&biw=1600&bih=757 (รูปภาพ) เรียบเรียงโดย: นายกรภัทร์ สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา กรมศิลปากร > พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์เปิดให้เข้าชมวันพุธ – วันอาทิตย์เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น.ไม่มีค่าธรรมเนียมเข้าชม


โครงการกิจกรรมเชิงปฏิบัติการแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม ระหว่างวันที่ ๑๕ - ๑๙ กันยายน ๒๕๖๔ เป็นกิจกรรมสำหรับครอบครัวที่จะให้สมาชิกในครอบครัวมาทำกิจกรรมและเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างทักษะให้แก่เด็กๆ กิจกรรมเปิดให้ร่วมสนุกตั้งแต่ วันพุธ - อาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ไม่เสียค่าธรรมเนียม





ธบ.๓ ตู้ขาหมู (เลขที่เดิม ๒๘) ฝีมือช่าง          สมัยธนบุรี ประวัติ             ได้มาแต่วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร  กรุงเทพมหานคร ลักษณะลาย      ตู้ลายรดน้ำกนกเปลวเครือเถาเคล้าภาพ                                           เสาขอบตู้  ด้านข้างขวาซ้ายและด้านหลังตกแต่งด้วยลายรักร้อยบัวร้อยและลายกาบพรหมศร    ส่วนด้านหน้าตกแต่งด้วยลายรักร้อยบัวร้อย และเขียนภาพท้าวเวสวัณทำเป็นรูปยักษ์ถือไม้คมแฝก ยืนอยู่เหนือบัลลังก์ ภายใต้ซุ้มเรือนแก้วที่เชิงเสาด้านหน้า เสาขาตู้  ลงรักดำทึบ ขอบบน  ของด้านหน้า เขียนข้อความไว้บนพื้นหลังที่ลงทองทึบ ดังนี้ :- ๏ศุภมัสดุ พระพุทธศักราช ล่วงแล้วได้ ๒๓๒๐ พระวษาเศศสังขยาปัจจุบันวัน ๔ ฯ๕  ๑๒ ค่ำ ปีรกนพศก มหาแตง ตรุณพุทธบุตรมีวิสุทธิสัทธา สัมปยุตญาณนิยม ดำริว่าพระสานาไว้ให้  ๛ ปริยัดติสาศนาถาวรวัฑฒนาการ ขอปะนิธานธรรมูปนิไสยสำเร็จแก่พระพุทธญาณอริยสัจ อันจะตรัสรู้ด้วยดี ทรึ่งจตุราสีติ สหัศธรรมขันธ ใหได้พระอนันตนพโลกกุตตรโดยง่าย ดุทำนายพระไตรยลักษณในสาศนา สำนักนิสมเด็จพระศรีอาริยเมตตัยเจ้านันเถิดเสร็จสิ้นเป็นเงิน ๑๖   ๑  ๚๛                         ข้อความทั้งหมดนี้อยู่เหนือลายบัวรวน ส่วนขอบบนของด้านข้างขวาซ้ายและด้านหลังตกแต่งด้วย ลายเข้มขาบเถาเลื้อยเคล้าดอกสี่กลีบอยู่เหนือลายบัวรวน ขอบล่างทั้ง ๔ ด้านมี ๒ ชั้น ขอบล่างชั้นแรกตกแต่งด้วยลายประดิษฐ์อย่างใหม่คล้ายลายเกลียว อยู่เหนือลายบัวรวน ขอบล่างชั้นที่ ๒ ทำเป็นขอบลวดบัว และตกแต่งด้วยลายรักร้อยบัวร้อย ท้องไม้  ลงรักดำทึบ และจะเห็นรักดำกะเทาะออกมามากจนเหลือเพียงรักแดง ตู้พระธรรมบนฐานแบบขาหมูลายรดน้ำกนกเปลว เครือเถาเคล้าภาพเขียนข้อความตรงขอบบนด้าน หน้าระบุพุทธศักราช ๒๓๒๐ (ธบ.๓) ศิลปะ ธนบุรี ไม้ ลายรดน้ำ สูง ๑๗๑ ซม. กว้าง ๑๑๓ ซม. ได้มาจากวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหารกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๔๖๔. Manuscript Cabinet on pig-legged stand with a trellis of flame motifs and scrolling vine pattern and write massage on the front edge that Buddhist era 2320 [Tb.3, 28] Thonburi style Lacquered and gilded wood and the decorative technique called Lai Rot Nam (splashed water pattern) H. 171 cm. W. 113 cm. From Wat Rakhang Khositaram woramahawihan, Bangkok, to the National Library on 2 September 1921https://heritage.asean.org/view/NLT/NLT_TB3#mode=browse


ธบ.๒ ตู้ขาหมูมีลิ้นชัก (ตู้ทรงอายัด) (เลขที่เดิม ๕๑) ฝีมือช่าง          สมัยธนบุรี ประวัติ             เดิมอยู่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดสุพรรณบุรี มีข้อความที่บันทึกไว้คู่กับตู้นี้ความว่าตู้ใบนี้เดิมเป็นของพระยาธรรมปรีชา (บุญ) เมื่อบวชเป็นพระราชาคณะอยู่วัดเทพธิดา ในรัชกาลที่ ๓ เมื่อพระยาธรรมปรีชาลาสิกขา พระผู้เป็นศิษย์พาไปกับหนังสือแล ตู้อื่นรวมเป็น ๘ ตู้ด้วยกัน เอาไปไว้ที่วัดโพธิ์ชัย ในแขวงจังหวัดสุพรรณบุรี อยู่มาจนรัชกาลที่ ๕ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จไปตรวจราชการเมืองสุพรรณบุรี พระยาธรรมปรีชา (บุญ) ทูลถึงเรื่องหนังสือกับตู้ที่ได้ยินว่าไปตกอยู่วัดโพธิ์ชัย จึงเสด็จแวะไปทอดพระเนตร ไปพบทั้งตู้และหนังสืออยู่บริบูรณ์ทรงนำความมาบอกแก่พระยาธรรมปรีชา พระยาธรรมปรีชาทูลถวายตู้และหนังสือนั้น แต่กรมพระยาดำรงฯ จึงโปรดให้รับมายังกรุงเทพฯ ถวายหนังสือทั้งปวงแก่หอพุทธศาสนสังคหะ แต่ตู้ใบนี้ทรงเห็นลายงามจึงตั้งไว้ที่ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จมาทอดพระเนตรเห็น มีรับสั่งอายัดไว้แก่กรมพระยาดำรงฯ ว่าอย่าให้ให้แก่ใครไปเสียจึงได้เรียกตู้ใบนี้ว่า “ตู้ทรงอายัด” เป็นนามสืบมาฯ ลักษณะลาย      ตู้ลายรดน้ำ                       ด้านหลัง  เป็นประตูตู้ทำด้วยกระจกซึ่งทำขึ้นใหม่ในสมัยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เพื่อใช้ เปิดปิดแทนด้านหน้า เป็นการป้องกันมิให้ภาพลายทองหมอง                       เสาขอบตู้  ๓ ด้านคือ ด้านหน้า ด้านข้างขวา และด้านข้างซ้าย เขียนลายก้านขดออกเถาเทพบุตร กึ่งกลางเสา เขียนลายประจำยามรัดอกตกแต่งเชิงเสาด้วยลายกาบพรหมศร หัวเสาตกแต่งด้วยลายกระจังปฏิญาณซึ่ง ยอดตกลงแบบกระจังรวน เสาขาตู้  ตกแต่งด้วยภาพครุฑยุดนาคอยู่เหนือภาพสิงโตที่นั่งชันเข่า ทั้งหมดเป็นภาพครึ่งซีกอยู่ตรง มุมเสาซึ่งสืบเนื่องกับอีกด้านหนึ่งของเสา ขอบบน ขอบล่าง  เขียนลายประจำยามลูกฟักก้ามปูใบเทศอยู่เหนือลายบัว ขอบบนและขอบล่าง ของด้านข้างซ้ายลายทองลบเลือนมาก โดยเฉพาะขอบล่างซึ่งคงเหลือลวดลายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น กรอบลิ้นชักและลิ้นชัก  จำหลักลายสังวาลเพชรพวง และประดับกระจกสีขาวแกมเขียว ลงรักแดง บนพื้นหลังของลาย ขอบลวดและลูกตั้ง  เขียนลายเถาเลื้อยพันธุ์พฤกษาและลายบัว เชิงตู้  ทำเป็นรูปปากสิงห์ จำหลักลายพันธุ์พฤกษาดอกและใบเทศ ประดับกระจกสีขาวแกมเขียว และลงรักแดงบนพื้นหลังของลาย ตู้พระธรรม บนฐานแบบขาหมูมีลิ้นชัก (ตู้ทรงอายัด) ภาพพระนารายณ์และ ภาพสัตว์ ลายกนก (ธบ.๒) ศิลปะ ธนบุรี ไม้ ลายรดน้ำ สูง ๑๗๕.๕ ซม. กว้าง ๑๐๙ ซม.   ได้มาจากวัดโพธิ์ชัย จังหวัดสุพรรณบุรี สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕. (สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ อยู่ วัดเทพธิดารามเป็นของพระยาธรรมปรีชา (บุญ) เมื่อลาสิกขาลูกศิษย์นำ ไปไว้ที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ กรมพระยาดำรงราชานุภาพโปรดให้รับมายังกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จทอดพระเนตร รับสั่งอายัดว่า อย่าให้ใครไป จึงเรียกตู้ใบนี้ว่าตู้ทรงอายัด)   Manuscript Cabinet with drawers on pig-legged stand with image of Narayana, animals and a trellis of flame motifs (Thai: Kanok). [Tb.2, 51] Thonburi style Lacquered and gilded wood and the decorative technique called Lai Rot Nam (splashed water patter) H. 175.5 cm. W. 109 cm. From Wat Phochai, Suphanburi, in the reign of King Chulalongkorn or  King Rama V. (In the reign of King Rama II, It was custodian of Phraya Thammaprecha (Boon) at Wat Thepthidaram. When he was leave the Buddhist monkhood, his attendant take this cabinet to Wat  Phochai, Suphanburi. In the reign of King Rama V, when HRH Prince Ditsawarakuman Damrong rajanubhab took this cabinet to Bangkok, King Rama V saw it and order that "don't give this cabinet to another")https://heritage.asean.org/view/NLT/NLT_TB2#mode=browse


อ ยู่ ก็ รั ก . . . จ า ก ก็ คิ ด ถึ ง #วันวานที่พากเพียร #วันเกษียณที่ภาคภูมิ


  ตู้พระธรรม (อย.๕๓)  


ฝีมือช่าง :          สมัยอยุธยา ประวัติ :             เดิมอยู่วัดนางนองวรวิหาร  กรุงเทพมหานคร ลักษณะลาย :    ตู้ลายรดน้ำ ลายก้านขด และกนกเปลวเครือเถา ครุฑคาบ นาคคาบ ออกเถาเทพพนม ครุฑ ยักษ์ กินนรรำ กินรีรำ หัวราชสีห์ หัวนก หัวครุฑ หัวนาค หัวงู หน้าขบ เคล้าภาพสัตว์ มี นก ลิง กระรอก เป็นต้น สัตว์หิมพานต์ ภาพเทวดา และภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติ                           เสาขอบตู้  ๔ ด้านประดับกระจกสีเขียวและขาว เป็นรูปดอกไม้คล้ายทรงพุ่มข้าวบิณฑ์มีขอบลวดกระหนาบ ๒ ข้าง ในลูกกระหนาบประดับกระจกสีเขียวสลับขาวทำเป็นลูกแก้วกระนาบอยู่ ๒ ข้างเสาขอบตู้                           เสาขาตู้  ลงทองทึบลงมาถึงเชิงตู้ ต่อจากนั้นลงรักแดงทึบ                           ขอบบน ขอบล่าง  ๔ ด้าน ประดับกระจกสีขาว เขียว คล้ายรูปประจำยามลูกฟักก้ามปูเหนือลายบัว ซึ่งจำหลักรักนูนต่ำเป็นรูปกลีบบัว มีกระจกสีขาวและเขียวประดับตรงกลางกลีบบัว                           กรอบลิ้นชัก  มีเฉพาะด้านหน้า ด้านข้างทำเป็นเชิงตู้ กรอบลิ้นชักด้านหน้าลงรักแดงทึบ                           ท้องไม้  ด้านหน้า ตกแต่งด้วยลายประจำยามลูกฟักก้ามปู                           เชิงตู้  ด้านหน้าทำเป็นรูปหูช้างตกแต่งด้วยลายกนกเปลวเถา ด้านข้างขวาซ้าย และด้านหลังทำเป็น รูปปากสิงห์ ด้านข้างขวาซ้ายตกแต่งด้วยลายก้านขดกนกเปลว ข้างขวาออกเถาคชสีห์ครี่งตัว ข้างซ้ายออกเถาราชสีห์ครึ่งตัว ด้านหลังตกแต่งเป็นภาพกองทัพพระยามารถูกน้ำท่วม สืบเนื่องมาจากภาพตัวตู้ด้านหลัง ในภาพบรรดาทหารของพระยามารพร้อมทั้งพาหนะถูกน้ำท่วม เกิดการต่อสู้กันเองบ้าง ต่อสู้กับสัตว์น้ำบ้าง ทั้งหมดอยู่ในท่าทางดิ้นรนขวนขวายอย่างชุลมุนวุ่นวาย ภาพพลเสนามารเขียนเป็นชาวยุโรปบ้าง จีนไว้เปียยาวบ้าง ปะปนอยู่ด้วย                          หลังตู้  ทำเป็นหลังคาบัวคว่ำ มีภาพจำหลักรักนูนต่ำเป็นลายกระจังปฏิญาณประดับกระจกสีเขียว  ขาวอยู่เหนือขอบตู้ ตัวลายลงทองทึบ ส่วนที่เป็นบัวคว่ำลงรักแดงทึบ เหนือบัวคว่ำเป็นภาพจำหลักรักนูนรูปกระจังตาอ้อย ลงทองทึบ แต่เนื่องจากชำรุดมากตัวกระจังที่สมบูรณ์เกือบจะไม่มีเหลือ  


ฝีมือช่าง :          ครูวัดเซิงหวาย สมัยอยุธยา ประวัต :             เดิมอยู่วัดเกศ  กรุงเทพมหานคร ลักษณะลาย :    ตู้ฐานสิงห์ โครงสร้างของขอบบนและขอบล่างของตู้ตกท้องช้างอ่อนโค้งเล็กน้อย เป็นลักษณะที่เรียกว่าฐานเรือสำเภา ซึ่งเป็นแบบเดียวกับฐานของสถาปัตยกรรมโบสถ์วิหารสมัยอยุธยา เป็นเอกลักษณ์ที่เด่นชัดบ่งถึงลักษณะของสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาอย่างแท้จริง เป็นศิลปที่สูงล้ำด้วยฝีมือในเชิงผสมผสานความงามอย่างแช่มช้อยควบคู่เข้ากับความแข็งแกร่งของรูปทรงของตู้ ผนังตู้ทั้ง ๔ ด้าน คือด้านหน้าซึ่งทำบานประตูปิดเปิด ด้านข้างขวา ด้านข้างซ้าย และด้านหลังเขียนลายรดน้ำกนกรวงข้าวตกแต่งเต็มเนื้อที่ ซึ่งจะได้พรรณนาโดยละเอียดในตอนต่อไปขอบบนขอบล่างและฐานสิงห์ ศิลปินได้บรรจงจำหลักลายบนเนื้อไม้อย่างสวยงามและได้สัดส่วน อีกทั้งประดับกระจกสีเขียว เพื่อให้กระบวนสีทองของทองคำเปลวที่ปิดบนเนื้อไม้สีเขียวของกระจกและสีแดงของรักแดงซึ่งลงเป็นพื้นหลังของลายขับสีที่ตัดกัน และเน้นให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ตู้ไทยโบราณหลังนี้กล่าวกันว่าเป็นฝีมือบรมครูวัดเซิงหวาย ซึ่งเป็นแบบฉบับลายกนกรวงข้าวที่นำช่อกนกเปลวมาตกแต่งเป็นรวงข้าวให้ดูสวยงามวิจิตรตระการตายิ่ง                          เสาขอบตู้  ทั้ง ๔ ด้านลงทองทึบ                          ขอบบน  จำหลักไม้ลายประจำยามลูกฟักก้ามปู ประดับกระจกสีเขียวไว้ที่ส่วนกลางของลาย ส่วนอื่น ๆ ลงทองทึบทั้ง ๔ ด้าน และจำหลักลายบัวรวนลงทองทึบรองรับไว้ชั้นแรก ต่ำลงมาเล็กน้อยจำหลักลายบัวคว่ำหรือลายบัวถลา ประดับกระจกสีเขียวและลงทองทึบรองรับต่อจากชั้นแรก            ขอบล่าง  ทั้ง ๔ ด้านเป็นฐานรองรับ ๓ ชั้น ชั้นแรกเรียกว่าฐานปัทม์ กล่าวคือจำหลักลายบัวหงายเป็นบัวปากฐานประดับกระจกสีเขียวและลงทองทึบ บนส่วนที่ไม่ได้ประดับกระจกลายบัวหงายนี้อยู่บนขอบหน้ากระดานที่จำหลักลายประจำยามลูกฟักก้ามปู ประดับกระจกสีเขียวและลงทองทึบ มีไม้จำหลักรูปบัวรวนซึ่งลงทองทึบไว้รองรับไว้อีกชั้นหนึ่ง ต่ำลงมาเป็นท้องไม้ซึ่งเจาะเป็นช่อง ๆ จำหลักลายลูกฟัก มีลายดอกจอกเคล้าลายกนกอยู่บนแผ่นหลังสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน คั่นด้วยลูกตั้งซึ่งประดับด้วยกระจกสีเขียว ท้องไม้ด้านหน้าและด้านหลังเจาะไว้ด้านละ ๓ ช่อง ด้านข้างขวาซ้าย ด้านละ ๒ ช่อง ฐานชั้นที่สองเรียกว่าฐานชั้นสิงห์ ประกอบด้วยบัวหลังสิงห์อยู่เหนือส่วนที่เรียกว่าลายสิงห์ ปากสิงห์หรือท้องสิงห์ จมูกสิงห์และกาบเท้าสิงห์จำหลักลายกนกนูนต่ำ เฉพาะจมูกสิงห์ ปากสิงห์และกาบเท้าสิงห์เท่านั้น ส่วนอื่น ๆ ลงทองทึบตลอดทั้งฐาน ชั้นสิงห์ฐานชั้นที่สามเป็นฐานเขียงจำหลักลายบัวหงายประดับกระจกสีเขียวรองรับฐานชั้นสิงห์ไว้ ส่วนฐานเขียงลงรักแดงทึบตลอด  


ตู้พระธรรม บนฐานแบบขาหมูมีลิ้นชัก เขียนลาย กนกเปลวเครือเถาไขว้ นาคคาบ ครุฑคาบ เคล้าภาพสัตว์ นก กระรอก เป็นต้น ภาพจับ และภาพเล่าเรื่อง รามเกียรติ์ และทศชาติชาดก [กท.๑๖๒] ศิลปะ รัตนโกสินทร์ ไม้ ลายรดน้ำ สูง ๑๗๖ ซม. กว้าง ๑๐๐ ซม. ได้มาจากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราช วรมหาวิหารกรุงเทพฯ เมื่อ พ. ศ. ๒๔๕๓ Manuscript Cabinet with drawers on pig-legged stand with a one to-one fighting scene and scenes from The Ramakien and scenes from the ten previous lives of the Buddha, garuda's and naga's heads biting the stems, figures of animals, birds, squirrels and a trellis of flame motifs and scrolling vine patterns (BK. 162, 162] Rattanakosin style Lacquered and gilded wood and The decorative technique called Lai Rot Nam (splashed water pattern) (Thai: lai rot nam) H. 176 cm. W. 100 cm. From Wat Phra Chetuphon Wimonmungklaram, Bangkok, To The National Library in 1910


  ฝีมือช่าง :           สมัยอยุธยา ประวัติ :              เดิมอยู่วัดไทรสุวรรณ  กรุงเทพมหานคร สภาพ :              สีทองหมองและลบเลือนมากในบางตอน บานประตูตู้มีรอยเสริมใหม่ด้วยไม้และสังกะสีที่มุมขอบของประตูตอนบนและตอนล่าง สภาพทั่วไปแข็งแรง ลักษณะลาย :    ตู้ลายรดน้ำกนกเปลวเครือเถาไขว้ ครุฑคาบ นาคคาบ ออกเถาหัวครุฑ กุมารพนมครึ่งตัว เทวดาครึ่งตัว ยักษ์ครึ่งตัว เคล้าภาพสัตว์ นก กระรอก ในระหว่างเถากนก เคล้าภาพพุ่มข้าวบิณฑ์หัวนาค พุ่มข้าวบิณฑ์หน้าขบ ภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ภาพสัตว์หิมพานต์  ภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติและเรื่องอันเกี่ยวด้วยพระพุทธเจ้า                           ด้านหลัง  ลงรักดำทึบตลอดถึงขาตู้                           เสาขอบตู้ ขอบบน ขอบล่าง  และลวดบัว ๓ ด้าน คือ ด้านหน้า ด้านข้าง ขวาและซ้ายลงทองทึบ เฉพาะขอบล่างด้านหน้ามีจารึกอักษรไทย ภาษาไทย ความว่า :-  ........เดียนได้...เสดวันได้ ๒๖ วันประจุบันวัน  ๔ + ๓ คำ ปีรกาเอกศก ฯ|                           สาขาตู้  ๓ ด้าน เขียนภาพครุฑยุดนาคที่มุมขาตู้ทั้ง ๓ ด้าน อยู่ตอนบน ตอนล่างลงรักแดงทึบ                           เชิงตู้  ๓ ด้าน ทำเป็นรูปหูช้าง ปลายหูช้างด้านที่ติดกับขอบล่างของตู้ยาวออกไปมากจนจรดกับหูช้างทุกอันเขียนลายก้านขด


ฝีมือช่าง :          สมัยอยุธยา ประวัติ :             เดิมอยู่วัดชนะสงครามราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ลักษณะลาย :    ตู้ลายรดน้ำ ภาพเทพทวารบาล และลายกนกเปลวเครือเถา                           ด้านหลัง  ลงรักแดงทึบ ตลอดทั้งด้านหลัง                          เสาขอบตู้  ประดับกระจกสี่เหลี่ยมสีเขียวสลับกับสีขาวทั้ง ๓ ด้าน คือ ด้านหน้าและด้านข้างขวาซ้าย และที่ตอนล่างของด้านข้างขวาซ้ายทำห่วงเหล็กติดตรึงกับเสาขอบตู้                          เสาขาตู้  คู่หน้าลงทองทึบ คู่หลัง ลงรักแดงทึบ                          ขอบบน  ขอบล่าง  ตกแต่งขอบบนด้วยลายบัวหงาย ส่วนขอบล่างตกแต่งด้วยลายบัวคว่ำ ลงทองทึบทั้งด้านหน้าและด้านข้างขวาซ้าย                          กรอบลิ้นชักและลิ้นชัก  จำหลักลายนูนต่ำเป็นลายประจำยามสี่กลีบอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ที่ลายประจำยามประดับกระจกสีเขียวและสีขาว จำหลักลายดอกประจำยามลิ้นชักละ ๓ ดอก ส่วนที่กรอบลิ้นชัก จำหลักไว้ข้างละ ๔ ดอก          เชิงตู้  ทำเป็นรูปปากสิงห์ ลงทองทึบและลงรักแดงทึบ ขลิบตามขอบของรูปปากสิงห์  


ฝีมือช่าง :          สมัยอยุธยา ประวัติ :             เดิมอยู่วัดศรีสุดารามวรวิหาร  กรุงเทพมหานคร ลักษณะลาย :    ตู้ลายรดน้ำ                            ด้านหน้า  บนบานประตูขวาซ้ายเขียนภาพยักษ์ทวารบาล นั่งประนมมืออยู่ในตอนกลางที่ค่อนลงมาทางตอนล่าง ตอนล่างสุดเขียนภาพราชสีห์บานประตูละ ๑ คู่ เหนือภาพยักษ์ทวารบาลเขียนภาพหน้ากาลคาบกนกและเหนือขึ้นไปเขียนภาพลิงดั้นกนกบานละ ๑ ตัวอยู่ ๒ ข้างพุ่มข้าวบิณฑ์ พื้นหลังเขียนลายกนกเปลวเครือเถาเลื้อยครุฑคาบออกเถาครุฑ กินรี และช่อกนก กึ่งกลางของด้านหน้าทำแผ่นลายทับทรวงด้วยแผ่นโลหะ ประดับกระจกสีเขียวแทนประจำยามรัดอก ภาพลายทองในช่วงกลางของด้านหน้าลบเลือนมาก                           ด้านหลัง  ลงรักดำทึบ                           เสาขอบตู้และขาตู้  ทั้ง ๔ ด้าน ประดับกระจกสี่เหลี่ยมสีเขียวแกมขาว                           ขอบบน ขอบล่าง  ประดับกระจกสี่เหลี่ยมสีเขียวแกมขาวทั้ง ๔ ด้าน อยู่บนขอบบัวหงายซึ่งเขียนลายบัวกนก และใต้ลายบัวประดับกระจกสีเขียว                          เชิงตู้  ทำเป็นรูปปากสิงห์ ตกแต่งด้วยลายค้างคาวที่มุมบนของเชิงตู้และประดับกระจกสีขาวที่ขอบบนของเชิงตู้  


black ribbon.