ค้นหา
จากคำค้น "วิทยานิพนธ์" พบรายการทั้งหมด 226 รายการ
สลากภัต หรือตานก๋วยสลาก ประวัติ ความเป็นมา และความสำคัญที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและคัมภีร์อานิสงส์ล้านนา#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่านตานก๋วยสลาก ณ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร (วันศุกร์ที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๖) สุทินฺนัง วะตะ เม ทานัง สะหลากกะภัตตานัง นิพฺพานัง ปะระมัง สุขัง หมายทานสลากภัต กัณฑ์นี้ หมายมี มหามูลศรัทธา....ได้ทำบุญถวายสลากภัตรกัณฑ์นี้แล้ว มีเจตนาอุทิศส่วนบุญนี้ไปหา.....บรรพบุรุษ เจ้ากรรมนายเวร เจ้าคุณนายคุณ สรรพสัตว์ทั้งหลาย เทวดา ขอหื้อได้รับ ได้บริโภค ว่าสั้นนั้น แต้ดีหลี . สลากภัต คือ ชื่อประเพณีทางพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง เป็นการถวายภัตตาหาร เครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์ โดยมิได้มีความประสงค์จำเพาะเจาะจงถวายพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง พระภิกษุรูปใดจะพึงได้รับก็ด้วยการจับสลากต้องตรงกันกับสลาก ซึ่งทายกหรือทายิกาปักไว้ที่เครื่องภัตตาหารที่ได้เตรียมไว้ถวายเท่านั้น สลากภัต ชาวล้านนานิยมเรียกว่า กินสลาก (อ่าน "กิ๋นสะหลาก") หรือ กินกวยสลาก (อ่าน "กิ๋นก๋วยสะหลาก") หรือ ทานสลาก (อ่าน "ตานสะหลาก") หรือ ตานก๋วยสลาก หรือ กินเข้าสลากมักทำกันราว วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เหนือ คือเดือน ๑๐ ภาคกลาง และสิ้นสุดในเดือนเกี๋ยงดับ (เดือน ๑๑ แรม ๑๕ ค่ำ) ราวปลายเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ความสำคัญของประเพณีสลากภัต คือ เป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษ ญาติ พี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว สอนให้ลูกหลานมีความกตัญญู กตเวที ต่อผู้มีพระคุณ ทั้งนี้การทำบุญที่ไม่จำเพาะเจาะจงพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง เป็นการขจัดซึ่งความเห็นแก่ตัว การขจัดซึ่งกิเลส ที่เรียกว่า อคติ (ความลำเอียง) พระภิกษุสามเณรที่มารับสลากเองก็ไม่มีซึ่งความยึดติด เพราะสลากที่นำมาถวายนั้นแตกต่างหลากหลาย ประเพณีสลากภัตถือเป็นงานบุญใหญ่ที่ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจกันของคนในหมู่บ้าน สังคม ซึ่งย่อมนำมาซึ่งความสามัคคีปรองดรอง ประเพณีสลากภัตจะจัดขึ้นในช่วงของการเข้าพรรษา หรือช่วงพักระหว่างการทำนา เกษตรกรรม พระภิกษุสามเณรจำพรรษายังวัดที่แน่นอน ชาวบ้านก็ว่างเว้นจากกิจการงาน ผลผลิตทางการเกษตรออกผลผลิต จึงเป็นช่วงเวลาที่มีความเหมาะสมในการทำบุญ การถวายสลากภัตยังเป็นการบำเพ็ญบุญกิริยาอันบริสุทธิ์ด้วยการบริจาคภัตตาหารและบริขารอันควรแก่ความจำเป็น เพื่อทำนุบำรุงพระภิกษุให้สามารถดำรงชีพและสืบพระพุทธศาสนาต่อไป. ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ สลาก (สะหฺลาก) น. สิ่งเช่นติ้ว ตั๋ว หรือแผ่นกระดาษเล็ก ๆ เป็นต้น ซึ่งทำเป็นเครื่องหมายกำหนดไว้เนื่องในการเสี่ยงโชคเสี่ยงทายเป็นต้น ฉลาก-สลากก็ว่า ภัต หมายถึง อาหาร, ข้าว สลากภัต หมายถึง อาหารแห้งหรือผลไม้ถวายพระโดยวิธีจับฉลากภตฺต หมายถึง ข้าวสาร สลากภตฺต หมายถึง ภัตอันบุคคลพึงถวายตามสลาก. ในพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) กล่าวว่า “สลาก” คือ เครื่องหมายหรือวัตถุที่ใช้ในการเสี่ยงโชค เช่น สลากภัต ก็ได้แก่อาหารที่เขาถวายสงฆ์ โดยเขียนชื่อเจ้าภาพลงในกระดาษใบละชื่อ ม้วนรวมคละกันเข้าแล้วให้ภิกษุทั้งหลายจับตามลำดับพรรษากันมา หรือเขียนเลขหมายไว้ที่ของจำนวนหนึ่ง ภิกษุจับได้สลากของผู้ใดก็ได้รับอาหารของทายกนั้น ฉลาก ก็เรียก “สลากภัต” อาหารถวายตามสลาก หมายเอาสังฆภัตอันทายกเข้ากันถวาย ต่างคนต่างจัดมา เป็นของต่างกัน เขามักทำในเทศกาลที่ผลไม้เผล็ดแล้วถวายพระด้วยวิธีจับสลาก. จากอรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑ เรื่องความเกิดขึ้นของนางกาลียักษิณี ในสมัยพุทธกาล ในขณะที่พระพุทธเจ้าประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหารนั้น วันหนึ่งนางกุมารีผู้หนึ่งได้อุ้มลูกชายวิ่งหนีนางยักขินีผู้มีเวรต่อกันหลายชาติแล้วติดตามจะทำร้ายลูกของนาง นางเห็นจวนตัวจะวิ่งหนีไปที่อื่นไม่ได้ จึงวิ่งเข้าไปในเขตวัน เข้าไปในพระวิหารขณะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ นางเอาลูกน้อยวางแทบพระบาทแล้วกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอทรงโปรดเป็นที่พึ่งของลูกชายของหม่อมฉันเถิดพระเจ้าข้า"พระพุทธเจ้าได้หยุดพฤติกรรมที่จองเวรของนางกุมาริกาและนางยักขินีด้วยการตรัสคำสอนว่า "เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวรเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ธรรมนี้เป็นของโบราณ" แล้วทรงให้นางทั้งสองเห็นผิดชอบชั่วดี นางยักขินีรับศีล ๕ แล้วนางก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น กราบทูลพระพุทธเจ้าว่านางไม่รู้จะไปทำมาหากินอะไรเพราะรักษาศีลเสียแล้ว นางกุมาริกาจึงรับอาสาจะพานางไปอยู่ด้วย นางได้รับอุปการะจากนางกุมาริกาหลายประการ นึกถึงอุปการะแล้วอยากตอบแทนบุญคุณ จึงเป็นผู้พยากรณ์บอกกล่าวเรื่องอุตุนิยมวิทยา คือบอกให้นางกุมาริกาทำนาในที่ดอนในปีที่ฝนมาก ทำนาในที่ลุ่มปีที่ฝนแล้งนางกุมาริกาได้ปฏิบัติตาม ทำให้ฐานะร่ำรวยขึ้นยิ่งกว่าคนอื่นๆในละแวกนั้น คนทั้งหลายจึงมาถามนางกุมาริกาว่าเป็นอย่างไรได้รับคำตอบว่า นางยักขินีเป็นผู้บอกให้คนทั้งหลายจึงพากันไปหานางนางบอกให้อย่างเดียวกับนางกุมาริกา คนทั้งหลายได้รับอุปการะจากนางยักขินีจนมีฐานะร่ำรวยไปตามๆ กัน ด้วยความสำนึกในบุญคุณ จึงพากันเอาเครื่องอุปโภคบริโภค อาหารการกิน เครื่องใช้ มาสังเวยเป็นอันมาก ข้าวของที่สำนักนางยักขินีจึงมีมากเหลือกินเหลือใช้ นางจึงนำมาทำเป็นสลากภัตโดยให้พระสงฆ์ได้ทำการจับตามสลากอุปโลกนกรรม คือของที่ถวายมีทั้งของมีราคามาก ราคาน้อย พระสงฆ์องค์ใดได้ของมีค่าน้อยก็อย่าเสียใจ ให้ถือเป็นว่าโชคของตนไม่ดีการถวายแบบจับสลากของนางยักขีนีนี้ นับเป็นครั้งแรกแห่งประเพณีทำบุญสลากภัต หรือทานสลากในพระพุทธศาสนา. ประเพณีและธรรมเนียมถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุด้วยวิธีถวายสลากภัตนี้ มาจากความเชื่อว่าจะช่วยให้ได้บุญกุศลมากกว่าการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์โดยจำเพาะเจาะจง สลากภัตเป็นภัต ๑ ใน ๗ อย่าง ซึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้พระสงฆ์รับ จากพระไตรปิฎกเล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ พุทธานุญาตภัตร ความว่า “ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่เมืองอาฬวีตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จจาริกทางกรุงราชคฤห์ เสด็จจาริกโดยลำดับ ถึงกรุงราชคฤห์ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหารอันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตกรุงราชคฤห์นั้น ฯ สมัยต่อมา กรุงราชคฤห์มีข้าวแพง ประชาชนไม่สามารถจะ ทำสังฆภัตร แต่ปรารถนาจะทำอุทเทสภัตร นิมันตนภัตร สลากภัตร ปักขิกภัตร อุโปสถิกภัตร ปาฏิปทิกภัตร ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสังฆภัตร อุทเทสภัตร นิมันตนภัตร สลากภัตร ปักขิกภัตร อุโปสถิกภัตร ปาฏิปทิกภัตร ฯ”.๑. สังฆภัตร อาหารถวายสงฆ์ หมายถึงอาหารที่เจ้าของนำมา หรือส่งมาถวายสงฆ์ในอารามพอแจกทั่วกัน๒. อุกเทศภัต อาหารที่ถวายสงฆ์จำกัดจำนวน๓. นิมนตภัต อาหารที่ถวายสงฆ์ตามที่นิมนต์๔. สลากภัต อาหารที่ถวายสงฆ์โดยการจับสลาก๕. ปักขิกภัตร อาหารที่เขาถวายปักษ์ละครั้ง๖. อุโปสถิกภัตร อาหารที่ถวายในวันอุโบสถ คือ วันพระ๗. ปาฏิปทิกภัตร อาหารที่ถวายในวันแรม ๑ ค่ำ. จากคัมภีร์อานิสงส์สลากภัตต์ กล่าวถึงประวัตความเป็นมาและอานิสงส์ของการถวายสลากภัตร (พระมหาสิงห์คำ รักป่า. การศึกษาวิเคราะห์คัมภีร์อานิสงส์ล้านนา. ๒๕๔๓) ความว่า.ในสมัยพุทธกาล มีธิดาเศรษฐี ๒ คน ชื่อ นางจุลนันทาและนางสุภัทรา ทั้งสองพี่น้องนี้มีความแตกต่างกันในด้านนิสัยใจคอเป็นอย่างมาก นางจุลนันทาเป็นผู้ที่ชอบให้ทานแก่คนยากจนแต่นางสุภัทราไม่สนใจในการทําบุญให้ทาน นางจุลนันทาจึงสอนน้องสาวของตนให้ทําบุญทํากุศลบ้าง นางสุภัทราจึงนิมนต์พระสงฆ์มาที่บ้าน และถวายทานสลากภัตต์แด่พระภิกษุเหล่านั้น เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว นางสุภัทราได้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นนิมมานนรดี แต่นางจุลนันทาได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นต่ำกว่า คือ ดุสิตา ทั้งนี้เพราะนางทําบุญให้ทานเฉพาะแต่คนยากจน แต่ไม่เคยถวายทานสลากภัตต์แด่พระสงฆ์ ส่วนในเมืองราชคฤห์ พระญาเจ้าเมืองได้ถวายทานสลากภัตต์ในชาติก่อน เมื่อจุติจากสวรรค์ มาเกิดในเมืองมนุษย์ จึงเป็นผู้ที่มีพละกําลังมหาศาล สามารถใช้มือหักเหล็กได้อย่างสบาย วันหนึ่ง มเหสีทรงทักว่าอย่าได้ลําพองตนมากนัก ทําให้พระญาเจ้าเมืองโกรธ จึงบอกว่า ภายใน ๗ วัน ถ้าหากใครมาประลองพละกําลังไม่ได้ มเหสีจะถูกตัดหัว ด้วยความกลัวว่าตัวเองต้องเสียชีวิต มเหสีจึงออกจากเมืองไปพร้อมกับรําพึงรําพันว่า ตัวเองคง ตายแน่ เมื่อผ่านมาในป่าแห่งหนึ่ง พระญาลิงจึงไต่ถามความจริง เมื่อทราบว่า พระเจ้าเมืองเป็นผู้มีกําลังมาก จึงทําให้มาประลองกําลังกัน มเหสีจึงกลับไปบอกให้สวามีของตนทราบ.พระญาเจ้าเมืองและเสนาอามาตย์ได้พากันเข้ามาในป่า และได้ต่อสู้ประลองกําลังกับพระญาลิง แต่ในที่สุดก็ถูกพระญาลิงใช้หางตวัดขึ้นไปบนอากาศทําให้พระญาเจ้าเมืองปลิวไปตกยังเมืองสาวัตถีพระญาเจ้ามืองสาวัตถีจึงบอกแก่พระญาเจ้าเมืองราชคฤห์ว่า ตนเองก็มีพละกําลังมหาศาลเช่นกัน เพราะได้รับอานิสงส์ที่เคยถวายทานสลากภัตต์มาก่อน จากนั้นจึงใช้ปากเป่าให้พระญาเจ้าเมืองราชคฤห์ปลิวไปตกยังเมืองของตน.เมื่อแสดงธรรมจบลง พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า ผู้ใดที่ถวายทานสลากภัตต์ให้แก่พระภิกษุสงฆ์ สามเณร จะเป็นผู้ที่มีพละกําลัง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ รวมทั้งเป็นผู้ที่มีรูปร่างลักษณะงดงาม และมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดในครั้งที่พระพุทธเจ้าประทับที่เชตวันนารามซึ่งอนาถบิณฑิกมหาเศรษฐี ได้สร้างถวาย ในกาละ ครั้งนั้น นางปทุมาวดีได้บริจาคอาหารให้ทานเป็นอันมาก และเมื่อนางสิ้นชีวิตแล้วก็ได้ไป เสวยสุขในสวรรค์ เพราะอานิสงส์จากการที่นางได้มีเจตนาสละเข้าของเป็นทานนั้น.พอมาถึงสมัยที่พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ในกาลวันนั้น นางจันทปทุมาวดีได้จุติจากเทวโลกมา เป็นผู้มีฐานะดีในเมืองพาราณสี พออายุได้ ๑๖ ปี นางก็ได้ถวายภัตตาหารและผ้าจีวรแก่ภิกษุทั้งหลาย เป็นเวลาถึง ๒ วัน จนเจ้าภิกษุทั้งหลายก็ได้กล่าวถึงนางจันทปทุมาวดีว่า ประกอบด้วยศรัทธาและ เลื่อมใสใน ศาสนาของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ากล่าวแก่ภิกษุทั้งหลายว่า นางจันทปทุมาวดี มิได้มีใจ ศรัทธาในการบริทานในชาตินี้เท่านั้น ในชาติก่อนนางได้ทําบุญให้ทานมากเช่นกัน เมื่อภิกษุทั้งหลาย ทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้าเทศนาเรื่องในชาติก่อนให้ฟัง พระพุทธเจ้าจึงเทศนาว่า.ในครั้งที่พระเจ้าพรหมทัตต์ครองเมืองพาราณสีประกอบด้วยทศพิศราชธรรม ทําให้บ้านเมือง สงบสุข ในครั้งนั้น ยังมีนางจันทปทุมาวดีผู้มีรูปงามและมีศรัทธามากอยู่ในเมือง พารารณสี นางได้ถวาย ทานแก่ภิกษุสงฆ์ด้วยข้าวของเป็นอันมาก วันหนึ่งนางนึกได้ว่า รุ่งขึ้นเป็นวันดี วิเศษ นางจึงไปอาราธนา พระพุทธเจ้าพร้อมหมู่สงฆ์ให้ไปรับทานสลากภัตต์ที่เรือนของนาง เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปถึงพร้อม หมู่สงฆ์ นางก็ได้ถวายทานแล้วกรวดน้ำตั้งจิตปรารถนาว่า ด้วย อานิสงส์ที่ได้ทานข้าวสลากภัตต์นี้ ขอให้เป็นปัจจัยนําไปเกิดเมืองสวรรค์ชั้นฟ้า แม้เกิดชาติใดขอให้ เสวยสมบัติอันมาก ซึ่งพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยหมู่สงฆ์ก็ได้อนุโมทนาซึ่งทานของนางจันทปทุมาวดีแล้ว จึงกลับสู่เชตวนาราม.ในขณะนั้นทิพยอาสน์ของพระอินทร์ก็ร้อนกระด้างขึ้นในทันใด พระอินทร์ก็ได้รับรู้ด้วย ปัญญาว่า ในวันนี้นางปทุมาวดีได้ศรัทธาให้ทานข้าวสลากภัตต์แก่เจ้าภิกษุทั้งหลายมาก พระอินทร์ ก็อนุโมทนากับนาง แล้วให้ห่าฝนแก้ว ๒ ประการตกมาในเมืองพาราณสี ชาวเมืองเห็นอัศจรรย์จึงกล่าวว่า การให้ทานข้าวสลากภัตต์เป็นอานิสงส์มาก.ในกาลนั้นพระญาพรหมทัต เห็นว่านางจันทปทุมาวดีมีรูปงาม ก็ให้เสนานํานางมาอยู่ที่ ปราสาทด้วย แล้วได้ตั้งให้เป็นอัครมเหสีตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นางจันทปทุมาวดีก็ให้ทานบิณฑบาต ทุกวันไม่ขาด ตราบจนสิ้นอายุของนาง. จากพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก กุสัฏฐกทายกเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระกุสัฏฐกทายกเถระ กล่าวว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส มีใจยินดีได้ถวายสลากภัต ๘ ครั้ง แด่พระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะประเสริฐ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ในกัปนี้เอง ข้าพเจ้าได้ถวายสลากภัต ๘ ครั้งไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายสลากภัต ๘ ครั้ง กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้วคุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าก็ได้ทำให้แจ้งแล้วคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระกุสัฏฐกทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้”.ในอรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ทัณฑวรรคที่ ๑๐ เรื่องพระโกณฑธานเถระ ท่านได้จับสลากได้ที่ ๑ สามครั้ง พระพุทธองค์จึงยกย่องทรงแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งภิกษุผู้เลิศแห่งภิกษุผู้จับสลากก่อน.วิธีปฏิบัติทานสลากภัตของชาวล้านนา. ก่อนวันทำบุญพิธีสลากภัต หรือตานก๋วยสลาก ๑ วัน หรือมากกว่านั้น เรียกว่า “วันดา”, “วันดาสลาก” (วันสุกดิบ) คือ วันที่จัดเตรียมสิ่งของไทยทาน ชาวบ้านใกล้เรือนเคียงจะช่วยกันแต่งดาจัดเตรียมสิ่งของ หน้าที่ของผู้ชายจะสานกวย (อ่าน "ก๋วย") ซึ่งมีทั้งกวยเล็ก กวยใหญ่ คือ ตะกร้าไม้ไผ่ สำหรับเป็นภาชนะบรรจุสิ่งของที่จะถวายทาน ส่วนผู้หญิงจะจัดเตรียมห่อของจำพวก พริก เกลือ หอม กระเทียมอาหารคาวหวาน ผลไม้ และสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วเอาตะกร้าไม้ไผ่ที่ผู้ชายสานมากรุด้วยใบตอง ใบหมากผู้หมากเมีย หรือกระดาษ เอาสิ่งของที่เตรียมไว้บรรจุลงไป ของบางอย่างที่มีน้ำหนักเบาเช่น ไม้ขีดไฟ บุหรี่ ยาซอง ก็เอาผูกติดกับเรียวไม้ไผ่ที่เหลาตกแต่งไว้อย่างสวยงาม นอกจากนั้นที่สำคัญต้องมีไม้หนีบสำหรับเสียบยอด หรือธนบัตรจำนวนหนึ่งเสียบไว้กับกวยสลากนั้น ด้านหน้ากวยจะมีเส้นสลากหรือข้อเขียนคำจารึกชื่อผู้ถวายพร้อมทั้งระบุด้วยว่าถวายเพื่ออะไรหรือถวายสำหรับใคร เพราะบางคนจะถวายทานเพื่ออุทิศส่วนกุศลไปสะสมไว้เป็นส่วนกุศลของตนเพื่อวันข้างหน้า บางคนก็อุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษหรือญาติมิตรผู้ล่วงลับ.ในวันดาสลากนี้ บางท้องถิ่นจะมีคนต่างหมู่บ้านซึ่งเป็นเพื่อนฝูงญาติมิตรพี่น้องมาเที่ยวเยี่ยมเยียนเจ้าของบ้าน หรือหมู่บ้าน ชุมชนที่ดาสลาก เพื่อช่วยเหลือจัดเตรียมสิ่งของ พร้อมกับนำข้าวของปัจจัยมาร่วมทำบุญเรียกว่ามา รอมสลาก (อ่าน "ฮอมสะหลาก") หรือ รอมพอย (อ่าน "ฮอมปอย") เจ้าของบ้าน หรือชาวบ้านจะตอบแทนด้วยการเลี้ยงอาหาร แล้วยังทำขนมพื้นเมือง อย่างข้าวต้มกะทิข้าวต้มกล้วย ข้าวต้มถั่ว ที่นิยมทำและชอบกินกันคือเข้าหนมจ็อก หรือขนมเทียนแบบล้านนา เป็นของฝากให้แก่พี่น้องทุกคนเพื่อนำไปให้ลูกให้หลานที่อยู่บ้านได้กินกัน.กวยสลาก หรือ ก๋วยสลาก คำว่า “ก๋วย” คือ ภาชนะสาน ประเภทตะกร้า หรือชะลอม ที่สานขึ้นเพื่อบรรจุเครื่องไทยทานซึ่งจะได้นำไปถวายพระ มีรูปแบบที่หลากหลาย และมีชื่อเรียกขานที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ประกอบด้วย -สลากน้อย คือ สลากก๋วยเล็ก (กระชุหรือชะลอมขนาดเล็ก) -สลากก๋วยใหญ่ หรือสลากโชค -สลากต้น หรือสลากที่มีขนาดใหญ่ วิธีการถวายทานสลากภัต.ในวันทานสลากภัตหรือทำบุญสลากภัตนั้น พระภิกษุตามหัววัดต่างๆ ในตำบลเดียวกันหรือต่างตำบลที่มีความสัมพันธ์กันจะได้รับนิมนต์ให้มาร่วมรับการถวายทานด้วยพร้อมกันนั้นวัดต่างๆ ก็นำต้นสลาก หรือเครื่องไทยทานที่นำมาร่วมจับสลากด้วย ชาวบ้านที่เป็นเจ้าศรัทธาวัดนั้นจะนำก๋วยสลากทั้งหมดไปที่วัด กวยเล็กที่เตรียมสำหรับทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลจะนำไปถวายทานแต่เช้ามืดลักษณะเดียวกันเหมือนกับการทานขันเข้า เมื่อพระสงฆ์ให้พรแล้วก็จะนำกวยสลากทั้งหมดไปรวมกัน ส่วนที่เป็นกวยถวายพระเจ้าคือถวายพระพุทธหรือพระธรรม ก็นำไปรวมกันที่หน้าพระประธานในวิหาร กวยใหญ่ที่จะให้พระสงฆ์จับสลากก็นำไปวางเรียงกันตามสถานที่กรรมการวัดจัดไว้ให้ กรรมการวัดมีหน้าที่จัดเตรียมสลากอีกชุดหนึ่งเท่ากับจำนวนกวยสลากที่ศรัทธาชาวบ้านจะถวาย เมื่อถึงเวลาก็นิมนต์พระสงฆ์ที่มาร่วมพิธีทุกรูปจับสลาก เมื่อแต่ละรูปได้เบอร์ไหนก็ออกเดินค้นหาต้นสลากที่วางไว้ พบแล้วชาวบ้านก็จะถวายทานต้นสลาก หรือบางทีพระสงฆ์ก็อาจอ่านชื่อศรัทธาตามเส้นสลาก เพื่อเรียกให้ศรัทธานำเอากวยสลากไปถวายพระสงฆ์จะให้พรศรัทธาผู้ถวายแล้วรับต้นสลากไป เป็นอันเสร็จพิธี พระเณรก็จะรีบกลับไปฉันเพลที่วัดของตน ซึ่งหากวัดอยู่ไกลเกินไป ก็อาจฉันตามห้างนาราวป่าตามข้างทางก็ได้เพราะสมัยก่อนไม่มีการเลี้ยงเพล . เส้นสลาก คือข้อความที่จารหรือเขียนกำกับต้นสลากหรือ กวยสลาก ในเส้นสลากจะเขียนชื่อเจ้าของ / หน่วยงาน ต้นสลาก และมีคำปรารถนา (อ่าน "กำผาถะนา") คือคำอุทิศที่แสดงความจำนงว่าจะให้อานิสงส์ในการทำบุญนั้นไปตกอยู่กับผู้ใด ในอดีตเส้นสลากทำด้วยใบตาลหรือใบลาน นำมาตากให้แห้งตัดแต่งให้กว้างประมาณ ๓-๔ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๔๐-๕๐ เซนติเมตร แหลมหัวและท้าย แต่งขยักหัวให้สวยงาม ในปัจจุบันมักเขียน หรือปริ้นบนแผ่นกระดาษ และที่ทำเป็นแบบฟอร์มให้กรอกรายละเอียดก็มี ในพิธีการถวายสลากภัตที่นิยมมี ๓ ประเภท คือ ๑. สลากเอาเส้น ประชาชนเป็นผู้จับสลาก แล้วนำสลากไปถวาย ๒. สลากที่พระสงฆ์จับสลากเอง ๓. สลากที่มีจำนวนมาก นำเอาเส้นสลากมาวางรวมกันหมดแล้ว ทางคณะกรรมการจึงทำการ “สูนเส้นสลาก” ผูกเส้นสลากทำเป็นมัดๆ คำนวณหารกับจำนวนวัด หรือพระภิกษุสามเณรที่นิมนต์มาเอกสารอ้างอิง-พระไตรปิฎกเล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒. พุทธานุญาตภัตร. เข้าถึงได้โดย https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=7&A=2837...-พระไตรปิฎกเล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] มหาวรรค ภาค ๑. “จัตตารินิสสยะ ว่าด้วยนิสสัย ๔ เรื่องทรงอนุญาตให้บอกนิสสัย ๔”https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=04&siri=51-พระบุญชุม วชิโร (ปัญญายศ). ศึกษาวิเคราะห์ปุพพเปตพลีตามประเพณีตานก๋วยสลาก. วิทยานิพนธ์ พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พธ.ม.) สาขาวิชาพระพุทธศาสนา. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ๒๕๖๒.-พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. ๒๕๕๑. เข้าถึงได้โดย https://www.thammapedia.com/pdf/Dict_sadda.pdf-พระมหาสิงห์คำ รักป่า. การศึกษาวิเคราะห์คัมภีร์อานิสงส์ล้านนา. เชียงใหม่ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ๒๕๔๓.-พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=33&siri=66-สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคกลาง เล่ม ๑๔. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, ๒๕๔๒.-สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม ๑. เล่ม ๑๓. เล่ม ๑๔ กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. ๒๕๔๒.-อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑. เรื่องความเกิดขึ้นของนางกาลียักษิณี https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=11&p=4
สวัสดีวันสงกรานต์จ้า อาจจะมาช้าหน่อย แต่แอดฯก็มาพร้อมสาระเช่นเดิมน้า หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าทำไมคนไทยเราวันสงกรานต์ หรือวันที่ 13 เมษายน คือการเข้าสู่ปีใหม่ ม่ะเดี๋ยวแอดจะเล่าให้ฟัง
"สงกรานต์" มาจากภาษาสันสกฤตมีความหมายว่า "ก้าวขึ้น ย่างขึ้น ย้ายที่ หรือเคลื่อนที่"
“วันสงกรานต์” หมายถึงวันที่ดวงอาทิตย์ย้ายจากราศีหนึ่งไปสู่อีกราศีหนึ่งในกลุ่มดาวจักราศีทั้ง 12 กลุ่ม ดังนั้นในรอบ 1 ปี จึงมีวันสงกรานต์ถึง 12 วัน
ส่วนสงกรานต์คนไทยรู้จัก (วันที่ 13 เมษายน) เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ย้ายจากราศีมีน ไปสู่ราศีเมษ เป็นวันที่พิเศษกว่าวันสงกรานต์อื่นๆ ที่เรียกว่า “วันมหาสงกรานต์” หรือวันสงกรานต์ใหญ่ เพราะตามสุริยะคติของชาวฮินดูในอินเดียจะถือว่าราศีเมษ เป็นราศีที่ 1 ของทั้ง 12 ราศี
ในทางดาราศาสตร์ ก็เป็นการเริ่มต้นปีดาราศาสตร์ใหม่ เมื่อดวงอาทิตย์ย้ายจากด้านใต้ขึ้นสู่ด้านเหนือของเส้นศูนย์สูตรท้องฟ้า
โดยในปกรณัมศาสนาฮินดู พระสูริยะถือเป็นบุคลาธิษฐานของเทพแห่งแสงอาทิตย์ในลักษณะรูปบุคคล และยังเป็นหนึ่งในเทพนพเคราะห์อีกด้วย
ในยุคพระเวท หรือประมาณ 3300 ปีมาแล้ว สูริยะเป็นเทพในกลุ่มเทพแห่งแสงอาทิตย์ 6 องค์ ร่วมกับ สวิตฤ วิษณุ ปูษัน มิตระ และอุษา โดยวิษณุมีหน้าที่คือก้าว 3 ก้าว เพื่อทำให้เกิดความแตกแต่งของช่วงเวลา หรืออาจหมายถึงการโคจรของดวงอาทิตย์ตั้งแต่รุ่งอรุณ ส่องแสงสว่าง ยามย่ำสนธยา นั้นเอง
แต่เมื่อเข้าสู่ยุคปุราณะ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 9-11 (หรือประมาณ 1700-1500 ปีมาแล้ว) คัมภีร์ปุราณะได้ยกย่องวิษณุจากเทพชั้นรองของกลุ่มอาทิตยเทพในยุคพระเวท กลายเป็นเทพองค์สำคัญ 3 องค์ ร่วมกับพระศิวะ และพระหรหม ส่วนพระสุริยะนั้นถูกลดบทบาทลงเป็นเพียงเทพชั้นรองเท่านั้น และยังมีการรวมบทบาทหน้าที่ รูปลักษณ์ของเทพในกลุ่มเทพเจ้าแห่งแสงอาทิตย์ให้กลายเป็นเทพเจ้าองค์เดียวคือ พระสูริยะ จึงทำให้คำว่า “อาทิตย์” กลายเป็นชื่อสามัญของพระสูริยะ
เมืองศรีเทพ เป็นเมืองโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีค้นพบประติมากรรมพระสูริยะเป็นจำนวนมาก (อาจสันนิษฐานได้มากถึง 6-7 องค์ ) จนสันนิฐานได้ถึงการอยู่มีอยู่ของลัทธิเสาระ (ลัทธิที่นับถือพระสูริยะเป็นเทพเจ้าสูงสุด) ในเมืองศรีเทพ โดยเทวรูปพระสูริยะที่พบจากเมืองศรีเทพนั้นมีอายุตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 11-14 โดยลักษณะทางรูปแบบศิลปกรรมนั้น กล่าวได้ว่ามีสัมพันธ์กับวัฒนธรรมเขมรยุคก่อนเมืองพระนคร ในเขตประเทศกัมพูชา และบริเวณปากแม่น้ำโขงประเทศเวียดนาม
ปล.เนื่องในวันสงกรานต์นี้ แอดฯของเป็นตัวแทนของบุคลากรอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ขอกล่าวอวยพรให้มิตรรักแฟนเพจทุกท่าน มีความสุขในวันสงกรานต์ เดินทางกลับบ้านหรือไปเที่ยวอย่างสวัสดิภาพ ขับขี่ปลอดภัย เมาไม่ขับเน้อ สุขสันต์วันปีใหม่ไทยครับ
เอกสารอ้างอิง
- ธนะจักร เย็นบำรุง. “ประเพณีสงกรานต์”. ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดีประวัติศาสร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2524
- พิกุล สมัครไทย. “คติความเชื่อเรื่องพระสูริยะเทพที่พบจากประติมากรรมที่เมืองโบราณศรีเทพ”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2543
- พิริยะ ไกรฤกษ์. “รากเหง้าแห่งศิลปะไทย”. กรุงเทพฯ : ริเวอร์บุ๊ค, 2553
- วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์. “คติเรื่องพระสูริยะเทพที่พบในประเทศไทยช่วงก่อนดินพุทธศตวรรษที่ 19”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2549
- ศรัณย์ มะกรูดอินทร์. “การนับถือพระสูริยะในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนพุทธศตวรรษที่ 19”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2553
- เอกสุดา สิงห์ลำพอง. “เทวปฏิมาสยาม”. กรุงเทพฯ : มิวเซียมเพลส, 2553
พระพิมพ์ดินเผาจำนวน ๒ ชิ้น พบที่เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เก็บรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
พระพิมพ์ดินเผารูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีภาพพระพุทธรูปยืนตริภังค์ โดยการยืนเอียงสะโพกไปทางด้านซ้าย หย่อนพระบาทขวา พระเศียรมีร่อยรอยนูนของอุษณีษะ รายละเอียดบนพระพักตร์ลบเลือน พระกรรณยาว เอียงพระศอเล็กน้อย รอบพระเศียรมีกรอบประภามณฑลเรียบ พระพุทธรูปทรงครองจีวรห่มเฉียง เปิดพระอังสาขวา จีวรเรียบแนบพระวรกาย พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นระดับพระอุระ หันเข้าหาลำตัวอยู่ในท่าจับชายจีวร พระหัตถ์ขวาทอดลง หงายฝ่าพระหัตถ์บริเวณพระโสณี ชายจีวรที่ตกลงมาจากพระกรซ้ายมีลักษณะเป็นแถบหนาและรอยยับย่นเสมือนจริง นอกจากนั้นบริเวณข้อพระบาทมีขอบสบงที่ยาวลงมากว่าชายจีวรเล็กน้อย บริเวณพระบาทมีฐานคล้ายกลีบบัวมารองรับ
รูปแบบศิลปกรรมของพระพิมพ์ดินเผาที่ปรากฏข้างต้น มีลักษณะที่สัมพันธ์กับรูปแบบของพระพุทธรูปศิลปะอินเดียแบบหลังคุปะ เช่น พระพุทธรูปที่ถ้ำอชันตาหมายเลข ๑๙ ประเทศอินเดีย คือ การยืนตริภังค์เอียงสะโพก หย่อนพระบาทข้างหนึ่ง และเอียงพระศอเล็กน้อย พระพุทธรูปครองจีวรเรียบและไม่มีริ้ว สืบมาจากศิลปะอินเดียแบบคุปตะ สกุลช่างสารนาถ ส่วนการทำพระพุทธรูปยืนครองจีวรเฉียงนิยมในศิลปะอินเดียแบบหลังคุปตะ
การแสดงปางของพระพุทธรูปสันนิษฐานว่าแสดงปางประทานพร โดยพิจารณาจากพระหัตถ์ซ้ายที่ยกขึ้นมีจีวรคลุมตามรูปแบบที่นิยมในศิลปะอินเดีย พระหัตถ์ดังกล่าวนิยมจับชายจีวรไม่แสดงปาง ดังนั้นสันนิษฐานว่า พระหัตถ์ขวาที่วางทอดลง และหงายพระหัตถ์แสดงถึงปางประทานพร ซึ่งลักษณะการจับชายจีวรและการแสดงปางในแนวตรงข้ามเช่นนี้สืบมาจากอินเดียเหนือ โดยปรากฏต่อเนื่องมาจนถึงศิลปะอินเดียแบบหลังคุปตะ ถือได้ว่าพระพิมพ์ดินเผาซึ่งพบที่เมืองโบราณอู่ทองชิ้นนี้มีความสัมพันธ์ทางด้านรูปแบบศิลปกรรมกับศิลปะอินเดียแบบหลังคุปตะ นอกจากนั้นยังพบพระพุทธรูปยืนตริภังค์แสดงปางประทานพร ในศิลปะเขมรสมัยก่อนเมืองพระนคร สะท้อนถึงรูปแบบพระพุทธรูปศิลปะอินเดียแบบหลังคุปตะที่แพร่กระจายในพื้นที่วัฒนธรรมทวารวดี และเขมรก่อนเมืองพระนคร จากรูปแบบพระพิมพ์ดินเผาที่ปรากฏสามารถกำหนดอายุอยู่ในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๓ หรือประมาณ ๑,๑๐๐ - ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว
เอกสารอ้างอิง
เชษฐ์ ติงสัญชลี. ประวัติศาสตร์ศิลปะอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, ๒๕๖๐.
เชษฐ์ ติงสัญชลี. พระพุทธรูปอินเดีย. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๕๔.
ธนกฤต ลออสุวรรณ. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่า จีน : กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. นนทบุรี : เมืองโบราณ, ๒๕๖๒.
แผ่นอิฐเขียนสีรูปเจดีย์ทรงหม้อน้ำ จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
แผ่นอิฐทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างประมาณ ๑๕ เซนติเมตร ยาว ๓๓ เซนติเมตร หนา ๗ เซนติเมตร อิฐเนื้อละเอียด ผิวด้านหน้าและด้านข้างขัดมัน เห็นร่องรอยแกลบข้าวในเนื้ออิฐ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของอิฐในสมัยทวารวดี ส่วนล่างมุมด้านซ้ายหักหายไป ด้านหลังและด้านข้างของอิฐมีร่องรอยปูนติดอยู่
อิฐแผ่นนี้ผลิตขึ้นด้วยความประณีตแตกต่างจากอิฐที่ใช้ในการก่อสร้างทั่วไป โดยมีการตกแต่งพื้นผิวด้านหน้าด้วยการเขียนภาพเจดีย์ทรงหม้อน้ำตามแนวตั้งของอิฐด้วยสีดำและสีขาว ภาพเจดีย์มีองค์ระฆังกลมคล้ายหม้อน้ำ ส่วนยอดเป็นทรงกรวยตกแต่งด้วยใบฉัตร ซึ่งเป็นลักษณะเจดีย์ที่พบทั่วไปตามเมืองโบราณสมัยทวารวดี ทั้งส่วนยอดเจดีย์ศิลาและปูนปั้น เจดีย์สำริดจำลอง รูปสลักบนใบเสมาและพระพิมพ์ สามารถกำหนดอายุอยู่ในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖ (ประมาณ ๑,๐๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว)
ภาพเจดีย์ทรงหม้อน้ำที่เขียนลงบนแผ่นอิฐนี้ น่าจะหมายถึงสัญลักษณ์มงคล ได้แก่ “กลศ” หรือ “ปูรณฆฏะ” เพื่อสื่อถึงความอุดสมสมบูรณ์และความเป็นศูนย์กลางจักรวาล จึงสันนิษฐานว่าอิฐแผ่นนี้ทำหน้าที่เป็นอิฐฤกษ์ ใช้ในการประกอบพิธีกรรมเมื่อเริ่มก่อสร้างศาสนสถาน เพื่อให้พื้นที่เกิดความเป็นสิริมงคลและความศักดิ์สิทธิ์ คติการวางฤกษ์ปรากฏในอินเดียและส่งอิทธิพลให้สมัยทวารวดี ปรากฏหลักฐานการวางฤกษ์ที่โบราณสถานในเมืองโบราณสมัยทวารวดีหลายแห่ง เช่น โบราณสถานที่เมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี เจดีย์จุลประโทน จังหวัดนครปฐม โบราณสถานที่บ้านคูเมือง จังหวัดสิงห์บุรี และเจดีย์หมายเลข ๑ เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นต้น
นอกจากแผ่นอิฐเขียนสีรูปเจดีย์ทรงหม้อน้ำแผ่นนี้แล้ว ยังพบอิฐฤกษ์รูปแบบอื่น ๆ ที่มีเนื้อละเอียด ผิวขัดมัน ผลิตด้วยความประณีต มีการตกแต่งผิวหน้าอิฐด้วยการปิดทองคำเปลว การเขียนรูปลายเรขาคณิตหรือลวดลายมงคลอื่นๆ ด้วยสีแดง ขาว และดำ รวมถึงการจำหลักอิฐเป็นภาพนูนสูงลายเรขาคณิตและลวดลายอื่นๆ ด้วย
เอกสารอ้างอิง
กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี : สหมิตรพริ้นติ้ง, ๒๕๔๕.
นิตยา กนกมงคล. “สถูปทรงหม้อน้ำ ศิลปะทวารวดีที่พบในเขตภาคกลางของประเทศไทย”. วิทยานิพนธ์ ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัย ศิลปากร, ๒๕๔๗.
วิภาดา อ่อนวิมล. “อิฐมีลวดลายในสมัยทวารวดี”. เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคล ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๖.
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ขอเผยแพร่ องค์ความรู้ประจำเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๖ เรื่อง "ทวารบาลวัดเขาสุวรรณคีรี เมืองศรีสัชนาลัย" ทวารบาล มาจากคำว่า ทวาร หมายถึง ประตู ส่วนคำว่า บาล หมายถึง การเลี้ยง รักษา ปกครอง และเมื่อแปลรวมกันคำว่า “ทวารบาล” จึงหมายถึง ผู้รักษาประตู หรือผู้รักษาช่อง โดยทวารบาลมีหน้าที่ปกป้องรักษาไม่ให้สิ่งชั่วร้าย หรือสิ่งไม่ดีเข้ามาภายในศาสนสถานได้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรง ราชานุภาพ ได้กล่าวถึงที่มาของทวารบาลไว้ในหนังสือสาส์นสมเด็จ ว่า “มนุษย์ย่อมต้องมีเครื่องป้องกันภัย อย่างต่ำมีประตูบ้านเรือน ต่อขึ้นมาถึงมีคนเฝ้าประตูบ้านเรือน ต่อขึ้นมาถึงเลือกสรรคนกล้าแข็งรักษาประตู ต่อขึ้นมาถึงผู้เป็นอัจฉริยบุรุษ อาจจะหัดสัตว์ร้ายให้รักษาประตูได้ มูลเหตุนี้เองที่เลยมาเป็นรูปภาพ แล้วถึงแต่ชื่อสิงห์ก็นับว่าเป็นเกียรติยศอย่างสูง” เมืองศรีสัชนาลัย ปรากฏประติมากรรมทวารบาลทั้งรูปบุคคล และรูปสัตว์ ที่วัดเขาสุวรรณคีรี บริเวณซุ้มประตูทางเข้าศาสนสถานทางด้านตะวันตก ด้านหลังของเจดีย์ประธาน โดยพบชิ้นส่วนของโกลนศิลาแลงรูปบุคคลยืนในลักษณะเข่าแยกออกจากกัน และชิ้นส่วนปูนปั้นรูปสิงห์ โดยประติมากรรมดังกล่าวทำหน้าที่เป็นทวารบาลตามคติความเชื่อตั้งแต่สมัยโบราณ ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับภูต ผี ปีศาจ และพลังอันลึกลับเหนือธรรมชาติที่มองไม่เห็น ทั้งดี และร้าย โดยสถานที่สำคัญ หรือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์จะมีสิ่งที่คอยปกปักษ์รักษาเพื่อที่จะไม่ให้สิ่งไม่ดีเข้าไปยังที่แห่งนั้นได้ ด้วยการนำรูปยักษ์ รูปอสูร หรือแม้แต่รูปเทวดา ที่มีลักษณะน่ากลัวเป็นที่ น่าเกรงขามแก่เหล่าภูต ผี และปีศาจ ไปติดตั้งไว้ตามบริเวณช่องประตู บานหน้าต่าง หรือราวบันได โดยรูปยักษ์ รูปอสูร หรือแม้แต่รูปเทวดาจะถูกนำเสนอผ่านงานศิลปกรรมต่าง ๆ เช่น งานปั้น งานแกะสลักหรือแม้แต่งานจิตรกรรม เป็นต้น และถูกเรียกว่า “ทวารบาล”เอกสารอ้างอิงวิทยานิพนธ์ณวลพักตร์ พิมลมาศ. คติความเชื่อและรูปแบบทวารบาลไทย-จีน สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 3) กรณีศึกษาวัดสุวรรณารามและวัดราชโอรสาราม. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ศิลปากร, 2549.เชาว์ เภรีจิต. สัตว์ประดับและบริวารของทวารบาล: ที่มา คติการสร้าง รูปแบบและพัฒนาการ จากสมัยอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ศิลปากร, 2556.ระพี เปรมสอน. จากทวารบาลแบบประเพณีมาสู่ทวารบาลแบบจีนในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ ศิลปากร, 2555.ออนไลน์ทวารบาล ผู้พิทักษ์ศาสนสถานเมืองกำแพงเพชร, อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร. สืบค้นจาก https://www.finearts.go.th/kamphaengphethistor.../view/34671. (เข้าถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2566).
จารึกปุษยคีรี : ชื่อภูเขาศักดิ์สิทธ์แห่งเมืองอู่ทอง
ศิลาจารึกปุษยคีรี (หนังสือจารึกในประเทศไทย เล่มที่ ๑ เรียกว่า จารึกเขาปุมยะคีรี เลขทะเบียน รบ.๓) พบบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จารึก ๑ ด้าน ๑ บรรทัด ด้วยอักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤต เป็นชื่อเฉพาะ แปลว่า “ปุษยคิริ” (ปุษย หมายถึง ดอกไม้ และ คิริ หมายถึง ภูเขา) พิจารณาจากรูปแบบอักษรสามารถกำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๔ (ราว ๑,๒๐๐ – ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว) นักวิชาการได้ศึกษาและตีความจารึกดังกล่าว มีประเด็นสำคัญในการศึกษา แบ่งเป็น ๓ ประเด็น ดังนี้
๑. คำอ่านและคำแปลจารึก นักวิชาการได้อ่านและแปลจารึกแผ่นนี้เป็น ๒ แนวทาง ได้แก่ อ่านว่า “ปุมฺยคิริ” แปลว่า ปุมยคิริ หรือ เขาปุมยะ และ “ปุษยคิริ” แปลว่า ปุษยคิริ หรือ เขาปุษยะ ทั้งนี้ หากแปลว่า “ปุษยคิริ” น่าจะตรงกับการเทียบเคียงรูปแบบตัวอักษรสมัยหลังปัลลวะ และการแปลความหมายในภาษาสันสกฤตมากกว่า
๒. การตีความชื่อเขาปุษยคีรีกับหลักฐานด้านภูมิศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดีในเมืองโบราณอู่ทอง โดยนักวิชาการส่วนใหญ่ตีความว่าชื่อ “ปุษยคีรี” ที่ปรากฏในจารึกดังกล่าว หมายถึงเขาทำเทียม ตั้งอยู่บริเวณด้านทิศตะวันตกของเมืองโบราณอู่ทอง ซึ่งพบโบราณสถานสำคัญในสมัยทวารวดีจนถึงสมัยอยุธยา รวมทั้งมีการขุดค้นพบโบราณวัตถุสำคัญจำนวนมากในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้คงเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองอู่ทองมายาวนาน ตั้งแต่สมัยทวารวดี จนถึงสมัยอยุธยา โดยอาจเกี่ยวข้องกับความเชื่อท้องถิ่นผสมผสานกับความเชื่อที่แพร่หลายเข้ามาจากวัฒนธรรมอินเดีย และอาจเป็นภูเขาที่ใช้เป็นหลักหมาย (landmark) ในการเดินทางของนักเดินทาง
๓. ความสัมพันธ์กับการรับวัฒนธรรมอินเดีย มีผู้เสนอว่า การพบจารึกปุษยคีรีในดินแดนไทย เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชของอินเดียมายังประเทศไทย เนื่องจากมีความพ้องกับชื่อภูเขาศักดิ์สิทธ์ ได้แก่ ปุษฺปคีรี ในรัฐโอริสสา ซึ่งเชื่อว่าพระเจ้าอโศกมหาราช (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๗๐ – ๓๑๑) ทรงสถาปนา และเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางการติดต่อกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะเวลาต่อมา ทั้งนี้ในเมืองโบราณอู่ทองยังไม่พบหลักฐานที่มีอายุเก่าไปถึงช่วงเวลาดังกล่าวที่จะช่วยสนับสนุนแนวคิดนี้ อย่างไรก็ตาม ชื่อเขาปุษยคิริ ในอินเดียคงเป็นชื่อมงคลที่ส่งอิทธิพลมาถึงการเรียกชื่อสถานที่สำคัญในวัฒนธรรมทวารวดี ให้มีความเกี่ยวข้องกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของพระพุทธศาสนา ก็เป็นได้ จารึกปุษยคีรี จึงเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงสถานที่สำคัญที่ตั้งอยู่บริเวณเมืองโบราณอู่ทอง ในวัฒนธรรมทวารวดี ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๔ ซึ่งสัมพันธ์กับการรับวัฒนธรรมและความเชื่อจากอินเดียในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ภูเขาปุษยคีรีอาจเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของคนในท้องถิ่นตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยอยุธยา
เอกสารอ้างอิง
กรมศิลปากร, จารึกในประเทศไทย เล่ม ๑ (อักษรปัลลวะ อักษรหลังปัลลวะ พุทธศตวรรษที่ ๑๑ – ๑๔), กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๕๙.
นพชัย แดงดีเลิศ, จารึกทวารวดี : การศึกษาเชิงอักขรวิทยา, วิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาไทย, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๒.
รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, “ปุษยคิริ : เขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองอู่ทองที่ถูกลืมเลือน”, วารสารดำรงวิชาการ, ๑๓,๑ (มกราคม-มิถุนายน ๒๕๕๗), หน้า ๑๓๓ – ๑๕๘.
ที่มาของสำเนาภาพจารึก
กรมศิลปากร, จารึกในประเทศไทย เล่ม ๑ (อักษรปัลลวะ อักษรหลังปัลลวะ พุทธศตวรรษที่ ๑๑ – ๑๔), กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๕๙, หน้า ๓๑๐.
ประติมากรรมดินเผารูปราชยลักษมีประกอบกับรูปคชลักษมี พบจากเมืองโบราณอู่ทอง : ประติมากรรมรูปแบบเฉพาะสมัยทวารวดี
ประติมากรรมดินเผารูปราชยลักษมีประกอบกับรูปคชลักษมี พบจากเมืองโบราณอู่ทอง จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
ประติมากรรมดินเผา สูงประมาณ ๙.๘ เซนติเมตร มีภาพนูนสูง ๒ ด้าน รองรับด้วยฐานทรงกลมตกแต่งด้วยลายกลีบบัว
ด้านที่ ๑ เป็นประติมากรรมรูปราชยลักษมี ประกอบด้วยรูปพระลักษมี เศียรหักหายไป นั่งโอบลำตัวสิงห์ที่หมอบอยู่ด้านข้าง สิงห์มีแผงคอขีดเป็นร่อง ตาโปน จมูกใหญ่ แยกเขี้ยวยิงฟันคล้ายประติมากรรมดินเผารูปสิงห์ ที่พบในเมืองโบราณอู่ทอง ด้านข้างเป็นรูปบุคคลนั่งคุกเข่าพนมมือ โดยหันหน้าไปทางรูปราชยลักษมี สันนิษฐานว่าเป็นบริวารที่แสดงความเคารพบูชาต่อพระลักษมี
ด้านที่ ๒ เป็นรูปคชลักษมี กึ่งกลางเป็นรูปพระลักษมี เศียรหักหายไป พระหัตถ์ขวาทรงถือก้านดอกบัวตูมยกขึ้นในระดับพระอุระ ส่วนพระหัตถ์ซ้ายหักหายสันนิษฐานว่าทรงถือก้านดอกบัวตูมยกขึ้นในระดับพระอุระเช่นเดียวกัน นั่งขัดสมาธิราบบนฐานบัว ด้านข้างทั้งสองชำรุดมาก สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นรูปช้างชูงวงถือหม้อน้ำเพื่อรดน้ำอภิเษกพระลักษมี
สันนิษฐานว่า อาจใช้เป็นฝาจุกภาชนะ หรือประดิษฐานเพื่อการเคารพบูชา หรือใช้เป็นเครื่องรางสำหรับติดตัวพ่อค้าหรือนักเดินทาง นอกจากประติมากรรมชิ้นนี้แล้ว ที่เมืองโบราณอู่ทองยังพบประติมากรรมดินเผารูป ราชยลักษมี และประติมากรรมดินเผารูปคชลักษมีที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกับประติมากรรมชิ้นนี้อีก ๒ ชิ้นด้วย กำหนดอายุประติมากรรมดังกล่าวอยู่ในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว)
ราชยลักษมีและคชลักษมีเป็นรูปแบบหนึ่งของพระศรี – ลักษมี ซึ่งผู้นับถือเพื่อความมีโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์ ปรากฏในศิลปะอินเดีย และส่งอิทธิพลด้านรูปแบบศิลปกรรมและคติความเชื่อให้กับศิลปะทวารวดี สำหรับประติมากรรมชิ้นนี้ ช่างสมัยทวารวดีมีการปรับเปลี่ยนจนมีรูปแบบเฉพาะของตนเอง ได้แก่ การนำรูปราชยลักษมีและคชลักษมีมาประกอบกัน ซึ่งไม่พบในศิลปะอินเดีย และยังไม่เคยพบจากเมืองโบราณสมัยทวารวดีอื่น ๆ ในประเทศไทย ประติมากรรมชิ้นนี้จึงเป็นรูปแบบพิเศษซึ่งพบเฉพาะในเมืองโบราณอู่ทอง และยังเป็นหลักฐานที่แสดงถึงความนิยมในการนับถือพระลักษมีในฐานะเทวีแห่งโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์ในดินแดนแถบนี้เป็นอย่างมากด้วย
เอกสารอ้างอิง
กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี : สหมิตรพริ้นติ้ง, ๒๕๔๕.
เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว. รูปแบบและความเชื่อของงานศิลปกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพระศรี-ลักษมีที่พบใน ประเทศไทยก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา ประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๐.
เอกสารโบราณและบันทึกชาวต่างชาติ มักกล่าวถึงพื้นที่บริเวณกรุงรัตนโกสินทร์และ กรุงธนบุรีในนาม “เมืองบางกอก” โดยในสมัยอยุธยาเมืองบางกอกอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา๑ ในสมัยธนบุรีได้รับการสถาปนาเป็นราชธานีแห่งใหม่หลังเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๒ เมืองถูกสร้างโดยใช้พื้นที่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำฯ ราชธานีอยู่ฝั่งตะวันตก วังลูกเจ้าเมืองบางกอก บ้านพระยาราชาเศรษฐี และชุมชนชาวจีนอยู่ฝั่งตะวันออก๒ กระทั่งสมัยรัตนโกสินทร์พื้นที่ ฝั่งตะวันออกนี้ได้สร้างราชธานีและพระบรมมหาราชวังสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน๓ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์และมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ มีร่องรอยของชุมชนเรื่อยมาตั้งแต่สมัยอยุธยา สมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ.๒๕๖๐ บริษัท กันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ดำเนินงานการปรับปรุงภูมิทัศน์รวมทั้งอาคารต่าง ๆ และงานขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ เริ่มขุดค้นในปี พ.ศ.๒๕๖๒ โดย นายอนันต์ กลิ่นโพธิ์กลับ จำนวน ๕ หลุมขุดค้น (ขณะวิเคราะห์เครื่องถ้วยจีนดำเนินงานเพียง ๔ หลุมขุดค้น) จากการขุดค้นพบหลักฐานประเภทต่าง ๆ เช่น สิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับวังท่าพระ เศษภาชนะดินเผาประเภทเนื้อแกร่ง (Stoneware) เศษภาชนะดินเผาประเภทเนื้อกระเบื้อง (Porcelain) รวมถึงเครื่องถ้วยจีนที่เป็นหลักฐานประเภทหนึ่งของเศษภาชนะดินเผาประเภทเนื้อกระเบื้อง พบจำนวน ๒๓๐ ชิ้น (จาก ๔ หลุมขุดค้น) จากการวิเคราะห์เครื่องถ้วยจีน แบ่งอายุสมัยได้ ๒ สมัย ได้แก่ สมัยราชวงศ์ชิง มีอายุตั้งแต่ กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๕ ตรงกับรัชกาลที่ ๑-๕ และสมัยสาธารณรัฐ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๕๔ ตรงกับรัชกาลที่ ๖ ส่วนใหญ่มีแหล่งผลิตจากเตาจิ่งเต๋อเจิ้น มณฑลเจียงซี เตาเต๋อฮั่วและเตาอันซี มณฑลฝูเจี้ยน เตาต้าปู้ มณฑลกว่างตง และกลุ่มเตาในมณฑลกว่างตงหรือมณฑลฝูเจี้ยน รูปแบบของเครื่องถ้วยจีนส่วนใหญ่เป็นจาน จานเชิง ชาม ชามมีฝา ถ้วย ถ้วยชา และโถ ตกแต่ง ด้วยการเขียนลายสีครามใต้คราม รวมทั้งการพิมพ์ลายสีครามใต้คราม เขียนลายสีบนเคลือบ เขียนสีลงยาบนเคลือบ (เครื่องถ้วยเบญจรงค์และเบญจรงค์แลทอง) เคลือบสีเขียว และเคลือบสีขาว จากการวิเคราะห์เครื่องถ้วยจีนที่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระนี้ สรุปได้ว่า เครื่องถ้วยจีนมีอายุร่วมสมัยกับรัชกาลที่ ๑-๖ มีความเกี่ยวข้องกับการใช้งานสำหรับชนชั้นสูงภายในวังท่าพระ แต่ยังไม่พบเครื่องถ้วยจีนที่มีอายุในช่วงสมัยอยุธยาและสมัยธนบุรี อาจเพราะพื้นที่นี้ถูกใช้ในกิจกรรมการทำไร่สวนในสมัยอยุธยาที่ถูกกล่าวถึงในบันทึกชาวต่างชาติ พื้นที่นี้ไม่ได้มีความสำคัญมากเท่ากับบริเวณมิวเซียมสยามและรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีสนามไชย ซึ่งเป็นที่ตั้งของป้อมบางกอกหรือป้อมวิไชยเยนทร์ และในสมัยธนบุรีมีระยะเวลาความเป็นราชธานีอันสั้นจึงยังไม่พบหลักฐานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามจากการขุดค้นยังพบภาชนะดินเผาเนื้อดินแกร่ง หากมีการศึกษาหลักฐานประเภทนี้หรือขุดค้นในพื้นที่อื่นเพิ่มเติม อาจพบหลักฐานที่มีอายุร่วมสมัยอยุธยาและสมัยธนบุรีและได้ข้อมูลมากขึ้น เพราะการขุดค้นทางโบราณคดี การ “ไม่พบ” ใช่ว่าจะ “ไม่มี” แผนผังที่ ๑ ตำแหน่งหลุมขุดค้นทางโบราณคดี หลุมขุดค้นที่ ๑-๕ (TP.1-5) ภายในมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระภาพที่ ๑ ตัวอย่างเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ชิง มีอายุตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๕ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๕ (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๔๕๓)ภาพที่ ๒ ตัวอย่างเครื่องถ้วยจีนสมัยสาธารณรัฐ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๕๔ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๖ (พ.ศ.๒๔๕๓ เป็นต้นมา)ภาพที่ ๒ ตัวอย่างเครื่องถ้วยจีนสมัยสาธารณรัฐ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๕๔ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๖ (พ.ศ.๒๔๕๓ เป็นต้นมา)-----------------------------------------------------เชิงอรรถ (๑) อ้างอิงจากแผนที่โบราณในบันทึกชาวต่างชาติ เช่น แผนที่นิรนามเขียนขึ้นโดยชาวฮอลันดาราวปี พ.ศ.๒๑๘๕ แผนที่ใน “จดหมายเหตุลา ลู แบร์” พ.ศ.๒๒๓๑ แผนที่ใน “ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม” โดย นิโกลาส์ แซรแวส พ.ศ.๒๒๓๑ เป็นต้น (๒) อ้างอิงจากพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ หลักฐานกำแพงเมืองธนบุรีบริเวณอนุสาวรีย์สหชาติ และแผนที่สงครามจราชลพม่า (๓) อ้างอิงจากพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ต านานวังเก่า และแผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ.๒๓๖๗----------------------------------------------------- ผู้เขียน : กิจสุวรรณ โพธิ์สุวรรณ์ นักวิชาการวัฒนธรรม กลุ่มวิจัยและพัฒนางานโบราณคดี กองโบราณคดี กรมศิลปากร-----------------------------------------------------รายการอ้างอิง กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์. “กรุงธนบุรี ในสมัยอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์.” วิทยานิพนธ์ปริญญา ดุษฎีบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๕. _______. โบราณคดีเมือง โบราณคดีกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), ๒๕๖๒. กิจสุวรรณ โพธิ์สุวรรณ์. “การศึกษาเครื่องถ้วยจีนที่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ หลุมขุดค้นที่ ๑-๔.” เอกสารการศึกษาเฉพาะส่วนบุคคล ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๖๒. ซิมอน เดอ ลา ลู แบร์. จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม. พิมพ์ครั้งที่ ๒. แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร. นนทบุรี: ศรีปัญญา, ๒๕๔๘. เจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ข า บุนนาค). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑. กรุงเทพฯ: ไทยควอลิตี้บุ๊คส์ (๒๐๐๖), ๒๕๖๒. ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช. กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๔๙. แน่งน้อย ศักดิ์ศรี, หม่อมราชวงศ์, และคณะ. องค์ประกอบทางกายภาพกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๔. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑. กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๔๒. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๓. กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๔๒. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๕. กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๔๒. ปริวรรต ธรรมาปรีชากร. “การใช้เครื่องถ้วยจีนและเครื่องถ้วยเวียดนามในการกำหนดอายุหลักฐาน ทางโบราณคดีและรูปแบบศิลปะ : กรณีศึกษาลวดลายปูนปั้นประดับบนโบราณสถานใน ประเทศไทยระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๔.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๗. ปริวรรต ธรรมาปรีชากร และจิราภรณ์ อรัณยะนาค. เครื่องปั้นดินเผาจีนและเบญจรงค์ ที่พบใน พระราชวังหลวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา. กรุงเทพฯ: ศูนย์อนุรักษ์เครื่องปั้นดินเผา โบราณโรงเรียนถนอมบุตร, ๒๕๖๒. ปริวรรต ธรรมาปรีชากร, สว่าง เลิศฤทธิ์ และกฤษฎา พิณศรี. ศิลปะเครื่องถ้วยในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: โอสถสภา, ๒๕๓๙. รูนีย์, ดอว์น เอฟ. เครื่องถ้วยเบญจรงค์และลายน้ำทอง. แปลโดย จุฑามาศ อรุณวรกุล. กรุงเทพฯ: ริเวอร์ บุ๊คส์, ๒๕๖๐. หฤษฎ์ แสงไพโรจน์. “การใช้พื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์บริเวณฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีจากหลักฐาน ทางโบราณคดี.” เอกสารการศึกษาเฉพาะส่วนบุคคล ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๖๒.
แผงพระพิมพ์ ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๔-๒๕ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย สูง ๑๒๐ ซม. ฐานกว้าง ๔๓ ซม. ย้ายมาจากวัดพระธาตุหริภุญไชย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘-พระพิมพ์ ประติมากรรมพระพุทธรูปหรือพระโพธิสัตว์ มีขนาดเล็ก สร้างโดยการนำวัตถุเช่น ดิน โลหะ มากดหรือหล่อลงแม่พิมพ์สร้างขึ้นสำหรับผู้แสวงบุญเดินทางไปสักการะสังเวชนียสถาน ๔ นำกลับไปบูชา ต่อมาได้นิยมสร้างขึ้นสำหรับบรรจุกรุเพื่อเป็นการสืบพระศาสนา การสร้างพระพิมพ์ถือเป็นการสร้างบุญกุศลอย่างมหาศาลและไม่สิ้นเปลืองทุนทรัพย์ในการสร้างมากมาย หากเป็นบุคคลมีฐานะมักสร้างด้วยโลหะมีค่า เช่น เงิน ทอง หากเป็นบุคคลทั่วไปก็มักสร้างด้วยดิน และโลหะที่มีค่าน้อย นอกจากนี้ในคติของทางภาคเหนือยังเชื่อว่าการสร้างพระพุทธรูปด้วยวัสดุที่ต่างกัน ก็ได้รับบุญกุศลมากน้อยแตกต่างกันไปตามวัสดีที่ใช้สร้างนั้นด้วย -แผงพิมพ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย แผงไม้ทำเป็นทรงปราสาท ทาชาดปิดทอง กรอบซุ้มลดหลั่นกัน ๓ ชั้น มียอดแหลม ขอบแกะสลักเป็นรูปนาค แผงด้านล่าง ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยทำจากรักสมุกรวมที่ประดิษฐานในชั้นหลังคากรอบซุ้ม รวมทั้งสิ้น ๑๘ องค์แต่ละองค์แทรกด้วยด้วยลายดอกไม้ ๘ กลีบประดับอยู่ การประดับพระพุทธรูปจำนวน ๑๘ องค์นี้ยังไม่พบคติความเชื่อในการสร้างที่แน่ชัด สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นจำนวนของพระอดีตพุทธเจ้าที่มีเป็นจำนวนมาก หรือหมายถึงจำนวนของเจ้าศรัทธาที่ร่วมกันสร้างแผงพระพิมพ์นี้ ซึ่งเป็นงานพุทธศิลป์ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นทางเชิงช่างเมืองลำพูน แสดงถึงความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนาอ้างอิงกรมศิลปากร: ศัพทานุกรมโบราณคดี กรุงเทพฯ : สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร, ๒๕๕๐.บัณฑิต เนียมทรัพย์. “พระพิมพ์ที่พบในจังหวัดลำพูน” สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๙.ยุทธภูมิ มั่นตรง. “การศึกษาพระพิมพ์แผงไม้ในล้านนา” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๘
องค์ความรู้ : อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเรื่อง เจดีย์ทรงระฆังสกุลช่างกำแพงเพชรเจดีย์ เป็นชื่อเรียกสิ่งก่อสร้างในงานสถาปัตยกรรมไทย และสร้างเป็นประธานหรือบริเวณกึ่งกลางของวัดในฐานะตัวแทนของพระพุทธเจ้า คำว่า “เจดีย์” มาจากคำว่า “เจติยะ” ในภาษาบาลี หรือ “ไจตย” ในภาษาสันสกฤต หมายถึง สิ่งที่เป็นอนุสรณ์ให้ระลึกถึง โดยตำราในพุทธศาสนากำหนดเจดีย์ไว้ ๔ ประเภท ได้แก่๑. ธาตุเจดีย์ หมายถึง สิ่งก่อสร้างบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า สถูป๒. บริโภคเจดีย์ หมายถึง สถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ใช้เป็นที่ระลึกถึงพระองค์เมื่อปรินิพพานแล้ว ได้แก่ สังเวชนียสถาน ๔ แห่งสวนลุมพินีที่ประสูติ อุรุเวลาเสนานิคมที่ตรัสรู้ ป่าอิสิตปตนมฤคทายวันแสดงปฐมเทศนา และสาลวโนทยาน เมืองกุสินารา ที่ปรินิพพานต่อมาได้เพิ่มสถานที่ที่แสดงปาฏิหาริย์อีก ๔ แห่งได้แก่ เมืองสังกัสสะที่เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมืองสาวัตถีที่ทำยมกปาฏิหาริย์ เมืองราชคฤห์ ที่ทรมานช้างนาฬาคีรี และเมืองเวสาลีที่ทรงทรมานพญาวานร๓. ธรรมเจดีย์ หมายถึง พระธรรมคำสั่งสอนทั้งมวลของพระพุทธเจ้า เช่น พระไตรปิฎก๔. อุเทสิกะเจดีย์ หมายถึง สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระพุทธเจ้า เช่น พระพิมพ์ดินเผา พุทธบัลลังก์เพราะฉะนั้นคำว่า “เจดีย์” ในรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยจึงหมายถึงธาตุเจดีย์หรือพระสถูปมีรูปทรงที่หลากหลายทั้งเจดีย์ทรงระฆัง เจดีย์ทรงปรางค์ หรือเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ซึ่งภายในเจดีย์ประดิษฐานสิ่งที่เคารพบูชา ทั้งพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุอรหันต์ พระบรมอัฐิและพระสรีรางคารของพระมหากษัตริย์ และต่อมาภายหลังจึงมีการอนุโลมบรรจุอัฐิของพระบรมวงศานุวงศ์ หรืออัฐิของบุคคลทั่วไปด้วยสถูปหรือเจดีย์น่าจะมาจากลักษณะของเนินดินเหนือหลุมฝังศพตรงที่ฝังอัฐิธาตุในอินเดียแล้วจึงมีการพัฒนารูปแบบให้เป็นสิ่งก่อสร้างที่ถาวรขึ้น เป็นสถูปทรงโอคว่ำตั้งอยู่บนฐานและมีฉัตรปักเป็นยอด ปรากฏในศิลปะอินเดียโบราณ ตัวอย่างสถูปที่เมืองสาญจี และได้ส่งอิทธิพลรูปแบบดังกล่าวผ่านความเชื่อด้านพุทธศาสนามายังดินแดนอื่น ๆ ทั้งศรีลังกาและสุโขทัยตามลำดับ และมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบสถาปัตยกรรมให้มีเอกลักษณ์เฉพาะในแต่ละบ้านเมือง โดยในศรีลังกา สถูปรุวันเวลิ ศิลปะอนุราธปุระ ยังคงปรากฏสถูปที่มีองค์องค์ระฆังทรงโอคว่ำขนาดใหญ่และเมื่อบ้านเมืองสุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชรรับความเชื่อทางพุทธศาสนามาพร้อมกับรูปแบบทางศิลปกรรม เจดีย์ทรงระฆังในศิลปะสุโขทัยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้องค์ระฆังมีขนาดเล็กลงและมีรูปแบบเฉพาะได้แก่ ส่วนรองรับองค์ระฆังเป็นชุดบัวถลาหรือส่วนบัวคว่ำซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไปจำนวน ๓ ชั้นรูปแบบเจดีย์ทรงระฆังที่เมืองกำแพงเพชร มีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ คือ เจดีย์ทรงระฆังแปดเหลี่ยม มีรูปแบบคล้ายกับเจดีย์ทรงระฆังในศิลปะสุโขทัย คือ พบส่วนรองรับองค์ระฆังเป็นชุดบัวถลา แต่ส่วนฐานของเจดีย์ถัดลงมาจากชุดบัวถลานิยมสร้างเป็นฐานบัวในผังแปดเหลี่ยม พบทั้งที่เป็นเจดีย์ประธานและเจดีย์บริวารของโบราณสถานเจดีย์ทรงระฆังฐานบัวแปดเหลี่ยม ๑ ชั้น พบที่โบราณสถานวัดพระนอน ปรากฏเจดีย์ประธานรูปแบบฐานบัวแปดเหลี่ยมประดับด้วยลูกแก้วอกไก่ขนาดใหญ่ที่ท้องไม้ แล้วจึงเป็นชุดรับรอบองค์ระฆังเป็นชุดบัวถลา โบราณสถานวัดป่ามืด เจดีย์ประธานฐานบัวแปดเหลี่ยมและชุดบัวถลาโบราณสถานวัดช้าง ปรากฏเจดีย์ประธานที่เป็นฐานบัวแปดเหลี่ยม ประดับบัวลูกฟัก ๑ ชั้นและชุดบัวถลาแล้ว ยังพบว่าฐานมีประติมากรรมช้างปูนปั้นตั้งอยู่โดยรอบฐานล่างสุดเจดีย์ทรงระฆังฐานบัวแปดเหลี่ยมซ้อนกัน ๒ ชั้น พบที่โบราณสถานวัดพระธาตุ เจดีย์ประธานพบฐานบัวแปดเหลี่ยมฐานชั้นแรกประดับบัวลูกแก้วอกไก่ขนาดใหญ่ ๑ เส้น และฐานบัวแปดเหลี่ยมชั้นที่สองประดับบัวลูกแก้วอกไก่ขนาดเล็ก ๒ เส้น และเป็นชุดบัวถลาโบราณสถานวัดดงหวาย เจดีย์ประธานพบฐานบัวแปดเหลี่ยมชั้นแรกประดับลูกฟัก ๒ เส้น ฐานบัวชั้นที่สองประดับลูกฟัก ๑ เส้น ต่อด้วยฐานบัวผังกลม แล้วต่อด้วยชุดบัวถลานอกจากนี้ยังพบเจดีย์รูปแบบดังกล่าวเป็นเจดีย์บริวารที่โบราณสถานวัดอาวาสใหญ่ ด้านทิศตะวันออกของวัด มีรูปแบบฐานบัวแปดเหลี่ยมซ้อนกัน ๒ ชั้นแล้วเป็นชุดบัวถลาจากตัวอย่างรูปแบบเจดีย์ทรงระฆังแปดเหลี่ยมที่พบในเมืองกำแพงเพชร เป็นรูปแบบทางศิลปกรรมเจดีย์ทรงระฆังในศิลปะสุโขทัยที่นิยมสร้างชุดบัวถลาเพื่อรองรับองค์ระฆัง แต่เมืองกำแพงเพชรมีการปรับเปลี่ยนด้วยการใช้ฐานบัวแปดเหลี่ยมเป็นส่วนฐานของเจดีย์ และสันนิษฐานว่าฐานบัวในผังแปดเหลี่ยมที่มีการประดับลูกแก้วอกไก่น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะล้านนา ดังนั้นรูปแบบเจดีย์ฐานแปดเหลี่ยมที่เมืองกำแพงเพชร น่าจะเป็นเจดีย์ที่ได้รับรูปแบบมาจากศิลปะสุโขทัยและศิลปะล้านนา ตามตำแหน่งที่ตั้งของเมืองที่สามารถติดต่อและรับรูปแบบศิลปกรรมได้จากบ้านเมืองทั้งสองแห่งเอกสารอ้างอิงกรมศิลปากร. สถาปัตยกรรมไทย. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๓๘.เชษฐ์ติงสัญชลี. ประวัติศาสตร์ศิลปะอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๘.ธัญลักษณ์ เจี่ยรุ่งโรจน์. เจดีย์ทรงระฆังฐานแปดเหลี่ยมเมืองกำแพงเพชร : วิเคราะห์รูปแบบและความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์. (วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๙)ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปกรรมโบราณในอาณาจักรสุโขทัย. กรุงเทพฯ : มิวเซียมเพรส, ๒๕๖๑.สมคิด จิระทัศนกุล. รู้เรื่อง วัด วิหาร โบสถ์ เจดีย์ พุทธสถาปัตยกรรมไทย. กรุงเทพฯ : มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๔.สันติ เล็กสุขุม. เจดีย์ความเป็นมาและคำศัพท์เรียกองค์ประกอบเจดีย์ในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๕ .กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๒.สุภัทรดิศดิศกุล. ม.จ. ประวัติศาสตร์ศิลปะประเทศใกล้เคียง อินเดีย, ลังกา, ชวา, จาม, ขอม, พม่า, ลาว. พิมพ์ครั้งที่ ๖. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๓.
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศมาเลเซีย
๑. ชื่อโครงการ
โครงการ Seminar Exchange of ASEAN Archivists – Digital Records Management
๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการเอกสารจดหมายเหตุอิเล็กทรอนิกส์
๒.๒ เพื่อให้นักจดหมายเหตุได้มีโอกาสเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านเอกสารจดหมายเหตุอิเล็กทรอนิกส์
๓. กำหนดเวลา
วันจันทร์ที่ ๒๓ ถึงวันเสาร์ที่ ๒๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ (รวมระยะเวลา ๖ วัน)
๔. สถานที่
กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
๕. หน่วยงานผู้จัด
หอจดหมายเหตุแห่งชาติมาเลเซีย (National Archives of Malaysia)
๖. หน่วยงานสนับสนุน
-
๗. คณะผู้แทนไทย
คณะผู้แทนไทยในการดำเนินโครงการเข้าร่วมการสัมมนา จำนวน ๒ ราย ดังนี้
๗.๑ นางกมลชนก ชวนะเกรียงไกร นักจดหมายเหตุชำนาญการ
๗.๒ นางสาวมณีรัตน์ พุทธอุปถัมภ์ นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ
๘. กิจกรรม
กิจกรรมในการดำเนินโครงการ Seminar Exchange of ASEAN Archivists – Digital Records Management ประกอบด้วยกิจกรรม ๓ ส่วน ดังนี้
๘.๑ การสัมมนาทางวิชาการเกี่ยวกับ Digital Records Management ณ ห้อง Avenue ๑๑ โรงแรม Grand Seasons
๘.๒ การฝึกปฏิบัติการใช้โปรแกรม HP Records Manager ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติมาเลเซีย (National Archives of Malaysia)
๘.๓ การศึกษาดูงาน ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ มาเลเซีย (National Archives of Malaysia), The Sri Perdana Gallery, The Tun Abdul Razak Memorial และเมืองมะละกา (Malacca)
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
๙.๑ การสัมมนาทางวิชาการ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ประกอบด้วยการนำเสนอเกี่ยวกับ Digital Records Management โดยผู้เข้าร่วมการสัมมนาจากประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการบรรยายเกี่ยวกับ Digital Records Management โดยวิทยากรจากประเทศมาเลเซีย
ส่วนที่ ๑ การนำเสนอ Country Report on Digital Records Management โดยผู้แทนจากหอจดหมายเหตุประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เข้าร่วมสัมมนา
ส่วนที่ ๒ การบรรยายเกี่ยวกับ Digital Records Management ประกอบด้วยหัวข้อต่างๆ ดังนี้
- Introduction to National Archives of Malaysia โดย Mr. Shaidin Shafie, Director Government Records Management Division, National Archives of Malaysia
- Introduction to Digital Records Management โดย Mrs. Norehan Jaaffar, Head Electronic Records Management Section, National Archives of Malaysia
- Introduction to recordkeeping standards – An overview
๑. ISO ๑๕๔๘๙ (MS ๒๒๒๓) Part ๑ & Part ๒
๒. MS ISO ๑๖๑๗๕ Part ๑, ๒ & ๓
โดย Mrs. Azimah Mohd Ali Director, Planning and Coordination Division, National Archives of Malaysia
- Prerequisites for ERMS Implementation โดย Mrs. Norehan Jaaffar, Head Electronic Records Management Section , National Archives of Malaysia
- Implementation of Electronic Records Management System in National Archives of Malaysia โดย Mrs. Hemalatha Ramasamy, Head Research and Access Section, National Archives of Malaysia
- Importance of Metadata in Electronic Records Management โดย Dr. Aliza Ismail, Senior Lecturer, Faculty of Information Management, University Technology Mara
- Strategic Alliances on Managing and Preserving Electronic Records โดย Mr. Zamrul Rosli Zamri, CEO Biz Objek Sdn Bhd
- Lessons Learnt in ERMS Implementation โดย Mrs. Hemalatha Ramasamy, Head Research and Access Section, National Archives of Malaysia
๙.๒ การฝึกปฏิบัติการใช้โปรแกรม HP Records Manager ณ อาคาร Menara Ilmu หอจดหมายเหตุแห่งชาติมาเลเซีย (National Archives of Malaysia) โดย Mrs. Normazlinalaila bt. Bahari, Archivist, Archive Section Audio Visual และMr. Zakaria Razali, Assistant Archivist, Policy Strategic and Quality Management Section, National Archives of Malaysia
๙.๓ การศึกษาดูงานสถานที่ต่าง ๆ
หอจดหมายเหตุแห่งชาติมาเลเซีย (National Archives of Malaysia)
ห้องบริการและค้นคว้า เป็นห้องสำหรับให้บริการเกี่ยวกับเอกสารจดหมายเหตุ แก่ผู้ค้นคว้าชาวมาเลเซียและชาวต่างประเทศ ตั้งอยู่บริเวณชั้น ๒ ของอาคาร Wisma Warisan ภายในห้องบริการและค้นคว้า แบ่งออกเป็น ๒ ชั้น ชั้นล่างเป็นส่วนให้บริการค้นคว้าเกี่ยวกับเอกสารจดหมายเหตุ ชั้นบนมีหนังสือและวิทยานิพนธ์ไว้บริการประกอบการค้นคว้าเอกสารจดหมายเหตุ นอกจากนี้ หอจดหมายเหตุแห่งชาติมาเลเซียยังมีระบบสืบค้นฐานข้อมูลออนไลน์ (http://ofa.arkib.gov.my) ให้บริการทั้งภาษามลายูและภาษาอังกฤษเพื่อให้ผู้ค้นคว้าสามารถสืบค้นผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้จากทั่วทุกมุมโลก
ห้องปฏิบัติการสำหรับให้เจ้าหน้าที่แปลงเอกสารเป็นไฟล์ดิจิตอล อาคาร PPPAV หลังจากการแปลงเอกสารแล้วเจ้าหน้าที่จะนำมาลงทะเบียนจัดเก็บเพื่อให้บริการค้นคว้าต่อไป
The Sri Perdana Gallery
The Sri Perdana Gallery เป็น บ้านพัก ของ ตุน ดร. มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด (Tun Dr. Mahathir bin Mohamad) อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่สี่ของประเทศมาเลเซียและครอบครัว ตั้งอยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ตุน ดร. มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด พักอาศัยในบ้านหลังนี้ตั้งแต่วันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๖ ถึงวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๒ ปัจจุบันบ้านพักหลังนี้อยู่ภายใต้การดูแลและจัดการโดยหอจดหมายเหตุแห่งชาติมาเลเซีย ภายในบ้านพัก ประกอบด้วย ห้องรับรอง ห้องจัดเลี้ยง โรงภาพยนตร์ ห้องไม้ไว้สำหรับทำงานแกะสลัก ห้องครัว ห้องซักรีด ห้องตัดผม ชั้นบน ประกอบด้วย ห้องนอน ห้องแต่งตัว ห้องอ่านหนังสือ ห้องพักรับรองแขก ด้านนอกอาคารจัดแสดงรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ของตุน ดร. มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด
The Tun Abdul Razak Memorial
The Tun Abdul Razak Memorial เป็นที่พักอาศัยและสถานที่ทำงานของ ตุน อับดุล ราซะก์ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่สองของมาเลเซีย ซึ่งเป็นบิดาของนายนาจิบ ราซะก์ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันอาคารหลังนี้อยู่ภายใต้การดูแลและจัดการโดยหอจดหมายเหตุแห่งชาติมาเลเซีย ภายในแบ่งเป็นห้องต่างๆ ประกอบด้วย ห้องรับแขก ห้องอาหาร ห้องทำงาน ห้องอ่านหนังสือ ห้องนอน ห้องพักแขก ห้องแต่งตัว เป็นต้น ภายในห้องต่างๆจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้สมัยเมื่อครั้งที่ตุน อับดุล ราซะก์ ยังมีชีวิตอยู่
เมืองมะละกา (Malacca)
เมืองมะละกา (Malacca) เป็นเมืองเอกของรัฐมะละกา ประเทศมาเลเซีย ในอดีตที่นี่เป็นเมืองท่าสำคัญ ที่เติบโตจนกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นเส้นทางเดินเรือค้าขายระหว่างชาติตะวันตกและตะวันออก สินค้าสำคัญมีทั้ง เครื่องเทศ ผ้าไหม ชา ฝิ่น ยาสูบ ทองคำ ฯลฯ ต่อมามะละกาได้ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก ได้แก่ โปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และญี่ปุ่น อาคารในมะละกาจึงมีลักษณะของสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างศิลปกรรมท้องถิ่นกับประเทศเจ้าอาณานิคมต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันได้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆในเมืองมะละกา ได้แก่ โบสถ์คริสต์ (Christ Church) อาคารสตัดธิวท์ (Stadhuys) ป้อมเอฟอร์โมซา (A'Formosa Fort) โบสถ์เซนต์พอล (St. Paul's Church) และตึกอนุสรณ์การประกาศเอกราช (Proclamation of Independence Memorial) เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๑ มะละกาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของมาเลเซีย ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ ๓๒ เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
จากการเข้าร่วมโครงการประชุมและสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ มีข้อเสนอแนะ ดังนี้
๑๐.๑ ควรสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนางานจดหมายเหตุทุกๆด้านของประเทศไทยอย่างจริงจังเพื่อให้ก้าวสู่ความเป็นสากล ทัดเทียมกับนานาประเทศ
๑๐.๒ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติควรสนับสนุนให้บุคลากรได้เพิ่มพูนทักษะภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรในการประสานงาน การติดต่อสื่อสาร การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนานาประเทศ
๑๐.๓ หน่วยงานควรจัดให้มีกิจกรรมสันทนาการเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแก่บุคลากรเป็นประจำสม่ำเสมอเพราะบุคลากรที่ดีมีคุณภาพจะสามารถร่วมมือกันทำงานตามนโยบายของผู้บริหารและทำกิจการงานใดๆ ของหน่วยงานให้สำเร็จเจริญก้าวหน้าได้
ยุคพระเวท เป็นยุคที่มีการรวบรวมพระเวท ที่กระจัดกระจายตามที่ต่างๆ ประกอบด้วย 3 คัมภีร์หลัก คือ ฤคเวท ยชุรเวท และสามเวท คัมภีร์ส่วนที่เก่าที่สุดที่รวบรวมครั้งนี้ คือ “ฤคเวท” ซึ่งในเนื้อหาของฤคเวทเป็นการสรรเสริญและจัดแบ่งเทพเหล่านี้ออกเป็น 3 หมวดหมู่ ประกอบด้วย เทพประจาท้องฟ้า เทพประจาบรรยากาศ และเทพประจาพื้นดิน โดยเทพเหล่านี้ส่วนใหญ่ เป็นบุคลาธิษฐานของธรรมชาติต่างๆ อุษา เป็นเทวีที่จัดอยู่ในกลุ่มเทพประจาท้องฟ้าที่เป็นบุคลาธิษฐานของแสงเงินแสงทองบนท้องฟ้ายามรุ่งอรุณ ทรงเป็นธิดาของเทพแห่งท้องฟ้านามว่าทยาอุสหรือทโยส เป็นพี่น้องกับราตรีและอัคนิ เป็นชายาแห่งสุริยะ และยังมีความเกี่ยวข้องกับเทพอัศวินอีกด้วย คัมภีร์ฤคเวทได้กล่าวถึงลักษณะของนางว่าเป็นหญิงสาวที่มีรูปโฉมงดงามและอ่อนเยาว์อยู่เสมอเพราะเกิดใหม่อยู่ตลอด ทรงยิ้มเป็นนิตย์ มีรัศมีสว่างสดใส เปลือยอก และสวมอาภรณ์สีกุหลาบ นางมักประทับอยู่บนราชรถสีทองที่เทียมด้วยม้าและวัวสีแดงคล้ายกับสีแห่งแสงยามอรุณรุ่ง ถือคันธนูพร้อมลูกศร และมักปรากฏกายขึ้นทางทิศตะวันออกเสมอ เนื่องจากอุษาเป็นเทวีแห่งแสงเงินแสงทองยามรุ่งอรุณ นางจึงมีบทบาทหลักในการขจัดความมืดมิดและสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง เช่น ฝันร้าย วิญญาณชั่วร้าย โดยการประทานแสงสว่างในยามเช้า เพื่อปลุกผู้คนและเหล่าสรรพสัตว์ให้ตื่นขึ้นจากภวังค์เพื่อดาเนินชีวิต นอกจากการขจัดความมืดมิดและสิ่งชั่วร้ายต่างๆ แล้ว นางยังสามารถประทานทรัพย์สินเงินทอง บุตร ความรุ่งโรจน์ ความปลอดภัย รวมไปถึงอายุขัยที่ยืนยาวให้แก่ผู้สักการบูชาได้อีกด้วย ไม่เพียงแต่อุษาจะปรากฏหลักฐานในศาสนาพราหมณ์ช่วงยุคพระเวทเท่านั้น ในส่วนของศาสนาและลัทธิอื่นๆ อุษาก็ปรากฏร่องรอยด้วยเช่นกัน อาทิ พุทธศาสนาของจีนและทิเบตปรากฏในชื่อ เทพธิดามาริจี ที่มีบทสวดที่ใช้สรรเสริญบูชาท่านในยามที่ดวงอาทิตย์ขึ้น หากเป็นลัทธิเต๋า อุษาจะปรากฏในชื่อพระดาริกานภาธิราชซึ่งมีฐานะเป็นพระแม่แห่งดวงดาวทั้งปวงและเป็นพระมารดาแห่งดาวนพเคราะห์ในพิธีถือศีลทานเจในเดือน 9 อีกด้วย -------------------------------------------------------- เรียบเรียง : นายวัชวิศ ศานติธรรม นักวิชาการวัฒนธรรม กลุ่มวิจัยและพัฒนางานโบราณคดี กองโบราณคดี กรมศิลปากร --------------------------------------------------------- อ้างอิง ภาษาไทย จิรัสสา คชาชีวะ. โบราณคดีอินเดีย. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์, 2559. จาลอง สารพัดนึก. วรรณกรรมพระเวท. กรุงเทพฯ: ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2522. บุญชอบ ยี่สาร. “การศึกษาวิเคราะห์เทพแห่งแสงสว่างในวรรณคดีพระเวท.” วิทยานิพนธ์ปริญญา อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต ภาควิชาภาษาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2531. ผาสุข อินทราวุธ. ศาสนาฮินดูและประติมานวิทยา. กรุงเทพฯ: คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2520. พระมหาจาลอง ภูริปญฺโญ. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับพระเวท. ม.ป.ท.: ม.ป.พ., 2511. มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. เทพเจ้าและสิ่งน่ารู้. นนทบุรี: ศรีปัญญา, 2556. สุรศักดิ์ ทอง. สยามเทวะ. กรุงเทพฯ: มติชน, 2553. อุดม รุ่งเรืองศรี. เทวดาพระเวท (เทพเจ้าในคัมภีร์พระเวทแห่งชาวอารยัน). เชียงใหม่: คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2523. ภาษาอังกฤษ Hackin, J., and other. Asiatic mythology: a detailed descriptive and explanation of the mythologies of all the Great Nations of Asia. London: George G. Harrap, 1932. Hillebrandt, Alfred. Vedic mythology. Delhi: Motilal Banarsidass, 1980-1981. Macdomell, Arthur Anthony. A Vedic reader for student. Oxford: Clarendon press, 1917. *ภาพประกอบ : ภาพสันนิษฐานของเทวีอุษา (ที่มาภาพ:จากอินเทอร์เน็ต)
องค์ความรู้ : อุทยานประวัติศาสตร์ กำแพงเพชรเรื่อง ภาพปูนปั้นปางประสูติ ณ วัดช้างรอบ เมืองกำแพงเพชรภาพปูนปั้น คือรูปแบบหนึ่งของงานศิลปกรรมไทยที่ใช้ปูนหมักปูนตำ ที่เกิดจากการรวมส่วน ประกอบหลัก คือ ปูน ทรายน้ำจืด เส้นใยธรรมชาติและกาว มาผสมผสานรวมกันจนเป็นเนื้อเดียวแล้วนำมาปั้นแปะกับผนังที่เป็นพื้นเรียบให้เกิดเป็นรูปทรงและลวดลายเพื่อใช้ในการประดับตกแต่งอาคารและส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรมต่าง ๆ อาคารที่สร้างเนื่องในทางพระพุทธศาสนามักมีความนิยมประดับตกแต่งด้วยภาพปูนปั้นแบบนูนต่ำในส่วนต่าง ๆ ของอาคาร เช่น ซุ้มประตู หน้าบันผนังอาคาร เป็นต้น ลักษณะของภาพปูนปั้นมักทำเป็นลวดลายพันธุ์พฤกษา สัตว์ และรูปบุคคลที่ใช้เล่าเรื่องราวทางศาสนา เช่น พระพุทธประวัติ ชาดก และวรรณคดีที่นิยมในท้องถิ่นนั้น ๆ วัดช้างรอบ เป็นโบราณสถานตั้งอยู่บนเนินเขาลูกรัง นอกกำแพงเมืองทางด้านทิศเหนือที่เป็นเขตอรัญญิกของเมืองกำแพงเพชร เจดีย์ประธานของวัดประกอบด้วยฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ มีบันไดอยู่ที่กลางด้านทั้งสี่เพื่อใช้ขึ้นไปถึงลานด้านบน ส่วนของผนังฐานสี่เหลี่ยมของเจดีย์ประธานประดับประติมากรรมรูปช้างปูนปั้น จำนวน ๖๘ เชือก ในอิทธิพลศิลปะสุโขทัยที่นิยมสร้างเจดีย์ทรงระฆังที่มีการประดับประติมากรรมรูปช้างล้อมรอบส่วนของฐานเจดีย์ ประติมากรรมรูปช้างมีการประดับลวดลายปูนปั้นที่บริเวณแผงคอ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับลายชายผ้าของเทวรูปพระอิศวรสำริด ที่พบยังเมืองกำแพงเพชรและมีจารึกที่ระบุการสร้างในปี พ.ศ. ๒๐๕๓ รวมทั้งจากหลักฐานโบราณวัตถุที่พบประเภทกระเบื้องมุงหลังคาดินเผาชนิดกระเบื้องเชิงชายลายดอกบัวและลายเทพพนม สามารถกำหนดอายุด้วยวิธีการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบทางศิลปกรรม(Comparative dating) ได้ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ –๒๒ส่วนของเจดีย์ที่อยู่เหนือชั้นฐานประทักษิณคงเหลือเฉพาะชั้นหน้ากระดานแปดเหลี่ยมและชั้นหน้ากระดานกลม ที่ชั้นหน้ากระดานกลมเหนือฐานแปดเหลี่ยมมีการประดับด้วยประติมากรรมดินเผารูปหงส์เหนือขึ้นไปมีช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้ารอบองค์เจดีย์ จำนวน ๔๔ ช่อง ขนาดความกว้าง ๕๐ เซนติเมตร ความยาว ๙๐ เซนติเมตร และในช่องรอบองค์เจดีย์แต่ละช่องนั้น มีการประดับภาพปูนปั้นเล่าเรื่องพระพุทธประวัติในลักษณะการเรียงลำดับเหตุการณ์จากด้านทิศเหนือของเจดีย์เวียนขวารอบฐานเจดีย์ภาพปูนปั้นเหล่านี้มีลักษณะพิเศษคือการใช้สีดำร่างลายเส้นรูปภาพก่อน แล้วจึงใช้ปูนปั้นทับลายเส้นสีดำภายหลังภาพปูนปั้นเล่าเรื่องพระพุทธประวัติ เหตุการณ์ตอนประสูติเจ้าชายสิทธัตถะเป็นช่องลำดับเหตุการณ์ที่อยู่ทางด้านทิศเหนือของเจดีย์ประธานปรากฏเป็นรูปบุคคลยืนอยู่บนดอกไม้ มือขวายกขึ้น มือซ้ายห้อยลงข้างลำตัว ส่วนของพระเศียรกะเทาะหายไป แต่ยังคงปรากฏลายเส้นของรัศมีรอบพระเศียร สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธประวัติเหตุการณ์ตอนที่ พระนางสิริมหามายาผู้เป็นพระราชมารดาของเจ้าชายสิทธัตถะ ขณะที่ทรงเดินทางไปยังแผ่นดินเกิด คือ กรุงเทวทหะ ในระหว่างทางได้มีพระประสูติกาลเจ้าชายสิทธัตถะ ณ สวนลุมพินีวัน ในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ โดยทรงอยู่ในอิริยาบถยืนเหนี่ยวกิ่งไม้ในพระหัตถ์ขวาส่วนเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อประสูติแล้ว ได้ทรงก้าวย่างพระบาทและยืนอยู่บนดอกบัว หนังสือพระปฐมสมโพธิ ฉบับของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ปริเฉทที่ ๓คัดภานิกขมนปริวรรต ได้ระบุถึงเหตุการณ์หลังการประสูติของพระโพธิสัตว์ว่าพระราชกุมารได้ประทับยืนผินพระพักตร์ไปทางทิศเหนือและก้าวย่างพระบาทไป ๗ ก้าว ซึ่งในทุกก้าวก็ได้มีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาท เมื่อพระราชกุมารทรงเดินครบ ๗ ก้าว ก็ได้เปล่งวาจาออกมาว่า “...ในโลกนี้เราเป็นผู้เจริญที่สุด เป็นผู้ประเสริฐที่สุดการเกิดของเรานี้เป็นครั้งสุดท้ายภพใหม่ต่อไปไม่มี…”นิทานกถา พระพุทธประวัติตอนต้น ฉบับพระพุทธโฆสเถระ นายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร เป็นผู้แปลและเรียบเรียง ได้ระบุว่า“...พระโพธิสัตว์เสด็จประทับยืนเหนือพื้นปฐพีทรงทอดพระเนตรไปยังทิศบูรพาจักรวาฬมากมายหลายพันก็รวมเป็นเนินเนื่องถึงกันเป็นอันเดียว...พระโพธิสัตว์ทรงตรวจดูไปตามทิศทั้ง ๑๐คือทิศใหญ่ ๔และทิศน้อย ๔ทิศเบื้องล่าง ๑ทิศเบื้องบน ๑ไม่ทรงเห็นผู้ที่เสมอด้วยพระองค์จึงทรงกำหนดว่าทิศนี้เป็นทิศเหนือแล้วทรงดำเนินไปด้วยย่างพระบาท ๗ ก้าวมีท้าวมหาพรหมเชิญเศวตฉัตรสุยามเทพบุตรเชิญวาลวีชนีและเทวดาอื่นๆถือเครื่องราชกกุธภัณฑ์นอกนั้นดำเนินตามครั้นแล้วพระโพธิสัตว์ประทับยืนอยู่ในก้าวที่ ๗ทรงเปล่งพระอาสภิวาจา(คำของผู้สูงสุด) บันลือสีหนาทว่าข้าพเจ้าเป็นยอดคนของโลกดังนี้เป็นอาทิ….”เรื่องราวในพระพุทธประวัติตอนประสูติเจ้าชายสิทธัตถะได้ปรากฏเช่นกันในงานศิลปกรรม ตามสถานที่ต่าง ๆ อาทิ หน้าบันของเจดีย์บริวารด้านทิศตะวันออกของเจดีย์ประธานวัดมหาธาตุ เมืองเก่าสุโขทัย โดยเป็นการประดับภาพปูนปั้นรูปบุคคลที่เป็นเพศหญิง จำนวน ๔ คน ในอิริยาบถยืน โดยหนึ่งในบุคคลดังกล่าวได้มีการยกมือขวาขึ้นเหนี่ยวกิ่งไม้และมีผู้ที่คอยประคองอยู่ด้านข้าง สันนิษฐานว่าเป็นรูปของพระนางสิริมหามายาขณะที่มีพระประสูติกาลเจ้าชายสิทธัตถะซึ่งในส่วนของรูปปูนปั้นของเจ้าชายสิทธัตถะน่าจะอยู่ตรงกลางภาพที่ได้หลุดกะเทาะหายไปงานจิตรกรรมฝาผนัง พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ กรุงเทพฯ ได้ปรากฏเรื่องราวในพระพุทธประวัติตอนประสูติเจ้าชายสิทธัตถะในรูปของพระนางสิริมหามายา ทรงยกมือขึ้นคว้าเหนี่ยวกิ่งไม้และประทับยืนแวดล้อมไปด้วยเหล่าข้าราชบริพาร ส่วนของรูปของเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อประสูติแล้วทรงยืนโดยมีพระพรหมและพระอินทร์ขนาบด้านข้างงานประติมากรรมเจ้าชายสิทธัตถะประสูติ ณ ลุมพินีวัน กรมพระราชพิธีส่งมอบให้พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๔เป็นงานประติมากรรมรูปของพระนางสิริมหามายา ทรงยกมือขวาขึ้นเหนี่ยวกิ่งไม้ และเจ้าชายสิทธัตถะทรงยืนโดยมีเทวดานั่งคุกเข่าอยู่สองข้างภาพปูนปั้นเล่าเรื่องพระพุทธประวัติ เหตุการณ์ตอนประสูติเจ้าชายสิทธัตถะณ วัดช้างรอบจึงเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเมืองกำแพงเพชรมีคติความเชื่อในเรื่องราวของพระพุทธศาสนา และสืบทอดความศรัทธานั้น ผ่านงานศิลปกรรมอันงดงามและภูมิปัญญาของช่างโบราณ เป็นประจักษ์พยานให้ยังคงปรากฏในปัจจุบัน.เอกสารอ้างอิงกรมศิลปากร. จิตรกรรมฝาผนัง พระที่นั่งพุทไธสวรรย์.นครปฐม: บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด, ๒๕๕๗.กรมศิลปากร. นิทานกถา พระพุทธประวัติตอนต้น ฉบับพระพุทธโฆสเถระ นายธนิต อยู่โพธิ์ แปลและเรียบเรียง. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.สัมพันธ์พาณิชย์ บริษัทบางกอกอินเฮ้าส์จำกัด, ๒๕๓๐.กรมศิลปากร. นำชมอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร. กรุงเทพฯ: บริษัทบางกอกอินเฮ้าส์จำกัด, ๒๕๖๑.กรมศิลปากร. พระพุทธรูปปางต่าง ๆ.นครปฐม: บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด, ๒๕๕๘.กรมศิลปากร. รายงาน องค์ความรู้ เรื่อง การปั้นปูนในงานสถาปัตยกรรมไทย. กรุงเทพฯ, ๒๕๕๕.ประทีป เพ็งตะโก. “กระเบื้องเชิงชายสมัยอยุธยา.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๔๐.วิบูลย์ ลี้สุวรรณ. พจนานุกรม ศัพท์ศิลปกรรมไทย.นนทบุรี: บริษัทวิริยะธุรกิจ จำกัด, ๒๕๕๙.สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส. พระปฐมสมโพธิกถา. กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๐๕.อนันต์ ชูโชติ. “เจดีย์วัดช้างรอบ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร.” สาระนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิต ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๒๓.
"เอาผ้าขาวมาวัดตัดสบง เย็บลงฝีเข็มเหมือนเล็มเลี่ยน
ตัดจีวรสไบตะไกรเจียน เย็บทับจับเนียนเป็นเนื้อเดียว”
จากขุนช้างขุนแผน ตอน พลายแก้วบวชเณร
ไตรจีวร ถือเป็นปัจจัยเครื่องอัฏฐบริขารที่พระภิกษุใช้สอย โดยพระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุอธิษฐาน คือ ตั้งไว้เป็นของประจำตัว ประกอบด้วย อุตตราสงค์ (ผ้าห่ม) อันตรวาสก (ผ้านุ่ง) และสังฆาฏิ (ผ้าห่มซ้อนนอก)
ในต้นพุทธกาลพระภิกษุคงใช้ผ้านุ่งห่มตามที่หามาได้ โดยเก็บเอาผ้าที่ถูกทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ ผ้าคลุกฝุ่น และผ้าห่อศพ เรียกว่า “ผ้าบังสกุล” ต่อมาพระพุทธเจ้าจึงได้อนุญาตให้รับผ้าจากฆราวาส ตามศรัทธาของอุบาสกอุบาสิกา และเพื่อบรรเทาความยากลำบากของพระภิกษุ
รูปแบบของสีจีวรตามพระอรรถกถาจารย์ กล่าวว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า... ทรงห่มบังสุกุลจีวรอันประเสริฐสีแดง มีวรรณะละม้ายยอดอ่อนแห่งต้นไทร (นิโครธ)” และ “..แม้พระมหาเถระทั้งหลาย มีท่านพระสารีบุตร และท่านพระมหาโมคคัลลานะเปนต้น ก็ห่มบังสุกุลจีวรมีสีแดงเหมือนเมฆ” แสดงให้เห็นว่าน้ำย้อมจีวรที่ได้จากการเคี่ยวสีย้อมจากธรรมชาติ ทำให้มีความเข้มอ่อนแตกต่างกัน แต่ยังคงเป็นโทนสีแดงหรือเรียกว่าสีกรักแดง
พระพุทธเจ้าได้ทรงอนุญาตใช้น้ำย้อมสำหรับผ้ากาสาวพัสตร์ คือ ผ้าจีวรที่ย้อมด้วยน้ำฝาด ๖ ชนิด อันเป็นการรักษาคุณภาพของผ้า เนื่องจากยางไม้บางประเภทมีคุณสมบัติทางยา ทำให้เชื้อราไม่เจริญเติบโต มีสีเข้มไม่เปื้อน และไม่เก็บความชื้น ทั้งนี้ยังกำหนดข้อห้ามใช้จีวรบางสีเพื่อให้เกิดความแตกต่างจากนักบวชของสำนักอื่นๆ
การเย็บจีวรของพระภิกษุยังไม่มีรูปแบบชัดเจน โดยนำเศษผ้ามาเย็บต่อกันตามความสามารถของพระภิกษุสำหรับพอนุ่งหุ่มได้ แต่ยังดูไม่เป็นระเบียบ พระพุทธเจ้าจึงได้มอบให้พระอานนท์กำหนดการตัดเย็บจีวรตามรูปร่างผืนนาข้าวสำหรับเป็นแบบแผนเดียวกัน เรียกว่า ผ้าขัณฑ์ คือ ผ้าที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้พระสงฆ์ตัดจีวรเป็นกระทง มีลักษณะการตัดผ้าเป็นชิ้นๆ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายกระทงนา แล้วเย็บติดกัน แต่ละชิ้นเรียกว่าขัณฑ์ โดยต้องตัดผ้าตามจำนวนเลขคี่ เรียกว่า ขัณฑ์ขอน
พระธรรมวินัยได้บัญญัติขนาดของจีวร ในรตนวรรคสิกขาบทที่ ๑๐ ความว่า “อนึ่งภิกษุใด ให้ทำจีวรมีประมาณเท่าสุคตจีวรหรือยิ่งกว่า เป็นปาจิตตีย์ มีอันให้ตัดเสีย นี้ประมาณแห่งสุคตจีวรของพระสุคตในคำนั้น โดยยาว ๙ คืบ กว้าง ๖ คืบ ด้วยคืบสุคต” หากจีวรมีขนาดย่อมกว่า แล้วพอดีกับบุคคลผู้ครองนั้นไม่มีข้อห้าม สำหรับพระภิกษุไทยนั้น ประมาณความยาวไม่เกิน ๖ ศอก กว้างไม่เกิน ๔ ศอกของผู้ครอง
จีวรสีแก่นขนุน ๕ ขัณฑ์ นี้ ปักอักษรบริเวณกระทงความว่า “ผ้าผืนนี้ของสมเด็จพระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริยรักธอเมื่อจุลสักราชได ๑๑๖๔ ปีจอจัตวาศก ด้ายหนักเขดลสลึงสองไพธอเป็นเนื้อเอกมือ ๛”
โดยสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ เป็นพระโอรสพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ (พระเชษฐภคินีในรัชกาลที่ ๑) กับเจ้าขรัวเงิน แซ่ตัน มีบทบาทเกี่ยวกับการสงคราม โขน-ละคร และการปฏิสังขรณ์วัดเลียบ ภายหลังพระราชทานนามว่า “วัดราชบูรณะ”
จากลักษณะการเย็บทับจับเนียนเป็นเนื้อเดียว แสดงให้เห็นฝีมือการทอผ้าเนื้อละเอียดและการเย็บที่ต้องอาศัยความประณีตบรรจง มีขนาดต้องตามพระธรรมวินัย และอาจพอเหมาะกับรูปร่างของบุคคลผู้ครองจีวรด้วย
จีวรผืนนี้ตามประวัติระบุว่า พระอาจารย์รวม วัดยาง ตำบลคลองกระแซง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี มอบให้เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๔๗๗
อ้างอิง
กรมศิลปากร. ราชสกุลวงศ์. กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๕๔.
สุนทรี สุริยะรังษี. จีวร : การตัดเย็บจากอดีตถึงปัจจุบัน. วารสารครุศาสตร์ปริทรรศน์ ๓,๒(พฤษภาคม-สิงหาคม) ๒๕๕๙
พระสมุห์จักรพงศ์ จนฺทสีโล. ศึกษาการทรงผ้าจีวรของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาในเถรวาท. วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑
ถมรัตน์ สีต์วรานนท์. ปทานุกรมผ้าไทย ใน “วารสารฝ้ายและสิ่งทอ” ๕,๙ (พฤษภาคม-กรกฎาคม) ๒๕๒๕
ยิ้ม ปัณฑยางกูร. ประชุมหมายรับสั่ง ภาคที่ ๒ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์, ๒๕๒๕
โบราณสถานวัดช้างรอบตั้งอยู่บนเนินเขาลูกรัง นอกกำแพงเมืองทางด้านทิศเหนือที่เป็นเขตอรัญญิกของเมืองกำแพงเพชร ผังของตัววัดหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ปรากฏแนวกำแพงวัดก่อด้วยศิลาแลงเฉพาะด้านทิศตะวันออกและด้านทิศใต้ สิ่งก่อสร้างสำคัญคือ เจดีย์ประธานทรงระฆังขนาดใหญ่ ซึ่งรูปแบบการสร้างขององค์เจดีย์ได้รับอิทธิพลมาจากเจดีย์ช้างล้อมในศิลปะสุโขทัย เจดีย์ประธานประกอบด้วยฐานประทักษิณสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ มีบันไดอยู่ที่กลางด้านทั้งสี่ เพื่อใช้ขึ้นไปถึงลานด้านบนหรือลานประทักษิณ ส่วนของผนังฐานสี่เหลี่ยมของเจดีย์ประธานประดับประติมากรรมรูปช้างปูนปั้นจำนวน ๖๘ เชือก ลักษณะของงานประติมากรรมรูปช้างปรากฏเฉพาะส่วนหัวและสองขาหน้าโผล่พ้นจากฐานประทักษิณ มีการประดับลวดลายปูนปั้นที่บริเวณแผงคอ มงกุฎที่ส่วนหัว กำไลโคนขาและข้อเท้า ผนังระหว่างช้างแต่และเชือกตกแต่งลายปูนปั้นนูนต่ำรูปพันธุ์พฤกษา โดยลวดลายปูนปั้นรูปใบระกาที่ปรากฏบนแผงคอประติมากรรมรูปช้างมีความคล้ายคลึงกับลายชายผ้าของเทวรูปพระอิศวรสำริด ที่พบยังเมืองกำแพงเพชร ซึ่งมีจารึกที่ระบุปี พ.ศ. ๒๐๕๓ จึงสามารถกำหนดอายุด้วยวิธีการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบทางศิลปกรรม (Comparative dating) ได้ว่าเจดีย์ประธานวัดช้างรอบแห่งนี้น่าจะสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ชานบันไดแต่ละด้านประดับสิงห์และทวารบาลปูนปั้น บันไดด้านบนสุดที่เข้าสู่ลานประทักษิณทำเป็นซุ้มประตูมีหลังคายอดเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ส่วนของลานประทักษิณก่ออิฐเป็นกำแพงเตี้ย ๆ ล้อมรอบและเชื่อมต่อซุ้มประตูทั้ง ๔ ด้าน ทั้งสี่มุมของลานประทักษิณมีฐานเจดีย์ขนาดเล็ก พบหลักฐานส่วนยอดที่หักเป็นเจดีย์ทรงกลีบมะเฟือง ส่วนของเจดีย์ที่อยู่เหนือชั้นฐานประทักษิณคงเหลือเฉพาะชั้นหน้ากระดานแปดเหลี่ยมและชั้นหน้ากระดานกลม ส่วนองค์ระฆังขึ้นไปพังทลายหมดแล้ว ที่ชั้นหน้ากระดานกลมเหนือฐานแปดเหลี่ยมมีช่องรอบองค์เจดีย์และประดับภาพปูนปั้นเล่าเรื่องพุทธประวัติ เช่น ตอนเจ้าชายสิทธัตถะทรงประลองศร เป็นต้น โดยภาพปูนปั้นเหล่านี้ มีลักษณะพิเศษคือการใช้สีดำร่างลายเส้นรูปภาพก่อน แล้วจึงใช้ปูนปั้นทับลายเส้นภายหลัง ส่วนบริเวณด้านล่างของภาพปูนปั้นมีการประดับด้วยประติมากรรมดินเผารูปหงส์และกินรี ด้านหน้าเจดีย์ประธานมีฐานวิหารผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ภายในวิหารปรากฏแนวแท่นอาสนสงฆ์และฐานประดิษฐานพระพุทธรูปประธาน เสารองรับเครื่องบนเป็นเสาศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยม หลังคาแต่เดิมมุงด้วยกระเบื้องดินเผา โดยพบหลักฐานโบราณวัตถุประเภทกระเบื้องดินเผาแบบกาบกล้วยและกระเบื้องเชิงชายลายดอกบัวและลายเทพพนม กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ ถัดไปทางด้านหน้าวิหารเป็นสระรูปสี่เหลี่ยมที่ขุดตัดลงไปในชั้นศิลาแลงเพื่อนำศิลาแลงมาใช้ในการก่อสร้างอาคาร ส่วนอุโบสถอยู่เยื้องวิหารไปทางทิศเหนือ มีใบเสมาทำจากหินชนวนปักโดยรอบ ตัวอาคารก่อด้วยศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฐานอุโบสถก่อเป็นฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยมมีบันไดทางด้านหน้าเพียงแห่งเดียว บนอาคารอุโบสถปรากฏร่องรอยของฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นซึ่งปัจจุบันเหลือเฉพาะส่วนโกลนของหน้าตัก เจดีย์ทรงระฆังที่มีการประดับประติมากรรมรูปช้างล้อมรอบฐานของเจดีย์ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า เจดีย์ช้างล้อม นั้น นิยมสร้างกันมากในสมัยสุโขทัย อาทิ วัดช้างล้อมแห่งเมืองศรีสัชนาลัย วัดช้างล้อมและวัดสรศักดิ์ แห่งเมืองสุโขทัย เป็นต้น สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลทางศิลปกรรมและคติการสร้างเจดีย์ช้างล้อม จากการติดต่อสัมพันธ์ทางด้านพระพุทธศาสนาผ่านทางเมืองนครศรีธรรมราช ดังปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๒๙ – ๓๑ ความว่า “...สังฆราชปราชญ์เรียนจบปิฎกไตร หลวักกว่าปู่ครูในเมืองนี้ ทุกคนลุกแต่เมืองศรีธรรมราชมา…” และจากหลักฐานการติดต่อสัมพันธ์ทางด้านพระพุทธศาสนากับศรีลังกา ดังปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๓ จารึกนครชุม ด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๕๑ – ๕๘ ความว่า “…หมทลาประดิษฐานไว้ด้วยพระบาทลักษณะหั้นพระบาทลักษณะนั้นไซร้ พระยาธรรมิกราชให้ไปพิมพ์เอารอยตีน…..พระเป็นเจ้าเถิงสิงหลอันเหยียบเหนือจอมเขาสุมนกูฏบรรพต ประมานเท่าใดเอามาพิมพ์ไว้ จุ่งคนทั้งหลายแท้…อันหนึ่งประดิษฐานไว้ในเมืองศรีสัชชนาลัยเหนือจอมเขา…อันหนึ่งประดิษฐานไว้ในเมืองสุโขไทยเหนือจองเขาสุมนกูฏ อันหนิค่งประดิษฐานไว้ในเมืองบางพานเหนือจอมเขานางทอง อันหนึ่งประดิษฐานไว้เหนือ จอมเขาที่ปากพระบาง จารึกก็ยังไว้ด้วยทุกแห่งฯ...” ลักษณะการสร้างวัดช้างรอบ ที่เจดีย์ประธานมีประติมากรรมรูปช้างประดับโดยรอบนั้น สันนิษฐานว่ามีแนวคิดหลักมาจากคติเรื่องศูนย์กลางจักรวาล โดยสื่อว่าเจดีย์ประธานทรงระฆังคือเขาพระสุเมรุ ซึ่งมีองค์ประกอบที่ใช้ประดับตกแต่งโดยรอบคือสัญลักษณ์ที่ใช้เปรียบเทียบเป็นส่วนต่าง ๆ โดยรอบเขาพระสุเมรุ เช่น ช้างที่มีหน้าที่แบกหรือค้ำจุนเขาพระสุเมรุที่เป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นต้น ----------------------------------------ที่มาของข้อมูล : อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ----------------------------------------เอกสารอ้างอิงกรมศิลปากร. นำชมอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร. กรุงเทพฯ: บริษัทบางกอกอินเฮ้าส์จำกัด, ๒๕๖๑. ประทีป เพ็งตะโก. “กระเบื้องเชิงชายสมัยอยุธยา.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๔๐. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะสุโขทัย: บทวิเคราะห์หลักฐานโบราณคดี จารึกและศิลปกรรม. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สมาพันธ์, ๒๕๖๓. อนันต์ ชูโชติ. “เจดีย์วัดช้างรอบ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร.” สาระนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิต ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๒๓.