ค้นหา
จากคำค้น "วิทยานิพนธ์" พบรายการทั้งหมด 226 รายการ
เครื่องมือเครื่องใช้ในพิธีกรรมตอน พับสา พับสา หรือ ปั๊บสา เป็นสมุดที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อบันทึกเรื่องราวจนกลายเป็นเอกสารของชาวล้านนา ที่มีความสำคัญรองจากคัมภีร์ใบลาน พับสา ทำขึ้นจากต้นปอสา หากทำจากต้นข่อย จะเรียกชื่อว่า สมุดข่อย ในการทำสมุดมักทำความหนาและความกว้างให้เพียงพอต่อการบันทึกข้อความ พับสา แบ่งออกเป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๑. พับสาลั่น มีลักษณะเป็นกระดาษสาแบบยาว พับซ้อนกันไปมาเป็นขั้น ๆ วิธีใช้ คือ เปิดพับขึ้นไปทีละด้าน สามารถบันทึกข้อความได้ทั้งสองด้าน มักทาเคลือบปกด้วยยางรักสีดำทั้งด้านหน้าปกและด้านหลังตัวเล่ม ขนาดตัวเล่ม ความกว้างไม่ต่ำกว่า ๔ นิ้ว ความยาวไม่ต่ำกว่า ๘ นิ้ว ทำให้สามารถบันทึกข้อความได้ประมาณ ๕ - ๘ บรรทัด ๒. พับสาก้อม มีลักษณะไม่ต่างจากพับสาลั่นนัก แต่สามารถพกพาไปตามที่ต่าง ๆ ได้ เนื่องจากพับสาก้อมมีขนาดเล็กกะทัดรัดกว่าพับสาลั่น โดยมีความกว้างประมาณ ๓ นิ้ว ยาวไม่เกิน ๖ นิ้ว แต่ละหน้าสามารถบันทึกได้ สูงสุด ๕ บรรทัด ๓. พับหัว ใช้การเย็บหน้ากระดาษด้วยเชือกปอหรือฝ้ายในส่วนหัวของตัวเล่ม ทำให้มีลักษณะคล้ายสมุดฉีกในปัจจุบัน สามารถเปิดอ่านได้ทั้งสองหน้าพร้อมกัน คือ เปิดขึ้นไปด้านบนโดยตลอด พับหัวมีหลายขนาด ส่วนมากมักมีความกว้าง ๕ นิ้วหรือความยาวมากกว่า ๕ นิ้ว พับหัวจึงบันทึกได้หลายบรรทัดขึ้นอยู่กับความกว้างของตัวเล่ม การใช้ประโยชน์จากพับสานั้น ส่วนใหญ่จะเป็นบันทึกของชาวบ้าน ซึ่งบันทึกข้อความที่เป็นตำนานความเชื่อ ไสยศาสตร์ ยันต์ คาถา ตำรา และมีเพียงส่วนน้อยที่บันทึกเรื่องเกี่ยวกับศาสนา เช่น คำถวายทานต่าง ๆ หรือกรรมฐาน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการใช้งานในพิธีกรรมทางศาสนาของชาวบ้าน ผู้เรียบเรียง : นางสาวอริสรา คงประเสริฐ นักจดหมายเหตุภาพ :๑. หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่. ภาพพิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดเกตการาม๒. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม. ๒๕๖๓. สมุดไทย : บันทึกภูมิปัญญาและวัฒนธรรมสยาม.กรุงเทพฯ : ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.อ้างอิง : ๑. พงศธร บัวคำปัน. ๒๕๕๙. การศึกษาวิเคราะห์คำสอนในพับสาคำขับไทลื้อ ฉบับน้อยพรหม เมืองยอง.วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกศึกษา, มหาวิทยาลัยศิลปากร.๒. ก่องแก้ว วีระประจักษ์. ๒๕๕๓. การทำสมุดไทยและการเตรียมใบลาน. กรุงเทพฯ: สหประชาพานิชย์.๓. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม. ๒๕๖๓. สมุดไทย : บันทึกภูมิปัญญาและวัฒนธรรมสยาม.กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.๔. Tipitaka (DTP). ๒๕๕๙. “สมุดไทย...ทรงไว้ซึ่งสรรพศาสตร์และอัจฉริยภาพเชิงศิลป์” อยู่ในบุญ. ๑๕ (๑๖๙) : ๖๒ - ๖๖.
พระพิมพ์ดินเผาภาพพระพุทธเจ้าขนาบข้างด้วยรูปบุคคล สมัยทวารวดี
พระพิมพ์ดินเผาภาพพระพุทธเจ้าขนาบข้างด้วยรูปบุคคล จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
พระพิมพ์ดินเผา ขนาดกว้าง ๓ เซนติเมตร ยาว ๔.๓ เซนติเมตร ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านบนโค้งมน ด้านหน้าค่อนข้างลบเลือนมาก จากการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบกับพระพิมพ์ที่มีสภาพสมบูรณ์ สันนิษฐานว่ามีภาพพระพุทธเจ้าแสดงวิตรรกมุทรา (ปางแสดงธรรม) นั่งห้อยพระบาทอยู่ตรงกึ่งกลาง ขนาบข้างด้วยรูปบุคคลยืนตริภังค์ (ยืนเอียงสะโพก) ที่อาจเป็นพระโพธิสัตว์หรือเทวดา ด้านล่างมีรูปธรรมจักรหันด้านสันออกมาด้านหน้าขนาบข้างด้วยรูปสถูป ด้านบนมีภาพพระพุทธเจ้าแสดงปางสมาธิเรียงกัน ๓ องค์ กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๕ (ประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว)
พระพิมพ์รูปแบบคล้ายคลึงกันนี้พบจากแหล่งโบราณสมัยทวารวดีหลายแห่ง เช่น วัดพระเมรุ พระปฐมเจดีย์ และที่ตำบลพระประโทน จังหวัดนครปฐม โดยเฉพาะที่เจดีย์หมายเลข ๓ เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ยังพบพระพิมพ์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก แตกต่างเพียงพระพุทธเจ้านั่งขัดสมาธิราบแทนนั่งห้อยพระบาท นอกจากนี้ยังพบพระพิมพ์ดินดิบศิลปะศรีวิชัยรูปแบบคล้ายคลึงกันนี้ตามแหล่งโบราณคดีที่ตั้งอยู่บริเวณภาคใต้ของประเทศไทยอีกด้วย เช่น ถ้ำเขาอกทะลุ และถ้ำคูหาสวรรค์ จังหวัดพัทลุง และควนสราญรมย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้น แสดงถึงความสัมพันธ์และการติดต่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกันระหว่างศิลปะทวารวดีและศรีวิชัย ซึ่งเจริญขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน
นักวิชาการสันนิษฐานคติการสร้างออกเป็น ๒ แนวทาง คืออาจสร้างขึ้นเพื่อแสดงถึงเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง “สัทธรรมปุณฑริกสูตร” แก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายบนเขาคิชฌกูฏ หรือยอดเขาแร้ง ใกล้กรุงราชคฤห์ ตามคัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตรของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน หรืออาจแสดงถึงเหตุการณ์ในพุทธประวัติตอนแสดงมหาปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี ตามคัมภีร์ชาดกอรรถกถาภาษาบาลี ของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทก็เป็นได้
เอกสารอ้างอิง
ธนกฤต ลออสุวรรณ. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่า จีน: กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขา โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖.
นิติพันธุ์ ศิริทรัพย์. “พระพิมพ์ดินเผาสมัยทวารวดีที่นครปฐม”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๔.
สุรสวัสดิ์ สุขสวัสดิ์, ม.ล. “การศึกษาพระพิมพ์ภาคใต้ของประเทศไทย”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหา บัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๘.
กระเบื้องเชิงชาย คือ กระเบื้องแผ่นปลายสุดของชายคา เป็นองค์ประกอบสำคัญของเครื่องมุงหลังคาสถาปัตยกรรมโบราณ ใช้ประดับเรียงรายโดยอุดชายคากระเบื้องลอน เพื่อให้เกิดความงามของแนวชายคา ป้องกันฝนสาดเข้าไปตามช่องของลอนกระเบื้องมุง รวมทั้งป้องกันสัตว์ไม่ให้เข้าไปทำรังและทำลายโครงสร้างภายในอาคารได้ จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กระเบื้องหน้าอุด กระเบื้องเชิงชายโดยทั่วไปมีลักษณะเป็นทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่วหรือสามเหลี่ยมด้านเท่า มีเดือยออกทางด้านหลังเพื่อเสียบเข้าไปในลอนกระเบื้องมุง ทำด้วยดินเผา สันนิษฐานว่าช่างโบราณเลือกเทคนิคการทำด้วยวิธีการพิมพ์จากแบบ ซึ่งลวดลายบนกระเบื้องเชิงชายเป็นลายนูนต่ำ ตัวลายมีความกลมมน ละเว้นรายละเอียดที่มากเกินไป เพราะสะดวกต่อการถอดพิมพ์ นอกจากนี้การทำลวดลายบนกระเบื้องเชิงชายที่จะประดับบนหลังคาเดียวกันให้เหมือนและเท่ากันนั้นยากด้วยวิธีการปั้นแบบอิสระ สิ่งก่อสร้างในสมัยอยุธยาที่ใช้กระเบื้องเชิงชายสามารถแบ่งออกได้ตามลักษณะการใช้ประโยชน์ได้ ๒ ประเภท คือ ประเภทศาสนสถาน ได้แก่ อุโบสถ วิหาร กุฏิ ซุ้มประตู และประเภทที่อยู่อาศัย ได้แก่ พระมหาปราสาท พระที่นั่ง ตำหนัก ซึ่งกระเบื้องเชิงชายใช้กับอาคารของชนชั้นสูง สอดคล้องกับการตกแต่งลวดลายบนกระเบื้องเชิงชายด้วยรูปภาพที่มีความหมายทางประติมานวิทยา เช่น รูปเทพนม รูปดอกบัว ทำให้สันนิษฐานได้ว่ากระเบื้องเชิงชายแต่ละชิ้นน่าจะเป็นสัญลักษณ์ของวิมานที่สถิตของเทวดา เป็นการส่งเสริมความสำคัญของอาคารนั้น ๆ และแสดงฐานะของผู้ใช้อาคารให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ลวดลายที่ปรากฏบนกระเบื้องเชิงชาย ได้แก่ ลายดอกบัว ลายเทพนม ลายหน้ากาล ลายพันธุ์พฤกษา ลายครุฑยุดนาค จากการสำรวจกระเบื้องเชิงชายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร พบกระเบื้องเชิงชายลวดลายดอกบัว โดยดอกบัวเป็นเครื่องหมายของความบริสุทธิ์ ความสมบูรณ์ ในพุทธศาสนาใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการกำเนิดขององค์พระศาสดา ดังความในพระไตรปิฎกว่า “...สีเส ปฐวิ โปกขเร อภิเลเก สพพพุทธานํ...” หมายความว่า แผ่นดินคือดอกบัว เป็นที่อุบัติตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น จึงนิยมสร้างงานศิลปกรรมเป็นรูปพระพุทธเจ้าประทับอยู่เหนือดอกบัว ต่อมาลายดอกบัวได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นลายลายกระหนก ลายเทพนมที่ตกแต่งบนกระเบื้องเชิงชายเป็นภาพเทวดาครึ่งตัวประนมมือเสมอพระอุระอยู่เหนือดอกบัว เป็นลวดลายที่พบในงานศิลปกรรมไทยทั่วไป เช่น ในงานจิตรกรรม ลายพุ่มหน้าบิณฑ์เทพนม ลายก้านขดเทพนม ลายเทพนมบนเครื่องถ้วยเบญจรงค์ ในงานประติมากรรม พบที่กระเบื้องเชิงชาย หน้าบัน บันแถลงประตูหน้าต่างของโบสถ์หรือวิหาร เป็นต้น ซึ่งกระเบื้องเชิงชายที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร กำหนดอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๓ --------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร : Kamphaeng Phet National Museum https://www.facebook.com/kamphaengphetnationalmuseum/posts/3796695317123532 -------------------------------------------------------บรรณานุกรม - ประทีป เพ็งตะโก. “กระเบื้องเชิงชายสมัยอยุธยา.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๔๐. - วิบูลย์ ลี้สุวรรณ. พจนานุกรมศัพท์ศิลปกรรมไทย. นนทบุรี : เมืองโบราณ, ๒๕๕๙. - สันติ เล็กสุขุม. งานช่าง คำช่างโบราณ. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๗.
ครุฑยุดนาควัสดุ : ไม้ ล่องชาด ปิดทอง ประดับกระจกแบบศิลปะ/อายุสมัย ศิลปะรัตนโกสินทร์ ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๔-๒๕ (๑๐๐-๒๐๐ ปีมาแล้ว)ประวัติ : ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านรับมอบจากพระครูศิริคุณาทาน เจ้าอาวาสวัดท่าล้อ อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน สันนิษฐานว่าเดิมประดับอยู่ในส่วนของหน้าบันอาคาร เช่น วิหาร เป็นต้นครุฑ อ้าปาก สวมมุงกุฎยอด หรือมงกุฎชัย กรรณเจียกจร กรองศอ กำไลแขน กำไลข้อมือ เปลือยท่อนบน นุ่งผ้าชายเพือย ทำท่าในลักษณะเท้าทั้งสองจับส่วนลำตัวนาค แขนทั้งสองจับส่วนหัว และส่วนหางของนาค ปีกทั้งสองสยายออกข้างลำตัว กล่าวว่าการจับนาคจะจับบริเวณต้นกับเกือบถึงปลายหางเพื่อป้องการการเหนี่ยวรัดและแว้งกัด กรงเล็บจะขย้ำลงที่ใต้ท้องนาคในครุฑปุราณะ กล่าวว่า นางกัทรุขอพระจากพรกัศยปมุนีให้มีบุตรเป็นนาค ส่วนนางวินตามีบุตรเป็นครุฑ ซึ่งนางทั้งสองแก่งแย่งชิงดีกัน ครุฑมักจะกินนาคเป็นอาหารเสมอ แม้ในวรรณคดีสันสกฤตเอง ยังมีการกล่าวถึงครุฑว่า ครุฑมีอาหารเป็นนาค เพราะฉะนั้นครุฑจึงกินนาคเป็นอาหาร ในกาลต่อมาครุฑกับนาค จึงกลับกลายมาเป็นศัตรูกันสืบมาครุฑยุดนาค หรือ ครุฑจับนาค เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ระหว่างดีและชั่วเอกสารอ้างอิงพระบุญสม ธมฺมวโร (เชิดสูงเนิน). การศึกษาเปรียบเทียบครุฑในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและพุทธศาสนาเถรวาท. วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาเปรียบเทียบ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ๒๕๖๓.
เรื่อง "จารึกคำปู่สบถ สายสัมพันธ์เมืองน่านและสุโขทัย"
--- จารึกคำปู่สบถ (จารึกหลักที่ ๖๔) ลักษณะเป็นจารึกหินทรายทรงสี่เหลี่ยม อักษรไทยสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ ๒๐) ภาษาไทย จารึกหลักนี้มี ๒ ด้าน จำนวน ๓๖ บรรทัด ด้านที่ ๑ มี ๒๖ บรรทัด ด้านที่ ๒ มี ๑๐ บรรทัด สันนิษฐานว่าจารึก พ.ศ. ๑๙๓๕ พร้อมกับจารึกหลักที่ ๔๕ (จารึกปู่ขุนจิดขุนจอด) ที่วัดมหาธาตุ สุโขทัย มีขนาด กว้าง ๕๖.๕ เซนติเมตร ยาว ๓๙ เซนติเมตร จารึกอยู่ในสภาพชำรุดแตกหักไม่สมบูรณ์ สันนิษฐานว่า เดิมคงเป็นแผ่นหินรูปใบเสมา พระโสภณธรรมวาที รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน ให้ยืมจัดแสดง
--- จารึกหลักนี้พบที่วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๐ โดยนายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร เมื่อครั้งเดินทางขึ้นไปตรวจงานโบราณวัตถุสถานภาคเหนือพร้อมคณะ พบแผ่นศิลาจารึก จำนวน ๓ แผ่น วางอยู่ข้างวิหารวัดช้างค้ำ จึงกราบเรียนเจ้าอาวาสวัดช้างค้ำทราบ และขอให้ท่านช่วยเก็บรักษาไว้ ทราบความว่าแผ่นศิลาจารึกทั้งหมด ๓ แผ่น นำมาจากบ่อว้า (อำเภอแม่จริม) จังหวัดน่าน
ต่อมาในวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๒ นายธนิตย์ อยู่โพธิ์ พร้อมด้วยคณะได้เดินทางไปตรวจงานโบราณวัตถุอีกครั้งหนึ่ง เดินทางถึงจังหวัดน่าน เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๒ ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ทำการถ่ายภาพ และทำสำเนาศิลาจารึกคำปู่สบถ เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๒ เมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯ จึงได้มอบสำเนาจารึกให้ศาสตราจารย์ฉ่ำ ทองคำวรรณ เจ้าหน้าที่อ่านคำจารึกดำเนินการอ่าน-ถ่ายทอด
--- เนื้อความในจารึก กล่าวถึงการกระทำสัตย์สาบานระหว่างกษัตริย์สุโขทัยกับเจ้าเมืองน่าน และได้กล่าวถึงความสามัคคีระหว่างเมืองแพร่ เมืองงาว เมืองน่าน และเมืองพลั่ว ว่าถ้าเมืองหนึ่งเมืองใด มีอันตรายเกิดขึ้น เมืองนอกนั้นจะต้องให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
--- จารึกปู่ขุนจิดขุนจอด (จารึกหลักที่ ๔๕) พบจากการขุดแต่งวัดมหาธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๙ โดยหน่วยขุดแต่งและบูรณะเมืองสุโขทัย กองโบราณคดี กรมศิลปากร และได้เก็บรักษาไว้ที่คลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี เมื่อพ.ศ. ๒๕๕๗ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ภายในห้องจัดแสดงประวัติศาสตร์สุโขทัย อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร
ลักษณะเป็นแผ่นหินรูปใบเสมา ขนาด กว้าง ๓๗ เซนติเมตร ยาว ๘๓ เซนติเมตร หนา ๑๘ เซนติเมตร อักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทย มีอักษรจารึก ๓ ด้าน ด้านที่ ๑ จำนวน ๓๗ บรรทัด กล่าวถึงการทำสัตย์สาบานระหว่างผู้เป็นใหญ่ในกรุงสุโขทัย ด้านที่ ๒ จำนวน ๔๐ บรรทัด กล่าวถึงสวรรค์ชั้นต่างๆ และด้านที่ ๓ จำนวน ๑๙ บรรทัด เป็นคำสาปแช่งผู้กระทำผิดคิดคด
--- จากเนื้อความที่ปรากฏในจารึกปู่ขุนจิดขุนจอด และจารึกคำปู่สบถ จึงมีข้อสันนิษฐานว่าจารึกทั้งสองหลักนี้คงเป็นจารึกที่ทำขึ้นคู่กัน ระหว่างกษัตริย์สุโขทัยและเจ้าเมืองน่าน อันได้แก่ พระมหาธรรมราชาแห่งเมืองสุโขทัย ซึ่งในจารึกกล่าวถึงว่า “...กูผู้ชื่อพญาฤาไทยกระทำใจรักภักดิ์ไมตรีด้วยปู่พระยาเป็นเจ้า” แสดงให้เห็นว่าทางฝ่ายสุโขทัยนั้นมีศักดิ์เป็นหลาน และทางฝ่ายเจ้าเมืองน่านมีศักดิ์เป็นปู่พระยา ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบช่วงเวลาที่จารึกกับชื่อของเจ้าเมืองน่านตามพงศาวดารเมืองน่าน คือ เจ้าคำตัน โดยจารึกได้อ้างถึงสายวงศ์เพื่อลำดับความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย และยกเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทั้งสองฝ่ายเคารพนับถือเป็นพยาน ให้รักกัน ซื่อสัตย์ต่อกัน และรวมไปถึงข้าราชบริพารหากคิดคดผิดคำสาบานให้ตกอเวจี และจะคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ถ้าเมืองใดเมืองหนึ่งมีอันตรายเกิดขึ้น เมืองนั้นต้องให้ความช่วยเหลือ หากผิดคำสาบานเกิดชาติหน้าไม่ได้พบพระพุทธศาสนา ซึ่งจารึกทั้งสองหลักนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเมืองน่านและสุโขทัย ที่มีต่อกันนอกเหนือไปจากอำนาจทางด้านการเมืองการปกครอง
ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองน่านและสุโขทัย
--- เมืองน่านปรากฏชื่ออยู่ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ (จารึกพ่อขุนรามคำแหง) จารึกขึ้นในราวพุทธศักราช ๑๘๓๕ ด้านที่ ๔ บรรทัดที่ ๒๕ โดยปรากฏชื่อ “เมืองปัว” ซึ่งเป็นชื่อเมืองในสมัยประวัติศาสตร์แรกเริ่มของเมืองน่านภายใต้ราชวงศ์ภูคา ร่วมกับชื่อหัวเมืองอื่นๆที่อยู่ในอาณาเขตของสุโขทัย ความว่า “เมืองแพร่ เมืองม่าน เมืองน.... เมืองพลัว (ปัว)....”
--- ต่อมาในสมัยของพระยาการเมือง (พ.ศ. ๑๘๙๖ - ๑๙๐๖) ครั้งหนึ่งพระองค์ได้ทรงไปช่วยพระยาลิไทย กษัตริย์กรุงสุโขทัยสร้างวัดหลวงอภัย พระยาลิไทยจึงได้มอบพระธาตุ ๗ องค์ พระพิมพ์เงิน และพระพิมพ์ทองอย่างละ ๒๐ องค์ ให้กับพระยาการเมือง พระยาการเมืองจึงได้นำพระธาตุและพระพิมพ์ที่ได้มาบรรจุไว้ในพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นที่ภูเพียงแช่แห้ง เรียกว่า “พระธาตุแช่แห้ง” และในปี พ.ศ. ๑๙๐๒ พระยาการเมืองจึงได้ย้ายศูนย์กลางการปกครองจากเมืองปัวมาสร้างที่เวียงภูเพียงแช่แห้ง
โดยปรากฏในพงศาวดารเมืองน่าน (ฉบับวัดพระธาตุช้างค้ำ) ความว่า “...เจ้าพระยาครานเมืองท่านอยู่เสวยราชสมบัติแล้ว อยู่มาบ่นานเท่าใดพระยาตนหนึ่งชื่อว่า โสปัตตคันธิ อยู่เสวยเมืองสุโขทัยใช้มาราธนาเชิญเอาพระยาครานเมืองเมือช่วยพิจารณาส้าง (สร้าง) วัดหลวงอภัยกับด้วยพระยาสุโขทัยหั้นแล เมื่อนั้นพระยาครานเมืองก็ลงไปช่วยค้ำชู พระยาโสปัตตคันธิ แท้หั้นแล ครั้นสร้างบอระมวน (บรมวล)แล้ว พะยาโสปัตตคันธิ ก็มีความยินดีซึ่งพระยาครานเมืองแล้วก็เอาพระธาตุเจ้า ๗ องค์ พระพิมพ์คำ ๒๐ องค์ พระพิมพ์เงิน ๒๐ องค์ ดั่งวรรณะพระธาตุเจ้านั้นต่างกัน คือ ๒ องค์เท่าพันธุ์หอมป้อม มีวรรณะดั่งแก้ว ๓ องค์ มีวรรณะดั่งมุก ๒ องค์ มีวรรณะดั่งคำเท่าเม็ดงาดำหั้นแล...”
--- ชื่อ “เมืองน่าน” ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในศิลาจารึกหลักที่ ๘ (จารึกเขาสุมนกูฏ) พบที่เขาพระบาทใหญ่ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ซึ่งจารึกขึ้นระหว่างรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๒ (ลิไทย) ราวปี พ.ศ. ๑๙๑๒ ความว่า “....เบื้องเหนือน้ำน่านถี แดนเจ้าพระญาผากองเจ้าเมืองน่านเมืองพลัว...” (ด้านที่ ๓ บรรทัดที่ ๑๙ - ๒๐)
--- ความสัมพันธ์ทางด้านการเมืองการปกครอง ในด้านของการรบและการช่วยเหลือกันในยามศึกสงคราม หรือการลี้ภัยทางการเมืองเมื่อยามพ่ายแพ้สงครามระหว่างเมืองน่านและสุโขทัย ปรากฏอยู่หลายครั้งในประวัติศาสตร์ เช่น
พ.ศ. ๑๙๑๙ พระยาผากองเจ้าเมืองน่านได้ยกทัพลงไปช่วยพระยาคำแหงรบกับพระบรมราชาธิราช ที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) แห่งกรุงศรีอยุธยาที่เสด็จขึ้นมาตีเมืองซากังราว
พ.ศ. ๑๙๔๒ พระยาเถระ เจ้าเมืองแพร่ และพระยาอุ่นเมือง เข้ายึดเมืองน่านและประหารเจ้าศรีจันต๊ะ เจ้าหุงผู้เป็นน้องหนีไปพึ่งพระยาเชลียง และได้ขอกำลังจากสุโขทัยให้ยกกองทัพขึ้นมาช่วยตีเอาเมืองน่านคืนมา
พ.ศ. ๑๙๙๓ พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ล้านนา ราชวงศ์มังราย ยกกองทัพมาตีเพื่อผนวกรวมเมืองน่านเข้าเป็นเมืองบริวารของอาณาจักรล้านนา เมื่อเมืองน่านพ่ายแพ้ เจ้าอินต๊ะแก่นท้าว จึงได้นำครอบครัวลี้ภัยไปอยู่ที่เมืองสุโขทัย
--- งานศิลปกรรมแบบสุโขทัยที่ปรากฏในเมืองน่าน ได้แก่ เจดีย์ช้างล้อม วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เป็นเจดีย์ช้างล้อมทรงระฆังฐานสี่เหลี่ยม ส่วนล่างสุดทำเป็นฐานปัทม์ ถัดขึ้นไปเป็นชั้นช้างล้อม มีช้างโผล่ออกมาครึ่งตัว ด้านละ ๕ เชือก และที่มุมทั้งสี่อีก ๔ เชือก ปลายงวงจรดแท่นฐานบัวที่รองรับอยู่ทางด้านล่าง เหนือชั้นช้างล้อมทำเป็นฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยมซ้อนกัน ๓ ชั้น รับฐานบัวและลูกแก้วและหน้ากระดานกลมที่อยู่ทางตอนบนชั้นมาลัยเถาทำเป็นหน้ากระดานบัวคว่ำซ้อนกัน ๓ ชั้น รองรับบัวปากระฆังและองค์ระฆังทรงกลม ส่วนยอดเป็นบัลลังก์สี่เหลี่ยม ปล้องไฉนและปลียอด เจดีย์นี้แม้จะได้รับการซ่อมแซมหลายครั้ง แต่ก็ยังคงรูปแบบเดิมที่ได้รับอิทธิพลจากเจดีย์ศิลปะสุโขทัยไว้ได้มากพอสมควร เป็นต้นว่าชั้นช้างล้อม ชั้นหน้ากระดานสี่เหลี่ยมและชั้นมาลัยเถาซึ่งทำเป็นบัวคว่ำซ้อนกัน ๓ ชั้น
--- เจดีย์วัดสวนตาล องค์เดิมเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ (เจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูม) แบบสุโขทัย ต่อมาพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ พระเจ้านครน่าน โปรดให้บูรณะขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้แก้ไขรูปทรงเป็นเจดีย์ยอดปรางค์ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน จากภาพถ่ายเก่าสันนิษฐานว่าส่วนฐานคงเป็นฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยมซ้อนกัน รองรับเรือนธาตุย่อเก็จซึ่งยังมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ส่วนยอดเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์ มีปล้องไฉนและปลียอด ตามแบบเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ ศิลปะสุโขทัย เจดีย์นี้คงสร้างขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ หลังจากเจ้าพระยาผากองสร้างเมืองน่านในปี พ.ศ. ๑๙๑๑
--- พระพุทธรูปแบบศิลปะสุโขทัยในเมืองน่าน เช่น พระพุทธรูป ๕ พระองค์ สร้างโดยพระยาสารผาสุม เมื่อ พ.ศ. ๑๙๗๐ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุช้างค้ำฯ ๓ องค์ และวัดพญาภู ๒ องค์ โดยเป็นพระพุทธรูปปางลีลา ๔ องค์ และปางประทานอภัยสองพระหัตถ์ ๑ องค์ พระพุทธรูปทั้ง ๕ องค์ มีพระพักตร์ค่อนข้างยาวรีเป็นรูปวงไข่ ขมวดเกศาม้วนเป็นก้นหอย รัศมีเหนืออุษณีษะเป็นเปลวเพลิง ส่วนพระอังสาค่อนข้างใหญ่ พระอุระนูน พระพุทธรูปปางลีลา ๔ องค์ครองจีวรห่มเฉียงเปิดพระอังสาขวา ชายจีวรยาวลงมาจรดพระนาภี ส่วนปลายแยกออกเป็นเขี้ยวตะขาบ ส่วนพระพาหาและพระกรทอดลงมาเป็นเส้นโค้งจากพระอังสา จะยาวจรดลงมาที่พระชงฆ์ ส่วนพระพุทธรูปปางประทานอภัยสองพระหัตถ์ครองจีวรห่มคลุม
--- กล่าวโดยสรุปได้ว่า นอกจากจารึกคำปู่สบถ และจารึกปู่ขุนจิดขุนจอดที่มีเนื้อหาอันแสดงถึงสายสัมพันธ์ระหว่างเมืองน่านและสุโขทัยดังที่กล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าเมืองน่านและสุโขทัยยังมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันตลอดมา ทั้งในด้านการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา การช่วยเหลือเกื้อกูลกันยามเมื่อเกิดศึกสงคราม ในด้านหลักฐานงานศิลปกรรมที่ปรากฏก็แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลและแรงบันดาลใจจากศิลปะสุโขทัย ที่มีต่อการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมในเมืองน่านด้วยเช่นกัน อันได้แก่ เจดีย์ช้างล้อม วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ วัดสวนตาล และพระพุทธรูป ๕ พระองค์ ที่สร้างโดยพระยาสารผาสุมเจ้าเมืองน่าน ในส่วนพระพุทธรูปแบบศิลปะสุโขทัยในเมืองน่านนั้น มิได้มีเพียงแต่ที่นำเสนอในครั้งนี้เท่านั้น ซึ่งคงจะได้นำเสนอรายละเอียดในโอกาสต่อไป
เอกสารอ้างอิง/ภาพประกอบ
- สุรศักดิ์ ศรีสำอาง และคณะ. เมืองน่าน โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศิลปะ. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. ๒๕๓๗.
- สำนักศิลปากรที่ ๗ น่าน. พงศาวดารเมืองน่าน ฉบับวัดพระธาตุช้างค้ำ. ๒๕๕๗.
- สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่. สังเขปประวัติศาสตร์และโบราณคดีจังหวัดน่าน ฉบับคู่มือ อส.มศ. ไม่ระบุปีที่พิมพ์.
- ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). จารึกเขาสุมนกูฎ. https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/201
- ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). จารึกคำปู่สบถ. https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/225
- ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). จารึกปู่ขุนจิดขุนจอด. https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/107
- ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). จารึกพ่อขุนรามคำแหง. https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/47
- อริย์ธัช นกงาม. “ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองน่านกับสุโขทัยและล้านนา ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๒ จากหลักฐานทางโบราณคดี”. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดี ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๖๑.
เชี่ยนหมากมลายู
สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๕
สมบัติเดิมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ ตำหนักแดง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
เชี่ยนหมากทองเหลือง ประกอบไปด้วย กระบะหรือตัวเชี่ยน ลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบ่งเป็นสองตอน ตอนบนจำหลักลายดอกไม้แปดกลีบ ลายเชือกทาบและลายพันธุ์พฤกษา ตอนล่างจำหลักลายเครือพันธุ์พฤกษา ด้านในบรรจุภาชนะการกินหมากประกอบไปด้วย ซองพลูจำหลักลายพันธุ์พฤกษา ตลับกลมมีฝาปิดทรงมังคุด ผอบ และเต้าปูนจำหลักลาย
การเคี้ยวหมากเป็นวัฒนธรรมร่วมของสังคมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งในภาคพื้นทวีป และหมู่เกาะ เฉพาะในพื้นที่ประเทศไทยพบว่าเชี่ยนหมากในแต่ละภาคจะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป สำหรับทางภาคใต้ของประเทศไทยเชี่ยนหมากที่เป็นเครื่องโลหะนิยมทำลักษณะเป็นกระบะทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า รวมทั้งเชี่ยนหมากบางชิ้นยังทำขึ้นด้วยวิธีสานย่านลิเพา หรือสานด้วยต้นกระจูด ที่เรียกว่า “สอบหมาก”
เครื่องเชี่ยนประเภทเครื่องเงินและเครื่องทองเหลืองที่พบในภาคใต้ พบว่ามีลวดลายทั้งแบบศิลปะจีน ญวน เขมร และมลายู
สำหรับในพื้นที่คาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะ โดยเฉพาะในเขตประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย เป็นแหล่งที่มีต้นหมากและพลูหลากหลายสายพันธุ์มากที่สุด นักสำรวจชาวอิตาเลียน Antonio Pigafetta (หนึ่งในสมาชิกของ Ferdinand Magellan) เดินทางมาถึงหมู่เกาะในฟิลิปปินส์เมื่อ ค.ศ. ๑๕๒๑ (พ.ศ. ๒๐๖๔) ได้บันทึกไว้ว่า “...ผู้คนที่นั่นเคี้ยวหมากด้วยความเชื่อว่าจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้หัวใจ หากงดเว้นพวกเขาอาจตายได้...” นอกจากนี้เอกสารในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อาทิ เอกสารกระดาษเพลา* เรื่อง คําให้การนายรัก จ.ศ. ๑๒๐๑ (พ.ศ. ๒๓๘๒) ยังกล่าวว่าตามหัวเมืองมลายูหมากเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนทางการค้า เช่น การแลกเปลี่ยนข้าวสารจากชาวจีน กับหมากของคนพื้นถิ่นเมืองกลันตัน ดังความว่า
“...เรือที่เข้าไปในคลองนั้นขายข้าวให้แก่ชาวเมืองกลันตันเกวียนละ ๒๐ เหรียญบ้าง ๒๕ เหรียญบ้าง แลกหมากกันบ้าง...”
รวมทั้งยังเป็นของต้อนรับแขกเมืองดังปรากฏในเอกสารสมุดไทยดำเรื่อง สำเนาคําให้การจีนกั๊ก เล่ม ๒ เรื่องบรรทุก สินค้าไปจำหน่ายเมืองบาหลีจ.ศ. ๑๒๐๘ (พ.ศ. ๒๓๘๙) ความตอนหนึ่งกล่าวว่าปลัดเมืองนำสำรับหมากมาต้อนรับจีนกั๊กเมื่อครั้งที่ตนเดินทางไปยังเกาะบาหลี ดังความว่า
“...ปลัดเมืองจึงให้คนยกโต๊ะไม้กลึงมาโต๊ะ ๑ ใส่ทุเรียน มังคุด ส้มเปลือกบาง น้อยหน่า กล้วยสั้นบ้าง ออกมาให้ข้าพเจ้ารับประทาน แล้วเอาหมากพลูใส่หีบทองเหลือง เครื่องในตลับซองพลูทำด้วยเงิน พลูนั้นจีบเหมือนไทยจีบ ๆ ๑ ช้อน ๓ ใบผูกด้วยด้าย กินปูนขาว ข้าพเจ้ารับประทานแล้ว กะปิตันกับปลัดเมือง บ่าวประมาณ ๔ คน ๕ คน พาข้าพเจ้าไปหาเจ้าเมืองรอง...”
*กระดาษเพลา หมายถึง กระดาษสาชนิดบาง โบราณใช้ร่างหนังสือด้วยดินสอดำหรือใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่น ใช้ปิดหุ่นหัวโขนและหุ่นอื่น ๆ
อ้างอิง
กาญจนา โอษฐยิ้มพราย และอลงกรณ์ จันทร์สุข. กินอยู่อย่างไทย. กรุงเทพฯ: สำนักงานอุทยานการเรียนรู้, ๒๕๕๒.
"เครื่องเชี่ยน." สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม ๓. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, ๒๕๔๒: ๑๑๐๖-๑๑๐๗.
ธนโชติ เกียรติณภัทร. การศึกษาวิเคราะห์คําให้การสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (สาขาวิชาจารึกศึกษา) กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๘.
Rooney, D. F. Betel Chewing Tradition in South-East Asia. Kuala Lumpur: Oxford University Press, ๑๙๙๓.
---เรื่อง “พระเจ้าไม้เมืองน่าน”
---พระเจ้าไม้ คำว่า “พระเจ้า” เป็นคำที่คนในดินแดนล้านนาเรียกขาน แทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระปฏิมากร (พระพุทธรูป) อันเป็นรูปสัญลักษณ์แทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระเจ้าที่สร้างด้วยวัสดุใดก็จะเติมชื่อวัสดุนั้นพ่วงท้าย เช่น พระเจ้าที่สร้างด้วยไม้ก็เรียกพระเจ้าไม้ พระเจ้าทีสร้างด้วยโลหะก็เรียกตามโลหะนั้นๆ เช่น พระเจ้าตอง พระเจ้าทองทิพย์ เป็นต้น นอกจากนี้คำว่าพระเจ้ายังหมายความถึงกษัตริย์ หรือเจ้าผู้ครองนครได้อีกด้วย พระพุทธรูปไม้พบทั้งขนาดเล็ก จนไปถึงขนาดใหญ่หลายเมตร ส่วนคำว่า “พระเจ้าไม้เมืองน่าน” นั้นหมายถึงพระพุทธรูปที่แกะสลักจากไม้ที่พบในดินแดนเมืองน่าน หรือจังหวัดน่านในปัจจุบัน
---จากการสำรวจในจังหวัดน่านพบพระเจ้าไม้ที่มีความเก่าแก่ที่สุดจากการอ่านจารึกที่ปรากฏบนพระเจ้าไม้ คือ ปี จ.ศ. ๑๐๖๖ หรือปี พ.ศ. ๒๒๔๗ พบที่วัดคัวะ หรือวัดพุ่มมาลา ตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ทั้งนี้พระพุทธรูปบางองค์ไม่ปรากฏจารึกทำให้ไม่ทราบอายุที่แน่ชัด และไม้เป็นวัสดุที่มีความเสื่อมสลายได้ง่าย ทำให้พระเจ้าไม้ผุพัง และสูญหายไปตามกาลเวลา
---การสร้างพระพุทธรูปด้วยโลหะนั้นจำเป็นต้องใช้กำลังคน ทุนทรัพย์เป็นจำนวนมาก วัตถุดิบ และกรรมวิธีในการหล่อมีความซับซ้อน และต้องอาศัยประสบการณ์ความชำนาญ ซึ่งต่างจากพระพุทธรูปไม้ที่วัสดุหาง่าย และวิธีการทำมีความง่ายกว่า ทั้งไม้เป็นทรัพยากรที่พบมากในท้องถิ่น จากสภาพภูมิประเทศที่อุดมไปด้วยป่าไม้นานาพันธุ์ ทำให้พระพุทธรูปไม้จึงมีความหลากหลายตามสกุลช่าง และฝีมือเชิงช่าง มีลักษณะรูปแบบที่ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว การสร้างพระพุทธรูปไม้สามารถทำได้ทุกชนชั้นตั้งแต่ชนชั้นปกครอง กษัตริย์ เจ้านาย ขุนนาง ชาวบ้าน ตลอดจนพระสงฆ์ อาจทำเป็นหมู่คณะ หรือส่วนบุคคลก็ได้ สามารถสร้างด้วยตนเอง หรือจ้างช่าง (สล่า) เป็นผู้สร้างให้
---อานิสงส์สร้างพระพุทธรูปไม้ อานิสงส์ คือ ผลแห่งกุศลกรรม หรือผลบุญ หรือผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการได้ทำบุญ หรือที่ได้สร้างประโยชน์ไว้ จากคติความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา และวิถีการดำเนินชีวิตของชาวล้านนาโดยเฉพาะเรื่องบุญกรรม โดยความเชื่อบางอย่างระบุว่าแม้กระทำดีแบบเดียวกันแต่รายละเอียดต่างกัน ผลบุญนั้นก็จะแตกต่างกัน ทั้งนี้การสร้างพระพุทธรูปด้วยวัสดุที่แตกต่างกันอานิสงส์ก็จะแตกต่างกันด้วย โดยจากคัมภีร์ใบลานอานิสงส์ฉบับวัดควรค้าม้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า “...ผู้ใดสร้างพระพุทธรูป...สร้างด้วยไม้ ได้อานิสงส์นาน ๒๐ กัป...และสร้างด้วยไม้ศรีมหาโพธิ์ ไม้แก่นจันทน์ ก็จะได้รับอานิสงส์นานเป็นอนันต์หากำหนดไม่ได้...”
---ไม้ที่นำมาสร้างพระเจ้าไม้ ไม้ที่นำมาสลักมักเป็นไม้ที่มีเนื้อไม้เหมาะสมกับการใช้งาน ไม่เหนียวแข็ง หรือไม่เปราะเกินไป นำมาแกะสลักได้ง่าย นิยมนำส่วนแก่นไม้มาสลัก เนื่องจากแก่นของไม้จะไม่บิดงอ หรือแตกหักได้ง่าย และมีความคงทน นอกจากชนิดของเนื้อแล้ว ยังเป็นไม้ที่มีนาม หรือชื่ออันมงคล ไม่มีลักษณะอันอัปมงคล ไม้ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา เช่น ต้นไม้ที่ประทับตรัสรู้ของอดีตพุทธ ปัจจุบันพุทธ และอนาคตพุทธ หรือที่เรียกว่า “โพธิ์พฤกษ์ หรือต้นโพธิ์” ไม้ที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ เป็นต้น ซึ่งก่อนการตัดไม้จะต้องมีพิธีกรรมการขอขมาด้วยเครื่องสังเวยบูชาแก่เทวดาอารักษ์ที่รักษาต้นไม้ และดูฤกษ์ยาม สถานที่ก่อนเพื่อความเป็นสิริมงคล สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
---เทคนิคการสร้าง และประดับตกแต่งพระพุทธรูปไม้ พระพุทธรูปไม้พบทั้งที่สลักจากไม้ท่อนเดียว สลักจากไม้สองชิ้น คือชิ้นหนึ่งเป็นส่วนฐาน อีกชิ้นเป็นพระวรกาย และสลักจากไม้หลายชิ้น แล้วนำมาประกอบกัน โดยใช้สลักเป็นตัวเชื่อม (แสว้) ทั้งนี้จะต้องมีมาตรวัดให้ได้พุทธสรีระที่สมส่วน งดงาม นอกจากนี้การสร้างพระพุทธรูปจะต้องมีขั้นตอน และพิธีกรรมประกอบ อาทิ การดูฤกษ์ยามเลือกวัน เดือนที่เป็นมงคล เพื่อความสุขความร่มเย็น ไม่ก่อให้เกิดอุปสรรค เภทภัยต่างๆ ทั้งแก่เจ้าศรัทธา และช่างผู้สร้าง
---ขั้นตอนที่ ๑ เตรียมวัสดุอุปกรณ์ / เตรียมไม้ / กำหนดรูปแบบ ขั้นตอนที่ ๒ ร่างแบบองค์พระลงบนกระดาษแล้วจึงคัดลอกลงบนเนื้อไม้ ขั้นตอนที่ ๓ การโกลนไม้ขึ้นรูปองค์พระ ขั้นตอนที่ ๔ แกะรายละเอียดช่วงลำตัวให้ชัดเจน ขั้นตอนที่ ๕ แกะส่วนเศียรองค์พระ ขั้นตอนที่ ๖ เก็บรายละเอียด ขั้นตอนที่ ๗ การตกแต่ง ขั้นตอนที่ ๘ การถวายพระเจ้าไม้ไว้ในบวรพระพุทธศาสนา
---เจตนาในการสร้าง วัตถุประสงค์ และคำปรารถนาของผู้สร้าง สามารถทราบได้จากคำจารึกที่ปรากฏบนพระเจ้าไม้ มีดังต่อไปนี้ พระพุทธรูปเป็นที่เคารพสักการะแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถวายเพื่อทำบุญ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ถวายเพื่อร่วมฉลองถาวรวัตถุ ณ วัดใดวัดหนึ่ง หรืองานประเพณี งานเฉลิมฉลอง ถวายเพื่อสืบชะตาของผู้สร้าง ถวายเพื่ออุทิศส่วนกุศล (ทักขิโณทการ) แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ถวายเมื่อครั้งบรรพชา อุปสมบท ถวายเพื่อแก้บน เป็นต้น
----เจตนาในการสร้าง และคำปรารถนาของผู้สร้างพระเจ้าไม้ ปรารถนาให้สัมฤทธิ์ผลตามความต้องการ สมความปรารถนาทุกประการ เมื่อเสียชีวิตปรารถนาเกิดในสวรรค์ พ้นจากอบายทั้ง ๔ ปรารถนาสุข ๓ ประการ ปรารถนาเกิดในยุคอนาคตพุทธเจ้า ปรารถนามรรคผล และปรารถนานิพพาน เป็นต้น
---เอกสารอ้างอิง
ภูเดช แสนสา. “พบพระเจ้าไม้เก่าที่สุดในล้านนาอายุกว่า ๓๐๐ ปี ที่วัดคัวะ เมืองน่าน”. เข้าถึงได้โดย https://lek-prapai.org/home/view.php?id=661
วิลักษณ์ ศรีป่าซาง. “พระเจ้าไม้ล้านนา”. เชียงใหม่ : สีสันพรรณไม้. ๒๕๕๔.
ศิรพงศ์ ศักดิ์สิทธิ์. “คติการสร้างพระพุทธรูปไม้ในล้านนา”. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๕๔.
สมเจตน์ วิมลเกษม และคณะ. “กรรมวิธีดั้งเดิมในการผลิตงานช่างพุทธศิลป์น่าน”. เชียงใหม่ : สันติภาพแพ็คพรินท์. ๒๕๕๑.
สุรศักดิ์ ศรีสำอาง และคณะ. “เมืองน่าน โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศิลปะ”. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. ๒๕๓๗.
น้ำต้นนั้นเป็นภาษาถิ่นเหนือตรงกับ คนโท ในภาษากลางนั่นเอง น้ำต้นที่กล่าวถึงนี้พบจำนวน ๒ ใบ ในคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สำคัญคือบริเวณส่วนคอมีจารึกอักษรไทย ภาษาไทย จำนวน ๔ บรรทัด ความว่า “กองทัพฝ่ายเหนือ ๑๒๕๐ ทำ เมืองหลวงพระบาง” พร้อมลงลายมือชื่อกำกับว่า “สุรศักดิ์” เมื่อตรวจสอบประวัติที่มาจากสมุดทะเบียนระบุเพียงว่าเป็นของอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมาแต่เดิม
เมื่อสืบย้อนประวัติศาสตร์จากหลักฐานปีบนจารึกพบว่าช่วงเวลานั้นมีสงครามสำคัญคือสงครามปราบฮ่อ ซึ่งสงครามดังกล่าวยืดเยื้อมาตั้งแต่ราว พ.ศ. ๒๕๑๘ แล้ว กระทั่งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำรัสต่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในการประชุมเสนาบดี ว่า “...หม่อมฉันก็จะขอจัดกองทัพเป็นอย่างใหม่...จะจัดกองทัพเป็น ๒ กอง คือ กองทัพฝ่ายเหนือและกองทัพฝ่ายใต้ กองทัพฝ่ายเหนือนั้นหม่อมฉันจะให้พระนายไวยฯ เป็นแม่ทัพ...ส่วนแม่ทัพฝ่ายใต้นั้น หม่อมฉันจะให้กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคมเป็นแม่ทัพ...”
กองทัพทั้งสองที่ถูกส่งไปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ และได้รับชัยชนะ พร้อมจับบุตรเจ้าเมืองไลลงมากรุงเทพฯ เนื่องด้วยเจ้าหมื่นไวยวรนารถเห็นว่าเมืองไลเอาใจออกห่างสยาม จึงหวังให้เจ้าเมืองไลยอมอ่อนน้อม แต่ไม่เป็นเช่นนั้น เมืองไลยกทัพมาพร้อมกับฮ่อธงดำเข้าปล้นและทำลายเมืองหลวงพระบางเพราะเข้าใจว่าพี่น้องของตนถูกจับไว้ที่เมืองแห่งนี้ ทำให้ พ.ศ. ๒๔๓๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงส่งทัพเพื่อขึ้นไปรักษาความสงบและป้องกันการเข้าแทรกแซงดินแดนลาวของฝรั่งเศส โดยโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหมื่นไวยวรนารถ (ขณะนั้นได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพระยาสุรศักดิ์มนตรี) เป็นผู้รับผิดชอบ โดยการยกทัพขึ้นไปครั้งนี้เป็นการยืนยันสิทธิของไทยในดินแดนลาวต่อฝรั่งเศส พร้อมส่งคณะทำแผนที่เพื่อปักปันเขตแดน มีการจัดการบ้านเมือง เช่น ทำสำมะโนประชากร ฝึกกองทหาร ตัดถนน ตั้งโรงพยาบาล กระทั่งบ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อยจึงเดินทัพกลับและถึงกรุงเทพฯ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๒
การยกทัพไปคราวนี้ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้เขียนบันทึกในไดอารี่ไว้ตอนหนึ่งช่วง พ.ศ. ๒๔๓๑ ว่า “ระหว่างราชการสงบในคราวฤดูฝนคราวนี้ ข้าพเจ้าว่างราชการ ได้ประชุมกันคิดทำนุบำรุงบ้านเมืองขึ้นตามกำลังและความสามารถ...ได้สังเกตเห็นดินเมืองนครหลวงพระบางเหนียวดี จึงได้ทำอิฐและกระเบื้องขึ้นไว้...ส่วนอิฐและกระเบื้องในบริเวณคุ้มและศาลาว่าการนั้น ได้มีตรานามแม่ทัพและจุลศักราชที่ได้ยกทัพขึ้นไปปราบฮ่อ เพื่อไว้เป็นที่ระลึก...” อีกทั้งยังพบหลักฐานยืนยันบันทึกดังกล่าว คือ แผ่นอิฐปูพื้นพระอุโบสถ วัดจอมเพชร วัดไทยขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง มีจารึกเนื้อความเช่นเดียวกันตอกประทับไว้บนอิฐทุกแผ่น ดังนั้นอาจสันนิษฐานว่าน้ำต้นคู่นี้คงผลิตขึ้นหลังการปราบฮ่อลุล่วงแล้ว และเป็นคราวเดียวกับที่ทำนุบำรุงบ้านเมืองที่นครหลวงพระบาง
อย่างไรก็ตาม จากรูปแบบของน้ำต้น ที่ตกแต่งด้วยการรมดำขัดมัน รูปแบบเช่นนี้ไม่นิยมนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากการรมดำทำให้เกิดกลิ่นเขม่าควันเจือปนกับน้ำ ดังนั้นน้ำต้นรูปแบบดังกล่าวหากเป็นชาวบ้านมักใช้ถวายเป็นพุทธบูชา และหากเป็นเจ้านายมักใช้เป็นเครื่องประกอบยศ
เมื่อพิจารณาจากรูปแบบของน้ำต้นร่วมกับบันทึกความทรงจำของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีจึงสันนิษฐานว่า หน้าที่ของน้ำต้นนี้ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อบรรจุน้ำสำหรับดื่มกิน แต่ผลิตขึ้นและนำกลับมายังกรุงเทพฯ เพื่อเป็นของที่ระลึกในการยกทัพไปปราบฮ่อที่เมืองหลวงพระบางนั่นเอง
บรรณานุกรม
- กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, สมเด็จ. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๔ พระนคร: โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๖๕. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ จอมพล เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตฯ (ม.ร.ว.อรุณ ฉัตรกุล ณ กรุงเทพ) พ.ศ. ๒๔๖๕.
- ไกรฤกษ์ นานา. หน้าหนึ่งในสยาม : ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์ กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๕๖.
- แจ้งราชการ. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒. ๒๔ พฤศจิกายน ๒๔๓๐.
- เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม). ประวัติการของจอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เล่ม ๑ มปพ, ๒๔๗๖. คุณหญิงสงวน สุรศักดิ์มนตรี พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีฯ ๘ เมษายน ๒๔๗๖.
- ประวัติการของจอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เล่ม ๒ มปพ, ๒๔๗๖. คุณหญิงสงวน สุรศักดิ์มนตรี พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีฯ ๘ เมษายน ๒๔๗๖.
- นิธิ เอียวศรีวงศ์. การปราบฮ่อและการเสียดินแดน พ.ศ. ๒๔๓๑ วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๐๙.
- พระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์. เรื่องตั้งเจ้าพระยา ในกรุงรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ:
หอพระสมุดวชิรญาณ, ๒๔๖๑.
- พระวิภาคภูวดล, เขียน. สุทธิศักดิ์ ปาลโพธิ์, แปล. บุกเบิกสยาม : การสำรวจของพระวิภาคภูวดล
(เจมส์ แมคคาร์ธี) พ.ศ. ๒๔๒๔ - ๒๔๓๖ กรุงเทพฯ: ริเวอร์ บุ๊คส์, ๒๕๖๑.
- มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่. พจนานุกรมภาษาล้านนา เชียงใหม่: สถาบันภาษา ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, ๒๕๕๐.
- มัณฑนา ชอุ่มผล. “ลายมือ” และ “ลายเซ็น” ของรัชกาลที่ ๔.” ใน ศิลปวัฒนธรรม ๒๔, ๗ พฤษภาคม ๒๕๔๖.
- ประกาศให้เสนาบดีลงชื่อข้างท้ายท้องตรา. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕ วันเสาร์ เดือนสี่ ขึ้นแปดค่ำ ปีชวด สัมฤทธิศก ๑๒๕๐.
- ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๙ (ประชุมพงศาวดาร ภาค ๙ และภาค ๑๐ ตอนต้น) กรุงเทพฯ: คุรุสภา, ๒๕๐๗.
- เปลี่ยนตำแหน่งแลเพิ่มบรรดาศักดิทหารที่ไปราชการทัพ. ๒๔๓๐, ๒๔ พฤศจิกายน. ราชกิจจานุเบกษา. [ออนไลน์]. เล่ม ๔ หน้า ๒๘๐ สืบค้นเมื่อ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๕. จาก: ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2430/035/280.PDF
- สุรพล ดำริห์กุล. แผ่นดินล้านนา กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๙
- อัญชลี โสมดี และคณะ. “น้ำต้น” อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของอนุภาคลุ่มน้ำโขง กรุงเทพฯ: สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๕๗.
- Liu Xu Yin และ ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์. “ข้อถกเถียงในประวัติศาสตร์นิพนธ์ เกี่ยวกับการต่อสู้ของ
ตู้เหวินซิ่วในประเทศจีน ค.ศ. ๑๙๕๕-๒๐๑๕.” ใน ศาสตร์แห่งการจำ ศิลป์แห่งการลืม เล่ม ๒ ปัตตานี: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, ๒๕๕๙.
พระราชประวัติ
ศาสตราจารย์ พลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชธิดาพระองค์เล็กในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นพระโสทรกนิษฐภคินีในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ในพระราชวังดุสิต ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระองค์มีพระธิดา 2 พระองค์ คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ
พระองค์ทรงเป็นเจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์ผู้มีผลงานดีเด่นของโลกในสาขาสารเคมีก่อมะเร็ง และพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม ทรงก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ขึ้นเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2530 ปัจจุบันทรงเป็นองค์ประธานของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ หัวหน้าห้องปฏิบัติการเคมีผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ และห้องปฏิบัติการสารเคมีก่อมะเร็ง และศาสตราจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 10 ชั้นที่ 1 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
การศึกษา
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนจิตรลดา เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนจิตรลดา ทรงเลือกศึกษาในคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทรงได้รับรางวัลเรียนดีตลอดระยะเวลา 4 ปีการศึกษา และทรงสำเร็จปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิตวิชาเอกเคมีเกียรตินิยมอันดับ 1 ทรงได้รับทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกทางวิทยาศาสตร์ สาขาอินทรีย์เคมีด้วย
เนื่องจากทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้วยคะแนนยอดเยี่ยม เมื่อทรงมีพระดำริถึงการศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลจึง อนุมัติให้ทรงเข้าศึกษาในระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิตได้โดยไม่ต้องผ่านมหาบัณฑิตก่อน ทรงศึกษาด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ใฝ่พระทัยในการศึกษาเล่าเรียนเป็นที่ยิ่ง ทั้งที่มีพระราชกิจในฐานะสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ก็ยังเสด็จพระดำเนินไปทรงพระอักษรร่วมกับพระสหายในชั้นเรียนอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนทรงงานในห้องแล็บด้วยพระองค์เองอย่างไม่ทรงท้อถอย แม้จะทรงแพ้สารเคมีก็ตาม และทรงทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “Part I: Constituents of Boesenbergia pandurata (yellow rhizome) (Zingiberaceae). Part II: Additions of lithio chloromethyl phenyl sulfoxide to aldimines and alpha,beta-unsaturated compounds”
ต่อมาสภามหาวิทยาลัยมหิดลได้อนุมัติให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารีทรงสำเร็จการศึกษา และได้รับพระราชทานปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเคมีอินทรีย์ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2528 ด้วยความสนพระทัยในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอในฐานะนักวิทยาศาสตร์ จึงได้ทรงเข้าศึกษาเพิ่มเติมในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่สนพระทัย อาทิ การเข้าอบรมระดับหลังปริญญาเอก (Post-Doctoral Training) เรื่อง Synthesis of Oligonucleotides Using Polymer Support and Their Applications in Genetic Engineering จากมหาวิทยาลัยอูล์ม ประเทศเยอรมนี ศึกษาด้านพิษวิทยา ระดับปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ศึกษาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (หลักสูตรแบบไม่มีหน่วยกิตรายวิชา) ในปีการศึกษา 2549 จากผลงานวิจัยเรื่อง “Molecular Genetic Studies and Preliminary Culture Experiments of Scallops Bivalve: Pectinidae) in Thailand”
ปัจจุบัน ทรงศึกษาในระดับปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปีการศึกษา 2560
พระกรณียกิจที่สำคัญ
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์: ทรงก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ขึ้น เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2530 ทรงเป็นองค์ประธานของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือ ส่งเสริมความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัย ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และสังคมศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาประเทศ ตลอดจนเป็นศูนย์กลางในการศึกษาและพัฒนาบุคลากรสาขาวิทยาศาสตร์ การแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งเป็นแหล่งระดมสติปัญญาของนักวิชาการที่มีศักยภาพและวิทยาการที่ก้าวหน้าเพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนตลอดไป ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง และให้การศึกษาและฝึกอบรมอย่างครบวงจร ประกอบกับแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ให้ขยายภารกิจด้านการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งสาขาที่มีความต้องการสูงให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จึงได้มีการเสนอโครงการจัดตั้งสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2548
และจากการที่ทรงรับเป็นหัวหน้าห้องปฏิบัติ การเคมีผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ และห้องปฏิบัติการสารเคมีก่อมะเร็งด้วยพระองค์เอง ประกอบกับทรงพบว่าประชาชนชาวไทยเป็นโรคมะเร็งเพิ่มในอัตราที่สูงมากขึ้น จึงทรงก่อตั้งศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็งขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม และให้เป็นศูนย์วิจัยด้านโรคมะเร็งที่มีความเป็นเลิศทางการวิจัย วิชาการ และการบำบัดรักษา พร้อมทั้งพัฒนาเป็นศูนย์ชำนาญการวินิจฉัยมะเร็งที่ก้าวหน้าและทันสมัยที่สุดในภูมิภาค โดยมีงานวิจัยที่ได้มาตรฐานสากลรองรับ
ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ: นอกจากนี้ ยังทรงจัดตั้งศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ (Cyclotron and PET Scan) ซึ่งเป็นหน่วยงานให้บริการในการตรวจโดยสารเภสัชรังสี เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับสูงที่สามารถติดตาม ตรวจวัด ประเมิน และวิเคราะห์ การทำหน้าที่ของอวัยวะนั้น ๆ ในระดับเซลล์เมตาบอลิสม์ ที่สามารถให้รายละเอียดการวินิจฉัยโรคและระยะของโรคได้ดีกว่าการตรวจอย่างอื่น ซึ่งมีประโยชน์เป็นอย่างมากในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง โรคทางสมอง และหัวใจ
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงให้ความสำคัญทางด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างยิ่ง ทรงเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและมีพระปณิธานแน่วแน่ในการสร้างเสริมความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อมให้แก่ทรัพยากรบุคคลของประเทศไทย และให้ความช่วยเหลือ ฝึกอบรมแก่ประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังพัฒนา โดยได้รับความร่วมมือจากองค์กรสิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติ
จากผลของการทรงงานอย่างต่อเนื่อง จึงทรงเป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องในแวดวงวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมนานาชาติ คณะกรรมการรางวัลฮอลแลนเดอร์ จึงมีมติเอกฉันท์ให้ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มีผลงานดีเด่นของโลกในสาขาสารเคมีก่อมะเร็งและพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม และทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับรางวัล EMS Hollaender International Award ประจำปี ค.ศ. 2002 และในปี พ.ศ. 2547 สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโลก (IUCN The World Conservation Union) สวิตเซอร์แลนด์ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโลกอีกด้วย
นอกจากสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี จะทรงได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติในพระปรีชาสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์แล้ว พระองค์ยังทรงนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาประเทศได้อย่างสอดคล้องเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นกิจการด้านการศึกษา สุขภาพอนามัย งานเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร การจัดการป่าไม้ การจัดการสิ่งแวดล้อม การเพาะเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลรวมไปถึงงานส่งเสริมสถานภาพทางสังคมของสตรีไทยอีกด้วย
งานประมงน้อมเกล้าฯ: งานประมงน้อมเกล้าฯ เป็นกิจกรรมการแสดงนิทรรศการของการประมงในประเทศไทย โดยเน้นไปที่ปลาสวยงามเป็นหลัก จัดขึ้นตามพระราชดำริของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงให้กรมประมง ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จัดงานดังกล่าวขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 ณ บริเวณสวนอัมพร เพื่อน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติแด่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ที่ทรงมีต่อวงการแพทย์ และการประมง และเพื่อหารายได้สมทบทุนสร้างตึกสยามมินทร์ เนื่องในโอกาสที่โรงพยาบาลศิริราชสถาปนาครบรอบ 100 ปี
ต่อจากนั้นทรงมีรับสั่งให้จัดงาน “วันประมงน้อมเกล้าฯ” ขึ้นทุกปี และคณะกรรมการจัดงานมีความเห็นพ้องว่าให้นำเงินรายได้จากการจัดงานทุกปี ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมทบทุนมูลนิธิจุฬาภรณ์ ซึ่งทรงตั้งขึ้นเพื่อศึกษางานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ในการนี้ คณะกรรมการจัดงานได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จมาทรงเป็นประธานเปิดงานและจัดตู้ปลาสวยงาม เพื่อพระราชทานแก่ผู้มีจิตศรัทธาถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย และพระราชทานถ้วยรางวัลให้แก่ผู้ชนะการประกวดในกิจกรรมต่าง ๆ อีกด้วย
มูลนิธิ หน่วยงาน และโครงการในพระอุปถัมภ์
- มูลนิธิจุฬาภรณ์
- มูลนิธิเทียนส่องใจเพื่อคนไข้โรคลมชัก
- มูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน
- มูลนิธิรักษาพยาบาลสัตว์ป่วยอนาถา โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- โครงการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักครบวงจร
- โครงการหารายได้เพื่อสัตว์ป่วยอนาถา
- โรงเรียนมัธยมทับทิมสยาม ๐๔ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์
- โรงเรียนมัธยมศึกษาจุฬาภรณ์
- สถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี
- สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย
- สมาคมเคมีแห่งประเทศไทย
- กองทุนจุฬาภรณอุดรธานี
ประติมากรรมพระสาวก
คำว่า “สาวก” มาจากภาษาบาลี แปลว่า ผู้ฟังถ้อยคำหรือศิษย์ พระสูตรและอรรถกถาได้อธิบายถึงคุณสมบัติของพระสาวกไว้ว่า พระสงฆ์สาวกที่รับฟังโอวาทและอนุสาสนีของพระพุทธเจ้าด้วยความเคารพ ผู้ปฏิบัติดีและได้รู้ธรรมตามพระพุทธเจ้า
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงจำแนกประเภทตามเกณฑ์ตัวเลข คือ พระอริยบุคคล ๒ จำพวก คือ พระสาวกที่ต้องศึกษาเพื่อมรรคผลที่สูงขึ้นกับพระอรหันตผลผู้ไม่ต้องศึกษาแล้ว ส่วนพระอริยบุคคล ๔ จำพวก คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ สุดท้ายพระอริยบุคคล ๘ จำพวก คือ พระผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหันตตมรรค และอรหันตตผล ซึ่งเป็นการจำแนกตามขั้นของการบรรลุธรรมอย่างละอียด
ทั้งนี้ยังจำแนกตามการตั้งความปรารถนาสำหรับการบรรลุธรรม และระยะเวลาการบำเพ็ญบารมี ดังนี้ “พระอัครสาวก” คือ ผู้ตั้งความปรารถนาเพื่อการบรรลุธรรมตั้งแต่สมัยอดีตพุทธ พร้อมด้วยความเป็นเลิศในด้านปัญญาและสมาธิ มี ๒ องค์ ส่วน “พระมหาสาวก” (อสีติมหาสาวก) คือ พระสาวกผู้ใหญ่ทรงไว้ด้วยคุณธรรม อภินิหาร และเป็นผู้หลุดพ้นจากวัฏฏะสงสารด้วยศรัทธา ประกอบกับมีปัญญารู้แจ้งเห็นธรรมตามพระพุทธเจ้า มี ๘๐ องค์ และ “พระปรกติสาวก” คือ พระสาวกที่ไม่ได้บำเพ็ญบารมีเพื่อเป็นอัครสาวกและมหาสาวก แต่ปรารถนาจะบรรลุธรรมตามพระพุทธเจ้า
การสร้างประติมากรรมพระสาวกมาจากความเชื่อทางศาสนาเรื่องพระรัตนตรัย ประกอบด้วย “พระพุทธ” คือ พระพุทธเจ้า “พระธรรม” คือ หลักธรรมคำสอน และ”พระสงฆ์” คือพระสาวก จึงมีการสร้างประติมากรรมพระพุทธเจ้าเป็นศูนย์กลางและพระสาวกล้อมรอบ
ประติมากรรมพระสาวกในล้านนา มีตั้งแต่สมัยหริภุญชัยพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๙ เป็นประติมากรรมพระสาวกพนมมือนั่งขัดสมาธิเพชรทำจากดินเผา ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของพระสาวก ต่อมาเริ่มทำจากหินผลึกและแก้วมีค่าสำหรับอุทิศถวายเป็นพุทธบูชา และได้รับความนิยมมากในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๔-๒๕ ที่มีการย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำสัมปทานป่าไม้ของชาวพม่าและไทใหญ่ โดยนำช่างฝีมือเข้ามาก่อสร้างวัด เจดีย์ หรืออาคารศาสนสถานตามรูปแบบศิลปะชาติพันธุ์ของผู้อุปถัมภ์ (คำว่า “พระยาตะก่า” ใช้เรียกผู้อุปถัมภ์ในการสร้างวัดวาอาราม) สำหรับอุทิศให้รุกขเทวดา ผีสาง เจ้าป่าเจ้าเขา และวิญญาณบรรพบุรุษ
พระพุทธรูปสร้างจากวัสดุโลหะผสม ทองเหลือง หินทราย หินอ่อน และรักสมุก ส่วนประติมากรรมพระสาวกทำจากวัสดุชั้นรองลงมาคือ “ไม้” ตกแต่งด้วยการลงรัก ทาชาด ปิดทอง และประดับกระจก มีลักษณะครองจีวรแบบริ้วธรรมชาติซ้อนทับกันหลายชั้น อยู่ในท่าพนมมือหรือเท้าแขน นั่งพับเพียบด้วยกิริยาสงบและอ่อนน้อมถ่อมตน อันเป็นรูปแบบศิลปะพม่าสมัยมัณฑเลย์ที่มีเอกลักษณ์และความงดงาม มีการจัดวางจำนวนตามรูปแบบของพระสาวกตามความเหมาะสมของอาคาร สามารถพบเห็นได้ในวัดเขตชุมชนเชื้อสายพม่า-ไทใหญ่ อาทิ วัดจองคา(ไชยมงคล) วัดศรีรองเมือง วัดศรีชุม และวัดป่าฝาง
ทั้งนี้ปัจจุบันยังได้รับความนิยมจากนักสะสม และผู้ค้าโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ จึงมีการผลิตสำหรับเป็นสินค้าส่งออกจำนวนมาก โดยภายในห้องศาสนวัตถุไม้ของคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้รับมอบประติมากรรมพระสาวกจากกรมศุลากรมาเก็บรักษาไว้ มีรูปแบบหลากหลายอิริยบถทั้งยืน นั่ง และมีการครองจีวรแตกต่างกัน ถ้ามีโอกาสจะนำมาเล่าในครั้งต่อไป
.
อ้างอิง
สิขรินทร์ ล้อเพ็ญภพ. รูปแบบและคติการสร้างประติมากรรมพระสาวกในศิลปะรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ ๑-๕ วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๕๙
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะพม่า. กรุงเทพฯ: มติชน. ๒๕๕๗
.
เผยแพร่โดย พลอยไพลิน ปุราทะกา ภัณฑารักษ์ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร
---เรื่อง “ตราประทับงาช้างรูปโคอุสุภราช : ดวงตราประจำเมืองน่าน”
-----ตราประทับรูปโคอุสุภราช เป็นตราประทับรูปทรงกลม ทำจากงาช้าง กลึงเป็นทรงกระบอกกลม ส่วนด้ามจับ หรือส่วนยอดกลมมน (สันนิษฐานว่าในอดีตเป็นยอดหัวเม็ดซึ่งสามารถถอดประกอบได้) ส่วนที่เป็นเครื่องหมาย หรือบริเวณด้านหน้าของตราเป็นรูปวงกลมแกะสลักเป็นลวดลายเส้นนูนรูปโคอุสุภราชทรงเครื่องยืนบนแท่น ล้อมรอบด้วยลายช่อกนกเปลวประกอบพื้นช่องไฟ ด้านล่างแท่นตกแต่งด้วยลายเมฆ ดวงตรานี้เป็นตราที่พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่านระหว่างปีพุทธศักราช ๒๔๓๖ – ๒๔๖๑ ทรงใช้เป็นตราเมืองสำหรับประทับในหนังสือกราบบังคมทูลถวายรายงานข้อราชการแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และประทับในหนังสือราชการงานเมืองต่างๆ
-----นอกจากนี้รูปโคอุสุภราชยังปรากฏที่หน้าบันของหอคำนครน่าน โดยหน้าบันหอคำทั้ง ๓ ด้าน ประดับไม้สลักลวดลายลายรูปพญานาคสองตัว หันหน้าตรงข้ามกัน ส่วนหางเกี้ยวรัดกันขึ้นไปตรงกลาง ล้อมรอบด้วยลายช่อกนกประกอบพื้นช่องไฟ ส่วนตรงกลางระหว่างพญานาคเป็นรูปโคอุสุภราชในกรอบวงกลมซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ประจำนครน่าน หอคำเมืองน่าน สร้างขึ้นเมือปี พ.ศ. ๒๔๔๖ หลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ขึ้นเป็น พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ พระเจ้าน่าน จึงสร้างหอคำสำหรับประดับเกียรติยศ ขึ้นแทนหอคำเดิม โดยหอคำหลังนี้ในปัจจุบันคืออาคารจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ซึ่งหน้าบันหอคำนี้สัมพันธ์กับตราประทับรูปโคอุสุภราช
-----ตราประจำจังหวัดน่าน ตราประจำจังหวัดน่านเป็นภาพโคอุสุภราชยืนแท่น มีพระธาตุเจดีย์แช่แห้งประดิษฐานอยู่บนหลัง ขอบตราเป็นลายกระหนก พระธาตุบนหลังโคอุสุภราช หมายถึง พระธาตุแช่แห้ง ซึ่งเป็นปูชนียสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ตราประจำจังหวัดน่าน ความหมายของตราเมือง มีตำนานเล่าว่า สมัยพญาผากอง มีดำริจะสร้างเมืองน่านยังสถานที่ใหม่ ครั้งราตรีหนึ่งพระองค์ทรงสุบินนิมิตเห็นโคอุสุภราชวิ่งมาจากป่าทางตะวันออก ข้ามแม่น้ำน่านไปทางทิศตะวันตก แล้วถ่ายมูลไว้รอบบริเวณแห่งนั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า จากนั้นก็อันตธานลับไป เมื่อพระองค์ตื่นบรรทมปรากฏว่า มีเหตุการณ์ตามที่ได้สุบินดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นศุภนิมิตหมายอันสำคัญ ประกอบกับพระองค์จะย้ายเมืองมายังที่ตั้งจังหวัดน่านปัจจุบันด้วย พระองค์จึงให้ก่อกำแพงเมืองทอดตามรอยมูลโคอุสุภราชที่ถ่ายไว้ และจึงใช้โคอุสุภราชเป็นตราประจำเมือง
----คำว่า อุสุภ มีความหมายถึง วัวตัวผู้ คำว่า อุสุภราช มีความหมายถึง พญาวัว หรือราชาแห่งโคทั้งปวง (เป็นเครื่องหมายแสดงความสามารถของบุรุษผู้นักรบ) ซึ่งทำให้โคอุสุภราชถูกนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ หรือสิ่งแทนในความหมายต่างๆ ดังจะกล่าวต่อไป
-----โคอุสุภราช ปรากฏในตำราวัวความว่า มีกายสีดำทั้งตัว มีส่วนด่าง ๗ ตำแหน่ง ได้แก่ หน้า หนอก หาง และเท้าทั้ง ๔ วัวที่มีลักษณะดังกล่าวมีความเชื่อว่าเป็นยอดของวัวทั้งปวง หรือพญาของวัวทั้งปวง เป็นตระกูลใหญ่เหนือวัวในตระกูลอื่น
-----คำว่าอุสุภราชปรากฏใน ในตำนาน หรือเทวปกรณ์ต่างๆ ดังเช่น กล่าวถึงโคอุศุภราช เป็นชื่อของพญาวัวที่เป็นพาหนะของพระศิวะ หรือพระอิศวร และยังเป็นพาหนะของพระศุกร์ ในตำนานเทวกำเนิดพระศุกร์เองเกิดจากโคอุสุภราช
-----บนดวงตราสัญลักษณ์รูปโคอุสุภราชถูกนำไปใช้ด้วย กล่าวคือ ดวงตราพระยาพลเทพ (เกษตราธิการ) ซึ่งเป็นดวงตราพระโคอุศุภราช หรือตราไพศุภราช ใช้ในการพระราชทานที่ดิน หรือสิ่งก่อสร้างที่พระมหากษัตริย์พระราชทานอุทิศผลประโยชน์แก่วัด หรือศาสนา (กัลปนา) (สำหรับใช้ไปด้วยพระราชทานที่กัลปนา) และตรากรมปศุสัตว์ เป็นรูปวงกลม ล้อมรอบกึ่งกลางมีรูปโคอสุภราช (เผือกคู่) มีนามว่า พระนนทิ ถือกันว่าเป็นเทพเจ้าแห่งสัตว์จตุบาท และม้าฉันท์ เป็นม้าขาวคู่บารมีของพระพุทธเจ้า
-----นอกจากนี้ยังปรากฏในงานวรรณกรรม วรรณคดี เช่น พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ ๑ เป็นต้น ทั้งนี้ยังปรากฏในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญอีกด้วย
-----โคอุสุภราชปรากฏในลายมงคล ๑๐๘ ประการบนรอยพระพุทธบาท ชื่อ อุสภราช ซึ่งเป็นพระยาในหมู่โคจำนวนร้อย โดยคุณสมบัติของโคอุสุภราชเปรียบดังโลกุตรธรรม ๙
-----โคอุสุภราชกับสระอโนดาต ในวรรณกรรมกลุ่มโลกศาสตร์มีการกล่าวถึงสระอโนดาต ถือเป็นสระศักดิ์สิทธิ์ประจำชมพูทวีป เป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำสำคัญผ่านทางมุขปากสัตว์ทั้งสี่ คือ ช้าง สิงห์ โค (อุสุภมุข) และม้า
-----โคอุสุภราชใน “อัฏฐพิธมงคล” หรือมงคล ๘ ประการ ได้แก่ ๑. อุณหิส หรือ กรอบหน้า ๒. คทา หรือ กระบอง ๓. สังข์ ๔. จักร ๕. ธงชัย ๖. อังกุศ หรือ ขอช้าง ๗. โคอุสภ ๘. กุมภ์ หรือ หม้อน้ำ สัญลักษณ์ของมงคล ๘ ประการนี้เป็นความเชื่อที่คนไทยแต่โบราณได้รับคติมาจากศาสนาพราหมณ์ฮินดู โดยสิ่งที่เป็นมงคลทั้งแปดนี้ มีความสัมพันธ์เนื่องในพระเป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์
-----รูปโคอุสุภราช ที่ปรากฏบนตราประทับงาช้างที่พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน ใช้เป็นตราเมืองสำหรับประทับในหนังสือราชการงานเมืองต่างๆ นั้นสันนิษฐานว่ามาจากประวัติ หรือตำนานเมือง ที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับปฐมเหตุของการสร้างบ้านแปงเมืองน่าน ซึ่งรูปโคอุสุภราชนั้นยังปรากฏที่หน้าบันหอคำที่พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ได้สร้างขึ้นเป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองนครน่าน ทั้งนี้เมื่อมีการออกแบบดวงตราประจำจังหวัดน่านรูปโคอุสุภราชยังถูกนำไปใช้เป็น สัญลักษณ์ หรือสิ่งที่แสดงถึงความเป็นจังหวัดน่านอีกด้วย
-----คำว่าอุสุภราช มีความหมายถึงพญาวัว หรือราชาแห่งโคทั้งปวง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เกี่ยวข้องกับการเกษตร ความอุดมสมบูรณ์ และเป็นสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์ เป็นศิริมงคล หรือสัตว์มงคล จากหลักฐานทาประวัติศาสตร์โบราณคดีพบว่า วัวเป็นสัตว์ที่มนุษย์ใช้แรงงานทั้งภาคเกษตรกรรม เป็นพาหนะ เลี้ยงเพื่อการบริโภคเนื้อ และนม นอกจากนี้ยังเลี้ยงเพื่อความสวยงาม และการแข่งขันในเกมกีฬา นอกจากนี้วัวยังมีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนา และพิธีกรรม ซึ่งยังปรากฏในงานวรรณกรรม วรรณคดี นิทานพื้นบ้าน บทละคร การแสดง นาฏศิลป์ การเปรียบเทียบในสำนวนสุภาษิต รวมทั้งสร้างสรรค์เป็นงานศิลปกรรมอันหลากหลาย ทั้งหมดนี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความสำคัญ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับวัวมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
-----เอกสารอ้างอิง
จตุพร บุญประเสริฐ. การวิเคราะห์ตำราวัว. อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ภาควิชาภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๕๖.
ผาสุก อินทราวุธ, ทวารวดี : การศึกษาเชิงวิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดี. กรุงเทพ : โรงพิมพ์อักษรสมัย. ๒๕๔๒.
วรรณกวี โพธะ.“รอยพระพุทธบาทในศิลปะร่วมสมัยไทย : กรณีศึกษาพิชัย นิรันต์ และพัดยศ พุทธเจริญ”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปะมหาบัณฑิต สาขาทฤษฎีศิลป์ ภาควิชาทฤษฎีศิลป์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๕๖.
ศิลปากร, กรม. ตราประจำจังหวัด. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. ๒๕๔๒.
สุพร ประเสริฐราชกิจ. รวมประวัติสัญลักษณ์จังหวัดของประเทศและตราประจำสถาบันต่างๆ ที่น่ารู้. กรุงเทพฯ : บำรุงสาสน์. ๒๕๓๒.
อิสรกุล คงธนะ. อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ที่ปรากฏบนตราลัญจกร สมัยอยุธยาถึงสิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๕๕.
เอกสารออนไลน์
สาคร พิพวนนอก. ตราประจำจังหวัด. กรุงเทพฯ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เข้าถึงได้โดย https://www.nat.go.th/.../-1-2-3-4-5-6-7-8-9-10-11-12-13...
พระพิมพ์พระสาวกมีจารึก “สาริปุตฺโต” จากเจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง
พระพิมพ์พระสาวกมีจารึก “สาริปุตฺโต” พบร่วมกับพระพิมพ์พระสาวกมีจารึกองค์อื่น ๆ รวม ๗ องค์ จากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
พระพิมพ์พระสาวก กว้าง ๖.๓ เซนติเมตร สูง ๑๐.๒ เซนติเมตร เศียรเรียบไม่มีอุษณีษะและเม็ดพระศกเหมือนพระพุทธรูป จึงสันนิษฐานว่าเป็นรูปพระสาวก มีพักตร์กลม ขนงต่อกันเป็นปีกกา เนตรเหลือบต่ำ นาสิกใหญ่ โอษฐ์แบะ ครองจีวรเรียบห่มเฉียงเปิดอังสาขวา หัตถ์ทั้งสองประสานกันในท่าสมาธิ นั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานหน้ากระดานเรียบ มีแผ่นหลังรูปสามเหลี่ยมปลายมน ด้านหลังพระพิมพ์แบนเรียบ มีจารึกตัวอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี จำนวน ๑ บรรทัด กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ หรือประมาณ ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว ความว่า “สาริปุตฺโต” หมายถึง พระสารีบุตร
พระสารีบุตร เป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า เป็นเอตทัคคะผู้เป็นเลิศทางปัญญามากกว่าพระภิกษุทั้งปวง มีความรู้ความสามารถแตกฉานในการสอนพระอภิธรรมและได้รับการยกย่องว่าเป็นพระธรรมเสนาบดี พระสารีบุตรมีนามเดิมว่าอุปติสสะ อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาหลังจากได้ฟังพระอัสสชิหนึ่งในปัญจวัคคีย์ตรัสคาถาเย ธมฺมา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนาที่สรุปใจความสำคัญของอริยสัจสี่ อันได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ได้อย่างครบถ้วน โดยได้ชักชวนสหายสนิทนามโกลิตะอุปสมบทด้วย โกลิตะหลังจากอุปสมบทแล้วมีนามว่าพระโมคคัลลานะ เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้าและเป็นเอตทัคคะในด้านมีฤทธิ์
อนึ่ง พระสารีบุตร ยังเป็นหนึ่งใน “พระอสีติมหาสาวก” ซึ่งหมายถึงพระสาวกสำคัญจำนวน ๘๐ รูป ของพระพุทธเจ้าตามคัมภีร์ภาษาบาลีของพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เช่นเดียวกันกับพระพิมพ์พระสาวกมีจารึกองค์อื่นที่พบร่วมกัน ได้แก่ พระมหากัสสปะ หรือ พระมหากัจจายนะ พระโสณโกฬิวิสะ พระกังขาเรวตะ และพระปุณณะสุนาปรันตะ การพบพระพิมพ์พระสาวกมีจารึกเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงคติการนับถือพระอสีติมหาสาวกในสมัยทวารวดี ซึ่งในปัจจุบันมีหลักฐานว่าพบเพียงที่เมืองอู่ทองเท่านั้น จึงอาจเป็นคติที่เกิดขึ้นเฉพาะท้องถิ่นก็เป็นได้
เอกสารอ้างอิง
จิรัสสา คชาชีวะ. “คำ “เมตเตยยะ” ที่เก่าที่สุดที่ได้พบจากหลักฐานประเภทจารึกในประเทศไทย”. ดำรงวิชาการ ๒, ๓ (มกราคม - มิถุนายน ๒๕๔๖) : ๒๙ - ๓๘.
ธนกฤต ลออสุวรรณ. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่าจีน : กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖.
ปีเตอร์ สกิลลิ่ง และศานติ ภักดีคำ. “จารึกพระสาวกและจารึกพระเจ้าศุทโธทนะ พบใหม่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี.” ใน เอกสารประกอบการประชุมสัมมนา เรื่อง ความก้าวหน้าใน การศึกษาโบราณคดีและเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดี. โรงแรมสองพันบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี, ๒๔ – ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๖.
แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี หรือแม่น้ำท่าจีน พบร่องรอยเตาเผาและชิ้นส่วนภาชนะกระจายเป็นทางยาวประมาณ ๗ กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ในเขตตำบลรั้วใหญ่ ตำบลพิหารแดง ตำบลโพธิ์พระยา และตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองสุพรรณบุรีไปทางทิศเหนือราว ๗.๕ กิโลเมตร เตาเผาบ้านบางปูนมีลักษณะเป็นเตาแบบระบายความร้อนแนวนอนหรือแนวระนาบ (crossdraft kilns)หลังคาเตาโค้งรีคล้ายประทุนเรือหรือหลังเต่า ใช้ไม้ไผ่เป็นโครงสร้างหลังคาแล้วพอกด้วยดินเหนียวจนทั่ว อาจมีการสุมไฟเพื่อไล่ความชื้นและทำให้โครงสร้างเตาที่ประกอบด้วยดินผสมวัสดุอื่น ๆ อยู่ตัว แต่โครงสร้างที่มีเพียงดินยึดกันเช่นนี้ ทำให้ส่วนหลังคาเตายุบตัวลงก่อนเสมอ ส่วนประกอบของเตาแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ๑. ห้องบรรจุเชื้อเพลิง (fire box)อยู่ต่ำกว่าส่วนอื่น พื้นห้องลาดเอียงราว ๑๐-๑๕ องศา มีช่องใส่ฟืนด้านหน้าเป็นรูปโค้ง และเป็นช่องสำหรับนำภาชนะเข้าไปในเตา ๒. ห้องวางภาชนะ (firing chamber) พื้นห้องยกสูงขึ้นจากห้องบรรจุเชื้อเพลิงราว ๖๐ เซนติเมตร มีพื้นที่มากกว่าส่วนอื่น เพราะต้องนำภาชนะเข้ามาจัดวางเพื่อเผา ผนังหนาประมาณ ๑๐-๒๐ เซนติเมตร มักแตกร้าวเพราะการหดตัวของดิน ๓. ปล่องไฟ (Chimney) เป็นปล่องระบายความร้อนและควันไฟ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม แตกต่างจากปล่องไฟของแหล่งเตาอื่นที่มีลักษณะเป็นวงกลม เครื่องปั้นดินเผาที่ได้จากแหล่งเตาบ้านบางปูน เป็นภาชนะทรงชาม อ่าง ไหก้นกลม และไหเท้าช้างมีการขึ้นรูปด้วยวิธีขดดินเป็นเส้นและใช้แป้นหมุน เมื่อนำไปเผาด้วยอุณหภูมิความร้อนที่ไม่เท่ากัน จึงทำให้ได้ภาชนะทั้งประเภทเนื้อดิน (earthenware) และเนื้อแกร่ง (stoneware) ซึ่งมีความคงทนแตกต่างกัน การตกแต่งภาชนะมีทั้งการเคลือบน้ำดิน เขียนสี ขุดเป็นลายรูปเมล็ดข้าว ลายซี่หวี ลายขูดขีดโครงร่างรูปสัตว์ และลายกดประทับในกรอบสี่เหลี่ยม ซึ่งนับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของแหล่งเตาเผาบ้านบางปูน ลวดลายกดประทับที่พบ ได้แก่ ๑. ลายหงส์ ๒. ลายกลีบบัว คล้ายลายเฟื่องอุบะหรือลายกรุยเชิง ๓. ลายเทพนม เป็นภาพบุคคลสวมเครื่องประดับ พนมมือไว้ที่อก ขาทั้งสองข้างอยู่ในลักษณะคล้ายท่าเหาะ ๔. ลายในกรอบรูปกลีบบัว เป็นบุคคลสวมเครื่องประดับนั่งชันเข่า มือซ้ายวางบนเข่า ส่วนมือขวายกเสมอศีรษะ ๕. ลายบุคคลคล้องช้าง เป็นบุคคลสวมเครื่องประดับ ถือคันจาม (ไม้ยาวติดเชือกบาศ ใช้ถือเวลาคล้องช้าง) ด้านหน้าบุคคลมีช้างสวมเครื่องประดับ แสดงให้เห็นว่าการคล้องช้างเป็นประเพณีของชนชั้นสูงที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนอยุธยา-รัตนโกสินทร์ ๖. ลายพระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นภาพบุคคลสวมเครื่องประดับถือคันไถเทียมวัว ๑ คู่สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนที่มีการทำนา ปลูกข้าวเป็นหลัก จึงได้เกิดพระราชพิธีตามความเชื่อ เพื่อบูชาเทวดาและทำขวัญพืชพันธุ์ให้มีความอุดมสมบูรณ์ ๗. ลายนักรบบนหลังม้า ๘. ลายบุคคลกำลังขึ้นม้า ๙. ลายนักรบถืออาวุธและโล่ ๑๐. ลายนักรบบนหลังช้าง ลักษณะการทำลวดลายในกรอบสี่เหลี่ยมเป็นสิ่งที่พบเห็นได้จากหลักฐานในวัฒนธรรมทวารวดี เช่น ภาพปูนปั้นประดับฐานเจดีย์ อาจแสดงให้เห็นความสัมพันธ์บางประการที่สืบเนื่องต่อมาในช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ส่วนรายละเอียดของลวดลายนั้นมีความคล้ายคลึงกับลายบนภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ และเครื่องถ้วยเขมร ที่พบในประเทศกัมพูชา เช่น ลายคลื่น ลายเม็ดพริก ลายเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ รวมไปถึงลายรูปบุคคลที่มีการสวมเครื่องประดับและแต่งกายคล้ายภาพสลักที่ปรากฏบนปราสาทบายน ในประเทศกัมพูชา นอกจากนี้ยังพบว่าลวดลายกลีบบัวคล้ายกับลายกรุยเชิงประดับปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และวัดไก่เตี้ย จังหวัดสุพรรณบุรี ในสมัยอยุธยาตอนต้น ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ส่วนลายกระหนกที่ใช้ประกอบรูปบุคคลในกรอบสี่เหลี่ยม คล้ายกับลายกระหนกที่ใช้ตกแต่งบนแผ่นทองกรอบสี่เหลี่ยมฉลุรูปม้า ซึ่งได้จากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะเช่นกัน การศึกษาภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาบ้านบางปูน ทำให้เห็นความสัมพันธ์ของเมืองต่าง ๆ ผ่านการรับส่งอิทธิพลซึ่งกันและกัน ดังลวดลายที่ปรากฏบนภาชนะ และยังสะท้อนให้เห็นเรื่องราวของผู้คนในอดีต ทั้งด้านวิถีชีวิต ด้านความเชื่อ ด้านประเพณี ด้านการรบ รวมไปถึงความรู้ด้านเทคนิคเทคโนโลยีในการผลิตภาชนะของแหล่งเตาเผาบ้านบางปูน เอกสารอ้างอิง จารึก วิไลแก้ว, ๒๕๓๑.แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน. กรุงเทพฯ : โครงการโบราณคดีประเทศไทยกองโบราณคดี กรมศิลปากร. เกศรินทร์ แซ่เบ๊, ๒๕๔๙. วิเคราะห์งานศึกษาเครื่องถ้วยแหล่งเต่าสุพรรณบุรีที่บ้านบางปูน อำเภอเมือง จังหวัด สุพรรณบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, กรุงเทพฯ. นิภา สังคนาคินทร์, เรียบเรียง, ๒๕๕๘.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : บริษัท พรทรัพย์การพิมพ์ จำกัด. ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
ตราดินเผารูปสัญลักษณ์ทางศาสนาประกอบอักษรโบราณ พบที่เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง ณ ห้องบรรพชนคนอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ตราดินเผารูปกลม มีเส้นคั่นตามแนวนอนตรงกลาง แบ่งพื้นที่เป็นสองส่วน ส่วนบนเป็นรูปโคหมอบ มีรูปจันทร์เสี้ยวและตรีศูล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระศิวะอยู่ด้านบน โคอาจหมายถึงโคนนทิ พาหนะของพระศิวะ ด้านข้างรูปโคเป็นรูปครุฑ พาหนะของพระวิษณุหรือพระนารายณ์ ลักษณะเช่นนี้ คล้ายตราประทับโบราณของอินเดียสมัยราชวงศ์คุปตะ ส่วนล่างของตราดินเผา เป็นจารึกจำนวน ๑ บรรทัด นักวิชาการบางท่านเสนอว่า เป็นตัวอักษรพราหมีสมัยราชวงศ์คุปตะ ภาษาสันสกฤต อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐ – ๑๑ (ประมาณ ๑,๕๐๐ - ๑,๖๐๐ ปีมาแล้ว) ความว่า “ศิวํ พฺริหสฺปติ” แปลว่า “พระศิวะผู้ยิ่งใหญ่” ทั้งนี้มีนักวิชาการบางท่าน เสนอว่า ตัวอักษรที่ปรากฏบนตราดินเผา เป็นตัวอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว) ความว่า “ศิวรฺพรหม หฤตา” แปลว่า “พระศิวะ พระพรหมและพระวิษณุ” ด้านข้างของตราดินเผา ถูกประทับด้วยตรารูปสี่เหลี่ยมเป็นตัวอักษร ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นอักษรปัลลวะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๓ (ประมาณ ๑,๓๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) แต่ยังไม่สามารถอ่านและตีความได้ ตราดินเผารูปแบบเดียวกันนี้ ยังพบที่เมืองโบราณอู่ทอง อีก ๑ ชิ้น แต่มีสภาพชำรุด และยังพบที่เมืองโบราณจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ จำนวนหนึ่ง โดยด้านข้างหรือส่วนที่เป็นความหนาของตราดินเผาแต่ละชิ้นมีการจารึกข้อความที่แตกต่างกันออกไป จากลักษณะของการแบ่งรายละเอียดของตราออกเป็นสองส่วน มีสัญลักษณ์ของเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ที่ส่วนบน และมีจารึกอักษรโบราณที่ด้านล่าง อาจเทียบได้กับตราดินเผาและเหรียญเงินในศิลปะอินเดีย สมัยคุปตะและหลังคุปตะ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) จากรูปแบบศิลปกรรมและจารึก ทำให้สันนิษฐานได้ว่าตราดินเผาชิ้นนี้อาจเป็นตราดินเผารุ่นแรกที่พ่อค้าหรือนักบวชชาวอินเดียที่นับถือศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ลัทธิไศวนิกายนำติดตัวเข้ามาในสมัยทวารวดี เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสาร อาจเกี่ยวข้องกับด้านการค้า การศาสนา หรือเป็นเครื่องราง ต่อมาคนพื้นเมืองสมัยทวารวดี จึงได้นำแนวคิดการทำตราประทับมาผลิตขึ้นใช้เอง ปรากฏเป็นรูปแบบที่หลากหลายขึ้น ----------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง----------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. สหมิตรพริ้นติ้ง : นนทบุรี, ๒๕๔๕. ผาสุข อินทราวุธ. ทวารวดี : การศึกษาเชิงวิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อักษร สมัย, ๒๕๔๒. อนันต์ กลิ่นโพธิ์กลับ. การศึกษาความหมายและรูปแบบตราประทับสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสต รมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๗.
ขุนนางอยุธยา ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมทั้งในด้านข้อมูล หลักฐาน ประเด็น การวิเคราะห์เนื้อหาและโครงสร้างต่างๆ จากวิทยานิพนธ์เรื่อง ขุนนางกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการปกครองในสมัยอยุธยา