ค้นหา
จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ
รายงานการเดินทางไปปฏิบัติราชการ ณ ประเทศญี่ปุ่น
1. ชื่อโครงการ
นิทรรศการพิเศษ เรื่อง Thailand: Brilliant Land of the Buddha
2. วัตถุประสงค์
เพื่อเดินทางไปตรวจสอบสภาพโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่จัดแสดงในนิทรรศการพิเศษเรื่อง Thailand: Brilliant Land of the Buddha และควบคุมการบรรจุหีบห่อโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุจากประเทศไทย ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู จังหวัดฟูกูโอกะ ก่อนดำเนินการเคลื่อนย้ายไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
3. กำหนดเวลา
ระหว่างวันที่ 4 - 11 มิถุนายน 2560
4. สถานที่
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู เมืองดาไซฟู จังหวัดฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น
5. หน่วยงานผู้จัด
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร
6. หน่วยงานสนับสนุน
บริษัท นิเคอิ แห่งประเทศญี่ปุ่น
7. กิจกรรม
การตรวจสอบสภาพโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่นำมาจากประเทศไทย จำนวน 116 รายการ (130 ชิ้น) ที่จัดนิทรรศการพิเศษเรื่อง Thailand: Brilliant Land of the Buddha เนื่องในโอกาสครบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - ญี่ปุ่น ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู ประเทศญี่ปุ่น และร่วมดำเนินการบรรจุหีบห่อโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ก่อนการเคลื่อนย้ายไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
8. คณะผู้แทนไทย
8.1 นางสาวสมลักษณ์ คำตรง ภัณฑารักษ์ชำนาญการ รักษาการในตำแหน่งหัวหน้า
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี
8.2 นายสรรินทร์ จรัลนภา นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ
กลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
9. สรุปสาระของกิจกรรม
กรมศิลปากรอนุญาตให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียวนำโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ของประเทศไทยจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 17 แห่ง และหอสมุดแห่งชาติ จำนวน รวม 116 รายการ ไปจัดแสดงเป็นการชั่วคราวในนิทรรศการพิเศษเรื่อง Thailand: Brilliant Land of the Buddha เนื่องในโอกาสครบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - ญี่ปุ่น ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู ระหว่างวันที่ 11 เมษายน – 4 มิถุนายน 2560 และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว ระหว่างวันที่ 4 กรกฎาคม – 27 สิงหาคม 2560 โดยมีเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากร และเจ้าหน้าที่จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู ร่วมกันตรวจสอบสภาพโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และควบคุมการบรรจุหีบห่อ ก่อนดำเนินการเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุไปจัดแสดงยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว ตามกำหนดต่อไป
10. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
การอนุญาตให้ประเทศญี่ปุ่นนำโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ชิ้นสำคัญ ที่อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร รวมจำนวน 116 รายการ ไปจัดแสดงเป็นการชั่วคราวในนิทรรศการพิเศษเรื่อง Thailand: Brilliant Land of the Buddha เนื่องในโอกาสครบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – ญี่ปุ่น ซึ่งโบราณวัตถุดังกล่าวมีความหลากหลายทั้งชนิดของวัสดุ ขนาด และอายุ ดังนั้นการตรวจสอบสภาพโบราณวัตถุอย่างละเอียดก่อนการเคลื่อนย้ายวัตถุเพื่อบรรจุหีบห่อ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การดำเนินการต้องมีมาตรฐาน และมีความปลอดภัยสูงสุด ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จึงนับว่าเป็นโอกาสอันดีที่ได้เรียนรู้วิธีการปฏิบัติงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และการบริหารจัดการในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ และพัฒนากิจการพิพิธภัณฑสถานในประเทศไทยที่อยู่ในความรับผิดชอบต่อไปในอนาคต
นางสาวสมลักษณ์ คำตรง ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย
……………………………………..
๑. ชื่อโครงการ การจัดแสดงโขน ณ Ramayana Open Air Stage ปรัมบานัน เมืองยอกยาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อฉลองครบรอบ ๖๕ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-อินโดนีเซีย
๒.๒ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่าง ไทย-อินโดนีเซีย
๒.๓ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ไทย-อินโดนีเซีย
๓. กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๑๘ – ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๐
๔. สถานที่ เวทีกลางแจ้ง Ramayana Open Air Stage ปรัมบานัน เมืองยอกยาการ์ตา สาธารณรัฐ อินโดนีเซีย
๕. หน่วยงานผู้จัด กระทรวงวัฒนธรรม
๖. หน่วยงานสนับสนุน
๖.๑ กระทรวงการต่างประเทศ
๖.๒ กระทรวงศึกษาธิการและวัฒนธรรมอินโดนีเซีย
๖.๓ PT TAMAN WISATA CANDI
๗. กิจกรรม
วันอังคารที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐
เวลา ๐๖.๓๕ น. ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยสายการบิน การูดา GA 861
เวลา ๑๐.๐๕ น. เดินทางถึงท่าอากาศยานกรุงจาการ์ตา(ตามเวลาท้องถิ่น)
เวลา ๑๒.๑๐ น. ออกเดินทางจากท่าอากาศยานกรุงจาการ์ตาโดยเครื่องบินสายการบินการูดา
เที่ยวบินที่ GA 208
เวลา ๑๓.๒๕ น. เดินทางถึงท่าอากาศยานยอกยาการ์ตา
- เดินทางเข้าที่พักโรงแรม Melia Purosani
(Jl. Mayor Suryotomo No.31, Ngupasan, Gondomanan, Kota Yogyakarta,
Daerah Istimewa Yogyakarta 55122)
เวลา ๑๘.o๐ น. เดินทางออกจากที่พักไปยังโรงละครกลางแจ้งกลางแจ้งปรัมบานัน
เวลา ๑๙.o๐ น. พูดคุย นัดหมายและวางแผนการแสดงกับคณะนาฎศิลป์อินโดนีเซีย
เวลา ๑๙.๓๐ น. ชมการแสดงรามยณะอินโดนีเซีย ณ โรงละครกลางแจ้งปรัมบานัน
เวลา ๒๒.oo น. เดินทางกลับที่พัก
หมายเหตุ ….. อาหารมื้อเย็น ตามอัธยาศัย
วันพุธที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๐
เวลา ๖.o๐ น. รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก
เวลา ๑๔.๑๕ น. เดินทางออกจากที่พักไปยังโรงละครกลางแจ้งกลางแจ้งปรัมบานัน
เวลา ๑๕.o๐ น. กำหนดจุดการแสดง ณ. โรงละครกลางแจ้งปรัมบานัน
เวลา ๑๖.o๐ น. ซ้อมการแสดงรามยณะไทย-อินโดนีเซีย
เวลา ๑๘.๓๐ น. เดินทางกลับที่พัก
หมายเหตุ ….. อาหารมื้อกลางวัน ตามอัธยาศัย / อาหารมื้อเย็น อาหารกล่อง
วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๐
เวลา ๐๖.o๐ น. รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก
เวลา ๑๑.o๐ น. เดินทางไปยังห้าง Ambarrukmo Plaza
เวลา ๑๑.๓๐ น. ท่านนิธิวดี มานิตกุล อัคราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหาร กลางวันแก่คณะนักแสดง ณ. ร้าน The Duck King noodle and kitchen
เวลา ๑๔.๓๐ น. เดินทางไปยังโรงละครกลางแจ้งปรัมบานัน
เวลา ๑๕.o๐ น. กำหนดจุดการแสดง ณ โรงละครกลางแจ้งปรัมบานัน
เวลา ๑๖.o๐ น. ซ้อมการแสดงรามยณะไทย-อินโดนีเซีย
เวลา ๑๘.๓๐ น. เดินทางกลับที่พัก
หมายเหตุ ….. อาหารมื้อเย็น ตามอัธยาศัย
วันศุกร์ที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐
เวลา ๐๖.o๐ น. รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก
เวลา ๑๔.o๐ น. เดินทางออกจากที่พักไปยังโรงละครกลางแจ้งกลางแจ้งปรัมบานัน
เวลา ๑๕.o๐ น. ซ้อมเทคนิค แสง เสียง
เวลา ๑๕.o๐ น. รับประทานอาหารเย็น
เวลา ๑๙.๓๐ น. การแสดงรามายณะร่วม ไทย-อินโดนีเซีย ณ เวทีการแสดงกลางแจ้งปรัมบานัน
หมายเหตุ ….. อาหารมื้อกลางวัน ตามอัธยาศัย
วันเสาร์ที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๐
เวลา ๐๘.๓๐ น. ออกเดินทางจากโรงแรมที่พักไปบุโรพุทโธ
เวลา ๐๙.๓๐ น. เยี่ยมชมการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกบุโรพุทโธเวลา ๑๒.๓๐ น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันแก่คณะนักแสดง ณ Ayam Goreng SUHARTI
เวลา ๑๔.๐๐ น. เยี่ยมชมเทวสถานปรัมบานัน
เวลา ๑๕.๓๐ น. เดินทางกลับที่พัก
เวลา ๑๗.๐๐ น. เดินทางจากที่พักไปยังร้านอาหาร Ikan Bakar Cianjur
เวลา ๑๘.๐๐ น. Ibu Tun Yulianto เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่คณะนักแสดง ณ Ikan Bakar Cianjur
เวลา ๒o.๐๐ น. เดินทางกลับที่พัก
วันอาทิตย์ที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๐
เวลา o๘.๓๐ น. เยี่ยมชม พระราชวังสุลต่านและพระราชวังน้ำตามันซารี (Taman Sari)
เวลา ๑๒.๐๐ น. เดินทางกลับที่พัก
เวลา ๑๔.๐๐ น. เดินทางออกจากที่พักไปยังโรงละครกลางแจ้งกลางแจ้งปรัมบานัน
เวลา ๑๔.๐๐ น. ซ้อมการแสดงโขน ชุด สีดาหาย ถวายพล ยกรบ เวทีกลางแจ้งปรัมบานัน
เวลา ๑๗.๐๐ น. รับประทานอาหารเย็น
เวลา ๑๙.๓๐ น. การแสดงโขน ชุด สีดาหาย ถวายพล ยกรบ ณ เวทีการแสดงกลางแจ้งปรัมบานัน
เวลา ๒๑.๓๐ น. จัดเก็บสัมภาระเครื่องดนตรี และเครื่องแต่งกาย
เวลา ๒๒.๓๐ น. เดินทางกลับที่พัก
หมายเหตุ ….. อาหารมื้อกลางวัน ตามอัธยาศัย
วันจันทร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๐
เวลา ๐๗.๒๕ น. ออกเดินทางจากท่าอากาศยานเมืองยอกยาการ์ตา โดยเครื่องบินสายการบิน การูดา เที่ยวบินที่ GA 203
เวลา ๐๘.๔๐น. เดินทางถึงท่าอากาศยานกรุงจาการ์ตา
เวลา ๑๒.๓๕ น. ออกเดินทางจากจาการ์ตากลับกรุงเทพมหานคร โดยเครื่องบินสายการบินการูดา เที่ยวบินที่ GA 862
เวลา ๑๖.๑๕ น. เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ
(ตามเวลาประเทศไทย)
๘. คณะผู้แทนไทย
- นายสุรัตน์ เอี่ยมสอาด นาฏศิลปินทักษะพิเศษ
- นายศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ นาฏศิลปินอาวุโส
- นายกิตติ จาตุประยูร นาฏศิลปินอาวุโส
- นายเอกภชิต วงศ์สิปปกร นาฏศิลปินอาวุโส
- นายบุญสร้าง เรืองนนท์ ดุริยางคศิลปินอาวุโส
- นายอนุชา สุมามาลย์ นาฏศิลปินชำนาญงาน
- นายวัชรวัน ธนะพัฒน์ นาฏศิลปินชำนาญงาน
- นายกฤษกร สืบสายพรหม นาฏศิลปินชำนาญงาน
- ว่าที่ ร.ต.เสกสม พานทอง นาฏศิลปินชำนาญงาน
- ว่าที่ ร.ต.เอกสิทธิ์ เนตรานนท์ นาฏศิลปินชำนาญงาน
- ว่าที่ ร.ต.ศิลปิน ทองอร่าม นาฏศิลปินชำนาญงาน
- นายจุลทรัพย์ ดวงพัตรา นาฏศิลปินชำนาญงาน
- นายสุทธิ สุทธิรักษ์ นาฏศิลปินชำนาญงาน
- นายอนุชา เลี้ยงสอน นาฏศิลปินชำนาญงาน
- นายศุภชัย ศุภรกุล นาฏศิลปินชำนาญงาน
- นายสิบทิศ คาระวะ นาฏศิลปินชำนาญงาน
- นายเกริกชัย ใหญ่ยิ่ง นาฏศิลปินชำนาญงาน
- น.ส.พิมพ์รัตน์ นะวะศิริ นาฏศิลปินชำนาญงาน
- น.ส.ภาสินี ปั้นศิริ นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
- นายคณิต เพิ่มสิน นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
- นายรัฐพร เคหา นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
- ว่าที่ ร.ต.พงษ์พิพัฒน์ สุวรรณมาลา นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
- นายชัยกิจ ช่างต่อ นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
- นายพิพัฒน์ รจนากร นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
- นายไชยวัฒน์ ธรรมวิชัย นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
- ว่าที่ ร.ต.พหุรงค์ อัครวงษ์ นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
- นายศรัญญู เอี่ยมจินดา นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
- นายวันชัย พันธุ์ดี นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
- นายประดิษฐ์ หนูจ้อย ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
- นายกิตติศักดิ์ อยู่สุข ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
- นายวรศิลป์ สังจุ้ย ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
- นายกิติศักดิ์ เขาสถิตย์ ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
- นายพิเชฎ โยธี ดุริยางคศิลปินปฏิบัติงาน
- นายเกียรติศักดิ์ ร่มสันเทียะ คีตศิลปินปฏิบัติงาน
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
กระทรวงวัฒนธรรมได้ขอความร่วมมือกระทรวงการศึกษาธิการและวัฒนธรรมอินโดนีเซีย รวมทั้งขอความอนุเคราะห์กระทรวงการต่างประเทศในการประสานงานกับกระทรวงศึกษาธิการและวัฒนธรรม อินโดนีเซียในการอำนวยความสะดวกแก่คณะผู้แทนไทย ในการจัดกิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรมเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ ๖๕ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ณ เวทีกลางแจ้ง Ramayana Open Air Stage ปรัมบานัน เมืองยอกยาการ์ตา เขตชวากลาง ในวันที่ ๒๑ และ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๐ โดยการแสดง ในวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เป็นการแสดงรามายณะเต็มเรื่องโดยคณะผู้แสดงไทยแสดงและบรรเลงร่วมกับคณะผู้แสดงจากอินโดนีเซีย โดยมีลำดับการแสดงร่วมกันดังนี้
- Bow competion in Matili Kingdom ฉากยกศร แสดงและบรรเลงโดยผู้แสดงจากอินโดนีเซีย
- Dandaka forest ฉากป่าทันฑกะ “พระรามตามกวาง”
๑.๑ พระราม พระลักษมณ์ นางสีดา มารีศ กวางทอง (ผู้แสดงอินโดนีเซีย) ทศกัณฐ์ (ผู้แสดงไทย)
ทศกัณฐ์และมารีศออกมาแอบดูอยู่ในป่า ทศกัณฐ์สั่งให้มารีศแปลงเป็นกวางทอง ดำเนินเรื่องไป จนกระทั่ง พระลักษมณ์ตามพระรามออกไปเหลือเพียงนางสีดาคนเดียว ***ในช่วงนี้ใช้วงดนตรีของอินโดนีเซีย***
๑.๒ นางสีดา (ผู้แสดงอินโดนีเซีย) ทศกัณฐ์ ฤษีแดง (ผู้แสดงไทย)
ในขณะที่นางสีดาอยู่เพียงลำพัง ทศกัณฐ์พยายามที่จะเข้าไปหาแต่ไม่สามารถเข้าไปได้ จึงแปลงกายเป็น ฤษีแดง ดำเนินเรื่องไปจนกระทั่ง ฤษีแดงลักพานางสีดาไป ***ในช่วงนี้ใช้วงดนตรีของไทย***
๑.๓ พระราม กวางทอง มารีศ (ผู้แสดงอินโดนีเซีย)
การต่อสู้กันระหว่าง พระราม และ กวางทอง,มารีศ ***ในช่วงนี้ใช้วงดนตรีของอินโดนีเซีย***
๑.๔ นางสีดา (ผู้แสดงอินโดนีเซีย) นกสดายุ ทศกัณฐ์ (ผู้แสดงไทย)
ทศกัณฐ์รบสดายุ ***ในช่วงนี้ใช้วงดนตรีของไทยและดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงฉากพาลีสอนน้อง***
- Kiskenda Cave ( Khitkhin/ Phali and Sukhrip ) ฉากพาลีสอนน้อง แสดงและบรรเลงโดยผู้แสดงจากไทย
- Hanuman the messenger ฉากหนุมานส่งข้อความ แสดงและบรรเลงโดยผู้แสดงจากอินโดนีเซีย
- Soka garden ( Sinda/Nang Sida ia Lanka) ฉากนางสีดาในสวนกรุงลงกา แสดงและบรรเลงโดยผู้ แสดงจากอินโดนีเซีย
- The burning of Lanka ( with real fire ) ฉากหนุมานเผาลงกา แสดงและบรรเลงโดยผู้แสดงจากอินโดนีเซีย
- Intermission for 10 minutes พัก 10 นาที
- Building the bridge to Lanka ฉากจองถนน แสดงและบรรเลงโดยผู้แสดงจากอินโดนีเซีย
***** หลังจากผู้แสดงจากอินโดนีเซีย ขนหินเสร็จแล้วจะเป็นการแสดงและบรรเลงโดยผู้แสดงจากไทยในขบวนพระรามข้ามสมุทร *****
- The fall of Kumbakarna/Kumphakan ฉากกุมภกรรณล้ม แสดงและบรรเลงโดย ผู้แสดงจาก อินโดนีเซีย
- The battle between monkey troop and Lanka’s troop ฉากการต่อสู้ระหว่างไพร่พลลิงและยักษ์ แสดงและบรรเลงโดยผู้แสดงจากไทย ***** ยกรบ*****
- The battle between Rama and Rahwana ( Phra Ram and Thotsakan ) ฉากการต่อสู้ระหว่างพระรามและทศกัณฐ์ แสดงและบรรเลงโดยผู้แสดงจากไทย *****ยกรบ*****
- The purification of Sinta ฉากสีดาลุยไฟ แสดงโดยผู้แสดงจากไทยและอินโดนีเซียบรรเลงโดยผู้แสดงจากอินโดนีเซีย
- จบการแสดง
การแสดงในวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เป็นการแสดงโขนชุด สีดาหาย ถวายพล ยกรบ โดยคณะ ผู้แสดงและบรรเลงจากประเทศไทย
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
๑. กิจกรรมการแสดงดังกล่าวนับเป็นมิติใหม่ของการทำการแสดงร่วมกันในเรื่องรามายณะ ซึ่งโดยปกติแล้ว จะจัดสรรแบ่งตอนกันแสดงอย่างชัดเจนเพียงแค่นำมาเล่นต่อกันเพียงเท่านั้น แต่ในครั้งมี ได้มีการเล่นผสมตัวละครกันในฉากเดียวกันจึงทำให้เกิดความน่าสนใจมากขึ้น ซึ่งจากประสบการณ์ดังกล่าวหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตจะมีการจัดกิจกรรมการแสดงในรูปแบบนี้ขึ้นอีกไม่ใช่เฉพาะแค่ตัวนักแสดง แต่กล่าวรวมไปถึงนักดนตรี ผลจากการร่วมงานดังกล่าวเป็นการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างนาฏศิลปินและดุริยางค์ศิลปินของทั้งสองชาติเป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีโดยใช้ศิลปะการแสดงเป็นสื่อกลาง อีกทั้งยังเป็นที่ชื่นชอบและประทับใจผู้ชมชาวอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก
๒. เนื่องจากกิจกรรมการแสดงดังกล่าวเป็นการแสดงครั้งพิเศษซึ่งแสดงออกถึงความร่วมมือกันของทั้งไทยและอินโดนีเซีย เพื่อฉลองครบรอบ ๖๕ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-อินโดนีเซีย แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ไม่มี ผู้แทนจากกรมศิลปากรเข้าบันทึกภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวจากการแสดงในครั้งนี้ เห็นควรว่าในกิจกรรมครั้งต่อไปควรมีผู้แทนจากกรมศิลปากรเข้าบันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการ
นายอนุชา สุมามาลย์
ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : ไปเยี่ยม สปอ.พะเยา -- สปอ. คืออะไร สปอ. ย่อมาจากสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ ดังนั้น สปอ.พะเยา คือ สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองพะเยา การไปเยี่ยมสำนักงานนี้กล่าวได้ว่า เป็นการตรวจเยี่ยมของผู้บังคับบัญชาระดับสูง อาทิ ศึกษาธิการเขต ศึกษาธิการจังหวัด หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ปี พ.ศ. 2527 และ พ.ศ. 2530 ศึกษาธิการเขตกับศึกษาธิการจังหวัดพะเยา ตรวจเยี่ยมสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองพะเยา โดยปรากฏหลักฐานเป็นเอกสารจดหมายเหตุทั้ง 2 ครั้ง ได้แก่ วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2527 นายเสนาะ พ่วงภิญโญ ศึกษาธิการเขต 8 สรุปการตรวจเยี่ยมด้วยลายมือตนเองว่า " 1. พบอาคารสถานที่คับแคบ เขตจะประสานงานให้ขยายพื้นที่ 2. การดำเนินงานโครงการต่างๆ เหมาะสมดี ปีต่อไปควรจัดอบรมครูสอนภาษาอังกฤษ 3. เรื่องโรงเรียนที่เข้าประกวดโรงเรียนดีเด่น ขอให้ศึกษานิเทศก์ช่วยแนะนำมากขึ้น 4. มีผู้ผ่านการอบรมลูกเสือกับยุวกาชาดไม่มาก ขอให้สำนักงานจัดงบประมาณให้แก่ครูต่อไป " ส่วนวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 ศึกษาธิการจังหวัดพะเยามาตรวจเยี่ยมโครงการของสำนักงาน ผลปรากฏว่า " ทุกโครงการเป็นไปได้ราบรื่นเรียบร้อย และเสร็จตามกำหนด ปัญหาเล็กน้อยสามารถแก้ไขได้ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด " นอกจากนี้ ยังมีปีอื่นๆ ที่ผู้บังคับบัญชาตรวจเยี่ยมหรือเยี่ยมเยียนให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในสำนักงาน ซึ่งแต่ละครั้งก็มีบันทึกการตรวจเยี่ยมเป็นเอกสารโต้ตอบเสมอ สะท้อนภารกิจในหน้าที่ของทุกฝ่ายเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การตรวจเยี่ยมสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองพะเยาดังกล่าว ยังขาดหลักฐานสำคัญคือ ภาพถ่ายการทำงาน กิจกรรม และโครงการที่ปฏิบัติประกอบ เฉกเช่นการรายงานในปัจจุบัน หากมีภาพถ่ายด้วยแล้ว หลักฐานการดำเนินงานตรวจเยี่ยมจะครบถ้วน มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น แต่กระนั้น เอกสารการตรวจเยี่ยมและรับการตรวจเยี่ยมเท่าที่มีนี้ ก็เป็นประจักษ์พยานการเอาใจใส่การดำเนินงานการศึกษาในภูมิภาค เห็นได้ชัดเจนว่า ผู้บังคับบัญชามิได้ละเลยหรือทอดทิ้งผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ อีกทั้งยังช่วยเหลือให้ได้รับความสะดวกสบายสม่ำเสมอ นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาให้ก้าวหน้ามาถึงปัจจุบันผู้เขียน: นายธานินทร์ ทิพยางค์ (นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง: หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา. เอกสารสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพะเยา (5) ศธ 3.1.2/7 เรื่อง บันทึกการตรวจเยี่ยมของสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองพะเยา [ 7 ก.ค. 2530 - 25 ต.ค. 2532 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
ข้อแนะนำการส่งหรือนำพระพุทธรูปออกนอกราชอาณาจักรบุคคลทั่วไป
๑. กรอกแบบฟอร์มการขออนุญาตที่ทางราชการจัดให้ (ศก.๖)
๒. ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมศิลปากร ให้เหตุผลส่งหรือนำไปเพื่ออะไร ไว้ที่ใดโดยละเอียด
๓. ในกรณีที่นำติดตัวไปเอง ถ่ายสำเนาหนังสือเดินทางของผู้ขออนุญาต ๑ ชุด ในกรณีที่ส่งไปถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรข้าราชการ
๔. ให้แสดงหลักฐานเป็นเอกสารรับรองจากองค์กร องค์การ (องค์กร, องค์การที่เป็นที่เชื่อถือ และยอมรับจากทางราชการ)
สมาคม หมายถึง ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับศาสนาซึ่งเป็นที่เชื่อถือและยอมรับจากทางราชการ
สถาบันที่เกี่ยวข้องกับศาสนา คือ พระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์ เป็นเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส หรือเลขาธิการสมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้ลงนามรับรอง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่เชื่อถือได้ว่าจะส่งหรือนำพระพุทธรูปออกนอกราชอาณาจักรเพื่อสักการบูชา เพื่อศึกษาวิจัย เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณ หรือเพื่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมหรือโบราณคดี
ในกรณีที่เจ้าอาวาสวัด รองเจ้าอาวาสวัดฯ หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัด รับรอง ต้องมีเอกสาร ดังนี้
๑. ทำหนังสือจากวัดถึงอธิบดีกรมศิลปากร
๒. สำเนาใบสุทธิประวัติเดิม – ปัจจุบัน
๓. สำเนาใบแต่งตั้งสมณศักดิ์ หรือหลักฐานยืนยันชื่อลงนามในหนังสือรับรอง
ในกรณีที่ข้าราชการรับรอง (ต้องเป็นข้าราชการตั้งแต่ ระดับ ๔ ขึ้นไป)
๑. ทำหนังสือจากผู้รับรองถึงอธิบดีกรมศิลปากร รับรองผู้ขออนุญาตส่งหรือนำพระพุทธรูปออกนอกราชอาณาจักร
๒. สำเนาบัตรข้าราชการ ด้านหน้า – หลัง
อนึ่ง เอกสารที่เป็นสำเนา ให้ผู้รับรองลงนามรับรองสำเนาถูกต้องทุกฉบับ
ภาพถ่ายของวัตถุ
ใช้ภาพสี ขนาด ๓ x ๕ นิ้ว จำนวน ๒ ภาพ ต่อวัตถุ ๑ รายการ ถ่ายภาพเฉพาะด้านหน้าให้ ชัดเจน หากมีพลาสติกห่อหุ้มให้เอาออกก่อนถ่ายภาพ นำวัตถุที่จะส่งหรือนำออกทุกชิ้นไปแสดงต่อคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ฯ ในวันที่ยื่นคำร้อง (ศก.๖) ณ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เลขที่ ๘๑/๑ ถนนศรีอยุธยา (อาคารกรมศิลปากรใหม่) เทเวศร์ แขวงวชิระ เขตดุสิต กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๐
ระยะเวลาออกใบอนุญาต ๒ วันทำการ
เวลาทำการตรวจพิสูจน์ เช้า เวลา ๑๐.๐๐ น.
บ่าย เวลา ๑๔.๐๐ น.
ฝ่ายบริหารงานทั่วไป สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
โทรศัพท์, โทรสาร ๐ ๒๖๒๘ ๕๐๓๓
ขั้นตอนและวิธีการ
การขอรับใบอนุญาตส่งหรือนำโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุออกนอกราชอาณาจักร
๑. ผู้ขออนุญาต ต้องกรอกในคำขอรับใบอนุญาตส่งหรือนำโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุออกนอกราชอาณาจักร(ศก.๖) พร้อมแนบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในคำขอรับใบอนุญาต ณ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เลขที่ ๘๑/๑ ถนนศรีอยุธยา เทเวศร์ แขวงวชิระ เขตดุสิต กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๐
๒. ผู้ขออนุญาต จะต้องนำโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุที่ขออนุญาตส่งออกทุกชิ้นไปให้คณะกรรมการตรวจพิสูจน์ ณ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หากไม่สามารถนำไปให้ตรวจพิสูจน์ ณ สถานที่ดังกล่าวได้ ผู้ขออนุญาตสามารถทำหนังสือพร้อมทั้งแสดงเหตุผลต่ออธิบดีขอให้มีการตรวจพิสูจน์ ณ สถานที่ที่เก็บรักษาโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุ ผู้ขอรับใบอนุญาตจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการนี้ทั้งหมด
๓. เจ้าหน้าที่จะผูกตะกั่วประทับตราที่โบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุทุกชิ้น ที่คณะกรรมการตรวจพิสูจน์ สรุปความ เห็นอนุญาตให้ส่งหรือนำออกนอกราชอาณาจักรได้
๔. ภายใน ๑ - ๒ วันทำการ ให้ผู้ขอรับใบอนุญาตไปรับใบอนุญาต พร้อมชำระค่าธรรมเนียม
ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ณ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ค่าธรรมเนียมศิลปวัตถุประเภทพระพุทธรูป สมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ถึงปัจจุบัน
- ขนาดยาวหรือสูงเกิน ๑๐๐ เซนติเมตร ชิ้นละ ๓๐๐ บาท
- ขนาดยาวหรือสูงเกิน ๕๐ เซนติเมตร แต่ไม่เกิน ๑๐๐ เซนติเมตร ชิ้นละ ๒๐๐ บาท
- ขนาดยาวหรือสูงไม่เกิน ๕๐ เซนติเมตร ชิ้นละ ๑๐๐ บาท
ค่าธรรมเนียมศิลปวัตถุ สมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ถึงปัจจุบัน
- ขนาดยาวหรือสูงเกิน ๑๐๐ เซนติเมตร ชิ้นละ ๒๐๐ บาท
- ขนาดยาวหรือสูงเกิน ๕๐ เซนติเมตร แต่ไม่เกิน ๑๐๐ เซนติเมตร ชิ้นละ ๑๐๐ บาท
- ขนาดยาวหรือสูงไม่เกิน ๕๐ เซนติเมตร ชิ้นละ ๕๐ บาท
๕. เจ้าหน้าที่จะออกบัตรประจำวัตถุ (บัตรสีชมพู) เพื่อให้ผู้ขอรับใบอนุญาตนำไปผูกกับปลายเชือกที่ประทับตราตะกั่วที่โบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุทุกชิ้น
๖. ผู้ขอรับใบอนุญาตจะต้องลงชื่อรับรองว่าจะนำบัตรประจำวัตถุไปผูกติดกับปลายเชือกตราตะกั่วที่ประทับวัตถุให้ถูกต้องตรงกับเลขหมายรายการในใบอนุญาต
๑. ชื่อโครงการ
โครงการศึกษาด้านขยายศักยภาพเพื่อเป็น HUB การท่องเที่ยวเมืองมรดกโลกในอาเซียน
๒. วัตถุประสงค์
เพื่อผลักดันให้เกิดเส้นทางเชื่อมโยงการท่องเที่ยว และต่อยอดวิสัยทัศน์ผู้เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงมรดกโลกสุโขทัยสู่มรดกโลกอาเซียน
๓. กำหนดเวลา
ระหว่างวันที่ ๒๑ – ๒๖ กันยายน ๒๕๖๐
๔. สถานที่
๔.๑ ราชอาณาจักรกัมพูชา
ประกอบด้วย ตลาดพื้นเมืองซาจ๊ะ ปราสาทบายนและเมืองนครธม ปราสาทตาพรหม ปราสาทบันทายศรี ปราสาทนครวัด โตนเลสาบ และ Angkor National Museum
๔.๒ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
ประกอบด้วย เมืองมรดกโลกฮอยอัน มรดกโลกโบราณสถานมีเซิน และมรดกโลกพระราชวังเว้
๕. หน่วยงานผู้จัด
สำนักงานพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร (อพท.๔)
๖. หน่วยงานสนับสนุน -
๗. กิจกรรม
“การเดินทางหารือทวิภาคี ประชุมและ FAMTRIP เส้นทางการท่องเที่ยวเชื่อมโยงมรดกโลกอาเซียน” โดยศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการบริหารจัดการพื้นที่ การจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับนักท่องเที่ยว โบราณสถานและเมืองโบราณ กับเจ้าหน้าที่ของ APSARA Authority ราชอาณาจักรกัมพูชา และเจ้าหน้าที่ของ Hoi An Department of Commerce and Tourism สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
๘. คณะผู้แทนไทย
ประกอบด้วย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุโขทัย ผู้แทนสำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย (อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร) สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสุโขทัย ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมที่พักในจังหวัดสุโขทัย ผู้แทนตำรวจท่องเที่ยว รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองอ้อ อำเภอศรีสัชนาลัย และเจ้าหน้าที่จาก อพท.๔ รวมจำนวน ๓๐ คน
๙. สรุปสาระของกิจกรรม :
วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๐(อพท.๔-กรุงเทพฯ-เสียมราฐ-ตลาดซาจ๊ะ-ชมการแสดงระบำอัปสรา)
เวลา ๐๔.๐๐ น. คณะพร้อมกันออกเดินทางโดยรถบัสจากสำนักงานพื้นที่ อพท.๔ ถึงท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง
เวลา ๑๓.๓๐ น. ออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมืองสู่ท่าอากาศยานนานาชาติเสียมราฐ เที่ยวบินที่ FD๖๑๐ พร้อมรับประทานอาหารกลางวันบนเครื่องบิน
เวลา ๑๔.๓๐ น. เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา หลังจากผ่านพิธีการศุลกากรแล้ว ออกเดินทางสู่เมืองเสียมราฐ
เวลา ๑๕.๓๐ น. เนื่องจากมีฝนตกหนักจึงได้มีการปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางศึกษาดูงานจากเดิมซึ่งกำหนดการเดินทางไปยังโตนเลสาบ ล่องเรือชมวิถีชีวิตชาวประมง เปลี่ยนไปทำบัตรเข้าชมเมืองมรดกโลกพระนคร และเยี่ยมชมวิถีชีวิตของชาวเสียมราฐ บริเวณตลาดซาจ๊ะ ซึ่งเป็นตลาดพื้นเมืองมีชาวเสียมราฐออกมาจับจ่ายซื้อของกันเป็นจำนวนมากและมีกลุ่มนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมวิถีชีวิตและซื้อของที่ระลึกกลับไปจำนวนมาก เนื่องจากสินค้าเป็นของพื้นเมืองและมีราคาถูก ตลาดซาจ๊ะเป็นตลาดเก่าแก่ อาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่ถูกสร้างตั้งแต่สมัยที่ฝรั่งเศสปกครองอยู่ จึงสามารถเห็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปได้ในบริเวณนี้ ปัจจุบันตลาดซาจ๊ะเป็นตลาดขายของทั่วไปและของที่ระลึกที่เป็นสินค้าพื้นเมืองของประเทศกัมพูชาซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากของนักท่องเที่ยว
เวลา ๑๙.๐๐ น. รับประทานอาหารค่ำ พร้อมกับชมการแสดงนาฏศิลป์ของกัมพูชา ซึ่งมีชุดรำที่เป็นเอกลักษณ์คือ ระบำอัปสรา เป็นการแสดงของประเทศกัมพูชาซึ่งประดิษฐ์ท่ารำจากภาพจำหลักนางอัปสรที่อยู่บนปราสาทหินในประเทศกัมพูชา และการแสดงโขนรามเกียรติ์ซึ่งมีลักษณะการแต่งกายและท่ารำคล้ายกับการแสดงโขนของไทย
เวลา ๒๐.๐๐ น. เดินทางไปยังโรงแรมที่พัก Regency Angkor Hotel ในเมืองเสียมราฐ
วันศุกร์ที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๖๐(ศึกษาพื้นที่มรดกโลก ปราสาทบันทายศรี-ปราสาทบายน-ปราสาทนครวัด)
เวลา ๐๘.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
เวลา ๙.๐๐ น. เดินทางเยี่ยมชมปราสาทบายน วัดหลวงประจำรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งสร้างในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ปราสาทบายนเป็นปราสาทบนฐานเป็นชั้นหลังสุดท้ายที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นบุญกุศลให้กับพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เอง ในฐานะที่ทรงเป็นอวตารของพระพุทธเจ้าฝ่ายมหายาน เนื่องด้วยพระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแบบมหายาน ต่างจากกษัตริย์พระองค์ก่อนๆที่ล้วนแล้วแต่นับถือศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์ที่สืบทอดมากกว่า ๔๐๐ ปี
ศาสนสถานที่สร้างในรัชสมัยนี้มีภาพลักษณ์ที่ต่างไปจากการก่อสร้างรูปแบบเดิม ๆ ถึงแม้โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมยังคงเป็นเช่นเดียวกับปราสาทในรุ่นก่อนๆ แต่ได้มีการดัดแปลงรายละเอียดบางประการและมีการประดับตกแต่งตัวปราสาทด้วยประติมากรรมและลวดลายที่เกี่ยวเนื่องในศาสนาพุทธแบบมหายาน จึงมีความงดงามแตกต่างและมีเอกลักษณ์เป็นแบบเฉพาะตัว ในการแบ่งยุคสมัยทางศิลปะจึงได้มีการเรียกศิลปะที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลานี้ว่าศิลปะขอมแบบบายน ลักษณะเด่นของตัวปราสาทแบบบายน คือ การทำส่วนบนขององค์ปราสาทเป็นรูปหน้าบุคคลหันออกทั้งสี่ทิศ ซึ่งในปัจจุบันยังเป็นที่ถกเถียงกันว่ารูปหน้าบุคคลเหล่านี้หมายถึงผู้ใด บางท่านเห็นว่าอาจเป็นพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เอง แต่บางท่านเห็นว่าพระพักตร์ดังกล่าวอาจหมายถึงพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรอันเป็นพระโพธิสัตว์แห่งความกรุณาในพุทธศาสนามหายาน บางท่านเห็นว่าอาจเป็นสนัตกุมารพรหมอันเป็นพระพรหมในพุทธศาสนามหายานก็ได้ อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าพระพักตร์เหล่านี้ล้วนแต่มีการแสดงอารมณ์แบบเดียวกัน คือ ค่อนข้างลึกลับ ตาปิด ยิ้มมุมปากซึ่งเรียกกันโดยเฉพาะว่า “ยิ้มแบบบายน” ปราสาทบายนมีระเบียงคตล้อมรอบอยู่สองชั้น ผนังชั้นในมีภาพสลักเป็นเรื่องราวทางศาสนา ส่วนชั้นนอกสลักเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตและสังคมในสมัยนั้น
ออกจากปราสาทบายนเดินทางไปเยี่ยมชมปราสาทตาพรหม วิหารหลวงในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ที่มีภาพสลักตามคติของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ในปี พ.ศ. ๑๗๒๙ เพื่ออุทิศให้แก่พระราชมารดาของพระองค์ จากการสำรวจพบว่าตัวปราสาทมีสภาพพังทลายก้อนหินขนาดใหญ่ซึ่งเป็นโครงสร้างตัวปราสาทถล่มลงมาทับถมกันหลายจุด แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นคือ มีต้นไม้ขนาดใหญ่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นสะปุงแผ่รากและกิ่งก้านชอนไชเข้าไปโอบรัดก้อนหินของปราสาทจึงยังทำให้ตัวปราสาทคงรูปอยู่ได้ไม่พังทลายลงมา ต้นไม้เหล่านี้มีอายุยืนยาวนับร้อยปีและมีขนาดใหญ่โตมาก ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศแวดล้อมโบราณสถานให้ดูมีความเก่าแก่น่าเกรงขามยิ่งขึ้น
เวลา ๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
เวลา ๑๓.๐๐ น. เดินทางไปยังปราสาทบันทายศรี เทวสถานขนาดเล็กแต่มีความงามเป็นเลิศทางด้านงานฝีมือการแกะสลักลวดลายที่ดูอ่อนช้อยสวยงามมาก ตั้งอยู่นอกเมืองพระนครทางด้านทิศเหนือ พิกัด ๑๓.๕๙๘๘๘๙,๑๐๓.๙๖๒๗๗๘ สร้างด้วยหินทรายสีชมพูเนื้อละเอียด จัดอยู่ในศิลปะขอมแบบบันทายศรี ในราว พ.ศ.๑๕๑๐-๑๕๕๐ พราหมณ์ยัชญวราหะ ราชครูในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๕ ให้สร้างปราสาทบันทายสรีนี้ขึ้นเพื่ออุทิศถวายพระศิวะ ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นโดยขุนนาง แตกต่างไปจากปราสาทแห่งอื่นๆที่สร้างขึ้นโดยกษัตริย์เพื่ออุทิศให้กับกษัตริย์หรือบรรพบุรุษในฐานะเทพเจ้า
ปราสาทบันทายสรีเป็นปราสาทบนพื้นราบที่เรียงกันสามหลัง หลังกลางอุทิศให้กับพระศิวะ ส่วนหลังข้างนั้นไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้ใคร แต่มีผู้สันนิษฐานว่าอาจอุทิศให้กับพระเทวีสององค์ของพระศิวะ คือพระอุมากับพระคงคา เนื่องจากทวารบาลของปราสาททั้งสองหลังล้วนแต่เป็นนางอัปสรทั้งสิ้น
ปราสาททั้งสามหลังมีลักษณะตามแบบศิลปะพระนครตอนปลายโดยทั่วไปที่สร้างด้วยหิน อย่างไรก็ตามปราสาทยังคงเว้นประตูสามด้านไว้เป็นประตูหลอก ด้านบนของชั้นวิมานยังคงประดับด้วยปราสาทจำลองซึ่งแตกต่างไปจากปราสาทในศิลปะนครวัดที่ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นกลีบขนุน
เวลา ๑๖.๐๐ น. ชมปราสาทนครวัด โบราณสำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดในเมืองมรดกโลกพระนคร ตั้งอยู่กลางเมืองพระนคร ๑๓.๔๑๒๒๒๒,๑๐๓.๘๖๖๓๘๙ เป็นปราสาทที่มีปราสาทประธาน ๕ ยอด ก่อด้วยศิลาแลงและหินทรายสร้างขึ้นในปีพ.ศ. ๑๖๕๐ – ๑๖๙๓ โดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ เพื่ออุทิศถวายแก่พระวิษณุเทพในศาสนาฮินดู และยังเชื่อกันว่าเป็นสุสานหลวงที่เก็บพระบรมศพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ด้วย ปราสาทนครวัดหันทิศทางต่างไปจากปราสาทแห่งอื่นๆ โดยถูกสร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ตรงข้ามกับปราสาทส่วนใหญ่ที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นตามคติของศาสนาฮินดูลัทธิไวษณพนิกายที่นับถือพระวิษณุเป็นเทพสูงสุด การก่อสร้างหมายเอาตัวปราสาทประธานเป็นเขาพระสุเมรุศูนย์กลางของโลกและจักรวาล โดยมีปราสาทบริวาร โคปุระ และคูน้ำกว้างใหญ่ที่ล้อมรอบเปรียบเสมือนภูเขา แผ่นดิน และมหานทีที่ล้อมรอบศูนย์กลางจักรวาล ปราสาทนครวัดมีพื้นที่ทั้งหมดเกือบ ๒ ตารางกิโลเมตร บริเวณรอบนอกปราสาทล้อมรอบด้วยคูน้ำขนาดใหญ่ ยาว ๑.๕ กิโลเมตร กว้าง ๑.๓ กิโลเมตร
เวลา ๑๘.๐๐ น. รับประทานอาหารค่ำ ณ โรงแรมที่พัก Regency Angkor Hotel โดยมีการพบปะหารือการทำงานในการบริหารจัดการเมืองมรดกโลกระหว่าง ผู้บริหารของ อพท. ผู้บริหารในจังหวัดสุโขทัย กับเจ้าหน้าที่ APSARA Authority ซึ่งเป็นผู้แทน ๒ ท่านจากในส่วนของการท่องเที่ยวจังหวัดเสียมราฐ
APSARA Authority เป็นองค์กรทางด้านการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกเมืองพระนครของกัมพูชา มีขอบเขตในการดูแลในเขตเมืองพระนครและกลุ่มโบราณสถานใกล้เคียงอันเกี่ยวเนื่องกับเมืองพระนคร และแหล่งโบราณสถานในเขตจังหวัดเสียมราฐ APSARA ทำงานแบบเดียวกับกรมศิลปากร แต่โครงสร้างแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ในกัมพูชามีกระทรวงวัฒนธรรมที่คอยดูแลเรื่องการศึกษา วิจัย และจัดการแหล่งโบราณคดี เช่นเดียวกับกรมศิลปากรของไทย แต่ APSARA ไม่ได้ขึ้นตรงกับกระทรวงวัฒนธรรม หากขึ้นตรงกับคณะรัฐมนตรี เงินในการบริหารจัดการทั้งการขุดค้น วิจัย อนุรักษ์ และจัดแสดงโบราณวัตุ มาจากรายได้ค่าธรรมเนียมเข้าชมโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ในความดูแลของ APSARA การจัดการมรดกทางวัฒนธรรมเฉพาะในอำนาจความดูแลของ APSARA ยังรวมทั้งการวางแผนเพื่อพัฒนาการจัดการและการท่องเที่ยว การกำหนดทิศทางการพัฒนา บูรณะ และอนุรักษ์โบราณสถานให้กับทีมงานที่หลากหลาย รวมไปถึงข้อกำหนดในการประชุมเสนอความก้าวหน้าของแต่ละทีม จังหวัดเสียมราฐตั้งเป้าหมายทางการท่องเที่ยวไว้ว่าต้องการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว จากปีละ ๕ ล้านคน เป็น ๗ ล้านคน การท่องเที่ยวมีความสําคัญมากในจังหวัดเสียมราฐ เนื่องจากเป็นปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชนบริเวณใกล้เคียง ตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศ ดึงดูดการลงทุนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสร้างงานให้แก่ประชาชน เช่น ในเรื่องการบริการ และหัตถกรรม เป็นต้น
วันเสาร์ที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๐(โตนเลสาบ–Angkor National Museum - สนามบินเสียมราฐ)
เวลา ๐๗.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
เวลา ๐๘.๐๐ น. คณะศึกษาดูงานเดินทางไปโตนเลสาบเพื่อล่องเรือชมวิถีชีวิตชาวประมง ศึกษาแลกเปลี่ยนเก็บข้อมูลด้านการท่องเที่ยวกับคนในพื้นที่ โดยพบว่าบริเวณทะเลสาบเป็นแหล่งน้ำจืดที่มีแม่น้ำโขงไหลผ่านยาว ๕๐๐ กิโลเมตร จากนั้นไหลเข้าสู่เวียดนามลงสู่ทะเลจีนใต้ จึงนับเป็นแม่น้ำนานาชาติ และเป็นแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ คนในพื้นที่มีวิถีชีวิตแบบชาวประมง ทำมาหากินด้วยการทอดแหหาปลาขาย ที่อยู่อาศัยเป็นเรือนแพและเรือ มีร้านค้า ร้านอาหาร โบสถ์คริสต์ มัสยิด และโรงเรียนเช่นเดียวกับวิถีชีวิตบนบก นักท่องเที่ยวจึงนิยมมาเที่ยวชมเพื่อที่จะได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวโตนเลสาบที่มีความแปลกแตกต่างออกไป เศรษฐกิจในพื้นที่นี้จึงค่อนข้างคึกคักเพราะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก
เวลา ๑๐.๓๐ น. เข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ อังกอร์ (Angkor National Museum) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ของภาคเอกชน มีบริษัทของคนไทยคือ บริษัท ไทย วิไลลักษณ์ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯเป็นผู้ร่วมในการก่อตั้งและดำเนินการ ทั้งในเรื่องการก่อสร้างและออกแบบในการจัดแสดง เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งเดียวในจังหวัดเสียมราฐ ที่มีความสมบูรณ์ในด้านการจัดแสดงที่ทันสมัย มีการใช้เทคโนโลยีมัลติมีเดียภาพและเสียง และมีโบราณวัตถุล้ำค่าที่จัดแสดงจำนวนมาก โบราณวัตถุที่จัดแสดงเป็นของที่พบในเมืองพระนครและใกล้เคียงซึ่งทางพิพิธภัณฑ์ขอยืมมาจากรัฐบาล โบราณวัตถุเหล่านี้เคยจัดเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ กัมพูชา ในกรุงพนมเปญ
พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ ใน Vithei Charles de Gaulle เลขที่ ๙๖๘ , เสียมราฐ , กัมพูชา ทางระหว่างเมือง เสียมราฐไปทางตอนเหนือของเมืองพระนคร
พิพิธภัณฑ์เปิดเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ภายในเป็นอาคาร ๒ ชั้น ด้านในมีการจัดแสดงศิลปวัตถุอันล้ำค่าของอาณาจักรขอมโบราณที่บอกเล่าเรื่องราวความเชื่อ วัฒนธรรม ศิลปะ ศาสนาที่มีอายุกว่าพันปี ห้องจัดแสดงได้รับการออกแบบเป็น ๗ ห้องและอีก ๑ ห้องเป็นพื้นที่จัดนิทรรศการพิเศษ
การจัดแสดงนิทรรศการ มีคำแนะนำภาษาเขมร , อังกฤษ, ฝรั่งเศส , เยอรมัน, ญี่ปุ่น, จีน, เกาหลี และ ภาษาไทย
ห้องบรรยาย: ก่อนที่จะเข้าชมห้องจัดแสดง ผู้เข้าชมจะได้รับเชิญให้นั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ 80 ที่นั่ง สำหรับชมวีดีทัศน์แนะนำห้องจัดแสดงและสิ่งอำนวยความสะดวก การฉายวีดีทัศน์มีทุก 15 นาที มี 7 ภาษา ได้แก่ เขมร , เกาหลี, ญี่ปุ่น , จีน, อังกฤษ, ฝรั่งเศส และภาษาไทย ห้องจัดแสดงมี อาทิ
ห้อง ๑,๐๐๐ พระพุทธเจ้า วิวัฒนาการของพระพุทธศาสนาในอาณาจักรเขมรโบราณ : ภายในห้องนี้จัดแสดงพระพุทธรูปหนึ่งพันองค์ ที่มีวิวัฒนาการแตกต่างกันออกไปในแต่ละยุคแต่ละสมัย
ห้องอารยธรรมเขมร ความรุ่งเรืองแห่งอาณาจักรเขมรโบราณ : ห้องนี้อธิบายเกี่ยวกับความรุ่งเรืองของอาณาจักรเขมรโบราณ ทั้งในด้านสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ ความเชื่อในพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขาและ ประวัติความเป็นมาของดินแดนแห่งนี้
ห้องร่องรอยแห่งความเชื่อและศาสนา : ภายในห้องจัดแสดงเกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อของอารยธรรมเขมร รวมทั้งผลงานวรรณกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรมและการ ใช้ชีวิตประจำวัน
ห้องพระมหากษัตริย์ นักสร้างผู้ยิ่งใหญ่ : ห้องนี้แสดง ประวัติความเป็นมา เกี่ยวกับ พระมหากษัตริย์ ที่มีชื่อเสียงของเขมร เช่น พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ อาณาจักรเจนละปี ๘๐๒-๘๕๐ กษัตริย์ยโสวรมันที่ ๑ ผู้ก่อตั้งเมืองพระนครเป็นเมืองหลวง ระหว่างปี ๘๘๙-๙๐๐ พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ที่สร้าง นครวัด ประมาณ ๑๑๑๖-๑๑๔๕ และ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ที่สร้างนครธม ประมาณ ๑๑๘๑-๑๒๐๑
ห้องนครวัด สวรรค์แห่งแดนดิน : จัดแสดง ประวัติความเป็นมา แนวคิด จิตวิญญาณ และเทคนิคทางสถาปัตยกรรม การสร้างโครงสร้างที่ยิ่งใหญ่ของนครวัด นอกจากนี้ยังอธิบายปรากฏการณ์ วิษุวัต นครวัด และมีการจำลองเหตุการณ์พระอาทิตย์ขึ้นตรงยอดปรางค์ของนครวัดที่จะเกิดขึ้นเพียงปีละ 2 ครั้งหรือที่เรียกว่า Equinox Sun Rise ร่วมด้วยภาพยนตร์สั้นแนะนำการเดินชมปราสาทนครวัดที่จะช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้นหากนักท่องเที่ยวได้ชมภาพยนตร์ชุดนี้ก่อนที่จะได้ไปชมปราสาทนครวัด
ห้องนครธม แหล่งรวมวิหารแห่งจิตวิญญาณ : จัดแสดงเกี่ยวกับเมืองนครธม เมืองที่มีชื่อแปลว่านครอันยิ่งใหญ่ มีเรื่องเกี่ยวกับการก่อสร้างและการขยายตัวของนครธม การเปลี่ยนแปลงความเชื่อทางศาสนา แบบแผนการวิศวกรรมโบราณ สาธารณูปโภค ถนน การชลประทาน
ห้องเรื่องเล่าจากศิลา บทบันทึกทางวัฒนธรรม : ภายในห้องจัดแสดงศิลาจารึกที่พบในเมืองพระนครที่บันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ
ห้องเครื่องแต่งกาย พัสตราภรณ์โบราณ : แสดงเครื่องแต่งกายโบราณที่พบบนรูปปั้นของเทพเจ้า , เทพธิดา อัปสรา และนักเต้น
เวลา ๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารเที่ยง ณ ร้านอาหารในเมืองเสียมราฐ
เวลา ๑๓.๐๐ น. เดินทางไปท่าอากาศยานนานาชาติเสียมราฐ
เวลา ๑๕.๔๕ น. ออกเดินทางสู่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม โดยสายการบินแคมโบเดียอังกอร์แอร์ เวลา ๑๗.๓๕ น. เดินทางถึงสนามบินเมืองดานัง(Danang International Airport) หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง เดินทางผ่านเมืองดานังซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสี่ของเวียดนาม ตั้งอยู่ระหว่างชายฝั่งทะเลและที่ราบสูงตอนกลาง
เดินทางสู่เมืองฮอยอันซึ่งห่างจากตัวเมืองดานังระยะทางประมาณ ๓๐ กม. ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำทูโบน ใกล้ชายฝั่งทะเลและเป็นท่าเรือเก่าที่เจริญรุ่งเรืองมากในชื่อไฟโฟ ฮอยอันเป็นศูนย์กลางสำคัญของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกกับตะวันตก ฮอยอันในปัจจุบันสงบเงียบมีสภาพบ้านเรือนที่สวยงาม สร้างด้วยไม้มีประตูแกะสลักและห้องโปร่งๆ จนองค์การยูเนสโกและรัฐบาลโปแลนด์ได้ริเริ่มให้ทุนทำโครงการบูรณะเพื่อปกป้องเขตเมืองเก่าและอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่ล้ำค่า
เวลา ๑๘.๐๐ น. รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารเมืองฮอยอัน
เวลา ๑๙.๐๐ น.เข้าสู่ที่พักโรงแรม Little Hoian Boutique Hotel and Spa และร่วมประชุมภาคีเครือข่ายครั้งที่ ๑ ในการสรุปผลการศึกษาดูงานเมืองมรดกโลกพระนคร ณ ห้องประชุมของโรงแรม เนื้อหาที่ประชุมเกี่ยวกับความพร้อมต่างๆ เมื่อเปรียบเที่ยบกันระหว่างมรดกโลกสุโขทัย กับมรดกโลกเมืองพระนคร และความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเส้นทางที่มีศักยภาพ
วันอาทิตย์ที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๐(โบราณสถานหมี่เซิน–เมืองมรดกโลกฮอยอัน)
เวลา ๐๗.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
เวลา ๐๘.๐๐ น. เดินทางไปเยี่ยมชมและศึกษาโบราณสถานหมี่เซิน ซึ่งเป็นแหล่งศาสนสถานของชาวจามที่มีอายุมากกว่า ๑๖๐๐ ปี เป็นปูชนียสถานที่ใหญ่ที่สุด และมีความสำคัญที่สุดของอาณาจักรจามปา ถือว่าเป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวจาม หมี่เซินยังมีความเกี่ยวพันกับนครวัดของกัมพูชา เพราะหลังจากที่ชาวจามสร้างแหล่งศาสนสถานแห่งนี้เสร็จแล้วก็พากันเดินทางไปสร้างนครวัดต่อ ดังนั้นหมี่เซินจึงมีความเก่าแก่มากกว่านครวัด
ปราสาทหมี่เซิน เป็นโบราณสถานในจังหวัดกว๋างนาม ภาคกลางของประเทศเวียดนาม สร้างด้วยศิลปะจามโบราณในสมัยศตวรรษที่ ๔ เพื่อใช้เป็นศาสนสถานสำหรับบูชาพระศิวะ ตามความเชื่อในศาสนาฮินดู หมีเซินเคยเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำคัญอันดับต้น ๆ ของอาณาจักรจามปาตั้งแต่ศตวรรษที่ ๔ - ศตวรรษที่ ๑๕ ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานกว่า ๙๐๐ ปี ทำให้โบราณสถานแห่งนี้เป็นที่รวบรวมลักษณะทางด้านศิลปกรรมที่หลากหลาย จัดเป็นกลุ่มโบราณสถานในศาสนาฮินดูที่เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดในอินโดจีน กลุ่มปราสาทหมีเซินตั้งอยู่บริเวณที่ราบต่ำ มีภูเขาโอบล้อม เนื้อที่ประมาณ ๒ ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยปราสาททั้งหมด ๗๓หลัง แต่ในช่วงสงครามเวียดนาม ทหารเวียดนามได้ใช้ปราสาทหมีเซินเป็นกองบัญชาการ ฝ่ายอเมริกันจึงได้นำเครื่องบินทิ้งระเบิดบริเวณนี้ โบราณสถานจำนวนมากถูกทำลาย ทำให้ปัจจุบันเหลือปราสาทเพียง ๒๒ หลัง
โบราณสถานหมี่เซินเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในปี ค.ศ. ๑๙๙๕ และทางองค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้รับรองให้หมีเซินเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.๑๙๙๙ พร้อม ๆ กับเมืองมรดกโลกฮอยอัน จากหลักเกณฑ์ที่ว่า ปราสาทแห่งนี้เป็นเสมือนหลักฐานทางวัฒนธรรม และอารยธรรมที่ปัจจุบันได้สูญหายไปแล้ว
เวลา ๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารเที่ยง ณ ร้านอาหารในเมืองฮอยอัน
เวลา ๑๓.๐๐ น. ศึกษาเมืองมรดกโลกฮอยอัน(Hoi An Ancient Town) เมืองขนาดเล็กตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำทูโบน บริเวณริมทะเลจีนใต้ทางตอนกลางของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในเขตจังหวัดกว่างนาม ห่างจากเมืองดานังมาทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ ๓๐ กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ ๖๐ ตารางกิโลเมตร
เมืองฮอยอันเป็นเมืองท่าสำคัญในอดีตและเป็นศูนย์กลางการค้าของชาวซาหวิ่น (Sa Huynh) บนปากแม่น้ำทูโบน ตั้งแต่ ๒๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ฮอยอันเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยมา จนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ จึงขยับฐานะขึ้นเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของอาณาจักรจามปา มีชื่อเรียกว่า ไดเจี๋ยน (Dai Chien) แต่ชาวเวียดนามและชาวต่างชาติต่างเรียกเมืองท่าแห่งนี้ว่า ไฟโฟ (Fai Fo) หรือ ไฮโป (Hai Po)
ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ มีชาวต่างชาติมาตั้งถิ่นฐานและค้าขายในเมืองนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งชาวจีน ญี่ปุ่น ดัตช์ และอินเดีย เดิมทีเมืองนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งโดยมีคลองสายหนึ่งคั่นอยู่กลางเมือง มีสะพานญี่ปุ่นทอดข้ามคลองเพื่อกั้นแบ่งเขตชุมชนของชาวจีนและชาวญี่ปุ่นที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของคลอง ตัวสะพานสร้างโดยชาวญี่ปุ่น มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นรูปทรงโค้ง มีหลังคาเหนือสะพานมุงกระเบื้องสีเขียวและเหลือง นอกจากนี้ยังมีวัดญี่ปุ่นตั้งอยู่ด้านขวามือของตัวสะพาน ทำให้สะพานดังกล่าว มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่าสะพานวัด หรือ Pagoda Bridge มีนักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวชมและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ทุกวันนี้ฮอยอันยังคงเป็นเมืองขนาดเล็กเช่นเดิม แต่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยือนเป็นจำนวนมาก โดยผู้มาเยือนมักมาเยี่ยมชมร้านค้าขายผลงานทางศิลปะหัตถกรรมซึ่งวางจำหน่ายในบ้านเรือนสองข้างทาง และเที่ยวชมบ้านเรือนเก่าๆ
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ฮอยอัน ได้ถูกขึ้นทะเบียนจากองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมของสหประชาชาติ (หรือองค์การยูเนสโก) ให้เป็นเมืองมรดกโลก เนื่องจากเป็นตัวอย่างของเมืองท่าในอนุภูมิภาคที่มีการผสมผสานศิลปะ และสถาปัตยกรรมของชาติตะวันตกกับท้องถิ่นเวียดนามได้อย่างมีเอกลักษณ์ อาคารต่าง ๆ ภายในเมืองได้รับการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพเดิมไว้ได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะผ่านอุทกภัยและสงครามต่าง ๆ ในช่วงกว่า ๔๐๐ ปีที่ผ่านมา
จากการเดินสำรวจเมืองฮอยอันพบว่าบรรยากาศส่วนใหญ่ภายในเมืองฮอยอัน มีลักษณะสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม ถนนแคบ มีบ้านไม้ทรงเตี้ยเรียงเป็นแถวสองฝั่งทาง ด้านในบ้านมักประดับคำสั่งสอนและบทกลอนจีน ทั้งนี้เนื่องจากสมัยก่อน มีพ่อค้าชาวจีนจากมณฑลกวางตุ้งและฟู๋เจี้ยนอพยพมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แทบทุกบ้านมีรายได้จากการขายของที่ระลึก ผลงานทางศิลปะ หัตถกรรม อาหารและเครื่องดื่มให้แก่นักท่องเที่ยว รวมทั้งให้บริการทางการท่องเที่ยว เช่น รถลาก เป็นต้น
จั่วฟุกเกี๋ยนบ้านประจำตระกูลที่สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.๒๓๓๕ อยู่บนถนนตรันฝูเป็นที่พบปะของผู้คนที่อพยพมาจากฟุกเกี๋ยนที่มีแซ่เดียวกัน
บ้านเลขที่ ๑๐๑ ถนนเหวียนไทฮ็อก เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามแบบเฉพาะของฮอยอันสร้างด้วยไม้ ๒ ชั้นด้วยความประณีต ด้านหน้าทำเป็นร้านบูติกด้านหลังเป็นที่เก็บสินค้า ภายในเป็นที่อยู่อาศัยมีลานเปิดโล่งเห็นท้องฟ้าและมีเฉลียงเชื่อมต่อส่วนที่พักอาศัยหลายส่วน รูปแบบของหลังคาทรงกระดองปู
เวลา ๑๘.๐๐ น. รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร เมืองฮอยอัน โดยมีการหารือการทำงานในการบริหารจัดการเมืองมรดกโลกระหว่าง ผู้บริหารของ อพท. ผู้บริหารในจังหวัดสุโขทัย ตัวแทนจากผู้ประกอบการในจังหวัดสุโขทัย กับเจ้าหน้าที่ Hoi An Department of Commerce and Tourism ซึ่งเป็นบริษัททัวร์ชั้นนำของเมืองฮอยอัน ซึ่งมีการจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวมายังประเทศไทยด้วย มีการหารือในการเชื่อมโยงเส้นทางจากเมืองมรดกโลกฮอยอันสู่เมืองมรดกโลกสุโขทัย โดยปกติเส้นทางหลักที่คนเวียดนามเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย จะเป็น กรุงเทพมหานครฯ พัทยา ภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก จากการพูดคุยกันและได้แนะนำเมืองมรดกโลกสุโขทัยให้กับผู้ประกอบการจากฮอยอันได้ทราบถึงรายละเอียดและความสำคัญ ก็มีความสนใจเป็นอย่างมาก และจะมีการจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวเพิ่มเติมเชื่อมโยงจากเมืองมรดกโลกฮอยอันสู่เมืองสุโขทัย
เวลา ๒๐.๐๐ น. เดินทางเข้าที่พัก Little Hoian Boutique Hotel and Spa
วันจันทร์ที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๐(ศึกษามรดกโลกพระราชวังเว้-ชมวิถีชีวิตบริเวณตลาดดองบา-วัดเทียนมู่)
เวลา ๐๖.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
เวลา ๐๗.๐๐ น. เดินทางสู่เมืองเว้ ตั้งอยู่ใจกลางของประเทศ จากฮอยอันใช้เวลาเดินทางประมาณ ๓ ชั่วโมง อยู่ห่างจากชายฝั่งทะเล ๑๒ กิโลเมตร เดินทางผ่านเส้นทางหายเวินซึ่งก่อสร้างโดยเอกชนจากญี่ปุ่นและรัฐบาลฝรั่งเศสเป็นผู้ลงทุนด้านงบประมาณ ระยะทาง ๑๐๘ กม.เลียบชายฝั่งทะเล ผ่านภูเขา ท้องทุ่งและชนบท และลอดอุโมงค์ที่ขุดลอดใต้ภูเขาที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความยาว ๖.๒๘ กม.เพื่อเชื่อมระหว่างเมืองดานังกับเมืองเว้ เมืองเว้เป็นเมืองของกษัตริย์ในราชวงศ์เหวียนซึ่งได้ปกครองต่อกันมาเพียง ๓๓ ปีฝรั่งเศสก็บุกเข้าโจมตีเมืองเว้ มาถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ญี่ปุ่นก็เข้ามายึดครอง บังคับให้พระเจ้าเบาได๋สละราชสมบัติต่อมาเมืองเว้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเวียดนามใต้ ตามการแบ่งประเทศออกเป็น ๒ ส่วน และได้เสื่อมสลายลงภายใต้การปกครองของโงดินห์เยียม เมืองเว้ดึงดูดนักท่องเที่ยวเพราะมีแหล่งประวัติศาสตร์วัฒนธรรม เสน่ห์ที่ไร้กาลเวลาของสถาปัตยกรรมที่ล้ำค่า มีแบบฉบับของตนเอง และยังมีความงามตามธรรมชาติบนฝั่งแม่น้ำหอมด้วย
เวลา ๑๐.๐๐ น. เดินทางถึงพื้นที่มรดกโลกพระราชวังเว้ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ายาลองใช้เป็นที่รับรองเชื้อพระวงศ์ระดับสูงและนักการทูตต่างประเทศ สถานที่จัดงานฉลองสำคัญๆ ตกแต่งอย่างวิจิตรสวยงาม เพดาน เสา คาน ผนัง ตกแต่งด้วยน้ำมันครั่งสีแดงและลวดลายสีทองมีตำหนักหลายหลัง อุทยาน วัดและศาลเจ้าของจักรพรรดิราชวงศ์เหวียน
เวลา ๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหาร
เวลา ๑๓.๐๐ น. ชมโบราณสถานวัดเทียนมู่ นมัสการพระเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ๗ ชั้น แต่ละชั้นหมายถึงชาติภพต่างๆของพระพุทธเจ้า มีรูปปั้นเทพเจ้า ๖ องค์คอยปกป้องเจดีย์แห่งนี้ ภายในเจดีย์มีพระสังกัจจายน์ปิดทองพระพักตร์อิ่มเอิบกับพระพุทธเจ้าอีกสามองค์อยู่ในตู้กระจก
จากนั้นเดินทางไปที่ตลาดดองบา เพื่อศึกษาสินค้าท้องถิ่นของเมืองเว้ รวมถึงแลกเปลี่ยนความรู้กับคนในพื้นที่ ตลาดดองบานี้เป็นตลาดในร่มแห่งเมืองเว้ ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำหอม มี ๒ ชั้น มีร้านขายทั้งสินค้าท้องถิ่นและของที่ระลึกต่างๆ รวมทั้งของใช้ประจำวันซึ่งจะเห็นชาวเวียดนามมาจับจ่ายซื้อของกันอย่างคับคั่ง
เวลา ๑๘.๐๐ น. รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
เวลา ๑๙.๐๐ น. เข้าที่พักโรงแรม Alba Spa Hotel Hue หรือ Eldora Hotel จัดประชุมร่วมกับภาคีเครือข่ายครั้งที่ ๒ ในการสรุปผลการศึกษาดูงานเมืองมรดกโลกฮอยอัน โบราณสถานหมี่เซิน เมืองเว้และพระราชวังเว้ ในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๐ ณ ห้องประชุมของโรงแรม โดยประเด็นในการประชุมเป็นเรื่องของการวิเคราะห์ศักยภาพของเมืองมรดกโลก และนำมาเปรียบเทียบกับเมืองมรดกโลกสุโขทัย ข้อดี ข้อด้อย ข้อที่ควรพัฒนา และมุมมองจากภาคส่วนต่างๆในการร่วมกันพัฒนาและขับเคลื่อนเรื่องของการท่องเที่ยวในเมืองมรดกโลกสุโขทัยต่อไปในอนาคต
วันอังคารที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๐(เมืองเว้ - สนามบินดานัง – กรุงเทพฯ)
เวลา ๐๖.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
เวลา ๐๗.๐๐ น. เดินทางสู่สนามบินดานัง ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๓ ชั่วโมง
เวลา ๑๐.๐๐ น. เช็คอินสายการบินแอร์เอเชีย
เวลา ๑๒.๐๐ น. ออกเดินทางจากสนามบินดานังสู่สนามบินดอนเมืองโดยสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ FD ๖๓๗
เวลา ๑๓.๒๐ น. เดินทางถึงท่าอากาศยานดอนเมือง
เวลา ๑๕.๐๐ น. เดินทางสู่ พื้นที่ อพท.๔
เวลา ๒๐.๐๐ น. เดินทางถึงพื้นที่ อพท.๔ โดยสวัสดิภาพ
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
๑.จากการศึกษาดูงานพื้นที่มรดกโลกกัมพูชาพบว่าแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานหลายแห่งมีการนำวงดนตรีพื้นถิ่นแบบโบราณมาบรรเลงให้นักท่องเที่ยวฟังในแหล่งโบราณสถาน โดยนักดนตรีเป็นผู้พิการจากภัยสงคราม การบรรเลงดนตรีเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศทางการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความเพลิดเพลินในขณะเดินเที่ยวชมโบราณสถาน ทั้งยังเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมอีกแขนงหนึ่งให้เป็นที่รู้จักและมีการสืบทอด รวมทั้งเป็นการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสให้มีรายได้จากการบริจาคของนักท่องเที่ยวจนพอเลี้ยงชีพได้ ซึ่งในแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานของไทย เช่น อุทยานประวัติศาสตร์ หากจะจัดบรรยากาศการท่องเที่ยวแบบนี้ก็สามารถทำได้ โดยอาจจัดพื้นที่สำหรับผู้พิการที่มีความสามารถทางดนตรีไทยหรือดนตรีพื้นถิ่นที่เหมาะสม หรือนำนักเรียนหรือผู้ด้อยโอกาสที่ต้องการหารายได้พิเศษเข้ามาบรรเลงดนตรีในแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถาน ก็จะเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศทางการท่องเที่ยวให้มีสีสันเพิ่มมากขึ้น
๒.ในพื้นที่โบราณสถานเมืองพระนครหลายแห่ง มีการนำรถขายอาหารและเครื่องดื่มขนาดใหญ่ที่มีการตกแต่งสีสันฉูดฉาดแบบสมัยใหม่เข้ามาขายอาหารและเครื่องดื่มโดยเปิดเพลงและใช้เสียงโฆษณาที่ไม่เข้ากับบรรยากาศความเป็นโบราณสถาน และก่อให้เกิดความรำคาญ จึงควรใช้ตัวอย่างนี้เป็นข้อพึงระวังสำหรับแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานของไทยที่จะไม่ให้มีภาพเช่นนี้เกิดขึ้น
๓.โบราณสถานเมืองพระนครมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมจำนวนมาก จึงก่อให้เกิดปัญหาความแออัด ก่อให้เกิดความรำคาญและขาดความสุขความสบายในขณะเที่ยวชม แม้จะมีความพยายามในการจัดระเบียบเส้นทางการเดินชมและการจำกัดจำนวนของนักท่องเที่ยวแต่ละรอบแล้วก็ยังมีการฝ่าฝืนย้อนเส้นทางการเข้าชม ทำให้เกิดความติดขัดมากขึ้นกว่าเดิม โบราณสถานของเราก็ควรจะมีการวางแผนเส้นทางการเข้าชมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตและมีการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวทราบและเห็นความสำคัญโดยทั่วถึงกัน
๔.ปัญหาที่ตามมาจากนักท่องเที่ยวจำนวนมากในแหล่งท่องเที่ยวของเมืองพระนครคือปัญหาขยะ เท่าที่สังเกตดูน่าจะมีการเก็บขยะตามตารางเวลา หรือเมื่อถังขยะเต็ม แต่ไม่มีการจัดคนลาดตระเวนเก็บขยะที่นักท่องเที่ยวบางคนทิ้งเรี่ยราดไว้ตามที่ต่างๆนอกถังขยะ จึงยังมีขยะเลอะเทอะบนพื้นหรือตามซอกมุมต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดความไม่เหมาะสมต่อโบราณสถานซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ เราจึงควรต้องระมัดระวังแหล่งโบราณสถานไม่ให้เกิดภาพที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้ด้วยการจัดคนลาดตระเวนเก็บขยะตามรายทางนอกเหนือไปจากการเก็บขยะตามวงรอบปรกติ และปลูกฝังให้เจ้าหน้าที่อื่นๆที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่เก็บขยะช่วยกันเก็บขยะทันทีที่เห็นโดยไม่ต้องรอให้เจ้าหน้าที่เก็บขยะมาเก็บ
๕.การจัดทำบันไดไม้สำหรับขึ้นสู่ชั้นบนโบราณสถานที่ปราสาทนครวัดเป็นตัวอย่างที่ดีในการป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวที่มีเป็นจำนวนมากเหยียบไปบนพื้นบันไดเดิมซึ่งเป็นหินและอาจผุกร่อนแตกหักได้หากมีการเหยียบย่ำบ่อยครั้ง อีกทั้งการทำราวบันไดให้นักท่องเที่ยวจับก็เป็นการป้องกันมิให้เกิดอันตรายจากการพลัดตกจากที่สูง ซึ่งโบราณสถานของอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรที่มีความเสี่ยงและอาจแก้ปัญหาหรือป้องกันได้เช่นเดียวกับปราสาทนครวัดคือเจดีย์ประธานที่วัดช้างรอบซึ่งมีบันไดทางขึ้นสี่ด้านสู่ลานประทักษิณด้านบน โดยการทำบันไดพร้อมราวจับสามารถทำได้ในบริเวณด้านหลังขององค์เจดีย์ซึ่งมีปูนปั้นน้อยและอยู่ในจุดที่ลับตา แต่ก็มีข้อพึงระวังคือการทำบันไดขึ้นองค์เจดีย์อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่ขึ้นบนองค์เจดีย์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จึงต้องมีมาตรการในการป้องกันและจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวให้รอบคอบ
๖.แหล่งโบราณสถานมีเซินที่เวียดนามเป็นตัวอย่างที่ดีในการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งที่เป็นป่า มีจุดนั่งพักคอยและมีรถไฟฟ้าไว้ให้บริการในการเข้าถึง โบราณสถานแห่งนี้มีความสำคัญที่นักวิชาการต้องการไปศึกษาและดูรายละเอียด แต่ในตัวโบราณสถานเองกลับมีหญ้าขึ้นปกคลุมจนไม่สามารถดูรายละเอียดได้ จึงเป็นข้อพึงระวังที่เราควรจะทำให้ภายในโบราณสถานของเราดูสะอาดเรียบร้อยสวยงามอยู่ตลอดเวลา ไม่มีสภาพที่รกร้าง แม้จะเป็นแหล่งที่ตั้งอยู่ในป่าก็ตาม ที่พระราชวังเว้ก็เช่นเดียวกันคือในบริเวณที่เป็นสนามหญ้าขาดการดูแลเอาใจใส่มีหญ้าขึ้นรกทำให้ขาดความสวยงาม ถ้ามีการดูแลเอาใจใส่ในส่วนนี้ก็จะช่วยเสริมค่าความสำคัญให้แก่ตัวพระราชวังซึ่งมีความสวยงามอยู่แล้วให้มีความสวยงามเหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งเราควรจะนำข้อบกพร่องเหล่านี้มาเป็นข้อพึงระวังในการดูแลรักษาพื้นที่โบราณสถานในบ้านเรา
๗.การท่องเที่ยวชมวิถีชีวิตและวัฒนธรรมพื้นถิ่น หรือแหล่งช้อปปิ้งต่างๆ เช่น โตนเลสาบ หมู่บ้านวัฒนธรรม หรือตลาดสินค้าพื้นเมือง เป็นเสน่ห์ทางการท่องเที่ยวที่สร้างความพึงพอใจและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมมากขึ้น จึงควรที่จะส่งเสริมให้มีแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวโบราณสถานด้วย ซึ่งหากประชาชนในท้องถิ่นมีรายได้หรือได้รับประโยชน์จากการมีแหล่งโบราณสถานอยู่ในพื้นที่ เขาก็จะรักและหวงแหนและช่วยกันดูแลรักษา
นางธาดา สังข์ทอง ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
ข้อแนะนำการส่งหรือนำพระพุทธรูปออกนอกราชอาณาจักรบุคคลทั่วไป
๑. กรอกแบบฟอร์มการขออนุญาตที่ทางราชการจัดให้ (ศก.๖)
๒. ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมศิลปากร ให้เหตุผลส่งหรือนำไปเพื่ออะไร ไว้ที่ใดโดยละเอียด
๓. ในกรณีที่นำติดตัวไปเอง ถ่ายสำเนาหนังสือเดินทางของผู้ขออนุญาต ๑ ชุด ในกรณีที่ส่งไปถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรข้าราชการ
๔. ให้แสดงหลักฐานเป็นเอกสารรับรองจากองค์กร องค์การ (องค์กร, องค์การที่เป็นที่เชื่อถือ และยอมรับจากทางราชการ)
สมาคม หมายถึง ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับศาสนาซึ่งเป็นที่เชื่อถือและยอมรับจากทางราชการ
สถาบันที่เกี่ยวข้องกับศาสนา คือ พระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์ เป็นเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส หรือเลขาธิการสมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้ลงนามรับรอง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่เชื่อถือได้ว่าจะส่งหรือนำพระพุทธรูปออกนอกราชอาณาจักรเพื่อสักการบูชา เพื่อศึกษาวิจัย เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณ หรือเพื่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมหรือโบราณคดี
ในกรณีที่เจ้าอาวาสวัด รองเจ้าอาวาสวัดฯ หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัด รับรอง ต้องมีเอกสาร ดังนี้
๑. ทำหนังสือจากวัดถึงอธิบดีกรมศิลปากร
๒. สำเนาใบสุทธิประวัติเดิม – ปัจจุบัน
๓. สำเนาใบแต่งตั้งสมณศักดิ์ หรือหลักฐานยืนยันชื่อลงนามในหนังสือรับรอง
ในกรณีที่ข้าราชการรับรอง (ต้องเป็นข้าราชการตั้งแต่ ระดับ ๔ ขึ้นไป)
๑. ทำหนังสือจากผู้รับรองถึงอธิบดีกรมศิลปากร รับรองผู้ขออนุญาตส่งหรือนำพระพุทธรูปออกนอกราชอาณาจักร
๒. สำเนาบัตรข้าราชการ ด้านหน้า – หลัง
อนึ่ง เอกสารที่เป็นสำเนา ให้ผู้รับรองลงนามรับรองสำเนาถูกต้องทุกฉบับ
ภาพถ่ายของวัตถุ
ใช้ภาพสี ขนาด ๓ x ๕ นิ้ว จำนวน ๒ ภาพ ต่อวัตถุ ๑ รายการ ถ่ายภาพเฉพาะด้านหน้าให้ ชัดเจน หากมีพลาสติกห่อหุ้มให้เอาออกก่อนถ่ายภาพ นำวัตถุที่จะส่งหรือนำออกทุกชิ้นไปแสดงต่อคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ฯ ในวันที่ยื่นคำร้อง (ศก.๖) ณ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เลขที่ ๘๑/๑ ถนนศรีอยุธยา (อาคารกรมศิลปากรใหม่) เทเวศร์ แขวงวชิระ เขตดุสิต กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๐
ระยะเวลาออกใบอนุญาต ๒ วันทำการ
เวลาทำการตรวจพิสูจน์ เช้า เวลา ๑๐.๐๐ น.
บ่าย เวลา ๑๔.๐๐ น.
ฝ่ายบริหารงานทั่วไป สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
โทรศัพท์, โทรสาร ๐ ๒๖๒๘ ๕๐๓๓
ขั้นตอนและวิธีการ
การขอรับใบอนุญาตส่งหรือนำโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุออกนอกราชอาณาจักร
๑. ผู้ขออนุญาต ต้องกรอกในคำขอรับใบอนุญาตส่งหรือนำโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุออกนอกราชอาณาจักร(ศก.๖) พร้อมแนบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในคำขอรับใบอนุญาต ณ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เลขที่ ๘๑/๑ ถนนศรีอยุธยา เทเวศร์ แขวงวชิระ เขตดุสิต กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๐
๒. ผู้ขออนุญาต จะต้องนำโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุที่ขออนุญาตส่งออกทุกชิ้นไปให้คณะกรรมการตรวจพิสูจน์ ณ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หากไม่สามารถนำไปให้ตรวจพิสูจน์ ณ สถานที่ดังกล่าวได้ ผู้ขออนุญาตสามารถทำหนังสือพร้อมทั้งแสดงเหตุผลต่ออธิบดีขอให้มีการตรวจพิสูจน์ ณ สถานที่ที่เก็บรักษาโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุ ผู้ขอรับใบอนุญาตจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการนี้ทั้งหมด
๓. เจ้าหน้าที่จะผูกตะกั่วประทับตราที่โบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุทุกชิ้น ที่คณะกรรมการตรวจพิสูจน์ สรุปความ เห็นอนุญาตให้ส่งหรือนำออกนอกราชอาณาจักรได้
๔. ภายใน ๑ - ๒ วันทำการ ให้ผู้ขอรับใบอนุญาตไปรับใบอนุญาต พร้อมชำระค่าธรรมเนียม
ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ณ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ค่าธรรมเนียมศิลปวัตถุประเภทพระพุทธรูป สมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ถึงปัจจุบัน
- ขนาดยาวหรือสูงเกิน ๑๐๐ เซนติเมตร ชิ้นละ ๓๐๐ บาท
- ขนาดยาวหรือสูงเกิน ๕๐ เซนติเมตร แต่ไม่เกิน ๑๐๐ เซนติเมตร ชิ้นละ ๒๐๐ บาท
- ขนาดยาวหรือสูงไม่เกิน ๕๐ เซนติเมตร ชิ้นละ ๑๐๐ บาท
ค่าธรรมเนียมศิลปวัตถุ สมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ถึงปัจจุบัน
- ขนาดยาวหรือสูงเกิน ๑๐๐ เซนติเมตร ชิ้นละ ๒๐๐ บาท
- ขนาดยาวหรือสูงเกิน ๕๐ เซนติเมตร แต่ไม่เกิน ๑๐๐ เซนติเมตร ชิ้นละ ๑๐๐ บาท
- ขนาดยาวหรือสูงไม่เกิน ๕๐ เซนติเมตร ชิ้นละ ๕๐ บาท
๕. เจ้าหน้าที่จะออกบัตรประจำวัตถุ (บัตรสีชมพู) เพื่อให้ผู้ขอรับใบอนุญาตนำไปผูกกับปลายเชือกที่ประทับตราตะกั่วที่โบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุทุกชิ้น
๖. ผู้ขอรับใบอนุญาตจะต้องลงชื่อรับรองว่าจะนำบัตรประจำวัตถุไปผูกติดกับปลายเชือกตราตะกั่วที่ประทับวัตถุให้ถูกต้องตรงกับเลขหมายรายการในใบอนุญาต
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
๑. ชื่อโครงการ
โครงการศึกษาด้านขยายศักยภาพเพื่อเป็น HUB การท่องเที่ยวเมืองมรดกโลกในอาเซียน
๒. วัตถุประสงค์
เพื่อผลักดันให้เกิดเส้นทางเชื่อมโยงการท่องเที่ยว และต่อยอดวิสัยทัศน์ผู้เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงมรดกโลกสุโขทัยสู่มรดกโลกอาเซียน
๓. กำหนดเวลา
ระหว่างวันที่ ๒๑ – ๒๖ กันยายน ๒๕๖๐
๔. สถานที่
๔.๑ ราชอาณาจักรกัมพูชา
ประกอบด้วย ปราสาทบายนและเมืองนครธม ปราสาทตาพรหม ปราสาทบันทายศรี ปราสาทนครวัด โตนเลสาบ และ Angkor National Museum
๔.๒ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
ประกอบด้วย เมืองมรดกโลกฮอยอัน มรดกโลกโบราณสถานมิเซิน วัดเทียนมู่ และพระราชวังเว้
๕. หน่วยงานผู้จัด
สำนักงานพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร (อพท.๔)
๖. หน่วยงานสนับสนุน -
๗. กิจกรรม
“การเดินทางหารือทวิภาคี ประชุมและ FAMTRIP เส้นทางการท่องเที่ยวเชื่อมโยงมรดกโลกอาเซียน” โดยศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการบริหารจัดการพื้นที่ การจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับนักท่องเที่ยว โบราณสถานและเมืองโบราณ กับเจ้าหน้าที่ของ APSARA Authority ราชอาณาจักรกัมพูชา และเจ้าที่ของ Hoi An Department of Commerce and Tourism สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
๘. คณะผู้แทนไทย
ประกอบด้วย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุโขทัย ผู้แทนสำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย (อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร) สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสุโขทัย ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมที่พักในจังหวัดสุโขทัย ผู้แทนตำรวจท่องเที่ยว รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองอ้อ อำเภอศรีสัชนาลัย และเจ้าที่จาก อพท.๔ รวมจำนวน ๓๐ คน
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
ศึกษาดูงานพื้นที่เมืองมรดกโลกของราชอาณาจักรกัมพูชา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยเป็นการรับฟังการบรรยายข้อมูลต่างๆ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ของ APSARA Authority ราชอาณาจักรกัมพูชา และเจ้าที่ของ Hoi An Department of Commerce and Tourism สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ด้านการบริหารจัดการพื้นที่ การจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับนักท่องเที่ยว โบราณสถานและเมืองโบราณ
มรดกโลกที่คณะผู้แทนไทยเดินทางไปศึกษา และหารือทวิภาคีเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการเป็น HUB ของมรดกโลกสุโขทัย นั้น ประกอบด้วย ปราสาทบายนและเมืองนครธม ปราสาทตาพรหม ปราสาทบันทายศรี ปราสาทนครวัด โตนเลสาบ ของราชอาณาจักรกัมพูชา และเมืองมรดกโลกฮอยอัน มรดกโลกโบราณสถานมิเซิน วัดเทียนมู่ และพระราชวังเว้ ของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
- การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้ประโยชน์จากการศึกษาดูงานหลายประการเพื่อนำมาเปรียบเทียบ ปรับปรุง และเป็นแนวทางการบริหารจัดการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยในอนาคตหลายประการ เช่น ราชอาณาจักรกัมพูชามุ่งเน้นปริมาณนักท่องเที่ยวมากจนเกินไป ไม่จำกัดจำนวน ทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหล เบียดเสียด และแก่งแย่งกันเข้าชมโบราณสถาน อาจส่งผลให้โบราณสถานเสื่อมสภาพและพังทลายอย่างรวดเร็วในอนาคต
- ค่าเข้าชมโบราณสถานในเมืองพระนคร ราคา ๓๗ ดอลล่าร์สหรัฐต่อวันต่อคน ถือว่าแพงมากเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
- การจัดการเรื่องความสะอาดพื้นที่ยังเป็นปัญหาทั้ง ราชอาณาจักรกัมพูชา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พื้นที่สกปรก และวัชพืชขึ้นปกคลุม
- การจัดการร้านค้า ผู้ค้า ผู้ประกอบการในพื้นที่มรดกโลก และขอทาน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จัดการได้เรียบร้อยกว่าราชอาณาจักรกัมพูชา โดยเฉพาะขอทานที่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามไม่มีเลย
- การแลกเปลี่ยนพูดคุยกับผู้ประกอบการจากทั้ง ๒ ประเทศ ทำให้เห็นว่า ผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวมีผลต่อการนำนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมมรดกโลกสุโขทัย ทั้งนี้ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวขนาดใหญ่ของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเกือบทั้งหมด ไม่รู้จักมรดกโลกสุโขทัย แต่เมื่อได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับมรดกโลกสุโขทัยแล้ว ผู้ประกอบการยินดีบรรจุตารางนำเที่ยวมรดกโลกสุโขทัยไว้เป็นสถานที่ที่ต้องเที่ยวชมอีกแห่งหนึ่ง
นายธงชัย สาโค ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
๑. ชื่อโครงการ Myanmar History from Myanmar Perspectives
ประวัติศาสตร์เมียนมาจากมุมมองของเมียนมา
๒. วัตถุประสงค์
เป็นตัวแทนจากประเทศไทย ตามคำเชิญของศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์และประเพณีขององค์การซีมีโอ (SEAMEO Regional Centre for History and Tradition) หรือศูนย์ซีมีโอแชท (SEAMEO CHAT) เพื่อเข้าร่วมสัมมนาประจำปี หัวข้อ ประวัติศาสตร์เมียนมาจากมุมมองของเมียนมา (Myanmar History from Myanmar Perspectives) พุทธศักราช ๒๕๖๐
๓. กำหนดเวลา ๑๙-๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๐
๔. สถานที่ ๑. เมืองย่างกุ้ง ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
๒. เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
๓. เมืองพุกาม ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
๕. หน่วยงานผู้จัด
ศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์และประเพณีขององค์การซีมีโอ (SEAMEO Regional Centre for History and Tradition) หรือศูนย์ซีมีโอแชท (SEAMEO CHAT) เมืองย่างกุ้ง ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งเป็นองค์กรภายใต้องค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ (Southeast Asian Ministers of Education Organization) หรือองค์การซีมีโอ (SEAMEO) มีบทบาทเป็นศูนย์กลางการศึกษาประวัติศาสตร์และประเพณีของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
๖. หน่วยงานสนับสนุน -
๗. กิจกรรม
การเดินทางเพื่อเข้าร่วมสัมมนาหัวข้อ “ประวัติศาสตร์เมียนมาจากมุมมองของเมียนมา” ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๐
๘. ผู้แทนประเทศไทย นายพิทักษ์พงศ์ เก้าเอี้ยน นักอักษรศาสตร์ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
ในอดีตชาวต่างชาติมักรับรู้ข้อมูลด้านประวัติศาสตร์เมียนมาจากมุมมองที่แตกต่างหลากหลายของนักวิชาการต่างชาติ เนื่องจากนักวิชาการเมียนมามักเผยแพร่ผลงานเป็นภาษาเมียนมา กิจกรรมการสัมมนาหัวข้อ “ประวัติศาสตร์เมียนมาจากมุมมองของเมียนมา” จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาจากนานาประเทศได้ศึกษาความรู้ ความคิด ความเข้าใจ การตีความประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมียนมา จากมุมมองของนักวิชาการชาวเมียนมาโดยตรง กิจกรรมนี้ประกอบด้วยการบรรยายหัวข้อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เมียนมาจากนักวิชาการชั้นนำของเมียนมา ๖ หัวข้อ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ซักถามข้อสงสัยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อกัน ทำให้ได้เห็นภาพรวมของเมียนมาในอดีต พัฒนาการ พื้นฐานทางวัฒนธรรมประเพณี ข้อเด่นข้อด้อยและการปรับตัวของเมียนมา หลังจากนั้นเป็นการทัศนศึกษาสถานที่สำคัญต่าง ๆ ของเมียนมาใน ๓ เมืองสำคัญ ได้แก่ เมืองย่างกุ้ง เมืองมัณฑะเลย์ และเมืองพุกาม ได้เห็นถึงความงดงามและเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมของเมียนมาที่มีพัฒนาการบนพื้นฐานความศรัทธาในพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
กรมศิลปากรน่าจะส่งเสริมให้บุคลากรได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมทางวิชาการและศิลปวัฒนธรรมในต่างประเทศในรูปแบบเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บุคลากรได้มีความรู้และประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของชาติต่าง ๆ ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายทางวิชาการระหว่างประเทศ อันจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินงานของกรมศิลปากรต่อไป
นายพิทักษ์พงศ์ เก้าเอี้ยน ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐอินเดีย
1.ชื่อโครงการ/กิจกรรม
สัมมนามรดกทางโบราณคดีของเอเชียใต้(Archaeological Heritage of South Asia)
2.กำหนดเวลา
วันที่ 14-22 พฤศจิกายน พ.ศ.2560
3.สถานที่
แคว้นอัสสัม สาธารณรัฐอินเดีย
4.หน่วยงานผู้จัด
คณะกรรมการโบราณคดีแห่งแคว้นอัสสัม(Directorate of Archaeology,ASSAM/Government of ASSAM)
5.หน่วยงานสนับสนุน
รัฐบาลแห่งแคว้นอัสสัม
6.กิจกรรม
สัมมนาวิชาการด้านโบราณคดีและการจัดการมรดกทางโบราณคดีโดยจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัย Guahati และมหาวิทยาลัย Manipur เป็นการนำเสนองานวิชาการมนห้องสัมมนาและศึกษาแหล่งโบราณคดีและแหล่งชุมชนเผ่าไท
7.คณะผู้แทนไทย
7.1 นายชินณวุฒิ วิลยาลัย นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ
สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่
7.2 นายลักษมณ์ บุญเรือง ภัณฑารักษ์ชำนาญการ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรี
8.สรุปสาระของกิจกรรม
8.1 นำเสนอบทความวิชาการ ณ มหาวิทยาลัย Guahati
นักวิชาการจากสาธารณรัฐอินเดีย บังคลาเทศและไทย จำนวน ๓๐ ท่าน นำเสนอบทความด้านโบราณคดีทั้งสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะผลการศึกษาโบราณคดีในพื้นที่แคว้นอัสสัม โดยคณะผู้แทนของกรมศิลปากร นำเสนอ ดังนี้
8.1.1 นายชินณวุฒิ วิลยาลัย นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ นำเสนอบทความ เรื่อง Rock Arts in Lampang province, Thailand : Pratupha archaeological site.
8.1.2 นายลักษมณ์ บุญเรือง ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรี นำเสนอบทความ เรื่อง Beliefs of NAGA and Roles of Tai societies in the upper Mekong subregion.
8.2 ทัศนศึกษาพิพิธภัณฑ์แห่งแคว้นอัสสัมและแหล่งโบราณคดี Madam Kemdev
8.3 นำเสนอข้อมูล ณ มหาวิทยาลัย Manipur โดยการถาม-ตอบ ข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย ประวัติศาสตร์และโบราณคดีในชั้นเรียนระดับปริญญาโท
9.ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
9.1 คณะผู้จัดงานแจ้งว่ามีความตั้งใจจะจัดงานลักษณะนี้ขึ้นอีกในปีต่อๆไป กรมศิลปากรควรจัดส่งนักวิชาการเข้าร่วมเนื่องจากข้อมูลทางโบราณคดี-มานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ของพื้นที่แคว้นอัสสัมต่อเนื่องมาถึงตอนเหนือของประเทศไทยนั้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจนและเป็นที่สนใจของนักวิชาการในสาธารณรับอินเดียอย่างมาก
9.2 มีโอกาสที่จะสร้างเครือข่ายการศึกษาหรือวิจัยข้ามภูมิภาคอินเดีย-พม่า-ไทย-ลาว-จีน อย่างมากโดยเฉพาะในช่วงเวลา 2,000-500 ปีที่ผ่านมา
................................................ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
(นายชินณวุฒิ วิลยาลัย)
................................................ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
(นายลักษมณ์ บุญเรือง)
๑. ชื่อโครงการ แผนปฏิบัติงานตามบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยการดำเนินงานแลกเปลี่ยนวิทยากร ทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรม และพิพิธภัณฑสถานฯ ระหว่าง กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย และ กรมมรดก กระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
๒. วัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจ ทำสำเนาจารึกเอกสารโบราณในเขตวัดพู แขวงจำปาสัก สปป.ลาว
๓. กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๘ – ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐
๔. สถานที่ ๑. พิพิธภัณฑ์วัดพู แขวงจำปาสัก สปป. ลาว
๒. คลังพิพิธภัณฑ์วัดพู แขวงจำปาสัก สปป.ลาว
๓. โบราณสถานในแขวงจำปาสัก สปป.ลาว
๕. หน่วยงานผู้จัด กรมศิลปากร
๖. หน่วยงานสนับสนุน กลุ่มงานวิเทศสัมพันธ์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ( งบประมาณ )
๗. กิจกรรม
วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐
เวลา ๐๘.๓๐ น. ผู้แทนศึกษาจารึกเดินทางถึง สปป.ลาว
เวลา ๑๔.๐๐ น. เยี่ยมคารวะท้าวอุดมสี แก้วสักสิด ผู้อำนวยการมรดกโลกวัดพูจำปาสัก ท้าวสุบัน หัวหน้าขะแหนงพิพิธภัณฑ์วัดพู ท้าวบุนทำ ปาคำ รองขะแหนง พิพิธภัณฑ์วัดพู เพื่อรับทราบข้อมูลและเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงาน โดยพิพิธภัณฑ์วัดพูจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการสำรวจ และ จัดทำสำเนาจารึกในแขวงจำปาสัก ระหว่างวันที่ ๙ – ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐
วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๐
เวลา ๐๘.๓๐ น. คณะผู้แทนศึกษาจารึก เดินเท้าเข้าไปสำรวจ และทำสำเนาจารึกบนภูเขา รอบวัดพู จำนวน ๓ แหล่ง ดังนี้
๑. จารึกอูบมุง เป็นจารึกแผ่นหินทราย ฝังอยู่บริเวณหน้าปราสาทอูปมุง บนภูเขาวัดพู ขนาดกว้าง ๑๑๒ เซนติเมตร สูง ๑๘๙ เซนติเมตร
จารึกจำนวน ๑ ด้าน อักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต จำนวน ๗ บรรทัด คณะทำงานจัดทำสำเนาจารึก จำนวน ๓ สำเนา
๒. จารึกถ้ำเลก ๑, ๒ เป็นจารึกบนเพดานถ้ำ จำนวน ๒ ข้อความ อยู่บนภูเขาวัดพู จารึกถ้ำเลก ๑ และ ๒ เป็นจารึกที่แสดงรายละเอียดของการเตรียมพื้นที่ในการจารึก ด้วยการตีกรอบล้อมรอบข้อมูลจารึกไว้ภายใน จารึกถ้ำเลก ๑ มีขนาด กว้าง ๔๐ เซนติเมตร ยาว ๗๐ เซนติเมตร จารึกข้อความ ๕ บรรทัด ส่วนจารึกถ้ำเลก ๒ มีขนาดกว้าง ๒๐ เซนติเมตร ยาว ๔๒ เซนติเมตร จารึกข้อความ ๒ บรรทัด จารึกทั้งสองรายการ บันทึกข้อความด้วยอักษรขอมโบราณ ภาษาสันสกฤต คณะทำงานได้บันทึกภาพ และบันทึกข้อมูลเท่านั้น เนื่องจากจารึกอักษรชัดเจน และมีเวลาจำกัด จึงมิได้ทำสำเนา
๓. จารึกพูเพ เป็นจารึกบนหินทรายขนาดใหญ่ ใกล้ลำธาร บริเวณภูเขาวัดพู จารึกอักษรอยู่ในกรอบที่มีขนาดกว้าง ๔๔ เซนติเมตร ยาว ๖๔ เซนติเมตร จารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต จำนวนบรรทัด ทำสำเนาจารึก จำนวน ๒ สำเนา
วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐ คณะผู้แทนศึกษาจารึกออกเดินทางถึงคลังพิพิธภัณฑ์วัดพู ริมถนน ช่องเม็ก จำปาสัก เวลา ๐๙.๐๐ น.บันทึกข้อมูลและทำสำเนาจารึก ๓ รายการ ดังนี้
๑. จารึกส่าง ๑ เป็นจารึกบนแท่นฐานหินทราย ขนาดความกว้างของฐานแต่ละด้าน ๙๐ เซนติเมตร ฐานสูง ๕๐ เซนติเมตร พบที่บ้านห้วยสระหัว แขวงจำปาสัก อักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต จำนวน ๓ บรรทัด จัดทำสำเนาจำนวน ๕ สำเนา
๒. จารึกส่าง ๒ เป็นจารึกบนแท่นฐานหินทราย ขนาดความกว้าง ๑๐๔ เซนติเมตร สูง ๓๕ เซนติเมตร พบที่บ้านห้วยสระหัว แขวงจำปาสัก อักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต จำนวน ๓ บรรทัด จัดทำสำเนาจารึก ๕ สำเนา
๓. จารึกส่าง ๓ เป็นจารึกบนแท่นหินทรายขนาดใหญ่ จำนวน ๔ ด้าน ขนาดความกว้างด้านละ ๖๐ เซนติเมตร ความสูง ๓๐๐ เซนติเมตร จารึกอักษรลบเลือน เหลือเพียง ๓ ด้าน จำนวนด้านละ ๕๑ – ๕๒ บรรทัด จัดทำสำเนาจารึกเฉพาะด้านที่ ๑ จำนวน ๒ สำเนา
เวลา ๑๕.๐๐ น. คณะทำงานได้เข้าสำรวจจารึกภายในคลังพิพิธภัณฑ์วัดพู โดยมีเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์วัดพู อำนวยความสะดวก พบจารึกจำนวน ๓ รายการ บางรายการชำรุดมาก ไม่สมควรทำสำเนา จึงวัดขนาดและบันทึกภาพ ได้ทำสำเนาจารึก จำนวน ๒ หลัก คือ
๑. จารึกในคลังพิพิธภัณฑ์วัดพู ๑ เป็นจารึกหินทราย รูปใบเสมา ขนาดฐานกว้าง ๔๒ เซนติเมตร สูง ๖๙ เซนติเมตร หนาบน ๒๐ เซนติเมตร หนาล่าง ๓๑ เซนติเมตร ไม่ทราบแหล่งที่พบ สันนิษฐานว่าพบในบริเวณวัดพู อักษรขอมโบราณ จำนวน ๑๒ – ๑๔ บรรทัด แต่อักษรค่อนข้างลบเลือน ทำสำเนาจารึก จำนวน ๓ สำเนา
๒. จารึกในคลังพิพิธภัณฑ์วัดพู ๒ เป็นจารึกหินทราย ขนาดกว้าง ๕๓ เซนติเมตร สูง ๖๔ เซนติเมตร หนา ๑๐ เซนติเมตร พบที่โบราณสถานโพนสาวเอ้ บ้านทางคบ แขวงจำปาสัก อักษรปัลลวะและอักษรขอมโบราณ จำนวน ๓ ด้าน ด้านที่ ๑ มี ๖ บรรทัด ด้านที่ ๒ มี ๕ บรรทัดและด้านที่ ๓ มี ๒ บรรทัด ทำสำเนาด้านที่ ๑ จำนวน ๓ สำเนา ด้านที่ ๒ จำนวน ๓ สำเนา และด้านที่ ๓ จำนวน ๔ สำเนา
๘. คณะผู้แทนไทย
๑. นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ นักอักษรศาสตร์ทรงคุณวุฒิ กรมศิลปากร
๒. นางสาวเอมอร เชาวน์สวน นักภาษาโบราณเชี่ยวชาญ สำนักหอสมุดแห่งชาติ
๓ นางเสริมกิจ ชัยมงคล ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
๔. นายพงศ์พิศิษฏ์ กรมขันธ์ นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
๑. ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับจารึกโบราณในแขวงจำปาสัก
๒. สำรวจเส้นทาง บันทึกข้อมูลจารึก และบันทึกภาพ สถานที่พบจารึกทั้ง ๘ รายการ
๓. ทำสำเนาจารึกและบันทึกภาพจารึกที่พบใหม่ในแขวงจำปาสัก จำนวน ๘ รายการ รายการละ ๒ – ๕ สำเนา
๔. มอบสำเนาจารึกให้พิพิธภัณฑ์วัดพู สปป.ลาว จำนวน ๖ รายการ / ๖ สำเนา และสำนัก ศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี จำนวน ๒ รายการ / ๒ สำเนา
๑๐. ข้อเสนอแนะการจัดกิจกรรม
๑. เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์วัดพู สปป.ลาว มีความสนใจในการอ่าน แปล จารึกอักษรโบราณ และประสงค์จะเรียนรู้ให้สามารถอ่านแปลจารึกได้ จึงเสนอขอความอนุเคราะห์ให้นักวิชาการฝ่ายไทยช่วยจัดกิจกรรมอ่าน แปล อักษรโบราณในโอกาสต่อไป
๒. ควรจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้จากจารึกที่สำรวจพบในครั้งนี้ เพื่อแสดงศักยภาพของกรมศิลปากร โดยผนวกรวมความรู้จากจารึกพระเจ้าจิตรเสนที่พบในประเทศไทย เพื่อ เป็นชุดข้อมูลสำเร็จรูปให้แก่เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ของ สปป.ลาว ใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการสำรวจจารึกต่อไป
๓. การจัดกิจกรรมสำรวจและทำสำเนาจารึก ควรกำหนดแผนล่วงหน้า เพื่อจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ และระยะเวลาดำเนินการให้สอดคล้องกับปริมาณงาน เพื่อความปลอดภัย และประโยชน์สูงสุดของการทำงาน
นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ
นักอักษรศาสตร์ทรงคุณวุฒิ กรมศิลปากร สรุปรายงานการเดินทางไปราชการ
-- องค์ความรู้ เรื่อง “ทำไม? ต้องประเมินคุณค่าเอกสาร” -- ตามที่ได้เคยนำเสนอ กระบวนงานจดหมายเหตุ จากเอกสารที่รับมอบมาเป็นเอกสารจดหมายเหตุ หนึ่งกระบวนงานที่เป็นมาตรฐานงานจดหมายเหตุ ได้แก่ “งานประเมินคุณค่าเอกสาร” เนื่องจากการรับมอบเอกสารของหอจดหมายเหตุแห่งชาติโดยส่วนมากแล้ว มาจากการขอสงวน-ส่งมอบเอกสารตามกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่กำหนดไว้ ดังได้ระบุในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ในหมวดการทำลายเอกสาร หน่วยงานใดที่ประสงค์ทำลายเอกสารที่สิ้นกระแสการใช้งานแล้ว เรียกง่ายๆ ว่าเอกสารที่ดำเนินการแล้วเสร็จ จัดเก็บครบกำหนดอายุเอกสาร และไม่มีการเรียกใช้เอกสารดังกล่าวแล้ว ให้หน่วยงานดำเนินการจัดทำรายการลงในบัญชีขอทำลายเอกสาร หรือที่เรียกกันว่า แบบที่ 25 แล้วดำเนินการตามขั้นตอนที่ระเบียบฯ กำหนดไว้ ให้เรียบร้อย จัดส่งมาให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติพิจารณา กล่าวคือ “เอกสารราชการใดที่จะทำลายและไม่ได้ทำข้อตกลงกับกรมศิลปากรไว้ จะต้องดำเนินการตามระเบียบฯ เพื่อให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติพิจารณาก่อน” ประโยชน์หลักคือ เพื่อที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติจะได้พิจารณาขอสงวน-รับมอบเอกสารที่มีคุณค่า ประเมินคุณค่า จัดหมวดหมู่ เพื่อจัดเก็บและออกให้บริการต่อไป ในการขอสงวนเอกสารดังกล่าว เป็นการอ่านเอาจากชื่อเรื่อง-รายการ จากบัญชีขอทำลายเอกสาร ซึ่งนักจดหมายเหตุไม่ได้เห็นเอกสารฉบับจริง จะเห็นเอกสารต่อเมื่อมีการขอสงวน และให้หน่วยงานเจ้าของเอกสารส่งเอกสารต้นฉบับที่ประสงค์จะทำลายมาให้หอจดหมายเหตุ ดังนั้น กระบวนงานประเมินคุณค่าเอกสาร (เอกสารที่ขอสงวน-รับมอบ) จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งของกระบวนงานได้ซึ่งมาเอกสารที่จะนำไปจัดหมวดหมู่เป็นจดหมายเหตุเพื่อให้บริการ ในส่วนของหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยานั้น หน่วยงานในพื้นที่รับผิดชอบ ณ ปัจจุบัน จำนวน 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิจิตร สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร และจังหวัดพิษณุโลก ในแต่ละปีมีหน่วยงานที่ปฏิบัติตามระเบียบฯ ขอทำลายเอกสาร เกิดการขอสงวนและรับมอบเอกสารเกิดขึ้นในปริมาณที่มาก หากแต่การเลือกชุดประเมินคุณค่าเอกสารนั้นจะต้องมีปริมาณที่เหมาะสม อายุเอกสาร ความสนใจของผู้ใช้บริการ หรือความเร่งด่วนของเอกสาร ในการประเมินคุณค่าเอกสารนักจดหมายเหตุจะเป็นผู้พิจารณาว่าเอกสารชุดใดเหมาะที่จะนำมาประเมิน อาจเป็นหน่วยงานย่อยหนึ่งใด หรือประเมินทั้ง กอง กรม หรือกระทรวงนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น เอกสารของสำนักงานทางหลวงที่ 6 (เพชรบูรณ์) กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม สามารถประเมินได้ทุกหน่วยงานในสังกัดในคราเดียว หรือแยกประเมินแต่ละหน่วยงานในแต่ละครั้งไป ต้องดูความสำคัญ ปริมาณเอกสาร ความเกี่ยวเนื่องสอดคล้อง และผู้ปฏิบัติงานเป็นสำคัญ การประเมินคุณค่าเอกสารแต่ละชุด นักจดหมายเหตุจะต้องจัดเตรียมข้อมูล สืบค้น ประวัติ ภารกิจ โครงสร้างของหน่วยงานเจ้าของเอกสารชุดนั้น เมื่อดำเนินการตามกระบวนงานประเมินคุณค่าเอกสารแล้ว จึงจัดประชุมคณะกรรมการประเมินคุณค่าเอกสาร โดยมีนักจดหมายเหตุ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ นักวิชาการท้องถิ่น ที่สำคัญคือหน่วยงานเจ้าของเอกสารเอง เพื่อร่วมวิเคราะห์เอกสารที่นักจดหมายเหตุ ได้คัดแยกเอกสารตามโครงสร้าง กรม กอง ฝ่าย งาน และจัดทำสาระสังเขปกำกับของแต่ละชุดเอกสาร ว่าเอกสารใดเห็นสมควรที่จะต้องจัดเก็บไว้เป็นเอกสารจดหมายเหตุ หรือเอกสารใดที่เห็นสมควรที่ทำลายตามระเบียบฯ ต่อไป ประโยชน์ของการประเมินคุณค่าเอกสารมีมาก เช่น เป็นการคัดแยกจัดเก็บเอกสารเพื่อเป็นเอกสารจดหมายเหตุ ที่ผ่านการคัดกรองจากคณะกรรมการประเมินคุณค่าเอกสาร ส่วนเอกสารนอกเหนือจากนั้น นักจดหมายเหตุสามารถดำเนินการทำลายเอกสารได้ตามระเบียบฯ หรือเป็นประโยชน์ต่อฐานข้อมูลไว้สืบค้นในอนาคต รวมไปถึงการช่วยลดพื้นที่จัดเก็บเอกสารของศูนย์เก็บเอกสารของหน่วยงานได้ นอกจากนี้ เอกสารที่ผ่านการวิเคราะห์แล้วนั้น จะมีการทำสรุปสาระสังเขปของเอกสาร รายงานการประชุม ทางหน่วยงานเจ้าของเอกสาร หรือนักจดหมายเหตุเองยังสามารถนำข้อมูลสาระสังเขปนั้นต่อยอดจัดทำเป็นตารางกำหนดอายุเอกสารของหน่วยงานได้ เพราะเอกสารเหล่านั้นได้ผ่านการร่วมกันวิเคราะห์ ความสำคัญ ความเป็นประโยชน์ของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและของเจ้าของหน่วยงานแล้ว หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา ได้ดำเนินการคัดชุดเอกสารเพื่อประเมินคุณค่า โดยดำเนินการแล้วทั้งสิ้นจำนวน 5 ชุดด้วยกัน ดังต่อไปนี้ 1. ปีงบประมาณ 2560 ประเมินคุณค่าเอกสาร ชุด ศูนย์วิจัยพัฒนาประมงน้ำจืดเขต 1 พะเยา (สถานีประมงน้ำจืดพะเยา) กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2. ปีงบประมาณ 2560 ประเมินคุณค่าเอกสาร ชุด สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และหน่วยงานในสังกัด 3. ปีงบประมาณ 2561 ประเมินคุณค่าเอกสาร ชุด สำนักงานทางหลวงที่ 6 (เพชรบูรณ์) กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม 4. ปีงบประมาณ 2561 ประเมินคุณค่าเอกสาร ชุด เขตการทางเพชรบูรณ์ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานในสังกัด 5. ปีงบประมาณ 2562 ประเมินคุณค่าเอกสาร ชุด สำนักงานทางหลวงที่ 5 (พิษณุโลก) กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานในสังกัด ในกระบวนงานประเมินคุณค่าแต่ละครั้ง จะได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการ และการเข้ามาช่วยแนะแนวขั้นตอนการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานกระบวนงานวิชาการด้านจดหมายเหตุ...............................................ผู้เขียน: นางสาวอรทัย ปานจันทร์ ( นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา )............................................เอกสารอ้างอิง1. อรทัย ปานจันทร์, ธานินทร์ ทิพยางค์. “รายงานผลการดำเนินงานโครงการประเมินคุณค่าเอกสารราชการ ปีงบประมาณ 2560 ชุด ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเขต 1 (พะเยา)” เสนอกองทุนส่งเสริมงานจดหมายเหตุ, 2560. (เอกสารไม่ตีพิมพ์เผยแพร่)2. ชฎาพร ดีแก้วเกษ, หทัยชนก แก้วหล้า. “รายงานผลการดำเนินงานโครงการประเมินคุณค่าเอกสารราชการ ปีงบประมาณ 2560 ชุด สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย” เสนอกองทุนส่งเสริมงานจดหมายเหตุ, 2560. (เอกสารไม่ตีพิมพ์เผยแพร่)3. อรทัย ปานจันทร์, ชฎาพร ดีแก้วเกษ. “รายงานผลการดำเนินงานโครงการประเมินคุณค่าเอกสารราชการ ปีงบประมาณ 2562 สำนักงานทางหลวงที่ 6 (เพชรบูรณ์) และหน่วยงานในสังกัด”, 2562. (เอกสารไม่ตีพิมพ์เผยแพร่)4. ชฎาพร ดีแก้วเกษ. “รายงานผลการดำเนินงานโครงการประเมินคุณค่าเอกสารราชการ ปีงบประมาณ 2562 ชุด สำนักงานทางหลวงที่ 5 (พิษณุโลก) และหน่วยงานในสังกัด”, 2562. (เอกสารไม่ตีพิมพ์เผยแพร่)5. คู่มือการประเมินคุณค่าและการรับมอบเอกสารจดหมายเหตุของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, กรมศิลปากร, 2552.6. คู่มือการประเมินคุณค่าและการรับมอบเอกสารจดหมายเหตุของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. กองทุนส่งเสริมงานจดหมายเหตุ, กรมศิลปากร, 2560.#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
ประติมากรรมพระสาวก (พระสารีบุตร)
ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒
พระยากัลยาณวัฒนวิศิษฎ (เชียร กัลยาณมิตร) มอบให้
ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องล้านนา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ประติมากรรมรูปพระสาวก ศีรษะเรียบ เส้นผมขมวดเป็นเม็ดเล็ก ใบหน้ารี คิ้วเป็นสัน โก่งขึ้น ดวงตาเหลือบต่ำ จมูกใหญ่ แย้มมุมปาก คางเป็นปม ครองจีวรห่มเฉียง สังฆาฏิเป็นแผ่นใหญ่ ยาวจรดสะดือ ส่วนปลายตัดตรง นั่งขัดสมาธิเพชร บนฐานหน้ากระดานเรียบ มีจารึกอักษรธรรมล้านนาว่า “สาริบุต”
พระสารีบุตรเถระเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา เป็นธรรมเสนาบดีและเอตทัคคะผู้เป็นเลิศด้านปัญญา ประวัติของพระสาวกรูปนี้ ปรากฏในคัมภีร์วิสุทธชนวิลาสินี อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน กล่าวไว้สรุปความได้ดังนี้
พระสารีบุตร เป็นบุตรของนางสารี ณ หมู่บ้าน อุปดิสคาม ใกล้กรุงราชคฤห์ จึงได้ชื่อว่า อุปดิศ และเมื่อเติบโตขึ้นเป็นเพื่อนกับ โกลิต* ต่างคนต่างมีบริวารติดตาม ๕๐๐ คน เวลาต่อมาทั้งสองประสงค์ที่จะแสวงหาความหลุดพ้น (โมกขธรรม) จึงพากันไปบวชที่สำนักพราหมณ์สัญชัยพร้อมด้วยบริวารคนละกึ่งหนึ่ง เมื่อเรียนกับอาจารย์สัญชัยไปก็ไม่พบหนทางแห่งการหลุดพ้น ทั้งสองจึงพากันเดินทางไปศึกษาตามสำนักต่าง ๆ ระหว่างนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จมายังเมืองราชคฤห์ พร้อมด้วยพระสาวก พระองค์ประทับ ณ ป่าเวฬุ วันหนึ่งเวลาเช้า พระอัสสชิ**เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมือง อุปดิศปริพาชกได้พบเห็นก็เกิดความเลื่อมใส จึงติดตามไปกระทั่ง พระอัสสชิ ฉันอาหารแล้วเสร็จ แล้วจึงถามถึงรายละเอียดพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน พระอัสสชิ “...คิดว่า เราจักแสดงความที่พระศาสนานี้เป็นของลึกซึ้ง จึงประกาศว่าตนยังเป็นผู้ใหม่ และเมื่อจะแสดงธรรมในพระศาสนาแก่ปริพาชกนั้นโดยสังเขป จึงกล่าวคาถาว่า เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เป็นต้น…”
คาถานี้แปลความว่า “ธรรมทั้งหลายเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้น พระมหาสมณเจ้า ทรงสั่งสอนอย่างดังนี้”
เมื่ออุปดิศปริพาชกได้สดับพระธรรมโดยย่อดังกล่าวบังเกิดศรัทธา และได้ไปชักชวนโกลิตปริพาชกผู้เป็นสหายพร้อมด้วยบริวารในสำนักของตนอีก ๒๕๐ คนไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ป่าเวฬุเพื่อฟังธรรมและบวชเป็นพระภิกษุ สำหรับอุปดิศปริพาชก เมื่อบวชแล้วมีนามว่า “สารีบุตร” ทั้งนี้ใน“ปฐมสมโพธิ์กถา” พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส ในอรรคสาวกบรรพชาปริวัตต์ปริจเฉทที่ ๑๖ ระบุว่าพระสารีบุตร บรรลุเป็นพระอรหันต์ใน “วันมาฆบูชา”
นอกจากนี้ คัมภีร์สุมังคลวิลาสีนี อรรถกถาทีฆนิกาย ส่วนมหาปทานสูตร ยังกล่าวอีกว่า เมื่อพระสารีบุตรบรรลุเป็นพระอรหันต์ ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ ณ ถ้ำสูกรขาตา ท่ามกลางภูเขาคิชฌกูฎ ได้บังเกิดความระลึกถึงพระพุทธเจ้า เมื่อทราบว่าพระพุทธเจ้าประทับ ณ ป่าเวฬุ จึงได้เหาะไปยังป่าเวฬุ ในครั้งนั้นพระพุทธเจ้าทรงเทศนาพระธรรมเรื่อง “โอวาทปาติโมกข์”*** ให้แก่พระสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูป ที่มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
*บุตรของนางโมคัลลี ซึ่งต่อมาโกลิต เมื่อบวชแล้วได้รับแต่งตั้งเป็น พระโมคคัลานะ
**หนึ่งในปัญจวัคคีย์ ผู้ได้ฟังพระธรรมในคราวที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา ในครั้งนั้นประกอบด้วย โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ
*** อ่านเรื่อง “โอวาทปาติโมกข์” ได้ใน
https://www.facebook.com/nationalm.../posts/5221066851278832
อ้างอิง
ปรมานุชิตชิโนรส, สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระ. ปฐมสมโพธิกถา. กรุงเทพฯ: กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๓๐. (รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จัดพิมพ์ทูลเกล้าฯ ถวายสนองพระมหากรุณาธิคุณในมหามงคลเฉลิมพระเกียรติวันพระบรมราชสมภพครบ ๒๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว วันอังคารที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๐).
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๓. สารีปุตตเถราปทาน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ จาก: https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=32&i=3
คัมภีร์สุมังคลวิลาสีนี อรรถกถาทีฆนิกาย มหาปทานสูตร ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ จาก: https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=10&i=1&p=1
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : งานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์เมื่อร้อยกว่าปีก่อน -- พระแท่นศิลาอาสน์ มีลักษณะเป็นศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้างประมาณ 2.50 เมตร ยาวประมาณ 3 เมตร โดยมีไม้จำหลักลงรักปิดทองประดับกระจกประกอบเข้าตัวพระแท่นเป็นพุทธบัลลังก์ ประดิษฐานในมณฑป ตั้งอยู่ภายในวิหารใหญ่ของวัดพระแท่นศิลาอาสน์ ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ตามตำนานกล่าวว่าพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์เสด็จมาประทับ ณ พระแท่นศิลาอาสน์นี้หลังจากที่ตรัสรู้แล้ว พระแท่นศิลาอาสน์เป็นสถานที่ที่มีพุทธศาสนิกชนนิยมมาสักการะบูชามาช้านาน จนเกิดประเพณีงานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ขึ้นทุกช่วงวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 เป็นประจำทุกปี งานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์เมื่อร้อยกว่าปีก่อนเป็นอย่างไร เราอาจจะหาคำตอบได้จากเอกสารจดหมายเหตุชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 5 กระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง รายงานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ร.ศ. 113 (นับอย่างปฏิทินปัจจุบันคือปี พ.ศ. 2438) พระบริรักษ์โยธี ปลัดขวาผู้รักษาเมืองพิไชย ได้มีใบบอกถึงพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตรฯ ข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลพิษณุโลกเกี่ยวกับงานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ประจำปี ร.ศ. 113 ใจความโดยสรุปว่า พระศรีพนมมาศ ผู้ว่าราชการเมืองทุ่งยั้งได้ขอกรมการไปช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยในงาน พระบริรักษ์โยธีจึงให้หลวงสุนทรพิทักษ์ กรมการ ขึ้นไปช่วย และส่งกำนันผู้ใหญ่บ้านและเลกข้าพระ (คือไพร่ทาสที่มีหน้าที่รับใช้พระในวัด – ผู้เขียน) ไปเป็นกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย พร้อมทั้งได้ออกข้อบังคับสำหรับรักษาความสงบเรียบร้อยรวม 9 ข้อ เมื่อช่วงงานนมัสการสิ้นสุดลง พระศรีพนมมาศจึงได้รายงานให้พระบริรักษ์โยธีทราบว่า งานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ดำเนินไปอย่างเรียบร้อย มีผู้ร่วมงานทั้งพระสงฆ์ สามเณรและฆราวาสรวมทั้งสิ้นประมาณ 44,600 คน ได้เงินที่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคไว้ในหลุมพระแท่นศิลาอาสน์จำนวน 259 บาท 24 อัฐ ซึ่งทางพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตรฯ ได้ชื่นชมผู้รักษาเมืองและกรมการที่ช่วยกันดูแลรักษาความปลอดภัยในบริเวณที่มีคนจำนวนมากถึง 40,000 กว่าคนโดยไม่มีเหตุร้ายแรงอะไร ทั้งๆ ที่ใช้ข้อบังคับสำหรับรักษาความสงบเรียบร้อยตามแบบของเดิมและมีบางข้อที่รุนแรงไปบ้าง เป็นที่น่าเสียดายว่า เรายังไม่พบภาพงานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ในสมัยนั้นว่ามีความยิ่งใหญ่เพียงใดถึงมีจำนวนผู้เข้าร่วมงานนมัสการถึง 40,000 กว่าคน ซึ่งนับว่ามากในสมัยนั้น ขนาดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสว่า “ก็แปลกดีไม่เคยฟัง พึ่งรู้ว่าคนมากเช่นนี้….” ผู้เขียน : นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารและข้อมูลอ้างอิง:1. สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 5 กระทรวงศึกษาธิการ ร.5 ศ 13/9 เรื่อง รายงานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์. [24 – 26 เม.ย. 114].2. ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. (2498). เที่ยวตามทางรถไฟ. พระนคร: โรงพิมพ์ตีรณสาร. (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงกำจรนิติสาร (กำจร นิติสาร) 30 เมษายน 2498). 3. ตรี อมาตยกุล. (2511). นำเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์. พระนคร: โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น กรมการปกครอง. (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระณรงค์ฤทธี (ชาย ดิฐานนท์) 15 มกราคม 2511).#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
วิทยาจารย์ ปีที่ 49 มีนาคม 2493 ฉบับที่ 3 จัดพิมพ์โดยคุรุสภา เรื่องราวในเล่มประกอบด้วย พระพุทธศาสนากับวัฒนธรรม, นำเที่ยวสงขลา, สังเขปรายงานการประชุมกรรมการอำนวยการคุรุสภา, กำหนดแบบเรียนในชั้นสามัญศึกษา 2493 และสรุปข่าวในวงการศึกษาของเรา
“วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ตรงกับวันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันสำคัญที่ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงก่อให้เกิดเทคโนโลยีฝนหลวงขึ้นมาบรรเทาทุกข์แก่พสกนิกรชาวไทยให้รอดพ้นจากความเดือดร้อนอันเนื่องมาจากภัยแล้ง
ความเป็นมาของโครงการฝนหลวง
โครงการนี้เกิดขึ้นมาจากพระราชดำริส่วนพระองค์เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่แห้งแล้งทุรกันดาร 15 จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อ พ.ศ. 2498 ในขณะเสด็จพระราชดำเนินทรงพบว่าราษฎรได้รับความเดือดร้อนจากภัยแล้ง ตามเส้นทางที่เสด็จพระราชดำเนินนั้น ทรงสังเกตเห็นว่ามีเมฆปริมาณมากปกคลุมท้องฟ้า แต่ไม่สามารถก่อรวมตัวกันจนเกิดเป็นฝนได้ เป็นเหตุให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงฤดูฝน ทรงคิดคำนึงว่าน่าจะมีมาตรการทางวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยให้เมฆเหล่านั้นก่อตัวรวมกันจนเกิดเป็นฝนได้ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับถึงกรุงเทพมหานคร ทรงใช้เวลาในการคิดวิเคราะห์ วิจัย ทบทวนเอกสาร รายงานผลการศึกษา และข้อมูลต่างๆ ทั้งด้านวิชาการอุตุนิยมวิทยา และการดัดแปรสภาพอากาศ จนทรงมั่นพระทัย จึงพระราชทานแนวคิดนี้แก่หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยประดิษฐ์ทางด้านเกษตรวิศวกรรม ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขณะนั้น
ฝนหลวง คืออะไร
“ฝนหลวง” เป็นโครงการพระราชดำริที่ทรงค้นคว้าหาลู่ทางดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝน เป็นมาตรการหนึ่งในการบรรเทาความทุกข์ของราษฎรอันเนื่องมาจากสภาวะแห้งแล้งตั้งแต่ พ.ศ. 2498 จนเกิดการทดลองปฏิบัติจริงในท้องฟ้า โดยการโปรยสารเคมีจากเครื่องบินได้เป็นครั้งแรก ณ วนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 เป็นต้นมา ทรงมีส่วนร่วมติดตามผล และพระราชทานข้อแนะนำทางเทคนิคต่าง ๆ ทั้งด้านการวิจัยพัฒนากรรมวิธีการทำฝนควบคู่กับการปฏิบัติการหวังผลช่วยเหลือราษฎร จนสามารถสรุปเป็น “ตำราฝนหลวง” พระราชทานให้ใช้เป็นหลักวิชาการและขั้นตอนกรรมวิธีตามลำดับมาจนถึงปัจจุบัน
ตำราฝนหลวงพระราชทาน
ด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระองค์ทรงพัฒนาเทคนิคการทำฝนหลวงโดยการโจมตีเมฆอุ่นและเมฆเย็นพร้อมกันในกลุ่มเมฆเดียวกัน ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้เรียกเทคนิคการโจมตีที่ทรงประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาว่า Super Sandwich Technique ทรงสรุปขั้นตอนกรรมวิธีเป็นแผนภาพการ์ตูนโดยคอมพิวเตอร์ด้วยพระองค์เอง พระราชทานเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2542 ให้ใช้เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติการฝนหลวงให้เป็นไปในทางเดียวกัน แผนภาพฝีพระหัตถ์ดังกล่าวประมวลความรู้ทางวิชาการ เทคนิคและกระบวนการ ขั้นตอนกรรมวิธีในการปฏิบัติการฝนหลวงอย่างครบถ้วนในหนึ่งหน้ากระดาษได้อย่างสมบูรณ์ ง่ายต่อความเข้าใจและการถือปฏิบัติ
สิทธิบัตรฝนหลวง
เทคโนโลยีฝนหลวง ได้รับการเผยแพร่และเป็นที่ยอมรับในหมู่นักวิทยาศาสตร์ องค์กร และสถาบันที่มีกิจกรรมการดัดแปรสภาพอากาศวิทยาศาสตร์ และอุตุนิยมวิทยาทั้งในระดับนานาชาติและระดับโลก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติได้ดำเนินการยื่นคำขอสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยการดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝนต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2545 จนได้ออกสิทธิบัตรดังกล่าว เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 และโปรดเกล้าฯ ให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2546 สำหรับในต่างประเทศได้ดำเนินการยื่นคำขอสิทธิบัตรภายใต้ชื่อ Weather Modification by Royal Rainmaking Technology ต่อสำนักงานสิทธิบัตรยุโรป สำนักงานสิทธิบัตรแห่งสหรัฐอเมริกา และสำนักงานสิทธิบัตรในประเทศอื่นๆ ที่สำคัญและจำเป็น โดยเฉพาะประเทศสมาชิกขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก 181 ประเทศ เพื่อให้เทคโนโลยีฝนหลวงได้รับการคุ้มครองสิทธิให้มากที่สุด
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่เป็นองค์กรที่ได้ดำเนินงานโครงการพระราชดำริฝนหลวงมาตั้งแต่เริ่มแรก ได้เสนอให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็น “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ในการประชุมคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2545
นอกจากข้อมูลองค์ความรู้ที่ได้นำเสนอมาแล้วนั้น เรื่องราวของฝนหลวง และพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยในการแก้ปัญหาภัยแล้ง ยังมีอีกหลากหลายมิติที่น่าสนใจ ผู้อ่านสามารถค้นคว้าและอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือโครงการพระราชดำริฝนหลวง และหนังสืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ที่ห้องศาสตร์พระราชา หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
เรียบเรียงโดย นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร
แหล่งข้อมูลเอกสารอ้างอิง
ฝ่ายวิชาการ สถาพรบุ๊คส์. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ฝนหลวง. กรุงเทพฯ: สถาพรบุ๊คส์, 2560.
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. จดหมายเหตุสิทธิบัตรฝนหลวง. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2550.
สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร. พระบิดาแห่งฝนหลวง. กรุงเทพฯ: สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร, 2544.