ค้นหา

จากคำค้น "วิทยานิพนธ์" พบรายการทั้งหมด 225 รายการ

องค์ความรู้ เรื่อง กระเบื้องเชิงชายสมัยอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร กระเบื้องเชิงชาย คือ กระเบื้องแผ่นปลายสุดของชายคา เป็นองค์ประกอบสำคัญของเครื่องมุงหลังคาสถาปัตยกรรมโบราณ ใช้ประดับเรียงรายโดยอุดชายคากระเบื้องลอน เพื่อให้เกิดความงามของแนวชายคา ป้องกันฝนสาดเข้าไปตามช่องของลอนกระเบื้องมุง รวมทั้งป้องกันสัตว์ไม่ให้เข้าไปทำรังและทำลายโครงสร้างภายในอาคารได้ จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กระเบื้องหน้าอุด กระเบื้องเชิงชายโดยทั่วไปมีลักษณะเป็นทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่วหรือสามเหลี่ยมด้านเท่า มีเดือยออกทางด้านหลังเพื่อเสียบเข้าไปในลอนกระเบื้องมุง ทำด้วยดินเผา สันนิษฐานว่าช่างโบราณเลือกเทคนิคการทำด้วยวิธีการพิมพ์จากแบบ ซึ่งลวดลายบนกระเบื้องเชิงชายเป็นลายนูนต่ำ ตัวลายมีความกลมมน ละเว้นรายละเอียดที่มากเกินไป เพราะสะดวกต่อการถอดพิมพ์ นอกจากนี้การทำลวดลายบนกระเบื้องเชิงชายที่จะประดับบนหลังคาเดียวกันให้เหมือนและเท่ากันนั้นยากด้วยวิธีการปั้นแบบอิสระ สิ่งก่อสร้างในสมัยอยุธยาที่ใช้กระเบื้องเชิงชายสามารถแบ่งออกได้ตามลักษณะการใช้ประโยชน์ได้ ๒ ประเภท คือ ประเภทศาสนสถาน ได้แก่ อุโบสถ วิหาร กุฏิ ซุ้มประตู และประเภทที่อยู่อาศัย ได้แก่ พระมหาปราสาท พระที่นั่ง ตำหนัก ซึ่งกระเบื้องเชิงชายใช้กับอาคารของชนชั้นสูง สอดคล้องกับการตกแต่งลวดลายบนกระเบื้องเชิงชายด้วยรูปภาพที่มีความหมายทางประติมานวิทยา เช่น รูปเทพนม รูปดอกบัว ทำให้สันนิษฐานได้ว่ากระเบื้องเชิงชายแต่ละชิ้นน่าจะเป็นสัญลักษณ์ของวิมานที่สถิตของเทวดา เป็นการส่งเสริมความสำคัญของอาคารนั้น ๆ และแสดงฐานะของผู้ใช้อาคารให้ชัดเจนยิ่งขึ้น   ลวดลายที่ปรากฏบนกระเบื้องเชิงชาย ได้แก่ ลายดอกบัว ลายเทพนม ลายหน้ากาล ลายพันธุ์พฤกษา ลายครุฑยุดนาค จากการสำรวจกระเบื้องเชิงชายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร พบกระเบื้องเชิงชายลวดลายดอกบัว โดยดอกบัวเป็นเครื่องหมายของความบริสุทธิ์ ความสมบูรณ์ ในพุทธศาสนาใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการกำเนิดขององค์พระศาสดา ดังความในพระไตรปิฎกว่า “...สีเส ปฐวิ โปกขเร อภิเลเก สพพพุทธานํ...” หมายความว่า แผ่นดินคือดอกบัว เป็นที่อุบัติตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น จึงนิยมสร้างงานศิลปกรรมเป็นรูปพระพุทธเจ้าประทับอยู่เหนือดอกบัว ต่อมาลายดอกบัวได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นลายลายกระหนก  ลายเทพนมที่ตกแต่งบนกระเบื้องเชิงชายเป็นภาพเทวดาครึ่งตัวประนมมือเสมอพระอุระอยู่เหนือดอกบัว เป็นลวดลายที่พบในงานศิลปกรรมไทยทั่วไป เช่น ในงานจิตรกรรม ลายพุ่มหน้าบิณฑ์เทพนม ลายก้านขดเทพนม ลายเทพนมบนเครื่องถ้วยเบญจรงค์ ในงานประติมากรรม พบที่กระเบื้องเชิงชาย หน้าบัน บันแถลงประตูหน้าต่างของโบสถ์หรือวิหาร เป็นต้น ซึ่งกระเบื้องเชิงชายที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร กำหนดอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๓ บรรณานุกรม - ประทีป เพ็งตะโก. “กระเบื้องเชิงชายสมัยอยุธยา.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๔๐.  - วิบูลย์ ลี้สุวรรณ. พจนานุกรมศัพท์ศิลปกรรมไทย. นนทบุรี : เมืองโบราณ, ๒๕๕๙. - สันติ เล็กสุขุม. งานช่าง คำช่างโบราณ. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๗


อาทิตย์นี้พบกับ สาระน่ารู้ : บราลี (บะ-รา-ลี) จากอุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม ไปชมกันได้เลยค่ะ บราลี (Barali) หรือ ปราลี เกิดจากการนำคำ ๒ คำ ในภาษาสันสกฤตมาประกอบกัน คือคำว่า ปร + อาลี = ปราลี ซึ่งแปลว่า “สิ่งที่ติดตั้งให้ชูขึ้นไป” โดยบราลีเป็นส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรมมีลักษณะยอดแหลมขนาดเล็ก หรือมีรูปทรงเป็นกรวยกลมคล้ายดอกบัวตูม โดยประดับเรียงรายอยู่บนสันหลังคาของอาคาร บราลีสามารถพบเห็นได้ในปราสาทวัฒนธรรมเขมร โดยประดับตกแต่งอยู่บนสันหลังคาของซุ้มโคปุระ สันหลังคาปราสาท หรือสันหลังคาระเบียงคต บราลีของปราสาทสด๊กก๊อกธม สำหรับปราสาทสด๊กก๊อกธมพบหลักฐานจากกระบวนการทางโบราณคดีว่า มีการใช้บราลีประดับบนสันหลังคาในอาคารต่างๆของปราสาท ได้แก่ ระเบียงคต ซุ้มโคปุระ และบรรณาลัย อ้างอิง - กรมศิลปากร. สำนักโบราณคดี. (๒๕๕๐). ศัพทานุกรมโบราณคดี. กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร : หน้า ๕๒๑. - กรมศิลปากร. (๒๕๖๕). ปราสาทสด๊กก๊อกธม: อุทยานประวัติศาสตร์ ณ ชายแดนตะวันออก. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์ : หน้า ๓๐๓,๓๒๒. - วสุ โปษยะนันทน์, อนัสติโลซิสเพื่อการบูรณะปราสาทสด๊กก๊อกธม (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรม ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) หน้า ๔๕. - องค์ความรู้ : อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เรื่อง : บราลี เครื่องประดับสถาปัตยกรรมในวัฒนธรรมเขมรโบราณ ณ ปราสาทพนมรุ้ง. Access 15 November https://www.facebook.com/Ensemble.of.Phanom.Rung /posts/pfbid02VGqaVqP5kjkWwcAYxF8hjnhSzFbbj3piKnTwtANqXuHwUizGrYL82krhR9bTCdXJl.


อัมพร วีรวัฒน์.  วิธีใช้ห้องสมุด (Use of Libraries).  [กรุงเทพฯ]: มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๑๔.          เป็นคู่มือการเรียนวิชาวิธีใช้ห้องสมุดสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแห่ง ซึ่งเน้นเนื้อหาวิชาทางปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่ ประกอบด้วย เนื้อหาและความรู้เกี่ยวกับ ๑. ห้องสมุดทั่วไป ๒. หอสมุดมหาวิทยาลัยรามคำแหง ๓. หนังสือ ๔. การจัดหมวดหมู่หนังสือ ๕. วิธีใช้บัตรรายการ ๖. หนังสืออ้างอิง ๗. วิธีค้นคว้าเพื่อทำภาคนิพนธ์หรือวิทยานิพนธ์ ๘. วิธีจดโน้ต ๙. เชิงอรรถ และ ๑๐.  วิธีรวบรวมบรรณานุกรม พร้อมแบบฝึกหัด


๑๔๕ ปี ชาติกาล ครูบาเจ้าศรีวิชัย ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๖ ครูบา ส่วนใหญ่มักเป็นคำเรียกพระสงฆ์ที่มีผู้คนในพื้นที่นั้นๆให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก และเป็นผู้นำทางจิตวิญญาของชุมชนและผู้คน(ณัฐพงษ์ ดวงแก้ว, ๒๕๕๙, ๔๓) ครูบาศรีวิชัย หรือพระศรีวิชัย เกิดเมื่อวันอังคารที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๔๒๑ ปีขาล เป็นบุตรของนายควายกับนางอุสา ที่บ้านปาง ต.แม่ตืน อ.ลี้ จ.ลำพูน เมื่อคลอดมานั้นเกิดเหตุกาณ์ฝนตกฟ้าคะนอง มีเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า จึงได้ตั้งชื่อบุตรชายนั้นว่า “เฟือน” เป็นภาษาท้องถิ่นภาคเหนือ มีความหมายว่าสะเทือนเลื่อนลั่น เมื่อครั้งเจริญวัย ขณะนั้นครูบาขัตติยะ หรือครูบาแข้งแคระ เดิมจำพรรษาในวัดที่อยู่ในตัวเมืองลำพูนในปัจจุบัน ได้ธุดงค์ไปพำนักยังวัดบ้านปาง เป็นโอกาสอันดีที่นายเฟือน  ได้ศึกษาหลักธรรมตลอดจนวัตรปฏิบัติต่างๆ จนเมื่ออายุครบ ๑๘ ปี ทางบิดามารดาจึงจัดให้มีการบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบ้านปาง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒ สามเณรเฟือน ได้มีอายุครบกำหนดอุปสมบท โยมบิดามารดา จึงได้พาไปอุปสมบทยังอุโบสถวัดบ้านโฮ่งหลวง อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน ได้รับฉายาว่า “สิริวชโยภิกฺขุ” เมื่อครูบาแข้งแคระ ได้มรณภาพลง พระศรีวิชัย ก็ได้บูรณะซ่อมแซมวัดบ้านปางให้สะดวกต่อการจำพรรษาของพระภิกษุและการประกอบศาสนกิจ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการปกครองของคณะสงฆ์ อันเป็นผลมาจากการตราพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ ขึ้น  แต่เดิมการปกครองคณะสงฆ์ล้านนานั้น จะปกครองในระบบ “หมวดอุโบสถ” ในขณะที่การปกครองแบบใหม่นั้นขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ มีระบบการบริหารที่ลดหลั่นกันตามลำดับ โดยต้องได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลางทั้งสิ้น หนึ่งในนั้นคือการอนุญาตให้บวช ซึ่งผู้ที่จะอนุญาตให้บวชได้นั้นต้องมีตราตั้งก่อน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างครูบาศรีวิชัยกับส่วนกลางเป็นเวลายาวนานหลายปี(สุวพันธุ์ จันทรวรชาติ, ๒๕๕๙, ๗)ครูบาเจ้าศรีวิชัยเริ่มการบูรณะศาสนสถานต่างๆ ในวัดบ้านปางและศาสนสถานที่ทรุดโทรมในจังหวัดลำพูน เช่น วัดพระธาตุหริภุญชัย วัดจามเทวี(กู่กุด)  และแห่งอื่นๆในภาคเหนือ ทำให้เกิดเป็นรูปแบบงานศิลปกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ที่มีรูปแบบเฉพาะในยุคนั้น ๒๒ มีนาคม ๒๔๘๑ ครูบาศรีวิชัยได้มรณภาพ ณ วัดบ้านปาง อันเป็นวัดเดิมที่ท่านจำพรรษา สิริอายุ ๖๐ปี ต่อมาได้เชิญศพมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดจามเทวี ในตัวเมืองลำพูน พระราชทานเพลิงศพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ ณ วัดจามเทวี และได้สร้างกู่อัฐิสำหรับเป็นที่สักการะของประชาชน ณ วัดแห่งนี้ด้วย  อ้างอิง ณัฐพงษ์ ดวงแก้ว. การศึกษากระแส “ครูบาคติใหม่” ในภาคเหนือของไทย พุทธศตวรรษ ๒๕๓๐ - ๒๕๕๐" วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๙.สิงฆะ วรรณสัย. สารประวัติครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา. จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสงาน ๑๑ รอบครูบาฯ ๑๑ มิถุนา ๕๓ ไหว้สาปารมี ๑๓๒ ปี ครูบาเจ้าศรีวิชัย โดยสภาวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน ร่วมกันกับสภาวัฒนธรรมอำเภอเมืองลำพูน ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๓. บวรวรรณพริ้นติ้ง: ลำพูน, ๒๕๕๓.สุวพันธุ์ จันทรวรชาติ. "วิหารล้านนาในงานบูรณปฏิสังขรณ์ของครูบาศรีวิชัย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๗-๒๔๘๑"  วิทยานิพนธ์ศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๕๙


-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : 7 คน 5 วาระ -- ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีก่อน โรงเรียนแห่งหนึ่งในตำบลแม่อิง อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา จัดการประชุมประจำเดือน โดยมีคณะครูและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมทั้งสิ้น 7 คน ครบถ้วน น่าสนใจว่า "เค้าหารือเรื่องอะไร" เอกสารจดหมายเหตุของสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองพะเยา มีรายงานการประชุมสามัญครั้งที่ 6/2527 ของโรงเรียนบ้านแม่อิง ตำบลแม่อิง ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ที่อำเภอภูกามยาวนั้น ระบุว่า เริ่มการประชุมเวลา 13.55 น. - 15.10 น. วาระการประชุมถูกแบ่งออกเป็น 5 วาระ ได้แก่ วาระแรก เรื่องที่ประธานแจ้งให้ทราบ เช่น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทักท้วงใบเสร็จทุกอย่างส่งล่าช้า, การปรับเงินเดิมตามวุฒิ, โรงเรียนที่มีความพร้อมให้เปิดชั้นเด็กเล็กได้, ความดีความชอบปีงบประมาณ 2528 และสหกรณ์ออมทรัพย์ครู วาระที่สอง ทบทวนรายงานการประชุมครั้งก่อน วาระที่สาม เรื่องที่สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอแจ้ง อาทิ อบรมทันตอนามัย, ส่งรายงานวินัยนักเรียน, ให้ผู้บริหารกระตุ้นครูผู้สอน, โครงการอาหารกลางวัน, รายได้จากการจำหน่ายผลไม้ที่ปลูกในโรงเรียน และมติคณะรัฐมนตรีให้สมรสกับผู้อพยพได้ วาระที่สี่ เรื่องเพิ่มเติม ได้แก่ กิจกรรมในรอบเดือน, ข้อคิด, การนัดประชุมครั้งหน้า และ . . . วาระที่ห้า การปรับปรุงห้องเรียน ทั้งนี้ จากทุกวาระการประชุมไม่มีการบันทึกการสนทนา แสดงความคิดเห็น หรือชี้แจงรายละเอียดใดๆ เป็นแต่จดหัวข้อการประชุมตามลำดับจนสิ้นสุดการประชุม หากอย่างไรก็ดี รายงานการประชุมประจำเดือนดังกล่าว ทำให้ทราบ " ภารกิจ " ที่โรงเรียนบ้านแม่อิงต้องดำเนินการขณะนั้น สะท้อนภาพการบริหารและการจัดการภายใน - ภายนอกหน่วยงาน ซึ่งบางเรื่องอาจจะมีหลายโรงเรียนจำเป็นต้องปฏิบัติตามมติผู้บังคับบัญชาระดับจังหวัดเช่นกัน  นอกจากนี้ หากสังเกตการจัดลำดับความสำคัญของวาระการประชุมในแต่ละประเด็นแล้วมีความชัดเจนยิ่ง เช่น วาระที่ 1 การแจ้งเรื่องของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือวาระที่ 3 ลำดับความสำคัญจากมากไปหาน้อยได้ดี เป็นต้น และสิ่งที่น่าสังเกตประการสุดท้าย อาจเป็นข้อสันนิษฐานได้ว่า การประชุมครั้งนี้มีความรีบเร่งหรือไม่ เพราะรายงานการประชุมจำเป็นต้องเขียนส่งสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองพะเยาด้วยลายมือ " ไม่มีฉบับพิมพ์ " หรือว่ายังมีฉบับสมบูรณ์ยิ่งกว่านี้ เนื้อความละเอียดมากขึ้นอยู่กับสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ . . . ซึ่งผู้สนใจศึกษาค้นคว้าสามารถสืบค้นต่อยอดได้ต่อไปผู้เขียน: นายธานินทร์ ทิพยางค์ (นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง: หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา. เอกสารสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพะเยา (5) ศธ 3.1.2.2/1 เรื่อง รายงานการประชุมประจำเดือนคณะครูโรงเรียนบ้านแม่อิง [ 2 ก.ค. 2527 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุเอกราช จันทร์กลับ. (๒๕๖๓). แนวทางการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ : กรณีศึกษาสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช. [วิทยานิพนธ์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย].Bourdieu, Pierre. (1986). The Forms of Capital. in Handbook of Theory and Research for the Sociology of Education (P 241-258). Greenwood.


                                                           สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช                                                                               จิตรกรรมฝาผนังในพระราชวังเดิม แสดงการรบที่จันทบุรี    กรุงธนบุรีศรีมหาสมุท (๑) ชื่อเดิมว่า เมืองบางกอก เป็นเมืองที่เคยเป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่และมีความเจริญ รุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา  ภายหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาล่มสลายเมื่อพ.ศ.๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนศรีมหาสมุทรแห่งนี้เป็นราชธานีแห่งใหม่  กรุงธนบุรีมีอายุครบรอบ ๒๕๐ ปีแห่งการสถาปนาเป็นราชธานีของไทย เมื่อพ.ศ.๒๕๖๐ มีความสำคัญและเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยไม่แพ้ราชธานีใด  เพราะการก่อกำเนิดของราชธานีแห่งนี้เกิดขึ้นจากความเสียสละและจิตใจอันกล้าหาญเด็ดเดี่ยวยิ่งของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ผู้ทรงอุทิศทั้งแรงกายและแรงใจของพระองค์ด้วยความวิริยะอุตสาหะ  พระองค์ทรงตรากตรำทั้งพระวรกายและทรงทุ่มเทแรงใจเพื่อนำพาเหล่าบรรพชนผู้กล้าหาญเข้ากรำศึกกับข้าศึกศัตรูทั้งจากภายในและภายนอก  เพื่อให้ได้มาซึ่งการดำรงอยู่ของคนไทยจนนำไปสู่การตั้งราชธานีแห่งใหม่และกอบกู้เสถียรภาพของชาติไทยให้กลับคืนมาได้อีกครั้ง             พระมหากรุณาธิคุณอันเป็นที่ประจักษ์ชัดของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็คือการสถาปนาศูนย์กลางอำนาจของราชอาณาจักรไทยขึ้นสืบต่อจากกรุงศรีอยุธยาที่ถูกพม่าทำลายจนพินาศย่อยยับได้สำเร็จ  และกลายเป็นหลักแหล่งมั่นคงที่เป็นรากฐานให้กรุงเทพมหานครได้เติบโตตามมาจนมีอายุสองร้อยกว่าปีในปัจจุบัน  ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียเลือดเนื้ออันเกิดจากความรักชาติและความเสียสละของพระยาตากอย่างแท้จริง  ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันแต่เพียงว่าท่านคือผู้กอบกู้เอกราช  เพราะพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่นอกเหนือกว่านั้นคือพระราชปณิธานและวีรกรรมอันมุ่งมั่นที่สร้างชาติบ้านเมืองให้กลับมาหยัดยืนสืบแทนอยุธยาให้ได้อีกครั้ง  หากปราศจากพระองค์ท่าน ประเทศไทยในวันนี้จะเป็นเช่นไรก็คงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการได้              ภายหลังจากที่ทรงปราบดาภิเษก  พระราชภารกิจสำคัญลำดับแรกของพระเจ้าตากสินมหาราชก็คือการสร้างชาติบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น  แต่การกอบกู้ชาติบ้านเมืองของพระองค์ในระยะแรกเริ่มเต็มไปด้วยความยาก ลำบากแสนสาหัส  ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวของประชาชนและสภาพบ้านเมืองที่ถูกข้าศึกทำลายจนย่อยยับจนเกิดสภาวะจลาจลไปทั่วทุกหนแห่งในขณะนั้น   การที่จะทำให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพเพื่อให้ผู้คนเกิดความเชื่อมั่นที่จะกลับเข้ามาดำเนินชีวิตตามปกติอีกครั้งจึงไม่ใช่เรื่องง่าย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยปัญหาภายในซับซ้อนหลายด้าน   ประกอบกับภาวะศึกสงครามก็ยังไม่ได้สงบลงอย่างแท้จริง  ยังคงมีทั้งศึกภายนอกและศึกภายในมาจากทุกภูมิภาค  มีการตั้งตนเป็นใหญ่ของผู้นำชุมนุมต่างๆ ได้แก่  ชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) ชุมนุมเจ้าเมืองพิษณุโลก (เรือง) ชุมนุมเจ้าพิมาย (กรมหมื่นเทพพิพิธ) และชุมนุมเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช (หนู)  ดังนั้นการจะสร้างชาติบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง  ในลำดับแรกพระองค์จึงทรงต้องปราบปรามชุมนุมที่ต่างฝ่ายก็พยายามจะแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจเพื่อตั้งตนขึ้นมาเป็นใหญ่เสียก่อน  ซึ่งต้องใช้ทั้งสรรพกำลังและต้องสูญเสียเลือดเนื้อมิใช่น้อย                สิ่งที่สร้างความยากลำบากเพิ่มมากขึ้นก็คือเหตุแห่งทุพภิกขภัย หรือภัยแห่งการขาดแคลนอาหารภายในบ้านเมืองที่เกิดขึ้นจากภาวะสงคราม   เกิดข้าวยากหมากแพงและขาดแคลนอาหารอย่างหนัก เพราะราษฎรพากันทิ้งไร่ทิ้งนาในระหว่างศึกสงคราม  ดังนั้นในยามที่ว่างเว้นจากการกรำศึกเพื่อกอบกู้เอกราช  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ยังทรงต้องแก้ปัญหาปากท้องทั้งของราษฎรและกองทัพ  พระองค์ทรงเริ่มชักจูงให้ราษฎรค่อยๆ อพยพกลับสู่กรุงธนบุรีเพื่อกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติ  เหตุผลหนึ่งที่ทรงเลือกเมืองธนบุรีนั้น  เพราะแต่เดิมเมืองธนบุรีเป็นชุมชนที่มีความสำคัญทั้งทางด้านยุทธศาสตร์และการค้า และเป็นชุมชนขนาดใหญ่มาตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยาตอนต้น  เป็นเมืองเกษตรกรรมและอาชีพหลักของประชาชนคือการทำสวนผลไม้ หมู่บ้านส่วนใหญ่ที่อยู่ริมน้ำปลูกเป็นกระท่อมไม้ไผ่เรือนยกสูงเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม  โดยปลูกบ้านเป็นแนวยาวไปตามแนวทางน้ำ ถัดเข้าไปตอนในจึงเป็นที่นาหรือป่าละเมาะ  ลักษณะการทำสวนของเมืองธนบุรีซึ่งเป็นแบบยกท้องร่อง  เป็นลักษณะการทำสวนแบบชาวจีนในมณฑลกวางตุ้งและมณฑลกวางสี  จึงมีความเป็นไปได้ว่าชาวจีนตอนใต้ได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตามปากแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว               ในเมืองธนบุรีมีการทำเกษตรกรรมที่ให้ผลผลิตดี  สินค้าสำคัญของธนบุรีที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นประเภทผลไม้และหมาก(๒) แต่ในขณะนั้นการทำไร่ทำนาก็ยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรเพราะฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล  สภาวะการขาดแคลนดังกล่าวนี้ปรากฏตรงกันอยู่ในบันทึกของชาวต่างชาติหลายฉบับ  เช่นที่ปรากฏข้อความในบันทึกของคณะบาทหลวงฝรั่งเศส ว่า“..เมื่อข้าพเจ้าได้ไปในเมืองไทยได้เห็นราษฎรพลเมืองซึ่งได้รอดพ้นมือพม่าไปได้นั้น ยากจนเดือดร้อนอย่างที่สุด ในเวลานี้ดูเหมือนดินฟ้าอากาศจะช่วยกันทำโทษพวกเขา ฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล ชาวนาได้หว่านข้าวถึง ๓ ครั้งก็มีตัวแมลงคอยกินรากต้นข้าวและรากทุกอย่าง โจรผู้ร้ายก็ชุกชุมมีทั่วไปทุกหนแห่ง เพราะฉะนั้นถ้าจะไปไหนก็ต้องมีอาวุธติดตัวไปด้วยเสมอ..”(๓)               สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อรับซื้อข้าวสารจากเรือสำเภาของชาวต่างชาติในราคาสูงเพื่อนำมาแจกจ่ายแก่ราษฎร  ชาวบ้านที่เคยหลบหนีออกไปอยู่ตามป่าเขาจึงเริ่มอพยพกลับเข้ามาในกรุงธนบุรีเพิ่มมากขึ้น  แม้แต่ชาวต่างชาติที่ได้ร่วมรู้เห็นเหตุการณ์ในช่วงนี้ก็ยังได้บันทึกไว้เช่นกันว่า “..ภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ พระยาตากได้แสดงให้เห็นถึงพระเมตตากรุณาของพระองค์ ความขัดสนไม่ได้ทำให้อดอยากต่อไปอีกนานนัก  เพราะพระองค์ทรงเปิดพระคลังหลวงเพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์ ชาวต่างชาติได้ขายผลิตผลซึ่งไม่มีในประเทศสยามให้โดยต้องใช้เงินสดซื้อ ทรงใช้พระเมตตากรุณาของพระองค์เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความถูกต้องในการเข้ายึดครองอำนาจ  ทรงลบล้างเรื่องการกดขี่  ความปลอดภัยทั้งในเรื่องชีวิตและทรัพย์สินได้ฟื้นคืนกลับมา..”(๔)             ส่วนในพระราชพงศาวดารก็ได้บันทึกไว้เมื่อวันอาทิตย์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๓ ว่า “ข้าวสารเป็นเกวียนละ ๒ ชั่ง  อาณาประชาราษฎรขัดสน  จึงทรงพระกรุณาให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยทำนาปรัง”(๕) แม้กระทั่งระดับเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์(๖) ซึ่งเป็นแม่ทัพก็ยังต้องมาคุมทำนาพื้นที่ฝั่งซ้ายขวา  กินเนื้อที่กว้างให้เป็นทะเลตมเพื่อป้องกันข้าศึก  และในเวลาต่อมาเมื่อบ้านเมืองได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ  กรุงธนบุรีจึงได้เริ่มมีการติดต่อค้าขายทั้งกับชาติตะวันออกและตะวันตก  ทางตะวันออกพระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้ส่งเรือสำเภาไปค้าขายถึงเมืองจีนตลอดจนอินเดียใต้  แต่กว่าที่จะเปิดการค้ากับราชสำนักจีนได้นั้นพระเจ้าตากต้องส่งพระราชสาสน์ไปเมืองจีนถึง ๔ ครั้ง(๗) เพื่อให้จีนรับรับรองฐานะความเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของสยาม พระราชสาสน์ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินส่งไปถวายจักรพรรดิจีน                         รายการเครื่องราชบรรณาการที่ส่งไปยังราชสำนักจีน จักรพรรดิเฉียนหลง                              หลังจากตั้งราชธานีที่กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรแล้ว  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ส่งพระราชสาสน์ไปเมืองจีนเพื่อถวายพระเจ้าเฉียนหลงจักรพรรดิจีนเพื่อให้รับรองฐานะกษัตริย์พระองค์ใหม่  โดยส่งพระราชสาสน์ไปกับเรือสินค้าของพ่อค้าจีน ชื่อ หยังจิ้นจง เนื้อความในพระราชสาสน์อธิบายการขึ้นครองราชย์ของพระองค์  พร้อมทั้งขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตซื้อเหล็กและปืนใหญ่มาทำสงครามกับพม่า  แต่ในปีเดียวกันหัวหน้าชุมนุมต่างๆ ที่ตั้งตัวเป็นอิสระก็ได้ส่งพระราชสาสน์ไปถวายพระเจ้าเฉียนหลงเพื่อให้ทรงรับรองฐานะการเป็นกษัตริย์ของสยามด้วยเช่นกัน  ครั้งนั้น พระเจ้าเฉียนหลงจึงได้ตอบปฏิเสธการรับรองฐานะของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  รวมทั้งปฏิเสธการขอซื้อเหล็กและปืนใหญ่ด้วย(๘)               การเจริญไมตรีทางการทูตกับจีนในอีก ๓ ครั้งต่อมาเมื่อพ.ศ.๒๓๑๘ พ.ศ.๒๓๒๐ และพ.ศ.๒๓๒๑  ทำให้กรุงธนบุรีได้รับการตอบรับด้วยไมตรีจากจักรพรรดิจีนมากยิ่งขึ้น  ในที่สุดสมเด็จพระจักรพรรดิจีนก็ทรงพระราชทานสิทธิให้กรุงธนบุรีสามารถทำการค้ากับจีนได้เต็มที่เช่นเดียวกับสมัยอยุธยา โดยไม่ต้องจำกัดอยู่แค่เมืองกวางตุ้งเช่นในระยะแรกๆ(๙) สินค้าที่กรุงธนบุรีซื้อจากจีนนั้น  ได้แก่ กำมะถัน กระทะเหล็ก แผ่นทองแดง เหล็ก เป็นต้น ส่วนสินค้าส่งออกมากที่สุดของกรุงธนบุรีจะเป็นพวกของป่า ได้แก่ ไม้ฝาง ไม้แดง ไม้ดำ รวมทั้งการค้าพริกไทยซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่เกิดจากความชำนาญด้านการเพาะปลูกของชาวจีนอพยพซึ่งส่วนใหญ่เป็นจีนแต้จิ๋ว  และมีแหล่งเพาะปลูกสำคัญอยู่ตามเมืองท่าชายฝั่งทะเลตะวันออก  รวมทั้งที่เมืองสงขลาซึ่งมีชาวจีนฮกเกี้ยนอยู่เป็นจำนวนมาก  สำหรับไม้ฝางนั้นนอกจากจะใช้ส่งออกแล้ว ยังเป็นสินค้าที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่นด้วย(๑๐) จะเห็นได้ว่าเวลาที่ประเทศจีนได้เปิดสัมพันธไมตรีการค้าอย่างเต็มที่กับกรุงธนบุรีเป็นยามที่บ้านเมืองเริ่มมีความมั่นคง  แม้ในระยะแรกจีนจะปฏิเสธความสัมพันธ์กับกรุงธนบุรีมาโดยตลอด เพราะมองว่าพระองค์เป็นคนธรรมดาสามัญ   แต่ท้ายที่สุดจีนก็ยอมรับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมากขึ้น  สังเกตได้จากหลักฐานบันทึกที่มีการออกพระนามพระองค์ว่า “เจิ้งเจา” ในช่วงปลายรัชสมัย  นอกจากนั้นเมื่อมีการส่งคณะทูตเพื่อถวายพระราชสาสน์อย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.๒๓๒๔   ราชสำนักจีนได้ออกพระนามพระองค์ว่า “เจิ้งเจา พระเจ้าแผ่นดินสยาม” อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการยอมรับของจีน  แต่กว่าที่จะได้มีการส่งราชทูตมาเจริญทางพระราชไมตรีอย่างเป็นทางการนั้นก็เป็นปีสุดท้ายในรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีพอดี(๑๑)   และจากการที่มีการเปลี่ยนรัชกาลเสียก่อน  ดังนั้นผลพลอยได้จึงตกอยู่ที่กรุงรัตนโกสินทร์แทนในเวลาต่อมา(๑๒)                สำหรับกลุ่มชาวจีนที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของธนบุรีในขณะนั้น ก็คือชาวจีนที่หลั่งไหลเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจำนวนมาก บ้างก็ทำการค้าขายจนได้เข้ารับราชการในตำแหน่งสำคัญและมีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นอย่างยิ่ง อาทิ ชาวจีนกวางตุ้งชื่อ หยังจิ้นจง รับราชการจนได้บรรดาศักดิ์เป็นโกษาธิบดี ซึ่งทำหน้าที่ดูแลซื้อขายสินค้า  ชาวจีนแต้จิ๋วชื่อ จีนมั่วเส็ง  ต่อมาโปรดฯให้เป็นหลวงอภัยพานิช หรือจีนเรือง ซึ่งต่อมาได้เป็นพระพิชัยวารี  จีนฮกเกี้ยนมีขุนนางคนสำคัญคือ เฮาเหยี่ยง หรือ วูหยาง เป็นพ่อค้าจีนฮกเกี้ยนที่เดินทางมายังสงขลาและปลูกยาสูบขายจนร่ำรวย  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงโปรดให้เป็นเจ้าภาษีรังนกของสงขลา  ต่อเมื่อมีความดีความชอบทำอากรรังนกถวายเงินปีละ ๕๐ ชั่ง จึงแต่งตั้งให้มีบรรดาศักดิ์เป็น หลวงอินทรคีรีสมบัติ(๑๓) เป็นต้น  จนอาจกล่าวได้ว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กรุงธนบุรีก้าวสู่ระบบการค้าจีนในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ได้นั้นก็เพราะมีกลุ่มชาวจีนอพยพเป็นกำลังสำคัญ ด้วยการเป็นทั้งผู้ผลิตสินค้า ผู้จัดหา  เป็นทั้งขุนนางและลูกจ้างที่สร้างความเชื่อมโยงจนเกิดเป็นเครือข่ายการค้าในแต่ละเมืองขึ้น เครื่องราชบรรณาการที่ส่งไปถวายพระเจ้ากรุงจีน ปัจจุบันอยู่ที่ไทเป (ที่มา:kingthonburi.myreadyweb.com)                  นอกจากจะเปิดการค้ากับจีนแล้ว กรุงธนบุรีก็ยังได้ติดต่อการค้ากับชาวญวนและแขก เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเรียนรู้ภาษาทั้งสามจนทรงสามารถพูดได้อย่างชำนาญมาตั้งแต่เมื่อครั้งทรงเริ่มรับราชการในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา  นอกจากนั้นก็ยังมีการทำการค้ากับญี่ปุ่นและชาติอื่นๆด้วย  แต่เป็นการค้าที่ไม่ได้สร้างรายได้ให้กรุงธนบุรีมากเท่าการค้ากับจีน  และการได้ทำการค้าที่ผ่านพ่อค้าจีนนั้นก็ยังส่งผลดีที่ทำให้การค้าเริ่มขยายตัวออกสู่วงกว้างมากขึ้นด้วย(๑๔)                 สำหรับความสัมพันธ์ที่มีกับชาติตะวันตกนั้น  มีหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในเอกสารสำคัญของฝ่ายไทยและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ของกรุงธนบุรี นั่นก็คือ เรื่องจดหมายเหตุของพวกบาทหลวงฝรั่งเศส(๑๕) พวกเขาได้บันทึกเรื่องราวครั้งกรุงธนบุรีไว้  เริ่มตั้งแต่ช่วงแรกที่เดินทางเข้ามาในช่วงต้นรัชสมัย  อย่างเช่นที่มองซิเออร์คอร์บันทึกไว้ว่า “เมื่อข้าพเจ้าได้มาถึงบางกอก พระยาตากพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ ได้ทรงต้อนรับข้าพเจ้าอย่างดี และโปรดให้ข้าพเจ้าเลือกหาที่ดินตามใจชอบ ข้าพเจ้าได้เลือกที่ไว้แห่ง ๑ เหนือหมู่บ้านพวกเข้ารีต..”(๑๖) แต่ในส่วนประเด็นสำคัญคงเป็นเรื่องชะตากรรมของชาวยุโรป  ที่ทำให้ได้รับรู้เรื่องราวของพวกคริสตังโปรตุเกสที่ต้องหนีตายจากการถูกควบคุมตัวของทหารพม่า  ตลอดจนการบันทึกในช่วงหลังการเสียกรุงที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการค้าขายทั้งกับชาวอังกฤษ โปรตุเกส และฮอลันดา   หลักฐานเรื่องสินค้าสำคัญตามที่ปรากฏในบันทึก  นอกจากจะเป็นการค้าข้าวซึ่งเป็นสินค้าบริโภคที่จำเป็นยิ่งสำหรับการเสริมสร้างกำลังแก่กองทัพแล้ว  ในภาวะที่บ้านเมืองยังอยู่ในช่วงมีศึกสงครามติดพันเช่นนั้น  สินค้าอาวุธยุทโธปกรณ์ก็จะมีความสำคัญและจำเป็นไม่แพ้กัน  ดังที่ปรากฏเรื่องของการติดต่อซื้อดินปืนและปืนนานาชนิด ที่เรือสินค้าต่างชาติตามหัวเมืองชายทะเลได้บรรทุกเข้ามาจำหน่าย  การที่บาทหลวงฝรั่งเศสได้บันทึกถึงเรื่องการอาศัยเรือแขกมัวร์ไปยังบางกอก (พ.ศ.๒๓๑๓) แสดงให้เห็นว่ามีการนำเรือสินค้าเข้ามาค้าขายที่เมืองบางกอกแล้วตั้งแต่ตอน ต้นรัชสมัย  นอกจากนั้น ยังมีข้อความที่บันทึกไว้ในเวลาต่อมาว่า “ในปี พ.ศ.๒๓๒๒ แขกมัวร์จากเมืองสุราตในประเทศอินเดีย ได้นำสินค้าเข้ามาขายในกรุงธนบุรี และฝ่ายไทยก็ได้ส่งสำเภาหลวงไปค้าขายถึงอินเดีย”(๑๗)                  การค้าที่สำคัญอีกด้านหนึ่งนั้นก็คือการค้ากับฮาเตียน(๑๘) สินค้าที่นำเข้าจำนวนมากคือข้าว  นอกจากนั้นก็ยังปรากฏหลักฐานการค้ากับบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (V.O.C.) ว่า “ในปีพ.ศ.๒๓๑๒ ออกญาพิพัทธโกศาได้ส่งจดหมายไปถึงข้าหลวงใหญ่ของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาในเมืองปัตตาเวีย เพื่อชักชวนให้กลับมาตั้งสถานีการค้าในกรุงธนบุรี และติดต่อขอซื้ออาวุธปืนจำนวน ๑,๐๐๐ กระบอก บริษัทอินเดีย ตะวันออกของฮอลันดาได้ตกลงขายปืนให้ ๕๐๐ กระบอก โดยแลกกับไม้ฝาง หากมีไม้ฝางไม่พอก็สามารถจ่ายเป็นขี้ผึ้งได้”(๑๙)  ถึงแม้บริษัทอินเดียตะวัน ออกของฮอลันดาจะไม่ได้กลับมาตั้งสถานีการค้าในธนบุรี  แต่ก็ยังมีการติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าอีกหลายครั้ง เช่นในพ.ศ.๒๓๑๗  ธนบุรีได้ซื้อปืนอีก ๓,๐๐๐ กระบอก  และการซื้อขายแต่ละครั้งก็ยังดำเนินการผ่านชาวจีนที่เดินเรืออยู่ระหว่างสยามและปัตตาเวีย  โดยส่วนมากเป็นการซื้ออาวุธ  รองลงมาคือข้าวและม้า(๒๐)               จากการได้ติดต่อการค้าระหว่างกรุงธนบุรีกับชาติตะวันตกในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้เราได้รู้จักพ่อค้าชาวอังกฤษ ชื่อ ฟรานซิส ไลต์ (Francis Light) ตลอดจนได้รับรู้เรื่องราวที่เขาที่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับกรุงธนบุรีอีกด้วย  เขาเป็นผู้ที่ทำให้กรุงธนบุรีได้ทำการซื้ออาวุธปืนกับชาติตะวันตกอีกครั้ง  และมีคุณงามความดีจนกระทั่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ พระยาราชกปิตัน แก่เขาในภายหลัง(๒๑)              ฟรานซิส ไลต์ เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๒๘๘ ที่เมืองดัลลิงฮู (Dallinghoo) ซัฟฟอล์ก (Suffolk) ประเทศอังกฤษ หลังสำเร็จการศึกษาได้เข้ารับราชการกับราชนาวีอังกฤษเป็นเวลา ๕ ปี ตั้งแต่พ.ศ.๒๓๐๒ ถึงพ.ศ.๒๓๐๖ ตำแหน่งสุดท้ายในการรับราชการคือนายเรือโท  จากนั้นจึงได้ลาออกจากราชการมาเป็นนายเรือพาณิชย์สังกัดบริษัทบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (British East India Company) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เบงกอลซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย  และเดินเรือทำการค้าอยู่ระหว่างท่าเรือตามชายฝั่งอินเดียกับคาบสมุทรมลายู  นายจอห์น ครอเฟิร์ด (John Crawfurd) ให้ข้อมูลไว้ว่า ฟรานซิส ไลต์ ได้สมรสกับสาวลูกครึ่งไทย-โปรตุเกสชาวเมืองถลาง ชื่อ มาร์ตินา โรเซล และตั้งรกรากอยู่ที่เมืองถลางมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๑๕  และต่อมาได้ย้ายศูนย์กลางการค้าไปอยู่ที่ปีนังหรือเกาะหมาก  สินค้าสำคัญที่ค้าขายอยู่ในเวลานั้นก็คือ ข้าว  ซึ่งมีลักษณะการค้าขายที่ใช้ดีบุกในการชำระอัตราค่าซื้อขายแทนการใช้เงิน  แต่สิ่งที่ทำให้การค้าของฟรานซิส ไลต์กับสยามประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งและกลายเป็นบุคคลสำคัญของภูมิภาคนี้  ก็คือการค้าอาวุธปืนนานาชนิด  โดยเฉพาะปืนใหญ่ประเภทต่างๆ รวมทั้งการค้าดินปืนให้กับเมืองถลางและเมืองชายทะเลอื่น ๆทางภาคใต้ของสยาม  เพราะขณะนั้นสยามยังขาดแคลนทั้งอาวุธและยุทธปัจจัยใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพเพื่อใช้ในการต่อสู้ป้องกันประเทศในระหว่างการศึกกับพม่า  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงทรงโปรดให้ฟรานซิส ไลต์เป็นธุระในการติดต่อขอซื้ออาวุธ  ซึ่งปรากฏหลักฐานในบันทึกว่า กรมการเมืองถลางซื้อปืนคาบศิลา ๙๖๒ กระบอก ปืนชาติเจะระมัด ๙๐๐ กระบอก โดยมีกปิตันมังกูเป็นผู้นำส่งมายังกรุงธนบุรี และเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนกับดีบุก(๒๒) ซึ่งเรื่องการค้าขายกับชาติตะวันตกในช่วงดังกล่าวนี้ก็ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ปีวอกอัฐศก (พ.ศ.๒๓๑๙) เป็นข้อความเพียงสั้น ๆว่า  “เจ้ากรุงปัญยีจัดซื้อปืนถวายเข้ามา ๑๔๐๐ และสิ่งของเครื่อบรรณาการต่างๆ”(๒๓) เพื่อมอบเป็นบรรณาการแก่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  นอกจากนี้ก็มีเอกสารต่างประเทศฉบับอื่นๆ บันทึกเหตุการณ์เดียวกันนี้ไว้ และบางฉบับ(๒๔)ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า กรุงธนบุรีได้สั่งซื้อปืนจากอังกฤษ  โดยมีจดหมาย โต้ตอบระหว่างกัน และในการจัดซื้อครั้งหนึ่ง ฟรานซิส ไลต์ได้เขียนจดหมายไปถึงนายยอร์ช สแตรตตัน(๒๕) ฉบับลงวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๐ ข้อความตอนหนึ่งว่า  พระเจ้าแผ่นดินสยามได้สดับว่าพม่ากำลังให้ความสนใจฝรั่งเศสมาก ลำพังพม่าพวกเดียวแล้วพระองค์ไม่กลัว แต่ทรงวิตกว่าพม่าจะเข้ารวมกับพวกฝรั่งเศสซึ่งมีอยู่มากในหงสาวดีและอังวะ จึงทรงเห็นภัยที่จะมีมาถึงประเทศ(๒๖)                ในเวลาต่อมาพระยาราชกปิตันได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการเกาะปรินซ์ ออฟ เวลส์ (Governor of Prince of Wales) หรือเจ้าเมืองปีนังคนแรก  แต่เขาก็ยังคงมีบทบาทพ่อค้าอาวุธกับราชอาณาจักรไทยอยู่อย่างต่อเนื่องนับจากสมัยกรุงธนบุรีเรื่อยมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ดังปรากฏอยู่ในเอกสารเมืองถลาง หรือจดหมายของพระยาถลางและคุณหญิงจันที่มีไปถึงฟรานซิส ไลต์  เจ้าเมืองปีนัง เอกสารประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญนี้เป็นจดหมายอักษรไทยจำนวนกว่า ๖๐ ฉบับซึ่งได้ถูกเก็บรักษาไว้ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน  มีสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการติดต่อการค้าระหว่างพระยาราชกปิตันกับเมืองถลางในระหว่าง พ.ศ.๒๓๒๘ ถึง ๒๓๓๓  เนื้อความส่วนใหญ่บอกเล่าถึงสถานการณ์ในช่วงวิกฤตของเมืองถลาง  เมืองตะกั่วป่า และเมืองตะกั่วทุ่งภายหลังการศึกสงครามกับพม่า  สภาพบ้านเมืองที่ได้รับความเสียหาย  ยุ้งฉางข้าวที่ถูกพม่าเผาทำลายเพื่อมิให้หลงเหลือเป็นเสบียงอาหาร  จนทำให้ประชาชนต้องอดอยากขาดแคลนและการต้องใช้ดีบุกในการแลกเปลี่ยนกับสินค้าต่างๆ  เป็นต้น                  แม้ยามนั้นบ้านเมืองจะตกอยู่ในภาวะศึกสงคราม  แต่ต้องยอมรับว่าการขับเคลื่อนของกลุ่มชาวจีนที่อพยพเข้ามาคือกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันให้กรุงธนบุรีมีการค้าที่เจริญรุ่งเรือง  ทั้งยังทำให้การติดต่อค้าขายสามารถเชื่อมโยงไปสู่อาณาจักรอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อีกด้วย  การค้าในสมัยกรุงธนบุรีทั้งการค้าภายในและภายนอกนั้นมีแต่ชาวจีนที่เป็นคนดำเนินการ  แม้แต่ชาวตะวันตกที่เดินทางเข้ามาในช่วงนั้นก็ยังได้บันทึกว่า การค้าสำคัญของที่นี่อยู่ในมือชาวจีนทั้งหมด และพระมหากษัตริย์เองก็พอใจจะให้เป็นเช่นนั้น(๒๗)                                                                                                                                                                                                                     เรียบเรียงโดย เสาวลักษณ์ กีชานนท์                                                                                                                    นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ                                                                                                                             กลุ่มแปลและเรียบเรียง เชิงอรรถ   ๑  ปรากฏชื่ออยู่ในกฎหมายตราสามดวงว่า “เมืองธนบุรียศรีมหาสมุทร”ซึ่งแปลว่า“เมืองแห่งทรัพย์อันเป็นศรีแห่งสมุทร”    ๒  จุมพฎ ชวลิตานนท์. การค้าส่งออกของอยุธยาระหว่างพ.ศ.๒๑๕๐-๒๓๑๐.วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์           คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.๒๕๓๑. หน้า๔๓.    ๓  ศิลปากร,กรม. ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๙. หน้า ๘๗    ๔ สมศรี เอี่ยมธรรม. ประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา ฉบับตุรแปง. (กรุงเทพฯ : หจก.อรุณการพิมพ์) ๒๕๕๙. น. ๒๒๓.    ๕ พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม).(กรุงเทพ : มปท. มปป.) ๒๕๐๖. น. ๔๐.     ๖ ภายหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท หรือวังหน้าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ        พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช    ๗ ณัฏฐภัทร จันทวิช. ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาตอนปลายและธนบุรีจากจดหมายเหตุจีน.        วารสารศิลปากร ๒๕ (พค.-กค.๒๕๒๓) น.๕๕.    ๘  จิราธร ชาติศิริ เศรษฐกิจธนบุรีในศตวรรษแห่งจีน.หน้า.๒๔๒. อ้างจาก สืบแสง พรหมบุญ เรื่อง ความสัมพันธ์ในระบบ        บรรณาการระหว่างจีนกับไทยในค.ศ.๑๒๘๒-๑๘๕๓.   ๙  จิราธร ชาติศิริ. อ้างแล้ว. หน้า๒๔๓.  ๑๐  อ้างแล้ว. หน้า๒๔๗.  ๑๑  กรมศิลปากร. ทศภาค : สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช.(๒๕๕๙). หน้า ๒๔๑.  ๑๒  สุดารา สุจฉายา. พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จากหนังสือ ทศภาค : สมเด็จพระเจ้าตากสิน        มหาราช, กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร.๒๕๕๙. น.๔๕.   ๑๓  จิราธร ชาติศิริ. อ้างแล้ว. หน้า๒๕๒.   ๑๔  จิราธร ชาติศิริ. อ้างแล้ว. หน้า ๒๔๘.   ๑๕ ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๙ จดหมายเหตุบาทหลวงฝรั่งเศสในแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น   ๑๖  ศิลปากร, กรม.ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๙. หน้า ๘๘.   ๑๗  http://wikipedia.org. ความสัมพันธ์กับต่างชาติในสมัยกรุงธนบุรี. (เข้าถึงเมื่อ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๐).   ๑๘ หมายถึงเมืองพุทไธมาศ หรือบันทายมาศ ปัจจุบันตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเวียดนามติดกับกัมพูชา   ๑๙ จิราธร ชาติศิริ. เศรษฐกิจกรุงธนบุรีในศตวรรษแห่งจีน. กรุงเทพฯ : หจก.สามลดา. หน้า ๒๔๙  อ้างอิงจาก ธีรวัติ ณ ป้อม         เพชร จดหมายจากพิพัทธโกศา ถึงบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา หน้า๓๓-๔๐.    ๒๐ จิราธร ชาติศิริ. อ้างแล้ว. หน้า ๒๔๙.   ๒๑   จากเอกสารและจดหมายหลายฉบับที่ข้าราชการและชาวเมืองถลางเขียนถึงฟรานซิส ไลต์ ลงวันที่เดือนปี ในพ.ศ.๒๓๒๒ ได้          เรียกเขาตามบรรดาศักดิ์อย่างชัดเจนว่า พระยาราชกปิตัน ซึ่งยังอยู่ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  อย่างไรก็ดี  บาง         หลักฐาน เช่น หนังสือชุมนุมประกาศรัชกาลที่ ๔ ได้อ้างว่า กัปตันฟรานซิส ไลต์ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาราช          กปิตันในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช   ๒๒   จิราธร ชาติศิริ. เศรษฐกิจกรุงธนบุรีในศตวรรษแห่งจีน.อ้างแล้ว. หน้า ๒๔๙.    ๒๓  กรมศิลปากร, พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี. (กรุงเทพฯ : มปป. มปท.) น. ๙๒   ในพระราชพงศาวดารฉบับพระ           ราชหัตถเลขาและเอกสารต่างประเทศหลายฉบับกล่าวตรงกันว่า หมายถึงกปิตันเหล็ก เจ้าเมืองเกาะหมาก    ๒๔  หนังสือ Taksin the Great by History World  Published: Lulu.com on May 15,          2013    ๒๕ George Stratton ชาวอังกฤษซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งไวซ์รอยหรือผู้สำเร็จราชการแห่งมัทราส  (Viceroy of Madras)    ๒๖  อาณัติ อนันตภาค. สองมหาราชกู้แผ่นดิน. น.๑๔.     ๒๗  จิราธร ชาติศิริ. อ้างแล้ว. หน้า๒๕๔ อ้างอิงจาก Sarasin Viraphol. Tribute and Profit:Sino-Siamese trade 1652-          1853. Cambridge: Harward U.Press,1977.p.172.


      ภาชนะรูปหมูป่า (เต้าปูน)       ภาชนะจากแหล่งเตาพนมดงเร็ก จังหวัดบุรีรัมย์ พุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘       นายโยธิน-นางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ มอบให้เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๔       ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องลพบุรี อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร        ภาชนะดินเผาเคลือบสีน้ำตาล รูปหมูป่ายืน ลักษณะลำตัวอ้วน หูสั้น จมูกยื่น ที่มุมปากมีเขี้ยวขนาดเล็ก ปรากฏร่องรอยการทาน้ำเคลือบสีน้ำตาล (brown-glazed) เฉพาะส่วนใบหน้ากับลำตัว บริเวณส่วนคอและลำตัวตกแต่งด้วยลายขูดขีดคล้ายลายเชือกทาบ ส่วนหลังหมูป่าเจาะเป็นช่องสำหรับบรรจุของไว้ภายใน สันนิษฐานว่าใช้สำหรับบรรจุปูนขาว       แรงบันดาลใจการทำภาชนะรูปหมูป่านั้น นอกจากหมูป่าเป็นสัตว์ที่อยู่ในพื้นที่และพบได้ทั่วไป หมูป่ายังเป็นสัตว์สัญลักษณ์ตามคติทางศาสนาพราหมณ์และพุทธ กล่าวคือ ในศาสนาพราหมณ์ หมูป่าเกี่ยวข้องกับพระนารายณ์โดยตรงกล่าวคือในการอวตารครั้งที่สาม (วราหาวตาร) เพื่อปราบยักษ์หิรัญ ส่วนในทางพุทธศาสนามหายาน หมูป่ายังเป็นสัญลักษณ์แทน “โมหะ” คือ ความเขลา ความดื้อดึง ทั้งนี้ศิลปกรรมวัฒนธรรมเขมรในประเทศไทยประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ พบภาพสลักหมูป่าด้วยเช่นกัน อาทิ ทับหลังกรอบประตูทางทิศเหนือปรางค์หินแดง (ในระเบียงคดของปราสาทพิมาย) จังหวัดนครราชสีมา และทับหลังปราสาทศีรขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์       ภาชนะรูปสัตว์ (zoomorphic pot) เป็นหนึ่งในรูปแบบของภาชนะที่ผลิตขึ้นจากแหล่งเตาในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ จากการสำรวจทางโบราณคดีพบว่ามีกลุ่มเตาเผามากกว่า ๔๐ แห่ง พบในเขตพื้นที่อำเภอบ้านกรวด อำเภอกระสัง อำเภอละหานทราย อำเภอลำปลายมาศ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ อำเภอหนองกี่ และอำเภอสะตึก บางกลุ่มมีเตาเผา ๒-๓ เตา ซึ่งภาชนะรูปสัตว์นั้นทำขึ้นโดยเลียนแบบจากสัตว์ในธรรมชาติ อาทิ กบ กระต่าย ช้าง แมว กวาง จระเข้ เป็ด ปลา เต่า สุนัข ลิงและนกฮูก โดยปรับรูปร่างของสัตว์ให้เข้ากับลักษณะของภาชนะคือ ส่วนลำตัวพอง เจาะช่องที่ด้านบน แม้ว่าบางชิ้นจะแสดงถึงสัตว์ในนิยาย เช่น กินรี (ลักษณะเป็นภาชนะดินเผาเคลือบสีน้ำตาล มีรูปทรงส่วนศีรษะและอกเหมือนมนุษย์ ในขณะที่ปีกและเท้าเหมือนนก) หรือบางชิ้นทำขึ้นตามรูปแบบของเทวรูปในศาสนาพรามหณ์ เช่น พระพิฆเนศ พระศิวะ เป็นต้น       ส่วนน้ำเคลือบสีน้ำตาลที่ปรากฏบนภาชนะของแหล่งเตาพนมดงเร็กนั้น มีข้อสันนิษฐานว่า น้ำเคลือบน่าจะมีการผสมขี้เถ้าจากพืช* กับสนิมหรือออกไซต์ของแร่เหล็กเข้าด้วยกัน เมื่อทาน้ำเคลือบลงบนผิวภาชนะแล้วนำไปเข้าเตาเผา จะปรากฏสีน้ำเคลือบเป็นสีน้ำตาล        *มาจากต้นไม้รกฟ้า ลักษณะไม้ยืนต้นผลัดใบ เปลือกไม้มีลักษณะขรุขระสีเทาดำ เป็นต้นไม้ที่มีอยู่ทั่วไปในพื้นที่แหล่งเตาพนมดงเร็ก     อ้างอิง ปริวรรต ธรรมาปรีชากร. พัฒนาการเครื่องถ้วยเขมรสมัยเมืองพระนคร. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต(สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๒. Dawn F. Rooney. Khmer Ceramics Beauty and Meaning. Bangkok: Riverbook, 2010.


องค์ความรู้ : อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เรื่อง : เรื่องราวการอุทิศสิ่งของถวายแด่เทวาลัยพนมรุ้ง ปราสาทพนมรุ้ง สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๘ เป็นศาสนสถานบูชาพระศิวะ เทพเจ้าสูงสุดในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย การสร้างปราสาทพนมรุ้งบนยอดภูเขาเป็นการจำลองวิมานที่ประทับของศิวะบนเขาไกรลาส นอกจากการสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระศิวะแล้ว ปราสาทแห่งนี้ยังถูกใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมตามประเพณีของศาสนาฮินดูอีกด้วย เช่น การบูชาเทพเจ้าด้วยการสังเวยเครื่องบัตรพลีต่าง ๆ การสรงน้ำศิวลึงค์ซึ่งเป็นรูปเคารพแทนองค์พระศิวะในห้องครรภคฤหะของปราสาทประธาน เป็นต้น ในการสร้างศาสนสถานถวายแด่เทพเจ้าในวัฒนธรรมเขมรโบราณ ผู้สร้างจะอุทิศทรัพย์สิน และสิ่งของต่าง ๆ เป็นเครื่องบูชาแด่เทวสถานนั้น ๆ ในส่วนของปราสาทพนมรุ้ง “นเรนทราทิตย์” เจ้านายเชื้อสายราชวงศ์มหิธรปุระองค์สำคัญผู้สร้างปราสาทแห่งนี้ ได้ทำนุบำรุงศาสนาฮินดู โดยปฏิบัติตามความเชื่อของลัทธิไศวนิกายแบบปาศุปตะ ท่านได้อุปถัมภ์ พราหมณ์ ดาบส โยคี ถวายทรัพย์สิน ที่ดิน ข้าทาส รวมถึงสิ่งของมีค่าเป็นเครื่องบูชาแด่ปราสาทพนมรุ้งจำนวนมาก เรื่องราวในจารึกพบที่ปราสาทพนมรุ้ง กล่าวถึงสิ่งของที่กลุ่มชนชั้นสูงได้อุทิศถวายแด่เทวาลัยพนมรุ้งเป็นจำนวนมาก สำหรับเลี้ยงข้าพระประจำเทวาลัยซึ่งทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยต่าง ๆ เช่น จารึกพนมรุ้ง ๓ กล่าวถึงการถวายน้ำนม จารึกพนมรุ้ง ๔ กล่าวถึงการถวายข้าวสุก จารึกพนมรุ้ง ๘ กล่าวถึงสิ่งของสำหรับบริโภค เช่น กองข้าว ข้าวเปลือก น้ำผึ้ง วัว (ให้น้ำนม) เครื่องเทศ เช่น จันทร์แดง กานพลู ของหอมสำหรับพิธีกรรม เช่น การบูร ไม้จันทร์ จารึกพนมรุ้ง ๙ กล่าวถึงการถวายราชยานขนาดใหญ่แด่เทพเจ้า (พระศิวะ) แห่งภูเขาใหญ่ (พนมรุ้ง หมายถึง ภูเขาใหญ่) นอกจากสิ่งของแล้วยังปรากฏการกัลปนาถวายที่ดินด้วย โดยบริเวณรอบเขาพนมรุ้งพบหลักหินกระจายเป็นจำนวนมากอยู่ทุกทิศ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นขอบเขตที่ดินที่ถูกถวายแด่ศาสนสถาน ซึ่งที่กล่าวมาเหล่านี้ล้วนถวายแด่ “พระกมรเตงชคตวนัมรุง” หรือ “เทพแห่งปราสาทพนมรุ้ง” นั่นเอง เป็นที่น่าสนใจว่าการถวายสิ่งของแด่ปราสาทพนมรุ้ง สามารถสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของชุมชนโบราณรอบเขาพนมรุ้ง ซึ่งมีลักษณะเป็นสังคมเกษตรกรรมเพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์ มีระบบการจัดการบริหารคนสำหรับดูแลศาสนสถาน มีหลักเขตบอกอาณาเขตที่ดิน รวมไปถึงมีการแลกเปลี่ยนทรัพยากรกับชุมชนโบราณอื่น ๆ โดยเฉพาะเครื่องหอมสำหรับพิธีกรรม ซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งของที่ถูกผลิตขึ้นในท้องถิ่น ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่าบทบาทของชุมชนโบราณในบริเวณนี้คือการผลิตทรัพยากรเพื่อถวายแด่ปราสาทพนมรุ้ง ซึ่งเป็นหน้าที่และหลักปฏิบัติสำคัญของผู้ปกครองรวมไปถึงประชาชนที่มีความเลื่อมใสศรัทธาต่อ “พระกมรเตงชคตวนัมรุง” เรียบเรียงโดย : นายพงศธร ดาวกระจาย ผู้ช่วยนักโบราณคดี อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เอกสารอ้างอิง : เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระ. “จารึกพบที่ปราสาทพนมรุ้ง.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๑. พิสิฐ เจริญวงศ์ และคณะ. ปราสาทพนมรุ้ง. พิมพ์ครั้งที่ ๖. บุรีรัมย์: สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร, ๒๕๕๑. อนุรักษ์ ดีพิมาย. “การศึกษารูปแบบและหน้าที่ของหลักหินในวัฒนธรรมเขมรที่พบบริเวณรอบเขาพนมรุ้ง.” เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคลปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๒.


อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ขอเผยแพร่ องค์ความรู้ประจำเดือนมิถุนายน ๒๕๖๗ เรื่อง "รอยพระพุทธบาทวัดเชิงคีรี ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย"     รอยพระพุทธบาทเป็นสัญลักษณ์แทนองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งการเสด็จเข้าบำเพ็ญพุทธกิจ และเครื่องหมายแห่งการเสด็จเข้ามา ส่วนวงกลมในรอยพระพุทธบาท คือ ธรรมจักรนั้นอาจเป็นเครื่องหมายแห่งคำสอนที่ประทานไว้       ความเชื่อเรื่องรอยพระพุทธบาท รวมทั้งการทำรอยพระพุทธบาทจำลองเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศอินเดีย หลักฐานทางวรรณคดีที่เก่าที่สุดคือ ปุณโณวาทสูตร ในอัฏฐกถาของพระสุตตันตปิฎกมัชฌิมนิกายที่กล่าวถึงสถานที่ ๒ แห่งที่พระพุทธเจ้าทรงทิ้งรอยพระบาทไว้ คือ ริมฝั่งแม่น้ำนรรมทา และบนภูเขาสัจจพันธ์คีรี หลักฐานทางศิลปกรรมเกี่ยวกับการบูชารอยพระพุทธบาทมีพบอยู่ในประเทศอินเดียมาตั้งแต่สมัยอินเดียโบราณ        คติความเชื่อเรื่องรอยพระพุทธบาทในประเทศศรีลังกา ปรากฏหลักฐานในพงศาวดารมหาวงศ์ซึ่งเชื่อว่าเขียนขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๐ กล่าวว่าการบูชารอยพระบาทในประเทศศรีลังกานั้นเริ่มแต่สมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ได้เสด็จมาเยือนประเทศนี้ ตามคำเชิญของเหล่าพระยานาคผู้อาศัยอยู่ในแม่น้ำกัลยาณี และในโอกาสนั้นได้ทรงประทับรอยพระบาทไว้บนยอดเขาสุมนกูฏ ซึ่งการประทับรอยพระบาทนี้เท่ากับเป็นการประกาศชัยชนะของพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนาที่มีต่อเทพเจ้าและศาสนาดั้งเดิมของเกาะลังกา อันเป็นศาสนาที่นับถือและเกรงกลัวปรากฏการณ์ธรรมชาติ บรรพบุรุษ และวิญญาณต่างๆ ที่เชื่อว่ามีสิงสู่อยู่บนภูเขา พื้นดิน ป่า และแม่น้ำ        ความเชื่อเรื่องรอยพระพุทธบาทในประเทศไทย ปรากฏหลักฐานการสร้างและเคารพบูชารอยพระพุทธบาทแล้วตั้งแต่ในสมัยทวารวดี คือ รอยพระพุทธบาทที่โบราณสถานสระมรกต อำเภอโคกปีบ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่สลักเป็นรอยลึกลงในศิลาแลงธรรมชาติ และสลักธรรมจักรนูนขึ้นที่กลางฝ่าพระบาท ลักษณะของพระบาททั้งคู่สลักเป็นรอยเท้ามนุษย์ตามธรรมชาติ มีปลายนิ้วพระบาทไม่เสมอกัน       การสร้างรอยพระพุทธบาทในสมัยสุโขทัย ซึ่งรับคติการสร้างรวมถึงการทำลายลักษณ์มงคล ๑๐๘ ประการตามแบบของลังกา เนื่องจากสัญลักษณ์มงคล ๑๐๘ นี้ปรากฏเฉพาะในศิลปะของลังกา พุกามและสุโขทัยเท่านั้น โดยการใช้คัมภีร์ชินลังการฎีกาที่แต่งขึ้นโดยพระภิกษุชาวลังกา แต่งขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ ที่อธิบายลายมงคลในลักษณะที่เป็นสิ่งอันสื่อให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ ความเป็นมงคล ความเป็นจักรพรรดิ และเป็นสัญลักษณ์แทนภพภูมิจักรวาล ซึ่งคัมภีร์นี้ถือเป็นแบบฉบับในการสร้างรอยพุทธบาทในลังกา เช่น รอยพุทธบาทที่เจดีย์โลกนันทะ และที่เจดีย์ชเวชิกอน ประเทศพม่า รวมทั้งรอยพุทธบาทที่สร้างขึ้นในสมัยพญาลิไท ก็ถือว่าสร้างขึ้นตามคัมภีร์ชินาลังการฎีกาเช่นเดียวกัน จากการสร้างรอยพระพุทธบาทในสมัยสุโขทัยนี้เอง จึงมีการรับอิทธิพลการสร้างรอยพระพุทธบาทไปยังดินแดนใกล้เคียงอื่นๆด้วย       รอยพระพุทธบาทที่วัดเชิงคีรี ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เป็นรอยพุทธบาทข้างซ้าย กว้าง ๒๒ นิ้ว ยาว ๕๙ นิ้ว มีความแตกต่างจากรอยพระพุทธบาทที่วัดตระพังทอง สุโขทัย หลายแห่งคือ เป็นรอยพุทธบาทที่เรียงลายลักษณ์ในระเบียบของตาราง แต่ไม่ปรากฏว่ามีตารางขีดคั่นแบ่งพื้นที่ระหว่างสัญลักษณ์มงคลแต่ละสัญลักษณ์ นอกจากนั้นขนาดของธรรมจักรตรงกลางรอยพุทธบาทก็มีขนาดใหญ่กว่าที่วัดตระพังทองมาก คือ มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง ๑๘ นิ้ว ในขณะที่รอยพุทธบาทที่วัดตระพังทองมีเส้นผ่าศูนย์กลางธรรมจักรเพียง ๘.๔ นิ้วเท่านั้น และยังปรากฏรูปหอยสังข์ที่นิ้วพระบาททั้ง ๕ อีกด้วย อีกทั้งรูปสัญลักษณ์แทนชั้นพรหมโลกและเทวโลกบนรอยพระพุทธบาทที่วัดเชิงคีรี ก็มีลักษณะที่ต่างออกไป คือ มีการทำเป็นรูปอาคารที่มีมุขยื่นออกมา ๔ ด้าน ส่วนของหลังคามีลักษณะคล้ายหน้าจั่ว หรือกรอบซุ้มหน้าบัน ที่บางรูปมีการซ้อนชั้นของหลังคา และบางรูปไม่มีการซ้อนชั้น ต่างจากรอยพระพุทธบาทอีก ๓ รอย ที่เป็นรูปปราสาทซ้อนชั้น  สำหรับลายลักษณ์ที่ปรากฏในรอยพุทธบาทแห่งนี้ มีสภาพเกือบสมบูรณ์       รอยพระพุทธบาทวัดเชิงคีรี สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างหลังรอยพระพุทธบาททั้ง ๓ รอยในจารึกหลักที่ ๓ (จารึกนครชุม) ซึ่งเป็นจารึกที่ทำขึ้นในสมัยพญาลิไท ที่โปรดเกล้าฯ ให้มีการจำลองรอยพระพุทธบาทจากเขาสุมนกูฏในลังกามาประดิษฐานไว้บนภูเขาในเมืองสำคัญ ๔ แห่ง ได้แก่ เขาสุมนกูฏ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย เขานางทอง ในเมืองบางพาน กำแพงเพชร  และเขาปากพระบาง (ปัจจุบัน คือ เขากบ จังหวัดนครสวรรค์) เพราะทั้ง ๓ รอยไม่ปรากฏการประดับรูปหอยสังข์ที่นิ้วพระบาท และที่ปลายรอยพระพุทธบาทยังปรากฏจารึกระบุ พ.ศ. ๒๐๕๓ แต่เนื้อหาในจารึกก็มิได้บอกว่าสร้างขึ้นใน พ.ศ.นี้ จึงอาจเป็นไปได้ว่ารอยพระพุทธบาทที่วัดเชิงคีรี อาจสร้างขึ้นก่อน พ.ศ. ๒๐๕๓ ก็ได้ เอกสารอ้างอิงปัทมา เอกม่วง. “การเปรียบเทียบรูปแบบทางศิลปกรรมบนรอยพระพุทธบาท ที่วัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา และที่วัดตระพังทอง จังหวัดสุโขทัย.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๙.วิราภรณ์ สุวดีปฐมพงศ์. “ประเด็นใหม่ : ระบบการวางลายมงคลบนรอยพระพุทธบาทในประเทศไทย ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๙ ถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๔.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๒.สุธนา เกตุอร่าม. “การสร้างรอยพุทธบาทสมัยพญาลิไท.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิต ภาควิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๓.


องค์ความรู้ทางโบราณคดี เรื่อง “เตาถลุงเหล็กของเมืองลองโบราณ อำเภอลอง จังหวัดแพร่”  โดย นายพลพยุหะ ไชยรส นักโบราณคดีปฏิบัติการ  กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่  เมืองลองโบราณเป็น 1 ใน 57 หัวเมือง ของล้านนาในอดีตโดยเป็นเมืองบริวารของเมืองลำปางมีพันธะต้องส่งส่วยเหล็กให้เมืองลำปางทุกปี โดยปฏิบัติเป็นธรรมเนียมตั้งแต่ยุคจารีตจนกระทั่งถึงพุทธศตวรรษที่ 25 ดังปรากฏในเอกสารจดหมายเหตุความว่า “... เมืองลองเสียส่วยแก่เมืองนคร (เมืองนคร=เมืองลำปาง) มีแต่เหล็กสิ่งเดียว ถ้ามีราชการขึ้นก็จะเกณฑ์เอากับแสนหลวงเจ้าเมืองลองตามการใหญ่แลน้อย ถ้าเป็นการใหญ่ก็เคยเกณฑ์ตั้งแต่ 50 40 คนลงมา บาญชีคนชะกันสำมะโนครัวเมืองลองไม่มีมาแต่เดิมจะมีคนมากน้อยเท่าไหร่ก็เรียกส่วยปีละ 40 หาบเท่านั้น...” (40 หาบ เท่ากับ 2,400 กิโลกรัม)  เหล็กเมืองลองจะถูกถลุงที่หมู่บ้านนาตุ้ม (แหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้ม) ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองลองประมาณ 6 กิโลเมตร และห่างจากเหมืองแร่เหล็กโบราณดอยเหล็ก ประมาณ 1 กิโลเมตร จากการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อ ปี พ.ศ.2562 พบเตาถลุงเหล็กในแหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้มจำนวน 10 เตา เรียงตัวเป็นแนวยาวขนาดไปกับลำเหมืองโบราณของหมู่บ้าน  เตาถลุงเหล็กของเมืองลอง (แหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้ม) มีลักษณะเป็นเตาถลุงทรงสูง (Shaft Furnace) มีขนาดกว้างประมาณ 100 เซนติเมตร ยาวประมาณ 120 เซนติเมตร สูงประมาณ 80 – 90 เซนติเมตร ห้องถลุงมีขนาด 30 - 40 เซนติเมตร มีรูสอดปลายหุ้มท่อลมดินเผา ด้านหลังเตา ขนาด 10 - 13 เซนติเมตร โดยก่อเตาเรียงตัวติดต่อกันหลายๆ เตาเป็นแนวยาวโดยใช้เศษตระกัน อิฐ ก้อนหิน และดิน ก่อเป็นฐานในช่องว่างระหว่างเตาเพื่อเสริมความมั่นคงของผนังเตาแต่ละเตา กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 24 – 25  เทคโนโลยีการถลุงเหล็กของเมืองลองโบราณ เป็นการถลุงเหล็กทางตรง (Direct Process) มีอุณหภูมิในการถลุงไม่เกิน 1,300 องศาเซลเซียส โดยมีการคลุกเคล้าแร่เหล็กและเชื้อเพลิงในอัตราส่วนแร่เหล็ก 1 ส่วน ต่อเชื้อเพลิง 3 ส่วน และสร้างท่อลมไว้ด้านหลังเตาต่อเข้ากับเส่า (เครื่องสูบลม) เพื่อใช้สูบลมอัดเข้าไปในห้องเตาเพื่อเร่งอุณหภูมิในห้องเตาจนถึงระดับที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่ทำให้เหล็กออกไซต์กลายเป็นเหล็กและปฏิกิริยาที่ก่อให้เกิดตะกรันแร่เหล็กเหลว (Liquid Slag) เมื่อสิ้นสุดกระบวนการถลุงจะมีการทุบทำลายเตาส่วนลำตัวและปากเตาเพื่อเอาก้อนเหล็กเหนียวหนืด (Bloom) ออกจากเตาถลุง และนำไปกำจัดเอามลทินออกจนเหลือแต่ก้อนเหล็กอ่อนบริสุทธิ์ (Wrought Iron)  สามารถนำไปตีเครื่องมือเครื่องใช้ได้ต่อไป  สำหรับแหล่งแร่เหล็กของเมืองลอง ตั้งอยู่บริเวณดอยเหล็ก ซึ่งเป็นแหล่งแร่เหล็กชนิดฮีมาไทต์ โดยอยู่ห่างจากแหล่งถลุงเหล็กบ้านนาตุ้มไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร  จากบันทึกชาวต่างชาติระบุไว้ว่าอย่างน้อยในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 แร่เหล็กดอยเหล็กเป็นที่รู้จักว่าเป็นเหล็กที่มีคุณภาพ โดยปรากฏในเอกสารการเดินทางชาวตะวันตกที่ระบุว่าเมืองลองเป็นแหล่งทรัพยากรแร่เหล็กที่สำคัญและมีคุณภาพดินแดนล้านนา อาทิ บันทึกของคาร์ล อัลเฟรด บ็อค กล่าวว่า              “...เมืองลคอร (ในที่นี้หมายรวมถึงเขตเมืองลองซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเมืองลำปางด้วย) ไม่เพียงแต่ร่ำรวยป่าไม้เท่านั้นแต่ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุ ใกล้ตัวเมือง มีเหมืองแร่เหล็กที่อุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง หนึ่งถึงสองแห่ง ข้าพเจ้าได้เห็นแร่กาลีนา จำนวนหนึ่งซึ่งคาดว่าแร่เหล่านี้มีอยู่เต็มภูเขาละแวกนี้ นอกจากนี้ยังมีทองแดงด้วยชาวพื้นเมืองที่นี่เป็นช่างฝีมือโลหะและผลิตปืนใช้เอง..”  จากผลการยิงรังสี X-Ray ด้วยเครื่องมือ Portable XRF แสดงให้เห็นว่าก้อนแร่เหล็กจากดอยเหล็กมีปริมาณแร่เหล็กออกไซต์มากถึงร้อยละ 70 ตรงกับผลการสำรวจทางธรณีวิทยาบริเวณดอยเหล็กของกรมทรัพยากรธรณีเมื่อ ปี พ.ศ. 2500 เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากลแล้วจะพบว่าแร่เหล็กดอยเหล็กเป็นเหล็กที่มีคุณภาพ ตามมาตรฐานขององค์กร “International Organization for Standard” มาตรฐานที่ “ISO/R1248-1970.E” ที่จัดแบ่งแร่เหล็กตามกลุ่มสี โดยแร่เหล็กที่ได้จากดอยเหล็กจัดเป็นแร่เหล็กสีแดง (Red Iron Ore) เกรด “B” ที่มีเหล็กออกไซต์ในก้อนแร่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70   ด้วยคุณภาพแร่เหล็กที่ดีทำให้ผลผลิตเหล็กของเมืองลองในท้องตลาดถือว่าเป็นเหล็กที่มีคุณภาพสูงดังปรากฏในงานกวีภาคเหนือช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 หลายฉบับ เช่น ค่าวฉลองคุ้มเจ้าหลวงนครแพร่ของศรีวิไชยกวีในราชสำนักแพร่ เมื่อ พ.ศ.2453 ความว่า“...มีเจ็ดสิบสอง เหล็กลองกล๋มเกลี้ยงจดจันเจียงแซ่ไว้ ...ห้าสิบสอง เหล็กลองไหลดั้นข่ามคงกะพันมากนัก... ถ้วนเจ็ดสิบสอง เหล็กลองแข็งนักต๋ำหนักมิ่งแก้วมงคล...” หรือวลีในภาคเหนือของประเทศไทยที่มักกล่าวว่า “เหล็กดีเหล็กเมืองลอง ตองดีตองเมืองพะเยา” เป็นต้น เอกสารอ้างอิง : ภูเดช แสนสา. “เมืองลอง : ความผันแปรของเมืองขนาดเล็กในล้านนาจากรัฐจารีตถึงปัจจุบัน,” .วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2552. สุรพล นาถะพินธุ. รากเหง้า บรรพชนคนไทย : พัฒนาการทางวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์ .กรุงเทพฯ : มติชน,   2550.  ศรีศักร วัลลิโภดม. เหล็ก โลหปฏิวัติ เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว : ยุคเหล็กในประเทศไทย : พัฒนาการทางเทคโนโลยีและสังคม .กรุงเทพฯ : มติชน, 2548. Carl Alfred Bock. Temples and Elephant The Narrative of a journal of Exploration through Upper Siam and Lao .New York: Cornell University Library, 1884. Ineke Joosten. Technology of early historical iron production in the Netherland .Amsterdam : Vrije University, 2004. Roberts, Benjamin W. and others,  Archaeometallurgy in Global Perspective : Methods and Syntheses .NewYork : Springer, 2014.


       พระพิมพ์ดินเผา รูปเหวัชระมณฑลและพระพุทธรูปลีลา        สมัยสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ (๖๐๐-๗๐๐ ปีมาแล้ว)        ได้มาจากวัดพระแก้ว อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท        ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องสุโขทัย อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร        พระพิมพ์ดินเผา ทรงกลีบบัว กึ่งกลางเป็นรูปเหวัชระแปดเศียร สิบหกกร ประทับขัดสมาธิ ล้อมรอบด้วยพระโพธิ์สัตว์สี่องค์ (รายละเอียดค่อนข้างเลือน) ด้านบนเป็นพระพุทธรูปปางสมาธินาคปรก ด้านล่างเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ๔ องค์ ประทับในซุ้ม ด้านหลังพระพิมพ์เป็นรูปพระพุทธรูปลีลา พระพักตร์รูปไข่ พระหัตถ์ขวายกขึ้นมาแนบพระอุระแสดงอภัยมุทรา (ปางประทานอภัย) พระหัตถ์ซ้ายแนบพระวรกาย พระบาทซ้ายยกขึ้นแสดงอิริยาบถลีลา         ด้านหน้าพระพิมพ์สันนิษฐานว่าหมายถึง “เหวัชระมณฑล” (Mandala of Hevajara) ซึ่งคําว่ามณฑลในภาษาสันสกฤตแปลว่า วงกลม เป็นสัญลักษณ์ของพุทธภาวะ หรือการบรรลุโพธิญาณ ในขณะที่พุทธศาสนามหายานตันตระ มณฑลเป็นจักรวาลที่สถิตของเทพเจ้าและพระโพธิ์สัตว์ บางพิธีกรรมมีการใช้ภาพวาดมณฑลเพื่อให้ผู้ทำพิธีและผู้ร่วมพิธีรู้สึกเชื่อมโยงกับเทพเจ้าได้อย่างลึกซึ้ง        ส่วนรูปพระลีลาด้านหลังพระพิมพ์นั้นเป็นการพิมพ์รูปอีกชิ้นแล้วนำมาประกบ ซึ่งพระพุทธรูปลีลาเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของงานศิลปกรรมสุโขทัย และได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐         พระพิมพ์เหวัชระมณฑลชิ้นนี้ เป็นตัวอย่างงานของการผลิตซ้ำศิลปกรรมเขมร พุทธศตวรรษที่ ๑๘ (๘๐๐ ปีมาแล้ว) เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่พุทธศาสนามหายานมีความเจริญรุ่งเรือง ในวัฒนธรรมเขมรพบหลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับเหวัชระทั้งงานจำหลักศิลารูปเหวัชระ เช่น ทับหลังรูปเหวัชระปราสาทบันทายฉมาร์ ประติมากรรมนูนต่ำรูปเหวัชระมณฑล บริเวณประตูผี เมืองนครธม เป็นต้น รวมทั้งพบประติมากรรมสัมฤทธิ์รูปเหวัชระหลายชิ้นและพระพิมพ์เหวัชระมณฑล         ในประเทศไทยพบประติมากรรมเหวัชระหลายชิ้นรวมถึง พระพิมพ์รูปเหวัชระ และเหวัชระมณฑลแพร่กระจายหลายพื้นที่ เช่น พระพิมพ์สัมฤทธิ์รูปเหวัชระมณฑลที่จังหวัดสุพรรณบุรี, อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี และที่โบราณสถานกู่ช้าง กู่ม้า อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เป็นต้น        นอกจากนี้ยังพบ “แม่พิมพ์พระพิมพ์เหวัชระ” อยู่หลายแห่งด้วยเช่นกัน อาทิ แม่พิมพ์ดินเผารูปเหวัชระ ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา แม่พิมพ์ดินเผารูปเหวัชระ ปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี ชิ้นส่วนดินเผาสำหรับหล่อประกบแม่พิมพ์รูปเหวัชระ พบที่บ้านบ่อโตนด ตำบลพระประโทน อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม         ดังนั้นการพบพระพิมพ์ดินเผารูปเหวัชระมณฑลชิ้นนี้ จึงสะท้อนว่าสังคมในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ (๖๐๐-๗๐๐ ปีมาแล้ว) ยังคงให้ความสนใจและสืบทอดการสร้างพระพิมพ์รูปเหวัชระมณฑล ซึ่งในบางแหล่งเช่น กรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ (สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ พ.ศ. ๑๙๖๗-๑๙๙๑) ได้พบทั้งพระพิมพ์รูปเหวัชระมณฑลและแม่พิมพ์พระพิมพ์รูปเหวัชระมณฑลประดิษฐานภายในกรุ   อ้างอิง กรมศิลปากร. พระพิมพ์ : พระเครื่องเมืองไทย. นครปฐม: รุ่งศิลป์การพิมพ์, ๒๕๖๔. ชัญธิกา มนาปี. การศึกษาคติความเชื่อและรูปแบบเหวัชระที่พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๘.


      พระพิมพ์ดินเผาภาพพระพุทธเจ้าขนาบข้างด้วยรูปบุคคล สมัยทวารวดี       พระพิมพ์ดินเผาภาพพระพุทธเจ้าขนาบข้างด้วยรูปบุคคล จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง       พระพิมพ์ดินเผา ขนาดกว้าง ๓ เซนติเมตร ยาว ๔.๓ เซนติเมตร ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านบนโค้งมน ด้านหน้าค่อนข้างลบเลือนมาก จากการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบกับพระพิมพ์ที่มีสภาพสมบูรณ์ สันนิษฐานว่ามีภาพพระพุทธเจ้าแสดงวิตรรกมุทรา (ปางแสดงธรรม) นั่งห้อยพระบาทอยู่ตรงกึ่งกลาง ขนาบข้างด้วยรูปบุคคลยืนตริภังค์ (ยืนเอียงสะโพก) ที่อาจเป็นพระโพธิสัตว์หรือเทวดา ด้านล่างมีรูปธรรมจักรหันด้านสันออกมาด้านหน้าขนาบข้างด้วยรูปสถูป ด้านบนมีภาพพระพุทธเจ้าแสดงปางสมาธิเรียงกัน ๓ องค์ กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๕ (ประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว)        พระพิมพ์รูปแบบคล้ายคลึงกันนี้พบจากแหล่งโบราณสมัยทวารวดีหลายแห่ง เช่น วัดพระเมรุ พระปฐมเจดีย์ และที่ตำบลพระประโทน จังหวัดนครปฐม โดยเฉพาะที่เจดีย์หมายเลข ๓ เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ยังพบพระพิมพ์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก แตกต่างเพียงพระพุทธเจ้านั่งขัดสมาธิราบแทนนั่งห้อยพระบาท นอกจากนี้ยังพบพระพิมพ์ดินดิบศิลปะศรีวิชัยรูปแบบคล้ายคลึงกันนี้ตามแหล่งโบราณคดีที่ตั้งอยู่บริเวณภาคใต้ของประเทศไทยอีกด้วย เช่น ถ้ำเขาอกทะลุ และถ้ำคูหาสวรรค์ จังหวัดพัทลุง และควนสราญรมย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้น แสดงถึงความสัมพันธ์และการติดต่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกันระหว่างศิลปะทวารวดีและศรีวิชัย ซึ่งเจริญขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน      นักวิชาการสันนิษฐานคติการสร้างออกเป็น ๒ แนวทาง คืออาจสร้างขึ้นเพื่อแสดงถึงเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง “สัทธรรมปุณฑริกสูตร” แก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายบนเขาคิชฌกูฏ หรือยอดเขาแร้ง ใกล้กรุงราชคฤห์ ตามคัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตรของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน หรืออาจแสดงถึงเหตุการณ์ในพุทธประวัติตอนแสดงมหาปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี ตามคัมภีร์ชาดกอรรถกถาภาษาบาลี ของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทก็เป็นได้   เอกสารอ้างอิง  ธนกฤต ลออสุวรรณ. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่า จีน: กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขา โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖. นิติพันธุ์ ศิริทรัพย์. “พระพิมพ์ดินเผาสมัยทวารวดีที่นครปฐม”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๔. สุรสวัสดิ์ สุขสวัสดิ์, ม.ล. “การศึกษาพระพิมพ์ภาคใต้ของประเทศไทย”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหา บัณฑิต  สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๘.


     เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๘ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จออกประพาสชายทะเลฝั่งตะวันออก โดยประทับแรมยังค่ายหลวงอ่างศิลา ในช่วงเวลาที่ประทับอยู่นั้นได้มีบุคคลมาทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญโบราณจำนวนหนึ่ง ดังปรากฏความในหลักฐานเอกสารว่า “...หลวงเพ็ชรสงคราม ปลัดเมืองบางละมุง นำนายวิงน้องชายมาทูลเกล้าฯ ถวายเงินเหรียญโบราณซึ่งขุดได้ที่ป่าทุ่งคราวในสวนกล้วยตำบลบ้านเหมือง แขวงเมืองบางละมุง ขุดได้เมื่อณวันอาทิตย์ เดือน ๘ แรมค่ำ ๑ ปีกุนสัปตศก จุลศักราช ๑๒๓๗ เมื่อจะขุดได้นั้น นายวิงไปทำไร่ยกหินขึ้นทุบออก เงินนั้นก็กระจายออกมา รวมได้เงิน ๔๐ เหรียญ แต่ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย ๑๔ เหรียญ เงินเหรียญนั้นไม่ทราบแน่ว่าจะเปนเงินแต่ครั้งไหน โตขนาดเงินรูเปียฤาอัฐทองแดงที่ใช้กันในกรุงเทพฯ แต่บางกว่า ข้างด้านหนึ่งมีตราหยาบๆ เปนพระอาทิตย์ครึ่งดวง ฤาพระจันทร์ครึ่งดวงฤาแก้วจักรพรรดิอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี แลมีรัศมีหยาบๆ รอบดวงกลางนั้นด้วย แต่อิกด้านหนึ่งนั้น คเนดูว่าจะเป็น รูปตัวอักษรเทวันนาครี ฤาเปนรูปครุฑเหยียบนาคก็ดี ยังไม่ทราบแน่ว่าเปนอะไรแปลยังไม่ออก เงินนั้นน้ำหนักบางอันหนักสองสลึงเฟื้องมีเศษบ้าง ย่อมอยู่บ้าง ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้ในที่โรงมิวเซียม คือที่เก็บของประหลาดต่างๆ ในพระบรมมหาราชวังบ้าง...”     อย่างไรก็ตาม ในเวลาดังกล่าวยังไม่มีการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับเหรียญเงินที่มีการพบนี้มาก่อน ตามบันทึกจึงไม่ทราบรูปแบบศิลปะและอายุสมัยของเหรียญ กระทั่งภายหลังจึงมีการสันนิษฐานว่าเหรียญดังกล่าวคงจะเป็นเหรียญในสมัยทวารวดี (ราว ๑,๑๐๐ - ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว) รูปแบบหนึ่ง กล่าวคือ ด้านหนึ่งเป็นภาพ พระอาทิตย์ครึ่งดวงฉายแสง ส่วนอีกด้านหนึ่งซึ่งแต่เดิมมีการบันทึกว่า “...คเนดูว่าจะเป็นรูปตัวอักษรเทวันนาครี ฤาเปนรูปครุฑเหยียบนาคก็ดี...” ได้มีผู้ศึกษาและสันนิษฐานว่าเป็นภาพศรีวัตสะ (มีความหมายถึงความรุ่งเรือง ความอุดมสมบูรณ์)      เหรียญรูปแบบดังกล่าวนี้ปัจจุบันมีการพบกระจายตัวอยู่หลายแห่ง ได้แก่ เมืองอู่ทอง (สุพรรณบุรี) เมืองพรหมทิน (ลพบุรี) เมืองอู่ตะเภา เมืองดงคอน (ชัยนาท) เมืองศรีมโหสถ (ปราจีนบุรี) เมืองดงละคร (นครนายก) แหล่งโบราณคดีบ้านวังแดง (พิจิตร) แหล่งโบราณคดีทุ่งน้ำเค็ม (นครศรีธรรมราช) แหล่งโบราณคดีพงตึก (กาญจนบุรี) แหล่งโบราณคดีบ้านด่านลานหอย (สุโขทัย) แหล่งโบราณคดีบ้านชมภู (พิษณุโลก) แหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย (สุราษฎร์ธานี) เขตอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก และอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ยังมีการพบที่เมืองออกแก้ว (Oc Eo) ประเทศเวียดนาม และเมืองโบราณหลายแห่งในวัฒนธรรมปยูในประเทศเมียนมา ได้แก่ เบคถาโน ศรีเกษตร ฮาลิน      จากการศึกษาที่ผ่านยังมีการพบเหรียญที่มีลวดลายมงคลและรูปแบบอื่นๆ ซึ่งสันนิษฐานว่าเหรียญเหล่านี้อาจใช้ทั้งในทางเศรษฐกิจการค้าโดยเป็นระบบเหรียญตราที่เหมือนกันและยอมรับสำหรับใช้ติดต่อแลกเปลี่ยนกันในวัฒนธรรมร่วมสมัยทวารวดี อีกทั้งยังอาจใช้ในทางความเชื่อดังพบว่ามีการพบเป็นของอุทิศร่วมกับศพ บรรจุภาชนะดินเผาและฝังใกล้บริเวณที่เป็นโบราณสถาน ทั้งนี้เหรียญเหล่านี้แสดงถึงการรับแรงบันดาลใจ ลวดลายมงคลจากอินเดีย      ดังนั้น หากเหรียญเงินตามบันทึกคือเหรียญเงินในสมัยทวารวดีอาจแสดงให้เห็นว่าพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี อาจมีการอยู่อาศัยมาแล้วอย่างน้อยตั้งแต่สมัยทวารวดีเช่นเดียวกับพื้นที่อำเภอพนัสนิคม  จังหวัดชลบุรี ซึ่งพบหลักฐานร่วมสมัยทวารวดี และคงมีการติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนบ้านเมืองอื่นๆ ที่ร่วมสมัยในพื้นที่ใกล้เคียงก็เป็นได้ ___________________________________ อ้างอิง - สมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ และคณะ. หนังสือ COURT ข่าวราชการ เจ้านาย ๑๑ พระองค์ทรงช่วยกันแต่ง. พระนคร: สำนักราชเลขาธิการ, ๒๕๓๙. - ผาสุข อินทราวุธ.  ทวารวดี : การศึกษาเชิงวิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดี. กรุงเทพฯ: อักษรสมัย, ๒๕๔๒. - ผาสุข อินทราวุธ.  “เหรียญเงินไม่มีจารึกพบในแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดี,” ใน “มรดกวัฒนธรรม : ไทยกับเพื่อนบ้าน” : การประชุมทางวิชาการนานาชาติ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. กรุงเทพฯ: คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๙. - วิภาดา อ่อนวิมล. “เหรียญตราในประเทศไทยช่วงพุทธศตวรรษที่ ๙ - ๑๖” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๖๑. - วิภาดา อ่อนวิมล. เงินตราในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสยาม. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย,  ๒๕๖๒. ___________________________________ (เผยแพร่ข้อมูลและเทคนิคภาพโดย นายอริย์ธัช นกงาม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ)


         สวนโมกขพลาราม หรือชื่อเรียกทางการว่า “วัดธารน้ำไหล”  จัดตั้งขึ้นโดยพระธรรมโกศาจารย์   (พุทธทาสภิกขุ) ตั้งอยู่ที่เขาพุทธทอง ริมทางหลวงหมายเลข 41 บริเวณกิโลเมตรที่ 134 อำเภอไชยา จังหวัด           สุราษฎร์ธานี เพื่อให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและสถานที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงในประเทศและไปทั่วโลก .  ตามประวัติการก่อตั้ง สวนโมกขพลาราม เดิมที่ได้สร้างขึ้นในวัดตระพังจิก ซึ่งเป็นวัดร้าง ณ หมู่บ้านพุมเรียง ต. พุมเรียง อ. ไชยา จ. สุราษฎร์ธานี ท่านเข้ามาอยู่ที่นี้เมื่อวันวิสาขบูชา วันที่ 12 พฤษภาคม 2548 ต่อมาได้ย้ายเข้ามาสร้างใหม่ที่เขาพุทธทอง (จุดที่ตั้งปัจจุบัน) มีเนื้อที่ประมาณ 375 ไร่ วัดแห่งนี้ผู้คนนิยมเรียกสั้น ๆ ว่าสวนโมกข์ มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า วัดธารน้ำไหล สวนโมกขพลารามตามความหมายที่ปรากฏบนแผ่นป้ายของวัด อธิบายว่า “ต้นโมก ต้นพลา มีชื่อพ้องกับสวนโมกขพลาราม โมกะ แปลว่าหลุดพ้น , พละ แปลว่า กำลัง , อาราม แปลว่า ที่ร่มรื่น ที่รื่นรมย์ สวนป่าอันเป็นกำลังหลุดพ้น”     จุดสำคัญที่อธิบายอยู่ในแผนที่บริเวณวัด ได้แก่  1. กุฎิอาจริยบูชาท่านพุทธทาส หรือเรียกว่ากุฎท่านอาจารย์ ปัจจุบันเป็นหลังที่ 3 มีรูปหล่อพุทธทาสภิกขุให้ผู้ศรัทธาได้เคารพระลึกถึงคุณงามความดีที่ท่านมีต่อพุทธศาสนา ถัดออกมาเป็นรูปปั้นพระโพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร ประดิษฐานหน้าลานหญ้า “พระพุทธทาสได้จัดสร้างจากต้นแบบที่เป็นรูปปั้นสัมฤทธิ์เก่าแก่  ซึ่งพบที่เมืองไชยา เป็นสัญลักษณ์ของสุทธิ ปัญญา เมตตาและขันติ     2. ลานหินโค้ง เป็นที่ประกอบศาสนกิจของพระสงฆ์และผู้มาปฏิบัติธรรม ซึ่งในแผนที่บริเวณวัดได้อธิบายเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ไว้ว่า “เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของสวนโมกข์ ที่เอื้อต่อการศึกษาปฏิบัติธรรมมากที่สุด สะท้อนแนวคิดของพุทธทาสภิกขุว่า มาสวนโมกข์ต้องได้พูดคุยกับต้นไม้ ก้อนหิน และได้เรียนรู้เรื่องธรรมะที่ปรุงแต่งและไม่ปรุงแต่ง ปัจจุบันเป็นที่ตักบาตรสาธิต ทำวัตรสวดมนต์ แสดงธรรม นั่งวิปัสสนา กิจธรรมเริ่มตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง”     3. โรงมหรสพทางวิญญาณ ภายในมีสองชั้น กว้างประมาณ 10 เมตร ยาว 100 เมตร ภายนอกอาคารเป็นภาพแกะสลักชุดพุทธประวัติรอบอาคาร บริเวณด้านข้างอาคารมีก้อนหินวางเป็นระยะ บนผนังและเสาของอาคารมีภาพปริศนาธรรมมากมาย และภาพของท่านพุทธทาสเมื่อครั้งเดินทางไปอินเดีย เมื่อ ปี พ.ศ. 2498     4. สระนาฬิเกร์ และธารน้ำไหล บนเกาะกลางสระน้ำภายในวัด ที่แห่งนี้เป็นสระน้ำขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างประมาณ 100 เมตร ยาวประมาณ 200 เมตร กลางสระเป็นเกาะเล็กๆ เนื้อที่ประมาณ 5 ตารางเมตร มีต้นมะพร้าวเล็กๆ ปลูกอยู่หนึ่งต้น ท่านพุทธทาสตั้งใจให้สระนาฬิเกร์นี้ เป็นสื่อในการสอนธรรมะอีกอย่างหนึ่งว่า “นิพพนานนั้นอยู่ท่ามกลางวัฏฏะสงสาร”    5. โบสถ์บนเขาพุทธทอง ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่กลางแจ้งบนเขาพุทธทอง เป็นที่ตั้งอุโบสถแบบสวนโมกข์ เป็นโบสถ์พื้นดินตามธรรมชาติอย่างที่เคยมีในครั้งพุทธกาล ธรรมชาติที่มีอยู่โดยรอบบริเวณ เปรียบเสมือนอาคารของโบสถ์ มีเสาปักไว้โดยรอบกำหนดเขต เพื่อใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรม    6. อาคารสร้างคล้ายเรือสำเภาขนาดใหญ่ 2 ลำ ลำแรกชื่อว่า ธรรมวารีนาวาอิสรกุลนฤมิต เป็นอาคารอเนกประสงค์ “อุปมาเหมือนเป็นเรือข้ามฟากหรือข้ามวัฏสงสารให้พ้นจากความทุกข์ ข้ามฟากจากความมีทุกข์ไปสู่ความไม่มีทุกข์ จากความโง่ไปสู่ความฉลาดอิงกับพุทธปรัชญา นาวาแห่งธรรมนำสรรพสัตว์ข้ามห้วงแห่งทุกข์” ลำที่ 2 ชื่อว่า เรือใหญ่หรือธรรมวารีนาวา อธิบายว่า “ชั้นล่างเป็นที่เก็บน้ำฝน ชั้นบนเป็นศาลาอเนกประสงค์สำหรับประชุม ฟังเทศน์เวลาฝนตก ที่หัวเรือเป็นที่ตั้งของห้องสมุดโมกขบรรลัย”    “สวนโมกขพลาราม” นี้ ถือเป็นสถานปฏิบัติธรรมชั้นแนวหน้าของเมืองไทยเป็นแหล่งบ่มเพาะเรียนรู้พระพุทธศาสนา ที่มีผู้ศรัทธามากแห่งหนึ่ง ด้วยภายในอาณาบริเวณของสวนโมกข์ มีความร่มรื่น  สงบ เหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรม กล่อมเกลาจิตใจและศึกษาพระพุทธศาสนา มีโรงมหรสพทางวิญญาณ ซึ่งประกอบด้วยภาพศิลป์ บทกวี คติธรรมคำสอนในพุทธศาสนานิกายต่างๆ รวมถึงพุทธประวัติ และภาพจำลองจากภาพหินสลักเกี่ยวกับพุทธประวัติในอินเดีย และบริเวณไม่ไกลจากสวนโมกข์ มีส่วนรุกขชาติเขาพุทธทอง ซึ่งเป็นสถานที่รวบรวมพันธ์ไม้ที่มีค่าไว้มากมาย   อ้างอิง - พระมหาสุรชัย ชยาภิวฑฺฒโน (พุดชู), พุทธปรัชญาเซนในสวนโมกขพลาราม (วิทยานิพนธ์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2563), หน้า 39-40. - Surat vans. (2564). สวนโมกขพลาราม, สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2564. จาก. https://www.suratvans.com/suan-mokh/


เครื่องมือเครื่องใช้ในพิธีกรรมตอน พับสา พับสา หรือ ปั๊บสา เป็นสมุดที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อบันทึกเรื่องราวจนกลายเป็นเอกสารของชาวล้านนา ที่มีความสำคัญรองจากคัมภีร์ใบลาน พับสา ทำขึ้นจากต้นปอสา หากทำจากต้นข่อย จะเรียกชื่อว่า สมุดข่อย ในการทำสมุดมักทำความหนาและความกว้างให้เพียงพอต่อการบันทึกข้อความ พับสา แบ่งออกเป็น ๓ ชนิด ได้แก่ ๑. พับสาลั่น มีลักษณะเป็นกระดาษสาแบบยาว พับซ้อนกันไปมาเป็นขั้น ๆ วิธีใช้ คือ เปิดพับขึ้นไปทีละด้าน สามารถบันทึกข้อความได้ทั้งสองด้าน มักทาเคลือบปกด้วยยางรักสีดำทั้งด้านหน้าปกและด้านหลังตัวเล่ม ขนาดตัวเล่ม ความกว้างไม่ต่ำกว่า ๔ นิ้ว ความยาวไม่ต่ำกว่า ๘ นิ้ว ทำให้สามารถบันทึกข้อความได้ประมาณ ๕ - ๘ บรรทัด ๒. พับสาก้อม มีลักษณะไม่ต่างจากพับสาลั่นนัก แต่สามารถพกพาไปตามที่ต่าง ๆ ได้ เนื่องจากพับสาก้อมมีขนาดเล็กกะทัดรัดกว่าพับสาลั่น โดยมีความกว้างประมาณ ๓ นิ้ว ยาวไม่เกิน ๖ นิ้ว แต่ละหน้าสามารถบันทึกได้ สูงสุด ๕ บรรทัด ๓. พับหัว ใช้การเย็บหน้ากระดาษด้วยเชือกปอหรือฝ้ายในส่วนหัวของตัวเล่ม ทำให้มีลักษณะคล้ายสมุดฉีกในปัจจุบัน สามารถเปิดอ่านได้ทั้งสองหน้าพร้อมกัน คือ เปิดขึ้นไปด้านบนโดยตลอด พับหัวมีหลายขนาด ส่วนมากมักมีความกว้าง ๕ นิ้วหรือความยาวมากกว่า ๕ นิ้ว พับหัวจึงบันทึกได้หลายบรรทัดขึ้นอยู่กับความกว้างของตัวเล่ม การใช้ประโยชน์จากพับสานั้น ส่วนใหญ่จะเป็นบันทึกของชาวบ้าน ซึ่งบันทึกข้อความที่เป็นตำนานความเชื่อ ไสยศาสตร์ ยันต์ คาถา ตำรา และมีเพียงส่วนน้อยที่บันทึกเรื่องเกี่ยวกับศาสนา เช่น คำถวายทานต่าง ๆ หรือกรรมฐาน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการใช้งานในพิธีกรรมทางศาสนาของชาวบ้าน  ผู้เรียบเรียง : นางสาวอริสรา คงประเสริฐ นักจดหมายเหตุภาพ :๑. หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่. ภาพพิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดเกตการาม๒. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม. ๒๕๖๓. สมุดไทย : บันทึกภูมิปัญญาและวัฒนธรรมสยาม.กรุงเทพฯ : ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.อ้างอิง : ๑. พงศธร บัวคำปัน. ๒๕๕๙. การศึกษาวิเคราะห์คำสอนในพับสาคำขับไทลื้อ ฉบับน้อยพรหม เมืองยอง.วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกศึกษา, มหาวิทยาลัยศิลปากร.๒. ก่องแก้ว วีระประจักษ์. ๒๕๕๓. การทำสมุดไทยและการเตรียมใบลาน. กรุงเทพฯ: สหประชาพานิชย์.๓. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม. ๒๕๖๓. สมุดไทย : บันทึกภูมิปัญญาและวัฒนธรรมสยาม.กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.๔. Tipitaka (DTP). ๒๕๕๙. “สมุดไทย...ทรงไว้ซึ่งสรรพศาสตร์และอัจฉริยภาพเชิงศิลป์” อยู่ในบุญ. ๑๕ (๑๖๙) : ๖๒ - ๖๖.


black ribbon.