ค้นหา

จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ

รายงานผลการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศสิงคโปร์   1.    ชื่อการประชุม ASEAN Digital Library 2nd Regional Meetings วันที่ 17 – 19 พฤษภาคม 2559 ณ หอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์   2.    วัตถุประสงค์ของการประชุม เพื่อร่วมปรึกษาหารือในการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศในอาเซียน และนำเสนอความคืบหน้าในการพัฒนาและนำเข้าทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลของแต่ละประเทศในเว็บไซต์ http://www.aseanlibrary.org รวมถึงปัญหาหรืออุปสรรคที่แต่ละประเทศประสบในการนำเข้าทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลที่ผ่านมา   3.    หน่วยงานผู้จัดการประชุม หอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์   4.    ผู้เข้าร่วมประชุม นายประสิทธิชัย เลิศรัตนเคหกาล      บรรณารักษ์ชำนาญการ   สำนักหอสมุดแห่งชาติ นางสาวงามเพ็ญ ยาวงษ์                บรรณารักษ์ปฏิบัติการ    สำนักหอสมุดแห่งชาติ   5.    องค์กร / ประเทศที่เข้าร่วมการประชุม ประเทศที่เข้าร่วมประชุมมีทั้งหมด 10 ประเทศ ประเทศละ 2 คน ได้แก่ บรูไนดารุสซาราม กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ ไทย เวียดนาม และสิงคโปร์ประเทศเจ้าภาพ มีผู้เข้าร่วมการประชุม 4 คน   6.    เนื้อหา / กิจกรรมของการประชุม หอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ (National Library Board: NLB) ได้จัดการประชุมเรื่อง ASEAN Digital Library 2nd Regional Meetings เมื่อวันที่ 17 – 19 พฤษภาคม 2559 ณ ประเทศสิงคโปร์ ภายใต้ชื่อโครงการ The ASEAN Digital Library (ADL) เดิมใช้ชื่อ The National Library Asia Pacific: NL-AP) การประชุมในครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 2 สำหรับการประชุมในครั้งที่ 1 จัดเมื่อวันที่ 12 - 14 กุมภาพันธ์ 2557 ซึ่งผลการการประชุมในครั้งนั้นหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากรได้แบ่งปันคอลเลกชั่นภาพถ่ายเก่าของหอสมุดดำรงราชานุภาพ จำนวน 200 ภาพ เพื่อนำเข้าและเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ http://www.aseanlibrary.org วัตถุประสงค์ในการประชุม ASEAN Digital Library 2nd Regional Meetings ในครั้งนี้คือ เพื่อร่วมปรึกษาหารือในการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศในปี 2559 - 2560 และการนำเสนอความคืบหน้าในการพัฒนาและนำเข้าทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลของแต่ละประเทศในเว็บไซต์ http://www.aseanlibrary.org รวมถึงปัญหาหรืออุปสรรคที่ประสบในการนำเข้าทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลที่ผ่านมา สำหรับการประชุมครั้งนี้มีตัวแทนจากหอสมุดแห่งชาติทั้ง 10 ประเทศ ประเทศละ 2 คน ได้แก่ บรูไนดารุสซาราม กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ ไทย เวียดนาม และประเทศเจ้าภาพคือสิงคโปร์ มีผู้เข้าร่วม 4 คน สำหรับประเทศไทย หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากรได้มอบหมายให้ นายประสิทธิชัย   เลิศรัตนเคหกาล บรรณารักษ์ชำนาญการ และนางสาวงามเพ็ญ ยาวงษ์ บรรณารักษ์ปฏิบัติการ กลุ่มบริการทรัพยากรสารสนเทศ เข้าร่วมในการประชุมดังกล่าว สำหรับกิจกรรมในการประชุม ASEAN Digital Library 2nd Regional Meetings ทั้ง 3 วันรวมแล้วมีทั้งหมด 3 กิจกรรมดังนี้ 1.     การเยี่ยมชมหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 หอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์เป็นอาคารสูง 16 ชั้น ตั้งอยู่บนถนนวิกตอเรีย หอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์อยู่ภายใต้การบริหารงานของคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ (National Library Board: NLB) ซึ่งหน่วยงานภายใต้ NLB ประกอบด้วยหอสมุดแห่งชาติ ห้องสมุดประชาชนจำนวน 26 แห่ง และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ สำหรับหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์หรือที่ชาวสิงคโปร์เรียกกว่าห้องสมุด ลี คอง เชียน (Lee Kong Chian Reference Library) ซึ่งเป็นผู้บริจาคเงินในการพัฒนาห้องสมุด หอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์จะให้บริการที่ชั้น 7 – 13 ประกอบไปด้วยทรัพยากรสารสนเทศทั้งที่เป็นวัสดุตีพิมพ์และไม่ตีพิมพ์มากกว่า 530,000 รายการ เช่น คอลเลกชั่นจีน คอลเลกชั่นมาเลย์ คอลเลกชั่นภาษาทมิฬ  ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ไมโครฟิล์ม รูปภาพ เป็นต้น และตั้งแต่เดือนมกราคม – สิงหาคม 2559 มีการจัดนิทรรศการ“From the Stacks: Highlights of the National Library”เป็นการจัดแสดงทรัพยากรสารสนเทศที่หายากตั้งแต่ ค.ศ. 1819 จำนวนมากกว่า 100 รายการมาจัดแสดงให้คนรุ่นใหม่เห็นมุมมอง การดำเนินชีวิตในสมัยก่อนผ่านหนังสือ สิ่งพิมพ์และรูปภาพ ซึ่งทรัพยากรสารสนเทศเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์สำหรับชาวสิงคโปร์ เช่น พจนานุกรมภาษาอังกฤษที่จัดพิมพ์โดยมิชชันนารี วรรณกรรมจีน วรรณกรรมมุสลิม หนังสือที่เกี่ยวกับศิลปะการปรุงอาหารในปี 1929  เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าประเทศสิงคโปร์ไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางทางการค้าเท่านั้น ยังเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ศิลปะและวัฒนธรรมที่สำคัญของอาเซียนอีกด้วย 2.     การประชุม ASEAN Digital Library 2nd Regional Meetings ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 โดยมี Ms. Tay Ai Cheng รองผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ให้เกียรติเปิดการประชุม มีการแนะนำคณะทำงาน ASEAN Digital Library ของหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ พร้อมนำเสนอและแนะนำการใช้งานเว็บไซต์ http://www.aseanlibrary.org จากนั้นเป็นการนำเสนอภาพรวมในการพัฒนาห้องสมุดดิจิทัลของแต่ละประเทศ ปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาห้องสมุดดิจิทัลหรือการแปลงเอกสารต้นฉบับ และแผนในการแบ่งปันทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลของหอสมุดแห่งชาติทั้ง 10 ประเทศ ให้กับโครงการ ASEAN Digital Library ในปี 2559 – 2560 ในส่วนของหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากรนั้น ได้มีการพัฒนาห้องสมุดดิจิทัลชื่อ D-library เพื่อจัดเก็บทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลของหอสมุดแห่งชาติ ที่รองรับมาตรฐาน Open Archives Initiatives Protocol for Metadata Harvesting (OAI-PMH) ซึ่งเป็นมาตรฐานเปิดสำหรับการเก็บเกี่ยวเมทาดาทา ในปัจจุบันมีจำนวนรายการทั้งหมดมากกว่า 6,000 รายการ ในปี 2559 – 2560 ทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลที่หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากรจะร่วมแบ่งปันให้กับโครงการ ASEAN Digital Library ได้แก่ หนังสือหายาก จำนวน 100 ชื่อเรื่อง หนังสือพิมพ์เก่า จำนวน 1,700 ฉบับ โดยระบบของ ASEAN Digital Library จะเก็บเกี่ยวเพียงเมทาดาทาจาก D-Library ขึ้นแสดงในเว็บไซต์ http://www.aseanlibrary.org เท่านั้น ซึ่งหากค้นผ่านเว็บไซต์ของดังกล่าว ระบบจะแสดงผลเฉพาะรายการเมทาดาทา หากต้องการดูเนื้อหาฉบับเต็มระบบจะเชื่อมต่อมายัง D-Library ของหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร 3.     การศึกษาดูงานห้องสมุดมหาวิทยาลัยจำนวน 2 แห่ง ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 ได้แก่ 3.1     ห้องสมุด Lee Wee Nam และ Library Outpost ที่มหาวิทยาลัยเทคโนหนานหยาง (Nanyang Technological University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศสิงคโปร์ ห้องสมุด Lee Wee Nam เป็นหนึ่งใน 9 ของห้องสมุดในมหาวิทยาลัยเทคโนหนานหยาง ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษา มีเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ทันสมัย เช่น Video Wall / Touchscreen PC / Learning Room พร้อม SMART Boards /ห้องบันทึกเสียง เป็นต้น  สำหรับ Library Outpost เป็นห้องสมุดเล็กๆ ที่อยู่ในชั้นที่ 6 ของอาคาร The Hive ซึ่งมีลักษณะเหมือนรังผึ้ง สิ่งพิมพ์และโสตทัศนวัสดุที่ให้บริการจะคัดมาเฉพาะในแต่ละช่วง เช่น ภาพยนตร์ 100 เรื่องที่คุณควรดูก่อนจบการศึกษา หรือหนังสือเกี่ยวกับเครื่องบินที่น่าอ่าน แต่คุณไม่ใช่นักศึกษาสาขาวิศวกรรม เป็นต้น 3.2 การศึกษาดูงานห้องสมุดมหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีและการออกแบบ (Singapore University for Technology & Design: SUTD) ซึ่งห้องสมุด SUTD จะเน้นการออกแบบเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ (Designed to Inspire) ให้ผู้ใช้มีแรงบันดาลใจในการออกแบบ (Inspired to Design) เป็นพื้นที่ในการเรียนรู้ วิจัย และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งทรัพยากรสารสนเทศที่ให้บริการมีทั้งที่เป็นตัวเล่มและสื่อดิจิทัล ลักษณะของตัวอาคารโดยรอบเป็นกระจก การจัดหรือออกแบบโซนต่าง ๆ ในห้องสมุด เช่น โซนนิทรรศการผลงานของนักศึกษา มุมศึกษาค้นคว้ากลุ่มพร้อม e-board หรือมุมสำหรับนำเสนอผลงานผ่านอุปกรณ์พกพาหรือโน๊ตบุ๊คแบบเรียลไทม์ เป็นต้น ซึ่งแต่จะมุมที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการห้องสมุดแห่งนี้มีจินตนาการในการสร้างสรรค์ผลงาน และนวัตกรรมใหม่ ๆ 7.    ผลที่คาดว่าจะได้รับสำหรับการเข้าร่วมประชุม 1.     ได้เครือข่ายและความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลที่ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติแต่ละประเทศ ทำให้ประชาชนของทั้ง 10 ประเทศอาเซียนได้เรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ การเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ในอดีต ฯลฯ 2.     ได้มีโอกาสในการเรียนรู้และเห็นมุมมองใหม่ ๆ ในการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดการทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลในห้องสมุดให้มีมาตรฐาน และเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการ   8.    ข้อเสนอแนะ 1.     ลิขสิทธิ์ถือเป็นปัญหาที่หอสมุดแห่งชาติหลายประเทศกังวล ดังนั้นก่อนการนำเข้าทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลลงในระบบ ควรมีการตรวจสอบหรือพิจารณาให้แน่ใจก่อนว่าทรัพยากรสารสนเทศนั้น ๆ เป็นลิขสิทธิ์ของห้องสมุดจริง 2.     อุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นปัจจัยสำคัญในการแปลงหรืออนุรักษ์ต้นฉบับให้คงอยู่ รวมถึงระบบห้องสมุดดิจิทัลที่ดี ย่อมส่งผลให้การจัดเก็บ การสืบค้น การเข้าถึง และการใช้งานทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด 3.     ภาษาอังกฤษมีความสำคัญและจำเป็นมากสำหรับการประชุมในระดับนานาชาติ ฉะนั้นการพัฒนาตนเองให้มีทักษะในการสื่อสาร โต้ตอบและอภิปรายด้วยภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่ผู้เข้าร่วมประชุมต้องมีการเตรียมตัวก่อนประชุม                                                               นางสาวงามเพ็ญ ยาวงษ์ ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ  


องค์ความรู้เรื่อง : ที่มาของ "หลวงพ่อนาก"โดย : นายจตุรพร  เทียมทินกฤต.     ณ  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ ที่ห้องล้านนา ตึกประพาสพิพิธภัณฑ์ ขอเชิญท่านไปชมพระพุทธรูปองค์หนึ่ง “หลวงพ่อนาก” มีความงามพุทธศิลป์เป็นศิลปะสุโขทัย มีสังฆาฏิที่ยาวจรดพระนาภี ทรวดทรงเพรียวบางแต่ได้สัดส่วน แต่พระพักตร์และท่านั่งขัดสมาธิเพชรออกไปทางศิลปะล้านนา ในการหล่อพระพุทธรูปนิยมใช้สำริด มีส่วนผสมของ ทองแดง ดีบุก ทองคำ เงิน แต่จากการหล่อหลวงพ่อนากมีการใส่ส่วนผสมของทองแดงมากกว่า สีผิวของท่านออกสีแดงเรื่อๆ อาจจะโดยความตั้งใจทำให้เป็นโลหะผสมที่เรียกกันว่า “นาก”๑ หรือกะส่วนผสมผิด แต่ออกมาเป็นพระพุทธรูปที่งดงามเป็นเอกองค์หนึ่ง ก่อนที่จะมาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ท่านมีประวัติความเป็นมาว่ามาจาก พ.ท.ปัจจุบันเป็นจังหวัดพะเยา โดยถูกนำมาจากโบราณสถานวัดป่าแดงหลวงดอนไชยบุญนาค(วัดป่าแดง(บุนนาค) ดังนี้.     ก่อนอื่นต้องอธิบายสภาพโดยสังเขป “วัดป่าแดงหลวงดอนไชยบุญนาค” ตำบลท่าวังทอง อ.เมือง จ.พะเยา  จากหลักฐานเดิมจากประวัติวัดป่าแดงของพระราชวิสุทธิโสภณ(พระอุบาลีคุณูปมาจารย์)  วัดสองแห่งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน โดยแยกจากออกจากกัน คือวัดป่าแดงหลวงดอนไชย กับวัดบุนนาค กลายเป็นวัดร้าง  จึงมีการรวมพื้นที่เข้าเป็นวัดเดียวกันและบูรณะวัดขึ้นมาใหม่ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ซึ่งภายในพื้นที่บริเวณวัดในปัจจุบันมีเนินโบราณสถานมากถึง ๒๕ เนินที่ยังไม่ได้ทำการขุดแต่งทางโบราณคดี ทางกรมศิลปากร ได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๘ ตอนที่ ๑๗๗ ประกาศวันที่ ๒๗  ตุลาคม ๒๕๔๗ พื้นที่ ๗๒ ไร่ ๑ งาน ๕๒ ตารางวา.     วัดป่าแดงหลวงดอนไชย ตั้งอยู่บนส่วนยอดของเนิน ปัจจุบันได้มีก่อสร้างวิหารและเจดีย์ใหม่ทับบนฐานรากเดิมโดยมีแนวแกนของวัดวางตัวตามแนวตะวันออก-ตะวันตก  เดิมเคยปรากฏแนวกำแพงล้อมรอบพื้นที่บริเวณวัด แต่ถูกรื้อทำลายจนเหลือแนวอิฐ  ส่วน วัดบุนนาค ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ห่างออกไป ๒๐๐ เมตร  ซึ่งแนวแกนของวัดกลับวางตัวตามแนวเหนือใต้ โดยองค์ประกอบสำคัญของวัดบุญนาค  ประกอบด้วยเจดีย์ประธานซึ่งเป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบสุโขทัย คือมี ชั้นเขียง ๓ ชั้น (แต่ถูกซ่อมแซมไป) ที่องค์ระฆังมีมาลัยเถา ๓ ชั้น ซึ่งเป็นลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย องค์เจดีย์และอาคารทรงจัตุรมุข ได้มีการขุดแต่งทางโบราณคดีในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ และบูรณะในปีพ.ศ. ๒๕๓๒.     ทางด้านทิศใต้ขององค์เจดีย์ห่างออกมาประมาณ ๓๐ เมตร มีเนินดินขนาดใหญ่ซึ่งจากประวัติเป็นสถานที่ค้นพบ จารึกหลักที่ พย.๙  ซึ่งมีข้อความ กล่าวถึง พระมหาเถรติกประหญา อารามาธิบดี วัดพญาร่วง ได้ทำบุญในปี พ.ศ. ๒๐๔๒ และอุทิศสิ่งของถวายวัด    ซึ่ง พญาร่วง หรือพระยาร่วง เป็นคำที่นิยมใช้เรียกขาน กษัตริย์ของแคว้นสุโขทัย  ซึ่งพระยาร่วง ในที่นี้(พะเยา) กล่าวจะหมายถึงใครไม่ได้ นอกจากพระเจ้ายุธิษฐิระ  ซึ่งเป็นเจ้าเมืองสองแคว  (พิษณุโลก) ที่ได้ผิดใจกับพระบรมไตรโลกนาถ ได้พาผู้คนมาเข้าด้วยพระเจ้าติโลกราช ในปี ๑๙๙๔(?)  ศิลาจารึกหลักนี้ นายบุญรัตน์ ทิพย์มณี พบที่วัดบุนนาค จังหวัดพะเยา เหตุที่ได้ชื่อว่าวัดบุนนาค สันนิษฐานว่า มีต้นบุนนาคขึ้นอยู่ก่อน แต่ตำนานซึ่งเขียนในสมัยพระครูศรีวิลาสวชิรปัญญา ว่าชื่อ   วัดพญาร่วง ต่อมานายบุญรัตน์ ทิพย์มณี ได้นำมามอบแก่พระโสภณธรรมมุนี (คือ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธมฺมปญฺโญ)  ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๖) อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ หรือหลวงพ่อใหญ่ ของชาวพะเยา ส่วนเนินดินขนาดใหญ่ที่กล่าว ต่อมาใน ปี ๒๕๔๘ ทางสำนักงานศิลปากรที่ ๗ น่าน(เดิม) ได้ทำการขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดี และบูรณะ ปี ๒๕๕๑.     ใน ปี ๒๔๖๐ ได้เกิดเหตุร้ายเจดีย์ประธานองค์นี้จากบันทึกของ พระครูศรีวิราชปัญญา๒ เจ้าคณะเมืองพะเยา ว่า “ใน วันพฤหัสบดีที่ ๒๙  สิงหาคม  พ.ศ. ๒๔๖๐  ว่าพระเทพวงค์และธุเจ้าเทพ ได้ไปพบ หลักฐานจากซากหลงเหลือ จากผู้ร้ายมาลักขุดเจดีย์วัดบุนนาค มีหีบหินกว้าง ๓ ศอก ลึก ๓ ศอก พระเทพวงค์บอกได้ว่า มีการขุด วันเดือน ๑๒ ออก ๑๐ ค่ำ๓ ตรงกับวันที่เกิดเหตุ วันที่ ๒๖  สิงหาคม ๒๕๖๐ (ในขณะนั้นวัดร้างไม่มีการดูแล)   และ มีการตามจับได้ที่บ้านร้อง  อำเภองาว (อยู่ห่างออกไปทางทิศใต้กว่า ๓๐ กิโลเมตร) ซึ่งมีพระพุทธรูปองค์หนึ่ง เหลือรอดจากการถูกหลอม เป็นพระพุทธรูปโลหะผสม(สำริด แต่มีสัดส่วนทองแดงมากกว่าปรกติ)” ซึ่งต่อมาได้ยึดและจัดเก็บไว้ที่ ศาลจังหวัดเชียงราย๔. เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาส เชียงราย ในปี ๒๔๖๙ อำมาตย์ตรีหลวงอดุลยธารณ์ปรีชาไวท์ ผู้พิพากษาศาลเชียงรายทูลเกล้าถวาย ต่อมาได้พระราชทานให้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คือพระพุทธรูปที่เรียกกันว่า หลวงพ่อนาก ปรากฏ ว่ามีจารึกที่บริเวณฐานขององค์พระ กล่าวถึงพระนามของ พระเจ้ายุธิษฐิราม เป็นผู้สร้างพระพทุธรูปองค์นี้ เมื่อ มศ. ๑๓๙๘ (พ.ศ. ๒๐๑๙)  ในช่วงปลายรัชกาลพระเจ้าติโลกราช ได้มีความนิยมทำจารึกปีที่สร้างไว้ที่ส่วนฐาน สรุปความได้ว่า “ศักราช ๑๓๙๘ [ม.ศ. ๑๓๙๘ ตรงกับ พ.ศ. ๒๐๑๙ ] ในปีวอก เดือน ๓ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันอาทิตย์ อุตรภัทรนักษัตร โสริยาม พระราชาผู้เป็นใหญ่ทรงพระนาม พระเจ้ายุษฐิรราม เป็นพระราชาผู้ครองเมืองอภิวทรงประสูติในวงค์ของนักรบผู้กล้าหาญเป็นเยี่ยม ทรงประกอบด้วย(ทศพิธราช) ธรรม แตกฉานพระไตรปิฏก ได้ทรงสร้างพระพุทธรูปทอง (สำริด) องค์นี้มีน้ำหนักสิบสี่พัน(๑๔,๐๐๐) เพื่อดำรง(พระศาสนา) ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” เมื่อได้สอบทานช่วงเวลานั้น พระเจ้ายุธิษฐิระ ได้มาครองเมืองพะเยาแล้ว ได้ปรากฏในจารึก ลพ ๒๔ สรุปความได้ว่า “ในปี ๘๓๖( จศ.๘๓๖-พ.ศ. ๒๐๑๗) พระเจ้าติโลกราชให้พญาสองแควเก่า มากินเมืองพะเยา มาสร้างบ้านพองเต่าให้เป็นที่อยู่”.     ถ้าท่านมีโอกาสไปเยี่ยมชม วัดบุนนาค ใต้ต้นไม้ใหญ่(มะม่วง?) อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ ๓๐ เมตร ของเจดีย์ประธาน ที่โคนต้นพบแผ่นปูนซีเมนต์ มีการจารข้อความ ว่า “สถานที่ตรงนี้เหล่าคนร้ายได้พากันขุดองค์พระเจดีย์และนำพระทองคำหน้าตัก ๒๐ กว่านิ้ว ๔ องค์  ทำการหลอมเพื่อเอาทองคำเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ วันที่ ๒๑ สิงหาคม เวลาหลอมตอนแรกไม่ละลายจึงพากันตั้งศาลเพียงตา อธิษฐานขอเกิดเป็นคนชาติเดียว...(อักษรเลือน)” เมื่อไปตรวจสอบเอกสารพบว่า ตรงกันกับเหตุการณ์การลักลอบขุดที่วัดบุนนาค มีเพียงครั้งเดียว สิงหาคม ๒๔๖๐ ตามบันทึกว่า “วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๒ จุลศักราช ๑๒๗๙ พุทธศักราช ๒๔๖๐ ตรงกับ รศ.๑๓๖ เวลาเช้า ๓ โมงเช้า(๐๙.๐๐ น.)” จึงอาจจะเป็นความสับสนวัน ปี ของผู้จาร  แต่จากข้อความ ทำให้ว่าได้ทราบสูญเสียพระพุทธรูปที่มีขนาดใกล้เคียงกับหลวงพ่อนาค ไปให้กับความโลภของมนุษย์ ถึง ๔ องค์ สันนิษฐานว่าคงจะมีพุทธศิลป์ที่งามไม่ด้อยกว่าหลวงพ่อนาก ที่หลงเหลือให้อนุชนรุ่นหลังได้ชมเชิงอรรถ๑. นาก ในที่นี้เป็นคำนาม หมายถึง โลหะผสมชนิดหนึ่ง โดยเอาทองคำ เงิน กับทองแดงผสมเข้าด้วยกัน นิยมใช้ทำรูปพรรณต่าง ๆ  เป็นวิเศษณ์ หมายถึง  เรียกสีอย่างสีทองปนแดง เช่น ชมพู่สีนาก เป็นต้น๒.พระครู วิลาสวชิรปัญญา (ปินตา ชอบจิต 2404-2487)”ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะแขวงเมืองพะเยา (ในอดีตพะเยามีฐานะเป็นอำเภอหรือแขวงหนึ่งของจังหวัดเชียงราย) ระหว่าง พ.ศ. 2404-2487 นอกจากนี้ ยังเป็นเจ้าอาวาสวัดหัวข่วงแก้ว วัดราชคฤห์ และเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ (วัดพระเจ้าตนหลวง) มีรวบรวมเก็บไว้ที่หอวัฒนธรรมนิทัศน์ วัดศรีโคมคำ มีจำนวน 11 เล่ม เป็นการบันทึกประจำวัน เหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับพิธีกรรมศิลปวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น รวมถึงการปกครองคณะสงฆ์ ด้วยอักษรธรรมล้านนาในกระดาษฟุลสแก็ปที่เย็บเป็นเล่ม ได้มีคุณประโยชน์แก่ชนรุ่นหลังเหลือคณานับ๓.นับตามปฏิทินจันทรคติล้านนา จะแตกต่างกับทางภาคกลาง(จุลศักราชไทย)  นับเร็วกว่าประมาณ ๒ เดือน๔. อำเภอพะเยาได้ยกฐานะขึ้นเป็น จังหวัดพะเยา  แยกจาก จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2520-อ้างอิง-คณะกรรมจัดทำหนังสือวัดป่าแดงบุนนาค(ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์). ตำนานพระธาตุป่าแดงหลวงดอนไชยและพระรัตนบุนนาคไชยปราการ.พะเยา,กอบคำการพิมพ์.พระธรรมวิมลโมลี.เมืองพะเยาจากตำนานและประวัติศาสตร์.พะเยา:๒๕๔๖.พิเศษ  เจียจันทร์พงษ์ “ หลวงพ่อนาก พระพุทธรูปพระเจ้ายุธิษฐิระ” ศิลปากร ปีที่ ๔๖ ฉบับที่ ๑ (มกราคม-กุมภาพันธ์) ๒๕๔๖.๑๐๕-๑๑๔.สุจิตต์ วงษ์  เทศ บรรณาธิการ.(๒๕๓๘). ประชุมจารึกเมืองพะเยา. กรุงเทพฯ: บริษัทพิฆเณศ พริ้นติ้งเซ็นเตอร์. สุจิตต์ วงษ์  เทศ บรรณาธิการ.ประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม เมืองพะเยา. กรุงเทพฯ: บริษัทพิฆเณศ พริ้นติ้งเซ็นเตอร์.


รายงานการเดินทางไปปฏิบัติราชการ ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา   1.      ชื่อโครงการ การประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและพิพิธภัณฑ์แห่งอาเซียน (ASEAN Cultural Properties and Museum International Workshop) 2.      วัตถุประสงค์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและพิพิธภัณฑ์แห่งอาเซียน และนำเสนอรายงาน Country Report 3.      กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ 13 – 19 พฤศจิกายน 2560 4.      สถานที่ กรุงพนมเปญ และจังหวัดเสียมเรียบ 5.      หน่วยงานผู้จัด Sophia University Asia Center for Research and Human Development ประเทศญี่ปุ่น 6.      หน่วยงานสนับสนุน กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ และ APSARA National Authority ราชอาณาจักรกัมพูชา 7.      กิจกรรม ศึกษาดูงานในแหล่งมรดกวัฒนธรรมที่สำคัญในกรุงพนมเปญและจังหวัดเสียมเรียบ อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้แทนประเทศในกลุ่มอาเซียนที่เข้าร่วม และนำเสนอรายงาน Country Report ในที่ประชุม 8.      คณะผู้แทนไทย 8.1   นายทศพร   ศรีสมาน           ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ 8.2   นายสิทธิชัย  พูดดี              นักโบราณคดีปฏิบัติการ 8.3   นางสาวดวงกมล  กมลานนท์  ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ 9.      สรุปสาระของกิจกรรม วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 (วันที่ 1)           -ผู้เข้าร่วมการประชุมจาก 8 ประเทศ เดินทางถึงกรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 (วันที่ 2)           -พิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์                   (H.E. Madame Phoeurng Sakcona) ณ กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ กรุงพนมเปญ -ศึกษาดูงาน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพนมเปญ กรุงพนมเปญ           วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 (วันที่ 3) -ศึกษาดูงานพิพิธภัณฑ์กำปงธม จังหวัดกำปงธม -ศึกษาดูงานแหล่งมรดกโลกปราสาทสมโบร์ไพรกุก วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 (วันที่ 4) -เข้าเยี่ยมคารวะอธิบดี APSARA National Authority -การบรรยายพิเศษ โดย ผู้อำนวยการภาคสนามของ Sophia Asia Center (Mr. Satoru Miwa) -การบรรยายพิเศษ โดย ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์โบราณสถานในนครวัดและโบราณคดีเชิงป้องกัน ของ  APSARA Authority (Dr. Ly Vanna) -ศึกษาดูงานสำนักงานอนุรักษ์โบราณวัตถุนครวัด บรรยายนำชม โดย ผู้อำนวยการสำนักงานอนุรักษ์  โบราณวัตถุนครวัด (นาย Kim Sothin) -ศึกษาดูงานพิพิธภัณฑ์ Preah Norodom Sihanouk – Angkor บรรยายนำชม โดย ผู้อำนวยการ  พิพิธภัณฑ์ (Dr. Chhom Kunthea) วันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 (วันที่ 5) -การบรรยายพิเศษ โดย Dr. U Nyunt Han ผู้แทนจาก SPAFA -การนำเสนอรายงาน Country Report จากผู้เข้าร่วมการประชุมจาก 8 ประเทศ จำนวน 16 คน วันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 (วันที่ 6) -ศึกษาดูงานการบูรณะทางเดินเข้าปราสาทด้านทิศตะวันตก ณ แหล่งมรดกโลกนครวัด -การบรรยายพิเศษ โดย อาจารย์จากมหาวิทยาลัย Royal University of Fine Arts. (Prof. Ang Choulean) -พิธีปิด วันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 (วันที่ 7) --ผู้เข้าร่วมการประชุม เดินทางกลับประเทศ 10.  ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีมรดกวัฒนธรรมทางโบราณคดีที่มีความคล้ายคลึงกันในหลายๆ ด้าน เช่น วัสดุ รูปแบบศิลปะ เทคนิคการก่อสร้าง ดังนั้นการได้เรียนรู้รูปแบบการจัดการมรดกวัฒนธรรมของแต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียน รวมถึงการได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องการจัดการวัตถุวัฒนธรรมทั้งที่อยู่ติดที่ในแหล่งโบราณสถานหรือที่ได้ถูกเคลื่อนย้ายมาจัดเก็บหรือจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ จึงเป็นการสร้างมิติของการเรียนรู้ในเรื่องของการจัดการวัตถุทางวัฒนธรรมให้ลึกและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น     ...............................................................ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ                (นางสาวดวงกมล  กมลานนท์)                ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ


เสนีย์  ปราโมช.  ชุมนุมวรรณคดีทางการเมือง.  พระนคร: ไทยวัฒนาพานิช  , 2511.      คณะผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้มีเป้าหมายในการจัดทำเพื่อหาทุนช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวบทบาทของ ม.ร.ว. เสนีย์  ปราโมช ที่ทำหน้าที่ในบทบาทต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วย 8 เรื่อง  ด้วยกัน        เรื่องที่ 1 การเจรจาระงับสถานะสงครามกับบริเตนใหญ่ ที่จะต้องเดินทางไปทำความเข้าใจและลงนามในสันติภาพกับอเมริกา ขากลับเดินทางเดินทางผ่านอังกฤษเพื่อคงความเป็นมิตรทางการทูตเอาไว้ และการเจรที่แคนดีเพื่อลงนามในสัญญา ๒๑ ข้อ ซึ่งไม่สามารถลงนามได้เห็นว่าเป็นการลดเกียรติของไทย ฝรั่งเศสขอดินแดนคืนและให้ส่งพระแก้วมรกตไปกำนัลด้วย        เรื่องที่ 2 เบื้องหลังประวัติศาสตร์ ว่าด้วยการปฏิวัติแบบปาฎิหาริย์ ที่เกิดจากการอ่านคำว่าปฎิวัติ เป็นปาฎิหาริย์ ของนายควง  อภัยวงศ์ ว่าด้วยรัฐบาลอุบัติเหตุ ที่นายควง อภัยวงศ์และคณะได้เข้านั่งบริหารประเทศแทนรัฐบาลชุดเก่าหลังจากที่เกิดปฏิวัติในวันที่ 8  กันยายน 2490 ซึ่งมีคำเปรียบเปรยเกิดขึ้นว่า นักการเมืองคนใดตายเพื่ออุดมคติ นักการเมืองคนนั้นไม่มีวันตาย”   การรับรอง “วิทยะฐานะ”รัฐบาลไทย ที่เป็นช่วงการส่งข้าวออกมากที่สุด  การลี้ภัยของนายปรีดี พนมยงค์      เรื่องว่าด้วยสภาประวัติศาสตร์ของนักแก่เมือง   กล่าวถึงการออกกฎหมายแทนพระมหากษัตริย์ที่อยู่ในสมัย 90 วัน ซึ่งมีวุฒิสภา ที่ประกอบด้วยบุคคลซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ เลือกตั้ง      เรื่องว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ซึ่งได้กล่าวว่าคนไทยมีหัวเป็นนักประชาธิปไตย แต่มีหัวใจนิยมพระมหากษัตริย์  พระมหากษัตริย์ทรงสืบสายประวัติศาสตร์ของชาติไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งยอมแพ้ยอมเสียเสียสละทุกอย่างเพื่ชาติไทยจะได้อยู่ต่อไป ซึ่งต่างชาติได้ยอมรับในพระปรีชาสามารถในพระปิยมหาราชที่สร้างประเทศให้ก้าวไปไกลและรวดเร็วยิ่งกว่าประเทศใด ๆ ในเอเชียตะวันออก     เรื่อง ว่าด้วยอำนาจตุลาการ ที่ใช้ดูแลบ้านเมืองเพื่อปราบอธรรม ซึ่งรัฐสภาพิจารณาการออกกฎหมายและศาลเป็นผู้ใช้อำนาจให้เกิดความยุติธรรมประชาชนทุกหมู่เหล่า      เรื่องที่ 3 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอเมริการะหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นปาฐกถาในระหว่างที่เป็นทูตอยู่ที กรุงวอชิงตัน  ซึ่งกำหนดให้คนไทยทุกคนต่อต้านผู้รุกรานบ้านเมืองไทย และให้มีการแลกเปลี่ยนประโยชน์ซึ่งกันและกัน มีงบประมาณที่จะนำมาช่วยเหลือในการสงคราม และมีแถลงการณ์ว่าการณ์ที่ไทยประกาศสงครามกับอเมริกานั้นเป็นโมฆะเสียแล้ว      เรื่องที่ 4 ปราศรัยกับประชาธิปัตย์ ที่เกี่ยวกับการปกครองแบบประชาธิปไตยและแบบที่มีพระเจ้าแผ่นดินใช้อำนาจแบบสมบูรณาญาสิทธิราช      เรื่องที่ 5 หัวข้อสัมมนาทางการเมือง ที่สรุปได้ว่าการพัฒนาประชาธิปไตย แต่กลับกลายเป็นเผด็จการไปก็มี เพราะเสียงของคนข้างมากนั่นเอง ผลของการการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 เกิดจากการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสเหตุการณ์ของโลก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ได้สั่งให้ร่างรัฐธรรมนูญปกครองแผ่นดินขึ้น      เรื่องที่ 6 รัฐธรรมนูญปี 2511 ซึ่งการร่าง 2511 ใช้เวลาร่างรวม 10 ปี และได้เรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่ารัฐธรรมนูญฟันปลอม      เรื่องที่ 7 รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกับเสถียรภาพทางการเมือง เป็นการสัมมนาเรื่องการเมืองอีกครั้งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นความสำคัญเกี่ยวกับอนาคตและความเจริญของบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง ที่สร้างความมั่งคงแข็งแรงให้กับบ้านเมือง      เรื่องที่ 8 การเมืองที่ต้องฝากไว้ให้กับคนไทยรุ่นใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนต้นไม้ที่ให้ร่มเงา ที่เป็นหน้าที่ของทุกคนในการช่วยกันปลูกดูแล เพื่อความเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง


รายงานงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศญี่ปุ่น วันที่ ๒๔ มิถุนายน – ๔ กรกฎาคม ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว ๑.   ชื่อโครงการ      โครงการนิทรรศการพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๓๐ ปี ความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น ๒.   วัตถุประสงค์ ๒.๑  เพื่อดำเนินการจัดนิทรรศการพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๓๐ ปี ความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น ๒.๒ เพื่อร่วมในพิธีเปิดนิทรรศการพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๓๐ ปี ความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น ๒.๓ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ๓.   กำหนดเวลา           วันที่ ๒๔ มิถุนายน – ๔ กรกฎาคม (๑๐ วัน) ๔.   สถานที่                 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว  ประเทศญี่ปุ่น ๕.   หน่วยงานผู้จัด        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู  ประเทศญี่ปุ่น ๖.   หน่วยงานสนับสนุน   พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว  ประเทศญี่ปุ่น                                 กรมศิลปากร ประเทศไทย ๗.   กิจกรรม                เข้าร่วมประชุมกับคณะทำงานฝ่ายพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู และพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ โตเกียว เพื่อร่วมวางแนวทางและเตรียมแผนการดำเนินการจัดนิทรรศการพิเศษ เปิดกล่องบรรจุและหีบห่อ เพื่อตรวจสภาพและจัดวางโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และร่วมให้แนวทางในการจัดแสดงในนิทรรศการพิเศษจนแล้วเสร็จ                 ๘.   คณะผู้แทนไทย คณะจากประเทศไทยที่เข้าร่วมดำเนินการ  จำนวน ๓ คน  ดังนี้ ๑.      นายเสน่ห์  มหาผล  ผู้อำนวยการกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ ๒.      นางสาวดาริกา  ธนะศักดิ์ศิริ ภัณฑารักษ์ชำนาญการ รักษาการผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง ๓.      นางสาววัชรี  ชมภู  ภัณฑารักษ์ชำนาญการ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร  ๙.   สรุปสาระของกิจกรรม ๑. เข้าร่วมประชุมกับคณะทำงานฝ่ายพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู และพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ โตเกียว เพื่อร่วมวางแนวทางและเตรียมแผนการดำเนินการจัดนิทรรศการพิเศษ ๒. เปิดกล่องบรรจุและหีบห่อ เพื่อตรวจสภาพและจัดวางโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และร่วมให้ แนวทางในการจัดแสดงในนิทรรศการพิเศษ ๓. เข้าร่วมพิธีเปิดนิทรรศการพิเศษเนื่องในโอกาส 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - ญี่ปุ่น เรื่อง Thailand: Brilliant Land of the Buddha และเข้าชมนิทรรศการพร้อมชมสินค้าที่ระลึก  ๑๐.  ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม การทำงานร่วมกับภัณฑารักษ์ชาวญี่ปุ่น  ทำให้เรียนรู้กระบวนการการในการทำงานด้านพิพิธภัณฑ์ที่มีมาตรฐานสากล ซึ่งสามารถนำแนวทางในการดำเนินงานมาเป็นแบบอย่าง ปรับประยุกต์ใช้กับการทำงานพิพิธภัณฑ์ได้อย่างมาก 


-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : ไปดูเค้าฝึกงาน -- ครั้งหนึ่งสถานีประมงจังหวัดพะเยารับนักศึกษาเกษตรเข้าฝึกงาน เป็นการฝึกงานทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติเกือบ 1 เดือน น่าสนใจว่าพวกเค้าฝึกหัดอะไรบ้าง ? . จากเอกสารจดหมายเหตุของสถานีประมงจังหวัดพะเยาปี 2522 มีตารางการฝึกงานให้นักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ระหว่างวันที่ 9 - 31 ตุลาคม ซึ่งรายละเอียดการฝึกหัดสรุปเป็นประเด็นได้ดังนี้. 1. การฝึกงานในแต่ละวันเริ่ม 9.00 น. - 16.00 น. และหยุดพัก 1 วันต่อสัปดาห์ 2. นักศึกษาได้ฝึกงานกับนักวิชาการประมงโดยตรง 3. งานฝึกปฏิบัติส่วนใหญ่เกี่ยวกับการเลี้ยงปลา เริ่มตั้งแต่ชนิดปลาที่ควรเพาะเลี้ยง การขยายพันธุ์ การป้องกันโรค การลำเลียงขนส่งสายพันธุ์ โครงการบำรุงพันธุ์ปลาแบบประชาอาสา และเรื่องบันไดปลาโจน 4. งานภาคทฤษฎีกำหนดให้ศึกษาเพิ่มเติมจากการค้นคว้าในห้องสมุด ซึ่งมีแนวทางหรือหลักการที่ถูกต้อง อ้างอิงได้ 5. ช่วงสุดท้ายของการฝึกงานมีการบรรยายกฎหมายกับระเบียบการประมงให้ทราบ ตลอดจนสรุปปัญหา ตอบข้อสงสัยต่างๆ และจัดทำรายงานผลการศึกษา. จากประเด็นการฝึกงานของนักศึกษานี้ ทำให้พบว่าเมื่อ 44 ปีก่อน สถานีประมงจังหวัดพะเยาเน้นการเผยแพร่เรื่องปลา ไม่ใช่เพราะมีกว๊านพะเยาเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ขนาดใหญ่เท่านั้น หากปลาคือหนึ่งในสัตว์น้ำเศรษฐกิจพื้นฐานของประเทศ บริโภคง่าย มีคุณค่าทางโภชนาการ. ถัดมา สถานีประมงให้ความสำคัญเรื่อง " บันไดปลาโจน " เพราะขณะนั้นเป็นเรื่องใหม่ของเอเชีย จังหวัดพะเยาคือพื้นที่แรกๆ ของประเทศที่จัดทำขึ้น โดยจุดประสงค์ต้องการช่วยเหลือการอพยพของปลาไปวางไข่ ว่ายหาแหล่งอาหาร หลีกหนีมลภาวะเป็นพิษ บันไดปลาโจนจึงถูกออกแบบมาให้ปลาชนิดต่างๆ โจนข้ามสิ่งกีดขวางไปได้ง่าย. ดังนั้น การฝึกงานของนักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ จึงได้ฝึกหัดเรื่องก้าวหน้าทันสมัย สถานีประมงวางกำหนดการฝึกปฏิบัติสอดคล้องสภาพสังคมของจังหวัดกับภูมิภาค ทุกคนสามารถนำไปต่อยอดการศึกษาหรือหาความชำนาญเพิ่มเติมสำหรับประกอบอาชีพได้ และที่สำคัญ... การเรียนรู้ทั้งหมดคือจุดเริ่มต้นในการพัฒนาบ้านเกิดให้มีประสิทธิภาพดังเช่นปัจจุบัน.ผู้เขียน: นายธานินทร์ ทิพยางค์ (นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา).เอกสารอ้างอิง: หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา. เอกสารสถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยา (2) กษ 1.1.1.1/3 เรื่อง นักศึกษาและครูขอเข้าฝึกงานที่สถานีประมงพะเยา [ 25 พ.ค. 2508 - 11 พ.ย. 2526 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ


กกรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น   กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้ ๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙   ๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ - โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท - โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน   ๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว   ๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้ ๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน ๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ ๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา ๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ ๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน   หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา ๑. ชื่อโครงการ     การอนุรักษ์โบราณวัตถุที่ได้จากแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ ๒. วัตถุประสงค์           ๒.๑ เพื่อส่งเสริมศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับงานโบราณคดีให้มีความรู้ในการอนุรักษ์โบราณวัตถุ                  ที่มาจากใต้ทะเล           ๒.๒ เพื่อประโยชน์ในการวางแผนการสำรวจ การขุดค้นในอนาคต อันจะเอื้อต่อประโยชน์ของการ                 อนุรักษ์โบราณวัตถุสูงสุด           ๒.๓ สามารถรับผิดชอบงานการอนุรักษ์บางส่วนก่อนส่งสู่ส่วนกลางได้           ๒.๔ เรียนรู้และแลกเปลี่ยน ความรู้ ประสบการณ์แก่ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณวัตถุที่มาจาก                  ใต้ทะเล ๓. กำหนดเวลา    ๑๑ – ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๐ ๔. สถานที่     ศูนย์อนุรักษ์โบราณวัตถุจากแหล่งโบราณคดีใต้น้ำเกาะเสด็จ จังหวัดเกาะกง ราชอาณาจักรกัมพูชา ๕. หน่วยงานผู้จัด   กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร ๖. หน่วยงานสนับสนุน  ศูนย์อนุรักษ์โบราณวัตถุจากแหล่งโบราณคดีใต้น้ำเกาะเสด็จ จังหวัดเกาะกง                                กระทรวงศิลปะและวัฒนธรรม  ราชอาณาจักรกัมพูชา                                นำโดย Mr. Tep Sokha นักโบราณคดีและนักอนุรักษ์โบราณวัตถุ ๗. กิจกรรม            ๗.๑ เข้าชมและศึกษาโบราณวัตถุที่ได้จากแหล่งโบราณคดีใต้น้ำเกาะเสด็จ จังหวัดเกาะกง           ๗.๒ การฝึกปฏิบัติการอนุรักษ์โบราณวัตถุที่ได้จากใต้ทะเล โดยเน้นที่โบราณวัตถุประเภท                 ภาชนะดินเผา           ๗.๓ ทัศนศึกษาแหล่งฝังศพครั้งที่สอง ซึ่งอยู่ในชุมชน Chi Phat จังหวัดเกาะกง   ๘. คณะผู้แทนไทย           ๘.๑ นายอาภากร  เกี้ยวมาศ                 รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองโบราณคดีใต้น้ำ           ๘.๒ นายสิร  พลอยมุกดา                    นักโบราณคดีปฏิบัติการ           ๘.๓ นางสาวพรนัชชา  สังข์ประสิทธิ์         นักโบราณคดีปฏิบัติการ           ๘.๔ นายวงศกร  ระโหฐาน                   นักโบราณคดีปฏิบัติการ           ๘.๕ พันจ่าตรีเดชา  พรไทย                  นายช่างสำรวจชำนาญงาน           ๘.๖ จ่าเอกสมเกียรติ  คุ้มรักษา              นายช่างสำรวจชำนาญงาน           ๘.๗ จ่าเอกบันดาล  เพ็ชรขำ                 นายช่างสำรวจชำนาญงาน           ๘.๘ นายวิศณุ  หนูเลขา                      นายช่างโยธาชำนาญงาน           ๘.๙ จ่าเอกประเสริฐ  สอนสุภาพ            นายช่างสำรวจชำนาญงาน           ๘.๑๐ พันจ่าเอกอดุลย์  โคตรสีนวล          นายช่างสำรวจชำนาญงาน           ๘.๑๑ จ่าเอกอรรถพล  เทียมเงิน             นายช่างสำรวจชำนาญงาน           ๘.๑๒ จ่าเอกศุภกฤษ  สำโรงลุน              นายช่างสำรวจชำนาญงาน           ๘.๑๓ จ่าเอกเติมพงศ์ โอภาพ                 นายช่างสำรวจชำนาญงาน           ๘.๑๔ นางกัลปังหา  เกี้ยวมาศ               ผู้ช่วยนักโบราณคดี           ๘.๑๕ นางสาวชีวรัตน์  เชื่อดี                 เจ้าพนักงานพิพิธภัณฑ์ชำนาญงาน ๙. สรุปสาระของกิจกรรม           กิจกรรมแบ่งออกเป็นสามส่วนได้แก่           ๙.๑ การทัศนศึกษาที่แหล่งฝังศพครั้งที่สองที่อยู่ในชุมชน Chi Phat จังหวัดเกาะกง ซึ่งประกอบด้วยแหล่งโบราณคดี O-Kei และ  Phnom Pel ซึ่ง6อยู่บนภูเขา cardamom หรือ พนมกระวาน แหล่งโบราณคดีทั้งสองเป็นแหล่งที่ค้นพบการฝังศพครั้งที่สองภายในภาชนะดินเผาซึ่งตั้งอยู่บริเวณเพิงผาสูงจากพื้นดินประมาณ ๓ – ๕ เมตร โบราณวัตถุที่พบประกอบด้วย ไหจากเตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี ภาชนะดินเผาแบบเซลาดอนจากเตาศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ไหจากเตาสมัยเมืองพระนครและภาชนะดินเผาที่ใช้ในการหุงต้มประจำวัน นอกจากนี้ยังพบการฝังศพในโลงไม้พร้อมทั้งไหจากเตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี ภายในภาชนะบรรจุกระดูกมนุษย์ ลูกปัดแก้วและแหวนสำริดซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นของอุทิศให้แก่ผู้ตาย จากการตรวจสอบทางลักษณะทางกายภาพของกระดูกมนุษย์พบว่าน่าจะเสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรียเนื่องจากบริเวณกะโหลกมีรู ซึ่งเป็นผลกระทบจากโรคดังกล่าว แหล่งโบราณคดีนี้กำหนดอายุอยู่ในช่วงคริสตวรรษที่ ๑๕ -๑๘ และกำหนดอายุได้เก่าสุดคือ ค.ศ. ๑๔๕๖ ซึ่งตรงกับช่วงที่การค้าขายสังคโลกในสมัยกรุงศรีอยุธยากำลังเจริญรุ่งเรือง การเดินทางติดต่อสื่อสารของผู้คนภาคพื้นทะเลและพื้นที่สูงน่าจะเดินทางผ่านแม่น้ำ  An Daung Toeuk ซึ่งเป็นแม่น้ำที่เชื่อมถึงชุนชน Chi Phat  และสามารถออกสู่ทะเลได้ คนบนพื้นที่สูงน่าจะนำของป่ามาค้าขายหรือแลกเปลี่ยนกับสินค้าที่มาจากภายนอก  การเลือกใช้ภาชนะดินเผาที่นำเข้า มาใช้ในการประกอบพิธีกรรมทำให้สันนิษฐานได้ว่าผู้ตายน่าจะเป็นผู้มีฐานะทางสังคม ปัจจุบันยังไม่ทราบว่ากลุ่มคนที่ประกอบพิธีกรรมเหล่านี้คือใครเนื่องจากเมื่อทำการสัมภาษณ์คนในชุมชนทราบว่าไม่มีการประกอบพิธีกรรมนี้เท่าที่สามารถสืบความได้           ๙.๒ เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการโบราณวัตถุที่พบจากแหล่งโบราณคดีใต้น้ำน้ำเกาะเสด็จ แหล่งโบราณคดีนี้อยู่ห่างจากเกาะเสด็จไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๑๐ กิโลเมตร แหล่งนี้ไม่มีการขุดค้น แต่เป็นการเก็บกู้โบราณวัตถุขึ้นมาให้ได้มากที่สุด เพราะเกรงว่าจะถูกลักลอบ จากนั้นจึงนำมารวบรวมไว้ที่ศูนย์อนุรักษ์โบราณวัตถุจากแหล่งโบราณคดีใต้น้ำเกาะเสด็จ จังหวัดเกาะกง กระทรวงศิลปะและวัฒนธรรม โดยมี Mr. Tep Sokha นักโบราณคดีและนักอนุรักษ์โบราณวัตถุ เป็นผู้ดำเนินงาน โบราณวัตถุส่วนใหญ่ที่พบคือไหจากเตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี ภาชนะจากแหล่งเตาศรีสัชนาลัยและสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย นอกจากนี้ภายในนิทรรศการยังมีชิ้นส่วนไม้เรือ เครื่องถ้วยจีน ภาชนะดินเผาที่ใช้ประจำวัน งาช้าง ปืนใหญ่ขนาดเล็ก ดีบุก เป็นต้น รวมได้ทั้งหมดประมาณ ๘ ตัน ซึ่งปัจจุบันสามารถทำการอนุรักษ์ได้เพียง ๔๐ %           ๙.๓ ฝึกปฏิบัติการอนุรักษ์โบราณวัตถุโดยเน้นที่โบราณวัตถุประเภทภาชนะดินเผา โดยเริ่มจากภาชนะดินเผาประเภทเนื้อดิน (Earthenware) โดยครั้งนี้นำภาชนะดินเผาใหม่ มาทุบให้แตกจากนั้นจึงทดลองปฏิบัติการอนุรักษ์ดังนี้ ๙.๓.๑ ขั้นตอนที่แรกเริ่มจากการบันทึกข้อมูลกายภาพของวัตถุ สภาพก่อนการอนุรักษ์ จากนั้นจึงเริ่มทำความสะอาดโบราณวัตถุโดยแบ่งออกเป็น การทำความสะอาดแบบแห้ง คือการใช้ฟองน้ำ แปรง หรือ ไม้ปลายแหลมพันสำลี และการทำความสะอาดแบบเปียก โดยการใช้น้ำ Acetone หรือ Ethanol ในการทำความสะอาดพื้นผิวหรือรอยต่อของโบราณวัตถุ ๙.๓.๒  จากนั้นจึงเตรียมสาร consolidation เพื่อทำให้พื้นผิวและรอยต่อของโบราณวัตถุแข็งแรงขึ้น โดยใช้สาร poraloid B-72 และ B-48 ๙.๓.๓ การเตรียมกาว โดยใช้สารเคมี poraloid B-72 และ B-48 ละลายใน Acetone ในอัตราส่วน 1:1 จากนั้นจึงผสมสีฝุ่นลงไปให้ได้สีที่ใกล้เคียงกับผิวโบราณวัตถุมากที่สุด ๙.๓.๔ ประกอบโบราณวัตถุเข้าด้วยกัน ใช้กาวในปริมาณน้อย ใช้ยางยืดประคองโบราณวัตถุให้เข้ารูป รอให้แห้ง และบันทึกข้อมูลหลังจากการอนุรักษ์ ๙.๓.๕ ภาชนะแบบภาชนะดินเผาเนื้อกระเบื้อง (porcelain) ให้ใช้ กาวประเภท Epoxy โดยจะผสม Part A และ Part B ลงในอัตราส่วน ๒:๑  ซึ่งหากจะทำการบูรณะในชิ้นส่วนที่หายไปจะใช้ Miliput     ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม               การเข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ ได้รับความรู้ด้านการอนุรักษ์โบราณวัตถุจากบุคลากรภายในประเทศและต่างประเทศ  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ได้เป็นอย่างดี  จึงควรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลการอนุรักษ์โบราณวัตถุระหว่างประเทศต่อไป ๑๑. ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ               นางสาวชีวรัตน์    เชื่อดี     เจ้าพนักงานพิพิธภัณฑ์ชำนาญงาน  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี  จันทบุรี


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศ กัมพูชา ๑. ชื่อโครงการ     การอนุรักษ์โบราณวัตถุที่ได้จากแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ ๒. วัตถุประสงค์           ๒.๑ เพื่อส่งเสริมศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับงานโบราณคดีให้มีความรู้ในการอนุรักษ์โบราณวัตถุ                  ที่มาจากใต้ทะเล           ๒.๒ เพื่อประโยชน์ในการวางแผนการสำรวจ การขุดค้นในอนาคต อันจะเอื้อต่อประโยชน์ของการ                 อนุรักษ์โบราณวัตถุสูงสุด           ๒.๓ สามารถรับผิดชอบงานการอนุรักษ์บางส่วนก่อนส่งสู่ส่วนกลางได้           ๒.๔ เรียนรู้และแลกเปลี่ยน ความรู้ ประสบการณ์แก่ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณวัตถุที่มาจาก                  ใต้ทะเล ๓. กำหนดเวลา    ๑๑ – ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๐ ๔. สถานที่     ศูนย์อนุรักษ์โบราณวัตถุจากแหล่งโบราณคดีใต้น้ำเกาะเสด็จ จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา ๕. หน่วยงานผู้จัด   กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร ๖. หน่วยงานสนับสนุน  ศูนย์อนุรักษ์โบราณวัตถุจากแหล่งโบราณคดีใต้น้ำเกาะเสด็จ จังหวัดเกาะกง    กระทรวงศิลปะและวัฒนธรรม  ประเทศกัมพูชา    นำโดย Mr. Tep Sokha นักโบราณคดีและนักอนุรักษ์โบราณวัตถุ ๗. กิจกรรม            ๗.๑ เข้าชมและศึกษาโบราณวัตถุที่ได้จากแหล่งโบราณคดีใต้น้ำเกาะเสด็จ จังหวัดเกาะกง           ๗.๒ การฝึกปฏิบัติการอนุรักษ์โบราณวัตถุที่ได้จากใต้ทะเล โดยเน้นที่โบราณวัตถุประเภท                 ภาชนะดินเผา           ๗.๓ ทัศนศึกษาแหล่งฝังศพครั้งที่สอง ซึ่งอยู่ในชุมชน Chi Phat จังหวัดเกาะกง     ๘. คณะผู้แทนไทย           ๘.๑ นายอาภากร  เกี้ยวมาศ          รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองโบราณคดีใต้น้ำ           ๘.๒ นายสิร  พลอยมุกดา             นักโบราณคดีปฏิบัติการ           ๘.๓ นางสาวพรนัชชา สังข์ประสิทธิ์  นักโบราณคดีปฏิบัติการ           ๘.๔ นายวงศกร ระโหฐาน             นักโบราณคดีปฏิบัติการ           ๘.๕ พันจ่าตรีเดชา  พรไทย            นายช่างสำรวจชำนาญงาน           ๘.๖ จ่าเอกสมเกียรติ คุ้มรักษา        นายช่างสำรวจชำนาญงาน           ๘.๗ จ่าเอกบันดาล  เพ็ชรขำ          นายช่างสำรวจชำนาญงาน           ๘.๘ นายวิศณุ หนูเลขา                นายช่างโยธาชำนาญงาน           ๘.๙ จ่าเอกประเสริฐ  สอนสุภาพ    นายช่างสำรวจชำนาญงาน           ๘.๑๐ พันจ่าเอกอดุลย์  โคตรสีนวล  นายช่างสำรวจชำนาญงาน           ๘.๑๑ จ่าเอกอรรถพล เทียมเงิน      นายช่างสำรวจชำนาญงาน           ๘.๑๒ จ่าเอกศุภกฤษ สำโรงลุน       นายช่างสำรวจชำนาญงาน           ๘.๑๓ จ่าเอกเติมพงศ์ โอภาพ         นายช่างสำรวจชำนาญงาน           ๘.๑๔ นางกัลปังหา เกี้ยวมาศ         ผู้ช่วยนักโบราณคดี           ๘.๑๕ นางสาวชีวรัตน์  เชื้อดี          เจ้าพนักงานพิพิธภัณฑ์ชำนาญงาน ๙. สรุปสาระของกิจกรรม           กิจกรรมแบ่งออกเป็นสามส่วนได้แก่           ๙.๑ การทัศนศึกษาที่แหล่งฝังศพครั้งที่สองที่อยู่ในชุมชน Chi Phat จังหวัดเกาะกง ซึ่งประกอบด้วยแหล่งโบราณคดี O-Kei และ  Phnom Pel ซึ่งอยู่บนภูเขา cardamom หรือ พนมกระวาน แหล่งโบราณคดีทั้งสองเป็นแหล่งที่ค้นพบการฝังศพครั้งที่สองภายในภาชนะดินเผาซึ่งตั้งอยู่บริเวณเพิงผาสูงจากพื้นดินประมาณ ๓ – ๕ เมตร โบราณวัตถุที่พบประกอบด้วย ไหจากเตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี ภาชนะดินเผาแบบเซลาดอนจากเตาศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ไหจากเตาสมัยเมืองพระนครและภาชนะดินเผาที่ใช้ในการหุงต้มประจำวัน นอกจากนี้ยังพบการฝังศพในโลงไม้พร้อมทั้งไหจากเตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี ภายในภาชนะบรรจุกระดูกมนุษย์ ลูกปัดแก้วและแหวนสำริดซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นของอุทิศให้แก่ผู้ตาย จากการตรวจสอบทางลักษณะทางกายภาพของกระดูกมนุษย์พบว่าน่าจะเสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรียเนื่องจากบริเวณกะโหลกมีรู ซึ่งเป็นผลกระทบจากโรคดังกล่าว แหล่งโบราณคดีนี้กำหนดอายุอยู่ในช่วงคริสตวรรษที่ ๑๕ -๑๘ และกำหนดอายุได้เก่าสุดคือ ค.ศ. ๑๔๕๖ ซึ่งตรงกับช่วงที่การค้าขายสังคโลกในสมัยกรุงศรีอยุธยากำลังเจริญรุ่งเรือง การเดินทางติดต่อสื่อสารของผู้คนภาคพื้นทะเลและพื้นที่สูงน่าจะเดินทางผ่านแม่น้ำ  An Daung Toeuk ซึ่งเป็นแม่น้ำที่เชื่อมถึงชุนชน Chi Phat  และสามารถออกสู่ทะเลได้ คนบนพื้นที่สูงน่าจะนำของป่ามาค้าขายหรือแลกเปลี่ยนกับสินค้าที่มาจากภายนอก  การเลือกใช้ภาชนะดินเผาที่นำเข้ามาใช้ในการประกอบพิธีกรรมทำให้สันนิษฐานได้ว่าผู้ตายน่าจะเป็นผู้มีฐานะทางสังคม ปัจจุบันยังไม่ทราบว่ากลุ่มคนที่ประกอบพิธีกรรมเหล่านี้คือใครเนื่องจากเมื่อทำการสัมภาษณ์คนในชุมชนทราบว่าไม่มีการประกอบพิธีกรรมนี้เท่าที่สามารถสืบความได้           ๙.๒ เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการโบราณวัตถุที่พบจากแหล่งโบราณคดีใต้น้ำน้ำเกาะเสด็จ แหล่งโบราณคดีนี้อยู่ห่างจากเกาะเสด็จไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๑๐ กิโลเมตร แหล่งนี้ไม่มีการขุดค้น แต่เป็นการเก็บกู้โบราณวัตถุขึ้นมาให้ได้มากที่สุด เพราะเกรงว่าจะถูกลักลอบ จากนั้นจึงนำมารวบรวมไว้ที่ศูนย์อนุรักษ์โบราณวัตถุจากแหล่งโบราณคดีใต้น้ำเกาะเสด็จ จังหวัดเกาะกง กระทรวงศิลปะและวัฒนธรรม โดยมี Mr. Tep Sokha นักโบราณคดีและนักอนุรักษ์โบราณวัตถุ เป็นผู้ดำเนินงาน โบราณวัตถุส่วนใหญ่ที่พบคือไหจากเตาแม่น้ำน้อย จังหวัดสิงห์บุรี ภาชนะจากแหล่งเตาศรีสัชนาลัยและสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย นอกจากนี้ภายในนิทรรศการยังมีชิ้นส่วนไม้เรือ เครื่องถ้วยจีน ภาชนะดินเผาที่ใช้ประจำวัน งาช้าง ปืนใหญ่ขนาดเล็ก ดีบุก เป็นต้น รวมได้ทั้งหมดประมาณ ๘ ตัน ซึ่งปัจจุบันสามารถทำการอนุรักษ์ได้เพียง ๔๐ %           ๙.๓ ฝึกปฏิบัติการอนุรักษ์โบราณวัตถุโดยเน้นที่โบราณวัตถุประเภทภาชนะดินเผา โดยเริ่มจากภาชนะดินเผาประเภทเนื้อดิน (Earthenware) โดยครั้งนี้นำภาชนะดินเผาใหม่ มาทุบให้แตกจากนั้นจึงทดลองปฏิบัติการอนุรักษ์ดังนี้ ๙.๓.๑ ขั้นตอนที่แรกเริ่มจากการบันทึกข้อมูลกายภาพของวัตถุ สภาพก่อนการอนุรักษ์ จากนั้นจึงเริ่มทำความสะอาดโบราณวัตถุโดยแบ่งออกเป็น การทำความสะอาดแบบแห้ง คือการใช้ฟองน้ำ แปรง หรือ ไม้ปลายแหลมพันสำลี และการทำความสะอาดแบบเปียก โดยการใช้น้ำ Acetone หรือ Ethanol ในการทำความสะอาดพื้นผิวหรือรอยต่อของโบราณวัตถุ ๙.๓.๒  จากนั้นจึงเตรียมสาร consolidation เพื่อทำให้พื้นผิวและรอยต่อของโบราณวัตถุแข็งแรงขึ้น โดยใช้สาร poraloid B-72 และ B-48 ๙.๓.๓ การเตรียมกาว โดยใช้สารเคมี poraloid B-72 และ B-48 ละลายใน Acetone ในอัตราส่วน 1:1 จากนั้นจึงผสมสีฝุ่นลงไปให้ได้สีที่ใกล้เคียงกับผิวโบราณวัตถุมากที่สุด ๙.๓.๔ ประกอบโบราณวัตถุเข้าด้วยกัน ใช้กาวในปริมาณน้อย ใช้ยางยืดประคองโบราณวัตถุให้เข้ารูป รอให้แห้ง และบัทึกข้อมูลหลังจากการอนุรักษ์ ๙.๓.๕ ภาชนะแบบภาชนะดินเผาเนื้อกระเบื้อง (porcelain) ให้ใช้ กาวประเภท Epoxy            โดยจะผสม Part A และ Part B ลงในอัตราส่วน ๒:๑  ซึ่งหากจะทำการบูรณะในชิ้นส่วนที่หายไปจะ            ใช้ Miliput      ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม               ในระหว่างการฝึกอบรมได้รับการต้อนรับจาก H.E. Prak Sonnara  อธิบดีกรมมรดก กระทรวงศิลปะและวัฒนธรรม ได้เสนอความร่วมมือระหว่างประเทศทางด้านโบราณคดีใต้น้ำและมรดกทางวัฒนธรรมทางทะเล เนื่องจากปัจจุบันประเทศกัมพูชาเริ่มมีการพบแหล่งโบราณคดีใต้น้ำและวัตถุที่ได้จากใต้ทะเล แต่บุคลากรยังขาดความรู้เรื่องการทำงานทางโบราณคดีใต้น้ำ จึงเห็นควรให้มีการทำงานระหว่างประเทศเกิดขึ้นในอนาคต ๑๑. ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ               นางสาวพรนัชชา สังข์ประสิทธิ์ นักโบรารคดีปฏิบัติการ กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร


         นายปอล เปลลิโยต์ (Paul Pelliot) นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ที่เข้ามาดําเนินการขุดค้นทางโบราณคดีร่วมกับสมเด็จฯ กรมพระยาดํารง ราชานุภาพ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ ได้ให้ข้อสันนิษฐานเป็นบุคคลแรกว่าเจ้าของ วัฒนธรรมทวารวดีเป็นชาวมอญ ทําให้ ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ (G. Cedes) ซึ่งให้ความสนใจและศึกษาเกี่ยวกับชนชาติมอญในอินโดจีน ได้ ทําการศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งค้นพบหลักฐานจารึก ภาษามอญโบราณ ที่วัดโพธิ์ (ร้าง) จังหวัดนครปฐม อันเป็นจารึกภาษามอญ ที่เก่าที่สุดเท่าที่สํารวจพบในปัจจุบัน มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ จึงมี ความมั่นใจและสรุปว่า ชนชาติมอญที่เคยมีความสําคัญทางด้านประวัติ ศาสตร์พม่านั้น น่าจะเป็นผู้เผยแผ่วัฒนธรรมอินเดียทางตอนกลางของ อุษาคเนย์ รวมถึง ศาสตราจารย์ปิแอร์ ดูปองต์ (Pierre Dupont) ภัณฑารักษ์ และนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ผู้ทําการขุดค้นโบราณสถานสําคัญสมัย ทวารวดีที่นครปฐม ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๓ จํานวน ๓ แห่งคือ เนิน พระ วัดพระเมรุ และเจดีย์จุลประโทน ก็มีความเห็นเช่นเดียวกัน จึงนําเสนอ ผลการศึกษาค้นคว้าเป็นวิทยานิพนธ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๖ และตีพิมพ์เผยแพร่ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ในชื่อเรื่อง โบราณคดีมอญแห่งอาณาจักรทวารวดี (L'Archéologie Mône de Dvâravatî)                    นักวิชาการรุ่นหลังบางท่านให้ความเห็นว่า แม้ประชาชนชาวทวารวดี ที่ตั้งถิ่นฐานในบริเวณภาคกลางตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ ประเทศไทย จะใช้ภาษามอญโบราณควบคู่ไปกับภาษาบาลีและสันสกฤต แต่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจะเป็นชนกลุ่มเดียวกับชาวมอญที่ตั้งถิ่นฐานในประเทศ พม่าตอนล่างหรือไม่ เนื่องจากรัฐทวารวดีมีความเก่าแก่กว่ารัฐมอญในพม่า และมีพัฒนาการมาจากชุมชนโบราณที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณภาคกลาง ตอนล่างของประเทศไทยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยอ้างถึงคําอธิบาย ของนักภาษาศาสตร์ว่า กลุ่มภาษามอญ-เขมรที่เป็นสาขาหนึ่งของภาษา ตระกูลออสโตรเอเชียติคนั้น เป็นภาษาเก่าแก่ของชุมชนในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ จึงพบว่ามีการใช้กันอยู่ในกลุ่มชนหลายกลุ่มในภูมิภาคนี้ รวมถึง กลุ่มชนในรัฐทวารวดีด้วย อย่างไรก็ดีนักวิชาการบางท่านกลับเสนอแนวคิด อีกประเด็นหนึ่งว่า วัฒนธรรมทวารวดีอาจเป็นอารยธรรมระยะต้นของกลุ่ม ชนชาวมอญ ที่ขยายตัวเข้าไปยังตอนกลางของประเทศพม่า ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๖ เรื่องของกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรมทวารวดีจึง ยังไม่เป็นที่ยุติในปัจจุบัน  


-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : ตามเค้าไปจับปลา -- ก่อนสถาปนาจังหวัดพะเยานั้น ชาวประมงหรือประชาชนทั้งหลายมีข้อควรคำนึงก่อนลงกว๊าน ห้วย หนอง คลอง และบึง 5 ประการ หากไม่ใส่ใจ . . . " คุก " คือคำตอบสุดท้าย. วันที่ 5 มีนาคม 2514 นายอำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย ออกประกาศ " การทำประมงในกว๊านพะเยา และในลำน้ำลำคลองหนองบึง " โดยมีใจความสำคัญคือ ละเว้นทำลายพันธุ์สัตว์น้ำ พร้อมยกตัวอย่างวิธีทำประมงผิดกฎหมายดังนี้. 1. ใช้ระเบิดจับปลามีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 10 เท่าของราคาสัตว์น้ำ แต่ไม่เกิน 10,000 บาท 2. ครอบครองสัตว์น้ำที่ใช้ระเบิดจับมาได้ จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 500 บาท 3. ใช้ยาเบื่อยาเมาจับสัตว์น้ำ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท 4. ติดตั้งทำนบ รั้ว เขื่อน ตาข่าย เพื่อกั้นทางไว้จับสัตว์น้ำ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท 5. หากปลูกพืชและก่อสร้างสิ่งใดลงในแหล่งน้ำโดยพลการ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท. ประเด็นสำคัญของประกาศฉบับนี้สรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า " อย่าทำประมงผิดวิธีทั่วไปนั่นเอง " เพราะในอำเภอพะเยานิยมทำประมงพื้นบ้าน อุปกรณ์ที่ใช้ส่วนใหญ่ เช่น สุ่ม เบ็ด ไซ แหตาห่างๆ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่ อีกทั้งไม่ก่อมลภาวะเป็นพิษแก่แหล่งน้ำ อำเภอต้องการสื่อสารกับประชาชนให้ตระหนักเพียงแค่ " อย่ามักง่าย " เพราะไม่ใช่การทำมาหากินเอาตัวรอดไปวันๆ แต่ต้องการให้ลูกหลานในอนาคตได้ประโยชน์ด้วย สิ่งเหล่านี้. . . คืองานอนุรักษ์ก่อนเป็นจังหวัดพะเยาผู้เขียน: นายธานินทร์ ทิพยางค์ (นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง: หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา. เอกสารสถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยา (2) กษ 1.1.1.1/6 เรื่อง ประกาศอำเภอพะเยา เรื่องการกระทำการประมงในกว๊านพะเยาและในลำน้ำ ลำคลอง หนองบึง [ 5 มี.ค. - 30 มิ.ย. 2514 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ


วัดอ่างศิลา ๑: วัดอ่างศิลานอก วัดอ่างศิลา ตั้งอยู่ที่ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ประวัติวัดระบุว่าเดิมแบ่งออกเป็น ๒ วัด ได้แก่ วัดอ่างศิลาในและวัดอ่างศิลานอก แต่ได้รวมกันเป็น “วัดอ่างศิลา” ในปีพุทธศักราช ๒๔๕๙ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนวัดอ่างศิลาเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ มาตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๔๒ โบราณสถานภายในวัดค่อยๆ เสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา กรมศิลปากรโดยสำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี ร่วมกับสำนักสถาปัตยกรรม จึงได้ดำเนินการบูรณะโบราณสถานภายในวัดมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๕๘ บูรณะอุโบสถ ปีพุทธศักราช ๒๕๖๐ บูรณะมณฑป ปีพุทธศักราช ๒๕๖๑ บูรณะวิหาร ปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ บูรณะเจดีย์ด้านหน้าวิหาร บทความนี้จึงขอสรุปผลการดำเนินงานและแนะนำโบราณสถานวัดอ่างศิลาอันเป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดชลบุรี ดังนี้ อุโบสถ เป็นอุโบสถแบบพระราชนิยมในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ มีเสาพาไลสี่เหลี่ยมล้อมรอบ เครื่องลำยองเป็นปูนปั้น หน้าบันประดับเครื่องถ้วยลายคราม ซุ้มประตูและหน้าต่างประดับปูนปั้นลายพันธุ์พฤกษา ภายในอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ฝาผนังเขียนภาพพุทธประวัติ เจดีย์ทรงเครื่อง ตั้งอยู่ทางด้านเหนือของอุโบสถ เป็นเจดีย์ในศิลปะไทยชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วยฐานสิงห์สามชั้นรองรับบัวปากระฆังที่มีลักษณะเป็นกลีบบัวซ้อนชั้น เรียกว่าบัวกลุ่มหรือบัวคลุ่ม ถัดขึ้นไปเป็นองค์ระฆัง รองรับบัลลังก์ บัวคลุ่มเถา ปลี ลูกแก้วและเม็ดน้ำค้าง มณฑป คืออาคารที่มีหลังคาเป็นเรือนยอด ตั้งอยู่ทางด้านเหนือของอุโบสถ ปัจจุบันประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ฝาผนังภายในมณฑปเขียนภาพอดีตพระพุทธเจ้า อุโบสถ เจดีย์ทรงเครื่องและมณฑป ตั้งอยู่ในเขตพุทธาวาสของวัดอ่างศิลานอกเดิม สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน เนื่องจากทั้งหมดมีรูปแบบศิลปกรรมที่เป็นที่นิยมในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สอดคล้องกับผลการขุดค้นทางโบราณคดีที่ไม่พบสิ่งก่อสร้างที่มีอายุเก่าไปกว่านี้ ผู้เขียน : นายสิขรินทร์ ศรีสุวิทธานนท์ (นักโบราณคดีชำนาญการ) กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี #สำนักศิลปากรที่๕ปราจีนบุรี #กรมศิลปากร #กระทรวงวัฒนธรรม


ครูโป๊ะ ชยาภา อานามวัฒน์.ตุ๊กตาที่หายไป.จันท์ยิ้ม.(2):5;มิถุนายน-กรกฏาคม2560 "หวนคิดคํานึงถึงตอนที่ฉันยังเป็นเด็ก ๆ ตุ๊กตาที่ตัวเล็ก ๆ ก็ดูจะมีความหมาย เติบโตในจินตนาการ กว้างไกลดังท้องทะเลทราย.." ท่อนหนึ่งของเพลง ตุ๊กตา จากน้าแอ๊ด คาราบาวดังขึ้นมาแว่ว ๆ ทําให้นึกถึงเรื่องของเหล่านักเรียนตัวน้อยที่มาเรียนดนตรี ในชั่วโมง ทําแบบฝึกหัดทฤษฎี ครูให้เด็ก ๆ เขียนโน้ต โด เร มี บนบรรทัดห้าเส้น โดยใช้จินตนาการออกแบบได้อย่างอิสระ เด็กหญิงน้อย ๆ วาดเส้นบรรทัด เป็นลอนคลื่น บ้างทําโค้ง ๆ เป็นสายรุ้ง ขณะที่เด็กชายขอทําเป็นสายไฟ “ผมจะวาดหน้าหุ่นยนต์กลม ๆ แทนโน้ตโค เรมี บนบรรทัด สายไฟ” เด็กชายบอก เด็กหญิงหันมา “งั้นหนูจะวาตทะเล” และ ในช่วงเวลาที่ ความรู้และจินตนาการทํางานร่วมกัน เด็ก ๆ หันมาถามเป็นระยะว่า โน้ตเปียโนหนูวาดรูปแครอท แต่ว่าอยู่ ในทะเลได้ไหม และ หนูวาตโน้ตตัวมีเป็นรูปหัวใจแทนวงกลมที่เส้นหนึ่ง ได้ไหมคะ หากเราใช้ตรรกะของวัยผู้ใหญ่ตอบคําถามหนู ๆ ก็คงจะต้องสอน ไปว่า โน้ตต้องกลม ๆ สิคะ และแครอทก็อยู่ในทะเลไม่ได้นะจ๊ะ ทําไมหนู ไม่วาดปลา ปู กุ้ง หอย หรือ หุ่นยนต์อะไรครับ ดูไม่เหมือนหุ่นยนต์สักนิด แต่ครูกลับตอบเด็ก ๆ ว่า “ได้เลย ได้ทุกอย่าง ขอแค่ตัวโตต้องมีเส้นน้อย ตัวเรอยู่ใต้บรรทัดเส้นหนึ่ง และตัวมีอยู่บนบรรทัดที่หนึ่ง" สรุปว่าคาบนั้น เด็ก ๆ เขียนโน้ต 3 ตัวแรกเองได้ และอ่านโน้ตบหนังสือเพลงของพวกเขา รวมถึงเล่นบทเพลงโดยใช้โน้ตโดเรมี ออกมาได้เป็นอย่างดี เด็ก ๆ ชอบ และสนุกสนานมาก วัยเด็ก เรามักจะมีความคิดอิสระอย่างเต็มที่ จินตนาการของเด็ก นั้นกว้างไกลไร้ขอบเขต หากแต่วันหนึ่ง ความจริง ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจํากัดกรอบโดยสังคม การเรียนที่เน้นวิชาการหนักหน่วงในยุคปัจจุบัน การแข่งขัน คะแนน และวาทกรรมการกวดวิชา ลดทอนจินตนาการและ ความคิดอันบรรเจิดของวัยเยลงไปทุกที พอรู้ตัว เด็ก ๆ ก็สูญเสียจินตนาการ และอิสรภาพทางความคิดไปเสียแล้ว ตุ๊กตาที่ตัวเล็ก ๆ ก็เลยไม่มี ความหมายวัยเยาว์นั้นสั้น และผู้ใหญ่อย่างเรา แม้หลงลืม ห่างไกล แต่ไม่ควรพรากมันไปจากเด็กน้อยเร็วนัก ให้โอกาสเด็ก ๆ ได้เป็นเด็ก อย่างเต็มที่ ส่งเสริมจินตนาการดี ๆ ในตัวพวกเขานะคะ


กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น   กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้ ๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙   ๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ - โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท - โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน   ๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว   ๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้ ๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน ๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ ๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา ๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ ๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน   หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต


๑.ชื่อโครงการ โครงการจัดแสดงนิทรรศการนานาชาติ เรื่อง “Visitors to Versailles (1682 - 1789)" ๒.วัตถุประสงค์               ๒.๑ เพื่อตรวจสอบสภาพโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุของประเทศไทยจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จำนวน ๒ รายการ รวม ๓ ชิ้น ที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังแวร์ซายส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส และ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทันแห่งนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ขอยืมไปจัดแสดงนิทรรศการนานาชาติ เรื่อง “Visitors to Versailles (1682 - 1789)"               ๒.๒ เพื่อสังเกตการณ์วิธีการเคลื่อนย้ายและแก้หีบห่อโบราณวัตถุของประเทศไทยเพื่อเตรียมการจัดแสดงในห้องนิทรรศการ ณ พิพิธภัณฑ์พระราชวังแวร์ซายส์   ๓.กำหนดเวลา                    ตั้งแต่วันที่ ๑๑ – ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ๔.สถานที่           พิพิธภัณฑ์พระราชวังแวร์ซายส์ Place d'Armes, Versailles, Paris, France รหัสไปรษณีย์ 78000      ๕.หน่วยงานผู้จัด           พิพิธภัณฑ์พระราชวังแวร์ซายส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส และ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน       แห่งนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ร่วมกับกรมศิลปากร ๖.หน่วยงานสนับสนุน                     - ๗.กิจกรรม                    ๗.๑ ภัณฑารักษ์ของประเทศไทยตรวจสอบสภาพโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ จำนวน ๒ รายการ รวม ๓ ชิ้น ร่วมกับภัณฑารักษ์ของประเทศฝรั่งเศส                    ๗.๒ ภัณฑารักษ์ของประเทศไทยเข้าร่วมสังเกตการณ์วิธีการเคลื่อนย้ายและแก้หีบห่อโบราณวัตถุของประเทศไทย          ๘.คณะผู้แทนจากกรมศิลปากร ๘.๑ นางกัญณศมนต์ กะมุทา  ภัณฑารักษ์ชำนาญการ      กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ      สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  ๙.สรุปสาระของกิจกรรม                     ๙.๑ ภัณฑารักษ์ทั้งสองฝ่ายร่วมกันตรวจสอบสภาพโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุของไทย จำนวน     ๒ รายการ รวม ๓ ชิ้น ได้แก่ บุษบกจำลองของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และ ลอมพอกพร้อมกระบอกลายรดน้ำของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ผลการตรวจสอบปรากฏว่า สภาพโบราณวัตถุทุกรายการ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แต่ภัณฑารักษ์ของไทยได้เน้นย้ำให้ระมัดระวังการหยิบยกและเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุทั้งหมด เนื่องจากมีจุดเปราะบางเป็นพิเศษอยู่หลายแห่ง                     ๙.๒ ภัณฑารักษ์ของไทยสังเกตการณ์การทำงาน วิธีการเคลื่อนย้าย และการแก้หีบห่อตลอดจนติดตั้งจัดวางโบราณวัตถุบนแท่นฐานในห้องจัดแสดง ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม                     การเดินทางมาร่วมตรวจสภาพโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุครั้งนี้ ประสบผลสำเร็จและได้รับความรู้ประสบการณ์ที่มีค่าจากการทำงานอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐานสากล มีระบบการรักษาความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม ทีมงานฝ่ายฝรั่งเศสมีแผนการทำงานที่รวดเร็ว เป็นขั้นตอนที่ผ่านการเตรียมงานและวางแผนอย่างดี โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุทุกรายการได้รับการจัดแสดง จัดเก็บ หยิบยกเคลื่อนย้าย ตรวจสอบดูแลอย่างดี ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสองประเทศในโอกาสต่อไป                         นางกัญณศมนต์  กะมุทา ผู้สรุปรายงานการเดินทางไปราชการ


black ribbon.