ค้นหา
จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
๑. โครงการ การประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง Preservation of Collection and Museum Building by Integrated Pest Management over Souteast Asia (การสงวนรักษาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และอาคารพิพิธภัณฑ์โดยการจัดการสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กแบบผสมผสานในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้)
๒. วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและปรับปรุงการปฏิบัติงานของบุคลากรให้มีความเป็นมืออาชีพรวมถึงมีทักษะในการบริหารจัดการสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก เช่น แมลง มด ปลวก หนู เป็นต้น แบบผสมผสานในพิพิธภัณฑ์และเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์และองค์ความรู้ในด้านการัดการสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก
๓. กำหนดเวลา ๗ วัน (๒๔-๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๙)
๔. สถานที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินโดนีเซีย (Nasional Museum) เมืองจาการ์ตา ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย
๕. ผู้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฎิบัติการ ประมาณ ๔๐ คน ประกอบด้วย
(๑) ผู้แทนจากประเทศต่างๆในอาเซียน ทั้งหมด ๑๓ คน ดังนี้
(๑.๑) ประเทศเนการาบรูไนดารุสซาลาม
Mrs. Siti Norhayatty binti Hj. Morni (Brunei Museums Department)
Mrs. Nora Haji Abdul Kadir (Brunei Museums Department)
(๑.๒) ประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์
Ms. Jainab Aimee Tahil-Altillero (National Museum of Philippines)
(๑.๓) ประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา
Mr. Kim Sanpiseth (National Museum of Cambodia)
(๑.๔) ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
Mrs. Vilayvanh Sihacak (Lao National Museum)
(๑.๕) ประเทศมาเลเซีย
Mr. Zamrul Amri Zakaria (National Museum of Malaysia)
Mr. Iswandi Bin Junaidi (Jabatan Muzium Sarawak)
(๑.๖) ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า
Ms. Than Wai (National Museum of Myanmar)
(๑.๗) ประเทศไทย
Ms. Guntima Tunjai (National Museum of Thailand)
(๑.๘) ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต
Mr. Claudio Marques Cabral (National Museum of Timor Leste)
(๑.๙) ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
Mrs. Nguyen Thi Thu Sang (Vietnam Museum of Ethnology)
(๑.๑๐) ประเทศสิงคโปร์
Mr Ishak Bin Ahamad (Heritage Conservation Centre, Singapore)
(๑.๑๑) ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย
Mrs Farah Dhita Hasanah, S.Si. (Museum Nasional Indonesia)
(๒) ผู้แทนจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย จำนวน ๒๗ คน ดังนี้
(๒.๑) Luthfia Rahmah,S.Si (Museum Basoeki Abdullah)
(๒.๒) Setyo Wahyuni (Museum Sumpah Pemuda)
(๒.๓) Agus Hidayat (Museum Serangga TMII)
(๒.๔) Evi Novita (Museum Beteng Vredeburg yogyakarta)
(๒.๕) Ari Sukmaningrum,S.Si (Museum Bali)
(๒.๖) Neneng Kartiwi (Museum Kepresidenan RI Balai Kirti)
(๒.๗) Juniawan Dahlan (Museum Kebangkitan Nasional)
(๒.๘) Emir Fikri herdani,S.Si (Museum Perumusan Naskah Proklamasi)
(๒.๙) Moh.Habibi, S.Si (Balai Konservasi Borobudur)
(๒.๑๐) Martoyib (Museum Sriwijaya)
(๒.๑๑) Alpian (Museum Negeri Sumatera Selatan)
(๒.๑๒) Vandrowis Darwis, S.Sos. (Museum Adityawarman)
(๒.๑๓) Chaidir Ashari (Universitas Indonesia)
(๒.๑๔) Jasmiati (Museum Aceh)
(๒๑๕) Mukhiman, S.Sos (Museum Nasional Indonesia)
(๒.๑๖) Fifia Wardani, S.Hum (Museum Nasional Indonesia)
(๒.๑๗) Adi Suyitno (Museum Nasional Indonesia)
(๒.๑๘) Nurul Indrarini, S.Hum (Museum Nasional Indonesia)
(๒.๑๙) Maulidha Sinta Dewi, S.Si,H.Hum (Museum Nasional Indonesia)
(๒.๒๐) Dian Novita Lestari, S.Si,M.Hum (Museum Nasional Indonesia)
(๒.๒๑) Imam Santoso, S.Sn (Museum Nasional Indonesia)
(๒.๒๒) M. Fajri, S.Hum (Museum Nasional Indonesia)
(๒.๒๓) Wawan Agus, S.Pd (Museum Nasional Indonesia)
(๒.๒๔) Febriana Ika, S.Ant (Museum Nasional Indonesia)
(๒.๒๕) Ary Setyaningrum, S. Hum (Museum Nasional Indonesia)
(๒.๒๖) Ditta Nirmala, S.Tp (Museum Nasional Indonesia)
(๒.๒๗) Alfa Noranda, M.A (Museum Nasional Indonesia)
๖. หน่วยงานผู้จัด The Nasional Museum of Indonesia : The Ministry of Education and Cultural
๗. ทีมงานผู้จัด ประกอบด้วย
(๑) Dr. Hilmar Farid (Director General of Culture) ประธานอำนวยการ
(๒) Dr. Intan Mardiana N, M. Hum. (Head of Museum Nasional) ผู้อำนวยการ
(๓) Dr. Dani Wigatna ประธาน
(๔) Dr. Rodina Satriana รองประธาน
(๕) Ita Yulita, S.Si., M.Hum. รองประธาน
(๖) Dyah Sulitiyani, S.Si รองประธาน
(๗) Maulida Shinta Dewi, S.Si., M.Hum. เลขานุการ
(๘) Dian Novita Lestari, S.Si., M.Hum. เลขานุการ
(๙) Imam Santoso, S.Sn คณะทำงาน
(๑๐) Farah Dhita Hasanah, S.Si. คณะทำงาน
(๑๑) Ary Setyaningrum, S. Hum คณะทำงาน
(๑๒) M. Fajri, S.Hum คณะทำงาน
(๑๓) Wawan Agus, S.Pd คณะทำงาน
(๑๔) Hendrawansyah S.H., คณะทำงาน
(๑๖) Ditta Nirmala, S.Tp คณะทำงาน
(๑๗) Febriana Ika, S.Ant คณะทำงาน
๘. วิทยากร ประกอบด้วย
(๑) Dr. Hilmar Farid (Director General of Culture)
(๒) Dr. Krisdianto, S.Hut (Research Center on Forestry Produce Development)
(๓) Dr. Ir. Yustinus Suranto (Gadjah Mada University, Yogyakarta)
(๔) Dr. Hari Sutrisno (Research Centre of Biology, Indonesian Institute of Sciences)
(๕) Dr. Rer. Nat. Budiawan (Faculty of Mathematics and Sciences, University of Indonesia)(๖) Ishak Bin Ahamad (Heritage Conservation Centre, Singapore) (๗) Ria Febrianti Suryaningsih, S.T. (Center for Architecture Documentation Indonesia) (๘) Ir. Bambang Eryudhawan (Center for Architecture Documentation Indonesia)
๙. กำหนดการและกิจกรรม
วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙
๑๔.๑๐ นาฬิกา ออกเดินทางจากประเทศไทย
๑๗.๔๐- ๒๐.๓๐ นาฬิกา เดินทางถึงประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียและเข้าพักที่โรงแรม Millennium Sirih เมืองจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙
๐๘.๓๐-๐๙.๓๐ นาฬิกา ลงทะเบียนและเข้าร่วมพิธีเปิด ณ อาคาร Auditorium Basement I, B Building ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินโดนีเซีย
๐๙.๓๐-๑๐.๑๕ นาฬิกา Dr. Hilmar Farid, Director General of Culture บรรยายพิเศษเรื่อง Policy of Cultural Management in Indonesia (นโยบายในการบริหารจัดการทางวัฒนธรรมในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย)
๑๐.๓๐-๑๒.๐๐ นาฬิกา Ishak Bin Ahamad จาก Heritage Conservation Centre, Singapore บรรยายเรื่อง Introduction and Identification of Handling Priorities in Pest (การแนะนำและการแยกแยะความสำคัญในสิ่งที่ต้องจัดการก่อนสำหรับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก)
๑๓.๐๐-๑๔.๓๐ นาฬิกา Ria Febrianti Suryaningsih, S.T., จาก Center for Architecture Documentation Indonesia บรรยายเรื่อง Museum building as a Cultural Property (อาคารพิพิธภัณฑ์เป็นสมบัติทางวัฒนธรรม)
๑๔.๓๐-๑๕.๓๐ นาฬิกา เยี่ยมชมห้องจัดแสดงต่างๆภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินโดนีเซีย (Nasional Museum)
๑๕.๓๐-๑๖.๓๐ นาฬิกา การอภิปรายกลุ่มสรุปกิจกรรมความรู้ต่างๆที่ได้รับในวัน ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙
วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๙
๐๙.๐๐-๐๙.๒๐ นาฬิกา การนำเสนอประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในพิพิธภัณฑ์ของตัวแทนจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย
๐๙.๒๐-๐๙.๔๐ นาฬิกา การนำเสนอประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในพิพิธภัณฑ์ของตัวแทนจากประเทศเนการาบรูไนดารุสซาลาม
๐๙.๔๐-๑๐.๐๐ นาฬิกา การนำเสนอประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในพิพิธภัณฑ์ของตัวแทนจากประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์
๑๐.๑๕-๑๐.๓๕ นาฬิกา การนำเสนอประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในพิพิธภัณฑ์ของตัวแทนจากประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา
๑๐.๓๕-๑๐.๕๕ นาฬิกา การนำเสนอประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในพิพิธภัณฑ์ของตัวแทนจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
๑๐.๕๕-๑๑.๑๕ นาฬิกา การนำเสนอประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในพิพิธภัณฑ์ของตัวแทนจากประเทศมาเลเซีย
๑๑.๑๕-๑๑.๓๕ นาฬิกา การนำเสนอประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในพิพิธภัณฑ์ของตัวแทนจากประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า
๑๑.๓๕-๑๑.๕๕ นาฬิกา การนำเสนอประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในพิพิธภัณฑ์ของตัวแทนจากประเทศไทย
๑๓.๐๐-๑๓.๒๐ นาฬิกา การนำเสนอประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในพิพิธภัณฑ์ของตัวแทนจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต
๑๓.๒๐-๑๓.๔๐ นาฬิกา การนำเสนอประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในพิพิธภัณฑ์ของตัวแทนจากประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
๑๓.๔๐-๑๕.๓๐ นาฬิกา การอภิปรายกลุ่มสรุปหลังการนำเสนอประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในพิพิธภัณฑ์ของตัวแทนจากประเทศต่างๆในอาเซียน
๑๖.๐๐-๑๗.๓๐ นาฬิกา Dr. Krisdianto, S.Hut จาก Research Center on Forestry Produce Development บรรยายเรื่อง Wood, Bamboo and Rattan Species Characteristic’ and Its Preservation Method (ลักษณะของไม้ ไม้ไผ่และหวายและวิธีการเก็บรักษา)
วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๙
๐๘.๓๐-๑๐.๐๐ นาฬิกา Ir. Bambang Eryudhawan จาก Center for Architecture Documentation Indonesia บรรยายเรื่อง Buildings as a Protection for Collections (อาคารเปรียบเสมือนสิ่งป้องกันสำหรับโบรณวัตถุ ศิลปวัตถุ)
๑๐.๑๕-๑๑.๔๕ นาฬิกา Dr. Rer. Nat. Budiawan จาก Faculty of Mathematics and Sciences, University of Indonesia บรรยายเรื่อง Nitrogen fumigation (การรมด้วยก๊าซไนโตรเจน)
๑๒.๔๕-๑๔.๑๕ นาฬิกา Ishak Bin Ahamad จาก Heritage Conservation Centre, Singapore บรรยายเรื่อง IPM CASE STUDIES (ตัวอย่างการศึกษาเกี่ยวกับการจัดการสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กแบบผสมผสาน)
๑๔.๑๕-๑๕.๔๕ นาฬิกา Dr. Hari Sutrisno จาก Research Centre of Biology, Indonesian Institute of Sciences บรรยายเรื่อง Types of Deteriorating Insects on Museum’s Collections and Their Treatments (ประเภทของการเสื่อมสภาพโดยแมลงของโบราณวัตถุ ศิลปวัตุในพิพิธภัณฑ์และการ Treatments)
๑๖.๑๕-๑๗.๔๕ นาฬิกา Dr. Ir. Yustinus Suranto จาก Gadjah Mada University, Yogyakarta บรรยายเรื่อง Traditional Treatments of Deteriorating Insects on Museum’s Collections (การ Treatment แบบดั้งเดิมของการเสื่อมสภาพโดยแมลงของโบราณวัตถุ ศิลปวัตุในพิพิธภัณฑ์)
วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๙
๐๘.๐๐-๑๒.๐๐ นาฬิกา เยี่ยมชม LIPI Cibinong (พิพิธภัณฑ์แมลงและสัตว์ขนาดเล็ก)
๑๓.๑๐-๑๖.๐๐ นาฬิกา เยี่ยมชม Museum Kepresidenan RI Balai Kirti (พิพิธภัณฑ์ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย)
วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๙
๐๘.๓๐-๑๐.๐๐ นาฬิกา การอภิปรายกลุ่มสรุปผลที่ได้จากการประชุมเชิงปฎิบัติการที่ผ่านมาทั้ง ๔ วัน
๑๐.๓๐-๑๑.๓๐ นาฬิกา นำเสนอผลการอภิปรายกลุ่ม
๑๓.๓๐-๑๔.๓๐ นาฬิกา สรุปผลการประชุมเชิงปฎิบัติการในภาพรวมทั้งหมด
๑๕.๐๐-๑๖.๐๐ นาฬิกา พิธีปิด และมอบใบประกาศนียบัตร
วันวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๙
๑๖.๔๐ นาฬิกา ออกเดินทางจากประเทศประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย
๒๐.๑๐ นาฬิกา เดินทางกลับถึงประเทศไทย
๑๐. สรุปสาระของการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ
การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้มีประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมเป็นอย่างมากโดยสาระสำคัญ มีดังนี้
(๑) ผู้เข้าร่วมมีความรู้ ความเข้าใจและเห็นถึงความความจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กแบบผสมผสาน (Intregarte Pest Management)
(๒) ผู้เข้าร่วมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุของการเสื่อมสภาพของโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุประเภทต่างๆที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก
(๓) ผู้เข้าร่วมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันการเสื่อมสภาพของโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก และการดูแลรักษาในรูปแบบต่างๆ
(๔) มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ต่างๆในการจัดการสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Asean)
(๕) ทำให้เกิดความร่วมมือกันในการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพ รวมถึงปรับปรุงวิธีการจัดการกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กต่อไปได้ระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Asean)
(๖) ทำให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ปรับปรุงงานในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบและพัฒนาการอนุรักษ์ได้ต่อไปในอนาคต
๑๑. ข้อเสนอแนะจากการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ มีดังนี้
(๑) หลังจากการเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ สิ่งที่ได้รับ คือ แนวทางและวิธีการในการจัดการสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ ปรับปรุงปละพัฒนางานในส่วนอื่นๆของหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากขี้น ดังนั้นจึงควรมีการต่อยอดของการประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยควรให้มีการจัดประชุมในครั้งต่อไป ในทุกๆ ปี เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันของประเทศภูมิภาคอาเซียน
(๒) ควรมีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในลักษณะในประเทศ เพื่อจะได้แบ่งปันประสบการณ์และกระจายองค์ความรู้ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องหรือทำงานในด้านนี้ โดยสามารถใช้วิทยากรในประเทศไทยหรือขอความร่วมมือและช่วยเหลือผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ
ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
นางสาวกัณธิมา ทุ่นใจ
นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ
วันพุธที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๐ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี จัดโครงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์พระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๖ ณ โรงแรมมณีจันท์รีสอร์ท แอนด์ สปอร์ตคลับ
โดยโครงการนี้จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้และประชาสัมพันธ์ พ.ร.บ.จดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๖ ให้หน่วยงานราชการ เอกชน และประชาชนทั่วไปได้รับทราบและปฏิบัติตามข้อกฎหมายดังกล่าว และมุ่งหวังให้ผู้ปฏิบัติงานด้านสารบรรณได้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดเก็บ การทำลาย และการส่งมอบเอกสารราชการที่ครอบครองอยู่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
โดยเวลา ๐๘.๔๕ น.เริ่มการบรรยายในหัวข้อ "การทำลายเอกสารราชการของหน่วยงานในจังหวัดจันทบุรี" โดย นางสุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี หัวหน้าหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี ต่อด้วยการบรรยาย "สิ่งที่ควรรู้ของพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ" โดย นางสาวมาลีภรณ์ คุ้มเกษม หัวหน้ากลุ่มนิติการ กรมศิลปากร
จากนั้นมีพิธีเปิดการอบรมอย่างเป็นทางเการในเวลา ๑๓.๓๐ น. โดยนายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากรให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดพร้อมทั้งกล่าวบรรยายเรื่องนโยบายของกรมศิลปากรด้านจดหมายเหตุ ต่อด้วยการบรรยายในหัวข้อ "พระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติกับการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมด้านจดหมายเหตุ" โดย นางจุฑาทิพย์ อังศุสิงห์ หัวหน้ากลุ่มบริหารเอกสาร จนถึงปิดการอมรมในเวลา ๑๖.๓๐ น.
โดยในช่วงเย็น นายอนันต์ ชูโชติ ได้เดินทางมาเยี่ยมชมหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี พร้อมรับฟังบรรยายสรุปแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงานในสังกัดสำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี
๑. ผู้เข้าร่วมประชุม
ชื่อ / นามสกุล นางสุภาณี สุขอาบใจ
ตำแหน่งปัจจุบัน บรรณารักษ์ ระดับชำนาญการพิเศษ
หน่วยงาน กลุ่มพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ สำนักหอสมุดแห่งชาติ
๒. หัวข้อการประชุม
“Adding value through international cooperation”
๓. วัตถุประสงค์การประชุม
๓.๑ เพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรสารสนเทศและส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาห้องสมุดในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย
๓.๒ เพื่อสนับสนุนห้องสมุดของประเทศในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียที่มีการพัฒนาน้อย ผ่านความร่วมมือ
๓.๓ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ด้านห้องสมุดของประเทศในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย
๔. ประโยชน์ที่ได้รับ
๔.๑ เกิดความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดในภูมิภาคเอเชียและ
โอเชียเนีย
๔.๒ มีความเข้าใจในศิลปะของการพัฒนาห้องสมุดของประเทศในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย
๕. ระยะเวลา
วันที่ ๘ - ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๙
๖. สถานที่ประชุม
หอสมุดแห่งชาตินิวซีแลนด์ เมืองเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์
๗. หน่วยงานผู้จัด
หอสมุดแห่งชาตินิวซีแลนด์
๘. จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม
ผู้เข้าประชุม จำนวน ๒๕ คน จาก ๑๗ ประเทศ ประกอบด้วย ออสเตรเลีย จีน หมู่เกาะคุก ฟิจิ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี ฟิลิปปินส์ ซามัว สิงคโปร์ หมู่เกาะโซโลมอน ไทย ติมอร์-เลสเต้ และ เวียดนาม (สำหรับประเทศสมาชิกที่มีการแจ้งเป็นทางการไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ คือ ประเทศบรูไนดารุสซาราม เมียนมาร์ เนปาล ศรีลังกา และตูวาลู)
๙. กิจกรรม
วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๙
เวลา ๑๗.๓๐-๑๘.๓๐ น. - งานเลี้ยงต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมประชุม ณ หอสมุดแห่งชาตินิวซีแลนด์
วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๙
เวลา ๘.๒๐ - ๘.๔๐ น. - ลงทะเบียน
เวลา ๘.๔๐ - ๑๐.๐๐ น. - พิธีเปิดการประชุม (Opening Session) กล่าวต้อนรับ (welcome address) โดย Mr. Hon Peter Dunne, Minister of Internal Affairs
- กล่าวเปิดการประชุม (Opening address) โดย Mr. Bill Macnaught ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาตินิวซีแลนด์ ประธานการประชุม
เวลา ๑๐.๓๐ – ๑๒.๐๐ น. รายงานผลการดำเนินงานของ CDNLAO
๑. การรับรองรายงานการประชุม CDnLAO ครั้งที่ ๒๓ มติที่ประชุมรับรองรายงานการประชุม CDNLAO ครั้งที่ ๒๓ ที่ประเทศไทย
๒. หอสมุดแห่งชาติญี่ปุ่นในฐานะผู้ดูแลเว็บไซต์แจ้งที่ประชุมว่าจะมีการปรับปรุงหน้าเว็บไซต์ หากประเทศสมาชิกใดมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล เช่น Web Facebook Twitter YouTube Instagram Blogs ขอให้แจ้งหอสมุดแห่งชาติญี่ปุ่นที่ Email: kokusai@ndl.go.jp
๓. การเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม CDNLAO ครั้งต่อไป มติที่ประชุมเห็นชอบให้หอสมุดแห่งชาติ
จีน เป็นเจ้าภาพการประชุมผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติของประเทศแถบเอเชียและโอเชียเนีย (CDNLAO) ครั้งที่ ๒๔ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐
เวลา ๑๓.๓๐ – ๑๕.๓๐ น. การเยี่ยมชมหอสมุดแห่งชาตินิวซีแลนด์
ชั้น ๑ เปิดบริการสำหรับผู้ใช้บริการทุกคนสามารถเข้าใช้ได้โดยไม่ต้องลงทะเบียนแต่สามารถใช้ได้ผ่าน lifeline table ที่อยู่ใกล้ประตูทางเข้าที่ผู้ใช้สามารถใช้บริการภาพถ่าย บทความในหนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของคนนิวซีแลนด์ เคาน์เตอร์บริการตอบคำถามมีรูปร่างเหมือนเรือแคนูซึ่งแสดงให้เห็นถึงการออกเดินทางค้นหาข้อมูล นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำหรับจัดนิทรรศการ มีการจัดแผนที่โลกขนาดใหญ่สำหรับผู้เข้าเยี่ยมชมจากทุกมุมโลกจะสามารถทำเครื่องหมายประเทศของตนได้
นอกจากนี้มีพื้นที่สาธารณะเรียกว่า มุม net.work สำหรับผู้ใช้สามารถเข้ามานั่งทำงาน พักผ่อน ติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ไว้บริการแต่ผู้ใช้ต้องเสียค่าใช้จ่าย ตั้งอยู่บริเวณใกล้มุมกาแฟและของที่ระลึกอีกทั้งมีการนำเสนอภาพศิลปะขนาดใหญ่เพื่อแสดงตำนานการสร้างโลกของชาวเมารี เป็นตำนานเทพเจ้าแห่งป่าและนกนำแสงไปทั่วโลก ดังนั้นเพดานของอาคารหอสมุดแห่งชาตินิวซีแลนด์เป็นสีดำและผนังเป็นสีขาวเฃเสมือนเป็นตัวแทนของความมืดและสว่าง
คุณลักษณะของพื้นที่สาธารณะอีกประการหนึ่งคือห้องโถงกับบอร์ดขนาดใหญ่ที่จัดแสดงศิลปะตำนานการสร้างโลกของชาวเมารี ในตำนานเทพเจ้าแห่งป่าและนกนำแสงไปทั่วโลกโดยการแยกพ่อแม่ของพวกเทพเจ้าแห่งฟากฟ้าและแผ่นดิน ดังนั้นเพดานที่หอสมุดแห่งชาตินิวซีแลนด์เป็นสีดำและผนังเป็นสีขาวจึงเป็นตัวแทนของความมืดและความสว่าง
ชั้น ๒ เป็นห้องบริการหนังสือสำหรับผู้ใช้โดย ประกอบด้วยห้องบริการหนังสือทั่วไปทุดหมวดหมู่วิชาและห้องหนังสือหายากที่มีคุณค่าทางมรดกวัฒนธรรมของชาติหนังสือที่เกี่ยวข้องกับชาวเมารี นอกจากนี้ยังจัดแบ่งหนังสือเป็นคอลเลกชันย่อย ได้แก่ คอลเลกชั่นโอเชียเนีย คอลเลกชั่นภาพ เป็นต้น
ห้องสมุดอเล็กซานเดอร์ (Alexander Turnbull Library) เป็นห้องสมุดย่อยที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น ๒ ของหอสมุดแห่งชาตินิวซีแลนด์ มีการรวบรวมทรัพยากรสารสนเทศที่มีคุณค่าเกี่ยวกับประเทศนิวซีแลนด์และแปซิฟิกหลายประเภท ได้แก่ หนังสือต้นฉบับ ภาพถ่าย ภาพวาด ภาพพิมพ์ ต้นฉบับเพลง หนังสือพิมพ์เก่า แผนที่ และเทปประวัติบุคคลสำคัญ เป็นต้น
วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๙
การบรรยายเรื่องที่เกี่ยวกับห้องสมุดของประเทศต่าง ๆ รวม ๕ ประเทศ ประกอบด้วย
สาธารณรัฐเกาหลี สิงคโปร์ คุกไอส์แลนด์ ปาปัวนิวกินี และสาธารณรัฐฟิจิ
Dr. Wonsun Lim, ประธานบริหารหอสมุดแห่งชาติเกาหลี บรรยายเรื่อง “Sending Books to our libraries”
หอสมุดแห่งชาติเกาหลีมีการดำเนินการในเรื่องบริจาคหนังสือและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับทางภาษีของผู้บริจาค เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการบริจาคหนังสือภายในประเทศ มีการกำหนดใช้ใน พรบ.หอสมุดแห่งชาติเกาหลี มาตรา 9 ที่ว่าด้วยเรื่อง Donation of money, etc ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับจากการบริจาคหนังสือและหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ คือ การบริจาคหนังสือ 30 ล้านเล่ม หรือน้อยกว่าจะได้รับยกเว้นภาษี 15% หรือถ้าบริจาคหนังสือมากกว่า 30 ล้านเล่ม ได้รับการยกเว้นภาษี 25% มีการกระจายทรัพยากรสารสนเทศของประเทศอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ และเป็นการกระตุ้นให้บริจาคหนังสืออย่างแพร่หลาย
Ms. Ai Cheng Tay รองประธานฝ่ายบริหารคณะกรรมการหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ บรรยายเรื่อง
“International collaboration in the region and how to contribute” สรุปประเด็นสำคัญดังนี้
สหพันธ์ระหว่างประเทศว่าด้วยสมาคมและสถาบันห้องสมุด (IFLA) เป็นองค์กรระหว่างประเทศทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการดูแลรักษาผลประโยชน์ด้านต่าง ๆ ของห้องสมุดทุกภูมิภาคทั่วโลก สำหรับห้องสมุดในภูมิภาคเอเชียเป็นสมาชิกสหพันธ์ระหว่างประเทศฯ จำนวน ๑๘๒ แห่งใน ๓๔ ประเทศ และห้องสมุดในภูมิภาคโอเชียเนีย จำนวน ๘๒ แห่ง ใน ๕ ประเทศ มีการดำเนินกิจกรรมสนับสนุนงานห้องสมุดในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ดังนี้
๑) Signatures for Lyon Declaration (Importance of Libraries in Developing
Countries) เป็นการลงนามตามประกาศลียงเกี่ยวกับความสำคัญของห้องสมุดในประเทศกำลังพัฒนา
๒) การเสนอข้อเปลี่ยนแปลงเรื่องลิขสิทธิ์เกี่ยวกับการบริการข้อมูลของห้องสมุดในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียในพระราชบัญญัติทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO)
๓) การประชุมเครือข่ายห้องสมุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
๔) การอภิปรายเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลของตัวแทนห้องสมุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
๕) การนำเข้าข้อมูลใน UN 2030 SDGs IFLA toolkit
๖) การบริจาคหนังสือให้ห้องสมุดในประเทศเมียนมาร์ จำนวน ๕๐,๐๐๐ จัดโดยสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศสิงคโปร์ หอสมุดแห่งชาติเมียนมาร์ และสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศเมียนมาร์
๗. การประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ ๑๙ ของสมาคมเอกสารโบราณว่าด้วยสื่อโสตทัศนวัสดุแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
๘. การให้ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาห้องสมุดในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ ห้องสมุดเคลื่อนที่ มุมหนังสือเด็ก และ การจัดการอบรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการใช้ภาษาอังกฤษ
ประเทศสาธารณรัฐฟิจิ (Ms. Merewalesi Vueti) ประเทศปาปัวนิวกินี (Mr. Kakaito Kasi) ประเทศคุกไอส์แลนด์ (Ms. Odile Urirau) บรรยาย เรื่อง “National Library Services in the South Pacific”
Ms. Merewalesi Vueti ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติฟิจิ บรรยายเรื่อง “School libraries destroyed” สรุปประเด็นสำคัญดังนี้
ห้องสมุดโรงเรียนที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ทิศเหนือ ทิศตะวันออก รวมทั้งห้องสมุดบางแห่งที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองหลวงของประเทศ ต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากอุทกภัย วาตภัย สร้างความเสียหายเป็นจำนวนมาก ตามสถิติรายงานพบว่า ห้องสมุดระดับก่อนประถมศึกษาเสียหาย จำนวน ๒๖ แห่ง ห้องสมุดโรงเรียนระดับประถมศึกษา จำนวน ๗๑ แห่ง และห้องสมุดโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา จำนวน ๑๗ แห่ง ซึ่งทุกแห่งมีความเสียหายประมาณ ๗๕ เปอร์เซ็นต์
Mr. Kakaito Kasi อธิบดีกรมหอสมุดแห่งชาติและเอกสารโบราณปาปัวนิวกินี บรรยายเรื่อง “PNG delivering quality library services to its people through international corporation” สรุปประเด็นสำคัญดังนี้
ประเทศปาปัวนิวกินีตั้งอยู่ในภูมิภาคแปซิฟิก ด้วยสภาพของประเทศจะเผชิญกับภัยธรรมชาติอยู่บ่อยครั้งทำให้ห้องสมุดของประเทศได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติมีความเสียหายของทรัพยากร อุปกรณ์ต่าง ๆ นอกจากนี้ห้องสมุดยังไม่ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย รัฐบาลให้ความสำคัญในการจัดสรร
งบประมาณห้องสมุดเป็นลำดับรอง เมื่อเทียบกับหน่วยงานทางการศึกษาอื่น ๆ ดังนั้นรัฐบาลได้มีการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการห้องสมุดในด้านต่าง ๆ ไว้ ได้แก่ นโยบายด้านทรัพยากรสารสนเทศและระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย รวมทั้งการสร้างนวัตกรรมของห้องสมุดใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น
Ms. Odile Urirau รักษาการผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติคุกไอส์แลนด์ บรรยายเรื่อง National Library Collaboration with MoCD (MoCD : Ministry of Culture Development) สรุปประเด็นสำคัญดังนี้
หอสมุดแห่งชาติคุกไอส์แลนด์ สังกัด กระทรวงพัฒนาวัฒนธรรม จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ และเปิดบริการในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ในขณะนั้นมีหนังสือบริการประมาณ ๑๐,๐๐๐ เล่ม ประกอบด้วย หนังสือวิชาการทั่วไป หนังสืออ้างอิง หนังสือสำหรับเด็ก หนังสือเกี่ยวกับภูมิภาคแปซิฟิก รายงานประจำปี สิ่งพิมพ์รัฐบาล และหนังสือหายาก
หอสมุดแห่งชาติคุกไอส์แลนด์ได้กำหนดกลยุทธ์เพื่อพัฒนาหอสมุดแห่งชาติไว้ ๒ เรื่อง คือ
๑. หอสมุดแห่งชาติจะจัดเก็บ รวบรวม รักษาทรัพยากรสารสนเทศทุกประเภทเพื่อให้
ประชาชนทุกหมู่เกาะสามารถเข้าถึงได้รวดเร็วในเวลาเดียวกัน
๒. จัดทำบรรณานุกรมแห่งชาติที่รวบรวมรายชื่อทรัพยากรสารสนเทศไว้อย่างครบถ้วน ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
ปัญหาที่พบและความต้องการความช่วยเหลือจากห้องสมุดอื่น ๆ
๑. สำนักพิมพ์ไม่ส่งสิ่งพิมพ์ตามกฎหมายให้หอสมุดสมุดแห่งชาติ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้สำนักพิมพ์ส่งสิ่งพิมพ์ไว้นานเกินไป
๒. รัฐบาลไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องการปรับแก้กฎหมายการส่งสิ่งพิมพ์
๓. หอสมุดแห่งชาติประสบปัญหาเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทำให้
ทรัพยากรสารสนเทศมีเชื้อราเป็นการเพิ่มภาระงานในการดูแลรักษารวมทั้งขาดงบประมาณในการแก้ปัญหาเหล่านี้
สิ่งที่ได้รับ/ข้อเสนอแนะ
ได้รับทราบข้อมูลความเคลื่อนไหวด้านการพัฒนาความก้าวหน้ารวมทั้งปัญหาของหอสมุดแห่งชาติในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียด้านต่าง ๆ ได้แก่ การรับทรัพยากรสารสนเทศตามกฎหมาย เครือข่ายความร่วมมือด้านการบริจาค แลกเปลี่ยนทรัพยากรสารสนเทศ รวมทั้งปัญหาด้านการจัดเก็บทรัพยากรสารสนเทศให้คงสภาพ สามารถนำมาเป็นข้อคิดเพื่อเป็นแนวทางพัฒนางานต่อไป
หอสมุดแห่งชาติสามารถสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ และพิพิธภัณฑ์ในด้านการจัดเก็บรวมรวมและอนุรักษ์หนังสือหายากและเอกสารต้นฉบับในกลุ่มประเทศเอเชียและโอเชียเนีย
แผนที่เมืองนครเชียงใหม่งานเขียนของ อาจารย์วรชาติ มีชูบท ที่ได้ทำการศึกษาเเผนที่ฉบับนี้ได้สรุปว่า ในการจัดทำเเผนที่ได้ถูกสำรวจเเละรังวัดที่ดิน ในราวปีพ.ศ. ๒๔๒๘ - ๒๔๒๙ เเล้วส่งข้อมูล เพื่อมาจัดทำเเละตีพิมพ์ในปีพ.ศ. ๒๔๓๐ เเละมีการเเก้ไขปรับปรุงในส่วนที่สำคัญอีกครั้ง ในปีพ.ศ. ๒๔๓๖ ในงานเขียนของอาจารย์วรชาติ จึงได้กำหนดชื่อของเเผนที่ฉบับนี้ว่า"เเผนที่เมืองนครเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๔๓๖" เเผนที่ฉบับนี้เก็บรักษาไว้ที่หอจดหมายเหตุเเห่งชาติ ต่อมามีการทำสำเนาออกมาเพื่อทำการศึกษาของเดิมเป็นเเต่เพียงภาพลายเส้น เเสดงรายละเอียดการถือครองที่ดิน สำเนาฉบับนี้ได้รับความอนุเคราะห์จาก คุณราเชนทร์ อินทวงศ์ เเละลงสีเพิ่มเติมโดย Cm Craft Studio เพื่อให้เห็นขอบเขตของสิ่งที่ปรากฏในเเผนที่อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การลงสี เพิ่มเติมลงไปนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความสวยงาม ดังนั้นไม่ควรใช้เเผนที่ฉบับที่ทำการลงสีนี้ไปอ้างอิงในงานวิชาการใดๆ ผู้ที่สนใจ สามารถไปดาวน์โหลดได้ที่ https://drive.google.com/drive/folders/1GwJKIhev7ns5jmqLAJw1Q7mdhr-qfVCr?usp=sharing
ฟ้อนเจิง เป็นการฟ้อนของผู้ชาย นับเป็นการรำอาวุธชนิดหนึ่ง คือการร่ายรำด้วยเชิงดาบและมือเปล่าในท่าทางต่างๆ ซึ่งมักจะแสดงออกในลีลาของนักรบ ซึ่งท่าในการฟ้อนเจิงนี้มีหลายสิบท่า รวมทั้งใช้ดาบและมือเปล่า สำหรับการใช้ดาบนั้นก็ใช้ตั้งแต่ดาบเดี่ยว ดาบคู่ และใช้ดาบ ๔ เล่ม ๘ เล่ม ๑๒ เล่ม ซึ่งผู้ฟ้อนจะต้องมีความสามารถเป็นพิเศษ และก่อนที่จะมีการฟ้อนเจิง ก็ต้องมีการฟ้อนตบมะผาบเสียก่อน การฟ้อนตบมะผาบ เป็นการฟ้อนด้วยมือเปล่าที่ใช้ลีลาท่าทางยั่วเย้าให้คู่ปรปักษ์บันดาลโทสะ ในสมัยก่อนการรบกันใช้อาวุธสั้น เช่น ดาบ หอก แหลน เข้าโหมรันกัน โดยเหล่าทหารหาญจะรำดาบเข้าประชันกันเป็นคู่ๆ หรือเป็นพวกๆ ใครมีชั้นเชิงดีก็ชนะ ด้วยการรำตบมะผาบในท่าทางต่างๆ โดยถือหลักว่าคนที่มีโทสะจะขาดความยั้งคิด และเมื่อนั้นย่อมจะเสียเปรียบคนที่ใจเย็นว่า เมื่อมีการรำตบมะผาบแล้ว ก็จะมีการฟ้อนเจิงประกอบอีกด้วย เมื่อเห็นว่ามีความกล้าหาญพอแล้วก็เข้าปะทะกันได้ และการฟ้อนเจิงนั้น อาจจะใช้มือเปล่าได้ในท่าทางต่างๆ ที่ต้องใช้ความรวดเร็วว่องไว การเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนเป็นการปลุกตัวเองไปก่อนที่จะเริ่มต่อสู้จริงๆ (หอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๓๒ : ๒๒) ฟ้อนเจิง เป็นนาฏกรรมที่สะท้อนรูปแบบศิลปวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนไทยทางภาคเหนือที่นำเอาเรื่องราวของศิลปะป้องกันตัว ซึ่งเมื่อครั้งอดีตผู้ชายชาวล้านนามักจะมีการแสวงหาเรียนรู้ “เจิง” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันภัยให้กับตัวเอง ด้วยรูปแบบและลีลาท่าทางในการแสดงออกที่มีทั้งความเข้มแข็ง สง่างาม ที่ซ่อนเร้นชั้นเชิงอันเป็นแม่ไม้เฉพาะตน ซึ่งสลับท่าทาง ไปมา ยากในการที่จะทำความเข้าใจ ฟ้อนเจิงเป็นศิลปะการฟ้อนที่แสดงให้เห็นถึงชั้นเชิง ลีลาการต่อสู้ อันเป็นภูมิปัญญาของบรรพชนไทย มีการต่อสู้ทั้งรุกและรับ หลอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ประลองไหวพริบปฏิภาณกัน เอาชนะกันอย่างมีชั้นเชิงให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ข่มเหงเอาเปรียบกัน ฟ้อนเจิง แบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ ๑. ฟ้อนเจิงมือเปล่า ๒. ฟ้อนเจิงที่ใช้อาวุธ เช่น เจิงหอก เจิงดาบ เจิงไม้ค้อน เป็นต้น (สนั่น ธรรมธิ, ๒๕๓๗) สำหรับการเรียนฟ้อนเจิงนั้น ผู้เรียนต้องหามื้อจั๋นวันดี เป็นวันอุดมฤกษ์ ไปขอเรียนกับครูที่มีความสามารถ โดยต้องมีการขึ้นขันหรือ การจัดเครื่องคารวะ คือกรวยดอกไม้ธูปเทียน พลู หมาก ข้าวเปลือก ข้าวสาร สุรา ผ้าขาว ผ้าแดง กล้วย อ้อย มะพร้าว และค่าครูตามกำหนด ครูบางท่านอาจเสี่ยงทายโดยให้ผู้จะสมัครเป็นศิษย์นำไก่ไปคนละตัว ครูเจิงคือผู้สอนฟ้อนเจิงจะขีดวงกลมที่ลานบ้านแล้วเชือดคอไก่ และโยนลงในวงนั้น หากไก่ของผู้ใดดิ้นออกไปตายนอกเขตวงกลม ก็คือว่าผีครูไม่อนุญาตให้เรียน และหากเรียนจนสำเร็จแล้ว ครูเจิง อนุญาตให้นำวิชาไปใช้ได้เรียกว่าปลดขันตั้ง โดยทำพิธียกขันตั้งคือพานเครื่องสักการะจากหิ้งผีครู แจกธูปเทียนดอกไม้จากในพานให้แก่ศิษย์ เป็นเสร็จพิธี (สนั่น ธรรมธิ, ๒๕๕๐) กล่าวโดยสรุปวัฒนธรรมการฟ้อนเจิง คือ ท่าทางที่ใช้ในการแสดงอย่างมีชั้นเชิง มีทั้งท่าทางที่เป็นการร่ายรําตามกระบวนท่าต่าง ๆ ตามแบบแผนที่แสดงออกถึงศิลปะในการต่อสู้ หรือเพื่อใช้ในการแสดง โดยท่ารํามีทั้งที่เป็นหลักสากล หรือท่ารําของแต่ละคนใช้ความสามารถในการแสดงเฉพาะตัว พลิกแพลง ดัดแปลง ประยุกต์ให้ดูสวยงาม ทั้งนี้สามารถฟ้อนโดยปราศจากอาวุธ หรือประกอบอาวุธ เช่น หอก ดาบ และไม้ค้อน เป็นต้น ทั้งหมดล้วนเป็นศิลปะของชาวล้านนาไม่ว่าจะใช้แสดงในงานบวช หรือประเพณีสำคัญต่าง ๆ จึงควรคู่แก่การอนุรักษ์ไว้ให้กับลูกหลานได้เรียนรู้และสืบทอดต่อไปอย่างยั่งยืน--------------------------------------------------ผู้รวบรวมและเรียบเรียง : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่--------------------------------------------------แหล่งอ้างอิง : แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรม สร้างเสริมสุขภาพ. สื่อการสอนเพื่อการสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ฟ้อนเจิงขั้นพื้นฐาน (ตอนที่ ๑). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔, จาก: https:// www.youtube.com/watch?v=3mL29vzCxlY. ๒๕๖๐. แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรม สร้างเสริมสุขภาพ. สื่อการสอนเพื่อการสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ฟ้อนเจิงขั้นพื้นฐาน (ตอนที่ ๒). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔, จาก: https:// www.youtube.com/watch?v=zGmd19oUvmQ . ๒๕๖๐. แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรม สร้างเสริมสุขภาพ. สื่อการสอนเพื่อการสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ฟ้อนเจิงขั้นพื้นฐาน (ตอนที่ ๓). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔, จาก: https:// www.youtube.com/watch?v=S-LpC0M9C6I. ๒๕๖๐. สนั่น ธรรมธิ. นาฏดุริยการล้านนา. เชียงใหม่ : สุเทพการพิมพ์, ๒๕๕๐. สนั่น ธรรมธิ (บรรณาธิการ). ฟ้อนเชิง : อิทธิพล ที่มีต่อฟ้อนล้านนา. เชียงใหม่ : โครงการศูนย์ ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๓๗. สนั่น ธรรมธิ และธนชัย มณีวรรณ์. สื่อเพื่อการ เรียนรู้ภูมิปัญญาล้านนา ตอน ฟ้อนเชิง. [ซีดี - รอม]. เชียงใหม่ : โฮงเฮียนสืบสาน ภูมิปัญญาล้านนา, ๒๕๔๕. หอสมุดแห่งชาติ. ระบำ รำ ฟ้อน. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๓๒. หอสมุดแห่งชาติ. ระบำ รำ ฟ้อน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔, จาก: https: //www.finearts.go.th/chiangmailibrary/view/ 7209-ระบำ-รำ-ฟ้อน, ๒๕๖๐.
รายงานการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยหนังสือใบลานในประเทศสมาชิกอาเซียน
(Workshop on the Manuscripts Palm Leaf in ASEAN Countries)
ระหว่างวันที่ ๑๕-๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๘
ณ โรงแรม Vientiane Plaza เมืองเวียงจันทน์
ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
--------------------------------------
๑. ผู้เข้าร่วมประชุม
ชื่อ / นามสกุล นางสุภาณี สุขอาบใจ
ตำแหน่งปัจจุบัน บรรณารักษ์ ระดับชำนาญการพิเศษ
หน่วยงาน กลุ่มพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ สำนักหอสมุดแห่งชาติ
ชื่อ / นามสกุล นายจุง ดิบประโคน
ตำแหน่งปัจจุบัน นักภาษาโบราณ ระดับชำนาญการพิเศษ
หน้าที่ความรับผิดชอบ กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติ
๒. หัวข้อการประชุม
“Workshop on the Manuscripts Palm Leaf in ASEAN Countries”
๓. วัตถุประสงค์การประชุม
๓.๑ เพื่อแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ของบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์ต้นฉบับหนังสือใบลานของประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน
๓.๒ เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความรู้ของบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญทางเทคนิคด้านการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน
๔. ประโยชน์ที่ได้รับ
บุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์หนังสือใบลาน ของประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนได้แลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ข้อคิดเห็น ปัญหาที่พบ ทำให้เกิดเครือข่ายในการพัฒนาการทำงานร่วมกัน
๕. ระยะเวลา
วันที่ ๑๔-๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๘
๖. สถานที่ประชุม
โรงแรม Vientiane Plaza
Sailom Road, Hatsady Village
Vientiane Capital, Lao PDR
E-mail: dosm@vientianeplazalao.com
เมืองเวียงจันทน์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
๖. หน่วยงานผู้จัด
กระทรวงแถลงข่าววัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
๗. หน่วยงานสนับสนุน
ASEAN National Committee on Culture and Information (ASEAN National COCI)
๘. จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม
ตัวแทนจากประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียน จำนวน ๒๐ คน จาก ๑๐ ประเทศ และตัวแทนจาก ASEAN Secretary จำนวน ๑ คน รวมทั้งสิ้น ๒๑ คน
๗. กิจกรรม
วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๘
เวลา ๘.๓๐ น. - พิธีเปิดการประชุม (Opening ceremony) โดย H.E. Mr. Boua Ngeun
Xaphouvong รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแถลงข่าววัฒนธรรมและการ
ท่องเที่ยว
- ASEAN Anthem
- กล่าวต้อนรับ (Welcoming Speech) โดย Mr. Thongbay Phothisane รองปลัดกระทรวงแถลงข่าววัฒนธรรมและการท่องเที่ยว
- ผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียนพร้อมผู้บริหารกระทรวงแถลงข่าววัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว วิทยากร บรรณารักษ์หอสมุดแห่งชาติลาว ถ่ายภาพร่วมกัน
เวลา ๑๐.๑๐ น. – ๑๑.๓๕ น. เริ่มการบรรยายในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้
Mrs. Kongdeuane Nettavong ที่ปรึกษาสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศลาว บรรยายเรื่อง “Preservation of Lao Manuscripts Programme (PLMP) 1992-2002: The Lao-German Cooperation” ในปี ค.ศ. 1992-2002 มีการดำเนินการตาม โครงการความร่วมมือ ลาว-เยอรมัน โดยหลักการพื้นฐานของโครงการจะเป็นการเพิ่มวิธีการและขั้นตองที่จะดำเนินการอนุรักษ์ ประกอบด้วย
๑. การทำความสะอาดโดยการปัดฝุ่น เช็ดด้วยแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ เปลี่ยนผ้าคลุมโดยใช้ผ้าฝ้ายสีขาวและเปลี่ยนสายผูกพันเพิ่ม
๒. การสำรวจและบันทึกข้อมูลไว้ที่แหล่งจัดเก็บ
๓. ให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องเกี่ยวกับคัมภีร์ใบลาน ประวัติศาสตร์ ศาสนา และศิลปะโดยให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการทำงานด้านการอนุรักษ์
๔. ดำเนินการไมโครฟิล์มเก่าของเอกสารโบราณและหนังสือหายากประมาณ ประมาณ ๑๕-๒๐ เปอร์เซ็นต์ของไมโครฟิล์มทั้งหมดที่ต้องดำเนินการอนุรักษ์
๕. ดำเนินการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบ และสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือของผู้นำท้องถิ่นโดยเชิญชวนผู้นำท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่เข้าร่วมประชุม
๖. การเผยแพร่ในรูปแบบงานเขียน ได้รับการสนับสนุนจากนักวิจัยรุ่นใหม่โดยการแปลผลงาน
ต่าง ๆ ได้แก่ คำสอนทางพุทธศาสนา วรรณกรรมเก่า บทกวี เป็นต้น
๗. ดำเนินการโครงการสนับสนุนการศึกษาด้านพุทธศาสนาในหลักสูตรของสถาบันการศึกษาพระสงฆ์
ผู้อำนวยการโครงการห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติลาว (Mr. David Warton) บรรยายเรื่อง เอกสารโบราณดิจิทัลของหอสมุดแห่งชาติลาว โดยมีการดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิโตโยต้า มีการจัดประชุมให้ความรู้เกี่ยวกับสภาพของเอกสารโบราณในจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศลาว รูปแบบการประชุมมีการเชิญวิทยากรผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญของชุมขนต่าง ๆ มาบรรยายพร้อมเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดเก็บเอกสารโบราณ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้แก่ผู้เข้าประชุมประกอบด้วย ประชาชนในชุมชน พระสงฆ์ นักวิชาการ มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์เอกสารโบราณที่ไม่ได้รับการดูแลรักษาให้ถูกต้อง โดยการจัดทำโครงการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานที่เป็นภาษาลาวในหกจังหวัดในภาคตะวันตกของประเทศลาว ซี่งโครงการนี้ใช้เวลาดำเนินการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๑-๒๕๔๗ สามารถดำเนินการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานในรูปแบบดิจิทัลแล้วเสร็จ รวมจำนวน 128,000 ผูก
ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ หอสมุดแห่งชาติลาว ได้เริ่มดำเนินการโครงการอนุรักษ์เอกสารโบราณโดยการแปลงสภาพเป็นแบบไมโครฟิล์ม จำนวน 1,000 รายการ และแบบดิจิทัล จำนวน ๑๒,๐๐๐ ผูก รวมทั้งภาพเอกสารโบราณด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ภาพ และสามารถสืบค้นข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
ผู้ช่วยศาสตราจารย์วีณา วีสเพ็ญ ผู้อำนวยการโครงการเอกสารโบราณ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะและวัฒนธรรม สถาบันวิจัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บรรยาย เรื่องการอนุรักษ์และสงวนรักษาคัมภีร์ ใบลานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยใบลานถูกนำมาใช้ทำเอกสารต้นฉบับตัวเขียนเพื่อบันทึกความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นมากกว่าสมุดไทยและหิน (ศิลาจารึกในภาษาไทย) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ในอดีต พระภิกษุสงฆ์ใช้วิธีการเขียนใบลานเพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษาธรรมะในวัด ผู้นำในชุมชนใช้สำหรับการฝึกซ้อมพิธีต่าง ๆ ขณะที่แพทย์สมุนไพรใช้ใบลานเพื่อบันทึกความรู้ทางการแพทย์ นอกจากนี้ ผู้ชายควรศึกษาความรู้จากใบลานก่อนที่จะบวชเรียน การใช้ใบลานอย่างหลากหลายทำให้จำนวนของการถ่ายถอดอักษรบนใบลานในวัดเพื่อเผยแพร่ความรู้มีจำนวนมากขึ้น
การอนุรักษ์และจัดเก็บใบลาน แต่ละวัดเป็นผู้จัดเก็บเอกสารต้นฉบับใบลานและพัฒนาประเภทของผ้าต่าง ๆ ที่ใช้ห่อใบลานเพื่อป้องกันฝุ่นและแมลง และมัดด้วยเชือกเพื่อจัดเก็บตามรูปแบบและเรื่องราวที่แตกต่างกัน จากนั้นเก็บเอกสารต้นฉบับใบลานเหล่านี้ในหีบและตู้หนังสือธรรมะด้วยวิธีการต่างๆของการเก็บรักษาการใบลานทำให้เกิดเป็นศิลปะของการอนุรักษ์ใบลานในแต่ละพื้นที่ซึ่งเป็นส่วนที่สวยงามจะเห็นว่าเอกสารต้นฉบับเหล่านี้สร้างขึ้นด้วยความศรัทธาของชาวพุทธอย่างแรงกล้าในพุทธศาสนา ด้วยเหตุนี้ ใบลานจึงใช้ในการศึกษาธรรมะ เพื่อทำความเข้าใจเอกสารต้นฉบับใบลาน ผู้ที่สนใจและผู้เรียนจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับธรรมะ ภาษาไทยน้อยและอักษรขอมเป็นภาษาที่ใช้ในการบันทึกความรู้และภูมิปัญญาของชนพื้นเมืองลงบนใบลาน
ต่อมาระบบการศึกษาของไทยซึ่งกำหนดให้เนื้อหาเดียวกันทั่วประเทศตำราทั้งหมดจะต้องใช้ภาษาราชการและพิมพ์ด้วยภาษาภาคกลางของไทย ดังนั้น ดังนั้นความจำเป็นในศึกษาความรู้จากเอกสารต้นฉบับใบลานจึงมีความสำคัญน้อยลง ใบลานจึงถูกละเลยและเก็บไว้เป็นเอกสารที่มีคุณค่า อย่างไรก็ตาม ใบลานไม่ได้ถูกนำมาใช้บ่อยนักในอดีตที่ผ่านมานอกจากพระภิกษุสงฆ์ เอกสารต้นฉบับเหล่านี้กลายเป็นที่น่าสนใจอีกครั้งในกลุ่มคนรุ่นใหม่หลังจากที่การศึกษาเรื่องราวในท้องถิ่นถูกรวมเข้าไปในหลักสูตรของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ
การอนุรักษ์และสงวนรักษาเอกสารคัมภีร์ใบลาน ดำเนินการโดยหน่วยงานหลัก ๓ หน่วยงาน คือ
๑. วัด
วัดเป็นสถานที่แรกที่มีการสงวนรักษาเอกสารต้นฉบับตัวเขียนใบลานทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าอาวาสแต่ละวัด การเก็บรักษาเอกสารโบราณจะแตกต่างกันไป อาจเก็บแบบดีที่สุด ปานกลาง หรือปล่อยปละละเลย เพื่อป้องกันการถูกทำลายจากแมลง ดังนั้นเอกสารโบราณทั้งหมดจะเก็บรักษาในหอพระไตรปิฎกนอกจากนี้วัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยที่ได้รับการพิจารณาว่ามีเอกสารโบราณที่มีการจัดเก็บเป็นอย่างดี ได้แก่ วัดมหาธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร, วัดมหาชัย จังหวัดมหาสารคาม และวัดไตรภูมินิมิต จังหวัดร้อยเอ็ด
๒. สถาบันการศึกษาขั้นสูง
สถาบันการศึกษาหลายแห่งที่สนใจศึกษาเอกสารโบราณที่เกี่ยวกับชุมชนและขนบธรรมเนียมประเพณีพื้นบ้าน วัฒนธรรม และสาขาอื่นๆ รวมทั้งคัมภีร์ใบลาน ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕-๒๕๓๐ มีโครงการสำรวจและจัดเก็บคัมภีร์ใบลานในจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดใกล้เคียงโดยมีวิทยาลัยครูที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้นๆ รับผิดชอบทำการสำรวจ ผลการสำรวจทำให้สามารถจัดทำบัญชีคัมภีร์ใบลานได้ จำนวน 13 เล่ม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนา พิธีทางศาสนาในท้องถิ่นนั้น
๓. หอสมุดสมุดแห่งชาติ
หอสมุดแห่งชาติ เป็นหน่วยงานภาครัฐมีการทำงานอย่างเป็นระบบในการอนุรักษ์และสงวนรักษาคัมภีร์ใบลานที่ได้รับจากสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศ ปัจจุบันเริ่มมีการอนุรักษ์เอกสารโบราณในรูปแบบดิจิทัลบางรายการ ซึ่งเอกสารเหล่านี้มีการเผยแพร่ความรู้แก่นักวิชาการ พระภิกษุสงฆ์และผู้สนใจ อีกทั้งมีการอบรมเชิงปฏิบัติการแก่ประชาชนในท้องถิ่นด้วย
บทบาทของมหาวิทยาลัยมหาสารคามในการสงวนรักษาคัมภีร์ใบลาน
สังคมไทยในปัจจุบันตระหนักรู้ถึงคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นมากขึ้น มหาวิทยาลัยมหาสารคามเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า การศึกษาคัมภีร์ใบลานเป็นส่วนสำคัญของการรักษาวัฒนธรรมให้กับชุมชนและสังคม จึงได้จัดตั้งโครงการสงวนรักษาคัมภีร์ใบลานขึ้น ในปี พ.ศ. 2546 โดยศาสตราจารย์ภาวิช ทองโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคามในขณะนั้น และผู้ช่วยศาสตราจารย์วีณา วีสเพ็ญ ผู้อำนวยการโครงการ เป็นผู้ให้การส่งเสริม สนับสนุนและแนะนำพื้นที่ในการศึกษา ซึ่งโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องปัจจุบันโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
1. อนุรักษ์และจัดเก็บคัมภีร์ใบลานเพื่อการศึกษาและวิจัย
2. ถ่ายถอดคัมภีร์ใบลานเป็นอักษรไทยสมัยใหม่เพื่อความสะดวกในการศึกษาค้นคว้า
3. เพื่ออนุรักษ์อักษรโบราณไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า
4. เพื่อศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหาภูมิปัญญาของคัมภีร์ใบลาน และเผยแพร่ความรู้
5. เพื่อบันทึกและถ่ายถอดความรู้ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ฉันทนา เวชโอสถศักดา รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม บรรยาย เรื่อง Preservation of rare books in Thailand
คำว่า “หายาก” มีความหมายถึง สิ่งทีมีคุณค่า หนังสือบางเล่มถูกพิจารณาโดยเกณฑ์การพิจารณาที่แตกต่างกัน เช่น จำนวนหนังสือที่มีน้อยจะไม่ได้เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการพิจารณา เนื้อหาของหนังสือ ลักษณะทางกายภาพของหนังสือ (ข้อมูลและสถานที่พิมพ์) หนังสือบางเล่มมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับวัฒนธรรมในท้องถิ่นหรือชุมชน
หนังสือหายาก คือ หนังสือที่มีเนื้อหาสำคัญ อาจเป็นเอกสารต้นฉบับตัวเขียน ศิลปกรรม หนังสือที่มีเนื้อหาสำคัญทางประวัติศาสตร์ หรือหนังสือที่ทำจากวัสดุที่น่าสนใจ (กระดาษ กระดาษหนัง หนังสือแกะหรือหนังลูกวัว หิน ดินเหนียว) หนังสือหายากส่วนใหญ่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยและเก็บรักษาในห้องสมุด หอจดหมายเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้เสียหาย หนังสือบางเล่มต้องทำการสงวนรักษาเพื่อให้มีอายุการใช้งาน
หนังสือหายากในประเทศไทย
ตามเอกสารประวัติศาสตร์ของหอสมุดแห่งชาติอังกฤษ อธิบายว่าหนังสือหายากของประเทศไทยที่มีในพิพิธภัณฑ์อังกฤษจะเป็นเอกสารทางด้านประวัติศาสตร์ที่มีการติดต่อทางการค้าและการเผยแพร่ศาสนา ในปี พ.ศ. ๒๓๗๘-๒๔๓๓ ซึ่งจัดเก็บรวบรวมไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอังกฤษ นอกจากนี้หอสมุดแห่งชาติอังกฤษมีการจัดมุมหนังสือหายากไว้ภายในหอสมุดด้วยโดยการรวบรวมหนังสือก่อนศตวรรษที่ ๒๐ หนังสือส่วนใหญ่เป็นภาษาไทยด้านวรรณกรรม ศาสนา การท่องเที่ยว รายงานการสำรวจ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม โดยนักเขียนไทย ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระยาอนุมานราชธน และสุนทรภู่ เป็นต้น นอกจากหนังสือแล้วยังรวบรวมวัสดุหายากสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ แผนที่ หนังสือพิมพ์ ภาพถ่าย แสตมป์ เป็นต้น การพิจารณาว่าหนังสือใดเป็นหนังสือหายากมีการใช้เกณฑ์ ดังนี้
๑. หนังสือฉบับที่พิมพ์ครั้งแรก
๒. พิจารณาตามความสำคัญ ได้แก่ สถานที่เฉพาะ องค์กร หรือเหตุการณ์สำคัญ
๓. หนังสือที่มีจำนวนเล่มน้อย
๔. หนังสือที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ
ลักษณะของหนังสือหายาก
๑. หนังสือที่หายาก (หนังสือเก่าหายาก) พิจารณาเป็นหนังสือที่มีคุณค่ามาก หนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรกและเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาประวัติการพิมพ์
๒. หนังสือหายากที่เป็นประวัติการพิมพ์ของแต่ละประเทศ
๓. หนังสือที่พิมพ์จำนวนน้อย มีเนื้อหาดี รูปภาพสวยงาน หรือศิลปะท้องถิ่น หรือการออกแบบหรือเพลงท้องถิ่น
๔. หนังสือหายากที่มีคุณค่าของเนื้อหาหรือใช้ภาษาคลาสสิก
๕. หนังสืออยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ เช่น หน้าปกและภาพประกอบมีสภาพดี
๖. หนังสือเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ หรือราชอาณาจักร หรือผู้นำของชาติ ผู้นำศาสนา หรือประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
ประเทศบรูไน ดารุสซาราม
นำเสนอโดย Mr. Haji Mohamed Jefri Bin
การสงวนรักษาแบบดั้งเดิม เช่น การใช้น้ำมันตะไคร้หอม น้ำมันการบูร หรือน้ำมันตะไคร้บนพื้นผิวของใบลานเพื่อป้องกันความเสียหายจากการเปราะบางและการใช้คาร์บอนสีดำผสมกับน้ำมันบนใบลาน
ลักษณะของใบลาน
ใบลานที่มีความพร้อมมีลักษณะดังนี้
- หนา เส้นใยแข็งแรงและมีความยืดหยุ่น หากมีอายุมากความยืดหยุ่นจะลดลง
- มีแนวโน้มถูกทำลายด้วยแมลง (เพลี้ยแป้ง ปลวก และเชื้อรา)
- ใบมีรูปแบบเป็นเส้นแนวนอน (ลักษณะและขนาดของใบแตกต่างกันไปตั้งแต่ 15 ซม. - 160 ซม. / ความกว้างระหว่าง 3 ซม. - 12 ซม.)
- ตัด (เปิดครึ่งของใบที่อ่อน) - ทำให้แห้ง - ตัดให้ได้ขนาดที่ต้องการ - ต้มในน้ำ - ทำให้แห้งในที่ร่มหรือแสงแดดอ่อน (ผึ่งให้แห้ง) - นำส่วนที่นูนอก - กด ทำให้เป็นเงาและตัดให้ได้ขนาด - ทำเช่นเดียวกันกับด้านอื่น - สอดเชือกผ่านรูบนใบลาน - นำแผ่นไม้วางขนาดใบลานทั้งด้านบนและด้านล่าง - เก็บไว้ในที่แห้ง - จำนวนใบลานที่ใช้ขึ้นอยู่กับเนื้อหา
- ระบบการผูก : ไม่สามารถผูกเหมือนหนังสือ - เก็บใบลานไว้ระหว่างแผ่นไม้ 2 แผ่น (Acacia confusa) ที่มีขนาดใหญ่กว่าใบลานเล็กน้อย - ไม้กระดานบางครั้งมีการทาสีหรือตกแต่ง - เพื่อเก็บใบลานไว้ด้วยกันด้วยการเจาะรูตรงกลางใบเป็นรูเล็ก ๆ - นำเชือกสอดผ่านรูและผูกรอบต้นฉบับตัวเขียน
- ไม้จะถูกขัดด้วยน้ำมันที่มีคุณสมบัติในการฆ่าแมลง เช่น แล็กเกอร์ และแร่ธาตุอื่น ๆ (เช่นดินเบา ดินขาว และกำมะถัน) - นำมามัดหรือห่อด้วยผ้า
- มีความทนทานในการเขียนที่สามารถอยู่ได้หลายร้อยปีหากมีการดูแลรักษาที่เหมาะสม
- ฝึกอบรมการเขียนโดยนักวิชาการ และ scribers / lipikaras
- ต้นฉบับตัวเขียนเก่าที่ถูกเผาไหม้ในน้ำมันเนยหรือโยนลงไปในแม่น้ำ
- ต้นฉบับตัวเขียนมีอายุการใช้งานประมาณ 300-350 ปี
- เทคนิคในการจารบนใบลานด้วยเข็มจารโลหะเป็นลักษณะเด่นในอินเดียใต้ ใช้เขม่าหรือผงถ่านสีดำผสมกับน้ำมันในการเขียนเพื่อให้สามารถมองเห็นและอ่านตัวอักษรได้ง่ายขึ้น
การลงทะเบียน Aksara – ANB/MS.1990.318
- ขนาด 44 ซม. x 3 ซม. (กล่องไม้สำหรับใส่ใบลานขนาด 47 ซม. x 5.5 ซม. x 12 ซม. กล่องไม้จะไม่ได้รับการตกแต่งด้วยยกเคลือบทองขึ้นรูปเครื่องประดับดอกไม้)
- ไม่มีผ้าทอมือห่อต้นฉบับตัวเขียน
- สายผูกปมยาว 125 ซม. จะมีใบลาน 137 ใบ
- เป็นภาษาบาลีหรือสันสกฤต
การดำเนินการดิจิไทซ์
- การถ่ายภาพใบลานและเก็บรักษาในหอจดหมายเหตุ
- การจัดทำฐานข้อมูลและออนไลน์ผ่าน e-Arkib
- การจัดทำชื่อ ขนาด จำนวนใบ ความละเอียดของกล้องและการวิเคราะห์ข้อมูลรายการอื่น ๆ ประกอบกับไฟล์ภาพ
- จำเป็นต้องมีทักษะในเรื่องอักขรวิทยาและการสะกดการันต์ เป็นทักษะที่ต้องใช้ในการคัดลอกและเตรียมใบลานที่เป็นภาษาบาหลีและฮินดู คนที่สามารถอ่านใบลานได้เริ่มมีจำนวนน้อยลง
ประเทศกัมพูชา
นำเสนอโดย Ms. Sam Thida
การอนุรักษ์เอกสารโบราณของหอสมุดแห่งชาติกัมพูชา ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ เจตนารมณ์
ของสมเด็จพระเรียมนโรดม บุปผาเทวี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม การบูรณะรวบรวมเอกสาร
ที่ได้รับการจัดเก็บและคุ้มครองหลังจากสถาบันพุทธศาสนาถูกรื้อค้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ศิลปะ ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม โบราณคดี และศาสนาในกัมพูชา ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบัน FondsD’edition des Manuscripts du Cambodge ภายใต้โปรแกรม Écolefrançaised'Extrême-Orient : EFEO ของประเทศฝรั่งเศส การรวบรวมเอกสารโบราณหลังการปกครองของเขมรแดงในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ มีการรวบรวม Satra ที่วัด SvayChrum ในเพดานของโรงเรียนสอนภาษาบาลีซึ่งต้นฉบับซ่อนอยู่
ในสถูป
การสงวนรักษาเอกสารโบราณ
๑. ต้นฉบับตัวเขียนที่ติดกันโดยมูลนกพิราบและรา การแช่จะทำให้เอกสารแยกออกจากกัน
๒. งานบูรณะเอกสารโดย EFEO-FEMC ที่วัด SvayChrum
๓. ประสานกับประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศสมาชิกในอาเซียนซึ่งมีประสบการณ์ในการอนุรักษ์เอกสารโบราณ
ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย
นำเสนอโดย Ms. Mira Puspitarini
การจัดการเอกสารโบราณของอินโดนีเซีย
- การจัดหาเอกสาร
- การอธิบายเอกสารและการจัดการ
- การเข้าถึงเอกสารสำคัญในคอลเล็คชั่น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของหอจดหมายเหตุแห่งชาติได้ผ่านระบบและเครือข่ายของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
คัมภีร์ใบลานในประเทศอินโดนีเซียเรียกว่า Lontar
ต้นฉบับคัมภีร์ใบลานมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ถึงศตวรรษที่ 15 ในช่วง Majapahit หรือก่อนหน้านั้น เช่น the Arjunawiwaha, the Smaradahana, the Nagarakretagama and the Kakawin Sutasoma ซึ่งถูกค้นพบบนเกาะใกล้เมืองบาหลี
เอกสารโบราณในหอสมุดแห่งชาติอินโดนีเซีย
ในปี 1989 ได้นำเอกสารโบราณ Lontar จากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ มาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติมีจำนวนต้นฉบับตัวเขียนประมาณ 10,634 ต้นฉบับตัวเขียนอักษร อราบิค ยาวี Pegon ชวา พุทธ Sundanese Batax, Bugis, dll ต้นฉบับตัวเขียนในภาษา Melayu, Javanese, Sundnese, Bugis, Batak, Aceh, และอื่น ๆ ต้นฉบับตัวเขียนที่ทำจากกระดาษ Lontar, dluwang, nipah leaf, bamboes, wood leather and tree bark
เอกสารโบราณ Lontar ในปัจจุบันได้ดำเนินการอนุรักษ์ในรูปแบบไมโครฟิล์ม โดยความมือของมูลนิธิฟอร์ด ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้แก่
- Sono Budaya ; Babad Tanah Jawi, Babad Mataram, Babat Surakarta,Babad Amangkurat และอื่น ๆ
- Dipanegara (ลงทะเบียนเป็น Unesco as Memory of The World ในปี พ.ศ. 2๕๕๖)
- ต้นฉบับตัวเขียนจาก Makasar ; I La Galigo (ลงทะเบียนเป็น Unesco as Memory of The World ในปี พ.ศ. 2๕๕๔)
ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
นำเสนอโดย Mr. Bounchan Phanthavong
ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นประเทศที่มีวรรณกรรม ประเพณี จำนวนมาก ย้อนหลังไปถึงศตวรรษที่ 15-6ผลงานส่วนใหญ่ทำด้วยมือได้รับการสืบทอดมาในรูปแบบของต้นฉบับใบลานเก็บรักษาไว้ในตู้ไม้ที่ห้องสมุดของวัด
ความคิดริเริ่มที่น่าสังเกตคือการทำงานของสภาพุทธจันทร์ทะบูลี (Chanthabouly Buddhist Council) ภายใต้การนำของ Chao Phetsarat ซึ่งได้สอบถามเจ้าอาวาสในประเทศที่จะส่งรายชื่อผู้ถือครองต้นฉบับตัวเขียนระหว่างปี 1934-36
ต้นฉบับตัวเขียนส่วนมากถูกเขียนอักษรธรรม และมีเขียนในภาษา Lao Bhhan, Lik Tai Nuea และ Khom ขณะที่เอกสารบางส่วนเขียนโดยอักษร Central Thai และ Thai Dam
ประวัติการสำรวจคัมภีร์ใบลานของลาว
การสำรวจหาข้อมูลเกี่ยวกับต้นฉบับตัวเขียนในลาวเริ่มในช่วงต้นศตวรรษที่ ๒๐ และส่วนใหญ่ดำเนินการโดยนักวิชาการชาวฝรั่งเศสและผู้ช่วยชาวลาว
การสำรวจเอกสารที่วัดและห้องสมุดถือครองโดยไม่ได้ดำเนินการใน ๙ จังหวัด จำนวน ๙๔ วัด จำนวนต้นฉบับตัวเขียน ๑,๙๐๐-๑,๙๗๓ รวม ๓,๖๗๘ ชิ้น
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ มูลนิธิโตโยต้าจัดการประชุมที่เมืองเวียงจันทน์ เพื่อหารือเกี่ยวกับการอนุรักษ์ต้นฉบับตัวเขียนมีผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วยพระสงฆ์ นักวิชาการและผู้สนใจเพื่อหารือเกี่ยวกับการอนุรักษ์ต้นฉบับตัวเขียนในประเทศลาว
ในปี ๒๕๓๗ การสำรวจเอกสารในเวียงจันทน์ และจังหวัดต่าง ๆ รวม ๖ จังหวัดในลาว พบเอกสารจำนวน 128,000 มัด จาก ๒๕๐ วัด
การสงวนรักษาต้นฉบับตัวเขียนอักษรลาว (PLMP) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยช่วยให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอนุรักษ์มรดกวรรณกรรมของชาติ ต้องการให้ประชาชนตระหนักรู้ถึงคุณค่าของเอกสารเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถอนุรักษ์สงวนรักษาเอกสารได้ และเพื่อการค้นคว้าวิจัยและเผยแพร่ทรัพยากรเอกสารต้นฉบับตัวเขียน
โครงการและการสำรวจ
โครงการดำเนินการในระยะเวลา10 ปี โดยสำรวจเอกสารในวัดทางพุทธศาสนา จำนวน 800 วัด และเอกสารที่ภาครัฐและเอกชนถือครองใน 17 จังหวัด
ประโยชน์ที่ได้รับ
- Microfilming ของเอกสารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรม
- การฟื้นฟูวรรณกรรมดั้งเดิมทางศาสนาโดยบูรณาการเข้ากับระบบการศึกษาสมัยใหม่
- การสร้างเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และเทคนิคเช่นฐานข้อมูลวัสดุการศึกษา ตำรา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และอื่นๆ
ประเทศสหพันธรัฐมาเลเซีย
นำเสนอโดย Mr. EffahlmtiazZainol
หอสมุดแห่งชาติมาเลเซีย ดำเนินการอนุรักษ์เอกสารโบราณประเภทต่าง ๆ ได้แก่ งานที่เขียนด้วยลายมือที่เป็นภาษายาวีซึ่งผลิตในปลายศตวรรษที่ ๑๕ และ ๑๖ จนถึงก่อนศตวรรษที่ ๒๐ มีวิธีดำเนินการโดยใช้อุปกรณ์ในการอนุรักษ์ดังนี้
๑. กระดาษที่ใช้มีการนำเข้าจากกลุ่มประเทศด้านตะวันตก ซึ่งเป็นกระดาษที่มีลายน้ำและคุณภาพสูง มีอายุการใช้งานยาวนาน
๒. กระดาษที่ใช้อีกส่วนหนึ่งได้นำเข้ามาจากกลุ่มประเทศอาหรับและประเทศจีน ซึ่งเป็นกระดาษที่มีเนื้อบาง น้ำหนักเบาแม้จะมีคุณภาพต่ำและไม่มีลายน้ำ
๓. Gleichenia Linearis
๔. ต้นตาวซึ่งเป็นไม้ตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง (ชื่อวิทยาศาสตร์ Arengga Pinnata)
๕. ขนนกไม้ไผ่ และหมึกสีดำที่ทำจากการผสมเขม่าและไข่ขาว และที่ทำจากถ่านป่น
ปัจจัยที่ทำให้เอกสารโบราณเสื่อมสภาพ ได้แก่ การกระทาของมนุษย์โดยการสัมผัส การกระแทก หรือการเคลื่อนย้าย ฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศ อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ แสง และเชื้อรา
การเก็บรักษาเอกสารโบราณจะเก็บไว้ในห้องที่อุณหภูมิ18-20 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ที่ 50RH-60RH โดยมีขั้นตอนการอนุรักษ์ดังนี้
๑. การอบฆ่าเชื้อ เพื่อฆ่าแมลงที่พบในเอกสารโบราณ
๒. ทดสอบค่า PH ความเป็นกรดด่าง ทดสอบความคงทนของหมึก
๓. การใช้เทคนิคแบบ Stay ink, Leafcasting และ Faded ink, Tissue repairing
๔. การทำความสะอาด การซ่อมแซม และการเก็บรักษา
4. การ Digitize เอกสารโบราณ โดยการสแกน จัดทำเป็นไฟล์ jpg, pdf, จัดเก็บลงแผ่น CD และ Server
ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์
นำเสนอโดย Ms. Swe SweMyint
หอสมุดแห่งชาติเมียนมาร์จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ เป็นหน่วยงานภายใต้กรมห้องสมุดและการวิจัยทางประวัติศาสตร์ กระทรวงวัฒนธรรม ปัจจุบันหอสมุดแห่งชาติเมียนมาร์มี ๒ แห่ง คือ ตั้งอยู่ที่เมืองเนปิดอว์ และเมืองย่างกุ้ง
การอนุรักษ์และสงวนรักษาเอกสารโบราณของหอสมุดแห่งชาติเมียนมาร์ มีการจัดเก็บรวบรวมเอกสารต้นฉบับของ Barnard Free Library ให้บริการฟรี โดยการรวบรวมจาก Kinwin Mingyi และ Bagan Wundauk U Tin ซึ่งเป็นเอกสารต้นฉบับตัวเขียนหายาก นอกจากนี้หอสมุดแห่งชาติยังได้รวบรวมเอกสารโบราณที่มีคุณค่าอื่น ๆ ได้แก่ เอกสารโบราณที่เขียนเป็นอักษรพม่า คัมภีร์ใบลาน และสมุดข่อยซึ่งมีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับพุทธศาสนา การแพทย์แผนโบราณ โหราศาสตร์ วรรณกรรมและประวัติศาสตร์พม่าต้นฉบับคัมภีร์ใบลานมีอายุอย่างน้อย ๑๐๐ ปี ขึ้นไป บางส่วนมีอายุถึง 200 ปี หอสมุดแห่งชาติเมียนมาร์มีการสงวนรักษาเอกสารโบราณเหล่านี้ไว้ในห้องที่มีการควบคุมอุณหภูมิ
การสงวนรักษาและการอนุรักษ์เป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งของฝ่ายมรดกทางวัฒนธรรมและวรรณกรรมเมียนมาร์ หอสมุดแห่งชาติพยายามอนุรักษ์เอกสารต้นฉบับตัวเขียนที่มีอยู่ ๒ ประเภทใหญ่ ๆ
คือ คัมภีร์ใบลาน และสมุดข่อย คัมภีร์ใบลานเขียนโดยการใช้เข็มจารลงบนใบลาน สำหรับสมุดข่อยถูกเขียนลงบนกระดาษพับสีขาวหรือสีดำด้วยหินสบู่ คัมภีร์ใบลานและสมุดข่อยเหล่านี้จำนวนมากมีอายุเก่าแก่และเก็บสะสมโดยบุคคล และได้จัดเก็บไว้ในห้องสมุดของวัดเก่าแก่ ในประเทศเมียนมาร์มีเอกสารโบราณประเภทคัมภีร์ใบลานที่มีอายุนานเป็นเวลานับพันปี แต่เนื่องจากการทำลายของสภาพภูมิอากาศ แมลง
เชื้อรา ไฟ และการทำลายโดยมนุษย์ทำให้เอกสารโบราณมีความเสียหาย
ขั้นตอนการอนุรักษ์สงวนรักษาของหอสมุดแห่งชาติ
ขั้นตอนที่ ๑ ใช้แปลงขนอ่อนทำความสะอาดคัมภีร์ใบลานทุกหน้า
ขั้นตอนที่ ๒ ใช้น้ำมันตะไคร้เช็ดด้วยผ้านุ่มหรือแปรงขนอ่อน เพื่อให้พื้นผิวสะอาดสามารถที่จะอ่านได้ น้ำมันตะไคร้มีลักษณะร้อนและทำหน้าที่เหมือนยาทาที่จะทำให้เส้นใยของใบลานมีความยืดหยุ่นและแข็งแรง และกลิ่นของน้ำมันตะไคร้ช่วยป้องกันแมลง หลังจากนั้นเก็บเอกสารไว้ในที่แห้งและเย็น ขั้นตอนที่ ๓ การนำเอกสารโบราณอนุรักษ์ในรูปแบบไมโครฟิล์ม และสแกนในรูปแบบดิจิทัลเป็นไฟล์ PDF
ประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์
นำเสนอโดย Ms. Melody M. Madrid
พระราชบัญญัติหอสมุดแห่งชาติ กำหนดหน้าที่ของหอสมุดแห่งชาติฟิลิปปินส์คือ ทำหน้าที่เป็น
คลังสิ่งพิมพ์และมรดกทางวัฒนธรรมที่มีการบันทึกไว้ และวรรณกรรมที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา การจัดหาทรัพยากรเพื่อให้ประชาชนในชาติสามารถเข้าถึงทรัพยากรและเพิ่มพูนทรัพย์สินทางปัญญาของคนในชาติ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
หอสมุดแห่งชาติฟิลิปปินส์ในฐานะเป็นคลังมรดกทางวัฒนธรรม
ดำเนินการจัดหาวัสดุที่เกี่ยวกับประเทศฟิลิปปินส์ผ่านการจัดซื้อ การบริจาค และการแลกเปลี่ยนและทำหน้าที่รักษาทรัพยากรที่เกี่ยวกับประเทศฟิลิปปินส์ ได้แก่ หนังสือทั่วไป สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง หนังสือหายาก และเอกสารโบราณ เอกสารราชการทั้งในรูปแบบสิ่งตีพิมพ์และสิ่งไม่ตีพิมพ์ นอกจากนี้ยังทำหน้าทีสงวนรักษาเอกสารโบราณประเภทต่าง ๆ โดยมีการออกพระราชบัญญัติสาธารณะ No. 10066 ขึ้น เพื่อสำหรับป้องกันและการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เสริมสร้างคณะกรรมการวัฒนธรรมและศิลปะแห่งชาติ (the National Commission for Culture and the Arts : NCCA) และสร้างเครือข่ายหน่วยงานทางวัฒนธรรม
การอนุรักษ์เอกสารโบราณ
กำหนดนโยบาย ประเมินและจัดลำดับความสำคัญเอกสารโบราณกรณีฉุกเฉินและเกิดภัยพิบัติ ดังนี้
๑. การเตรียมความพร้อมการลงทะเบียนทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของประเทศ
๒. จัดตั้งกองทุนแห่งชาติและระหว่างชาติเพื่อจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการฝึกอบรมให้ความรู้ในเรื่องการอนุรักษ์เอกสารโบราณชองชาติ
๓. การทำข้อเสนอหอสมุดแห่งชาติฟิลิปปินส์ด้านการอนุรักษ์เอกสารโบราณ
องค์ประกอบการเสื่อมสภาพของเอกสารโบราณ
๑. ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม (ปัจจัยทางด้านภูมิอากาศ)
๒. ปัจจัยทางชีวภาพ
๓. ปัจจัยทางเคมี
๔. ปัจจัยเกี่ยวกับมนุษย์
๕. ปัจจัยเกี่ยวกับภัยพิบัติ
การจัดการการสงวนรักษา
รวมถึงนโยบาย การประเมิน ระบบการจัดลำดับความสำคัญ การจัดสรรทรัพยากร กรณีฉุกเฉิน การวางแผนภัยพิบัติ
๑. การเตรียมความพร้อมการลงทะเบียนทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของฟิลิปปินส์
๒. กองทุนแห่งชาติและระหว่างชาติเพื่อจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการฝึกอบรม
๓. การทำข้อเสนอหอสมุดแห่งชาติฟิลิปปินส์
ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์
นำเสนอ โดย Ms. Phyllis Koh Zhen Qi
National Heritage Board จัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เพื่อ
๑. จัดเก็บและอนุรักษ์สิ่งประดิษฐ์และงานศิลปะภายใต้การดูแลของ NHB
๒. เป็นศูนย์กลางในการอนุรักษ์สงวนรักษา การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ การทดสอบและวิจัย
๓. สนับสนุนการจัดนิทรรศการต่าง ๆ สำหรับพิพิธภัณฑ์ของ NHB
๔. เป็นแหล่งรวมคัมภีร์ใบลานแห่งชาติ
การอนุรักษ์เอกสารโบราณ
เอกสารโบราณที่รวบรวมไว้ประกอบด้วย คัมภีร์ใบลาน จำนวน จำนวน ๒๖ ชิ้น ตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๘ ถึงศตวรรษที่ ๒๐ ส่วนใหญ่มาจากประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย ศรีลังกา เมียนมาร์ และไทย นอกจากนี้ยังได้รับจากหน่วยงานต่าง ๆ เอกสารโบราณได้ทำการวิเคราะห์และประเมินเป็น ๔ ระดับ
- CR1: มีสภาพดี ไม่จำเป็นต้องทำการสงวนรักษา ๔๒ %
- CR2: ต้องทำการดูแลรักษา น้อยกว่า ๕ ชั่วโมง ๒๗ %
- CR3: ต้องทำการดูแลรักษา ๖-๔๒ ชั่วโมง ๑๕ %
- CR4: ต้องทำการดูแลรักษา มากกว่า ๔๒ ชั่วโมง ๑๖ %
การอนุรักษ์สงวนรักษาเอกสารโบราณ
๑. การเก็บรักษา
- โดยการจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการด้านสิ่งแวดล้อม การเฝ้าระวัง การจัดการเชื้อรา
- ต้นฉบับตัวเขียนทั้งหมดเก็บในชั้นที่ออกแบบให้มีการควบคุมอุณหภูมิ
- ต้นฉบับตัวเขียนทั้งหมดเก็บในกล่องหรือห่อด้วยกระดาษที่ปราศจากกรดและผูกด้วยเชือกทีทำจากผ้าฝ้าย
๒. การจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการ เป็นการดูแลรักษาโดยการควบคุมอากาศด้วยการนำวัสดุใส่ไว้ในถุงที่มีการควบคุมอากาศ การแช่แข็ง การเฝ้าระวังสัตว์ที่กัดทำลายหนังสือ
๓. การตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม
- ควบคุมสิ่งแวดล้อมในทุกห้องปฏิบัติการที่มีการจัดเก็บและสงวนรักษา ใช้ความชื้นสัมพัทธ์ 50-6๐ % และอุณหภูมิ 21-23 องศาเซลเซียส
- มีเซ็นเซอร์คอยตรวจจับ
- มีการอ่านวิเคราะห์เพื่อตั้งค่าพารามิเตอร์
- มีการตรวจสอบสภาพอากาศและเครื่องมือในการควบคุมสภาพอากาศ
๔. การกำจัดเชื้อรา
แผนปฏิบัติการโครงการอนุรักษ์สงวนรักษาเอกสาร
- Rehousing options กล่องและผ้าห่อในการจัดเก็บที่ดีขึ้น
- การดูแลรักษา กำจัดเชื้อรา การรักษาเสถียรภาพในการสนับสนุนและความร่วมมือ
- พิจารณา ตรวจสอบ และวิธีการ
- การทำดิจิไทซ์ต้นฉบับตัวเขียน
- ทำงานร่วมกับภัณฑารักษ์เพื่อให้เข้าใจความเป็นมาและเนื้อหาของเอกสารโบราณการเฝ้าระวังสัตว์ที่กัดทำลายหนังสือการเฝ้าระวังสัตว์ที่กัดทำลายหนังสือ
ประเทศไทย
นำเสนอโดย นางสุภาณี สุขอาบใจ บรรณารักษ์ชำนาญการพิเศษ
การอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานของหอสมุดแห่งชาติ
หอสมุดแห่งชาติได้ดำเนินการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานเก่าที่เสียหายจากความชื้น เชื้อรา ปลวก และ มีการละเลยการดูแลรักษา คัมภีร์ใบลานเหล่านี้ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า ที่แสดงให้เห็นถึงศิลปวัฒนธรรม หลักฐานต่าง ๆ ที่รุ่งเรืองในอดีต ที่สามารถถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า เอกสารโบราณเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเอกสารที่มีอายุกว่าหนึ่งร้อยปี ส่วนมากจะอยู่ในสภาพที่ชำรุด เปื่อย แตกหัก เป็นไปสภาพของลักษณะภูมิประเทศ ที่เก็บรักษา สภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสภาพภูมิอากาศ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีส่วนที่ทำให้เอกสารเกิดความเสียหาย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นอีกที่ทำให้เอกสารเก่าเสียหายเสื่อมสภาพ ได้แก่ วัสดุที่ใช้ทำความสะอาด เช่น สำลี ก็อาจทำให้เอกสารเสียหายได้ เพราะฉะนั้นการทำความเข้าใจและเรียนรู้ในเรื่องการรักษาสภาพเอกสารโบราณโดยเฉพาะคัมภีร์ใบลาน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้เอกสารโบราณแต่ละประเภทอยู่ในสภาพคงเดิมมากที่สุด
เราจะทำอย่างไรเพื่อให้เอกสารที่เก่า มีคุณค่า ให้มีสภาพเหมือนเดิม และใช้ได้นานที่สุด และเพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าต่อไปในอนาคต จึงจำเป็นต้องดำเนินการอนุรักษ์ เพื่อป้องกันและหยุดการเสื่อมสภาพถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วน โดยที่ผู้ปฏิบัติงานดูแลรักษา เอกสารจะต้องศึกษาวิเคราะห์หา ของสาเหตุที่ทำให้เอกสารเสื่อมสภาพ หาวิธีการซึ่งอาจต้องใช้กรรมวิธีการทางธรรมชาติ และวิธีวิทยาศาสตร์ โดยประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพเอกสาร ถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งเป็นหนทางที่จะทำให้เอกสารโบราณโดยเฉพาะคัมภีร์ใบลานที่จะใช้เป็นหลักฐานในการศึกษาค้นคว้าที่สำคัญของประเทศและนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน
ขั้นตอนการดำเนินการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลาน
๑. สำรวจปริมาณงานทั้งหมด หาพื้นที่สำหรับปฏิบัติงาน บริเวณที่ว่างภายในวัดหรือสถานที่ที่เหมาะสม โดยการสำรวจแหล่งเอกสารโบราณทั้งหมดที่มีอยู่ เมื่อมั่นใจว่าสำรวจครบแล้ว จึงนำเอกสารมารวมกัน
๒. ตรวจสอบสภาพ ทำการคัดแยก เอกสารที่มีสภาพสมบูรณ์ ชำรุด มีเชื่อรา เอกสารที่มีร้อยฉีกขาด จัดลำดับความสำคัญ ส่วนที่สมบูรณ์ดำเนินการจัดทำทะเบียน ส่วนที่ชำรุด เสื่อมสภาพดำเนินการอนุรักษ์
๓. แยกเอกสารตามอักษร
เพื่อความสะดวกต้องคัดแยกเอกสารตามรูปแบบอักษรที่บันทึกเช่น อักษรขอม อักษรอื่น ๆ
๔. ทำความสะอาด โดยการใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ ๙๕% หมาด ๆ ลูบไล้ไปที่พื้นผิวของคัมภีร์ ใบลาน
๕. ทำการซ่อมแซมคัมภีร์ใบลานให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์
๕. จัดหมวดหมู่ตามหลักวิชาการ
๖. อ่านวิเคราะห์ชื่อเรื่อง และชื่อแบบฉบับ
๗. บันทึกข้อมูลลงในแบบลงทะเบียนภาคสนาม
๘. ให้เลขที่ ตามลำดับการลงทะเบียน
๙. จัดเข้ามัด
๑๐. เขียนป้ายหน้ามัดคัมภีร์
๑๑. ห่อผ้า มัดด้วยเชือก จัดเก็บพร้อมให้บริการ
ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
นำเสนอโดย Mrs. Le Thi Thanh ha
ปัจจุบัน การสงวนรักษาวัสดุที่มีค่าเป็นงานสำคัญของหอสมุดแห่งชาติเวียดนาม สถานที่เก็บรักษาจำนวนมากได้รับการสร้างหรือพัฒนา เจ้าหน้าที่จำนวนมากได้รับการฝึกอบรมภายในประเทศหรือต่างประเทศ อย่างไรก็ตามเวียดนามเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในแถบที่มีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น ความเสียหายจากสงครามที่ยาวนาน ความรู้เกี่ยวกับการสงวนรักษาถูกจำกัด การเอาชนะผลกระทบจากการเสื่อมสภาพของวัสดุเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีความสำคัญของการสงวนรักษาในเวียดนามในวันนี้
1. การสงวนรักษาของหอสมุดแห่งชาติเวียดนาม
หอสมุดแห่งชาติเวียดนามก่อตั้งขึ้นในปี 1917 เป็นห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีทรัพยากรมากกว่า 2.5 ล้านรายการที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เขียนโดยภาษาเวียดนาม อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย มีทรัพยากรภาษาเวียดนามและภาษาต่างประเทศจำนวนหลายพัน เช่น หนังสือพิมพ์ แผนที่ แผนภาพ วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ไมโครฟอร์ม โสตทัศนวัสดุและมัลติมีเดีย ห้องสมุดรวบรวมวัสดุที่ประกอบด้วยกระดาษเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับคาบสมุดอินโดจีนที่พิมพ์ตั้งแต่ปี 1653 ถึง 1954 (หนังสือ 67,000 เล่ม หนังสือพิมพ์และนิตยสาร 1,700 ฉบับ), Sino-Nom collection (5,000 ชื่อเรื่อง) ซึ่งเขียนในภาษาเวียดนามโบราณบนกระดาษ “Do” เป็นวัสดุแบบโบราณของเวียดนามตั้งแต่ศตวรรษที่ 6-16 หอสมุดแห่งชาติเวียดนามเป็นสถานที่เก็บรักษาทรัพยากรที่มีคุณค่าและหายากรวมถึงแผนที่ วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก และไมโครฟิช (มีประมาณ 1,000 ชื่อเรื่องที่พิมพ์ในเวียดนามก่อนปี 1945 บริจาคโดยสถานทูตฝรั่งเศส) ทรัพยากรเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดและเป็นข้อมูลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับประเทศเวียดนาม ทรัพยากรจำนวนมากมีเพียงหนึ่งเล่มเท่านั้น เนื่องจากเวลาและเหตุการณ์ที่ผ่านมา จึงทำให้เอกสารมีสภาพทรุดโทรม
ลักษณะทางกายภาพของทรัพยากรหายากมีอายุและระดับการสึกกร่อนที่แตกต่างกัน การสำรวจโดยการสุ่มตัวอย่าง, การเปลี่ยนสี, การฉีกขาด, การเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวของวัสดุ, ความเปราะบางของกระดาษ และรา วัสดุที่สำรวจส่วนใหญ่จะมีลักษณะที่เกิดขึ้นอย่างน้อยที่สุดดังข้างต้น การเปลี่ยนสีและซีดจางของวัสดุส่วนมากจะเกิดขึ้นบางส่วนหรือทั้งหมด
มีหลายเหตุผลทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมการเปลี่ยนสีของวัสดุอาจเกิดจากน้ำ ของเหลว หนอนหนังสือ และแมลงอื่นๆ เช่น แมลงสาบ หนู นอกจากนี้ การใช้วัสดุและวิธีการที่ไม่ถูกต้องก็เป็นสาเหตุ เช่น การใช้กระดาษและกาวในปริมาณที่ไม่ถูกต้องทำให้พื้นผิวของวัสดุเปลี่ยนแปลง กาวยังเป็นสาเหตุทำให้กระดาษเปราะบางและเปลี่ยนสี เทปพันสายไฟสามารถทำให้เนื้อหาในเอกสารบางส่วนเกิดการจางและเบลอ
ในความเป็นจริงของสถานการณ์ โครงการการอนุรักษ์และสงวนรักษาของหอสมุดแห่งชาติเวียดนามในระยะยาวได้รับการวางแผนและดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อการอนุรักษ์และรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติสำหรับคนรุ่นใหม่ รวมถึงการดูแลรักษาป้องกัน การสงวนและรักษา และแปลงเป็นดิจิทัล
1.1 Prevent preservation
ในปัจจุบันหอสมุดแห่งชาติเวียดนามใช้กลยุทธ์ที่ครอบคลุมถึงความจำเป็นที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการอนุรักษ์ในทุกการจัดเก็บข้อมูล
การจัดการสิ่งแวดล้อม
การจัดการสภาพแวดล้อมของสถานที่เก็บทรัพยากรซึ่งเป็นสถานที่ที่ทรัพยากรจะถูกเก็บรักษา เข้าถึง และจัดแสดงได้ จะต้องใช้กลยุทธ์และมาตรการป้องกันที่แน่นอนและง่ายที่สุดที่สามารถนำมาใช้ในการทำให้ทรัพยากรมีอายุการใช้งานยาวนาน มาตรการป้องกันจะต้องพิจารณาถึงการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้อง ความรู้ที่ถูกต้องที่สุดในการป้องกันและรักษาทรัพยากรจากการเสื่อมสภาพและความเสียหายที่เกิดจากสาเหตุทั้งภายในและภายนอกสภาพสิ่งแวดล้อมที่มีเครื่องปรับอากาศและเครื่องอบแห้ง (desiccative)เพื่อลดผลกระทบของอุณหภูมิภายนอกให้ความมั่นใจในสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพในสถานที่เก็บรักษา การเก็บรักษาทั้งหมดในห้องสมุดมีการติดตั้งเครื่องอ่านค่าในการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในอากาศในช่วงเวลาของวันที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง 18-23 องศาเซลเซียสความชื้นจาก45-55%
ผลกระทบของการมีแสงภายในน้อย การปิดไฟในพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งาน นอกจากนี้ การทำงานของแสงในพื้นที่แตกต่างกันในบางส่วนของพื้นที่ที่จะได้รับความสว่างของแสงตามความจำเป็น
ฝุ่นเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่มีผลต่อการเสื่อมสภาพของวัสดุ หอสมุดแห่งชาติเวียดนามระบบการจัดเก็บที่มีคุณภาพเพื่อรักษาและป้องกันวัสดุหลีกเลี่ยงปัจจัยที่มีผลกระทบที่ไม่ดีเช่นแสงฝุ่นแมลง
นอกเหนือจากการรักษาสภาพอากาศให้มีมาตรฐานและมีเสถียรภาพในการควบคุมประชากรแมลงการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพของโปรแกรมการจัดการศัตรูพืชต้องมีการเฝ้าสังเกตกิจกรรมศัตรูพืช หอสมุดแห่งชาติเวียดนามใช้กับดักกาวเหนียวซึ่งใช้กันมากที่สุดในการเฝ้าสังเกตแมลงจำนวนมาก เช่น แมลงสามง่าม เหาหนังสือ (booklice)ปลวกแมลงแมลงสาบและหนู สารเคมีเป็นสิ่งที่พบบ่อยในการควบคุมแมลงรวมถึงจะนำกระดาษการบูรใส่ในหนังสือ (เป็นการป้องกันมากกว่าฆ่าแมลง)
การสำรวจ
การสำรวจเป็นงานหนึ่งของการอนุรักษ์ สงวนรักษา วัตถุประสงค์ของการสำรวจคือการตรวจสอบสภาพแวดล้อมที่ทรัพยากรถูกเก็บไว้ สภาพทั่วไปของทรัพยากร ปัญหาที่พบบ่อยความรู้ในการพัฒนาการเก็บรักษาและสิ่งแวดล้อมและหาแนวทางในการเก็บรักษาและการอนุรักษ์ ส่วนแรกของกระบวนการคือการเก็บรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมด การสร้างแผ่นเก็บรวบรวมข้อมูลของแต่ละคนและปรับให้ใช้กับทรัพยากรที่แตกต่างกันได้ เป็นวิธีการที่ใช้เก็บข้อมูลคุณภาพของทรัพยากรและการเสื่อมสภาพการอนุรักษ์หรือการเก็บรักษาการรักษาก่อนหน้านี้
การฝึกอบรม
ในกลยุทธ์ของการป้องกันการเก็บรักษาหอสมุดแห่งชาติเวียดนามจัดหลักสูตรการฝึกอบรมในการดูแลและการจัดการของทรัพยากรเพื่อช่วยบรรณารักษ์ทั่วไปและผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์สงวนรักษา
- โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถที่จะเพิ่มความตระหนักรู้ในกับอาชีพและขยายไปสู่ผู้อ่าน
1.2 Remedial preservation
หอสมุดแห่งชาติเวียดนามใช้วิธีการพิเศษหลายวิธีในระหว่างการปรับปรุงการอนุรักษ์สงวนรักษา
- Deacidification and de-water method : ธรรมชาติเปราะบางของเอกสารทำให้เกิดความกังวลโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาเหตุส่วนใหญ่การสัมผัสแสง สภาพสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอนกระบวนการและวัสดุที่จะนำมาใช้ในการผลิตกระดาษ เพื่อเพิ่มสภาพกระดาษ การใช้การลดกรด(deacidification)และการรีดน้ำ (de-water) นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้ค่าความเป็นกรดด่างของกระดาษเป็นกลางและเพิ่มอัลคาไลน์ที่ยับยั้งทำซ้ำของกรดในระยะเวลานาน
- Leaf-casting methodวิธีการนี้ใช้สำหรับการซ่อมแซมกระดาษที่เสียหายโดยการเติมช่องว่างระหว่างเยื่อกระดาษกระบวนการใช้เครื่องอัดอากาศและสูญญากาศในการดำเนินการ เยื่อกระดาษที่จะได้รับการเติมเต็มในวัสดุที่ฉีกขาดและเสริมให้แข็งแรงโดย CMCขณะนี้วิธีนี้เป็นวิธีการที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสำหรับวัสดุที่มีการฉีกขาดและมีปริมาณมาก การใช้วิธีนี้พื้นผิวของวัสดุจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ได้คุณภาพที่แน่นอน หอสมุดแห่งชาติเวียดนามได้พยายามใช้วิธี Leaf-castingในคอลเลกชันของSino-Nom ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าทรัพยากรจะเกิดความเสียหายได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับน้ำ ผลที่ได้เป็นที่ยอมรับ แต่ก็มีการอธิบายเพิ่มเติมว่าวิธีนี้ควรจะนำมาใช้ในวัสดุที่หายากและมีค่าเพราะราคาเยื่อกระดาษค่อนข้างสูง
- นอกเหนือจากวิธี Leaf-casting แล้ววิธีการซ่อมแซมด้วยการใช้โต๊ะที่แสงสามารถส่องสว่างภายในโต๊ะยังใช้ในการรักษาอนุรักษ์ แสงไฟจะส่องผ่านวัสดุโดยตรงเพื่อตรวจสอบโครงสร้างของกระดาษขอบเขตของความเสียหายและการแสดงผลของการซ่อมแซม และยังใช้วิธีนี้ในการซ่อมแซมลายฉลุ
1.3 Digitizing for preservation
โปรแกรมห้องสมุดดิจิตอลมีบทบาทสำคัญในห้องสมุดที่ทันสมัยต่างๆการอนุรักษ์โดยการแปลงเป็นดิจิทัล สำหรับทรัพยากรหายากของหอสมุดแห่งชาติเวียดนามจะถูกรวมเข้าด้วยกันเพื่อที่จะปรับปรุงและการอนุรักษ์ขั้นสูง และการเข้าถึงทรัพยากร เพื่อจำกัดการใช้ทรัพยากรต้นฉบับที่ทำการอนุรักษ์ และจะจัดเก็บทรัพยากรต้นฉบับแยกต่างหาก นอกจากนี้แปลงเป็นดิจิทัลทำให้มีทรัพยากรสำรองในกรณีที่เกิดภัยพิบัติที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายกับทรัพยากรต้นฉบับเดิม
2. การแชร์ประสบการณ์
2.1 วัสดุ
เอกสารทั้งหมดที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์และสงวนรักษาในระยะยาว วัสดุที่ใช้จะต้องปราศจากกรดและมีคุณภาพตามมาตรฐาน วัสดุที่นำเข้ามักมีราคาแพงเกินงบประมาณของหอสมุดแห่งชาติเวียดนามดังนั้นจึงมีการใช้วัสดุในท้องถิ่นที่มีคุณภาพและเหมาะสมในการการรักษาอนุรักษ์ "Do" เป็นกระดาษซึ่งทำจากเส้นใย Liber เป็นกระดาษทำด้วยมือแบบดั้งเดิมเวียดนามมีความแข็งแรงด้วยเส้นใยที่ยาว มี "ขน" ที่ช่วยในการซ่อมแซมการฉีกขาดเพื่อให้รอยฉีกขาดสามารถเชื่อมต่อกัน "Do" เป็นกระดาษที่มีน้ำหนักเหมาะสมกับวัสดุที่ต้องการซ่อมแซมจากงานวิจัยพบว่ามีการใช้กระดาษ “Do” มาเป็นเวลาประมาณ 100 ปี
2.2 สารเคมี
สารเคมีที่เหมาะสมสำหรับกระบวนการลดกรดจะต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ เป็นสารเคมีที่มีราคาแพง การใช้ปูนขาว (Slaked lime) สูตรทางเคมีคือ Ca(OH)2 (Calcium hydroxide) ในกระบวนการลดกรดซึ่งจะทำให้ค่าความเป็นกรดด่างเป็นกลาง ซึ่งขึ้นอยู่กับความค่าความเป็นกรดด่างของกระดาษก่อนการอนุรักษ์ วิธีการนี้สามารถใช้ได้สองแบบ คือ การฉีดสเปรย์และ Mas de-acidification
3. ข้อสรุป
แม้ว่าการอนุรักษ์และสงวนรักษาเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ในเวียดนาม แต่ก็มีคือการพัฒนาไปทีละน้อยและห้องสมุดส่วนใหญ่ในประเทศให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ตั้งแต่ที่มีการตระหนักรู้ในเรื่องการอนุรักษ์เพิ่มมากขึ้น ห้องสมุดมีการลงทุนที่ทันสมัยและผู้เชี่ยวชาญในการสงวนรักษา และทำงานแข่งกับเวลาเพื่อรักษาลายลักษณ์อักษรมรดกทางวัฒนธรรมที่มีน้อยลง แต่ค่าใช้จ่ายสำหรับการสงวนรักษาสูงมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องจักรและวัสดุที่ใช้ในการสงวนรักษาโดยเฉพาะ นอกเหนือนี้จากการพัฒนาทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ยังเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำหรับการอนุรักษ์สงวนรักษาในเวียดนาม
ข้อเสนอแนะ
การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุ และพิพิธภัณฑ์ที่มีการจัดเก็บ รวบรวม และอนุรักษ์เอกสารโบราณ หนังสือหายาก ในกลุ่มประเทศอาเซียนในรูปแบบดิจิทัลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
๐๑ โครงสร้าง
๐๒ ข้อมูลผู้บริหาร
๐๓ อำนาจหน้าที่
๐๔ แผนยุทธศาสตร์หรือแผนพัฒนาหน่วยงาน
๐๕ ข้อมูลการติดต่อ
๐๖ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
๐๗ ข่าวประชาสัมพันธ์ ปี พ.ศ. 2564
๐๘ Q&A
๐๙ Social Network
๐๑๐ แผนดำเนินงานประจำปี พ.ศ. 2564
๐๑๑ รายงานการกำกับติดตามการดำเนินงาน รอบ 6 เดือน ในปี พ.ศ. 2564
๐๑๒ รายงานผลการดำเนินงานประจำปี พ.ศ. 2563
๐๑๓ คู่มือหรือมาตรฐานการปฏิบัติงาน
๐๑๔ คู่มือหรือมาตรฐานการให้บริการ
๐๑๕ ข้อมูลเชิงสถิติการให้บริการ 6 เดือนแรก ของปี พ.ศ. 2564
๐๑๖ รายงานผลการสำรวจความพึงพอใจการให้บริการ ปี พ.ศ. 2563
๐๑๗ E-Service
๐๑๘ แผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2564
๐๑๙ รายงานการกำกับติดตามการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี รอบ 6 เดือนแรก ของปี พ.ศ. 2564
๐๒๐ รายงานผลการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2563
๐๒๑ แผนการจัดซื้อจัดจ้างหรือแผนการจัดหาพัสดุ ปี พ.ศ. 2564
๐๒๒ ประกาศต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุ ปี พ.ศ. 2564
๐๒๓ สรุปผลการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุรายเดือน (6 เดือนแรก) ของปี พ.ศ. 2564
๐๒๔ รายงานผลการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุประจำปี ปี พ.ศ. 2563
๐๒๕ นโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคล ปี พ.ศ. 2564
๐๒๖ การดำเนินการตามนโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคล ปี พ.ศ. 2564
๐๒๗ หลักเกณฑ์การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล ปี พ.ศ. 2564
๐๒๗-๑ หลักเกณฑ์การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล ข้อ๑ และ ๒ และ ๓
๐๒๗-๒ หลักเกณฑ์การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล ข้อ๑ และ ๔
๐๒๗-๓ หลักเกณฑ์การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล ข้อ๑ และ ๕ และ ๖
๐๒๘ รายงานผลการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลประจำปี ปี พ.ศ. 2563
๐๒๙ แนวปฏิบัติการจัดการเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ
๐๓๐ ช่องทางแจ้งเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ
๐๓๑ ข้อมูลเชิงสถิติเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ (6 เดือนแรก) ของปี พ.ศ. 2564
๐๓๒ ช่องทางการรับฟังความคิดเห็น
๐๓๓ การเปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วม ปี พ.ศ. 2564
๐๓๔ เจตจำนงสุจริตของผู้บริหาร
๐๓๕ การมีส่วนร่วมของผู้บริหาร ปี พ.ศ. 2564
๐๓๖ การประเมินความเสี่ยงการทุจริตประจำปี ปี พ.ศ. 2564
๐๓๗ การดำเนินการเพื่อจัดการความเสี่ยงการทุจริต ปี พ.ศ. 2564
๐๓๘ การเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร ปี พ.ศ. 2564
๐๓๙ แผนปฏิบัติการป้องกันการทุจริต ปี พ.ศ. 2564
๐๔๐ รายงานการกำกับติดตามการดำเนินการป้องกันการทุจริต ประจำปี รอบ 6 เดือน
๐๔๑ รายงานผลการดำเนินการป้องกันการทุจริตประจำปี พ.ศ. 2563
๐๔๒ มาตรการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสภายในหน่วยงาน
๐๔๓ การดำเนินการตามมาตรการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสภายในหน่วยงาน ปี พ.ศ. 2564
ผีปู่แสะย่าแสะ กับ แหล่งทำเหล็ก ในมิติของการทับซ้อนพื้นที่ทางวัฒนธรรม**เรียบเรียงโดย นายยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีปฏิบัติการ#โบราณโลหะวิทยาดินแดนล้านนา.- พื้นที่ทางด้านทิศใต้ของดอยสุเทพ มีภูเขาศักดิ์สิทธิ์นามว่า "ดอยคำ" สันนิษฐานว่ามีความสำคัญมาตั้งแต่ยุคก่อนรับพุทธศาสนาเข้ามา ดังสะท้อนผ่านตำนานเรื่องราวที่มีความเกี่ยวข้องกับผีบรรพชนดั้งเดิมอย่าง "ปู่แสะย่าแสะ".- ตำนานพระธาตุดอยคำ ได้กล่าวถึงเรื่องราวของปู่แสะย่าแสะ ว่าเดิมพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของยักษ์สามตน (ปู่แสะ ย่าแสะ และบุตร) ยังชีพด้วยการกินเนื้อสัตว์และเนื้อมนุษย์ ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงยักษ์ทั้งสามตนได้ฟังเทศนาจึงเกิดความเลื่อมใส พระพุทธองค์ขอให้เหล่ายักษ์รักษาศีล เลิกกินเนื้อมนุษย์ จนเกิดการต่อรอง สุดท้ายจบลงด้วยการไปขออนุญาตเจ้าผู้ครองนครให้กินควายได้ปีละ 1 ครั้ง .- จากเรื่องราวข้างต้น เป็นที่มาของประเพณีเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะที่มีการกระทำพิธีสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยจะมีการสังเวยควายให้แก่ผีปู่แสะย่าแสะในช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปี ที่บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ทป.4 (แม่เหียะ) ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่.- พื้นที่บริเวณดังกล่าวนอกจากจะเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับประกอบพิธีกรรมเลี้ยงดงผีปู่แสะย่าแสะแล้ว ใต้พื้นดินลงไปยังเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับแหล่งถลุงเหล็กโบราณที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ นับเป็นแหล่งทำเหล็กโบราณตั้งอยู่ใกล้เมืองเชียงใหม่มากที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบในปัจจุบัน.- การศึกษาโดยสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ทำให้พบว่าร่องรอยแหล่งถลุงเหล็กโบราณแห่งนี้ ครอบคลุมพื้นที่ราว 15,000 ตารางเมตร ปรากฏหลักฐานเป็นเนินตะกรันจากการถลุงเหล็ก (Slag), ตะกรันจากเตาตีเหล็ก, ท่อเติมอากาศ (Tuyere), ก้อนแร่เหล็ก (Iron Ore) และชิ้นส่วนภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาล้านนาจำนวนมาก.- การวิเคราะห์หลักฐานทางโบราณคดี ทำให้ตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่า เดิมพื้นที่บริเวณนี้น่าจะเป็นที่ตั้งของชุมชน ที่มีกิจกรรมการถลุงเหล็กด้วยกรรมวิธีทางตรง และมีเตาตีเครื่องมือเหล็กอยู่ภายในชุมชน นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาบ่อสวก แหล่งเตาพาน แหล่งเตาสันกำแพง และแหล่งเตาเวียงกาหลง ปะปนอยู่ในชั้นกิจกรรมการถลุงเหล็ก ซึ่งสอดคล้องกับค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ (AMS) ที่มีอายุกิจกรรมอยู่ในราว พ.ศ. 2080 จึงสามารถสรุปเบื้องต้นได้ว่า ชุมชนทำเหล็กแห่งนี้น่าจะมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 - 21 ร่วมสมัยกับช่วงราชวงศ์มังรายปกครองเมืองเชียงใหม่.- นอกจากนี้หากวิเคราะห์เปรียบเทียบหลักฐานจะพบว่าแหล่งถลุงเหล็กที่แม่เหียะแห่งนี้ มีรูปแบบเตา เทคนิค และกรรมวิธีที่เหมือนกับแหล่งถลุงเหล็กโบราณแม่โถ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีชนกลุ่มลัวะเป็นเจ้าของ จึงทำให้ตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่ากลุ่มชนดั้งเดิมที่เคยตั้งชุมชนถลุงเหล็กอยู่ในพื้นที่แม่เหียะแห่งนี้น่าจะเป็นกลุ่มชาวลัวะด้วยเช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับความทรงจำในท้องถิ่นที่ระบุว่าเคยมีชุมชนลัวะตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงแถบนี้ ก่อนที่จะคลี่คลายไปเป็นชุมชนเมืองดังเช่นปัจจุบัน.- ท้ายที่สุดนี้ ถึงแม้ปัจจุบันจะยังไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ชัดว่า การจัดพิธีกรรมเลี้ยงดงผีปู่แสะย่าแสะบนพื้นที่ร่องรอยชุมชนถลุงเหล็กโบราณจะมีนัยยะที่เกี่ยวข้องกันหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจที่มรดกวัฒนธรรมทั้งประเภท Tangible และ Intangible ของกลุ่มชนดั้งเดิมยังคงอยู่ร่วมกันในพื้นที่ป่าใกล้เมืองแห่งนี้ คู่เมืองเชียงใหม่สืบไป
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศ สาธารณรัฐเกาหลี
๑.ชื่อโครงการ กิจกรรมการท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลกสีเขียว (Green Historical Park)
๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่ออบรมเชิงปฏิบัติการและศึกษาดูงานแก่กลุ่มเป้าหมาย ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การลดภาวะโลกร้อน และการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สภาพแวดล้อม
๒.๒ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมนำไปประยุกต์ใช้หรือเกิดเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๒.๓ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองด้านการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านการศึกษาดูงานในประเทศที่มีองค์ความรู้ดังกล่าว
๓. กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๒ – ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙
๔. สถานที่ ๑.กรุงโซล
๒.จังหวัดคังว็อน
๓.จังหวัดเคียงกิโด
๕. หน่วยงานผู้จัด อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย อุทยานประวัติศาสตร์ กำแพงเพชร
๖. หน่วยงานสนับสนุน สำนักงานพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย- กำแพงเพชร (อพท ๔)
๗. กิจกรรม ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยว ในประเด็นการส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
๘. คณะผู้แทนไทย
๑.นายขจร มุกมีค่า ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย
๒.นางนงคราญ สุขสม หัวหน้ากลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย
๓.นายสถาพร เที่ยงธรรม ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
๔.นางธาดา สังข์ทอง หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
๕.นายภัทรพงษ์ เก่าเงิน หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย
๖.นางนฤมล เก่าเงิน หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร
๗.นางประมาณ แก่นคำ เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน อุทยานประวัติศาสตร์
ศรีสัชนาลัย
๘.น.ส.นุชจรี ผ่องไสศรี นักโบราณคดีปฏิบัติการ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
๙.นายสนธิ ริยาพันธ์ พนักงานเกษตรพื้นฐาน อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
๑๐.น.ส.วสมล เทียนถนอม ปลัดเทศบาลตำบลเมืองเก่า
๑๑.นายประครอง สายจันทร์ รักษาการผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย- กำแพงเพชร (อพท ๔)
๑๒.น.ส.สุรางคนางค์ พ่วงแผน เจ้าหน้าที่สำนักงานพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์
สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย- กำแพงเพชร (อพท ๔)
๑๓.นายวัชระ ทิพย์ชำนาญ เจ้าหน้าที่สำนักงานพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์
สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย- กำแพงเพชร (อพท ๔)
๑๔.น.ส.ชุติมา แสงสวัสดิ์ เจ้าหน้าที่สำนักงานพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์
สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย- กำแพงเพชร (อพท ๔)
๑๕.น.ส.เรณู ปิ่นทอง เจ้าหน้าที่สำนักงานพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์
สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย- กำแพงเพชร (อพท ๔)
๙. สรุปสาระของกิจกรรม ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยว ในประเด็นการส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนี้
๑. สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (The National Institute of Environmental Research: NIER ) สำนักงานแห่งแรกของโลกที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ภายในอาคารเต็มไปด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานความร้อนใต้ดิน ฉนวนกันความร้อนประสิทธิภาพสูง หลอดไฟแอลอีดี และม่านกันแดดอัตโนมัติ ตอบสนองแนวคิด Green Growth ของรัฐบาลเกาหลีใต้ ที่ประกาศจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ลงได้ ๓๐% ภายในปี พ.ศ. ๒๕๖๓
๒.เกาะนามิ ตั้งอยู่ที่เมืองชุนซ็อน จังหวัดคังว็อน ห่างจากกรุงโซลประมาณ ๖๓ กิโลเมตร เกาะนามิรูปร่างเหมือนใบไม้ลอยน้ำ เป็นเกาะกลางแม่น้ำฮัน ซึ่งเกิดจาการสร้างเขื่อนช็องพย็อน เกาะนามิเป็นที่รู้จักในด้านการมีภูมิทัศน์ที่สวยงามด้วยธรรมชาติ ต้นไม้เปลี่ยนสี ทั้งนี้เกาะนามิมีการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี ทั้งในด้านการจัดการพื้นที่สีเขียวเพื่อการท่องเที่ยว และการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์
๓. พระราชวังชังดอก ขึ้นทะเบียนมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ ๒๑ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ และยังเป็นหนึ่งในห้าพระราชวังที่สำคัญที่สุดของเกาหลี สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าแทจงแห่งราชวงศ์โชซ็อน เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๔๘ และภายในพระราชวังมีจุดบริการสินค้าที่ระลึกที่มีความน่าสนใจและเป็นสินค้าที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของพื้นที่และความเป็นมรดกโลก
๔. หมู่บ้านวัฒนธรรมซูวอน ตั้งอยู่ที่เมืองซูวอน ในจังหวัดเคียงกิโด ห่างจากกรุงโซลไปทางทิศใต้ประมาณ ๑ ชั่วโมง เป็นหมู่บ้านจำลองและพิพิธภัณฑ์ที่จำลองและแสดงถึงวิถีชีวิตของคนเกาหลี ภายในหมู่บ้านประกอบด้วยบ้านเรือนแบบดั้งเดิม กว่า ๒๔๐ หลัง เครื่องมือเครื่องใช้ บ้านของข้าราชการ ลานกว้างสำหรับแสดงศิลปะพื้นบ้านของชาวเกาหลีในเทศกาลต่างๆ นอกจากนี้ยังจัดแสดงตลาดพื้นเมือง และอื่นๆ อีกมากมายเพื่อให้ผู้มาเยี่ยมชมได้สัมผัสถึงวัฒนธรรมของชาวเกาหลี ซึ่งทำให้สามารถศึกษาถึงรูปแบบการจัดนิทรรศการ การนำ เสนอให้มีความน่าสนใจ และเรียนรู้วัฒนธรรมของชาวเกาหลีอีกทางหนึ่ง หมู่บ้านแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ถ่ายทำละครประวัติศาสตร์ของเกาหลีอีกด้วย
๕.หมู่บ้านพื้นเมืองพูซอนฮันนกและย่านสามฟ้า เป็นบริเวณที่ตั้งของบ้านชนชั้นยางบางของเกาหลีในราชวงศ์โชซอน เป็นเขตพิเศษที่ทางเทศบาลกรุงโซลอนุรักษ์ไว้ โดยเรียกว่า พูซอน ฮันนก ( Bucheon Hanok Village ) ปัจจุบันยังมีลูกหลานชาวยางบางอาศัยอยู่ ผู้อนุรักษ์นิยม หรือเศรษฐีรุ่นใหม่ที่ชอบกลิ่นอายความเก่าแก่ ซึ่งบริเวณนี้มีความกลมกลืนระหว่างตะวันตกและตะวันออก โดยเห็นได้จากร้านอาหาร คาเฟ่ แกลลอรี่ ร้านงานศิลปะ รวมทั้งศูนย์วัฒนธรรมที่อยู่ในบริเวณนั้น โดยมีการดัดแปลงอาคารเก่าให้มีความทันสมัยโดยกลมกลืนกับรูปแบบอาคารเดิม
๖.พระราชวังคยองบก พระราชวังหลักของราชวงศ์โชซอน สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๑๙๓๘ ในสมัยของกษัตริย์แทจง (Taejong) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์โชซอน ก่อนจะถูกไฟไหม้ในช่วงที่ญี่ปุ่นรุกรานในปี พ.ศ.๒๑๓๕ และคงเหลือไว้เพียงซากปรักหักพัง แต่ได้รับการฟื้นฟูบูรณะในสมัยต่อมา ทั้งนี้ภายในเขตพระราชวังมีพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติเกาหลี (The National Palace Museum of Korea) อยู่ด้วย
๗. คลองซองเกซอน ถูกขุดขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยของกษัตริย์ Yeongjo กษัตริย์องค์ที่ ๒๑ แห่งราชวงศ์โชซอน ต่อมาได้กลายเป็นพื้นที่จัดแสดงวัฒนธรรมต่างๆ ตลอดจนวิถีชีวิตริมคลอง ในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ายึดเกาหลี น้ำในคลองเน่าเสียเต็มไปด้วยมลพิษเนื่องจากมีผู้คนอาศัยหนาแน่น ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ได้มีโครงการพลิกฟื้นคลองซองเกซอนให้กลับมาเป็นคลองประวัติศาสตร์อีกครั้ง โดยการพัฒนาพื้นที่ริมคลองซองเกซอนเสร็จสมบูรณ์ในปีพ.ศ.๒๕๔๘ จนปัจจุบันเป็นสัญลักษณ์ของการผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัวของธรรมชาติ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์
๘. ภูเขานัมซาน หอคอย N Tower Love Rock Cable ภูเขานัมซานเป็นภูเขาลูกเดียวใจกลางเมืองหลวง มีหอคอย N Tower เป็น ๑ ใน ๑๗ หอคอยเมืองที่สูงที่สุดในโลก สูงถึง ๔๘๐ เมตร เหนือระดับน้ำทะเล โดยบริหารจัดการพื้นที่เพื่อให้สถานที่เป็นแลนด์มาร์ค (Landmark) ของประเทศเกาหลีที่สามารถดึงดูดนักท่อง เที่ยว พร้อมทั้งมีการบริหารจัดการร้านค้า และร้านจำหน่ายของที่ระลึกภายในบริเวณแหล่งท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
๑๐.๑ การคัดเลือกประเทศและแหล่งท่องเที่ยวในการศึกษาดูงานมีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศเกาหลีใต้เป็นประเทศที่เป็นผู้นำในเรื่องของการท่องเที่ยวของภูมิภาคเอเชีย และเป็นประเทศที่มีความใส่ใจในเรื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก สามารถใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการแหล่งท่อง เที่ยวได้
๑๐.๒ การเตรียมงาน การประสานงานระหว่างประเทศในการเข้าเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวพร้อมรับฟังแนวทางการบริหารจัดการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจัดทำได้อย่างเป็นระบบ สามารถนำมาเป็นตัวอย่างในการจัดกิจกรรมภายในประเทศไทยได้
๑๐.๓ การคัดเลือกผู้เข้าร่วมกิจกรรม มีความหลากหลายทั้งในด้านหน่วยงานและพื้นที่รับผิดชอบ ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถนำประสบการณ์ ความรู้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานของตนมาใช้ประโยชน์ได้
๑๐.๔ ในส่วนของเกาะนามิ จังหวัดคังว็อน ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีชื่อเสียงอย่างมาก มีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีมาก มีการดัดแปลงสภาพพื้นที่เท่าที่จำเป็น อาคารสิ่งปลูกสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวต่างๆ ก็เป็นอาคารขนาดเล็ก กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ที่สำคัญเกาะนามิมีระบบการจัดการขยะภายในพื้นที่ได้อย่างดีเยี่ยม สามารถใช้ขยะทุกอย่างภายในเกาะแม้กระทั่งกิ่งไม้ใบไม้มาทำให้เกิดประโยชน์ได้โดยไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ ซึ่งน่าจะใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการอุทยานประวัติศาสตร์ทั้ง ๓ แห่งได้
๑๐.๕ สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของประเทศเกาหลีมีการเตรียมพร้อมสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก หลายๆแห่งมีเอกสารประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในหลายภาษา รวมทั้งภาษาไทย ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกเป็นอย่างมาก ซึ่งน่าจะใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงเอกสารเผยแพร่ข้อมูลการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้
๑๐.๖ หมู่บ้านวัฒนธรรมซูวอนซึ่งจัดแสดงวิถีชีวิตของชาวเกาหลี โดยสร้างเป็นหมู่บ้านขนาดเท่าจริงเพื่อให้ชาวเกาหลีและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้าไปเที่ยวชมได้รับรู้และเข้าใจถึงวิถีชีวิตของชาวเกาหลีในอดีต มีการจัดแสดงได้เป็นอย่างดี ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าใจได้ง่ายและมีความน่าสนใจ นอกจากนี้ภายในบริเวณหมู่บ้านยังมีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรมของชาวเกาหลี ซึ่งน่าจะใช้เป็นแนวทางในการจัดทำหมู่บ้านวิถีไทย แสดงวิถีชีวิตของชาวไทยในอดีต เพื่อให้คนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเที่ยวชมได้
๑๐.๗ ในเรื่องการดูแลรักษาแหล่งท่องเที่ยว ประเทศเกาหลีทำได้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จาก แหล่งท่องเที่ยวสำคัญจำนวนมาก ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเข้าชมปีละหลายล้านคน แต่ตัวอาคารสถานที่ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็ได้รับการบำรุงดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพดีตลอด สร้างความประทับใจและความสะดวกสบายแก่นักท่องเที่ยว ในประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ผู้บริหารแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยน่าจะพิจารณาปรับเพิ่มงบประมาณในการบำรุงดูแลรักษาแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น
๑๐.๘ ในแหล่งท่องเที่ยวทุกแหล่งที่ไปศึกษาดูงานมีการจำหน่ายสินค้าที่ระลึกที่เป็นเอกลักษณ์และมีความสวยงาม ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาสินค้าที่ระลึกของอุทยานประวัติศาสตร์ทั้ง ๓ แห่ง ได้เป็นอย่างดี
.............................................................ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
(นายภัทรพงษ์ เก่าเงิน)
หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย
กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์
เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร
ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น
กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้
๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙
๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ
- โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท
- โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน
๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว
๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้
๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน
๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔
๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา
๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ
๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน
หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต
รายงานการไปราชการ ณ สหพันธรัฐมาเลเซีย
๑. ชื่อโครงการ
Kedah Tua International Conference 2016: The Kedah Tua from the 6th Century BCE to 12th century AD
“ การประชุมระดับนานาชาติแห่งรัฐเกดะห์ ๒๕๕๙ : เมืองเก่าเกดะห์จากก่อนพุทธศักราช ๑๐๐ ปี ถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๗
๒. วัตถุประสงค์ของการประชุม
๒.๑ แลกเปลี่ยนความรู้และงานวิจัยของอารยธรรมโลกในช่วงก่อนพุทธศักราช ๑๐๐ ปี ถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๗
๒.๒ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการอนุรักษ์และปกป้องแหล่งโบราณคดีและโบราณวัตถุที่พบในแต่ละพื้นที่
๒.๓ พัฒนาความร่วมมือและเพิ่มประสิทธิภาพของนักศึกษาระดับปริญญาโท – เอก ในระดับนานาชาติ
๓. วัตถุประสงค์ของผู้ขออนุมัติเดินทาง
๓.๑ เพื่อนำเสนอผลการวิจัยเกี่ยวกับโบราณสถานเขาคลังนอก เมืองโบราณศรีเทพ และแหล่งโบราณคดีในสมัยทวารวดี ในประเทศไทย
๓.๒ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีในประเทศไทยและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
๓.๓ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลด้านการบริหารจัดการแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมในประเทศมาเลเซีย
๔. สถานที่จัดกิจกรรม
๔.๑ โรงแรมปาร์ค อเวนิว (Park Avenue Hotel) เขตสุไหง ปัตตานี (Sungai Petani) รัฐเกดะห์ สถานที่จัดการประชุม
๔.๒ แหล่งโบราณคดีสุไหง บาตู (Sungai Batu) เขตสุไหง บาตู (Sungai Batu) รัฐเกดะห์ สถานที่จัดงานเทศกาลเมืองเก่าเกดะห์
๔.๓ แหล่งโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์แห่งบูจัง วัลเล่ย์ (Bujang valley) เขตเปกัน เมอบก (Pakan merbok) รัฐเกดะห์
๕. หน่วยงานผู้จัด สถาบันวิจัยทางโบราณคดีแห่งมหาวิทยาลัยเซน มาเลเซีย (Center of Global Archaeological Research)
๖. หน่วยงานสนับสนุน มหาวิทยาลัยเซน มาเลเซีย (Universiti Sains Malaysia (USM))
ฝ่ายปกครองเขตสุไหง ปัตตานี
รัฐเกดะห์
๗. กิจกรรม รูปแบบของกิจกรรมจะแบ่งเป็น ๒ ส่วน ได้แก่
๗.๑ การประชุมทางวิชาการ
จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๑ – ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ที่โรงแรมปาร์ค อเวนิว เขตสุไหง ปัตตานี รัฐเกดะห์ โดยเป็นการรวมนักวิชาการทางด้านประวัตศาสตร์และโบราณคดีเกือบทั่วโลก ที่เชี่ยวชาญในเรื่องอารยธรรมของโลกในแต่ละภูมิภาค เช่น เอเชียตะวันออก ตะวันออกกลาง อนุทวีปอินเดีย เมโสโปเตเมีย กรีก-โรมัน อเมริกากลาง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาในระดับปริญญาโท-เอก ร่วมนำเสนองานวิจัยต่อหน้าที่ประชุม โดยมีผู้ร่วมสังเกตการณ์เป็น นักวิชาการ นักศึกษาด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีในประเทศ มาเลียเซียจำนวนมาก
๗.๒ การทัศนศึกษา
ในส่วนของการทัศนศึกษาจะจัดขึ้นในวันที่ ๒๐ และ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๘ ก่อนและหลังการประชุมทางวิชาการ โดยทัศนศึกษาแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าและความสำคัญทางโบราณคดี รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุในหลายวัฒนธรรม รวมทั้งเข้าร่วมงานเทศกาลเมืองเก่าเกดะห์ที่จัดขึ้นในช่วงนี้ด้วย
๘. คณะผู้แทนไทย
๘.๑ นายภีร์ เวณุนันท์ อาจารย์ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
๘.๒ นายอนุรักษ์ ดีพิมาย นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา
๙. สรุปสาระสำคัญของกิจกรรม
๙.๑ การประชุมทางวิชาการ
การประชุมทางวิชาการจัดขึ้นในวันที่ ๒๑ – ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๙ ณ โรงแรมปาร์ค อเวนิว เขตสุไหง ปัตตานี รัฐเกดะห์ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ ๕๐๐ คน ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการทางด้านโบราณคดี และนักเรียนนักศึกษาในประเทศมาเลเซีย ซึ่งรูปแบบของการนำเสนอจะเป็นการนำเสนอโดยมีผู้ดำเนินรายการร่วมด้วย เพื่อควบคุมเวลาและประเด็นในการซักถาม ตามรูปแบบของการประชุมทางวิชาการระดับนานาชาติโดยทั่วไป
สาระสำคัญในการนำเสนอส่วนใหญ่แบ่งออกเป็น ๔ ประเด็นหลัก ดังนี้
๑. ปาฐกถาหลัก
ในหัวข้อนี้มีผู้ปาฐกถาหลักจำนวน ๓ ท่าน ซึ่งเนื้อหาค่อนข้างมีประโยชน์ต่อการพัฒนาวิชาการโบราณคดีในภูมภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และ การจัดการมรดกทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก
ผู้ปาฐกถาท่านแรก คือ Prof. Dr. Stephen Oppenhimer จาก Oxford University, London ประเทศอังกฤษ นักวิชาการท่านนี้ทำงานอยู่ในภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นระยะเวลายาวนาน โดยมีความเชี่ยวชาญในเรื่องพันธุกรรมของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยนำเสนอในหัวข้อ “ความสำคัญของคาบสมุทรมาเลย์ในช่วงก่อนประวัติศาสตร์และอารยธรรม” มีสาระสำคัญที่นำเสนอความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของมนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปรียบเทียบกับจีนและไต้หวัน ซึ่งสามารถสรุปในขึ้นต้นว่ามนุษย์ในช่วงเวลาประมาณสมัยโฮโลซีนช่วงหนึ่ง อาจแพร่กระจายลงมาจากเกาะไต้หวัน ผ่านหมู่เกาะฟิลิปปินส์เข้าสู่แผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และคาบสมุทรมาเลเซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นเส้นทางการติดต่อของมนุษย์ในสมัยนั้น
ผู้ปาฐกถาท่านที่สอง คือ Prof. Dr. Mokhtar Saidan จาก Universiti Sains Malaysia ประเทศมาเลเซีย ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการศึกษาวัฒนธรรมมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในคาบสมุทรมาเลเซีย และเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาแหล่งโบราณคดีบูจัง วัลเล่ย์ โดยนำเสนอในหัวข้อ “เมืองเก่าเกดะห์: หลักฐานใหม่จากสุไหง บาตู” มีสาระสำคัญที่นำเสนอข้อมูลใหม่จากการขุดค้นแหล่งโบราณคดีสุไหง บาตู ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งโบราณคดีบูจังวัลเลย์ แหล่งโบราณคดีสุไหงบาตูตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำที่ไหลออกสู่ทะเลทำให้ง่ายต่อการติดต่อค้าขายกับดินแดนภายนอก จากการสำรวจพบเนินดินทั้งสิ้น ๙๗ แห่ง และหลังจากการขุดค้นพบว่าเนินดินเหล่านี้ประกอบไปด้วย ศานสนสถาน ท่าเรือขนาดเล็ก และพื้นที่ถลุงเหล็ก กระจายตัวเป็นบริเวณกว้างกว่า ๔ ตารางกิโลเมตร ผลจากการกำหนดอายุด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ (AMS and C14 Dating) พบว่าอิฐจากเนินดินที่พบ โดยเฉพาะในส่วนของศาสนสถานอาจเก่าไปได้ถึงประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑ ซึ่งอาจจัดเป็นอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ผู้ปาฐกถาท่านที่สาม คือ Dr. Zainah Ibrahim ผู้ประสานงานด้านมรดกโลก กรมมรดกโลก ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นตัวแทนเข้าร่วมสังเกตการณ์การจัดงานเทศกาลเกดะห์ในครั้งนี้ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมของมาเลเซีย นำเสนอในหัวข้อ “สุไหง บาตู, เลมพะ บูจัง: ก้าวต่อไปสู่ความเป็นมรดกโลกของยูเนสโก้” สาระสำคัญอยู่ที่การพยายามผลักดันให้บูจัง วัลเลย์ที่มีแหล่งโบราณคดีจำนวนมากในพื้นที่ ๔๐๐ ตารางกิโลเมตร ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งหลังจากที่ประกาศเป็นมรดกโลกแล้ว ซึ่งดำเนินแผนการระยะยาวประมาณ ๒๐ ปี เป็นตัวอย่างที่ดีในการจัดการแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมในพื้นที่อื่นๆ
๒. ร่องรอยหลักฐานของอารยธรรมในช่วง ๑๐๐ ปี ก่อนพุทธศักราช ถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๗
ในประเด็นนี้เป็นการนำเสนอลักษณะสำคัญของอารยธรรมต่างๆ ทั่วโลก โดยยกพื้นที่ตัวอย่างจากตะวันออกกลาง “อารยธรรมเมโสโปเตเมีย และอียิปต์” อนุทวีปอินเดีย “อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ” ตะวันออกไกล “อารยธรรมจีน” เมดิเตอเรเนียน “อารยธรรมกรีกและโรมัน” และทวีปอเมริกา “อารยธรรมเมโสอเมริกา” แต่อย่างไรก็ตามลักษณะการนำเสนิเป็นการกล่าวถึงภาพรวมของแต่อารยธรรมเท่านั้น ไม่ได้นำเสนอถึงการศึกษาที่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์หรือวิจัยเพิ่มเติม ซึ่งเป็นไปในแนวทางของการพรรณนารูปแบบและความสำคัญของแต่ละวัฒนธรรมมากกว่า
แม้กระนั้น ก็ยังมีการนำเสนอจากประเทศจีนที่ค่อนข้างน่าสนใจ โดย Dr. Yu Xiyun จาก Wuban university ประเทศจีน เสนอผลการศึกษาโดยการขุดค้นพื้นที่แถบตะวันออกของจีน กำหนดอายุย้อนไปได้ถึง ๔,๐๐๐ ปีก่อนพุทธศักราช เริ่มมีการตั้งชุมชนในแถวลุ่มแม่น้ำหยางซี แม่น้ำเหลือง และแม่น้ำเหล่าโห สภาพชุมชนค่อนข้างมีแบบแผนทั้งด้านแผนผังชุมชน การจัดการน้ำ และระบบสาธารณสุข ต่อมาในช่วง ๕๐๐ ปีก่อนพุทธศักราชเริ่มมีประชากรหนาแน่นรวมทั้งเทคโนโลยีทางด้านโลหะกรรมที่พัฒนาขึ้น จึงทำให้เกิดการพัฒนาไปสู่ระบบรัฐหรือเมืองขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนทางสังคมมากขึ้น รวมทั้งมีการสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่เช่น ศาสนสถานหรือกำแพงเมือง ลักษณะสำคัญเช่นนี้อาจนำมาใช้เปรียบเทียบหรือใช้เป็นเป็นโมเดลในการศึกษาเรื่องการกำเนิดรัฐเริ่มแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้
๓. หลักฐานล่าสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในประเด็นนี้มีจุดประสงค์ที่จะนำเสนอผลการศึกษาทางโบราณคดีของแต่ละประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งจากการศึกษาจากนักวิชาการท้องถิ่นหรือนักวิชาการต่างชาติที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างสำคัญในการศึกษาเปรียบเทียบกับหลักฐานทางโบราณคดีในประเทศไทย สามารถแบ่งสาระสำคัญตามรายประเทศ ดังนี้
ประเทศไทย นำเสนอโดย นายภีร์ เวณุนันท์ อาจารย์ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ในหัวข้อ “ความหลากหลายของการผลิตเหล็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนแผ่นดินใหญ่: ผ่านหลักฐานที่พบจากไทยและมาเลเซีย จากการศึกษาตัวอย่างเหล็กที่พบจากแหล่งโบราณคดีบ้านดีลังและบ้านดงพลอง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เมื่อวิเคราะห์หลักฐานจากการขุดค้นพบว่ามีการกระบวนการผลิตเฉพาะตัว เช่น ลักษณะเตา ท่อลม การคัดเลือกวัตถุดิบ เป็นต้น เช่นเดียวกับแหล่งโบราณคดีสุไหง บาตูของมาเลเซียที่มีกระบวนการผลิตแตกต่างกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางเทคโนโลยีการผลิตเหล็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประเทศพม่า นำเสนอโดย Mr. Nyunt Han คณะกรรมการ SEMEO ประเทศเมียนมาร์ ในหัวข้อ “การดำเนินการทางโบราณคดีในประเทศเมียนมาร์ภายใต้การค้นหาอารยธรรมเริ่มแรก” โดยนำดสนอข้อมูลจากการขุดค้นเมืองโบราณในวัฒนธรรมปยู ได้แก่ เมืองฮาลิน เมืองเบกถโน และเมืองศรีเกษตร ซึ่งผลจากการวิเคราะห์หลักฐานทางโบราณคดีพบว่าเมืองเหล่านี้อาจมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๓ – ๑๔ โดยช่วงหนึ่งอาจร่วมสมัยกับวัฒนธรรมทวารวดีในประเทศไทย ทั้งนี้ทางเมียนม่าร์ได้ทำการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองโบราณเหล่านี้อย่างต่อเนื่องจนสามารถผลักดันให้ขึ้นทะเบียนระดับรายชื่อของบัญชีมรดกโลก ยูเนสโก เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๕๗ นอกจากนี้ยังนำเสนอผลการสำรวจและขุดค้นเมืองวินกะและเมืองทาการ่า ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศพม่า โดยเป็นผลการดำเนินการทางโบราณคดีล่าสุดของเมียนมาร์ในช่วงนี้ ทั้งสองเมืองมีพัฒนาการทางวัฒนธรรมอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๔ – ๑๔ ใกล้เคียงกับเมืองในวัฒนธรรมปยูและทวารวดี
ประเทศกัมพูชา นำเสนอโดย Dr. Thuy Chanthorn จาก The Royal University of Fine Arts ประเทศกัมพูชา ในหัวข้อ “หลักฐานล่าสุดในอารยธรรมเขมรสมัยพระนคร (เหล็กในอาณาจักรเขมรโบราณ) จุดประสงค์ของหัวข้อนี้มุ่งเน้นไปที่โบราณวัตถุประเทศเหล็กทั้งเครื่องมือเหล็กและอาวุธที่ทำจากเหล็ก โดยตีความใหม่ว่าเป็นวัตถุที่ส่งผลต่อพัฒนาการของรัฐโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกัมพูชา วัฒนธรรมเขมรสมัยพระนคร ศาสนสถานที่สร้างด้วยหินทรายจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเหล็กในการตัดเอาก้อนหินที่เป็นวัสดุหลักมาใช้ในการก่อสร้าง ทั้งนี้ยังมีการเสนอว่าวัสดุในการก่อสร้างศาสนสถานเปลี่ยนไปโดยขึ้นอยู่กับพัฒนาการของเทคโนโลยีการผลิตเหล็กด้วยปัจจัยหนึ่ง
ประเทศลาว นำเสนอโดยนายสุริยา บุญสายทิพย์ นักโบราณคดีจากกลุ่มโบราณคดี กรมมรดกโลก ประเทศลาว นำเสนอในหัวข้อ “ภาพรวมของหลักฐานค้นพบใหม่ในประเทศลาว” ถึงแม้ชื่อหัวข้อดูเหมือนจะกว้าง แต่สาระสำคัญอยู่ที่การสำรวจและขุดค้นในพื้นที่จังหวัดสุวรรณเขต ภาคกลางล่างของประเทศลาว ซึ่งพบเหมืองทองแดงโบราณอายุประมาณ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้วในเขตเซโปน บริเวณเหมืองทองแดงพบโบราณวัตถุอันเกี่ยวเนื่องกับการทำเหมืองและการถลุงทองแดงจำนวนมาก โดยยังคงรูปแบบที่สมบูรณ์อย่างมากเหมือนเช่นในอดีต นอกจากนี้ยังมีการพบโบราณวัตถุกลุ่มหนึ่งจำพวกขวานและหอกสำริดที่คล้ายกับโบราณวัตถุที่พบในเขตประเทศเวียดนามตอนเหนือไปจนถึงประเทศจีนตอนใต้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนและวัฒนธรรมในพื้นที่ใกล้เคียง ประเด็นที่สำคัญคือในระยะต่อไปของการศึกษาเรื่องเหมืองทองแดงในเขต เซโปนคือการพยายามค้นหาร่องรอยของชุมชนหรือผลกระทบที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของการดำรงชีวิตจากการทำโลหะกรรม ทั้งในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิศาสตร์ ทรัพยากร และผลกระทบต่อมนุษย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจและอาจใช้เป็นโมเดลในการศึกษาชุมชนในแหล่งโลหะกรรมโบราณในประเทศไทยได้
ประเทศฟิลิปปินส์ นำเสนอโดย Prof. Dr. Euzebio Z. Dizon จาก National Museum, Manila ประเทศฟิลิปปินส์ นำเสนอในหัวข้อ “ฟิลิปปินส์: หลักฐานล่าสุดของสมัยแห่งอารยะ” ในหัวข้อนี้นำเสนอผลการขุดค้นล่าสุดในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ พบแหล่งโบราณคดีที่แสดงถึงการฝังศพในไหหรือโอ่งขนาดใหญ่ บริเวณแหล่งโบราณคดีบาคอง ทางตะวันออกของหมู่เกาะวิซายาส รวมทั้งแหล่งฝังศพและพื้นที่อยู่อาศัยในแถบเทือกเขากันฮามติก จังหวัดควูซอน ทางตอนใต้ของเกาะลูซอน ทั้งสองแหล่งโบราณคดีอาจเป็นส่วนหนึ่งของข้อสรุปที่ว่าพัฒนาการทางสังคมของมนุษย์โดยเฉพาะในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ เกิดการพัฒนาอย่างมากแล้วในดินแดนแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน หรืออินเดีย ตามทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของ วี กอร์ดอน ไชด์ ฟิลิปปินส์เปรียบเสมือนจุดเชื่อมต่อทางทะเลระหว่างดินแดนแผ่นดินใหญ่เหล่านั้น และด้วยความเป็นจุดเชื่อมต่อจึงรับเอารูปแบบวัฒนธรรมเข้ามาในระยะหลังจากที่ดินแดนเหล่านั้นเจริญขึ้นแล้วก็เป็นได้
ประเทศอินโดนีเซีย นำเสนอโดย Prof. Dr. Agus Aris Munandar จาก University of Indonesia นำเสนอในหัวข้อ “มุโรจัมบิ: หลักฐานของมหามันดาละ (มณฑล)” การศึกษานี้เน้นการตีความใหม่จากหลักฐานที่พบบริเวณแหล่งโบราณคดีมุโรจัมบิที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำปตังคารี แม่น้ำสายหลักของเกาะสุมาตรา แหล่งโบราณคดีแห่งนี้เป็นกลุ่มพุทธสถานในพื้นที่กว้างขวางตลอดแนวลำน้ำถึง ๑๒ กิโลเมตร จัดเป็นมหา มันดาละที่สมบูรณ์แบบแห่งหนึ่งบนกะสุมาตรา ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการทบทวนข้อสันนิษฐานของศูนย์กลางอาณาจักรศรีวิชัย โดยเมืองโฟชิที่ภิกษุอี้จิงเดินทางมาและพักศึกษาพระธรรม เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ นั้น อาจจะไม่ใช่ปาเล็มบัง แต่ควรจะเป็นที่มุโรจัมบิ เนื่องจากหลักฐานแวดล้อมบ่งบอกถึงความเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในเกาะสุมาตรา สอดคล้องกับบันทึกของภิกษุอี้จิงที่กล่าวถึงพุทธสถานมีภิกษุศึกษาเล่าเรียนถึง ๑,๐๐๐ รูป นอกจากนี้ยังมีการยกประเด็นอื่นๆมาสนับสนุนแนวคิดนี้ด้วย เช่น ทิศทางการขึ้นของดวงอาทิตย์ ทิศทางและระยะเวลาของลมมรสุมที่ใช้ในการเดินเรือ เป็นต้น หัวข้อที่นำเสนอนี้ถือว่ามีประโยชน์ในเชิงการวิพากย์ข้อมูลเก่าได้อย่างสมบูรณ์
ประเทศเวียดนาม นำเสนอโดย Dr. Le Thi Lian จากสถาบันโบราณคดีแห่งเวียดนาม นำเสนอในหัวข้อ “เวียดนามใต้ในบริบทการอยู่ร่วมกันของศาสนาพุทธและฮินดู ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๖” พื้นที่ในการศึกษาของหัวข้อนี้ถูกกำหนดไว้ในดินแดนเวียดนามตอนใต้ใกล้กับแหล่งโบราณคดีออกแก้วที่มีชื่อเสียงของการเป็นศูนย์กลางความเจริญแห่งแรกๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม่น้ำยางคูลองเป็นเส้นทางสำคัญในการติดต่อปฏิสัมพันธ์ของคนในแถบนี้ รวมทั้งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การค้ากับภูมิภาคอื่นๆ เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินและการค้านี้เองเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะศาสนาพุทธและพราหมณ์ที่ดูเหมือนว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข อย่างไรก็ตามจากหลักฐานที่สำรวจพบล่าสุดทำให้การศึกษาขยายขอบเขตมากยิ่งขึ้นไปกว่าประวัติศาสตร์ของศาสนาแต่ศาสนาทั้งสองสะท้อนให้เห็นปฏิสัมพันธ์ของคนและรูปแบบสังคมอีกระดับหนึ่งที่มีความซับซ้อนคล้ายกับพัฒนาการอีกก้าวหนึ่งในภูมิภาคนี้ ดังนั้นศาสนาจึงมิใช่แค่เรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยในการพัฒนาของสังคมมนุษย์อย่างปฏิเสธไม่ได้ ในหัวข้อนี้หากย้อนกลับไปมองทฤษฎีปฏิวัติสังคมเมืองของ วี กอร์ดอน ไชด์ อีกครั้งหนึ่งจะพบว่าศาสนาเป็นมูลเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์อย่างก้าวกระโดดในทุกวัฒนธรรมบนโลกนี้เช่นเดียวกัน
๔. การนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาโท-เอก
ประเด็นนี้เป็นการเปิดโอกาสให้นักวิชาการรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีได้นำเสนอหัวข้องานวิจัยของตนเอง โดนกระผมได้นำเสนอบทคัดย่อเรื่อง “เจดีย์สำคัญที่เมืองศรีเทพ: ตัวแทนของศูนย์กลางความเจริญของพุทธศาสนาแห่งลุ่มแม่น้ำป่าสัก” และได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมนำเสนอผลงานร่วมกับนักวิชาการรุ่นใหม่ท่านอื่นๆในประเด็นนี้ด้วย
ข้อสังเกตสำคัญที่ได้จากการร่วมนำเสนอและพูดคุยกันในประเด็นนี้คือ งานนำเสนอส่วนใหญ่เป็นงานจากภาคสนามล่าสุดของแต่ละประเทศ ที่นักวิชาการผู้นำเสนอเป็นผู้ควบคุมการดำเนินการทางโบราณคดีเอง โดยผ่านการวิเคราะห์และตีความแล้วในขั้นต้น แต่ยังไม่ได้พัฒนาเป็นองค์ความรู้ที่สมบูรณ์ ทำให้ข้อมูลที่ได้จากการพูดคุยซึ่งกันและกันเป็นข้อมูลเชิงลึกกว่าที่บรรยายในประเด็นอื่น นอกจากนี้ยังได้แลกเปลี่ยนระเบียบวิธีวิจัยของแต่ละประเทศ ซึ่งมีความแตกต่างกันอยู่มากนั้นให้เข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน
จากการสังเกตการณ์ผู้เข้าร่วมสัมมนาในประเด็นนี้ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการท้องถิ่น อาจารย์ และนักศึกษาทางด้านโบราณคดีของมาเลเซีย ถึงแม้ในประเด็นนี้จะนำเสนอในช่วงเวลาค่อนข้างดึกประมาณ ๒๑.๐๐ น. เป็นต้นไป แต่ก็ยังมีเข้าร่วมฟังจำนวนกว่า ๓๐๐ คน โดยเฉพาะนักศึกษาโบราณคดีที่ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
จากการสอบถามคณะผู้จัดงาน ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยเซนมาเลเซียระบุว่ามีความตั้งใจที่จะแลกเปลี่ยนความรู้และเชื่อมความสัมพันธ์ในระดับนักศึกษา โดยเฉพาะนักศึกษาระดับปริญญาโท – เอก ให้มั่นคง ทั้งภายในประเทศ และขยายขอบเขตไปในระดับภูมภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเพิ่มการผลิตงานทางด้านโบราณคดีจากนักวิชาการรุ่นใหม่ให้เป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาคหรือระดับโลก เพื่อการทดแทนบุคลากรในอนาคต จุดประสงค์นี้ทำให้ฉุกคิดได้ว่าประเทศไทยควรจะสนับสนุนนักวิชาการรุ่นใหม่โดยเปิดโอกาสให้ผลิตงานวิชาการใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะองค์กรของรัฐอย่างกรมศิลปากรหรือมหาวิทยาลัยศิลปากรที่รับผิดชอบเรื่องวิชาการโบราณคดีโดยตรง
๙.๒ การทัศนศึกษา
นอกจากการเสนอข้อมูลทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีในการประชุมทางวิชาการแล้ว ทางผู้จัดยังได้บรรจุการทัศนศึกษาไว้ในกิจกรรมด้วย โดยมีจุดประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลในสถานที่จริง และประชาสัมพันธ์แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมให้แก่นักวิชาการต่างชาติ เนื่องจากนักโบราณคดีหรือนักวิชาการที่ทำงานในแต่ละพื้นที่เป็นผู้นำชมเอง ทำให้ได้รับข้อมูลเชิงลึกและสามารถตอบข้อซักถามได้อย่างชัดเจน โดยสามารถแบ่งกิจกรรมทัศนศึกษาได้ ดังนี้
๑. แหล่งโบราณคดีสุไหง บาตู
แหล่งโบราณคดีสุไหง บาตู ตั้งอยู่เขตตอนกลางของพื้นที่เขตโบราณคดีบูจัง วัลเลย์ ในพื้นที่ ๔๐๐ ตารางกิโลเมตร สภาพภูมิศาสตร์ของแหล่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำที่มีทางอออกสู่ทะเลทางด้านทิศตะวันตก พื้นที่เป็นที่ราบเชิงเขาที่อุดมสมบูรณ์ ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือห่างจากแหล่งประมาณ ๓ กิโลเมตรเป็นที่ตั้งของภูเขากุนัง เจราย ซึ่งปรากฏศาสนสถานของทั้งศาสนาพุทธและฮินดูอยู่บนภูเขาด้วย
แหล่งโบราณคดีสุไหง บาตูมีหน้าที่การใช้งานแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ประเภทแรกตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของถนนหลวงปัจจุบัน มีลักษณะเป็นศาสนสถานและท่าเรือขนส่ง ศาสนสถานที่เก่สำคัญที่สุดคือโบราณสถานหมายเลข SB1B โดยมีลักษณะเป็นสิ่งก่อสร้าง ๒ สมัยซ้อนกัน สมัยแรกสร้างเป็นฐานอิฐรูปวงกลม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในคติของการนับถือผี หรือการนับถือภูเขากุนัง เจราย ที่ถือกันว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ประจำพื้นที่นี้ กำหนดอายุได้ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑ สมัยที่สองก่อสร้างอาคารในผังสี่เหลี่ยมมีฐานบัวและช่องท้องไม้คล้ายศิลปะแบบอินเดียหรือทวารวดี อาคารสมัยนี่สร้างทับอยู่บนฐานวงกลมในมัยแรก กำหนดอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๖ – ๗ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเนื่องในคติของพุทธหรือพราหมณ์ นอกจากนี้ยังมีร่องรอยโครงสร้างของท่าเรือขนาดเล็กเพื่อการขนส่งปรากฏอยู่ตามแนวขอบแม่น้ำหลายแห่ง สิ่งก่อสร้างในประเภทแรกนี้กำหนดอายุเก่าที่สุดได้ถึงประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑ ซึ่งหากเชื่อตามผลการกำหนดอายุจะถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแกที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ค้นพบในปัจจุบัน
ประเภทที่สองเป็นแหล่งถลุงโลหะ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของถนนหลวงปัจจุบัน บริเวณนี้แต่เดิมเป็นพื้นที่ปลูกปาล์ม เมื่อทำการสำรวจในปีพ.ศ. ๒๕๕๐ พบเนินดินจำนวนมาก และเมื่อเสร็จสิ้นการขุดค้นในช่วงปีพ.ศ. ๒๕๕๐ – ๒๕๕๗ พบว่าเนินดินดังกล่าวเป็นเตาถลุงเหล็กที่ใช้ต่อเนื่องกันอย่างยาวนาน ปรากฏหลักฐานที่สำคัญ ได้แก่ โครงสร้างเตา ตะกรันเหล็ก อิฐ ท่อลมขนาดใหญ่จำนวนมาก จากการกำหนดอายุจากถ่านที่พบ กิจกรรมการถลุงเหล็กเริ่มแรกในพื้นที่นี้อาจมีอายุเก่าไปถึงพุทธศตวรรษที่ ๑ ร่วมสมัยกับกลุ่มศาสนสถานที่อยู่อีกฟากหนึ่งด้วย
แหล่งโบราณคดีสุไหง บาตู นอกจากจะเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีคุณค่าทางวิชาการแล้ว แนวคิดการจัดการแหล่งโบราณคดีกลับเป็นจุดเด่นที่มองข้ามไม่ได้ การบริหารจัดการทั้งหมดของแหล่งรับผิดชอบโดยมหาวิทยาลัยเซนมาเลเซีย ซึ่งทำการสำรวจ ขุดค้น และอนุรักษ์ตั้งแต่เริ่มแรกโดยรัฐบาลและหน่วยราชการเป็นเพียงที่ปรึกษาและฝ่ายสนับสนุนเท่านั้น ดังนั้นมหาวิทยาลัยเซนมาเลเซียจึงในพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ออกภาคสนามของนักศึกษาเป็นประจำเกือบทุกปี กระทั่งการขุดค้นในช่วงแรกสิ้นสุดลงในปีพ.ศ. ๒๕๕๗ ผลจากการบริหารจัดการโดยมหาวิทยาลัยคือ สภาพคล่องทางการบริหารและการเงิน ทำให้แหล่งโบราณคดีได้รับการอนุรักษ์และจัดการอย่างรวดเร็วตามหลักวิชาการ และเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนมัธยมในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการขุดค้นและนำชมแหล่งโบราณคดี ก่อให้เกิดการกระจายรายได้แล้เผยแพร่ความรู้ไปในชุมชนและระดับภูมิภาคอีกด้วย
๒. แหล่งโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์แห่งบูจัง วัลเล่ย์
แหล่งโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์แห่งบูจัง วัลเล่ย์ ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาด้านทิศใต้ของภูเขากุนัง เจราย สภาพพื้นที่เป็นชิงเขามีลำน้ำไหลผ่าน บริเวณแนวลำน้ำมีแหล่งตัดหินขนาดเล็กที่ใช้ในการสร้างโบราณสถานอยู่ด้วย โบราณสถานแห่งบูจัง วัลเลย์เป็นกลุ่มศาสนสถานขนาดกลาง สร้างด้วยอิฐและหินภูเขา ตั้งอยู่ตามแนวเชิงเขาที่ลดหลั่นกันขึ้นไป ปัจจุบันผ่านการบูรณะด้วยวัสดุใหม่เกือบทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงโบราณสถาน “จันทิบูกิตบาตูพาหัต” เพียงหลังเดียวที่ยังคงสภาพใกล้เคียงในอดีต จันทิหลังนี้เป็นอาคารประธานของกลุ่มโบราณสถานบนเขากุนัง เจราย สร้างขึ้นภายใต้อิทธิพลของศาสนาฮินดู ข้อสังเกตเกี่ยวกับการตั้งศาสนสถานบนเชิงเขาหรือภูเขาประการหนึ่ง คือ คติภูเขาศักดิ์สิทธิ์หรือเป็นที่สถิตของเทพนั้น เป็นคติสากลของทุกศาสนาและความเชื่อที่พบร่วมกันทั้งโลกตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็พบคตินี้เช่นเดียวกัน และมีการสร้างศาสนสถานให้คล้ายคลึงกับภูเขาหลายแห่งด้วยกัน โดยรวมเรียกว่าศาสน-บรรพต เช่น ปราสาทนครวัด เจดีย์บุโรพุทโธ เป็นต้น
นอกจากกลุ่มโบราณสถานสำคัญแล้ว ในพื้นที่นี้ยังมีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เพื่อเก็บรวบรวมโบราณศิลปวัตถุที่พบในเขตบูจัง วัลเลย์ไว้จำนวนมาก ลักษณะพิพิธภัณฑ์ยังคงเป็นแบบท้องถิ่นเรียบง่าย เน้นการจัดแสดงโบราณวัตถุเป็นหลัก แต่มีป้ายบรรยายข้อมูลที่ชัดเจน รวมทั้งจัดแสดงควบคู่กับรูปถ่ายเก่าที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของโบราณวัตถุแต่ละชิ้นขณะที่ค้นพบอีกด้วย
๙.๓) การร่วมกิจกรรมเทศกาลเมืองเก่าเกดะห์
อันที่จริงแล้วการจัดประชุมระดับนานาชาติครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลเมืองเก่าเกดะห์ที่จัดขึ้นครั้งแรกในปีนี้ โดยความร่วมมือจากส่วนราชการรัฐเกดะห์ เขตสุไหง ปัตตานี และมหาวิทยาลัยเซนมาเลเซีย จัดงานเทศกาลขึ้นนะแหล่งโบราณคดีสุไหง บาตู ภาพรวมของงานมีการออกร้านสินค้าท้องถิ่น ออกซุ้มให้ความรู้ทางด้านโบราณคดีและวัฒนธรรมท้องถิ่น จัดจำลองกระบวนการเผาอิฐและถลุงเหล็ก รวมทั้งจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ให้เยาวชนอีกมากมาย งานมีระยะเวลาจัดทั้งสิ้น ๔ วัน รวมผู้เข้าร่วมกิจกรรมในท้องถิ่นกว่า ๕,๐๐๐ คน ตลอดการจัดงาน
แนวคิดที่น่าสนใจภายในงานที่ถือเป็นสาระสำคัญสำหรับงานโบราณคดี คือ การหยิบยกเอากิจกรรมถลุงเหล็กเป็นแนวคิดหลักในการจัดงาน ดังนั้นจึงมีกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเรียนรู้เรื่องการถลุงเหล็กจำนวนมาก เช่น การจำลองเตาถลุงเหล็ก การเตรียมวัตถุดิบสำกรับถลุง การถลุงเหล็กโดยวิธีโบราณและวิธีสมัยใหม่ การจัดให้ให้เยาวชนประกวดออกแบบเตาถลุงเหล็กที่ใช้ได้จริง และการวาดภาพจินตนาการของแหล่งโบราณคดี ดังนั้นภาพรวมของกิจกรรมจึงออกมาเป็นงานเทศกาลที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิชาการ และได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นการจัดกิจกรรมในพื้นที่แหล่งโบราณคดีที่เป็นพื้นที่ประกอบกิจกรรมเดียวกันนี้ในอดีต ยิ่งทำให้แหล่งโบราณคดีได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
๑. กรมศิลปากรควรมีการส่งเสริมให้นักโบราณคดีและนักวิชาการเข้าเสนอผลงานการวิจัยให้มากกว่านี้ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการและเปิดโลกทัศน์ทางด้านโบราณคดีในพื้นที่ที่อื่น จะทำให้ความรับรู้ทางวิชาการกว้างขวางขึ้นกว่าในปัจจุบัน แต่ก่อนจะไปถึงขั้นตอนนั้นได้ควรส่งเสริมให้นักวิชาการรุ่นใหม่ของกรมศิลปากรมีงานวิจัยเป็นของตนเอง เพื่อเพิ่มพูนข้อมูลและประสบการณ์ในการทำวิจัยต่อไป
๒. ทักษะภาษาอังกฤษเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากในการสื่อสารกับนักวิชาการต่างชาติ ปัญหาที่พบคือ บุคลากรของไทยมีความรู้ความสามารถด้านวิชาการทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะวิชาการโบราณคดีในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่สนใจอย่างมากของนักวิชาการทั่วโลก แต่ติดขัดด้านปัญหาในการสื่อสารที่เป็นปัญหาสำคัญ ควรมีการจัดอบรมระยะยาว (๓ – ๖ เดือน) ด้านภาษาอังกฤษทั้งในประเทศและต่างประเทศ มากกว่าการจัดชั้นเรียนภาษาอังกฤษสั้นๆ เนื่องจากไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร โดยอาจจะทยอยส่งนักวิชาการเป็นกลุ่มเล็กๆ เข้าอบรมทุกปี เพื่อไม่ให้กระทบกับงานหลัก และหลังจากอบรมควรมีการติดตามวัดผลอย่างต่อเนื่องด้วย
๓. อันที่จริงแล้วจุดประสงค์หลักของการจัดประชุมนานาชาติที่ประเทศมาเลเซียในครั้งนี้จริงๆแล้วคือการประชาสัมพันธ์แหล่งโบราณคดีในสุไหง บาตูเป็นหลัก และประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ข้อสังเกตที่ยกมานี้กรมศิลปากรควรจัดงานประชุมระดับนานาชาติในพื้นที่แหล่งโบราณคดีแหล่งใดแหล่งหนึ่งที่ผ่านการวิจัยอย่างต่อเนื่องและมีการวิเคราะห์ในเชิงคุณภาพอย่างดีแล้ว โดยอาจจัดเป็นงานเทศกาลเล็กๆ ให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้ด้วยเช่นกัน
นายอนุรักษ์ ดีพิมาย ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
องค์ความรู้ทางโบราณคดี เรื่อง เวียงแพร่ : การดำเนินงานทางโบราณคดีและการกำหนดอายุสมัยโดย นายพลพยุหะ ไชยรส นักโบราณคดีปฏิบัติการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่. เวียงแพร่เป็นชุมชนโบราณที่มีคูคันดินหรือกำแพงเมือคูเมืองล้อมรอบ โดยมีกำแพงเมือง ๑ ชั้น คูเมือง ๑ ชั้น ขุดล้อมเนินดินธรรมชาติอันเกิดจากการทับถมของตะกอนแม่น้ำยมจำนวน ๓ เนิน ตัวเมืองมีความกว้างที่สุด ๘๓๐ เมตร ยาวที่สุด ๑,๔๖๖ เมตร เดิมมีประตูเมือง ๔ ประตู ซึ่งเป็นประตูมาแต่โบราณ ประกอบด้วย ประตูชัย ประตูยั้งม้า ประตูศรีชุม และประตูมาน เวียงแพร่เป็นศูนย์กลางของนครรัฐแพร่ จนกระทั่งในปี พ.ศ.1986 พระเจ้าติโลกราชทรงให้พระมารดายกทัพหลวงมาตีเมืองซึ่งในขณะนั้นมีท้าวแม่นคุณเป็นเจ้าเมือง ต่อมาเมืองแพร่ถูกปกครองโดยอาณาจักรพม่า ก่อนที่พญามังไชยเจ้าเมืองแพร่เข้าสวามิภักดิ์กับพระเจ้ากรุงธนบุรีทำให้เมืองแพร่อยู่ภายใต้การปกครองของสยามในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๔ โดยเมืองแพร่ในขณะนั้นมีเมืองขึ้น ๒ เมืองคือเมืองสองและเมืองม่าน ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ เมืองแพร่ถือเป็นหนึ่งใน ๕ หัวเมืองประเทศราชที่สำคัญของสยาม . เวียงแพร่ได้รับการขุดค้นทางโบราณคดีกำแพงเมืองและพื้นที่ใช้งานภายในเมือง จำนวน ๔ ครั้ง ทำให้เราทราบได้ว่าว่าเวียงแพร่สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 19 โดยมีรายละเอียดการดำเนินงานทางโบราณคดีโดยสรุป ดังนี้ - ครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๕๓๙ ในบริเวณวัดศรีชุม จากการขุดค้นพบเศษภาชนะดินเผาชนิดเคลือบและไม่เคลือบแบบเชลียงจากแหล่งเตารุ่นเก่าเมืองศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งพบเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังได้พบชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนเคลือบสีเขียว (Celadon) ผลิตจากแหล่งเตาหลงฉวน มณฑลเจ๋อเจียง สมัยราชวงศ์หยวน (พ.ศ. ๑๘๒๓ – ๑๙๑๑) ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยเคลือบจากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เศษภาชนะดินเผาเนื้อดินธรรมดาจากแหล่งเตาพื้นเมืองล้านนา แวดินเผา ร่องรอยหลุมเตาไฟ และเศษถ่านที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ กำหนดอายุชั้นการอยู่อาศัยในระยะแรกนี้อยู่ในช่วงระยะเวลาประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐ - ครั้งที่ ๒ เป็นการขุดค้นทางโบราณคดีกำแพงเมืองแพร่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ จากหลุมขุดค้นทางโบราณคดีหลุมที่ ๑ สรุปการค้นพบหลักฐานได้ว่า “...ชิ้นส่วนภาชนะดินเผา เป็นชิ้นส่วนแตกหักของภาชนะดินประเภทชามหรือจาน ไห ถ้วย โดยในชั้นหลักฐานที่ ๑ ๒ และ ๓ ของหลุมขุดตรวจที่ ๑ พบชิ้นส่วนภาชนะดินเผาประเภทเนื้อแกร่งเคลือบสีดำ เคลือบสีเขียวมะกอก เคลือบสีน้ำตาลไหม้ เป็นผลิตภัณฑ์จากแหล่งเตาลำปาง เตาบ่อสวก (จังหวัดน่าน) และเตาเมืองพะเยา ที่มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ – ๒๒ หรือประมาณ ๘๐๐ – ๔๐๐ ปีมาแล้ว ฉะนั้นจึงสามารถกำหนดอายุกำแพงเมืองแพร่ได้ว่าถูกสร้างขึ้นและใช้งาน รวมทั้งพัฒนาขึ้นเป็นกำแพงอิฐตั้งแต่เมื่อประมาณ ๘๐๐ – ๔๐๐ ปีมาแล้ว” อย่างไรก็ตามค่าอายุข้างต้นเป็นการกำหนดอายุเชิงเปรียบเทียบในปัจจุบันมีการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ในแหล่งเตาบ่อสวก จังหวัดน่านและแหล่งเตาเวียงบัว (แหล่งเตาพะเยา) จังหวัดพะเยา เป็นที่แน่ชัดแล้ว โดยกำหนดอายุด้วยวิธีคาร์บอน ๑๔ ได้ค่าอายุเตาบ่อสวกอยู่ที่ พ.ศ.๑๘๓๘ หรือพุทธศตวรรษที่ ๑๙ และค่าอายุแหล่งเตาเวียงบัว (แหล่งเตาพะเยา) อยู่ที่ พ.ศ.๑๘๓๓ หรือพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ดังนั้นค่าอายุเศษเครื่องถ้วยบ่อสวกและพะเยาที่ขุดค้นทางโบราณคดีกำแพงเมืองแพร่ปี พ.ศ.๒๕๔๖ สามารถช่วยกำหนดอายุกำแพงเมืองแพร่ว่ามีก่อสร้างขึ้นไม่ควรเกินไปกว่าพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ครั้งที่ ๓ การขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดีประกอบการบูรณะและพัฒนาเจดีย์วัดหลวง ในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีที่ ๓ โดยดำเนินการขุดค้นบริเวณฐานกำแพงวัดด้านในทางด้านทิศตะวันออกของวัดใกล้ซุ้มประตูโขง จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบเศษเครื่องถ้วยเนื้อแกร่งลายขูดขีดเป็นเส้นคลื่นสีน้ำตาลมีหูปั้นแปะโดยพบในชั้นความลึก 190 – 220 cm.DT ซึ่งเป็นชั้นดินและชั้นวัฒนธรรมที่ไม่ถูกรบกวน มีลักษณะคล้ายกับเศษเครื่องถ้วยเนื้อแกร่งสีน้ำตาลลายขูดขีดเส้นคลื่นของแหล่งเตาเมืองเชลียงและมีบางส่วนมีลักษณะคล้ายเศษเครื่องถ้วยเนื้อแกร่งชนิดเคลือบแหล่งเตาบ่อสวก เศษเครื่องถ้วยที่พบยังมีลักณะเหมือนกับที่ขุดค้นพบที่วัดศรีชุม เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖ จากข้างต้นจึงสันนิษฐานได้ว่ามีการใช้พื้นที่ภายในเมืองแพร่อย่างน้อยในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๒ - ครั้งที่ ๔ เป็นการขุดค้นทางโบราณคดีกำแพงเมืองบริเวณชุมชนร่องซ้อหรือกำแพงเมืองส่วนด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ จากการขุดค้นชั้นคันดินชั้นแรกสุด ขุดค้นพบเศษภานะดินเผาจากแหล่งเตาสันกำแพง ที่มีแหล่งผลิตบริเวณที่ลาดเชิงเขาแม่น้ำปิง เป็นแหล่งเตาที่มีการผลิตถ้วยชามและจานเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างมาก โดยมักพบเศษเครื่องถ้วยในแหล่งโบราณคดีหลายแหล่งทั่วภาคเหนือของประเทศไทย ลักษณะโดยทั่วไปของแหล่งเตาสันกำแพงจะมีเนื้อดินหยาบสีเทาถึงสีเทาดำมีการใช้น้ำดินสีขาวทารองพื้นบริเวณขอบปากและตัวภาชนะด้านในก่อนนำไปตกแต่งลวดลายหรือเคลือบ เครื่องถ้วยสันกำแพงมีทั้งประเภทเคลือบสีเขียวและสีน้ำตาล หรือเขียนลายสีดำ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐ สอดคล้องกับค่าชั้นคันดินชั้นแรกที่นำไปกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ที่กำหนดอายุด้วยวิธีเรืองแสงความร้อน (TL Dating) ได้ค่าอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐ เช่นเดียวกัน --------------------------------------------- เอกสารอ้างอิง - ก่องแก้ว วีระประจักษ์, สายันต์ ไพรชาญจิตร์ และสุภมาศ ดวงสกุล. โบราณคดีล้านนา. กรุงเทพฯ : สมาพันธ์, 2540.ชอว์, จอห์น. เครื่องปั้นดินเผาไทย .กรุงเทพฯ : โครงการศึกษาเครื่องปั้นดินเผา ศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่,2534.ปริวรรต ธรรมาปรีชากร. เครื่องถ้วยศิลปะเครื่องถ้วยในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : โอสถสภา, 2539.สำนักศิลปากรที่ 7 น่าน. การบูรณะและพัฒนาโบราณสถานเจดีย์วัดหลวง ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่. น่าน :สำนักศิลปากรที่ 7 น่าน, 2555.สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่. สรุปผลการขุดตรวจทางโบราณคดีกำแพงเมืองแพร่. เชียงใหม่ : สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่, 2546.อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และ เดวิด เค.วัยอาจ. ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่ : ซิลค์เวอร์มบุคส์, 2547.Praicharnjit, Sayan. Archaeology of Ceramic in LAN NA, Northern Siam. Bangkok : Silpakorn University, 2011.
ชุดองค์ความรู้พร้อมรับประทาน ในหัวข้อ : “กูฑุเขาน้อย” ร่องรอยชุมชนคนสงขลาก่อนหัวเขาแดง (ตอนที่ ๒)
•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
ในตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึงหลักฐานศิลปกรรมจากโบราณสถานภูเขาน้อย อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา พบว่าหลายชิ้นสัมพันธ์กับศิลปะอินเดียที่มีอายุช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นต้นมา สำหรับตอนนี้ จะเน้นที่โบราณวัตถุสำคัญของเจดีย์เขาน้อย คือ กูฑุ มาร่วมกันหาคำตอบว่ากูฑุคืออะไร สำคัญอย่างไรต่อการกำหนดอายุ การสันนิษฐานสภาพดั้งเดิมของเจดีย์เขาน้อย และบ่งบอกถึงชุมชนคนสงขลาก่อนการก่อตั้งเมืองที่หัวเขาแดงอย่างไรบ้าง
•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
กูฑุ
กูฑุ (Kudu) เป็นภาษาทมิฬ ในภาษาสันสกฤตเรียกว่า จันทรศาลา (Chandraśālā) หรือ ควากษะ (Gvākṣa) เป็นศัพท์ทางสถาปัตยกรรม หมายถึงซุ้ม หรือหน้าต่างทรงวงโค้งรูปเกือกม้า นิยมใช้ประดับหลังคาลาดหรือเป็นลายประดับในสถาปัตยกรรมอินเดีย ตรงกลางของกูฑุมักสลักใบหน้ารูปบุคคลโผล่ออกมา
หน้าที่การใช้งาน ตำแหน่งที่ปรากฏ
กูฑุ เป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงความเป็น “ปราสาท” หรือเรือนชั้นซ้อน ซึ่งถือเป็นสถาปัตยกรรมฐานันดรสูง สงวนการสร้างหรือใช้งานสำหรับเทพเจ้าหรือกษัตริย์เท่านั้น จึงพิเศษมากกว่าอาคารโดยทั่วไป
ตำแหน่งที่ประดับกูฑุมักพบได้บนชั้นหลังคา หรือประดับบนฐานของเทวาลัยที่ตกแต่งให้เหมือนอาคารจำลอง กูฑุเปรียบได้กับการจำลองหน้าต่างของอาคารชั้นบน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถขึ้นไปได้จริงเพราะข้อจำกัดทางโครงสร้าง จึงชดเชยด้วยการทำช่องขนาดเล็ก และมีใบหน้าบุคคลโผล่ออกมาเพื่อแสดงแทนหน้าต่างและคนที่ขึ้นไปชั้นบนได้
ลวดลายกูฑุพัฒนามาจากหลังคาเครื่องไม้ในศิลปะอินเดียโบราณ พุทธศตวรรษที่ ๓-๖ หรือราว ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว พบตัวอย่างบนภาพสลักที่สถูปภารหุต ถ้ำโลมัสฤๅษี (Lomas Rishi) ถ้ำภาชา นำมาใช้ประดับเรื่อยมาจนถึงศิลปะคุปตะ-หลังคุปตะ พุทธศตวรรษที่ ๙-๑๑ ดังพบที่ถ้ำอชันตา หมายเลข ๑๙ เป็นต้น ต่อมาการสร้างกูฑุแพร่มาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบในศิลปะเขมรก่อนเมืองพระนคร ศิลปะชวา และศิลปะจาม
สำหรับในประเทศไทย พบหลักฐานกูฑุในวัฒนธรรมทวารวดี เช่น กูฑุพบที่เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ภาพแกะสลักกูฑุบนฐานศิลา ได้จากเมืองนครปฐม จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ส่วนในวัฒนธรรมศรีวิชัย พบร่องรอยการทำกูฑุบนพระบรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
กูฑุเขาน้อย
ในจังหวัดสงขลา พบหลักฐานกูฑุจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่โบราณสถานเขาน้อย อำเภอสิงหนคร โดยภาพถ่ายก่อนการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๙ แสดงตำแหน่งของกูฑุ (ชิ้นส่วนกโปตะ) ถูกค้นพบบริเวณกลางฐานชั้นบนของเจดีย์ ชิ้นหนึ่งตั้งอยู่บนเสา อีกชิ้นหนึ่งอยู่ในกองอิฐ ซึ่งน่าจะเคยเป็นฐานของสถูปประธาน และมีการค้นพบกูฑุในสภาพสมบูรณ์อีกจำนวน ๒ ชิ้น นับเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่แสดงความสัมพันธ์กับศิลปะอินเดีย สามารถกำหนดอายุได้ถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๖
- กูฑุชิ้นที่ ๑ แกะสลักจากหินตะกอน ลักษณะเป็นวงโค้งรูปเกือกม้า ยอดสอบเข้า ปลายตัด ปลายฐานทั้งสองข้างแกะสลักคล้ายลายใบไม้ หรือมกรคายอุบะ ขอบด้านในสลักให้มีวงโค้งออก ๔ วง ตรงกลางสลักรูปใบหน้าบุคคล ผมหวีเสยขึ้น คิ้วโค้ง จมูกเป็นสัน ปากอมยิ้ม สวมตุ้มหูขนาดใหญ่
- กูฑุชิ้นที่ ๒ แกะสลักจากหินทรายสีแดง มีลักษณะคล้ายกับชิ้นแรกแทบทุกประการ คือ เป็นวงโค้งรูปเกือกม้า ยอดสอบเข้า ปลายตัด ปลายฐานทั้งสองข้างแกะสลักคล้ายลายใบไม้ หรือมกรคายอุบะ ขอบด้านในมีวงโค้งออก ๔ วง ตรงกลางสลักรูปใบหน้าบุคคล แต่มีข้อแตกต่างจากชิ้นแรก คือ ใบหน้าชำรุดมีรอยแตก ผมเป็นลอนหนา คิ้วโค้ง ปากอมยิ้ม สวมตุ้มหูขนาดใหญ่
ลักษณะของกูฑุทั้งสองชิ้น ค่อนข้างกลม ยังคงรูปทรงเกือกม้า ส่วนปลายคล้ายลายใบไม้ม้วน อาจคลี่คลายจากลายมกรคายอุบะ เทียบเคียงได้กับศิลปะอินเดียสมัยคุปตะและวกาฏกะ (พุทธศตวรรษที่ ๙-๑๑) อย่างไรก็ตาม รูปแบบการทำผมหวีเสยกลับไม่เป็นที่นิยมในศิลปะอินเดีย แต่เป็นงานท้องถิ่นเข้ามาผสมผสานแล้ว จึงกำหนดอายุในช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นต้นมา
ข้อสังเกตอีกประการ คือ ลักษณะของหินที่นำมาแกะสลักเป็นกูฑุ เป็นหินประเภทเดียวกับที่พบบนภูเขาในอำเภอสิงหนคร เช่น เขาแดง เขาน้อย ซึ่งเป็นหินทรายสีแดง หรือหินตะกอน จึงเป็นข้อสันนิษฐานได้ว่ากูฑุที่พบที่ภูเขาน้อย สร้างขึ้นโดยช่างท้องถิ่น ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่นั้น ทั้งนี้ต้องทำการศึกษาในรายละเอียดเชิงวิชาการอีกครั้ง
กูฑุเขาน้อย (กโปตะ)
นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนของกูฑุอีกสองชิ้นจากภูเขาน้อย แต่มีลักษณะต่างกัน คือ แกะสลักค่อนข้างเรียบง่ายกว่า และอยู่ติดกับแท่งหินยาว ที่มีหน้าตัดด้านข้างลาดลง สันนิษฐานได้ว่าหากอยู่ในสภาพสมบูรณ์ จะประกอบกันเป็นแถบหลังคาลาด มีกูฑุเรียงต่อกันเป็นแนวยาว เป็นส่วนประดับสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า “กโปตะ” โดยทั่วไป มักประดับฐานหรือชั้นหลังคา กูฑุที่ปรากฏบนแถบหลังคาลาดจึงเป็นเสมือนช่องหน้าต่างบนอาคาร และทำให้องค์ประกอบที่ประดับกโปตะนั้นกลายเป็นปราสาทหรืออาคารเรือนชั้นซ้อน
ข้อสันนิษฐานจากศิลปกรรมเจดีย์เขาน้อย
การพบกูฑุ และกโปตะ ซึ่งทั้งสองมีความหมายแทนหน้าต่างของอาคารซ้อนชั้น จึงทำให้สันนิษฐานได้ไปอีกว่า ศาสนสถานบนภูเขาน้อยสร้างตามคติ “ปราสาท” หรืออาคารแบบเรือนชั้นซ้อน ซึ่งในอดีตถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่แสดงฐานะอันสูงส่ง ใช้กับสถาปัตยกรรมเนื่องในศาสนาและราชสำนัก
อย่างไรก็ตาม ด้วยหลักฐานที่พบมีจำนวนน้อย จึงอาจไม่เป็นที่สรุปแน่ชัดว่าศาสนสถานบนภูเขาน้อยในช่วงก่อนสมัยอยุธยาจะมีรูปแบบเช่นไร หรือเป็นปราสาทแบบใด ข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้ อาจต้องเปรียบเทียบกับเจดีย์ในศิลปะทวารวดี ที่มักสร้างให้ฐานของเจดีย์เป็นปราสาทที่มีเรือนธาตุทึบ ไม่สามารถเข้าไปได้ แต่มีองค์ประกอบของฐาน เรือนธาตุ และหลังคาครบถ้วน การประดับกูฑุและกโปตะจึงน่าจะอยู่ที่ส่วนฐาน ดังพบในเจดีย์ทวารวดีแห่งอื่น ๆ เช่น พระประโทณเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เขาคลังนอก เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นต้น
หรืออีกกรณีที่เป็นไปได้ คือ บนฐานขนาดใหญ่ มีปราสาทตั้งอยู่อีกหลังหนึ่ง ทั้งกูฑุและกโปตะอาจเคยประดับชั้นหลังคาของปราสาทหลังนั้น ก่อนที่เวลาต่อมา ปราสาทพังทลายลงหรือถูกรื้อถอนเพื่อเปลี่ยนแปลงเป็นเจดีย์สมัยอยุธยา
ทั้งนี้การสร้างศาสนสถานบนยอดภูเขา ยังส่งผลให้ภูเขาน้อยมีสถานะเป็น “ภูเขาศักดิ์สิทธิ์” เนื่องด้วยเป็นที่ตั้งของสักการสถานประจำชุมชนในบริเวณนั้น โบราณวัตถุที่พบโดยมีอายุสมัยแตกต่างกันสะท้อนความสืบเนื่องของการใช้งานพื้นที่ เปลี่ยนผ่านจากสถาปัตยกรรมเนื่องด้วยอิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดีย สู่รูปแบบพื้นถิ่น
กูฑุภูเขาน้อย ร่องรอยชุมชนคนสงขลาก่อนหัวเขาแดง
ในบรรดาโบราณวัตถุหลากหลายชิ้นที่พบจากการบูรณะขุดแต่งเจดีย์เขาน้อย “กูฑุ” ทั้งสี่ชิ้นนับเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่สุด ที่บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า “ชุมชนชาวสงขลา” บริเวณภูเขาน้อย-หัวเขาแดง ราวหนึ่งพันปีที่แล้ว มีการติดต่อและรับเอาศิลปวัฒนธรรมจากอินเดีย ทั้งคติของการสร้างอาคารฐานันดรสูงที่เรียกว่า “ปราสาท” และรูปแบบของวัตถุที่สัมพันธ์กันโดยตรง คือลักษณะกรอบของกูฑุและการทำใบหน้าบุคคลประดับตรงกลาง ขณะเดียวกัน ลักษณะงานแบบท้องถิ่นก็มาผสมผสานกับรูปแบบศิลปะจากดินแดนอื่น เช่นทรงผมของบุคคลในกูฑุที่ไม่เป็นที่นิยมในศิลปะอินเดียช่วงเวลานั้น
แม้ว่าหลักฐานที่พบในขณะนี้ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างภาพสันนิษฐานได้ว่า เจดีย์เขาน้อยก่อนสมัยอยุธยาจะเป็นอย่างไร กูฑุเหล่านี้ประดับที่ส่วนใดของสถาปัตยกรรม แต่จะเห็นร่องรอยการเติบโตของชุมชนในยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ของคาบสมุทรสทิงพระ การติดต่อกับชุมชนภายนอก ซึ่งยืนยันได้ว่าประวัติศาสตร์ของคนสงขลาสามารถนับย้อนไปได้ก่อนการกำเนิด “ซิงกอรา” ที่หัวเขาแดง
ผู้ที่สนใจ สามารถมาชมกูฑุ ตลอดจนโบราณวัตถุชิ้นอื่น ๆ จากโบราณสถานภูเขาน้อย ได้ที่ห้องจัดแสดงหมายเลข ๕ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา หรือหากมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับกูฑุและโบราณสถานภูเขาน้อยช่วงก่อนสมัยอยุธยา เชิญชวนมาแลกเปลี่ยนกันได้ในโพสต์นี้
โปรดติดตามตอนต่อไป...
•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
เรียบเรียงข้อมูล/ ถ่ายภาพ/ ลายเส้น: เจิดจ้า รุจิรัตน์ และสิทธิศักดิ์ เหล่ากำเนิด นักศึกษาฝึกประสบการณ์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
กราฟฟิก : นางสาวธีรนาฎ มีนุ่น ภัณฑารักษ์ชำนาญการ ฝ่ายวิชาการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา
•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
เอกสารอ้างอิง :
กรมศิลปากร. ทำเนียบนามแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมในเขตพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (โบราณสถานในจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล). สงขลา : สำนักศิลปากรที่ 13 กรมศิลปากร, 2555.
เชษฐ์ ติงสัญชลี. ปราสาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. กรุงเทพฯ : มติชน, 2565.
เชษฐ์ ติงสัญชลี. อาคารศิขระ วิมานในศิลปะอินเดียกับอิทธิพลต่อศิลปะในเอเชียอาคเนย์. กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์, 2563.
นงคราญ ศรีชาย. ตามรอยศรีวิชัย ศึกษาเชิงวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ศรีวิชัย. กรุงเทพฯ: มติชน, 2544.
สมเดช ลีลามโนธรรม, “ลวดลายกูฑุในสถาปัตยกรรมอินเดียและที่ปรากฏในโบราณสถานของไทย,” ศิลปากร 61, 5 (กันยายน-ตุลาคม 2561): 5-19.
สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร. ศัพทานุกรมโบราณคดี. กรุงเทพฯ : สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร, 2550.
สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ. โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์, 2549.
อมรา ศรีสุชาติ. ศรีวิชัยในสุวรรณทวีป. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2557.
ขอขอบคุณ :
- ข้อมูลอันเป็นประโยชน์จาก ศาสตราจารย์ ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
- ข้อมูลเรื่องหินจาก คุณฟาอิศ จินเดหวา นักศึกษาภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ภาพถ่ายก่อนดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี ณ โบราณสถานเขาน้อย พ.ศ. 2529 จากคุณสารัท ชลอสันติสกุล กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา