ค้นหา
จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ
กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์
เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร
ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น
กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้
๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙
๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ
- โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท
- โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน
๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว
๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้
๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน
๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔
๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา
๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ
๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน
หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต
กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์
เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร
ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น
กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้
๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙
๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ
- โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท
- โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน
๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว
๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้
๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน
๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔
๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา
๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ
๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน
หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต
ก่อนจะมาเป็นอุตรดิตถ์
ภูมิประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศบริเวณภาคเหนือของประเทศไทยประกอบด้วยทิวเขาสูง โดยมีทิวเขาที่สำคัญ คือ ทิวเขาแดนลาวอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิวเขาหลวงพระบางอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิวเขาผีปันน้ำอยู่ทางตอนกลาง และมีทิวเขาถนนธงชัยอยู่ทางทิศตะวันตก จึงทำให้พื้นที่บริเวณนี้เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญหลายสายได้แก่ แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แม่น้ำปาย แม่น้ำยวม แม่น้ำเมย แม่น้ำฝาง แม่น้ำกก แม่น้ำลาว และแม่น้ำอิง โดยแม่น้ำสายสำคัญเหล่านี้จะไหลจากภาคเหนือลงสู่ภาคกลางและลงสู่อ่าวไทย นอกจากนี้ยังไหลลงสู่แม่น้ำสาละวิน ทางตะวันตกและไหลลงสู่แม่น้ำโขงทางตอนเหนือขึ้นไป
ภาคเหนือตอนบน ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่ประกอบด้วย พื้นที่ราบระหว่างหุบเขาที่มีลักษณะเป็นที่ราบแคบๆและยาวไปตามแนวเหนือ-ใต้ มีแม่น้ำไหลผ่าน โดยครอบคลุมพื้นที่ ๙ จังหวัดคือ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูนและอุตรดิตถ์ จากการศึกษาทางด้านโบราณคดีพบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ภายในถ้ำบนภูเขาต่างๆ และบริเวณที่เป็นแอ่งที่ราบที่มีแม่น้ำไหลผ่าน เช่น แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขงและแม่น้ำปิงตอนบน รวมทั้งชุมชนโบราณที่ตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่ราบที่สำคัญบริเวณภาคเหนือตอนบนได้แก่ แอ่งเชียงใหม่ - ลำพูน แอ่งเชียงราย – พะเยา และแอ่งแม่แจ่ม เป็นต้น
ภาคเหนือตอนล่าง ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำและที่ราบลูกฟูกซึ่งเกิดจากการกระทำของแม่น้ำปิง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน แล้วไหลผ่านพื้นที่ในเขตจังหวัดตาก สุโขทัย กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตรและนครสวรรค์ (นวลศิริ วงศ์ทางสวัสดิ์,๒๕๓๔ : ๒๒ – ๒๖) จากหลักฐานทางโบราณคดีพบร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์กำหนดอายุประมาณ ๑๒,๐๐๐ – ๕๖,๐๐๐ ปีมาแล้ว และมีการอยู่อาศัยต่อเนื่องมาจนถึงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายมีอายุประมาณ ๕,๐๐๐ – ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว (กรมศิลปากร,๒๕๔๓ : ๗) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ชุมชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้นิยมตั้งถิ่นฐานตามแม่น้ำสายหลัก ได้แก่ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน ทั้งนี้เนื่องจากแม่น้ำมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตทั้งด้านอุปโภค บริโภค และการคมนาคม อันเป็นเส้นทางสำคัญในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะในลุ่มแม่น้ำน่านนั้นอยู่ระหว่างทิวเขาผีปันน้ำตะวันออกและทิวเขาหลวงพระบาง มีต้นกำเนิดจากดอยภูแว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ไหลขึ้นไปทางเหนือใกล้กับพรมแดนประเทศไทยกับลาว แล้วไหลวกกลับมาทางตะวันตกเข้าเขตอำเภอทุ่งช้าง อำเภอเชียงกลาง อำเภอท่าวังผา อำเภอเมืองน่าน อำเภอสา เข้าเขตจังหวัดอุตรดิตถ์ ผ่านอำเภอท่าปลาผ่านตัวเมืองอุตรดิตถ์แล้วลงมาทางใต้ผ่านอำเภอตรอน อำเภอพิชัยแล้วเข้าเขตจังหวัดพิษณุโลก ลงไปบรรจบกับแม่น้ำยมที่บ้านเกยไชย อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ แล้วจึงไปรวมกับแม่น้ำปิงที่ปากน้ำโพ (นวลศิริ วงศ์ทางสวัสดิ์, ๒๕๓๔ : ๓๐)
จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ตั้งอยู่ระหว่างละจิจูดที่ ๑๗ องศา ๓๗ ลิปดาเหนือ กับ ๑๙ องศา ๓๐ ลิปดาเหนือ และลองจิจูดที่ ๑๐๐ องศา ๕ ลิปดาตะวันออกกับ ๑๐๑ องศา ๑๑ ลิปดาตะวันออก มีพื้นที่ประมาณ ๗,๘๓๙ ตารางกิโลเมตร
พื้นที่ของจังหวัดอุตรดิตถ์ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงทางเหนือและเป็นที่ราบลุ่มทางตอนล่าง เทือกเขาทางตอนเหนือที่ติดกับจังหวัดแพร่ คือ เทือกเขาผีปันน้ำตะวันออก มีดอยพญาฝ่อเป็นยอดดอยที่สูงที่สุด ส่วนเทือกเขาที่อยู่ติดกับจังหวัดน่านและเทือกเขาทางด้านตะวันออกเป็นเทือกเขาหลวงพระบาง มียอดที่สูงที่สุดคือ ภูลูกคราดและรองลงมาคือ ภูสอยดาว ทางตอนใต้ของอำเภอลับแลและอำเภอเมืองเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำต่อเนื่องมาจากภาคกลาง และบริเวณลุ่มน้ำขนาดใหญ่จะมีภูมิประเทศเป็นที่ราบหุบเขา ได้แก่ ที่ราบหุบเขาลุ่มน้ำปาดเป็นที่ราบหุบเขาที่กว้างขวางที่สุด ที่ราบหุบเขาบริเวณคลองตรอนและที่ราบหุบเขาบริเวณคลองแม่พร่อง (วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดอุตรดิตถ์, ๒๕๔๒ : ๑) ซึ่งภูมิประเทศเหล่านี้มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในสมัยโบราณของจังหวัดอุตรดิตถ์ (ภาพที่ ๑)
ภาพที่ ๑
เครื่องมือหินขัด และเศษภาชนะดินเผาที่พบภายในจังหวัดอุตรดิตถ์
การสำรวจแหล่งโบราณคดี
จากรายงานการสำรวจของกรมศิลปากรได้พบร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์สมัยโบราณในหลายสถานที่ด้วยกัน แต่ละแหล่งมีรายละเอียดดังนี้
๑. แหล่งโบราณคดีบ้านบุ่งวังงิ้ว แหล่งโบราณคดีเป็นเนินดินเตี้ยๆ พื้นที่บางส่วนเป็นที่ราบขั้นบันไดของแม่น้ำน่าน หลักฐานทางโบราณคดีที่สำรวจพบ ได้แก่ โครงกระดูกมนุษย์เป็นเศษชิ้นส่วนกระดูกแขนขา กระดูกซี่โครง ชิ้นส่วนกรามบนและฟัน และชิ้นส่วนของกะโหลกศีรษะมนุษย์ที่มีอายุประมาณ ๒๐ – ๒๗ ปี จำนวน ๒๑ ชิ้น กระดูกสัตว์และเปลือกหอย ขวานหินขัด ชิ้นส่วนกำไลหินสีขาว เศษภาชนะดินเผา หลักฐานทางโบราณคดีที่พบ สันนิษฐานว่า ชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนที่อยู่ในสังคมกสิกรรม รวมทั้งล่าสัตว์เป็นอาหาร อาจจะมีประเพณีการฝังศพ และใส่เครื่องประดับให้กับศพอีกด้วย (พิสิฐ เจริญวงศ์และคณะ,๒๕๓๔ /๒๕๒๕ : ๑๖ – ๑๗)
ภาพที่ ๒ แผนที่ทหารแสดงที่ตั้งแหล่งโบราณคดีบ้านบุ่งวังงิ้ว
๒. แหล่งโบราณคดีถ้ำกระดูก เขาหน้าผาตั้ง ลักษณะของแหล่งเป็นเขาหินปูน และมีหินดินดานแทรก เป็นถ้ำที่อยู่ในลักษณะสูง บริเวณยอดเขาประกอบด้วยถ้ำ ๒ ชั้น คือ ถ้ำล่างและถ้ำบน ปากถ้ำอยู่สูงกว่าพื้นระดับถ้ำล่าง ประมาณ ๕ – ๖ เมตร หลักฐานทางโบราณคดีที่สำรวจพบ ได้แก่ ใบหอกสำริด (ชำรุด) เป็นใบหอกข้าวใช้เทคนิคการหล่อจำนวน ๓ ชิ้น กำไลหินทำจากหินสีขาวเนื้อแกร่ง เส้นผ่าศูนย์กลาง ๕.๕ ซม. จำนวน ๑ วง เศษภาชนะดินเผา เป็นส่วนปากภาชนะ ส่วนคอ ส่วนลำตัว วิธีการเผาสุกไม่สม่ำเสมอกัน สุกเฉพาะผิว ส่วนเนื้อดินไม่สุก สันนิษฐานว่า ถ้ำกระดูกนี้คงจะใช้เป็นที่ฝังศพ ซึ่งแยกจากแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในสมัยโบราณที่รู้จักเครื่องมือสำริดแล้ว จัดอยู่ในยุคสังคมกสิกรรมสมัยหลังๆ (พิสิฐ เจริญวงศ์และคณะ,๒๕๓๔ /๒๕๒๕ : ๒๐ – ๒๑)
ภาพที่ ๓ แผนที่ทหารแสดงที่ตั้งแหล่งโบราณคดีถ้ำกระดูก เขาหน้าผาตั้ง
๓. แหล่งโบราณคดีปางต้นผึ้ง อยู่เหนือสถานีรถไปปางต้นผึ้ง พบเนื่องจากสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) ตัดถนนผ่านแหล่งโบราณคดีจึงพบโบราณวัตถุ หลักฐานทางโบราณคดีที่สำรวจพบ ได้แก่ เศษภาชนะดินเผาเป็นส่วนปากแบบเรียบและมีลายเส้นนูน ๒ ชิ้น เป็นชิ้นส่วนลำตัวแบบเรียบ แบบลายประทับ ลายโค้งขนาน ลายคล้ายก้างปลา ลายประทับรูปตารางสี่เหลี่ยมเล็กๆและลายขีดรวม ๘ ชิ้น สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ (พิสิฐ เจริญวงศ์และคณะ,๒๕๓๔ /๒๕๒๕ : ๒๒ – ๒๓)
ภาพที่ ๔ แผนที่ทหารแสดงที่ตั้งแหล่งโบราณคดีปางต้นผึ้ง
๔. แหล่งโบราณคดีบ้านวังแพวน ลักษณะของแหล่งเป็นลานตะพักน้ำ สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ ๙๕ – ๑๐๐ เมตร พื้นที่ทั่วๆไปเป็นที่ลาดมากกว่าที่เนิน ผิวดินเป็นดินทรายปนฮิวมัส ใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ประเภทอ้อย ข้าวโพด หลักฐานทางโบราณคดีที่สำรวจพบ ได้แก่เครื่องมือหินกะเทาะ ทำจากหินกรวดแม่น้ำ จำนวน ๔ ชิ้น เครื่องมือหินกะเทาะหน้าเดียว แบบ Chopper ๓ ชิ้น เครื่องมือหินกะเทาะไม่เสร็จ ๑ ชิ้น เศษภาชนะดินเผา ๒ ชิ้น เศษภาชนะดินเผาแบบไม่เคลือบ เนื้อแกร่งและไม่แกร่ง จำนวน ๔ ชิ้น เศษเครื่องถ้วยจีน ๔ ชิ้น เศษไหเคลือบสีน้ำตาล ๑ ชิ้น สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยชั่วคราวของกลุ่มชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในระบบสังคมแบบเร่ร่อน จับสัตว์ และหาปลา เนื่องจากพบเครื่องมือหินก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงกลุ่มชนสมัยประวัติศาสตร์ที่ใช้ภาชนะดินเผาเนื้อแกร่ง และน่าจะเคยเป็นแหล่งพักแรมของพ่อค้าชาวจีน เพราะพบหลักฐานเศษเครื่องถ้วยของจีนด้วย (บวรเวท รุ่งรุจีและคณะ , ๒๕๓๔/๒๕๒๕ : ๒๔ – ๒๕)
ภาพที่ ๕ แผนที่ทหารแสดงที่ตั้งแหล่งโบราณคดีบ้านวังแพวน
๕. แหล่งโบราณคดีแก่งตาน สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ ๙๐ เมตร ทางทิศเหนือเป็นลำน้ำน่าน ทิศใต้เป็นเนินเขาดินผสมลูกรัง ทิศตะวันออกมีลำห้วยไหลจากเมือกเขาลงสู่แม่น้ำน่าน จากการสำรวจพบเศษภาชนะดินเผา ผิวขัดมันและผิวเรียบ เนื้อดินหยาบมาก มีลายเชือกทาบเส้นเล็กและเส้นใหญ่ ลายประทับตาข่าย และไม่มีลาย ผิวกร่อนและผิวขัดมัน จำนวน ๘๘ ชิ้น ชิ้นส่วนเครื่องมือหินขัด เนื้อละเอียดจำนวน ๑ ชิ้น แหล่งโบราณคดีแก่งตานอยู่ใกล้แหล่งโบราณคดีวังแพวนเป็นบริเวณที่มีเกาะแก่งขนาดใหญ่ในลำน้ำน่านซึ่งเป็นบริเวณที่เหมาะสมสำหรับการพักอาศัยชั่วคราวของกลุ่มชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ (บวรเวท รุ่งรุจีและคณะ , ๒๕๓๔/๒๕๒๕ : ๒๖ – ๒๗)
ภาพที่ ๖ แผนที่ทหารแสดงที่ตั้งแหล่งโบราณคดีแก่งตาน
๖. แหล่งภาพเขียนสีเขาตาพรม เป็นแหล่งภาพเขียนอยู่บนเทือกเขาตาพรมมียอดเขาสูงสุดประมาณ ๒๙๙ เมตร เป็นเทือกเขาหินทราย วางตัวอยู่ตามแนวเหนือ - ใต้ ยาวประมาณ ๓ กิโลเมตร กว้างประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร บริเวณที่พบภาพเขียนสี มีลักษณะเป็นเพิงผาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีขนาดกว้างประมาณ ๑ เมตร ยาวประมาณ ๑.๕ เมตร และอยู่สูงจากระดับเชิงเขา ๖ เมตร พื้นผนังหินที่วาดรูปมีลักษณะเรียบ และไม่พบร่องรอยของการเตรียมผนังหินเพื่อวาดรูป ภาพทั้งหมดเขียนด้วยสีแดง วาดภาพเป็นลายเส้น เขียนเป็นรูปสัญลักษณ์
ภาพที่ ๗ แผนที่ทหารแสดงที่ตั้งแหล่งภาพเขียนสีเขาตาพรม
ภาพที่ปรากฏอยู่บนหน้าผานี้ แยกออกได้เป็นสองกลุ่ม โดยวาดภาพห่างกันประมาณ ๔๐ เซนติเมตร ภาพแรกอยู่ทางด้านซ้ายของผู้ดู กลุ่มที่ ๒ อยู่ทางด้านขวา ใช้พื้นที่ในการเขียนภาพทั้ง ๒ กลุ่ม ขนาด ๑๑๐ x ๖๐ เซนติเมตร
ภาพที่ ๘
ภาพเขียนสีกลุ่มที่ ๑ เขาตาพรม ตำบลบ่อทอง อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์
กลุ่มที่ ๑ เป็นภาพลายเส้นคู่เขียนอยู่ในแนวตั้ง ๒ ภาพ ภาพบนเป็นภาพคล้ายคนตัดทอน ส่วนลำตัว แขนและขาเป็นเส้นคู่ ส่วนศีรษะโค้งกลมที่มือข้างซ้ายของรูปมีลายเส้นโค้งและหยัก ค้ลายกับถือสิ่งของอะไรบางอย่าง ข้างซ้ายเห็นมีเพียงครึ่งแขน ต่ำลงจากภาพคนเป็นภาพลายเส้นคู่ ปลายทั้ง ๒ ข้างเป็นแฉก ภาพคนและเส้นคู่ดังกล่าวใช้เป็นแกนหลักของกลุ่มนี้ โดยมีภาพที่เขียนขึ้นอีกอยู่ทั้งซ้ายและขวา เริ่มตั้งแต่ข้างบนจนถึงข้างล่างมีภาพเป็นวงรีทึบเล็กๆ คล้ายรูปของเมล็ดข้าวต่อเรียงกันไปคล้ายรวงข้าว ต่ำลงมาก็เป็นภาพลายเส้น ๓ เส้นขนานกันในแนวตั้ง โดยมีเส้นนอนเป็นฐาน ต่ำลงมาอีกเป็นเส้นคดงอปลายข้างหนึ่งกลม รูปร่างคล้ายถั่วงอก มีเส้นคล้ายวงเล็บปีกกา ขนาบอยู่กับวงกลมนี้ด้วย ต่ำลงมาอีกเป็นลายเส้นรูปไข่ ส่วนอีกด้านหนึ่งบริเวณปลายขาของภาพคนกับส่วนที่เป็นแฉกของรูปแกนหลัก เขียนเป็นรูปวงกลมมีจุดตรงกลาง ๒ รูปห่างกันเล็กน้อย แล้วเขียนเส้นตรงเชื่อมต่อวงกลมทั้งสองเข้าด้วยกัน ถัดออกไปจากภาพนี้เล็กน้อยมีลายเส้นหยักไปหยักมา ๓ เส้นเรียงกันเป็นแถว กับลายเส้นไข่ปลา (broken line) ต่ำลงมาเป็นลายเส้นรูปร่างคล้ายกิ่งไม้ที่เขียนแยกออกมาจากเส้นคู่ขนานในแนวตั้ง ปลายของรูปกิ่งไม้ข้างหนึ่งมีภาพคนไม่มีหัวห้อยอยู่ในลักษณะทิ้งแขนลงมาขนานกับลำตัว ถัดจากภาพคนมาทางซ้ายมีภาพวงกลม ๒ วง มีจุดตรงกลาง แล้วเขียนเส้นตรงเชื่อมรูปวงกลม ๒ รูป ให้เป็นภาพเดียวกัน เช่นเดียวกับภาพที่อยู่ข้างบน ข้างวงกลมทั้งสองมีลายเส้นรูปไข่เหมือนด้านตรงข้าม
กลุ่มที่ ๒ เป็นภาพลายเส้นโค้งคู่ขนานผสมลายเส้นคด และรูปสีทึบหารูปร่างไม่ได้ คล้ายกับภาพเขียนที่อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี (กรมศิลปากร , ๒๕๓๙ : ๖๐ – ๖๓) (ภาพที่ ๙)
ภาพที่ ๙ ภาพเขียนสีกลุ่มที่ ๒
เขาตาพรม ตำบลบ่อทอง อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์
นอกจากแหล่งโบราณคดีในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่กรมศิลปากรได้สำรวจและทำรายงานไว้แล้วนั้น จังหวัดอุตรดิตถ์มีการขุดพบกลองมโหระทึก ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จำนวน ๔ รายการ ซึ่งจากทะเบียนโบราณวัตถุของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ระบุว่า นายแจ้ง เลิศวิลัย ชาวตำบลท่าเสา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์มอบให้กรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ (กรมศิลปากร, ๒๕๔๖ : ๔๔ – ๖๔) โดยมีรายละเอียดดังนี้
กลองมโหระทึกใบที่ ๑ (หมายเลขทะเบียน กป.๑) จากทะเบียนระบุว่า กลองมโหระทึก หมายเลขทะเบียน กป.๑ นี้ เป็นกลองมโหระทึกที่นายเลิศ แจ้งวิลัย ชาวตำบลท่าเสา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ มอบให้กรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ พร้อมกับกลองมโหระทึกอื่น ๆ รวม ๔ รายการ ได้แก่
๑. กลองมโหระทึก หมายเลขทะเบียน กป.๑
๒. กลองมโหระทึก หมายเลขทะเบียน กป.๒
๓. กลองมโหระทึก หมายเลขทะเบียน กป.๔
๔. กลองมโหระทึก หมายเลขทะเบียน กป.๕ (๖๔๒/๒๕๒๖)
แต่จากการสำรวจของนักศึกษาคณะโบราณคดี ชมรมศึกษาวัฒนธรรมและโบราณคดีเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ พบว่า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีราษฎรขุดพบกลองมโหระทึกกลุ่มนี้ พร้อมกับเครื่องใช้สำริด อาทิ กาน้ำ ฆ้องกระแต และพร้า บริเวณที่ขุดพบนั้น ปัจจุบันอยู่นอกโรงพยาบาลจังหวัดอุตรดิตถ์ด้านหน้าที่เป็นวัดเกษมจิตตราราม ตำบลท่าเสา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์
เมื่อขุดพบโบราณวัตถุดังกล่าวแล้ว ได้นำออกแสดงในงานประจำปีวัดพระแท่นศิลาอาสน์ ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลท่าเสา อำเภอทุ่งยั้ง จังหวัดอุตรดิตถ์ (ปัจจุบัน คือ เขตตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์) เมื่อทางราชการไปพบเข้าเห็นว่าเป็นของสำคัญจึงยึดเข้าเป็นของแผ่นดิน และส่งลงมายังกรุงเทพฯ เพื่อเก็บรักษาในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสำหรับพระนคร
กลองมโหระทึก หมายเลขทะเบียน กป. ๑
ลักษณะ หล่อด้วยสำริด กรรมวิธีแทนที่โลหะด้วยขี้ผึ้ง (Lost Wax or Cire Perdue) จากพิมพ์ประกบ ๒ ชิ้นขึ้นไป ส่วนหูกลองเชื่อมติดหลังการหล่อกลองทั้งใบแล้ว
ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลางหน้ากลอง ๖๕ เซนติเมตร สูง ๕๓ เซนติเมตร
สภาพ ชำรุด ด้านข้างกลองตอนบนบุบ
รูปทรงกลองมโหระทึก ส่วนหน้ากลองบานออก และสอบลงตรงส่วนตัวกลองที่เป็นทรงกระบอก ต่อเนื่องกับส่วนฐานที่บานออกไป
ลักษณะลวดลายบนหน้ากลอง ตรงกลางของหน้ากลองมีลายดาวหรือดวงอาทิตย์ ๑๐ แฉก ล้อมรอบด้วยวงกลม ถัดออกมาเป็นแถวลายวงกลมมีเส้นเชื่อมต่อ ลายบุคคลสวมเครื่องประดับศีรษะตกแต่งด้วยขนนกในลักษณะดัดแปลงเป็นรูปคล้ายธง ลายนกกระสาบินทวนเข็มนาฬิกา ลายแถววงกลมมีเส้นเชื่อมต่อ ลายซี่หวี
บนขอบหน้ากลองมีประติมากรรมลอยตัวเป็นหอยจำนวน ๔ ตัว ซึ่งเป็นส่วนตกแต่งที่พิเศษ อาจมีความหมายเกี่ยวข้องกับเรื่องของธรรมชาติวิทยาและนิเวศน์วิทยาของกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของกลองมโหระทึกนี้ เนื่องจากลักษณะของหอยเป็นสัตว์ที่อยู่ในน้ำและบนบก บางประเภทใช้เป็นอาหารของมนุษย์นับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์
ด้านข้างของกลองตอนบนตกแต่งด้วยแถวลายซี่หวี ลายแถววงกลมมีเส้นเชื่อมต่อในแนวขวาง หูกลองตกแต่งลายรวงข้าว เป็นหูคู่ เรียงใน ๔ จุดบนขอบด้านข้างกลองตอนบน
ถัดลงมาเป็นตัวกลองซึ่งเป็นทรงกระบอก ตกแต่งด้วยแถวลายเส้นเฉียง ลายแถววงกลมมีเส้นเชื่อมต่อในแนวตั้ง สลับเป็นช่วงคั่นกับพื้นที่ว่างบนตัวกลอง
ส่วนฐานกลองไม่ตกแต่งลวดลาย
การกำหนดอายุ กลองมโหระทึกนี้มีลักษณะรูปทรงและลวดลาย จัดอยู่ในประเภทกลองมโหระทึกแบบเฮเกอร์ ๑ (Heger I) ซึ่งกำหนดอายุอยู่ในราวศตวรรษที่ ๗ – ๓ ก่อนคริสต์ศักราช (๒๐๐ ปีก่อนพุทธกาล – ราวพุทธศตวรรษที่ ๒) ตามการกำหนดอายุในวัฒนธรรมดองซอน
ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
ภาพที่ ๑๐ แผนที่ทหารแสดงตำแหน่งแหล่งโบราณคดีที่พบกลองมโหระทึก
ภาพที่ ๑๑ หอยที่ประดับอยู่บนกลองมโหระทึก หมายเลขทะเบียน กป.๑
ภาพที่ ๑๒ กลองมโหระทึก หมายเลขทะเบียน กป.๑ พบที่ตำบลท่าเสา อำเภอเมือง
จังหวัดอุตรดิตถ์ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
กลองมโหระทึก หมายเลขทะเบียน กป. ๒
ลักษณะ หล่อด้วยสำริด กรรมวิธีแทนที่โลหะด้วยขี้ผึ้ง (Lost Wax or Cire Perdue) จากพิมพ์ประกบ ๒ ชิ้นขึ้นไป ส่วนหูกลองเชื่อมติดหลังการหล่อกลองทั้งใบแล้ว
ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลางหน้ากลอง ๖๙.๕ เซนติเมตร สูง ๕๓.๕ เซนติเมตร ตัวกลองหนา ๐.๒ เซนติเมตร
สภาพ ชำรุด ด้านข้างตอนบนและล่างแตกทะลุ หูกลองหักหายไป ๒ หู รูปทรงของกลองคล้ายกับกลองมโหระทึก หมายเลขทะเบียน กป.๑ ลักษณะลวดลายที่ตกแต่งบนกลอง แบ่งเป็นตอนกลางของหน้ากลองมีลายดาวหรือดวงอาทิตย์ ๑๒ แฉก ล้อมรอบด้วยลายซี่หวี ลายวงกลม ลายซี่หวี ลายบุคคลนั่งสวมเครื่องประดับศีรษะตกแต่งด้วยขนนกสลับกับบุคคลยืนสวมเครื่องประดับศีรษะตกแต่งด้วยขนนก ลักษณะเดียวกันเรียงในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา ลายนกกระสาบินทวนเข็มนาฬิกา แถวลายซี่หวี ลายวงกลม และลายซี่หวี
สำหรับลายบุคคลนั่งสวมเครื่องประดับศีรษะตกแต่งด้วยขนนกสลับกับบุคคลยืนสวมเครื่องประดับศีรษะลักษณะเดียวกันบนหน้ากลองมโหระทึกหมายเลขทะเบียน กป.๒ ลวดลายดังกล่าวมีนักวิชาการ อาทิ Louis Finot , Henri Parmentier และ Victor Goloubew สันนิษฐานว่า อาจแสดงถึงความเกี่ยวข้องกับความเชื่อในเรื่องการบูชาสัตว์ นอกจากนี้ ในสมัยหลังนักวิชาการหลายรายยังเชื่อว่า ภาพสัตว์ประเภทต่างๆบนกลองมโหระทึก เช่น นก กวาง วัว กบ อาจหมายถึงสัตว์ของพระเจ้าในความเชื่อครั้งอดีต
ด้านข้างตอนบนของกลองตกแต่งด้วยแถวลายซี่หวี ลายแถววงกลมมีเส้นเชื่อมต่อ และลายซี่หวีเรียงกันในแนวขวาง มีหูกลองลายรวงข้าวติดอยู่บริเวณนี้ ๔ แห่ง ลักษณะของหูกลองทำเป็นหูคู่ ตัวกลองมีแถวลายซี่หวีและลายแถววงกลมมีเส้นเชื่อมต่อในแนวตั้ง สลับเป็นช่วงคั่นกับพื้นที่ว่างของตัวกลอง
ส่วนฐานกลองไม่ตกแต่งลวดลาย
การกำหนดอายุ กลองมโหระทึกนี้มีลักษณะรูปทรงและลวดลาย จัดอยู่ในประเภทกลองมโหระทึกแบบเฮเกอร์ ๑ (Heger I) ซึ่งกำหนดอายุอยู่ในราวศตวรรษที่ ๗ – ๓ ก่อนคริสต์ศักราช (๒๐๐ ปีก่อนพุทธกาล – ราวพุทธศตวรรษที่ ๒) ตามการกำหนดอายุในวัฒนธรรมดองซอน
ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
กลองมโหระทึก หมายเลขทะเบียน กป. ๔
ลักษณะ หล่อด้วยสำริด กรรมวิธีแทนที่โลหะด้วยขี้ผึ้ง (Lost Wax or Cire Perdue) จากพิมพ์ประกบ ๒ ชิ้นขึ้นไป ส่วนหูกลองเชื่อมติดหลังการหล่อกลองทั้งใบแล้ว
ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลางหน้ากลอง ๖๑.๕ เซนติเมตร สูง ๔๒ เซนติเมตร ตัวกลองหนา ๐.๑ เซนติเมตร
สภาพ ชำรุด ข้างกลองแตกทะลุ ส่วนหูกลองเหลือเพียงสองหู
ลักษณะลวดลายที่ตกแต่งบนกลอง แบ่งเป็นหน้ากลองตรงกลางมีลายดาวหรือดวงอาทิตย์ ๑๒ แฉก ล้อมรอบด้วยแถวลายซี่หวี ลายแถววงกลมมีจุดตรงกลาง แถวลายซี่หวี ลายนกกระสาบินเรียงทวนเข็มนาฬิกา แถวลายซี่หวี ลายแถววงกลมเชื่อมด้วยเส้นทแยง และแถวลายซี่หวี
ด้านข้างตอนบนของกลองมีลายซี่หวี ลายวงกลมเรียงในแนวขวาง บริเวณนี้มีหูกลองติดอยู่ โดยทำเป็นหูคู่ติดเรียงกัน ๔ แห่งบนด้านข้างตอนบนของตัวกลอง หูกลองเหล่านี้ตกแต่งลายก้างปลา ตัวกลองตกแต่งลายซี่หวี ลายวงกลมเรียงในแนวตั้ง สลับเป็นช่วงคั่นกับพื้นที่ว่างของตัวกลอง
ส่วนฐานกลองไม่ตกแต่งลาย แต่ปรากฏรูสี่เหลี่ยมขนาดเล็กเรียงกัน ๕ จุด ซึ่งสันนิษฐานว่า รูดังกล่าวเกิดจากวิธีการในการหล่อด้วยวิธีแทนที่โลหะด้วยขี้ผึ้งซึ่งจะต้องใช้ ตะปูทอย คือ ส่วนที่ค้ำระหว่างแม่พิมพ์ชั้นนอกกับแม่พิมพ์ชั้นในมิให้เคลื่อนมาติดกัน ในขณะที่เทสำริดหลอมเหลวลงในช่องแม่พิมพ์ทั้งสอง เมื่อสำริดเย็นตัวและมีการถอดพิมพ์ออก จึงปรากฏรูเป็นระยะตามตำแหน่งของการติดตะปูทอย ซึ่งตามปกติในขั้นตอนการหล่อโลหะเป็นชิ้นงานต่างๆจะต้องอุดรูตะปูทอยเหล่านี้ด้วยเศษสำริดที่เหลือจากการหล่อครั้งเดียวกัน เพื่อให้มีเนื้อโลหะเหมือนกัน เม็ดโลหะที่นำไปอุดรูตะปูทอยนี้ ปัจจุบันเรียกว่า เม็ดไข่ปลา เมื่ออุดรูตะปูทอยแล้ว จึงขัดผิดโลหะให้เรียบเสมอจนไม่เห็นร่องรอยการอุด
การกำหนดอายุ กลองมโหระทึกนี้มีลักษณะรูปทรงและลวดลาย จัดอยู่ในประเภทกลองมโหระทึกแบบเฮเกอร์ ๑ (Heger I) ซึ่งกำหนดอายุอยู่ในราวศตวรรษที่ ๗ – ๓ ก่อนคริสต์ศักราช (๒๐๐ ปีก่อนพุทธกาล – ราวพุทธศตวรรษที่ ๒) ตามการกำหนดอายุในวัฒนธรรมดองซอน
ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
กลองมโหระทึก หมายเลขทะเบียน กป. ๕
ลักษณะ หล่อด้วยสำริด กรรมวิธีแทนที่โลหะด้วยขี้ผึ้ง (Lost Wax or Cire Perdue) จากพิมพ์ประกบ ๒ ชิ้นขึ้นไป ส่วนหูกลองเชื่อมติดหลังการหล่อกลองทั้งใบแล้ว
ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลางหน้ากลอง ๖๕ เซนติเมตร สูง ๕๓ เซนติเมตร
สภาพ ชำรุด หน้ากลอง ตัวกลองมีรอยแตกทะลุหลายแห่ง หูกลองหักหายไป ๑ หู นอกจากนี้ ลวดลายของกลองยังอยู่ในสภาพลบเลือนเป็นส่วนใหญ่
รูปทรงของกลองช่วงบนมีลักษณะคล้ายกลองรำมะนา ตอนกลางตัวกลองเป็นทรงกระบอก ต่อกับส่วนล่างของกลองที่โค้งบานออก
ลวดลายบนหน้ากลอง กลางหน้ากลองตกแต่งลายดาวหรือดวงอาทิตย์ ๑๐ แฉก ถัดออกมามีร่องรอยของวงกลมคู่ขนานซ้อนกันเป็นช่วง จำนวน ๖ วง
ด้านข้างตอนบนของตัวกลอง ปรากฏร่องรอยของลายเส้นคู่ขนานในแนวนอน จำนวน ๗ เส้น บริเวณนี้มีหูกลองลายเกลียวหล่อติดอยู่ ๔ ช่วง เป็นหูคู่
ส่วนตัวกลองตกแต่งลายคู่ขนานในแนวตั้ง ๗ เส้นต่อเนื่องกับลายเส้นคู่ขนานในแนวนอน ๖ เส้นที่อยู่ตรงส่วนล่างของฐานกลอง
ส่วนฐานกลองไม่ตกแต่งลวดลาย
การกำหนดอายุ กลองมโหระทึกนี้มีลักษณะรูปทรงและลวดลาย จัดอยู่ในประเภทกลองมโหระทึกแบบเฮเกอร์ ๑ (Heger I) ซึ่งกำหนดอายุอยู่ในราวศตวรรษที่ ๗ – ๓ ก่อนคริสต์ศักราช (๒๐๐ ปีก่อนพุทธกาล – ราวพุทธศตวรรษที่ ๒) ตามการกำหนดอายุในวัฒนธรรมดองซอน
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี
การวิเคราะห์ด้านโลหะกรรม
ฝ่ายวิเคราะห์โลหะกรรม กรมทรัพยากรธรณี ได้ทำการวิเคราะห์หาส่วนประกอบของโลหะที่ใช้ทำกลองมโหระทึกนี้ พบว่า ประกอบด้วย ทองแดง ร้อยละ ๗๙.๓๔ ตะกั่ว ร้อยละ ๑.๗๙ ดีบุก ร้อยละ ๑๒.๙๘ และทองแดง ร้อยละ ๐.๐๑๗
ภาพที่ ๑๓ กลองมโหระทึกที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
ภาพที่ ๑๔ กลองมโหระทึกที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
๗. แหล่งโบราณคดีที่พักสงฆ์ม่อนอารักษ์สำนักศิลปากรที่๖สุโขทัยสำรวจไว้เมื่อวันที่๖พฤษภาคม๒๕๕๑จากการสำรวจพบโบราณวัตถุเช่นขวานสำริดจำนวน๖ชิ้นชิ้นส่วนใบหอกสำริด๓ชิ้นขวานหินขัดจำนวน๒ชิ้นชิ้นส่วนกำไลหินจำนวน๑ชิ้นทำเป็นรูปหกเหลี่ยมในแต่ละเหลี่ยมจะเว้าเข้าด้านในเล็กน้อยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง๑๓.๔เซนติเมตรหนาประมาณ๑เซนติเมตรด้านหน้ามีลักษณะนูนออกมาส่วนด้านหลังมีลักษณะแบนเรียบมีการเจาะรูตรงกลางกว้างประมาณ๖เซนติเมตรชิ้นส่วนโกลนกำไลหิน(?) จำนวน ๒ ชิ้น ชิ้นที่ ๑ เป็นรูปวงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๗ เซนติเมตร หนาประมาณ ๑ เซนติเมตร ด้านหน้ามีลักษณะนูนออกมา ส่วนด้านหลังมีลักษณะแบนเรียบ มีการเจาะรูตรงกลาง ชิ้นที่ ๒ เป็นรูปหกเหลี่ยม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๖.๕ เซนติเมตร หนาประมาณ ๑ เซนติเมตร ด้านหน้ามีลักษณะนูนออกมา ส่วนด้านหลังมีลักษณะแบนเรียบ มีการเจาะรูตรงกลาง นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนแท่นหินบด เศษภาชนะดินเผาประเภทเนื้อไม่แกร่งและเนื้อแกร่งอีกด้วย สันนิษฐานว่า แหล่งโบราณคดีแหล่งนี้น่าจะเป็นแหล่งโบราณคดีในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยประวัติศาสตร์โดยกำหนดอายุจากโบราณวัตถุที่พบประมาณ ๑,๒๐๐ – ๒,๕๐๐ ปี ถึง ๔๐๐ ปีมาแล้ว โดยเปรียบเทียบกับแหล่งโบราณคดีบ้านบุ่งวังงิ้ว ตำบลป่าเซ่า อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ และถ้ำกระดูก เขาผาตั้ง บ้านถ้ำดิน ตำบลบ่อทอง อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งพบโบราณวัตถุแบบเดียวกัน เช่น กำไลหิน ขวานหินขัด เป็นต้น แหล่งโบราณคดีมีลักษณะเป็นเนินเขาไม่สูงมากนัก และมีคลองแม่ผ่องไหลผ่านทางด้านทิศตะวันออกของเนินเขา ทำให้เนินเขาแห่งนี้อาจจะถูกใช้เป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวของกลุ่มชนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ น่าจะยังมีสภาพสังคมแบบเร่ร่อน หาของป่า ล่าสัตว์ และระยะต่อมาน่าจะเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชนในสมัยประวัติศาสตร์ซึ่งมีการใช้ภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งแล้ว (สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย , ๒๕๕๑ : ๑ – ๔ )
ภาพที่ ๑๕ แผนที่ทหารแสดงตำแหน่งที่ตั้งแหล่งโบราณคดีม่อนอารักษ์
ภาพที่ ๑๖ ขวานสำริดแบบมีบ้อง
ภาพที่ ๑๗ ขวานหินขัด
ภาพที่ ๑๘ (๑ – ๒) กำไลหินแบบหกเหลี่ยมด้านหน้าและด้านหลัง
ภาพที่ ๑๙ โกลนกำไลหินแบบเหลี่ยม (?)
ภาพที่ ๒๐ โกลนกำไลหินแบบกลม (?)
ภาพที่ ๒๑ ชิ้นส่วนแท่นหินบดยา
บทสรุปพัฒนาการก่อนประวัติศาสตร์ในจังหวัดอุตรดิตถ์
จะเห็นได้ว่า ร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทยนั้น เราสำรวจพบหลักฐานทางโบราณคดีในเกือบทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นหลักฐานที่กระจัดกระจายต้องอาศัยการวิเคราะห์ตีความเข้าช่วย แต่หลักฐานเหล่านั้นก็แสดงให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะตามพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำที่สภาพภูมิประเทศเหมาะสมและมนุษย์มักเลือกที่จะตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณนี้
ที่ราบลุ่มแม่น้ำน่านเป็นอีกบริเวณหนึ่งที่ปรากฏหลักฐานการเข้ามาอยู่ของมนุษย์ หลักฐานจากการสำรวจพบโดยกรมศิลปากร พบว่า ตามเส้นทางลำน้ำน่านบริเวณตอนใต้เขื่อนสิริกิติ์ลงมาที่แหล่งโบราณคดีบ้านวังแพวน แหล่งโบราณคดีแก่งตาน ตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา แหล่งโบราณคดีปางต้นผึ้ง และแหล่งโบราณคดีม่อนอารักษ์ อำเภอลับแล ได้พบหลักฐานการเข้ามาอยู่อาศัยของมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีการใช้เครื่องมือหินขัด คือ ประมาณ ๒,๕๐๐ – ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว แต่หลักฐานที่พบมีน้อยมาก สันนิษฐานได้เพียงว่า น่าจะเป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวของกลุ่มชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในสังคมระบบเร่ร่อน จับสัตว์ หาปลา (Hunting and Gathering Society) ซึ่งยังไม่มีการตั้งถิ่นฐานที่แน่นอน อาศัยความอุดมสมบูรณ์จากธรรมชาติเพื่อดำรงชีวิต
ส่วนแหล่งโบราณคดีถ้ำกระดูก จากหลักฐานที่พบสันนิษฐานว่า คงจะใช้เป็นที่ฝังศพ ซึ่งน่าจะแยกจากแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในสมัยโบราณที่รู้จักการใช้เครื่องมือสำริดแล้ว จัดอยู่ในยุคสังคมกสิกรรมเช่นกัน
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่ง คือ แหล่งภาพเขียนสีเขาตาพรม ซึ่งปรากฏภาพเขียนสีในรูปแบบเชิงสัญลักษณ์แบบเดียวกับที่พบที่บ้านผือ จังหวัดอุดรธานี สันนิษฐานว่า น่าจะภาพเขียนสีของกลุ่มชนที่รู้จักทำการกสิกรรมแล้ว และภาพเขียนสีเหล่านี้อาจจะเป็นภาพเขียนสีที่แสดงออกถึงการประกอบพิธีกรรมนั้น
การขุดพบกลองมโหระทึก กาน้ำ และพร้าสำริด ที่บริเวณวัดเกษมจิตตาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ นั้น น่าจะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมดองซอนของเวียดนาม (Dong Son Culture) เนื่องจากกลองมโหระทึกนั้นเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมของกลุ่มชนในสมัยโบราณ
เมื่อประมวลหลักฐานทางโบราณคดีเท่าที่ค้นพบแล้ว ทำให้ทราบในขั้นต้นว่า ในเขตพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ได้เคยมีมนุษย์เข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และน่าจะมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันของหลักฐานทางโบราณคดีระหว่างท้องถิ่นต่าง ๆ โดยเฉพาะบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำน่านและลำน้ำสาขา แสดงว่า ชุมชนเหล่านี้น่าจะมีการติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างมนุษย์ในท้องถิ่น จนเกิดเป็นชุมชนขึ้นมา และมีความสัมพันธ์ไปถึงที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งได้แก่ ดินแดนทางภาคอีสานเหนือของไทย แขวงไชยบุรีของลาว และอาจจะเลยไปถึงแหล่งวัฒนธรรมดองซอนในเวียดนามด้วย
การพบหลักฐานทางโบราณคดีในยุคโลหะ พบโบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้และอาวุธ รวมทั้งเครื่องประดับ เช่น กำไล ตุ้มหู ที่ทำจากเหล็กและสำริด อาจจะกล่าวได้ว่า ยุคโลหะนี้เป็นช่วงสมัยที่บางชุมชนได้พัฒนาเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ที่ประดิษฐ์อักษรสื่อสารกันได้ บางชุมชนก็ยังคงเป็นสมัยก่อนประวัติศาสตร์อยู่แต่คงมีการพัฒนาวิถีชีวิตให้ดีขึ้น มีการอยู่รวมเป็นชุมชน มีระบบการปกครอง มีผู้นำเป็นหัวหน้า มีการแบ่งชนชั้นในสังคม มีการติดต่อกับชุมชนอื่นที่อยู่ห่างไกลและมีการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อ ดังที่ได้พบหลักฐานคือ กลองมโหระทึกสำริด ซึ่งใช้ในพิธีกรรมขอฝนหรือพิธีศพ เรียกวัฒนธรรมนี้ว่า “วัฒนธรรมดองซอน” (Dong Son Culture) ตามแหล่งที่พบครั้งแรกที่เวียดนาม แต่ก็ยังมีข้อสันนิษฐานบางประการในการขุดพบกลองมโหระทึกว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่อาจจะมีการเคลื่อนย้ายกลองมโหระทึกเหล่านี้เข้ามาพร้อมกับกลุ่มชนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้ เนื่องจากบริเวณที่ขุดพบกลองมโหระทึกนี้ ไม่พบเศษชิ้นส่วนของแม่พิมพ์ดินเผา , เศษตะกรัน (Slag) ที่เกิดจากการหลอมโลหะ หรือชิ้นส่วนเบ้าหลอมโลหะดินเผาภายในบริเวณนี้ ซึ่งในอนาคตควรที่จะดำเนินการศึกษาขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ส่วนการตั้งถิ่นฐานของสมัยโลหะในระยะแรกคงเป็นการรวมตัวเป็นชุมชนเล็กๆ มีเครื่องมือเครื่องใช้ทำด้วยโลหะ ต่อมาเมื่อสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น จึงเริ่มมีการแลกเปลี่ยนค้าขายกับดินแดนทั้งใกล้เคียงและห่างไกลเพิ่มขึ้นด้วยเป็นผลให้ชุมชนขยายเติบโตขึ้น เกิดการขยายอำนาจไปยังชุมชนใกล้เคียง มีการรวมตัวกันสร้างคันดิน ขุดคูน้ำ เพื่อป้องกันการรุกรานจากชุมชนอื่นๆ ซึ่งแสดงถึงระบบของการควบคุมกำลังคน จนบางชุมชนสามารถขยายตัวกลายเป็นบ้านเมืองได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม การเขียนบทความในครั้งนี้เป็นเพียงการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสารที่กล่าวถึงแหล่งโบราณคดีซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ และ พ.ศ. ๒๕๕๑ เท่านั้น และในปัจจุบันแหล่งโบราณคดีเหล่านี้ยังไม่ได้มีการขุดค้นทางโบราณคดีเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการศึกษาเก็บข้อมูลทางวิชาการอย่างเป็นระบบ หากในอนาคตได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อนำมาดำเนินงานขุดค้นทางโบราณคดี ข้อมูลที่ได้จากการขุดค้นจะช่วยให้เราเข้าใจและมองเห็นภาพรวมของการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของจังหวัดอุตรดิตถ์ได้มากยิ่งขึ้น และสามารถนำเรื่องราวเหล่านั้นไปเผยแพร่ให้กับประชาชนและผู้สนใจได้ต่อไป
บทความโดย รัตติยา ไชยวงศ์
นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย
บรรณานุกรม
คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดอุตรดิตถ์. ๒๕๔๒.
นวลศิริ วงศ์ทางสวัสดิ์, ภูมิศาสตร์กายภาพภาคเหนือของประเทศไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๓ เชียงใหม่: คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,๒๕๓๔.
ศิลปากร, กรม. กลองมโหระทึกในประเทศไทย, บริษัท อาทิตย์ โปรดักส์กรุ๊ป จำกัด,๒๕๔๖,
ศิลปากร, กรม. แผนแม่บทเมืองพิษณุโลก , กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สมาพันธ์ จำกัด, ๒๕๔๓.
ศิลปากร, กรม. แหล่งโบราณคดีประเทศไทย เล่ม ๖ (ภาคเหนือ) ,กรุงเทพฯ : หจก.ไอเดียสแควร์,๒๕๓๔.
ศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย, สำนัก. รายงานการสำรวจแหล่งโบราณคดีม่อนอารักษ์ อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ , ๒๕๕๑.
ท่อปู่พระยาร่วง
"ท่อปู่พระยาร่วง" เป็นคลองชลประทาน ปรากฏนามในจารึก พ.ศ.๒๐๕๓ บนฐานเทวรูปพระอิศวร พบที่เมืองโบราณกำแพงเพชร ปัจจุบันเทวรูปนี้ประดิษฐานอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดกำแพงเพชร ความตอนหนึ่งกล่าวว่า"...อนึ่งท่อปู่พระยาร่วงทำเอาน้ำไปเถิงบางพานนั้นก็ถมหายสิ้นและเขาย่อมทำนาทองฟ้าและหาท่อนั้นพบกระทำท่อเอาน้ำไปเลี้ยงนาให้เป็นนาเหมืองนาฝายมิได้เป็นนาทาฟ้า อันทำทั้งนี้ ถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จบพิตรพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์..."
แนวคลองจากกำแพงเพชรถึงบางพานนั้น ตามที่ปรากฏในจารึก ยังมีร่องรอยปรากฏให้เห็นในภาพถ่ายทางอากาศ และยังคงสภาพให้เห็นได้ในภูมิประเทศ และเป็นแนวเดียวกันกับแนวที่เชื่อกันมาในอดีตว่า เป็นถนน นั่นคือ "ถนนพระร่วง"ซึ่งเชื่อมโยงจากเมืองสุโขทัย ไปยังเมืองศรีสัชนาลัยทางด้านเหนือ และเมืองกำแพงเพชรทางด้านใต้
บนฐานของเทวรูปพระอิศวรพบที่เมืองกำแพงเพชร มีจารึกครั้ง พ.ศ. ๒๐๕๓ กล่าวถึง "ท่อปู่พระยาร่วง" ซึ่งเป็นคลองชลประทาน
เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระยุพราชได้เสด็จพระราชดำเนินตลอดแนว ตั้งแต่กำแพงเพชร ถึงศรีสัชนาลัย ด้วยพระองค์เอง และทรงห่วงใยเกรงว่า หลักฐานจะถูกทำลาย เนื่องจากมีการใช้ประโยชน์บนที่ดินตามแนวถนนในลักษณะต่างๆ และทรงมีข้อสงสัยในเรื่องของความเชื่อว่า เป็นถนน จึงได้ทรงแผนที่แนวถนน และพระราชทานข้อสังเกตไว้หลายประการ เพื่อเป็นแนวทางการศึกษรายละเอียดในภายหลัง ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์ "เที่ยวเมืองพระร่วง" ความว่า
"...ข้าพเจ้าไม่มีความประสงค์ ที่จะยกหนังสือนี้ เป็นตำรับตำราอย่างใดเลย ประสงค์แต่จะตั้งโครงพอเป็นรูปขึ้นไว้ทีหนึ่ง เพื่อผู้ที่มีความรู้ และพอใจในการตรวจค้นโบราณคดีต่างๆ จะได้ตกแต่งแต้มเติมให้เป็นรูปอันงดงามดีขึ้น..."
การศึกษาภาพถ่ายทางอากาศได้รับการนำมาใช้ศึกษาข้อมูล ตามที่ปรากฏในแผนที่จากกำแพงเพชร ถึงสุโขทัย และจากสุโขทัย ถึงศรีสัชนาลัย ตามที่ทรงไว้ในพระราชนิพนธ์ได้พบหลักฐานตลอดแนว เห็นได้ชัดเจนในภาพถ่ายทางอากาศ รวมเป็นระยะทางประมาณ ๑๒๓ กิโลเมตร ดังแสดงไว้ในแผนที่ บางช่วงคูคลองตื้นเขินคงเหลือแต่คันดิน เป็นแนวยาว บางช่วงยังคงปรากฏคูคลองชัดเจน มีคันดินด้านเดียวขนานไปกับแนวคลอง และบางแห่ง ซึ่งผ่านที่ลุ่ม จะเห็นคันดินสองข้างชัดเจน ตามแนวคลองบางแห่ง ยังพบสระน้ำขนาดใหญ่เป็นช่วงๆ อีกทั้งยังคงร่องรอยการทำนา ที่ใช้ระบบชลประทาน การศึกษาจากร่องรอย ที่ยังคงปรากฏให้เห็นได้ในภาพถ่ายทางอากาศพบว่า คันดินที่เห็นบนพื้นดินเป็นแห่งๆ ตลอดแนว จากกำแพงเพชร ผ่านสุโขทัย จนถึงศรีสัชนาลัย และเคยเข้าใจว่า เป็นถนน ตามที่รู้จักกันในนามของถนนพระร่วงนั้น ปรากฏให้เห็นบนภาพถ่ายทางอากาศชัดเจนว่า เป็นแนวคลอง ที่ขุดต่อเนื่องกันโดยตลอด
การศึกษาระดับแนวคลอง เปรียบเทียบกับลักษณะภูมิประเทศ และตำแหน่งการสร้างสระสี่เหลี่ยมกักเก็บน้ำ เพื่อยกระดับ ล้วนแล้วเป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า เป็นแนวคลองขุด นำน้ำจากแม่น้ำปิง ที่เมืองกำแพงเพชรทางด้านใต้ มายังสุโขทัย และจากด้านตะวันตกของเมืองศรีสัชนาลัยทางด้านเหนือ มาเชื่อมต่อกับคลองทางด้านใต้ ตรงตำแหน่งที่มีระดับต่ำสุดที่ต้นคลองแม่รำพัน มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ๔๓ เมตร ระดับความสูงที่แม่น้ำปิง ๗๙ เมตร และระดับความสูงที่ศรีสัชนาลัย ๖๘ เมตร น้ำจากลำคลอง ที่ไหลมาบรรจบกัน จะไหลตามคลองแม่รำพัน ลงสู่บริเวณแม่น้ำยม ซึ่งเป็นที่ลุ่มต่ำ ในฤดูน้ำมีน้ำท่วมขังกว้างขวางเรียกว่า ทะเลหลวง
นอกจากหลักฐานบนภาพถ่ายทางอากาศ ดังกล่าวแล้ว ยังได้พบหลักฐานบนแผนที่ยุทธศาสตร์ ครั้งรัชสมัยเสด็จพระรามาธิบดีที่หนึ่ง ที่เขียนเป็นแนวคลองจากกำแพงเพชร ไปจนถึงศรีสัชนาลัย และมีแนวคลองจากแนวคลองท่อปู่พระยาร่วง เชื่อมกับแม่น้ำยม ซึ่งปัจจุบันคือ คลองแม่รำพัน
แนวคลองท่อปู่พระยาร่วงจากกำแพงเพชร จนถึงบางพาน ตามที่ปรากฏในจารึกหลักที่ ๑๓ พ.ศ. ๒๐๕๓ ซึ่งกล่าวถึงการบูรณะขุดลอกนำน้ำไปเลี้ยงนาบริเวณเมืองบางพานให้เป็นนาเหมือง นาฝาย มิได้เป็นนาทางฟ้าเหมือนเมื่อสมัยเกือบ ๕๐๐ ปีมาแล้วนั้น ตามแนวคลองและตำแหน่งเดียวกัน จากกำแพงเพชร จนถึงบางพานนี้ ปัจจุบันเป็นคลองชลประทาน"โครงการพระราชดำริคลองท่อทองแดง" นำน้ำไปยังเมืองบางพาน แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำทำนา เช่นเดียวกับอดีต ซึ่งเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานแผนที่เส้นทางคลองให้แก่กรมชลประทาน เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๒๑ เพื่อขุดลอกนำน้ำจากแม่น้ำปิงเข้ามาใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในการทำนา ตามที่ราษฎรบริเวณนั้น ได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ทรงทราบในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานธงลูกเสือชาวบ้าน จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๒๑ แนวคลองดังกล่าว ได้สร้างแล้วเสร็จ ตามโครงการ (พ.ศ. ๒๕๒๔- ๒๕๒๘) สร้างความร่มเย็นแก่พสกนิกรในอาณาบริเวณนั้น
ที่มา : http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=15&chap=6&page=t15-6-infodetail06.html
ระบบชลประทานเมืองสุโขทัย
ภูมิศาสตร์โบราณคดี
เมืองโบราณสุโขทัยตั้งอยู่พิกัดภูมิศาสตร์เส้นรุ้งที่ ๙๙ ํ ๔๒' และเส้นแวงที่ ๑๗ ํ ๐๑' อยู่ในเขตพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน ปรากฏแนวคูน้ำคันดินล้อมรอบเป็นกำแพงเมืองทั้ง ๔ ด้าน ขนาดกำแพงเมืองด้านเหนือและใต้ ยาวประมาณ ๑,๘๐๐ เมตร ส่วนด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกกว้างประมาณ ๑,๖๐๐ เมตร
ที่ตั้งของเมืองสุโขทัยนี้เป็นส่วนขอบของพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านเหนือบริเวณนี้จะปรากฏภูเขาเล็กๆ โผล่ขึ้นมาไม่สูงมากนัก แล้วค่อยๆลาดลงเป็นพื้นที่ราบกว้างสม่ำเสมอต่อเนื่องไปตลอด จนถึงด้านใต้ของพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่อยู่ทางภาคกลางของประเทศไทย
ด้านทิศตะวันตกของเมืองสุโขทัยปรากฏแนวเทือกเขาประทักษ์ ทำหน้าที่เป็นหลังคารับน้ำก่อนที่จะไหลลงสู่ที่ราบทางด้านทิศตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองสุโขทัย และต่อเนื่องไปสู่พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำยมที่อยู่ห่างออกไปราว ๑๔ กิโลเมตร
เทือกเขาประทักษ์ประกอบด้วยชุดหินแม่ทะ มีหินกรวดมน หินทราย หินดินดาน หินชนวน หินปูนและหินภูเขาไฟ มีแหล่งต้นน้ำบนเทือกเขาไหลลงมาเป็นลำธาร ซึ่งมีความลาดชันและรุนแรง พัดพาตะกอนหิน กรวด ทราย ทับถมในลำธารบนภูเขา แล้วค่อยๆเปลี่ยนสภาพพื้นที่เอนลาดสู่พื้นที่ราบ ตะกอนหินที่มีขนาดใหญ่จะทับถมบริเวณเชิงเขา ลักษณะดินบริเวณนี้จะแข็งและร่วน ตะกอนส่วนมากในบริเวณนี้เป็นกรวดและทราย เป็นที่แห้งแล้งหรือกึ่งแห้งแล้ง ไม่สามารถกักเก็บน้ำหรือเพาะปลูกได้
ส่วนตะกอนที่มีขนาดเล็กกว่าจะถูกพัดพาไกลออกไป และเมื่อเข้าสู่ที่ราบที่ห่างไกลภูเขามากขึ้น พื้นที่บริเวณนี้กระแสน้ำจะไหลช้ากว่า และเมื่อเข้าสู่ที่ราบที่ห่างไกลภูเขามากขึ้นอีก จะกลายเป็นที่ราบระดับ บริเวณนี้จะมีป่าไม้เตี้ยๆ หรือหญ้าขึ้นปกคลุมห่างๆ
ที่ราบลุ่มบริเวณนี้จะมีน้ำท่วมขังทุกปี กระแสน้ำที่ไหลช้าจะทำให้อนุภาคที่มีขนาดใหญ่กว่าตกตะกอนบริเวณใกล้ฝั่ง ส่วนอนุภาคเล็กจะตกตะกอนไกลออกไป ทำให้พื้นที่ริมฝั่งประกอบด้วยอนุภาคขนาดโต ทำให้เกิดสภาพภูมิประเทศสูง เรียกว่า สันริมน้ำ เป็นบริเวณที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นอยู่ และเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน และถัดลงไปเป็นที่ลุ่มต่ำ ประกอบด้วยอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า ที่เรียกว่า ที่ลุ่มต่ำ มีการระบายน้ำได้ไม่ดีนัก ใช้เป็นพื้นที่ปลูกข้าว
พื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยมมีลักษณะเป็นท้องกระทะที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดที่ราบขั้นบันไดของแม่น้ำที่ต่อเนื่องจากที่ลาดของเชิงเขาประทักษ์ กล่าวคือ ในระยะแรกแม่น้ำลำธารจะพัดพาตะกอนทับถมตามหุบเขา ความเร็วในการไหลของแม่น้ำได้ทำให้เกิดการกัดเซาะเป็นแนว จนระยะเวลาหนึ่งอิทธิพลของแม่น้ำที่ลดความเร็วลงทำให้เกิดการทับถมบนแนวกัดเซาะและเมื่อเกิดกระแสน้ำรุนแรงก็จะกัดเซาะพื้นที่ตรงกลางอีก ลักษณะนี้เมื่อเกิดขึ้นซ้ำๆ จะทำให้เกิดที่ราบขั้นบันไดลดหลั่นกันไปจนถึงริมฝั่งแม่น้ำ
น้ำฝนเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดลำธารและแม่น้ำสายต่างๆ เมื่อน้ำฝนไหลลงไปตามความลาดชันของภูเขา ก่อให้เกิดการกัดเซาะพื้นที่เป็นร่องน้ำเล็กๆต่างๆ ไหลไปรวมกันเป็นร่องน้ำขนาดใหญ่และรวมกันเป็นสาขาของลำธาร และรวมตัวกันไปเรื่อยๆจนกลายเป็นลำธารและแม่น้ำในที่สุด
ขณะที่น้ำไหลไปตามทางจะพัดพาอนุภาคต่างๆทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ให้เคลื่อนที่ออกไป อนุภาคที่ไหลมากับน้ำเหล่านี้จะเพิ่มแรงปะทะให้รุนแรงและแตกหักมากยิ่งขึ้น กัดเซาะลำธารให้เป็นหลุมเป็นบ่อและกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับวิวัฒนาการ
แนวเทือกเขาประทักษ์ทอดตัวตามแนวทิศเหนือ-ใต้ เป็นระยะทางกว่า ๒๙ กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ราว ๓๑๒ ตารางกิโลเมตร มีสันเขาค่อนไปทางด้านทิศตะวันตก ทำให้ภูเขาฝั่งตะวันตกมีความลาดชันมากกว่าฝั่งตะวันออก มียอดเขาสูงต่ำรวมทั้งหมด ๓๙ ยอด มีหุบเขาระหว่างยอดเขาลูกต่างๆ เป็นต้นน้ำลำธารที่จะไหลสู่ที่ลาดเชิงเขา น้ำที่ไหลลงจากลำธารบนเทือกเขาประทักษ์ ที่มีผลเกี่ยวกับระบบชลประทานสุโขทัย มี ๓ ทาง ได้แก่
๑. น้ำที่ไหลลงจากลำห้วยทางทิศตะวันตกของเขาประทักษ์
แหล่งต้นน้ำ
ห้วย, คลอง
๑) เขาคุยบุนนาค
คลองกระพง
คลองลานหัก
คลองแหน
คลองกระดอนไก่
๒) เขาหนองหอย
คลองกระพง
๓) เขาขี่ม้า
คลองกระพง
คลองมะขาง
คลองมาบโล
คลองลานหอย
๔) เขาประทักษ์
คลองในเขา
๕) เขาค่าย
คลองเหนือบ้าน
๒. น้ำที่ไหลลงจากลำห้วยทางด้านทิศเหนือของเทือกเขาประทักษ์
แหล่งต้นน้ำ
ห้วย, คลอง
๑) เขาค่าย
คลองน้ำตกไหลลงคลองลาน
๒) เขาเจดีย์งาม
๓) เขาเจดีย์งาม
คลองบง
๓. น้ำที่ไหลลงจากลำห้วยทางด้านทิศตะวันออกของเทือกเขาประทักษ์
แหล่งต้นน้ำ
ห้วย, คลอง
๑) เขาเจดีย์งาม
๒) เขาค่าย
คลองเสาหอ
๓) เขาประทักษ์
คลองเสาหอ
๔) เขาตะโหงกวัว
๕) เขาพระบาทใหญ่
๖) เขาประทักษ์
คลองเหมืองตาราม
๗) เขาประทักษ์
คลองเหมืองยายอึ่ง
๘) เขากินลม
๙) เขาประทักษ์
๑๐) เขาแดง
๑๑) เขากินลม
๑๒) เขาคุยบุนนาค
คลองเหมืองยายอึ่ง
๑๓) เขาอีลม
๑๔) เขาโป่งสะแก
๑๕) เขานายา
๑๖) เขากุดยายชี
๑๗) เขากุดยายชี
คลองตาเจ็ก
ลักษณะทางกายภาพของที่ราบเชิงเขาประทักษ์ เป็นลักษณะของป่าฝนเขตร้อนที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน ๑,๐๐๐ เมตร มีพันธุ์ไม้ขึ้นปะปนหลายชนิด เช่น ยางขาว ยางแดง ยางตะเคียน กะบาก เคียนหอม แดงดง และกาฝาก ทำให้ป่าค่อนข้างมืดครึ้ม ต้นไม้มีการเจริญเติบโตตลอดทั้งปีไม่มีการผลัดใบ ป่าเช่นนี้จะปกคลุมลำธารที่ไหลจากยอดเขาต่างๆ ให้ชุ่มชื้นตลอดปี
พื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ตั้งเมืองสุโขทัย ด้วยองค์ประกอบทางด้านธรณีวิทยาต่างๆ เช่น สภาพภูมิประเทศและแหล่งน้ำต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการดัดแปลงแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเมือง ทั้งในด้านเกษตรกรรม เศรษฐกิจและสังคม
เขื่อนสรีดภงส์และแหล่งต้นน้ำในอดีต
“สรีดภงส์”มาจากภาษาสันสกฤตว่า สริทฺกงฺค แปลว่า ทำนบ สรีดภงส์ตั้งอยู่ห่างตัวเมืองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๓ กิโลเมตร จากการสำรวจเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ โดยเจ้าหน้าที่หน่วยศิลปากรที่ ๓ สุโขทัย พบแนวคันดินเชื่อมต่อระหว่างเขากิ่วอ้ายมาและเขาพระบาทใหญ่ มีการขุดดินจากด้านในเพื่อนำมาปรับถมเป็นคันดินกั้นน้ำ ลักษณะคันดินที่เหลืออยู่มีขนาดฐานกว้างประมาณ ๑๔ เมตร สูง ๔ เมตร คันดินตอนบนกว้าง ๓-๔ เมตร ยาว ๓๓๐ เมตร สภาพพังทลายขาดเป็นช่วงๆเพราะถูกน้ำกัดเซาะ สภาพปัจจุบันได้รับการปรับปรุงคันดินตามระบบชลประทาน มีความสูงประมาณ ๑๐ เมตร กักเก็บน้ำได้ ๔๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่รับน้ำประมาณ ๕ ตารางกิโลเมตร รับน้ำจากเทือกเขาประทักษ์ เขาค่าย เขาเจดีย์งาม ที่เป็นพื้นที่หลังคารับน้ำ ไหลลงมาเป็นลำธาร หรือ โซก ต่างๆ เช่น
๑.โซกพระร่วงลองพระขรรค์
๒. โซกเรือตามอญ
๓.โซกอ้ายก่าย
๔. โซกน้ำดิบชะนาง
๕.โซกชมพู่
๖.โซกพม่าฝนหอก
สรีดภงส์ ๒ (ทำนบกั้นน้ำโคกมน) ตั้งอยู่ที่บ้านมนต์คีรี ห่างจากกำแพงเมืองด้านทิศใต้ไปตามแนวคันดินกั้นน้ำหมายเลข ๔ ต. หรือถนนพระร่วง ไปประมาณ ๗๖ กิโลเมตร เป็นคันดินอยู่ทางทิศตะวันออกของเขานายาและเขากุดยายชี มีความกว้างราว ๗-๑๐ เมตร สูง ๓-๔ เมตร ยาว ๑,๓๐๐ เมตรตรงกลางทำนบเจาะขาดเป็นช่องระบายน้ำเมื่อน้ำมีปริมาณมากเกินไป
สรีดภงส์ ๒ รับน้ำจากพื้นที่หลังคารับน้ำเทือกเขาโป่งสะเดา เขาคุยบุนนาค เขาอีลม ครอบคลุมพื้นที่ราว ๑๘ ตารางกิโลเมตร มีลำธารเล็กๆ ๑๒ สาย ไหลมารวมตัวกันบริเวณท้องกระทะของภูเขา ๓ ลูกซึ่งมีพื้นที่ประมาณ ๕-๖ ตารางกิโลเมตร แล้วไหลต่อเนื่องมาเป็นเหมืองยายอึ่ง ผ่านเพิงผาหินบริเวณที่พบประติมากรรมสตรี หรือ พระแม่ย่า แล้วไหลอ้อมเลียบภูเขาไปสู่พื้นที่ราบลุ่มและพื้นที่กักเก็บน้ำสรีดภงส์ ๒
เหมืองยายอึ่ง..เป็นลำธารขนาดใหญ่ มีความกว้างประมาณ ๒๐-๒๕ เมตร ผนังลำธารสูงเฉลี่ย ๕-๑๐ เมตร รับน้ำจากลำธารเล็กๆ ๑๒ สาย ที่ไหลมาจากเทือกเขาโป่งสะเดา เขาคุยบุนนาคและเขาอีลม ที่ระดับความสูง ๘๑๗ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง แล้วลดระดับลงสู่อ่างกระทะรับน้ำที่ความสูงระดับ ๓๕๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ความลาดชันสูงนี้ทำให้เกิดกระแสน้ำรุนแรง พัดพาหินขนาดใหญ่มาทับถมกัน และบางส่วนของลำธารมีร่องรอยถูกกัดเซาะจนผนังหินพังทลาย มีร่องรอยของ กุมภลักษณ์ หรือ Pothole ที่เกิดจากกรวดทรายที่น้ำพัดพามาตกในร่องหิน กระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวอย่างต่อเนื่องยาวนาน พัดให้กรวดทรายหมุนวนกัดกร่อนพื้นหินเป็นหลุมตั้งฉากกับพื้นโลก
น้ำโคก..ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ที่กล่าวว่า “เบื้องหัวนอน... มีป่าม่วง ป่าขาม มีน้ำโคก มีพระขพุงผี... ” น้ำโคกหรือบ่อน้ำผุด ตั้งอยู่ถัดลงมาทางทิศใต้ของเหมืองยายอึ่ง เป็นแหล่งน้ำที่ไหลมาจากใต้ดิน ทำให้เกิดลำธารไหลไปรวมกับเหมืองยายอึ่ง ก่อนไหลไปรวมกันที่สรีดภงส์ ๒ (ทำนบกั้นน้ำโคกมน) เมื่อปริมาณน้ำมีมากเกินไป ทางหนึ่งจะระบายออกที่ปากท่อกลางทำนบอีกทางหนึ่งจะไหลออกไปตามเหมืองยายอึ่ง ไปบรรจบกับทำนบกั้นน้ำหมายเลข ๔ ต. หรือถนนพระร่วงสายสุโขทัย-กำแพงเพชร เพื่อใช้ในการเกษตรกรรมตามชุมชนริมถนนพระร่วง
ซากน้ำตกที่เกิดจากเทือกเขาประทักษ์
โซกเป็ดเป็นแหล่งต้นน้ำที่มีน้ำซึมผ่านทรายชื้นเปียกไปตามแนวลำธาร ทรายที่อยู่พื้นลำธารมีสีดำอมน้ำตาลคล้ายขี้เป็ดอยู่ทั่วไป อาจเกี่ยวกับที่มาของชื่อแหล่งโดยชาวบ้านอาจเคยเรียกว่า โซกขี้เป็ด แล้วกร่อนเหลือเพียง โซกเป็ด น้ำจากโซกเป็ดนี้จะไหลไปสู่ทำนบกั้นน้ำหมายเลข ๔ ต. ตามเหมืองตาราม แล้วระบายไหลออกไปรวมกับคลองยางโซกขี้เหล็กตั้งอยู่ทางด้านใต้ของโซกเป็ด ตามลำธารมีกองหินทับถมจำนวนมาก บางตอนของผนังโซกมีร่องรอยหินกรวดทับถมหนาถึง ๑-๑.๕๐ เมตร แสดงถึงการทับถมของหินที่ถูกน้ำพัดพามาเป็นเวลานาน น้ำจากโซกขี้เหล็กจะไหลไปหาทำนบกั้นน้ำหมายเลข ๔ ต. และไหลไปรวมกับเหมืองยายอึ่งต่อไป
การทดน้ำมาใช้ใน-นอกเมืองเก่าสุโขทัย
ภายในเมืองสุโขทัยมีสระเก็บกักน้ำประมาณ ๑๗๕ สระ มีทั้งแบบขุดลงไปในดิน และกรุผนังด้วยอิฐหรือศิลาแลง บ่อที่ลึกที่สุดอยู่บริเวณด้านหลังอนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ขนาดปากบ่อกว้าง ๓ เมตร ลึก ๒๕ เมตร มีคลองส่งน้ำจากบริเวณเมืองชั้นในทางทิศเหนือของวัดมหาธาตุ ส่งน้ำจากตระพังตระกวนเข้ามายังตระพังสอ
คูเมืองและกำแพงเมืองสุโขทัยวางตัวเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคันดินเป็นกำแพง ๓ ชั้น และคูน้ำ ๓ ชั้น ทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันข้าศึกและเป็นคันบังคับน้ำมาใช้ประโยชน์ โดยเป็นน้ำที่ไหลมาจากคลองเสาหอด้านทิศตะวันตกมายังบริเวณคูเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งคงมีท่อเชื่อมสู่คูเมืองชั้นใน เนื่องจากในการบูรณะปรับปรุงอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๒๑-๒๕๓๑ ได้ขุดพบท่อน้ำดินเผาขนาดต่างๆ ใกล้ขอบสระและคูน้ำล้อมรอบวัดเสมอๆ เช่นที่วัดพระพายหลวง วัดมหาธาตุ วัดเชตุพน เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีทำนบกั้นน้ำอื่นๆ ก่อสร้างไว้เพื่อส่งน้ำและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในเมือง ทำนบที่สำคัญได้แก่ แนวคันดินหมายเลข ๔ ต. ถนนพระร่วง ๑ สุโขทัย-กำแพงเพชร ตั้งอยู่ทางทิศใต้นอกกำแพงเมือง มีความสูงประมาณ ๐.๕๐-๒.๕๐ เมตร กว้างราว ๔-๖ เมตร ยาวประมาณ ๗๓ กิโลเมตรถึงเมืองกำแพงเพชร มีโบราณสถานตามถนนพระร่วงสายนี้ ๒-๓ แห่ง และแนวคันดินถนนพระร่วง ๒ สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย ขนาดใกล้เคียงกับถนนพระร่วง ๑ สุโขทัย-กำแพงเพชร วางตัวเริ่มต้นตั้งแต่ประตูศาลหลวงมุ่งขึ้นไปถึงเมืองศรีสัชนาลัย โดยแนวคันดินที่พบขาดหายเป็นระยะๆ สำรวจพบโบราณสถานเรียงรายตามแนวถนน ๒๓ แห่ง แนวคันดินเหล่านี้นอกจากใช้เป็นถนนแล้วยังใช้เป็นแนวบังคับน้ำที่ไหลมาจากทางทิศตะวันตกเพื่อใช้ประโยชน์และผันน้ำไปสู่แม่น้ำยม
วิธีการควบคุมน้ำของเมืองสุโขทัย
ชลประทานมาจากคำว่า ชล แปลว่า น้ำ +ประทานแปลว่า ให้ หมายถึงการจัดสรรน้ำในรูปแบบต่างๆเพื่อประโยชน์หลายๆอย่างแก่ประชาชน ให้มีน้ำไว้ใช้อย่างเพียงพอและสม่ำเสมอตลอดปี เช่น การสร้างเหมืองฝาย สำหรับกักเก็บน้ำในฤดูฝนซึ่งเกินความต้องการ เป็นการบรรเทาปัญหาอุทกภัย และสามารถเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งเป็นต้นการพัฒนาแหล่งน้ำในการชลประทานเพื่อการเกษตรกรรม มีวิธีการต่างๆ ดังนี้
๑.การทดน้ำ คือ การสร้างเขื่อนหรือฝายกั้นให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนสูงขึ้นจนถึงระดับพื้นที่เพาะปลูก
๒.การส่งน้ำ คือ การขุดคูคลอง หรือ การวางท่อส่งน้ำ เพื่อกระจายปริมาณน้ำให้ทั่วถึงพื้นที่เพาะปลูก
๓.การเก็บกักรักษาน้ำ คือ การสร้างทำนบ การสร้างประตูกักน้ำ หรือแม้แต่การพรวนดิน คลุมดินเพื่อรักษาความชื้นในดินให้มากที่สุด
๔.การระบายน้ำ คือ การขุดคูคลองเพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่เพาะปลูก เพื่อการเก็บเกี่ยวและขนย้ายผลผลิตออกจากพื้นที่เพาะปลูก
๕.การป้องกันอุทกภัย คือ การระบายน้ำด้วยการสร้างคันกั้นน้ำและอาจมีท่อระบายน้ำประกอบ
ประโยชน์ของการชลประทานมีมากมายหลายประการ ได้แก่
๑.บรรเทาการเกิดอุทกภัย
๒.กักเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปีทั้งเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค
๓. เกิดการใช้น้ำอย่างมีประโยชน์สูงสุด ให้มีปริมาณเพียงพอและไม่ไหลทิ้งโดยเปล่าประโยชน์
๔.ใช้ทางน้ำเป็นเส้นทางคมนาคม
๕.ทำให้สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกได้มากขึ้น
การชลประทานในเขตชุมชนวัดพระพายหลวง
ชุมชนวัดพระพายหลวง ได้ปรากฏขึ้นก่อนการสร้างเมืองสุโขทัย ชุมชนนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งน้ำแม่รำพันโดยมีเทือกเขาประทักษ์เป็นฉากหลังทางทิศใต้และทิศตะวันตก ลักษณะการเลือกสร้างเมืองในที่เนินสูงใกล้เส้นทางน้ำและใกล้ภูเขาเช่นนี้ ปรากฏมาตั้งแต่แรกเริ่มสร้างชุมชนมนุษย์ ชุมชนวัดพระพายหลวงมีรูปแบบการสร้างเมืองทรงเรขาคณิต แสดงให้เห็นว่าเป็นชุมชนที่ได้รับการจัดระเบียบอย่างดี เชื่อว่าอิทธิพลการสร้างเมืองแบบนี้ได้รับมาจากกลุ่มผู้นับถือศาสนาฮินดู ซึ่งมีความชำนาญในการจัดรูปผังเมืองและการชลประทานเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดทางศาสนา โดยกำหนดให้มีปราสาทเป็นเทวสถานกลาง สัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุที่เป็นศูนย์กลางจักรวาล กำแพงรายล้อมเป็นสัญลักษณ์ของดิน และน้ำในคูเมืองเป็นสัญลักษณ์ของเกษียรสมุทร
ศูนย์กลางการปกครองและศาสนาของชุมชนวัดพระพายหลวง ตั้งอยู่ในพื้นที่สี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ในขณะที่พื้นที่โดยรอบเป็นพื้นที่หลักทางเศรษฐกิจของชุมชน การสร้างฝายน้ำล้นและอ่างเก็บน้ำ ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ในการป้องกันน้ำไม่ให้ไหลท่วมพื้นที่ชุมชน และกักเก็บน้ำไว้ในการเกษตรกรรม จากการสำรวจได้พบร่องน้ำที่ไหลมาจากช่องโซกม่วงกล้วยและเขาสะพานหินทางทิศเหนือ เข้าสู่มุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือและทิศตะวันตกเฉียงใต้ของชุมชน และร่องน้ำที่ไหลผ่านช่องเขาสะพานหินกับเขาเจดีย์งามจะไหลเข้าสู่ชุมชนวัดพระพายหลวงเช่นกัน จากระดับความสูงของแหล่งต้นน้ำที่มีความชันค่อนข้างมาก ทำให้น้ำที่ไหลลงมามีความรุนแรง จึงต้องมีการสร้างคันดินเพื่อชะลอความเร็วของน้ำในบริเวณทิศตะวันตกของวัดศรีชุม โดยได้สำรวจพบแนวคันดินที่มีความยาวประมาณ ๑.๒ กิโลเมตร กว้างประมาณ ๘-๑๐ เมตร สูง ๓-๔ เมตร แนวคันดินหมายเลข ๔ และแนวคันดินหมายเลข ๕ และ ๖ ทำหน้าที่เป็นฝายน้ำล้น ๒ ฝาย ในขณะเดียวกันคูน้ำที่ล้อมรอบชุมชนก็สามารถป้องกันน้ำที่ไหลล้นมาจากคันดินเข้าท่วมเมืองได้อีกชั้นหนึ่งก่อนระบายลงคลองซอยไปสู่ลำน้ำแม่รำพัน พื้นที่บริเวณคลองซอยเหล่านี้ใช้เป็นแหล่งทำมาค้าขายและสัญจรได้ ในศิลาจารึกเรียกบริเวณดังกล่าวนี้ว่า ตลาดปสาน ซึ่งสามารถใช้เป็นทางออกสู่ทางน้ำสายใหญ่ คือ ลำน้ำแม่รำพัน
ด้านทิศตะวันออกของลำน้ำแม่รำพัน มีคันดินหมายเลข ๗ ขนาดกว้างประมาณ ๑๕-๒๐ เมตรสูง ๔-๕ เมตร โอบรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายกเว้นด้านทิศตะวันตก ส่วนคันดินด้านทิศตะวันออกเว้นช่องระบายน้ำไว้ตรงกลาง คันดินนี้สามารถเก็บน้ำที่เอ่อล้นจากลำน้ำแม่รำพันเพื่อใช้ในการเพาะปลูกข้าวได้เป็นจำนวนมาก
การชลประทานในเขตเมืองสุโขทัย
การสร้างเมืองใหม่ในบริเวณไม่ห่างไกลจากที่ตั้งชุมชนเดิม อาจเกิดจากการขยายตัวของชุมชน หรือที่ตั้งเมืองเก่าอาจเกิดจากปัญหาภาวะทางธรรมชาติที่อาจเกิดความไม่เหมาะสมในทางใดทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม สถาปนิกและวิศวกรของชุมชนเมืองสุโขทัยอาจใช้ประสบการณ์จากที่ตั้งเมืองเดิมคือชุมชนวัดพระพายหลวง สร้างเมืองสุโขทัยให้สมบูรณ์ แหล่งน้ำและเส้นทางน้ำต่างๆ ถูกทำขึ้นอย่างมีระบบ เพื่อเก็บน้ำมาไว้ภายในเมืองได้อย่างกล้าหาญและชาญฉลาด
การชลประทานเพื่อการอุปโภคบริโภค
แหล่งน้ำธรรมชาติจากเขาประทักษ์ ได้แก่ คลองเสาหอ ลำน้ำจะไหลลงมายังสรีดภงส์ที่มีพื้นที่กักเก็บน้ำได้ ๘๐,๐๐๐-๑๒๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร สามารถระบายเข้ามาในเมืองสุโขทัยได้ตลอดทั้งปีลำน้ำสายนี้จะไหลไปยังบริเวณมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองสุโขทัย ถูกชักเข้าไปเลี้ยงคูเมืองโดยรอบและกักเก็บน้ำไว้ตามตระพังต่างๆ ก่อนไหลไปสมทบกับลำน้ำแม่รำพันทางทิศตะวันออกของเมือง จะสังเกตได้ว่าการสร้างเมืองสุโขทัยใหม่นี้ ไม่ได้สร้างฝายเพื่อป้องกันน้ำท่วม อาจเป็นเพราะฝายน้ำล้นเก่าของชุมชนวัดพระพายหลวงยังใช้การได้ดี และน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติทางตอนเหนืออาจไม่มีผลกระทบในทางร้ายต่อเมืองที่สร้างขึ้นใหม่ทางใต้ แต่ผู้สร้างเมืองก็มิได้มีความประมาทในความรุนแรงของน้ำจากภูเขา จึงได้สร้างกำแพงเมืองขึ้นเป็น ๓ ชั้น ทำหน้าที่เสมือนฝายหรือเขื่อนป้องกันน้ำเข้าท่วมเมือง นอกเหนือจากประโยชน์ในการป้องกันข้าศึกศัตรู
การชลประทานแบบเหมืองฝายของเมืองสุโขทัย
จากการศึกษาระบบชลประทานในสมัยสุโขทัย พบหลักฐานระบุถึงการชลประทานแบบเหมืองฝายจากศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๓ หรือศิลาจารึกนครชุม พ.ศ. ๑๙๐๐ ในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ มีคำว่า “เหมืองแปลงฝายรู้ปรา...” และจารึกฐานพระอิศวรเมืองกำแพงเพชร พ.ศ. ๒๐๕๓ ระบุว่า “อนึ่งท่อปู่พระยาร่วงทำเอาน้ำไปเถิงบางพานนั้นก็ถมหายสิ้นและเขาย่อมทำนาทางฟ้า และหาท่อนั้นพบ กระทำท่อเอาน้ำเข้าไปเลี้ยงนาให้เป็นนาเหมืองนาฝาย มิได้เป็นทางฟ้า...” เห็นได้ว่าในสมัยปู่พระยาร่วง ซึ่งอาจเป็นพระราชวงศ์สุโขทัย ได้มีการชลประทานแบบเหมืองฝายขึ้นในเขตกำแพงเพชร สำหรับในเมืองสุโขทัยนั้นพบว่าน้ำจากเทือกเขาประทักษ์ไม่มีบทบาทในการทำลายเมือง น้ำจะไหลจากแหล่งน้ำธรรมชาติลงสู่ที่ราบลุ่มต่ำ ตามลำธาร ลำห้วย เช่น คลองยาง เหมืองตาราม เหมืองยายอึ่ง คลองตาเจ็ก เป็นต้น สรีดภงส์ ๒ เป็นฝายน้ำล้นที่สร้างขึ้นระหว่างเขานายากับเขากุดยายชี น้ำเหนือฝายนี้จะระบายไปตามเหมืองยายอึ่งสู่ที่ราบต่ำทางทิศตะวันออกเพื่อใช้ในการเกษตรกรรม
การชลประทานเพื่อการเกษตรในสมัยสุโขทัยนั้น เมื่อมีการขยายชุมชนเดิมจากวัดพระพายหลวงมายังชุมชนสุโขทัยระบบการควบคุมน้ำเดิมของชุมชนวัดพระพายหลวงยังใช้การได้อยู่ คือคันบังคับน้ำทางตะวันออกและตะวันตกของวัดพระพายหลวง ทำให้ชุมชนสุโขทัยยังทำเกษตรกรรมได้ในบริเวณทางทิศเหนือ ทิศตะวันออกและทิศใต้ของเมือง ดังคำในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง พ.ศ.๑๘๓๕ “...เบื้องตะวันออกเมืองสุโขทัยนี้มีพิหารปู่ครู มีทะเลหลวง มีป่าหมากป่าพลู มีไร่ มีนา มีถิ่นถาน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก มีป่าม่วง มีป่าขาม ดูงามดังแกล้ง เบื้องตีนนอนสุโขทัยนี้ มีตลาดปสาน มีพระอจนะ มีปราสาท มีป่าหมากพร้าว ป่าหมากลาง มีไร่ มีนา มีถิ่นถาน มีบ้านใหญ่ บ้านเล็ก เบื้องหัวนอนเมืองสุโขทัยนี้ มีกุฎี พิหาร ปู่ครูอยู่ มีสรีดภงส์ มีป่าพร้าว ป่าลาง มีป่าม่วง ป่าขาม มีน้ำโคก มีพระขพุงผี เทพดาในเขาอันนั้น...”
แหล่งน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภคภายในเมืองสุโขทัย มีอยู่ ๒ ลักษณะด้วยกัน คือน้ำจากสระต่างๆและน้ำจากบ่อบาดาลน้ำจากสระต่างๆ (ตระพัง)ในเมืองสุโขทัยมีสระน้ำที่สามารถบรรจุน้ำได้ไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ ลูกบาศก์เมตร จำนวน ๘๐ สระ น้ำจากคูเมืองจะไหลเข้าสู่สระต่างๆ ตามบริเวณที่มีชุมชนอยู่อาศัย โดยมีตระพังขนาดใหญ่ จำนวน ๔ ตระพัง ดังนี้
ตระพังเงิน อยู่ทางทิศตะวันตกของวัดมหาธาตุ มีขนาดกว้าง ๕๒ เมตร ยาว ๒๕๓ เมตร ลึก ๓ เมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ ๓๙,๔๖๘ ลูกบาศก์เมตร
ตระพังทอง อยู่ทางทิศตะวันออกของวัดมหาธาตุ มีขนาดกว้าง ๑๗๕ เมตร ยาว ๘๐๐ เมตร ลึก ๓ เมตร เก็บกักน้ำได้ ๙๖๓,๗๕ ลูกบาศก์เมตร เกาะกลางเป็นที่ตั้งของวัดตระพังทอง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชนิพนธ์ เรื่องเที่ยวเมืองพระร่วง เมื่อคราวเสด็จทอดพระเนตรเมืองเก่าสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๑ ไว้ว่า ตอนแรกที่พระองค์ประทับแรมอยู่ได้อาศัยน้ำในตระพังทองให้สัตว์ที่เป็นพาหนะเดินทางอาศัยดื่มกิน
ตระพังตระกวน อยู่ทางทิศเหนือของตระพังเงินและวัดมหาธาตุ มีขนาดกว้าง ๒๑๖ เมตร ยาว ๔๑๗ เมตร ลึก ๓ เมตร รับน้ำได้ ๒๒๒,๕๐๔ ลูกบาศก์เมตร เกาะกลางเป็นที่ตั้งของวัดสระศรี
ตระพังสอ อยู่ทางทิศเหนือของพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหง มีขนาดกว้าง ๕๖.๗๕ เมตร ยาว ๒๑๘ เมตร ลึก ๓ เมตร กักเก็บน้ำได้ ๓๗,๑๑๔ ลูกบาศก์เมตร
น้ำในตระพังเหล่านี้จะระบายไปยังตระพังอื่นๆภายในเมือง โดยเริ่มจากทางด้านทิศตะวันตกมาสู่ด้านทิศตะวันออก โดยการวางท่อระบายน้ำต่อถึงกันระหว่างสระต่างๆ จากการขุดแต่งโบราณสถานในเมืองสุโขทัย พบท่อระบายน้ำบริเวณวัดมหาธาตุด้านเหนือ เป็นท่อดินเผาเคลือบ ปากท่อกว้าง ๔๕ เซนติเมตร ปลายสอบเหลือ ๑๘ เซนติเมตร และพบอีกแห่งหนึ่งที่มุมกำแพงวัดมหาธาตุด้านใต้ พบท่อที่มีขนาดเท่ากันโดยตลอด ส่วนหัวและปลายทำสวมต่อกันได้ส่วนสระน้ำเล็กๆจะไม่มีท่อระบายน้ำส่งถึงกัน อาศัยเพียงน้ำฝนตามฤดูกาล จึงไม่มีน้ำขังอยู่ตลอดทั้งปี จึงต้องมีการขุดบ่อบาดาลมาใช้อีกส่วนหนึ่งด้วย
บ่อน้ำ หรือ ตระพังโพย คำว่า ตระพังโพย เป็นภาษาเขมร แปลว่า บ่อมหัศจรรย์ คงเป็นความหมายของบ่อน้ำที่มีน้ำตลอดทั้งปี
น้ำจากแหล่งน้ำบาดาล เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการอุปโภคบริโภคในเมืองสุโขทัย การขุดเจาะน้ำบาดาลในบริเวณเมืองสุโขทัยต้องเจาะลงไปที่ความลึกมากกว่า ๕ เมตร จากการสำรวจและปรับปรุงบ่อน้ำในการพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์ พบบ่อน้ำซึมใต้ดินที่มีลักษณะเป็นบ่อกลม กรุด้วยศิลาแลง อิฐ และบางแห่งมีหินก่อเสริม กระจายตัวอยู่ตามบริเวณต่างๆของเมืองสุโขทัย
เป็นที่สังเกตว่า ปริมาณบ่อน้ำในแต่ละพื้นที่ อาจมีความสัมพันธ์กับปริมาณประชากรในชุมชนที่อาศัยในบริเวณนั้นๆ ในบริเวณทิศตะวันตกของเมืองสุโขทัย ไม่มีตระพังหรือสระเก็บน้ำขนาดใหญ่ แต่พบว่ามีบ่อน้ำค่อนข้างหนาแน่น จำนวนถึง ๗๐ บ่อ ขณะที่กลางเมืองสุโขทัยมีเพียง ๒๓ บ่อ ทางด้านทิศเหนือเป็นอีกบริเวณที่มีบ่อน้ำหนาแน่น โดยพบถึง ๒๖ บ่อ จึงอาจกล่าวได้ว่าในบริเวณทางทิศตะวันตกและทิศเหนือของเมืองซึ่งพบปริมาณบ่อน้ำค่อนข้างหนาแน่น มีชุมชนอยู่อาศัยมากกว่าพื้นที่ทางทิศตะวันออกและทิศใต้ ที่พบจำนวนบ่อน้ำไม่มากนัก โดยสันนิษฐานว่าบริเวณนี้คงใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม
นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ บ่อน้ำที่ขุดขึ้นส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตโบราณสถาน หรือบริเวณวัด โดยทางด้านตะวันตกของเมืองก็ปรากฏว่ามีวัดอยู่หนาแน่นเช่นกัน
อนึ่ง ในการสำรวจบ่อโบราณ กรมศิลปากรได้ทำการขุดลอกบ่อโบราณบางแห่งพบว่าเป็นหลุมสุขา โดยเป็นหลุมคู่โดยมีรางเล็ก มีแท่งหินหรือไม้ปิดอย่างดี ในชั้นดินของบ่อพบกากอุจจาระ มีซากต่างๆดังนี้ เม็ดตะค้อ เม็ดแตง เม็ดพริก ไม้ไผ่ หลุมเหล่านี้ลึกประมาณ ๗-๘ เมตร สันนิษฐานว่าอาจเป็น วัจจกุฎี คือห้องสุขาของพระสงฆ์ ตามพระธรรมวินัยที่กำหนดให้พระสงฆ์ต้องมีที่ขับถ่ายโดยเฉพาะ
สรุปปัญหาภูมิศาสตร์โบราณคดี
จากสภาพพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ แสดงให้เห็นว่า ทำเลที่ตั้งของเมืองสุโขทัยนั้นตั้งอยู่บนที่ราบลาดเอียงชายป่า มีลำธารที่ไหลมาจากทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขา ทางทิศตะวันออกของเมืองเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ ทำให้เห็นได้ว่าเมืองสุโขทัยนั้นตั้งอยู่ริมทะเลสาบ มีขุนเขาเป็นฉากบังอยู่ทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ มีการสร้างคูเมืองกำแพงเมือง มีระบบการจัดผังเมืองเป็นบ้าน เป็นเมือง เขตสวนไร่นา บ้านใหญ่ บ้านเล็ก ความรู้ทางด้านฝายน้ำล้นที่แพร่หลายในแหลมอินโดจีนมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๖ ได้ถูกนำมาใช้ก่อสร้าง ชักน้ำไปทางทิศตะวันออก ผ่านคูเมืองและพื้นที่ใช้ประโยชน์ต่างๆ ก่อนไหลลงสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำยม
ระดับความลาดเอียงในเมืองสุโขทัยที่มีความสูงถึง ๓-๔ เมตร ย่อมกักเก็บน้ำไม่ได้จึงต้องมีการขุดสระน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆโดยเฉพาะในการเกษตรกรรม ทำให้ดินมีความชุ่มชื้น สามารถปลูกหมากม่วง หมากขาม ป่าแก้ว ป่าลาง สวนหมาก สวนพลู ทั่วทุกแห่ง เมืองสุโขทัยจึงร่มเย็น น่าอยู่อาศัย งามดังแกล้ง
คนสุโขทัยมีการขุดบ่อน้ำซึมที่สะอาดเย็นจากใต้ดินขึ้นมาใช้อย่างแพร่หลาย โดยไม่พบหลักฐานเกี่ยวกับการขุดบ่อน้ำใช้จำนวนมากเช่นนี้จากเมืองโบราณอื่นๆในประเทศไทยเลย จึงแสดงว่าระบบการสุขาภิบาลของชาวสุโขทัยนั้นก้าวหน้ากว่าสังคมอื่นๆ
เมื่อศึกษาถึงการออกแบบการวางผังเมือง ถนนทางเดิน ขอบสระ ตลอดจนการเนรมิตศิลปะโบราณวัตถุต่าง ๆ สถาปนิกและนายช่างศิลปกรรมสุโขทัย มีฝีมืออยู่ในระดับแนวหน้ากว่าศิลปินเมืองอื่น ๆ ที่ร่วมสมัยเดียวกัน ย่อมเป็นประจักษ์พยานเป็นได้ชัดว่า เมืองสุโขทัยนี้ดี และแพร่หลายเป็นที่ชื่นชอบของชาวเมืองนครศรีธรรมราช เมืองเชียงใหม่ เมืองน่าน ฯลฯ จึงเขียนตำนานยกย่องชาวเมืองสุโขทัยในนามพระร่วง เป็นเอกสารที่เหลืออยู่จนบัดนี้จะมีตกอับอยู่แต่เพียงในวรรณกรรมเรื่องขุนช้างขุนแผนเท่านั้น ที่กล่าวว่าเจ้าเมืองสุโขทัยยากจนขนาดต้องนำธิดานางแก้วกริยาไปขายฝากขัดดอกเบี้ย เศรษฐีขุนช้างแต่เพียงแห่งเดียว
ที่มา : ระบบชลประทานสมัยสุโขทัย กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งที่ ๑ , ๒๕๕๗
ชื่อข้อคำถาม
O๑_โครงสร้าง
O๒_ข้อมูลผู้บริหาร
O๓_อำนาจหน้าที่
O๔_แผนยุทธศาสตร์หรือแผนพัฒนาหน่วยงาน
O๕_ข้อมูลการติดต่อ
O๖_กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
O๗_ข่าวประชาสัมพันธ์
O๘_Q&A
O๙_Social Network
O๑๐_แผนดำเนินการปี๒๕๖๓ และแผนการใช้จ่ายงบปี๒๕๖๓
O๑๑_รายงานกำกับติดตามการดำเนินงานและติดตามการใช้จ่าย รอบ ๖ เดือน ปี๒๕๖๓
O๑๒_รายงานผลการดำเนินการประจำปี ๒๕๖๒ และรายงานผลการใช้จ่ายงบประมาณ ปี๒๕๖๒
O๑๓_คู่มือหรือมาตรฐานการปฏิบัติงาน
O๑๔_คู่มือหรือมาตรฐานการให้บริการ
O๑๕_ข้อมูลเชิงสถิติการให้บริการ ปี๒๕๖๓
O๑๖_รายงานผลความพึงพอใจปี๒๕๖๒_ส่วนที่๑_ภาพรวม
O๑๖_รายงานผลความพึงพอใจปี๒๕๖๒_ส่วนที่๒_๑พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
O๑๖_รายงานผลความพึงพอใจปี๒๕๖๒_ส่วนที่๒_๒พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
O๑๖_รายงานผลความพึงพอใจปี๒๕๖๒_ส่วนที่๓_หอสมุดแห่งชาติ
O๑๖_รายงานผลความพึงพอใจปี๒๕๖๒_ส่วนที่๔_อุทยานประวัติศาสตร์
O๑๖_รายงานผลความพึงพอใจปี๒๕๖๒_ส่วนที่๕_หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
O๑๖_รายงานผลความพึงพอใจปี๒๕๖๒_ส่วนที่๖_โรงละครแห่งชาติ
O๑๗_Eservice
O๑๘_แผนดำเนินการปี๒๕๖๓และแผนการใช้จ่ายงบปี๒๕๖๓
O๑๙_รายงานกำกับติดตามการดำเนินงานและติดตามการใช้จ่ายรอบ๖เดือนปี๒๕๖๓
O๒๐_รายงานผลการดำเนินการประจำปี๒๕๖๒และรายงานผลการใช้จ่ายงบประมาณปี๒๕๖๒
O๒๑_แผนการจัดซื้อจัดจ้างปี๒๕๖๓
O๒๒_ประกาศต่างต่างเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างปี๒๕๖๓
O๒๓_สรุปผลการจัดซื้อจัดจ้างหรือจัดหาพัสดุรายเดือนปี๒๕๖๓
O๒๔_รายงานผลการจัดซื้อหรือการจัดหาพัสดุปี๒๕๖๒
O๒๕_นโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคล
O๒๖_การดำเนินการตามนโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคลปี๒๕๖๓
O๒๗_หลักเกณฑ์การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลปี๒๕๖๓
O๒๘_รายงานผลการบริหารทรัพยากรบุคคลปี๒๕๖๒
O๒๙_แนวปฏิบัติการจัดการเรื่องร้องเรียน
O๓๐_ช่องทางการแจ้งเรื่องร้องเรียน
O๓๑_ข้อมูลสถิติเรื่องร้องเรียนปี๒๕๖๓รอบ๖เดือนและปี๒๕๖๒รอบ๑๒เดือน_ส่วนที่๑
O๓๑_ข้อมูลสถิติเรื่องร้องเรียนปี๒๕๖๓รอบ๖เดือนและปี๒๕๖๒รอบ๑๒เดือน_ส่วนที่๒
O๓๑_ข้อมูลสถิติเรื่องร้องเรียนปี๒๕๖๓รอบ๖เดือนและปี๒๕๖๒รอบ๑๒เดือน_ส่วนที่๓
O๓๑_ข้อมูลสถิติเรื่องร้องเรียนปี๒๕๖๓รอบ๖เดือนและปี๒๕๖๒รอบ๑๒เดือน_ส่วนที่๔
O๓๑_ข้อมูลสถิติเรื่องร้องเรียนปี๒๕๖๓รอบ๖เดือนและปี๒๕๖๒รอบ๑๒เดือน_ส่วนที่๕
O๓๑_ข้อมูลสถิติเรื่องร้องเรียนปี๒๕๖๓รอบ๖เดือนและปี๒๕๖๒รอบ๑๒เดือน_ส่วนที่๖
O๓๑_ข้อมูลสถิติเรื่องร้องเรียนปี๒๕๖๓รอบ๖เดือนและปี๒๕๖๒รอบ๑๒เดือน_ส่วนที่๗
O๓๒_ช่องทางการรับฟังความคิดเห็น
O๓๓_การเปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วมปี๒๕๖๓_ส่วนที่๑
O๓๓_การเปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วมปี๒๕๖๓_ส่วนที่๒
O๓๔_ประกาศสุจริตตามรอยพ่อ ปี๒๕๖๓
O๓๕_การมีส่วนร่วมของผู้บริหาร ปี๒๕๖๓
O๓๖_การประเมินความเสี่ยงการทุจริตปี๒๕๖๓และแผนบริหารความเสี่ยง
O๓๗_การดำเนินการเพื่อจัดการความเสี่ยงปี๒๕๖๓_สรุปผลการดำเนินการ
O๓๘_การเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรปี๒๕๖๓
O๓๙_แผนปฏิบัติการป้องกันการทุจริตปี๒๕๖๓
O๔๐_รายงานการกำกับติดตามดำเนินการป้องกันรอบ๖เดือนปี๒๕๖๓_ส่วนที่๑
O๔๐_รายงานการกำกับติดตามดำเนินการป้องกันรอบ๖เดือนปี๒๕๖๓_ส่วนที่๒
O๔๑_รายงานผลการดำเนินการป้องกันการทุจริตประจำปีพศ๒๕๖๒_ส่วนที่๑
O๔๑_รายงานผลการดำเนินการป้องกันการทุจริตประจำปีพศ๒๕๖๒_ส่วนที่๒
O๔๒_มาตรการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสในหน่วยงาน_ส่วนที่๑
O๔๒_มาตรการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสในหน่วยงาน_ส่วนที่๒
O๔๓_การดำเนินการตามมาตรการส่งเสริมคุณธรรม
การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนรินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567
(Integrity and Transparency Assessment : ITA)
ตัวชี้วัดที่ 9 การเปิดเผยข้อมูล ประกอบด้วย 5 ตัวชี้วัด ดังนี้
ตัวชี้วัดที่ 9.1 ข้อมูลพื้นฐาน
ข้อมูลพื้นฐาน
ข้อ
ข้อมูล
องค์ประกอบข้อมูล
o1
โครงสร้าง
โครงสร้าง
o2
ข้อมูลผู้บริหาร
ข้อมูลผู้บริหาร
o3
อำนาจหน้าที่
อำนาจหน้าที่
o4
ข้อมูลการติดต่อ
ข้อมูลการติดต่อ
การประชาสัมพันธ์
ข้อ
ข้อมูล
องค์ประกอบข้อมูล
o5
ข่าวประชาสัมพันธ์
1. ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่หรือภารกิจของหน่วยงาน
https://www.finearts.go.th/main/categorie/general-news
2. การแสดง QR code แบบวัด EIT ของหน่วยงาน ที่ ดาวน์โหลด จากระบบ ITAS
ไว้บนหน้าเว็บไซต์หลักของหน่วยงาน เพื่อให้ผู้รับบริการหรือติดต่อราชการมีโอกาสได้มีส่วนร่วมในการประเมิน ITA ของหน่วยงาน
การปฏิสัมพันธ์ข้อมูล
ข้อ
ข้อมูล
องค์ประกอบข้อมูล
o6
Q&A
Q&A
ตัวชี้วัดที่ 9.2 การบริหารงานและงบประมาณ
แผนการดำเนินงานและงบประมาณ
ข้อ
ข้อมูล
องค์ประกอบข้อมูล
o7
แผนยุทธศาสตร์หรือแผนพัฒนาหน่วยงาน
O7_1 แผนยุทธศาสตร์หรือแผนพัฒนาหน่วยงาน 5 ปีO7_2 แผนยุทธศาสตร์หรือแผนพัฒนาหน่วยงาน 1 ปี
o8
แผนและความก้าวหน้า ในการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี
1.รายงานตามภารกิจจัดซื้อจัดจ้างปี25672.รายงานแผนและความก้าวหน้าณ31มีคปี2567
o9
รายงานผลการดำเนินงานประจำปี
รายงานผลการดำเนินงานปี2566
การปฏิบัติงาน
ข้อ
ข้อมูล
องค์ประกอบข้อมูล
o10
คู่มือหรือแนวทางการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่
คู่มือที่ 1 กระบวนการตรวจสอบภายในคู่มือที่ 2 กระบวนการเอกสารโบราณคู่มือที่3_กระบวนการบริการสื่อสิ่งพิมพ์
การให้บริการและการติดต่อประสานงาน
ข้อ
ข้อมูล
องค์ประกอบข้อมูล
o11
คู่มือหรือแนวทางการให้บริการสำหรับผู้รับบริการหรือผู้มาติดต่อ
1_คู่มือประชาชน_การทำสำเนาเอกสารจดหมายเหตุ2_คู่มือประชาชน_การซ่อมแซมเอกสารจดหมายเหตุ3_คู่มือประชาชน_การอนุญาตส่งหรือนำโบราณวัตถุออกนอกราชอาณาจักร
o12
ข้อมูลสถิติการให้บริการ
1_ข้อมูลสถิติปี2566_Walk In2_ข้อมูลสถิติปี2566ด้าน E-service
o13
E-Service
E-Service
ตัวชี้วัดที่ 9.3 การจัดซื้อจัดจ้าง
ข้อ
ข้อมูล
องค์ประกอบข้อมูล
o14
รายงานการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการจัดหาพัสดุ
รายการการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุ
o15
ประกาศต่าง ๆ เกี่ยวกับ
การจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุ
ประกาศต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุ
o16
ความก้าวหน้าการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการจัดหาพัสดุ
ความก้าวหน้าการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุ
o17
รายงานสรุปผลการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการจัดหาพัสดุประจำปี
รายงานสรุปผลการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุประจำปี
ตัวชี้วัดที่ 9.4 การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล
ข้อ
ข้อมูล
องค์ประกอบข้อมูล
o18
แผนการบริหารและ พัฒนา ทรัพยากรบุคคล
แผนปฏิบัติการด้านการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลของกรมศิลปากร
o19
รายงานผลการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล ประจำปี
รายงานผลการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล กรมศิลปากร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566
o20
ประมวลจริยธรรมสำหรับ
เจ้าหน้าที่ของรัฐ
1. ประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ
2. ข้อกำหนดจริยธรรมของกรมศิลปากร
o21
การขับเคลื่อนจริยธรรม
การขับเคลื่อนจริยธรรม1. การจัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนเรื่องจริยธรรม คำสั่งของกรมศิลปากร ที่ 279/2566 เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนจริยธรรม ลงวันที่ 28 เมษายน 25662. แนวปฏิบัติ Dos & Don’t เพื่อลดความสับสนเกี่ยวกับพฤติกรรมสีเทา ออละเป็นแรวทางในการประพฤติตนทางจริยธรรม ที่จัดขึ้นโดยหน่วยงาน
3. การฝึกอบรม ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567
โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “การยกระดับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ รวมทั้ง เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องการสร้างวัฒนธรรม No Gift Policy ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ และจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗” เมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๐๐ น จำนวน ๑ วัน ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ โดย ผู้ทรงคุณวุฒิ (นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ) เป็นประธาน ในการเปิดโครงการฝึกอบรม ฯ
ตัวชี้วัดที่ 9.5 การส่งเสริมความโปร่งใส
การจัดการเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ
ข้อ
ข้อมูล
องค์ประกอบข้อมูล
o22
แนวปฏิบัติการจัดการ เรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ
แนวปฏิบัติการจัดการเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ_ส่วน1แนวปฏิบัติการจัดการเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ_ส่วน2
o23
ช่องทางแจ้งเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ
ช่องทางแจ้งเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ
o24
ข้อมูลสถิติเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ
ข้อมูลสถิติเรื่องร้องเรียนการรทุจริตและประพฤติมิชอบ
การเปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วม
ข้อ
ข้อมูล
องค์ประกอบข้อมูล
o25
การเปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วม
การเปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วม
ตัวชี้วัดที่ 10 การป้องกันการทุจริต ประกอบด้วย 2 ตัวชี้วัด ดังนี้
ตัวชี้วัดที่ 10.1 การดำเนินการเพื่อป้องกันการทุจริตในประเด็นสินบน
นโยบาย No Gift Policy
ข้อ
ข้อมูล
องค์ประกอบข้อมูล
o26
ประกาศเจตนารมณ์ นโยบาย
No Gift Policy
จากการปฏิบัติหน้าที่
1 NoGiftPolicyปี2567ไทยและอังกฤษ2 NoGiftPolicyปี2567ไทยและอังกฤษ
o27
การสร้างนโยบาย No Gift Policy
1. การฝึกอบรม ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “การยกระดับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ รวมทั้ง เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องการสร้างวัฒนธรรม No Gift Policy ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ และจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗” เมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๐๐ น จำนวน ๑ วัน ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ โดย ผู้ทรงคุณวุฒิ (นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ) เป็นประธานในการเปิดโครงการฝึกอบรม ฯ
o28
รายงานผลตามนโยบาย
No Gift Policy
รายงานผลตามนโยบาย No Gift Policy
o29
รายงานการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา
รายงานการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา
การประเมินความเสี่ยงเพื่อป้องกันการทุจริต
ข้อ
ข้อมูล
องค์ประกอบข้อมูล
o30
การประเมินความเสี่ยงการทุจริตในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสินบน
การประเมินความเสี่ยงการทุจริตในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสินบน
o31
รายงานผลการดำเนินการ เพื่อจัดการความเสี่ยงการทุจริตและประพฤติมิชอบ ประจำปี
รายงานการดำเนินการ เพื่อจัดการความเสี่ยงการทุจริตและประพฤติมิชอบ ประจำปี พ.ศ. 2566
ตัวชี้วัดที่ 10.2 การส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใส
แผนป้องกันการทุจริต
ข้อ
ข้อมูล
องค์ประกอบข้อมูล
o32
แผนปฏิบัติการป้องกันการทุจริต
แผนปฏิบัติการป้องกันการทุจริต พ.ศ. 2567
o33
รายงานผลการดำเนินการป้องกันการทุจริตประจำปี
รายงานผลการดำเนินการป้องกันการทุจริต ประจำปี พ.ศ. 2566
o34
มาตรการสส่งเสริมคุณธรรม และความโปร่งใสภายในหน่วยงาน
มาตรการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสภายในหน่วยงาน
o35
รายงานผลการดำเนินการ เพื่อส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสภายในหน่วยงาน
รายงานผลการดำเนินการเ_ส่วนที่1รายงานผลการดำเนินการเ_ส่วนที่2รายงานผลการดำเนินการเ_ส่วนที่3
.................................................................................
แม้จะมีการกล่าวยืนยันตัวตนของ “คุณผู้หญิงโม” “ย่าโม” หรือ “ท้าวสุรนารี” จากลูกหลานที่สืบเชื้อสาย และจากหลักฐานสำคัญ แต่ก็ยังคงเป็นประเด็นปัญหาที่ถกเถียงกันอยู่บ่อยครั้งในหมู่ประชาชนและสังคมออนไลน์ จนกลายเป็นเรื่องยากที่จะยุติและมีข้อสรุปที่แน่ชัด
เอกสารสำคัญอย่างหนึ่งที่ยืนยันถึงตัวตนของท้าวสุรนารี คือ เอกสารโบราณ ประเภทคัมภีร์ใบลาน เรื่อง พระธาตุกถา และพระปุคคลบัญญัติ ฉบับทองทึบ จารด้วยอักษรขอม ภาษาบาลี-ไทย หน้าปกของคัมภีร์ใบลานจารบอกปี ชื่อเรื่อง และชื่อผู้สร้างคัมภีร์ใบลานว่า “พระพุทธศักราชล่วงแล้วได้ ๒๓๗๕ พระวัสสา ปีมะโรง จัตวาศก พระปุคฺคลบัฺติปการณ นิฏฺิตํ ผูก ๔ ท่านพญาปลัด คุณผู้หญิงโม สร้างไว้สำหรับพระศาสนาแล” สันนิษฐานว่า ภายหลังเสร็จสงครามเจ้าอนุวงศ์ ท่านพญาปลัดและคุณผู้หญิงโม ได้มีศรัทธาสร้างคัมภีร์ใบลานถวายแก่วัดอิสาน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นพุทธบูชา สืบทอดพระศาสนา และเพื่อให้พระภิกษุสามเณรได้ศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรม
พระธาตุกถา เป็น 1 ใน 7 คัมภีร์ของพระอภิธรรม ว่าด้วยปรมัตถธรรมอันสงเคราะห์กันได้ และสงเคราะห์กันไม่ได้ เกี่ยวด้วยธาตุเป็นส่วนมาก โดยมีคัมภีร์ปรมัตถทีปนี ซึ่งเป็นคัมภีร์อรรถกถา แต่งอธิบายบทหรือข้อความที่เข้าใจยากในคัมภีร์พระธาตุกถานั้น
พระปุคคลบัญญัติ เป็น 1 ใน 7 คัมภีร์ของพระอภิธรรม แสดงหลักธรรมต่างๆ เช่น ขันธ์ เป็นต้นว่า ทำไม ด้วยเหตุใด จึงเรียกว่า ขันธ์ เป็นต้น และคัมภีร์นี้ ที่เรียกว่า ปุคคลบัญญัติ เพราะกล่าวถึงบุคคลมากกว่าหลักธรรมอื่นๆ คือ กล่าวทั้งอุทเทส และนิทเทส ส่วนหลักธรรมอื่นๆ กล่าวเฉพาะอุทเทสเท่านั้น
คัมภีร์ใบลานทั้ง ๒ ฉบับนี้ พบที่วัดอิสาน โดยพระครูปลัดสมพงษ์ มหาพโล เจ้าอาวาสวัดอิสาน ได้มอบให้กับหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา เป็นผู้จัดเก็บและดูแลรักษา ปัจจุบันเก็บรักษาและจัดแสดงที่ห้องอีสานศึกษา หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
ข้อมูล-ภาพ : นางสาวอุไร คำมีภา นักภาษาโบราณปฏิบัติการ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา
ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์
จังหวัดพิจิตร ตั้งอยู่บริเวณภาคกลางตอนบนของประเทศไทย ระหว่างละติจูดที่ ๑๕ องศา ๕๕ ลิปดา ๕๑ ฟิลิปดาเหนือ ถึงละติจูดที่ ๑๖ องศา ๓๖ ลิปดา ๑๕ ฟิลิปดาเหนือ และระหว่างลองจิจูดที่ ๙๙ องศา ๕๙ ลิปดา ๑๕ ฟิลิปดาตะวันออก ถึงลองจิจูดที่ ๑๑๑ องศา ๔๗ ลิปดา ๒๕ ฟิลิปดาตะวันออก โดยมีอาณาเขตติดต่อดังนี้
ทิศเหนือ
ติดต่อกับ อำเภอเมืองพิษณุโลก อำเภอบางกระทุ่ม อำเภอบางระกำ และอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก
ทิศใต้
ติดต่อกับอำเภอชุมแสง และอำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์
ทิศตะวันออก
ติดต่อกับ อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ และอำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก
ทิศตะวันตก
ติดต่อกับอำเภอไทรงาม อำเภอขาณุวรลักษบุรี อำเภอลานกระบือ อำเภอพรานกระต่าย
จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอบรรพตพิสัยจังหวัดนครสวรรค์
ภาพที่ ๑ แผนที่จังหวัดพิจิตร
ลักษณะภูมิประเทศ
จังหวัดพิจิตรตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน ลักษณะพื้นที่เป็นที่สูงทางด้านทิศเหนือ และค่อยๆ ลาดเทลงไปทางตอนใต้ ต่อเนื่องไปยังที่ราบตอนกลางของจังหวัดนครสวรรค์ แม่น้ำในเขตนี้จะไหลแรงและเร็วกว่าแม่น้ำทางตอนล่าง จึงมีการกัดเซาะพื้นแผ่นดินที่น้ำไหลผ่าน พากรวดทรายโคลนตมมาทับถม แม่น้ำยมช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดพิจิตร มีความยาวประมาณ ๑๒๔ กิโลเมตร ไหลผ่านอำเภอสามง่าม อำเภอโพธิ์ประทับช้าง อำเภอบึงนาราง และอำเภอโพทะเล แม่น้ำมีลักษณะคดเคี้ยวมาก มีการกัดเซาะค่อนข้างน้อย ส่วนแม่น้ำน่าน ช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดพิจิตร มีความยาวประมาณ ๙๗ กิโลเมตร ไหลผ่านอำเภอเมืองพิจิตร อำเภอตะพานหิน อำเภอบางมูลนาก มีความคดเคี้ยวน้อยกว่าแม่น้ำยม แต่มีการกัดเซาะพังทลายสูงกว่า ลักษณะภูมิประเทศจังหวัดพิจิตร สามารถแบ่งออกเป็น ๓ เขต คือ
๑. พื้นที่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำน่าน เป็นที่ราบแบบลูกฟูก มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ ๓๗ เมตร ที่บ้านหัวดง อำเภอเมืองพิจิตร ทางใต้ที่บ้านใหม่สำราญ บ้านวังปลาม้า อำเภอบางมูลนาก บริเวณนี้เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ เป็นดินที่เกิดจากอิทธิพลของน้ำพัดพามาทับถม ลักษณะพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบ เป็นที่ราบทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำน่าน ในเขตอำเภอเมืองพิจิตร และกิ่งอำเภอสากเหล็ก อำเภอตะพานหิน และอำเภอบางมูลนาก พื้นที่จะค่อยๆ สูงจากบริเวณริมฝั่งแม่น้ำลาดชันขึ้นไปทางตะวันออก บริเวณนี้เป็นลานตะพักน้ำระดับกลาง ติดต่อกับอำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก และอำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ พื้นที่บริเวณขอบด้านตะวันออกนี้เป็นภูเขาโดดๆ หรือเนินเขา กระจายห่างๆ กันในเขตอำเภอเมืองพิจิตร อำเภอวังทรายพูน อำเภอทับคล้อ อำเภอตะพานหิน และกิ่งอำเภอดงเจริญ เป็นภูเขาที่ไม่สูงนัก ไม่เกิน ๒๕๐ เมตร
๒. พื้นที่ราบระหว่างแม่น้ำยมกับแม่น้ำน่านในเขตอำเภอเมืองพิจิตร อำเภอตะพานหิน บางส่วนของอำเภอบางมูลนาก อำเภอโพทะเล อำเภอโพธิ์ประทับช้าง และอำเภอสามง่าม พื้นที่เป็นที่ราลลูกฟูก พื้นที่จะสูงทางด้านเหนือและลาดต่ำไปทางด้านใต้ ในเขตอำเภอโพทะเลและบางมูลนาก นอกจากแม่น้ำน่านและแม่น้ำยมแล้ว ยังมีแม่น้ำพิจิตร (แม่น้ำน่านเก่า) สภาพพื้นที่ราบระหว่างแม่น้ำน่านและแม่น้ำยมเป็นที่ราบดินตะกอนลุ่มน้ำ ซึ่งเกิดจากการตกตะกอนของแม่น้ำน่าน แม่น้ำพิจิตร แม่น้ำยม และลำน้ำสาขา
๓. พื้นที่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำยม ในเขตอำเภอวชิรบารมี อำเภอสามง่าม อำเภอโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพทะเล และอำเภอบึงนาราง สภาพพื้นที่ติดกับแม่น้ำยมเป็นที่ราบน้ำท่วมถึง จากที่ราบแม่น้ำยมพื้นที่จะลาดชันไปทางตอนกลาง ในเขตอำเภอโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพทะเล และอำเภอบึงนาราง พื้นที่จะมีความสูงเพิ่มขึ้น บริเวณนี้เป็นดินตะกอนลุ่มน้ำเกิดจากตะกอนแม่น้ำยมและสาขาพัดมาทับถม (เรื่องเดียวกัน, ๖ – ๗)
ลักษณะภูมิอากาศ
จังหวัดพิจิตรมีลักษณะภูมิอากาศแบบฝนตกชุกสลับกับแห้งแล้งมีมรสุมพัดผ่าน ซึ่งเกิดจากความแตกต่างทางด้านอุณหภูมิและความกดอากาศระหว่างพื้นดินในทวีปเอเชีย กับพื้นน้ำที่กว้างใหญ่ของมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียที่ลมมรสุมพัดผ่าน ทำให้เกิดภูมิอากาศแบ่งเป็น ๓ ฤดู
ฤดูฝน เร่ิมตั้งแต่เดือนพฤษภาคม - เดือนตุลาคม เกิดจากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งพัดมาจากมหาสมุทรอินเดีย
ฤดูหนาว เกิดจากอิทธิพลของมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจากประเทศจีนที่พัดพาอากาศหนาวและแห้งแล้งจากประเทศจีนมาปกคลุมภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของแระเทศไทย เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์
ฤดูร้อน ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้พัดเอาอากาศร้อนจากบริเวณความกดอากาศสูงในทะเลจีนใต้ เป็นลมร้อนชื้น เริ่มตั้งแต่ กลางเดือนกุมภาพันธ์ - เดือนพฤษภาคม
แม่น้ำลำคลอง
จังหวัดพิจิตรมีแม่น้ำสำคัญ ที่เป็นแม่น้ำสายหลัก ได้แก่ แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน และแม่น้ำพิจิตร
แม่น้ำยม มีต้นกำเนิดจากดอยขุนยวม ในเขตอำเภอปง จังหวัดเชียงราย แล้วไหลลงมาทางใต้ผ่านจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ แพร่ สุโขทัย และไหลผ่านเข้าเขตที่ราบด้านตะวันตกของจังหวัดพิษณุโลก ทางตอนเหนือของอำเภอบางระกำ บริเวณบ้านวังท่าช้าง และไหลออกจากเขตจังหวัดพิษณุโลกทางตะวันออกเฉียงใต้ของอำเภอบางระกำก่อนไหลเข้าเขตจังหวัดพิจิตรต่อไป แม่น้ำยมช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดพิจิตร มีความยาว ๑๒๔ กิโลเมตร ไหลผ่านอำเภอสามง่าม อำเภอโพธิ์ประทับช้าง กิ่งอำเภอบึงนาราง และอำเภอโพทะเล ก่อนจะไหลเข้าบรรจบกับแม่น้ำน่านที่บ้านเกยชัย อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ แม่น้ำยมมีลักษณะคดเคี้ยว จึงพบร่องรอยการเปลี่ยนแปลงทางเดินของลำน้ำเก่า มีสภาพเป็นหนองบึง ปรากฏทั่วไปในที่ราบลุ่มของจังหวัดพิจิตร
แม่น้ำน่าน มีต้นกำเนิดจากที่สูงและภูเขาทางตอนเหนือของประเทศไทย บริเวณภูเขาผีปันน้ำ ทิวเขาหลวงพระบาง และทิวเขาเพชรบูรณ์ แล้วไหลลงมาทางใต้ ผ่านจังหวัดต่าง ๆ เช่น จังหวัดน่าน อุตรดิตถ์ และเข้าเขตจังหวัดพิษณุโลก ทางตอนเหนือของอำเภอพรหมพิราม เหนือบ้านโคกเทียม จนกระทั่งสุดเขตจังหวัดพิษณุโลกที่ทางใต้ของอำเภอบางกระทุ่มบริเวณบ้านสนามคลี จากนั้นจึงไหลผ่านจังหวัดพิจิตร ในเขตอำเภอเมืองพิจิตร และมีแม่น้ำวังทอง ไหลมารวมทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำน่าน ไหลผ่านตัวจังหวัดพิจิตร ผ่านอำเภอตะพานหิน และอำเภอบางมูลนาก ก่อนเข้าสู่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ต่อไป แม่น้ำน่านในจังหวัดพิจิตรมีลักษณะคดเคี้ยวและมักเปลี่ยนทางเดินบ่อยครั้ง ทำให้พบสภาพเป็นหนอง บึงเล็ก ๆ ปรากฏทั่วไป
แม่น้ำพิจิตร คือทางเดินเก่าของแม่น้ำน่าน ต้นน้ำไหลแยกจากแม่น้ำน่านที่บ้านวังกระดี่ทอง ในเขตอำเภอเมืองพิจิตร สภาพลำน้ำคดเคี้ยว แม่น้ำพิจิตรอยู่ระหว่างแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน ไหลผ่านอำเภอเมืองพิจิตร อำเภอโพธิ์ประทับช้าง อำเภอตะพานหิน แล้วมาบรรจบกับแม่น้ำยมที่บ้านบางคลาน อำเภอโพทะเล
ดิน
ลักษณะดินในจังหวัดพิจิตร สามารถแบ่งตามลักษณะวัตถุต้นกำเนิดได้ ๖ ประเภท ดังนี้
๑. ที่ราบลุ่มแม่น้ำ (Alluvial Plain) เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำน่านและลำน้ำยมในฤดูน้ำหลาก ประกอบด้วยพื้นที่สำคัญสองส่วน คือ สันดินริมน้ำ (Levee) มีลักษณะพื้นที่เป็นแนวไปตามแม่น้ำน่าน แม่น้ำยม และแม่น้ำพิจิตร สภาพพื้นที่ค่อนข้างเรียบ มีดินที่เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำเนื้อละเอียดปานกลาง มีความสมบูรณ์ปานกลาง เหมาะสมต่อการปลูกไม้ผล ผัก และพืชไร่ต่าง ๆ ถัดจากสันดินริมน้ำ คือ ที่ราบลุ่มหลังลำน้ำ (Basin) เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำเนื้อละเอียดมาก เป็นดินลึกมาก มีการระบายน้ำเลว มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงต่ำ เหมาะสมต่อการปลูกข้าว
๒. เนินตะกอนรูปพัด (Alluvial Fan) เกิดจากกระแสน้ำจากภูเขาจะพัดพาตะกอนต่างๆ มาด้วย เมื่อกระแสน้ำไหลผ่านพ้นหุบเขาจะเป็นที่ราบ ทำให้กำลังของน้ำลดลง ทางน้ำก็กระจายออกไป ตะกอนที่ถูกพัดพามาก็ตกตะกอนมีลักษณะคล้ายรูปพัด ลักษณะพื้นที่เหล่านี้พบทางตะวันตกของจังหวัดพิจิตร ซึ่งเกิดจากตะกอนที่พัดมาจากจังหวัดกำแพงเพชร และด้านตะวันออกของจังหวัดพิจิตร เกิดจากตะกอนที่พัดมาจากจังหวัดเพชรบูรณ์
๓. พื้นที่ที่เหลือค้างจากการกัดกร่อน (Disected Erosion Surface) เป็นกระบวนการปรับระดับพื้นที่ สภาพพื้นที่เป็นลูกคลื่น ดินที่พบจะเกิดจากหินตระกูลแอนดีไซต์ หินดินดาน ดินมีการระบายน้ำดี
๔. เนินเขา (Hill) เป็นโครงสร้างของภูเขาโดดของหินแอนดีไซต์ และไรโอไลต์ เป็นส่วนใหญ่ สภาพพื้นที่มีความลาดชันมากกว่าร้อยละ ๓๕ ไม่เหมาะสมต่อการเกษตรกรรม
แหล่งโบราณคดีก่อนสมัยสุโขทัย
แหล่งโบราณคดีก่อนสมัยสุโขทัยในเขตจังหวัดพิจิตร มีไม่มากนัก หลักฐานเท่าที่ปรากฏจนถึงปัจจุบันมีดังนี้
๑. แหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์
มีรายงานการสำรวจพบหลักฐานทางโบราณคดี ที่บริเวณบ้านดงป่าคำ อำเภอเมืองพิจิตร เป็นโครงกระดูกมนุษย์ จำนวน ๓ โครง ขวานหิน ๑ ชิ้น ภาชนะดินเผา และเศษภาชนะดินเผาลายขูดขีด สันนิษฐานว่าเป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย กำหนดอายุประมาณ ๒,๐๐๐ – ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว นอกจากนี้ได้มีการสำรวจพบภาชนะดินเผาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่วัดบึงบ่าง อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ด้วย ภาชนะดินเผาที่วัดบึงบ่าง มีลักษณะคล้ายกับภาชนะดินเผาในสมัยโลหะ ซึ่งพบในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ ลพบุรีและนครสวรรค์ สันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุประมาณ ๒,๐๐๐ – ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว
ภาพที่ ๒ – ๓ ภาชนะดินเผาที่วัดบึงบ่าง
๒. แหล่งโบราณคดียุคประวัติศาสตร์
บริเวณที่พบชุมชนโบราณที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบในสมัยทวารวดี ในเขตจังหวัดพิจิตรนั้น ปรากฏทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่านในเขตอำเภอทับคล้อ และตะพานหิน บริเวณนี้เป็นที่ราบลุ่มที่ต่อเนื่องมาจากพื้นที่สูงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัด พบแหล่งโบราณคดีที่สำคัญ ๒ แหล่ง คือ แหล่งโบราณคดีบ้านวังแดง และแหล่งโบราณคดีเมืองบ่าง
๒.๑ แหล่งโบราณคดีบ้านวังแดง
ที่ตั้ง
บ้านวังแดง หมู่ ๒ ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร
พิกัดทางภูมิศาสตร์
ละติจูด ๑๖ องศา ๑๓ ลิปดา ๓๗ ฟิลิปดาเหนือ
ลองจิจูด ๑๐๐ องศา ๓๗ ลิปดา ๖๑ ฟิลิปดาตะวันออก
UTM 674580 E 1794590N
แผนที่ทหาร
มาตราส่วน ๑ : ๕๐๐๐๐ ระวาง 5141 III ลำดับชุด L7017 พิมพ์ครั้งที่ 2 - RTSD
ประวัติการศึกษา
กลุ่มวิชาการโบราณคดี สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๕ สุโขทัยสำรวจครั้งแรก เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๔๓ ต่อมาได้ร่วมสำรวจอีกครั้งกับรศ.ดร.ผาสุข อินทราวุธ จากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๔
ต่อมา อาจารย์วินัย ผู้นำพล แจ้งว่ามีผู้นำหลักฐานข้อมูลมาแจ้งให้อาจารย์ทราบว่าพบฐานอิฐสมัยโบราณ พบตราประทับและวงล้อเสมาธรรมจักรมากพอควร และเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านเตรียมสร้างอุโบสถใหม่ นั้น กลุ่มวิชาการโบราณคดี สำนักงานศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย จึงเข้าสำรวจพื้นที่ภายในวัดวังแดงอีกครั้งเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๙
สภาพแวดล้อม
เป็นพื้นที่ราบเชิงเขา มีเนินเขาโดด อยู่ทางด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ ห่างออกไปประมาณ ๘ – ๑๐ กิโลเมตร แหล่งโบราณคดีตั้งอยู่ใกล้กับคลองวังแดง ที่อยู่ทางทิศใต้ พบซากโบราณสถานก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่หลายแห่งอยู่กลางทุ่งนา นอกจากนี้ยังมีสระน้ำโบราณขนาดใหญ่อยู่ห่างออกไปทางตะวันออกประมาณ ๑๐ กิโลเมตร
โบราณวัตถุที่พบ
ได้พบเนินโบราณสถานหลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่ถูกไถทำลายเหลือเพียงเศษอิฐ มีบางแห่งที่ยังมีร่องรอยส่วนฐานของเจดีย์ อิฐที่ใช้ก่อสร้างเป็นอิฐขนาดใหญ่สมัยทวารวดี ขนาด ๑๗ x ๓๐ x ๗ เซนติเมตร มีร่องรอยของแกลบข้าวปะปนในก้อนอิฐ
นอกจากนี้มีโบราณวัตถุที่นายเล็ก มณีเรือง ราษฎร หมู่ ๒ บ้านวังแดง เก็บรักษาไว้ ดังนี้
๑.เหรียญเงินรูปพระอาทิตย์และศรีวัตสะ จำนวน ๓ เหรียญ ขุดพบระหว่างการสร้างถนนสายวังทอง – เขาทราย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๗ โดยพบบรรจุอยู่ในไหร่วมกับเหรียญเงินประเภทเดียวกันจำนวนทั้งสิ้น ๓๐๐ เหรียญ และยังพบไหบรรจุกระดูกวางอยู่ด้วยกัน แต่ไม่พบฐานเจดีย์หรือโบราณสถานอื่น (ข้อมูลการสัมภาษณ์นายเล็ก มณีเรือง) เหรียญเงินมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒.๖, ๓ และ ๓.๕ เซนติเมตร
๒. ชิ้นส่วนโลหะเงิน ซึ่งน่าจะเป็นวัสดุในการผลิตเหรียญดังกล่าว
๓. เครื่องมือเหล็ก ขนาดกว้าง ๗.๕ เซนติเมตร ยาว ๑๒ เซนติเมตร และหนา ๐.๘ เซนติเมตร
นอกจากนี้ที่วัดวังแดงนั้น เจ้าอาวาสวัดวังแดงได้เก็บรักษาโบราณวัตถุไว้จำนวนหนึ่ง ดังนี้
๑. แท่นหินบด ขนาด กว้าง ๑๔ เซนติเมตร ยาว ๔๐ เซนติเมตร หนา ๑๔ เซนติเมตร
๒. หินบดขนาดยาว ๘ เซนติเมตร
๓. เศษภาชนะดินเผาเนื้อไม่แกร่ง (earthern ware) ลวดลายต่าง ๆ
การกำหนดอายุ
สมัยทวารวดี ๑,๒๐๐ – ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว
ภาพที่ ๔ สภาพภูมิประเทศบ้านวังแดง
ภาพที่ ๕ สระเพ็ง ซึ่งเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ที่บ้านวังแดง
ภาพที่ ๖ เหรียญเงินรูปพระอาทิตย์ และศรีวัตสะที่บ้านวังแดง
ภาพที่ ๗ แท่นหินบดที่บ้านวังแดง
๒.๑ แหล่งโบราณคดีวัดบึงบ่าง
ที่ตั้ง
บ้านบึงบ่าง หมู่ ๗ ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร
พิกัดทางภูมิศาสตร์
ละติจูด ๑๖ องศา ๙ ลิปดา ๑๙ ฟิลิปดาเหนือ
ลองจิจูด ๑๐๐ องศา ๓๐ ลิปดา ๓๘ ฟิลิปดาตะวันออก
UTM 661526 E 1786735 N
แผนที่ทหาร
มาตราส่วน ๑ : ๕๐๐๐๐ ระวาง 5141 III ลำดับชุด L7018 พิมพ์ครั้งที่ 2- RTSD
ประวัติการศึกษา
กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย สำรวจเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๖
สภาพแวดล้อม
แหล่งโบราณคดีตั้งอยู่ในเมืองบ่าง ซึ่งเป็นเมืองคูน้ำคันดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า สภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม มีคลองทับคล้ออยู่ทางด้านทิศใต้ พื้นที่โดยรอบเป็นพื้นที่เกษตรกรรม
โบราณวัตถุที่พบ
โบราณวัตถุเก็บรักษาไว้ที่วัดบึงบ่าง มีทั้งโบราณวัตถุในยุคก่อนประวัติศาสตร์ และโบราณวัตถุในยุคประวัติศาสตร์ สมัยทวารวดี และสมัยสุโขทัย – สมัยรัตนโกสินทร์ สำหรับโบราณวัตถุในยุคก่อนประวัติศาสตร์และสมัยทวารวดี โบราณวัตถุเหล่านี้ พบรวมกันระหว่างการขุดหลุมเพื่อก่อสร้างอาคารภายในวัดบึงบ่าง สำหรับโบราณวัตถุยุคก่อนประวัติศาสตร์ และโบราณวัตถุสมัยทวารวดี มีดังนี้
๑. แท่งดินเผารูปสี่เหลี่ยม ทำเป็นลายตาราง กว้าง ๒.๕ เซนติเมตร ยาว ๖ เซนติเมตร หนา ๒ เซนติเมตร
๒. ชิ้นส่วนหินดุดินเผา ๔ ชิ้น กว้างตั้งแต่ ๔ – ๗ เซนติเมตร ยาว ๖ – ๗ เซนติเมตร
๓. แวดินเผา ชิ้นเล็กกว้างประมาณ ๒ เซนติเมตร ชิ้นที่สองกว้างประมาณ ๓ เซนติเมตร
๔. ตุ๊กตาดินเผา ตัวแรกกว้าง ๖ เซนติเมตร ยาว ๑๐ เซนติเมตร ตัวที่สองกว้างประมาณ ๘ เซนติเมตร ยาว ๑๕ เซนติเมตร
๕. ภาชนะดินเผาเนื้อไม่แกร่ง (earthern ware) ลายกดประทับ ปากกว้าง ๑๓ เซนติเมตร สูง ๑๒ เซนติเมตร ก้นกว้าง ๑๖ เซนติเมตร
๖. ภาชนะดินเผามีเชิง เนื้อไม่แกร่ง (earthern ware) ไม่มีการตกแต่งลวดลาย จำนวน ๒ ใบ ใบแรกปากกว้าง ๑๐ เซนติเมตร สูง ๑๒ เซนติเมตร ก้นกว้าง ๘ เซนติเมตร ใบที่สอง ปากกว้าง ๑๑ เซนติเมตร สูง ๑๖ เซนติเมตร ก้นกว้าง ๑๒ เซนติเมตร
๗. ชิ้นส่วนกระดูกสัตว์ขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นกระดูกวัว หรือ กระดูกควาย
๘. แท่งดินเผา ยาว ๙ เซนติเมตร หนา ๒ เซนติเมตร ทำเป็นลวดลาย สันนิษฐานว่า ใช้ในการกดประทับเพื่อทำลวดลายบนภาชนะดินเผา
การกำหนดอายุ
๑,๐๐๐ – ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว
ภาพที่ ๘ แนวกำแพงเมือง-คูเมือง เมืองบ่าง
ภาพที่ ๙ ตุ๊กตาดินเผารูปสัตว์ที่วัดบึงบ่าง
ภาพที่ ๑๐ แท่งดินเผามีลวดลายต่าง ๆ
บทสรุป
การศึกษาพัฒนาการทางวัฒนธรรมก่อนสมัยสุโขทัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตร แสดงให้เห็นว่า พื้นที่บริเวณจังหวัดพิจิตร โดยเฉพาะด้านตะวันออกของจังหวัด เป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการตั้งหลักแหล่งอยู่อาศัย แหล่งโบราณคดีบ้านวังแดงในเขตอำเภอทับคล้อ ซึ่งพบโบราณวัตถุสมัยทวารวดี อาจเชื่อมโยงถึงผู้คนในบริเวณบ้านชมภู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ที่มีการพบหลักฐานเหรียญเงินรูปพระอาทิตย์และศรีวัตสะ เช่นเดียวกัน ถัดจากบ้านวังแดงลงไปทางทิศใต้ ที่แหล่งโบราณคดีวัดบึงบ่างซึ่งตั้งอยู่ภายในเมืองบ่าง ซึ่งเป็นเมืองรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ได้พบหลักฐานการอยู่อาศัยตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ที่น่าสนใจคือภาชนะดินเผาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่วัดบึงบ่าง มีลักษณะคล้ายกับภาชนะดินเผาที่พบในแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์สมัยโลหะ ในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ นครสวรรค์ นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุจำนวนหนึ่งที่แสดงให้เห็นร่องรอยของชุมชนสมัย ทวารวดี ซึ่งอาจสัมพันธ์กับชุมชนโบราณที่บ้านวังแดงที่อยู่ไม่ห่างกันนัก
ภาพที่ ๑๑ แผนที่แหล่งโบราณคดีก่อนสมัยสุโขทัยในจ.พิจิตร
บทความโดย นาตยา กรณีกิจ
นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย
บรรณานุกรม
คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพิจิตร. กรุงเทพ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๒.
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, ธรณีสัณฐานประเทศไทยจากห้วงอวกาศ.กรุงเทพฯ : บริษัท ด่าน สุทธาการพิมพ์ จำกัด, ๒๕๓๘.
ศรีศักร วัลลิโภดม. เมืองโบราณในอาณาจักรสุโขทัย. กรุงเทพ ฯ : สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๓๒.
หายไปรวบรวมข้อมูลทางโบราณคดีซะหลายวัน วันนี้แอดมินกลับมาตามสัญญาที่เคยบอกว่าจะมาเล่าให้ทุกคนฟังถึงผลการขุดทางโบราณคดีของบ้านเขียว (อาคารป่าไม้ ภาคแพร่) ค่ะ อาจจะดูเป็นวิชาการซักนิด แต่ถ้าคิดซะว่ากำลังดูนิยายสืบสวนอยู่ละรับรองเข้าใจได้ๆไม่ยาก และสนุกไม่แพ้กันเลยนะคะ แต่วันนี้ตกลงกันก่อนว่าเราจะลองสมมุติตัวเองเป็นนักสืบดู.....ไม่ได้สืบหาฆาตกรที่ไหน แต่เราจะสืบอดีตไปพร้อมๆกันค่ะ
การขุดทางโบราณคดีครั้งนี้เรามีเป้าหมายเพื่อหาพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงของอาคารว่ามีรูปแบบดั้งเดิมและมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในแต่ละช่วงเวลา เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับการวิเคราะห์ทางสถาปัตยกรรมและองค์ประกอบไม้ส่วนต่างๆของอาคารที่คัดแยกไว้
เราได้ทำการขุดตรวจเป็นร่องยาวผ่ากลางอาคารทั้งแนวกว้างและแนวยาว โดยหลุมขุดของเราจะผ่าให้คร่อมแนวฐานเสาเพื่อจะได้เห็นร่องรอยการสร้างฐานรากอาคาร จากการขุดทางโบราณคดีเราพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่า อาคารในสมัยแรกสุดที่สร้างมีขนาดเล็กกว่าที่เห็นในปัจจุบัน อาจเป็นอาคารชั้นเดียว เนื่องจากพบบันไดทางขึ้นเพียง 2 ขั้นบันได อาคารมีมุขยื่นออกมาด้านหน้าไม่มากนัก (ยื่นออกมาทางทิศเหนือ) เนื่องจากพบฐานเสาที่รับหลังคามุข ๒ ช่วงเสา ตัวอาคารมีปีกอาคารขยายออกไปทั้งด้านซ้ายและขวา (ตะวันออกและตะวันตก) (แผนผังคล้ายตัว T ที่มีฐานสั้น) อาคารเดิมน่าจะมีระบบฐานรับน้ำหนักเป็นฐานก่ออิฐและมีไม้เป็นเสาหรือคานรับด้านบนที่เป็นพื้นภายในและตัวอาคาร
ทั้งนี้จากชั้นดินขุดตรวจในพื้นที่อาคารเราพบความน่าสนใจคือ เราพบชั้นดินตะกอนทรายแม่น้ำทับถมบนฐานเสาเป็นความหนาประมาณ 20-30 เซนติเมตร และพบหลักฐานที่สัมพันธ์กันคือ การก่อผนังอิฐปิดพื้นที่ระหว่างฐานเสาแต่ละต้น (นึกถึงภาพประมาณว่าถ้าเรามีบ้านเป็นเสา ใต้ถุนโล่ง พื้นที่ระหว่างเสาจะถูกก่ออิฐเชื่อมต่อปิดทึบทั้งหมด) รวมถึงพบดินถมที่อยู่เหนือจากชั้นตะกอนทรายน้ำท่วม เมื่อประมวลเข้าด้วยกันจึงบอกเล่าเรื่องราวได้ว่า ณ ช่วงเวลาหนึ่ง พื้นที่เคยเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ โดยน้ำได้พัดพาตะกอนทรายมาทับถมพื้นที่เป็นจำนวนมาก ผู้ใช้งานอาคารจึงดำเนินการ 2 สิ่งพร้อมกัน คือ ทำการก่อผนังอิฐรอบเชื่อมต่อรอบฐานเสา และทำการถมปรับดินภายในอาคารให้สูงขึ้นแล้วทำการปูอิฐปิดพื้นด้านบนที่เป็นพื้นใช้งานภายในอาคาร ซึ่งน่าจะมีเหตุผลมาจากการพยายามยกอาคารให้สูงขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม ซึ่งการดำเนินการนี้ยังอยู่ในรูปแบบแผนผังเดิมของอาคาร ทั้งนี้หลักฐานในบริเวณที่ใกล้กันพบหลักฐานสำคัญอีกประการ คือ บริเวณฐานอาคารที่เคยเป็นฐานเสาเดิม มีฐานเสาซีเมนต์ที่มีการเสริมเหล็กทับลงไปบนฐานเสาเดิม (ในบริเวณฐานเสาเดิมที่ตั้งอยู่รอบอาคารและกลางอาคารพบลักษณะการนำฐานเสาใหม่ทับลงบนฐานเสาเดิมในทุกจุด) ซึ่งหลักฐานดังกล่าวสัมพันธ์กับการขยายปีกด้านขวาและซ้ายของอาคารออกไปอีก 1 ห้อง จึงสรุปได้ว่า ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ได้มีการปรับปรุงเพิ่มเติมอาคาร โดยสร้างปีกด้านซ้ายและขวาของอาคารเพิ่มและได้เปลี่ยนระบบการรับน้ำหนักของเสาเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด ซึ่งเมื่อพิจารณาจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่เป็นภาพถ่ายเก่า 2 ชิ้นประกอบ คือ ภาพถ่ายทางอากาศของวิลเลียม ฮันท์ ในปี 2487 และภาพถ่ายเก่าบริเวณด้านหน้าอาคาร ปี 2498 ที่พบผังอาคารสอดคล้องกับที่ได้กล่าวมานี้ จึงสรุปโดยคร่าวๆได้ว่า ผังอาคารและระบบรับน้ำหนักในลักษณะดังกล่าว เป็นการทำขึ้นเพื่อรองรับการเป็นอาคาร 2 ชั้น ซึ่งมีมาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2487 เป็นอย่างน้อย
องค์ความรู้ตอนที่ 2 ที่นำเสนอในวันนี้มีชื่อว่า "Ep.2 เมืองโบราณยะรัง = ลังกาสุกะ?" นำเสนอเกี่ยวกับชื่อ “ลังกาสุกะ” ที่ปรากฏในเอกสารโบราณต่างๆ และสันนิษฐานว่ามีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองโบราณยะรัง
ลังกาสุกะ เป็นชื่อเมืองที่ปรากฏอยู่ในเอกสารโบราณ กล่าวกันว่าเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 – 21 ผลจากการศึกษาเอกสารโบราณ นักวิชาการได้สรุปในเบื้องต้นว่าที่ตั้งของเมืองลังกาสุกะนั้นตั้งอยู่บริเวณคาบสมุทรมลายูโดยมีพื้นที่ครอบคลุมบริเวณ 3 จังหวัดชายแดนใต้และบริเวณเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันนักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าลังกาสุกะนั้นตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองโบราณยะรัง
แต่ทั้งนี้การศึกษาเรื่องเอกสารโบราณยังมีข้อถกเถียงอีกมากมายหลายประการ การนำเสนอองค์ความรู้ในครั้งนี้เป็นเพียงทฤษฎีหนึ่งในการศึกษาเมืองลังกาสุกะที่ผ่านมา การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อมูลทางด้านวิชาการถือเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ แต่ทั้งนี้ การศึกษาเอกสารโบราณ ยังมีปัญหาอีกมากในการนำมาใช้งาน ทั้งการอ่านหรือแปลความ หรืออคติของผู้เขียนเอง ดังนั้น การศึกษาเอกสารโบราณเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการตีความทางด้านโบราณคดี
---------------------------
Ep1 เมืองโบราณยะรัง : เมืองโบราณสำคัญในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้
https://www.facebook.com/fad11songkhla/posts/628320109334790
Ep2 เมืองโบราณยะรัง = ลังกาสุกะ?
Ep3 เมืองโบราณยะรัง : การดำเนินงานทางด้านโบราณคดี
Ep4 เมืองโบราณยะรัง : โบราณสถานและโบราณวัตถุชิ้นพิเศษ
EP5 เมืองโบราณยะรัง : การศึกษาตำแหน่งที่ตั้งโบราณสถานด้วยเทคโนโลยีไลดาร์ (Li-DAR)
Ep6 เมืองโบราณยะรัง : การศึกษาชายฝั่งทะเลโบราณอ่าวปัตตานี
---------------------------
อ้างอิง
กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร. พัฒนาการทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ๓ จังหวัดชายแดนใต้. สงขลา : สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา, ๒๕๖๕.
อมรา ศรีสุชาติ.ศรีวิชัยในสุวรรณทวีป. กรุงเทพฯ:กรมศิลปากร,๒๕๕๗.
---------------------------
ข้อมูลการศึกษาลังกาสุกะเพิ่มเติม
Gustaaf Schlegel, “Geographical Notes Lang-ga-siu or Lang-ga-su and Sih-lan shan Ceylon, in T’uong Pao vol.9 No.3 (1898), 191-200
Ed. Huber, “Reviewed Work: En Oud-Javaansch geschiedkundig gedicht uit het bloeitijdperk van Madjapahit by H. Kern”in Bulletin de l'École française d'Extrême-Orient Vol.4, No. 1/2 (janvier-juin 1904), 474-475
Paul Pelliot, Deux itinéraires de Chine en Inde à la fin du VIIIe siècle in Bulletin de l'École française d'Extrême-Orient ,1904 vol 4, 131-413
G.E. Gerini, “The Nagarakretakama list of the countries on the Indo-Chinese mainland” in Journal of the Royal Asiatic Society of Great Britain & Ireland, (1905), 485-511
Charles Otto Blagden, “Siam and the Malay peninsula” in Journal of the Royal Asiatic Society of Great Britain & Ireland, (1906), 107-119
G.P. Rouffaer, Was Malaka Emporium Voor 1400 A. D., Genaamd Malajoer? En Waar Lag Woerawari, Ma-Hasin, Langka, Batoesawar? in Bijdragen tot de taal-, land- en volkenkunde, deel Ixxvii (1921), 359-569
W. Linehan, “Langkasuka The Island of Asoka” in Journal of the Malayan Branch of the Royal Asiatic Society, Vol. 21, No. 1 (144) (April 1948), pp. 119-123.
G. Ferrand, “Le Melaka, Le Melayur” in Journal Asiatique (paris), 1918, 391-484.
George Coedes, “Le royaume de Crivijaya” in Bulletin de l'École française d'Extrême-Orient ,1918 vol XVIII,no.6, 1-36. and Les états hindouisés d'Indochine et d'Indonésie (Paris : De Boccard, 1964)
Roland Braddell, “Notes on Ancient Times in Malaya - Langkasuka and Kedah” in Journal of the Malayan Branch of the Royal Asiatic Society, Vol. 23, No. 1 (151) (February, 1950), 1-36.
Paul Wheatley, “Langkasuka” in The Golden Khersonese (Kuala Lumpur : University of Malaya Press, 1961), 252 - 267.
ในที่ประชุมมรดกโลก ครั้งที่ ๔๓ พอใจการดำเนินงานของกรมศิลปากรในการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา พร้อมขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพ และกลุ่มเทวสถานปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำและปราสาทปลายบัด ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List)
นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า จากการเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกว่าด้วยเรื่องการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลก สมัยประชุมที่ ๔๓ ณ เมืองบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจัน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๓๐ มิถุนายน – ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒ มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรมศิลปากร๒ เรื่อง ได้แก่
๑. การรายงานสถานภาพการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการติดตามตรวจสอบของศูนย์มรดกโลก โดยในปีนี้มีแหล่งมรดกโลก ๑๑๒ แหล่ง ที่ยังคงต้องส่งรายงานสถานภาพการอนุรักษ์ตามที่ศูนย์มรดกโลกร้องขอ รวมถึงมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาด้วย โดยกรมศิลปากรได้ส่งรายงานสถานภาพการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ตามร่างข้อตัดสินใจขององค์กรที่ปรึกษา (ICOMOS )สรุปผลจากที่ประชุมฯ ดังนี้
๑.๑ ที่ประชุมรับทราบและชื่นชมความพยายามในการอนุรักษ์และการจัดการ โดยเฉพาะการปรับปรุงแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา (พ.ศ.๒๕๖๑ –๒๕๗๐) รวมถึงยุทธศาสตร์การป้องกันความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
๑.๒ เห็นชอบการปรับระเบียบกฎเกณฑ์การขออนุญาตก่อสร้างอาคารเพื่อปกป้องคุณค่าความเป็นสากลอันโดดเด่นของพื้นที่โบราณสถาน
๑.๓ ร้องขอให้ไทยติดตามแผนการดำเนินการตามคำสั่งรื้อถอนอาคาร มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีผลกระทบทางลบต่อคุณค่าความเป็นสากลอันโดดเด่นของพื้นที่โบราณสถาน
๑.๔ ที่ประชุมพอใจกับการจัดให้มีกิจกรรมการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของงานช่างฝีมือในท้องถิ่น ตลอดจนการส่งเสริมให้มีการฝึกอบรมเฉพาะทาง
๑.๕ ส่งเสริมให้ไทยเฝ้าระวังพื้นที่โบราณสถานที่มีชื่ออยู่ในบัญชีอย่างสม่ำเสมอและเพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการแทรกแซงใดๆ ต่อพื้นที่โบราณสถาน จะต้องอยู่บนหลักการของการอนุรักษ์ทางวิทยาศาสตร์และคงไว้ซึ่งโครงสร้างทางกายภาพและเทคนิคแบบดั้งเดิม
๑.๖ ร้องขอให้ไทยต้องแจ้งต่อศูนย์มรดกโลก (World Heritage Centre) ถึงแผนการในอนาคตสำหรับการอนุรักษ์โบราณสถานหรือการก่อสร้างในพื้นที่ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณค่าความเป็นสากลอันโดดเด่นของพื้นที่โบราณสถาน
๑.๗ ร้องขอเพิ่มเติมให้ขยายขอบเขตของพื้นที่โบราณสถานที่เป็นมรดกโลก เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงร่องรอยอันสมบูรณ์และรุ่งเรืองของอยุธยา โดยให้ส่งพร้อมรายงานสถานภาพการอนุรักษ์ รวมทั้งแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และระเบียบเกณฑ์การขออนุญาตปลูกสร้าง (ปรับปรุง) ให้จัดส่งรายงานต่อศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๓
๒. ที่ประชุมมีมติรับรองแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย จำนวน ๒ แหล่ง ได้แก่ เมืองโบราณศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ และ กลุ่มเทวสถานปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำและปราสาทปลายบัด จ.บุรีรัมย์ ขึ้นทะเบียนในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) โดยประเทศไทยจะต้องเตรียมจัดทำเอกสารเพื่อนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมดังกล่าวเข้าสู่บัญชีมรดกโลกต่อไป
ภาพ : เขาคลังนอก อุทยานประวัติศาสตร์ ศรีเทพ
ภาพ : อุทยานประวัติศาสตร์ พนมรุ้ง
ภาพ : ปราสาทเมืองต่ำ
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ เมืองนารา ประเทศญี่ปุ่น
๑. ชื่อโครงการ
The Training Course on Cultural Heritage Protection in the Asia Pacific Region ๒๐๑๖: Research, Analysis, Preservation and Utilisation of Archaeological Sites and Remains
๒. วัตถุประสงค์
เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถให้แก่ผู้ที่ทำงานในด้านการวิจัย วิเคราะห์ อนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์จากโบราณสถานและโบราณวัตถุ ให้สามารถนำวิธีการและเทคโนโลยีที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมในประเทศของตนได้
๓. กำหนดเวลา
๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๙ – ๒๙ กันยายน ๒๕๕๙
๔. สถานที่
Asia – Pacific Cultural Centre for UNESCO (ACCU Nara Office) จังหวัดนารา ประเทศญี่ปุ่น
๕. หน่วยงานผู้จัด
Asia – Pacific Cultural Centre for UNESCO (ACCU)
๖. หน่วยงานสนับสนุน
- Agency for Cultural Affairs, Japan (Bunkacho)
- Asia – Pacific Cultural Centre for UNESCO (ACCU)
- International Centre for the Study of the Preservation and Restoration of Cultural Property (ICCROM)
- National Institutes for Cultural Heritage, Tokyo
- National Research Institute for Cultural Properties, Nara
- Japan Consortium for International Cooperation in Cultural Heritage, Ministry of Foreign Affairs of Japan
- Nara Prefectural Government
- Nara City Government
๗. กิจกรรม
กิจกรรมในการฝึกอบรมสามารถแบ่งออกเป็นหัวข้อใหญ่ได้ดังนี้
- การศึกษาวิธีการสงวนรักษาและการใช้ประโยชน์จากโบราณสถานและโบราณวัตถุ
- การศึกษาระบบการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมในประเทศญี่ปุ่น
- การศึกษาวิธีการบันทึกข้อมูลหลักฐานทางโบราณคดีด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การถ่ายภาพ การวาดภาพ การสำเนาจารึก เป็นต้น
- การศึกษาวิธีการจัดการแหล่งโบราณคดี และการมีส่วนร่วมของชุมชนในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม
- การศึกษาวิธีการสงวนรักษาหลักฐานทางโบราณคดีด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เช่น ผลกระทบจากความเค็มและมลทินภายในดินต่อหลุมจัดแสดงหรือโบราณวัตถุ การอนุรักษ์โบราณวัตถุจากไม้และอินทรียวัตถุ วิธีการเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อมภายในอาคารจัดแสดงหรือแหล่งโบราณคดีด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
- การศึกษาเรื่ององค์กรระหว่างประเทศและการขึ้นทะเบียนมรดกโลก
- การทัศนศึกษาแหล่งโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ในจังหวัดนารา ได้แก่ Kasuga-taisha Shrine, Gango-ji Temple, Todai-ji Temple, Nara Palace Site, Palaitial Garden in Nara Capital Site, Isui-en Garden, Asuka Historical Museum, The Museum and Archaeological Institute of Kashihara, Horyu-ji Temple และ Ikaruga Centre for Cultural Heritage
- การทัศนศึกษาแหล่งโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ในจังหวัดนางาซากิ ได้แก่ Oura Church, Glover Garden, Dejima และ Nagasaki Museum of History and Culture
๘. คณะผู้แทนไทย
นางสาวทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์ นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ ๙ ขอนแก่น
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
ในการเข้าร่วมการฝึกอบรมในครั้งนี้ สาระสำคัญของกิจกรรมคือ การศึกษาวิธีการวิจัย วิเคราะห์ อนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์จากโบราณสถาน – โบราณวัตถุตามแนวทางของประเทศญี่ปุ่น โดยการไปศึกษายังสถานที่ทำงาน พิพิธภัณฑ์ และโบราณสถานที่มีการพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะโบราณสถานที่มีการสร้างอาคารขึ้นมาใหม่ (Reconstruction) โดยอาศัยการวิเคราะห์หลักฐานทางโบราณคดีที่พบจากการขุดค้นและจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างอาคารจำลองที่มีขนาดและสัดส่วนใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุดขึ้นมาบนสถานที่และตำแหน่งเดิม และพัฒนาสถานที่เหล่านั้นให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ – โบราณคดี ตลอดจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติให้เข้ามาเที่ยวชมได้อย่างต่อเนื่อง เช่น Nara Palace site, Palatial Garden, Dejima เป็นต้น
นอกจากนี้ ได้มีการจัดกิจกรรมไปทัศนศึกษาวิธีการจัดแสดงนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับงานโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นจะมีการสร้างพิพิธภัณฑ์เฉพาะเรื่องหรือเฉพาะแหล่งเอาไว้เกือบทุกสถานที่ท่องเที่ยวทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม โดยพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งจะจัดแสดงเนื้อหาที่มีความสัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดีหรือโบราณสถานนั้นๆ เช่น พิพิธภัณฑ์ในพื้นที่เกาะ Dejima ที่นอกเหนือไปจากการก่อสร้างอาคารจำลองขึ้นมาใหม่แล้ว ยังมีการจัดแสดงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการค้าทางทะเล สภาพวิถีชีวิตของผู้คนในเกาะ Dejima หลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบในพื้นที่ และวิธีการก่อสร้างอาคารต่างๆ เป็นต้น
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
จากการเข้าร่วมการฝึกอบรมในครั้งนี้ ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าประเทศไทยสามารถนำวิธีการจัดการและการใช้ประโยชน์จากแหล่งโบราณคดีและมรดกทางวัฒนธรรมที่ประเทศญี่ปุ่นใช้ มาปรับประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้หลายประการ เช่น
- การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในสถานที่ท่องเที่ยว เช่น ห้องสุขา ทางลาดสำหรับผู้พิการหรือผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็น ทางเดินและป้ายบรรยายสำหรับผู้พิการทางสายตา การจัดเส้นทางเดินเพื่อการท่องเที่ยวแบบทางเดียว (One Way) ซึ่งสะดวกต่อการจัดระบบการท่องเที่ยว การจัดทำป้ายบอกทางหรือป้ายสัญลักษณ์เตือนต่างๆ ที่เข้าใจง่าย เป็นต้น
- การป้องกันอุบัติเหตุและการรับมือในกรณีฉุกเฉินในสถานที่ท่องเที่ยว เช่น อุปกรณ์ช่วยชีวิต (AED – Automated External Defibrillator) อุปกรณ์การปฐมพยาบาล หรือถังดับเพลิง โดยสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะถูกติดตั้งไว้ที่ประตูทางเข้าอาคารในจุดที่มองเห็นได้ง่าย เป็นต้น
- การสร้างความร่วมมือกับประชาชนในการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดี โดยการจัดตั้งองค์กรอาสาสมัครในการดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรม อาสาสมัครกลุ่มนี้จะปฏิบัติหน้าที่และกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับรัฐบาลและภาคประชาชน เช่น กิจกรรมทำความสะอาดโบราณสถาน กิจกรรมถ่ายทอดความรู้ทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์แก่นักเรียนในโรงเรียน กิจกรรมสำรวจแหล่งโบราณคดีร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ กิจกรรมมัคคุเทศก์อาสาสมัครตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ อาสาสมัครในการขุดค้นทางโบราณคดี หรือการเป็นผู้ช่วยนักโบราณคดี เป็นต้น
- จากการเข้าฝึกอบรมข้าพเจ้าพบว่า ประเทศญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับรายละเอียดของโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้น โดยมีการศึกษาในรายละเอียดอย่างลึกซึ้ง และไม่เน้นปริมาณหรือจำนวนแหล่งที่ขุดค้นได้ในแต่ละปี (เฉพาะแหล่งขุดค้นเพื่อการศึกษา) เนื่องจากต้องการสงวนรักษาแหล่งโบราณคดีเอาไว้ให้คนรุ่นถัดไปได้มีพื้นที่ศึกษา
- จากการเข้าฝึกอบรมพบว่าประเทศญี่ปุ่นมีระบบการจัดแบ่งประเภทของมรดกทางวัฒนธรรมที่ชัดเจนและเป็นแบบแผนของตนเอง (เอกสารอัดสำเนา ๑) ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าประเทศไทยสามารถนำรูปแบบดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการจัดแบ่งมรดกทางวัฒนธรรมของเราได้ ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการและการอนุรักษ์ทำได้ง่ายและชัดเจนมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าหากในปีถัดไปทางประเทศญี่ปุ่นมีการจัดกิจกรรมเช่นนี้ขึ้นอีก ก็ควรส่งข้าราชการของกรมศิลปากรเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้และทักษะในการทำงานด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ อันจะเป็นประโยชน์ที่สามารถนำมาพัฒนาการทำงานด้านวัฒนธรรมในประเทศไทยต่อไปในอนาคต
ลงชื่อ.........................................................................
(นางสาวทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์)
ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
ชื่อเรื่อง สรุปผลการดำเนินงานด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ 2551ผู้แต่ง สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุพรรณบุรีประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือท้องถิ่นISBN/ISSN -หมวดหมู่ ประเพณี ขนบธรรมเนียม คติชนวิทยาเลขหมู่ 390.09593 ส691สสถานที่พิมพ์ ม.ป.ท.สำนักพิมพ์ ม.ป.พ.ปีที่พิมพ์ 2551ลักษณะวัสดุ 80 หน้า : ภาพประกอบ,ตาราง ; 29 ซม.หัวเรื่อง ประเพณี--ขนบธรรมเนียม--คติชนวิทยาภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก สรุปผลการทำงาน ประจำปีงบประมาณ 2551 เดือนตุลาคม 2550 – กันยายน 2551 ของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐตุรกี
๑. ชื่อโครงการ การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ ๔๐ (40th Session of the World Heritage Committee)
๒. วัตถุประสงค์
๑. เพื่อสังเกตการณ์การประชุมคณะกรรมการมรดกโลก(the World Heritage Committee) ในการพิจารณาแหล่งมรดกวัฒนธรรมและธรรมชาติที่อยู่ในภาวะวิกฤติ (World Heritage in Danger) การเสนอขอขึ้นบัญชี (Tentative List) การนำเสนอการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก (Nominative Dossier for World Heritage Registration) การตรวจสอบแหล่งมรดกโลก การบริหารจัดการ และ หลักการ ระเบียบ กฏเกณฑ์ เงื่อนไข สำหรับแหล่งที่จะเป็น/ได้เป็นแหล่งมรดกโลก ตลอดจนขั้นตอนและวิธีในการพิจารณาตัดสินประเมินแหล่งตามคุณค่าอันเป็นสากลที่ต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองตามกฏบัตรของยูเนสโก และพิจารณาข้อร้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนมรดกโลก (World Heritage Fund) ฯลฯ
๒. เพื่อประชุมเจรจาและหารือกับ International Council on Monuments and Sites (ICOMOS ) หรือ อีโคโมส เพื่อขอให้อีโคโมสสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญสำหรับการให้คำแนะนำในการจัดทำรายการแหล่งที่จะขอขึ้นบัญชี (Tentative List) การจัดทำ/เขียนเอกสารนำเสนอแหล่งมรดกวัฒนธรรมเพื่อการประกาศเป็นมรดกโลก (Nomination Dossier for World Heritage Registration) แหล่งต่างๆของประเทศไทย ที่จะนำเสนอในปีนี้และปีต่อๆไป การจัดทำการแก้ไขปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเอกสารการนำเสนอแหล่งมรดกวัฒนธรรม คือแหล่งอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทที่ได้รับผลการพิจารณาจากอีโคโมสว่า “เลื่อนการพิจารณาออกไปเพื่อให้นำกลับไปทำใหม่เพราะขาดความสมบูรณ์เป็นส่วนใหญ่” (Deferral) และรัฐบาลไทยขอถอนจากวาระการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกในปีนี้
๓.เพื่อศึกษาแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่เป็นมรดกโลกแล้วหรืออยู่ในบัญชี หรือกำลังนำเสนอขอขึ้นบัญชีของประเทศตุรกีที่มีความเหมือนและต่างกับแหล่งมรดกโลกของไทยเพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการดำเนินการแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยทั้งแหล่งที่เป็นอยู่แล้วและที่กำลังขอให้อยู่ในบัญชี/หรือขอการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก
๓. กำหนดเวลา ....วันที่ ๘ ถึง วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
๔. สถานที่ .....Istanbul Congress Centre/Istanbul sites in Istanbul กรุงอีสตันบูล สาธารณรัฐตุรกี
๕. หน่วยงานผู้จัด .... ศูนย์มรดกโลกแห่งยูเนสโก (UNESCO World Heritage Centre/WHC) กระทรวงการต่างประเทศแห่งตุรกี กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแห่งตุรกี คณะกรรมการยูเนสโกแห่งชาติตุรกี องค์การบริหารการปกครองกรุงอีสตันบูล หน่วยงานอำนวยการบริหารจัดการแหล่งของกรุงอีสตันบูล
๖. หน่วยงานสนับสนุน ... กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
๗. กิจกรรม
๑. ร่วมประชุมในฐานะผู้สังเกตการณ์ของรัฐภาคี (Observer State Party) ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญ ครั้งที่ ๔๐ (40th Session of the World Heritage Committee)
๒. ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการและการบรรยายทางวิชาการต่างๆในศูนย์สภาอีสตันบูล ซึ่งจัดคู่ขนานกับการประชุมฯในข้อ ๑
๓.ประชุมเจรจาหารือร่วมกับผู้แทนอีโคโมส(ICOMOS) เพื่อขอให้พิจารณาให้ประเทศไทยเข้าสู่โครงการUpstream Process เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญให้ความช่วยเหลือในการจัดทำTentative List/Nomination Dossierและเอกสารประกอบอื่นๆของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมตลอดจนการร่วมกันทำรายละเอียดและแผนปฏิบัติการสำหรับโครงการนี้เฉพาะประเทศไทย
๔. ศึกษาแหล่งมรดกวัฒนธรรมของเมืองอีสตันบูล สาธารณรัฐตุรกี ทั้งที่เป็นแหล่งมรดกโลกแล้วและแหล่งที่ขึ้นบัญชีเพื่อดำเนินการขอการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเและแหล่งมรดกโลกเมืองบูซาสาธารณรัฐตุรกี เพื่อนำมาเป็นกรณีศึกษาเปรียบเทียบกับแหล่งมรดกวัฒนธรรมที่จะขอเป็นมรดกโลกของประเทศไทย
๘. คณะผู้แทนไทย
นางอมรา ศรีสุชาติ นักโบราณคดีทรงคุณวุฒิ (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณคดี (โบราณคดีและพิพิธภัณฑ์))
[อนึ่ง มีกลุ่มผู้แทนไทยจำนวน ๑๖ คน ซึ่งมาจากกระทรวงทรัพยากรธรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทนประเทศและผู้สังเกตการณ์ ร่วมประชุมฯในส่วนของมรดกโลกทางธรรมชาติ]
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
๙.๑ การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ ๔๐ (40th Session of the World Heritage Committee)
-องค์ประกอบหลักของการประชุมประกอบด้วย
๑)ประธานการประชุม (Chairperson) ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากผู้อำนวยการใหญ่แห่งองค์การยูเนสโก ซึ่งการประชุมครั้งนี้ฯพณฯเอกอัครราชทูตตุรกีประจำยูเนสโกคือ นางลาเล อุลเกอร์ (Ambassador Lale Ülker) เป็นประธานการประชุม เนื่องจากสาธารณรัฐตุรกีเป็นเจ้าภาพสถานที่จัดการประชุมฯ นอกจากนี้ยังมีรองประธานฯ และผู้บันทึกและรายงานการประชุมฯ
๒)คณะกรรมการมรดกโลก (World Heritage Committee) ประกอบด้วย ประเทศที่ได้รับการคัดเลือก ๒๑ รัฐภาคี (ประเทศ) ได้แก่ แองโกลา อัซเซอไบจัน บูร์กินาฟาโซ โครเอเชีย คิวบา ฟินแลนด์ อินโดนีเซีย จาไมกา คาซักสตาน คูเวต เลบานอน เปรู ฟิลิปปินส์ โปแลนด์ โปรตุเกส สาธารณรัฐเกาหลี ตูนีเซีย ตุรกี สาธารณสหรัฐแทนซาเนีย เวียดนาม และซิมบับเว
๓)รัฐภาคีสมาชิก (State Parties) ของศูนย์มรดกโลก มีผู้แทน ๑ คน ไม่มีสิทธิในการออกเสียง แต่สามารถขอชี้แจงเมื่อคณะกรรมการฯเห็นชอบให้ชี้แจงเป็นเฉพาะกรณี
๔) องค์กรที่ปรึกษา (Advisory Capacity) ประกอบด้วยผู้แทนขององค์กรต่อไปนี้ International Centre for the Study of the Preservation and Restoration of Cultural Property (ICCROM), International Council on Monuments and Sites (ICOMOS), World Conservation Union และInternational Union for Conservation of Nature and Natural Resources (IUCN)
๕) ผู้สังเกตการณ์ (Observer) ประกอบด้วย ผู้ยื่นความประสงค์เข้าร่วมประชุมฯโดยการเสนอชื่อของข้อ ๑ ๒ ๓ และ ๔ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรจากรัฐภาคีสมาชิก ต้องเสนอผ่านตามขั้นตอนและได้รับแจ้งการยอมรับให้เข้าประชุมฯเท่านั้น
๖)ผู้แทนจากหน่วยงานNGO ซึ่งได้รับการรับรองให้เข้าร่วมการประชุมฯจากคณะกรรมการจัดการประชุมฯ
๗)สื่อมวลชนซึ่งได้รับการรับรองให้เข้าร่วมการประชุมจากคณะกรรมการจัดการประชุมฯ
-สาระของวาระการประชุมฯที่สำคัญประกอบด้วย
๑)รายงานผลการประชุมคณะกรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๙ ที่กรุงบอนน์ ประเทศเยอรมัน (ครั้งที่ผ่านมา พุทธศักราช ๒๕๑๕)
๒)รายงานการปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติการ (Operational Guideline)
๓)รายงานกิจกรรมและการปฏิบัติการและการปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการมรดกโลก
๔)รายงานขององค์กรที่ปรึกษาในการปฏิบัติการในแหล่งมรดกโลกต่างๆและกิจกรรมต่างๆ
๕)ข้อตกลง(สนธิสัญญา)ของมรดกโลกเรื่อง “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” (Sustainable Development)
๖) รายงานโครงการต่างๆของมรดกโลกและการติดตามผลการดำเนินงานของศูนย์มรดกโลกเรื่อง ยุทธวิธีและความก้าวหน้าในการดำเนินการเรื่อง “การสร้างหรือเพิ่มพูนสมรรถนะต่อคน/การปฏิบัติงานอนุรักษ์คุ้มครองแหล่งมรดกโลก” (Capacity-Building)
๗) สถานะของการอนุรักษ์สมบัติที่ป็นมรดกโลก กรณีติดตามสถานะหรือความก้าวหน้า (Monitoring) ของการบริหารจัดการด้านการปกป้องคุ้มครองและอนุรักษ์ (State of conservation of World Heritage Property) แหล่งมรดกโลกที่ถูกคุกคาม (Endangered Heritage) หรืออยู่ในภาวะวิกฤติ (World Heritage in Danger) อันเนื่องมาจาก:
-ภัยคุกคามจากสงครามหรือความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศและระหว่างประเทศ เช่น แหล่งAshur (Gui’at Sharqat) ประเทศอีรัก, Ancient City of Aleppo ประเทศซีเรีย
-ภัยคุกคามจากธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหวโบราณสถานหักพังในแหล่งKathmandu Valley ประเทศเนปาล แผ่นดินไหวในแหล่ง Sukur Cultural Landscape ประเทศไนจีเรีย
-ภัยคุกคามจากการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเกินควร เช่น การใช้พื้นที่กันชนและพื้นที่อนุรักษ์ทำเกษตรกรรมเกินขีดและการตัดถนนเข้าไปในพื้นที่อนุรักษ์ โดยเฉพาะในพื้นที่กันชนที่แหล่งHistorical Monuments of Mtskheta ประเทศจอร์เจีย การใช้พื้นที่ปลูกไร่อ้อยในแหล่งLower Valley of the Omo ประเทศเอธิโอเปีย การสร้างสิ่งก่อสร้างที่เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์วัฒนธรรมของแหล่งLiverpool-Maritime Mercantile City สหราชอาณาจักร (ประเทศอังกฤษ) และประเทศไอร์แลนด์เหนือ
-ภัยคุกคามจากการขาดการดูแลที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐาน หรือ การบูรณะอย่างผิดๆ เช่น กรณีเพลิงไหม้แหล่งTomb of Askia ประเทศมาลี, Tomb of Buganda Kings at Kasubi ประเทศอูกานดา กรณีแผ่นดินไหวในเนปาล โบราณสถานในแหล่ง Kathmandu Valley พังแล้วชาวบ้านไปบูรณะปฏิสังกรณ์เองโดยใช้วัสดุและวิธีการไม่ถูกหลักวิชา ขัดหลักการอนุรักษ์ เสียคุณค่าความเป็นของแท้ดั้งเดิม
-ภัยคุกคามจากการลักลอบกระทำผิดกฎหมาย/การโจรกรรมสมบัติวัฒนธรรม เช่น การขโมยโบราณวัตถุจากโบราณสถานและพิพิธภัณฑสถานจากแหล่งAncient Villages of Northern Syria/Site of Palmyra ประเทศซีเรีย, การลักลอบล่าและฆ่าสัตว์ป่าในแหล่งTimbaktu ประเทศมาลี การลักลอบตัดไม้พยุงของแหล่งเขาใหญ่ ประเทศไทย
รายงานและติดตามผลการปฏิบัติการจากรัฐภาคีว่ามีแนวทางการแก้ปัญหาและแผนการแก้ไขคืบหน้าหรือมีผลอย่างไร หากไม่ดีพอจะประกาศให้อยู่ในบัญชีแหล่งมรดกโลกในภาวะวิกฤติ (World Heritage in Danger) และศูนย์มรดกโลกและเครือข่ายตลอดจนรัฐภาคีจะมีแนวทางการแก้ไข มาตรการ การให้ความช่วยเหลือ การฟื้นฟู และแผนการระยะสั้นและระยะยาวอย่างยั่งยืนและทุนสนับสนุนในการดำเนินการต่อเรื่องดังกล่าวเป็นเฉพาะกรณีอย่างไร
ผลจากการประชุมคณะกรรมการฯให้หลายประเทศจำเป็นต้องประกาศให้อยู่ใน World Heritage in Danger (มรดกโลกในภาวะวิกฤติ) บางแหล่งให้ดำเนินแผนการบริหารจัดการใหม่กับAdvisory Body ถ้าทำได้ตามแผนก็จะประกาศถอนฯ แต่ถ้าไม่ได้หรือไม่ยอมดำเนินการใดๆก็จะประกาศถอนออกจากความเป็นแหล่งมรดกโลก บางแหล่งที่มีแนวโน้มว่ากำลังจัดการได้ จึงยังไม่ให้อยู่ในWorld Heritage in Danger List แต่เฝ้าระวังหรือให้ร่วมกันดำเนินระหว่างรัฐภาคีกับAdvisory Body หรือผู้เชี่ยวชาญจากรัฐภาคีอื่นที่จะเข้ามาช่วย บางแหล่งให้อยู่ในแผนฯของกองทุนของศูนย์มรดกโลก (World Heritage Fund)/หรือแผนงานช่วยเหลือขององค์กรที่ปรึกษา(Advisory Body) เพื่อให้ทุนสนับสนุนในการฟื้นฟูแหล่งฯ
ในกรณีแหล่งเขาใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ คณะกรรมการมรดกโลกเห็นถึงความพยายามในการแก้ปัญหาและความพยายามของรัฐบาลไทยในการใช้มาตรการทางกฎหมายต่อกรณีภัยคุกคามจากการลักลอบกระทำผิดกฎหมายฯ จึงยังไม่ขึ้นบัญชีให้อยู่ในแหล่งมรดกโลกในภาวะวิกฤติ แต่จะติดตามตรวจสอบผลอย่างใกล้ชิดว่าจะมีพัฒนาการ มีมาตรการที่ก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและอนุรักษ์พื้นที่ป่าไว้ในสภาพเดิมหรือฟื้นฟูสภาพให้กลับฟื้นคืนได้อย่างไร
๘)การพิจารณาเพื่อประกาศขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกวัฒนธรรม (Cultural Property) แหล่งมรดกธรรมชาติ (Natural Property) และ แหล่งมรดกผสมระหว่างวัฒนธรรมและธรรมชาติ (Mixed Property)ที่นำเสนอต่อศูนย์มรดกโลก และศูนย์ฯมอบหมายให้องค์กรที่ปรึกษา คือ ICOMOS และ/หรือ IUCN ดำเนินการประเมินตามกระบวนการและมาตรฐานที่โปร่งใส ทั้งสองหน่วยงานฯ รายงานผลการประเมินต่อคณะกรรมการทีละรายการ จากนั้นกรรมการแต่ละท่านจะกล่าววิจารณ์ สนับสนุน-โต้แย้ง-เพิ่มเติมความเห็น ผลการประเมินฯและรายงานสรุปซึ่งศูนย์มรดกโลกจัดทำไว้ล่วงหน้า (ตามผลประเมินขององค์กรที่ปรึกษา) ตลอดจนแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายงานที่ฝ่ายเลขานุการแจ้งว่าแหล่งที่นำเสนอแหล่งใดพิจารณาว่าอยู่ในสถานะใด ดังนี้ (๑) ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก (Inscribed) (๒)รับไว้พิจารณาว่าจะให้ขึ้นทะเบียนได้ แต่ต้องไปดำเนินการเพิ่มเติมในรายละเอียดบ้างเพื่อให้สมบูรณ์และส่งมาใหม่ (Referral) (๓) ยังไม่พิจารณา เพราะขาดความสมบูรณ์อยู่มากให้กลับไปทำมาใหม่ (Deferral) (๔) ไม่ผ่านการประเมิน ไม่ประกาศขึ้นทะเบียนฯ (Non-inscribed) ผลปรากฏดังต่อไปนี้:
-แหล่งที่คณะกรรมการฯไม่ต้องนำมาพิจารณาว่าจะอยู่ในสถานะใด เนื่องจากขอถอนออกจากวาระการประชุมพิจารณาครั้งนี้มี ๙ แหล่ง ดังนี้ แหล่งของประเทศ (๑)อิตาลี (๒)เชคโกสโลวาเกียเสนอร่วมกับเยอรมนี (๓)เยอรมนี (๔)ญี่ปุ่น (๕)มอนเตเนโกร (๖)เกาหลี (๗)- (๘)รัสเซีย(๒ แหล่ง) และ (๙)ไทย
-แหล่งที่ได้รับการพิจารณาประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก (Inscribed) ในพุทธศักราช ๒๕๕๙ (ค.ศ. ๒๐๑๖) มีดังนี้:
แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม (World Cultural Heritage Site) จำนวน ๑๒ แหล่ง ได้แก่ Antigua Naval Dockyard and Related Archaeological Sites (Antigua and Barbuda), The Architectural Work of Le Corbusier, an Outstanding Contribution to the Modern Movement (Argentina/Belgium/France/Germany/India/Japan/Switzeland), Stećci-Medieval Tombstones (Bosnia and Herzegovina/Croatia/Montenegro/Serbia), Pampulha Modern Ensemble (Brazil), (Zuojiang Huashan Rock Art Cultural Landscape (China), Archaeological Site of Philippi (Greece), Archaeological Site of Nalanda Mahavihara (India), The Persian Qanat (Iran), Antequera Dolmens Site (Spain), Archaeological Site of Ani (Turkey), Gibraltar Nianderthal Caves and Environments (United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland), Madol: Ceremonial Centre of Eastern Micronesia (Micronesia) หมายเหตุ: แหล่งสุดท้ายนี้ พิจารณาเป็นกรณีพิเศษ คณะกรรมการฯมีมติประกาศให้ขึ้นทะเบียนและให้อยู่ในWorld Heritage List in Dangerทันที เพื่อเรียกร้องให้มีการสนับสนุนเข้าไปคุ้มครองฟื้นฟูแหล่งฯ
แหล่งมรดกธรรมชาติ (World Natural Heritage Site) จำนวน ๖ แหล่ง ได้แก่ Mistaken Point (Canada), Hebei Shennonggjia (China), Lut Desert (Iran), Western Tien-Shan (Kazakhstan/ Kyrgyzstan/ Uzbekistan), Archipiélago de Revillagigedo (Mexico), Sangeneb Marine National Park and Dungonab Bay-Mukkawar Island Marine National Park (Sudan)
แหล่งมรดกแบบผสม (วัฒนธรรม+ธรรมชาติ) จำนวน ๓ แหล่ง ได้แก่ Khangchendzonga National Park (India), Ennedi Massif: Natural and Cultural Landscape (Chad), The Ahwar of Southern Iraq: Refuge of Biodiversity and the Relict Landscape of the Mesopotamian Cities (Iraq) ส่วนแหล่ง Pimachiowin Aki ของประเทศแคนาดา องค์กรที่ปรึกษา (Advisory Body)ประเมินว่า สมควรให้ขึ้นทะเบียนได้ (Inscribed) และคณะกรรมการมรดกโลกก็มีมติให้ประกาศขึ้นทะเบียนฯอย่างเป็นเอกฉันท์ แต่รัฐภาคีเจ้าของแหล่งฯ (คือประเทศแคนาดา)แจ้งว่า ยังจะขอไม่ขึ้นทะเบียน ฯ(Inscribed) ขออยู่ในระดับ Referral ไปก่อน เพราะได้พิจารณาแล้วว่า ยังไม่พร้อมในการจัดทำแผนบริหารจัดการอนุรักษ์ได้อย่างสมบูรณ์ จึงยังขอไม่ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกในปีนี้ กรณีเช่นนี้ได้รับการสรรเสริญยกย่องจากคณะกรรมการมรดกโลกและที่ประชุมฯปรบมือให้อย่างมากเพราะแสดงความเปิดเผยตรงไปตรงมาและจริงใจจริงจัง และจิตวิญญาณอันแท้จริง(spirit)ในการอนุรักษ์คุ้มครองแหล่งมากกว่าหน้าตาของประเทศในการที่จะได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก
-แหล่งมรดกที่นำเสนอและคณะกรรมการพิจารณาให้เป็น “แหล่งที่รับไว้พิจารณาว่าจะให้ขึ้นทะเบียนได้ แต่ต้องไปดำเนินการเพิ่มเติมในรายละเอียดบ้างเพื่อให้สมบูรณ์และส่งมาใหม่” (Referral) ได้แก่ (๑) Key Works of Modern Architecture by Frank Lloyd Wright ประเทศสหรัฐอเมริกา แหล่งนี้อยู่ในTentative List กว่า ๗ ปีและได้รับการประเมินให้อยู่ในระดับที่๓ คือ “ยังไม่พิจารณา เพราะขาดความสมบูรณ์อยู่มากให้กลับไปทำมาใหม่” (Deferral) และได้ปรับแก้ไขตามข้อเสนอแนะถึง ๔ ครั้งรวมถึงครั้งนี้ โดยให้ลดจำนวนแหล่งสถาปัตยกรรมลงจาก ๒๒ แหล่งและปรับลดลงมาเรื่อย เหลือ ๑๙, ๑๗, ๑๐ ในแต่ละปี เสนอเข้ามาปีเว้นปี และในปีนี้องค์กรที่ปรึกษา (Advisory Body-ICOMOS) และคณะกรรมการมรดกโลกประเมินให้ลดลงเหลือ ๔ แหล่งที่แสดงคุณค่าอันเป็นสากลที่เป็นของแท้ดั้งเดิมและมีบูรณภาพ (Outstanding Universal Value: Authenticity & Integrity) มากพอที่จะเป็นตัวแทนความหมายที่เป็น “กุญแจ”: Key Works ตามชื่อที่บ่งบอกทั้งหมด (๒) Tectono-volcanic Ensemble of the Chaine des Puys and Limagne Fault ประเทศฝรั่งเศส เนื่องจากองค์กรที่ปรึกษา (Advisory Body-ICOMOS) ประเมินว่าNomination Dossier แสดงถึงคุณค่าความเป็นสากล (Outstanding Universal Value)ไม่ชัดเจน ไม่แสดงว่าจะเปรียบเทียบกับแหล่งไหน(Comparative site) ที่จะให้ประเมินค่าได้อย่างโดดเด่น การกล่าวถึงคุณค่าทางธรณีสัณฐานหรือภูมิศาสตร์ของแหล่งไม่ปรากฏว่าเป็นคุณค่าสากลที่โดดเด่น แต่คณะกรรมการเห็นว่า ขอให้รัฐภาคีเจ้าของแหล่งปรับแก้การเขียนเสียใหม่และขอให้อยู่ในสถานะ“แหล่งที่รับไว้พิจารณาว่าจะให้ขึ้นทะเบียนได้ แต่ต้องไปดำเนินการเพิ่มเติมในรายละเอียดบ้างเพื่อให้สมบูรณ์และส่งมาใหม่” (Referral)
สำหรับแหล่งป่าแก่งกระจาน (Kaeng Krachan Forest Complex)ของประเทศไทย ซึ่งอยู่ในสถานะ Referralนั้น เนื่องจากประเทศเมียนมาโต้แย้งเรื่องขอบเขตพื้นที่ตามที่กำหนดไว้ในเอกสารว่ากินเข้าไปในเขตประเทศเมียนมาและยังมิได้เจรจาตกลงกัน คณะกรรมการมรดกโลกขอให้นักกฏหมายประจำศูนย์มรดกโลกชี้ว่า เรื่องพรมแดนจะต้องให้คณะกรรมการฯหยิบยกมาพิจารณาหรือไม่ คำตอบคือ คณะกรรมการฯไม่มีอำนาจใดในการพิจารณาฯ คณะกรรมการฯจึงเห็นว่า กรณีนี้เร็วเกินไปที่จะพิจารณาแหล่งนี้ในที่นี้ ควรให้เวลา ๒ ประเทศรัฐภาคีดำเนินการหารือตกลงเห็นชอบร่วมกันก่อน และให้นำเข้าสู่การพิจารณในการประชุมต่อเนื่องจากการประชุมครั้งนี้ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ประมาณปลายเดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
-แหล่งมรดกที่คณะกรรมการมรดกโลกให้อยู่ในสถานะ “ยังไม่พิจารณา เพราะขาดความสมบูรณ์อยู่มากให้กลับไปทำมาใหม่” (Deferral) คือแหล่งMountain Ecosystems of Koytendag ของประเทศเตอร์กเมนิสตาน
-แหล่งArchaeological Sites and Historic Centre of Panama City ประเทศปานามา เป็นแหล่งที่Advisory Body ขอให้แขวนไว้ก่อน ไม่นำเข้าสู่คณะกรรมการฯเนื่องจากเป็นแหล่งที่ตรวจสอบแล้วพบว่า ต้องแก้ไขขอบเขตเพราะมีการใช้พื้นที่ในการก่อสร้างอาคาร ต้องจัดการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ก่อนโดยลดการก่อสร้างและกำหนดขอบเขตอนุรักษ์คุ้มครองที่มีแผนการจัดการใหม่ คณะกรรมการฯมีความเห็นว่า ให้รัฐภาคีไปดำเนินการภายใน ๓ปีให้ส่งเข้ามาใหม่ (ค.ศ. ๒๐๑๙) หากภายใน ๓ ปีนี้ยังไม่ดำเนินการ ไม่ต้องส่งเข้ามา เพราะจะให้อยู่ในสถานะ “ไม่ผ่านการประเมิน ไม่ประกาศขึ้นทะเบียนฯ” (Non-inscribed)อย่างแน่นอน
-แหล่งที่ยังไม่เป็นที่ยุติ ต้องให้แขวนการพิจารณาไว้ก่อนหรือเลื่อนออกไปในการประชุมต่อเนื่องที่ปารีสในเปลายเดือนตุลาคม ๒๕๕๙ หรือ การประชุมครั้งใหม่ใน the 41 Session of World Heritage Committee in Cracow ประเทศโปแลนด์ในพุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยให้นำกลับเข้ามาเสนอใหม่และหาข้อยุติในที่ประชุมฯ ได้แก่ แหล่งป่าแก่งกระจาน (Kaeng Krachan Forest Complex)ของประเทศไทย Key Works of Modern Architecture by Frank Lloyd Wright ของสหรัฐอเมริกา Mountain Ecosystems of Koytendag ของประเทศเตอร์กเมนิสตาน และ Tectonic-volcanic Ensemble of the Chaine des Puys and Limagne Fault ของฝรั่งเศส
-เนื่องจากเกิดสถานการณ์ความพยายามยึดอำนาจด้วยกำลังทหารของกลุ่มทหารกลุ่มหนึ่งในกรุงอีสตันบูล และ กรุงแองการาในคืนวันที่ ๑๕ ถึงเช้าวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ทำให้ไม่มีการประชุมในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม แต่มาเริ่มประชุมให้จบวาระสำคัญในวันที่ ๑๗ กรกฏาคม และปิดการประชุมฯก่อนหมดวาระ ประธานการประชุมฯประกาศว่าจะนำวาระที่เหลือไปประชุมต่อที่กรุงปารีสที่สำนักงานใหญ่ศูนย์มรดกโลกในเดือนตุลาคม ๒๕๕๙
๙.๒ การประชาสัมพันธ์ นิทรรศการและการบรรยายวิชาการ กิจกรรมประกอบที่สำคัญ เช่น
-World Heritage Youth Forum ของUNESCO: ยูเนสโกให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมให้เยาวชนรักและเข้าใจมรดกโลก ทั้งเป็นพลังสำคัญในการปกป้องคุ้มครองและอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมและธรรมชาติจึงได้จัดตั้ง Youth Forum ในปีนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลตุรกีและดำเนินการจัดForumขึ้นที่ประเทศตุรกี สมาชิกประกอบด้วยเยาวชน(อายุระหว่าง ๒๒-๒๘ ปี) ที่ได้รับการคัดเลือกจากทุกภูมิภาคมาร่วมและได้ไปทัศนศึกษาเก็บข้อมูลสำหรับการนำเสนอ ก่อนพิธีการเปิดการประชุมthe 40 session of the World Heritage Committee ครั้งนี้ ผู้อำนวยการใหญ่แห่งยูเนสโก และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของตุรกีมาพบกลุ่มเยาวชนYouth Forum และมีการสัมภาษณ์ถ่ายทอดสื่อมวลชน ในที่ประชุม the 40 session of the World Heritage Committee ประธานการประชุมฯให้ผู้แทนYouth Forum อ่านคำแถลงการณ์ (Youth Forum Declaration) จากการระดมความคิดความเห็นที่เกิดขึ้นในYouth Forumครั้งนี้ต่อที่ประชุมฯ คณะกรรมการมรดกโลกรับรองให้การจัดตั้งYouth Forumเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องสานต่อ
-Publication/Advertisement เอกสารและสื่อเกี่ยวกับแหล่งมรดกวัฒนธรรมที่ประกาศเป็นมรดกโลกแล้ว และกำลังจะนำเสนอขอการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของสาธารณรัฐตุรกีและของรัฐภาคีสมาชิกบางประเทศ ประเทศไทยนำเอกสารแนะนำวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราชมาเผยแพร่
-Exhibition นิทรรศการภาพมรดกวัฒนธรรมตุรกี มรดกวัฒนธรรมที่อยู่ในภาวะวิกฤติ (Heritage in Danger) ของกลุ่มประเทศอัฟริกา นิทรรศการการอนุรักษ์มรดกโลกทางวัฒนธรรมที่วิกฤตถูกทำลายจากภัยสงคราม/การสู้รบแย่งชิงของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
-การบรรยายทางวิชาการ เช่น การแปลความหมายมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ (Interpretation of World Heritage) จัดโดยสาธารณรัฐเกาหลี การบรรยายเรื่องการจัดการแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมโดยICOMOS การบรรยายเรื่องการบริการจัดการแหล่งมรดกธรรมชาติโดยIUCN การบรรยายเรื่องมรดกโลกกับการดำเนินการหาทุนสนับสนุน ฯลฯ เนื่องจากการบรรยายบางเรื่องใช้เวลาช่วงพักกลางวันและช่วงหลังเลิกการประชุมฯ ผู้เข้าร่วมประชุมฯสามารถเลือกเข้าร่วมได้ตามความสนใจเนื่องจากแบ่งเป็นหลายห้อง
๙.๓ การประชุมกับอีโคโมส
เนื่องจากเกิดสถานการณ์ความพยายามยึดอำนาจด้วยกำลังทหารของกลุ่มทหารกลุ่มหนึ่งในกรุงอีสตันบูน กรุงแองการาในคืนวันที่ ๑๕ ถึงเช้าวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ทำให้ไม่มีการประชุมในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม แต่มาเริ่มประชุมให้จบวาระสำคัญในวันที่ ๑๗ กรกฏาคม และปิดการประชุมฯก่อนหมดวาระ ประธานการประชุมฯประกาศว่าจะนำวาระที่เหลือไปประชุมต่อที่กรุงปารีสที่สำนักงานใหญ่ศูนย์มรดกโลกในเดือนตุลาคม ๒๕๕๙
นางอมรา ศรีสุชาติ ผู้แทนจากกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ขอนัดหมายประชุมร่วมกับ อีโคโมส โดยเลื่อนการประชุมจากที่ประชุมมรดกโลกฯมาเป็นโรงแรมฮิลตัน อีสตันบูล ในวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๙ เวลา ๙.๓๐ น เป็นต้นไป ผู้เข้าร่วมประชุม ฝ่ายอีโคโมส จำนวน ๖ คน ประกอบด้วย โตชิยูกิ โคโนะ รองประธานฯ อัลเฟโด คอนติ รองประธานฯ กวันแนล บูร์แดง หัวหน้าโครงการ/กิจกรรมของอีโคโมส ตารา บุสเช่ ผู้ช่วยฝ่ายที่ปรึกษาและติดตามประเมินของอีโคโมส และเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและบัญชีของอีโคโมส นอกจากนั้นยังมีประธานฝ่ายกิจกรรมมาร่วมสมทบพูดคุยหลังจากเลิกการประชุมแล้ว
ผลการประชุมฯ คณะกรรมการอีโคโมสยินดีให้ความร่วมมือกับกรมศิลปากรและหน่วยงานที่กำลังดำเนินการเกี่ยวกับมรดกโลกในประเทศไทยตามแผนงาน/โครงการ/กิจกรรมที่ทางกรมศิลปากรนำเสนอวมทั้งการกำหนดช่วงเวลาและงบประมาณค่าใช้จ่าย โดยขอให้กรมศิลปากรนำเสนอแผนงานการขอความอนุเคราะห์ฯมาให้พิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง ซึ่งจะนำเข้าประชุมพิจารณาหลังจากการประชุมมรดกโลกครั้งที่ ๔๐ ในวาระต่อเนื่องจากกรุงอีสตันบูลที่กรุงปารีสในเดือนตุลาคม ๒๕๕๙
คณะกรรมการอีโคโมสจะมีหนังสือตอบรับอย่างเป็นทางการมายังกรมศิลปากรอีกครั้งหนึ่งและจะอ้างถึงการประชุมร่วมกันกับนางอมรา ศรีสุชาติครั้งนี้
คณะกรรมการอีโคโมสมีข้อเสนอให้พิจารณาเบื้องต้นดังนี้
๑)การร่วมมือกันในการดำเนินการ หรือ ขอให้อีโคโมสให้คำแนะนำแนวทางการดำเนินงานน่าจะเริ่มตั้งแต่การพิจารณาจัดทำ Tentative List นางอมรา ศรีสุชาติได้อธิบายให้เห็นถึงแหล่งมรดกวัฒนธรรมของประเทศไทยหลายแห่งและสอบถามความเห็นถึงบางแหล่งที่จะมีความเป็นไปได้ในการนำเสนอเป็นTentative list หลายท่านในคณะกรรมการที่มีประสบการณ์การมาประเทศไทยและไปเยี่ยมชมแหล่งมรดกเหล่านั้นหลายครั้ง ให้ความเห็นที่สอดคล้องกันตาม “แนวโน้ม” (Trend) ใหม่ล่าสุดของคณะกรรมการมรดกโลกจากที่ประชุมครั้งที่ ๔๐ นี้ได้พิจารณาความเห็นสอดคล้องกันดังนี้:
-แหล่งที่ฝ่ายไทยน่าจะเสนอเป็นTentative List ตามที่อยู่ในความคาดหมายของฝ่ายไทยคือ Mable Temple และ Prasat Phanom Rung น่าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะมีคุณค่าความเป็นสากล (Outstanding Universal Value) ที่ประกอบด้วยคุณค่าหลัก ๒ ประการที่สัมพันธ์กันคือ คุณค่าความแท้ดั้งเดิมหรือต้นความคิด (Authenticity) และคุณค่าความครบถ้วนในสาระความรู้และองค์ประกอบหรือความมีบูรณภาพ(Integrity)
-แหล่งมรดกโลกภูพระบาท ซึ่งอีโคโมสประเมินว่าเป็นDeferral นั้น อาจต้องแก้ไขชื่อและแนวคิด(concept)ที่เสนอเป็น Cultural Landscape เนื่องจากชื่อ ที่ใช้ว่า Historical Park และแนวคิดCultural Landscape ดังกล่าว ทำให้ต้องนำเรื่อง มรดกธรรมชาติ (Natural Heritage) มาพิจารณาโดย IUCNด้วย เมื่อไม่ได้แสดงข้อมูลเรื่องการบริหารจัดการอนุรักษ์มรดกธรรมชาติที่แหล่งมรดกวัฒนธรรมตั้งอยู่นั้นให้ครอบคลุมทั้งหมด (นัยของCultural Landscape เป็นเช่นนี้) จึงต้องให้กลับมาดำเนินการจัดทำ เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลใหม่ คณะกรรมการอีโคโมสบางท่านมีความเห็นว่า เฉพาะความสำคัญเรื่องใบเสมาอย่างเดียวเฉพาะในประเทศเดียว อาจไม่ทำให้คุณค่าความเป็นสากลเป็นที่ประจักษ์ หากเชื่อมโยงให้เป็นมรดกที่มีประวัติการสืบเนื่องของสองประเทศที่มีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกันเป็นอย่างน้อย เช่น ไทย-ลาว ก็จะมีผลทำให้แหล่งโดดเด่นขึ้น แนวโน้ม (Trend)ของการขึ้นมรดกโลกร่วม ๒ ประเทศ ๓ ประเทศหรือมากกว่าดังที่ปรากฏในการประชุมครั้งที่ ๔๐นี้ จะเห็นว่า “การเปิดพรมแดน” ซึ่งมีนัยว่าการขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมเป็นสิ่งบ่งชี้ ว่าวัฒนธรรมไร้พรมแดนต้องร่วมกันพิทักษ์รักษา จะได้รับการสนับสนุนให้เป็นแหล่งมรดกโลก มากกว่าการขอขึ้นเฉพาะแหล่งเดี่ยวๆในประเทศเดียว นางอมรา ศรีสุชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ไทย-ลาวกำลังทำความตกลงร่วมมือกันในทางวิชาการรวมทั้งการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมระหว่างกรมศิลปากรของไทยกับกรมมรดกของลาว คณะกรรมการอีโคโมสเห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นหลักประกันอย่างดีที่จำเป็นอย่างยิ่งในการแนบนำเสนอการขอขึ้นเป็นมรดกโลกร่วมกันของสองประเทศไม่ว่ากรณีใดๆ ในกรณีแหล่งภูพระบาท คณะกรรมการอีโคโมสเห็นว่า หากสองประเทศร่วมกันนำเสนอเป็นมรดกโลกร่วม (โดยแหล่งภูพระบาทกับแหล่งใบเสมาที่เทือกภูพานเชื่อมต่อไปถึงลาว) ก็น่าจะทำให้เกิดการเพิ่มคุณค่านำไปสู่การเป็นมรดกได้โดยไม่ยาก
-กรณีแหล่งวัดพระมหาธาตุนครศรีธรรมราช คณะกรรมการอีโคโมสเห็นด้วยกับข้อเสนอของนางอมรา ศรีสุชาติที่ว่า การนำเสนอการอนุรักษ์หรือบูรณะพระมหาธาตุแห่งนี้นับจากอดีตจนถึงปัจจุบันที่คงรักษาเทคนิควิธีดั้งเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นภูมิปัญญาการอนุรักษ์ที่คงรักษาไว้ เช่น การใช้ปูนตำในการบูรณะพระธาตุ การหุ้มปลียอดทองคำโดยอาศัยผลการวิเคราะห์วัสดุเดิมมาเป็นเครื่องกำหนดฯเพื่อรักษาสภาพความดั้งเดิม น่าจะเป็นจุดแข็งที่ต้องนำเสนอให้ชัดเจนในการเขียนNomination Dossier ของแหล่งนี้
-กรณีของเมืองเชียงใหม่ คณะกรรมการอีโคโมสยังไม่ทราบความชัดเจนว่า จะเป็นไปในทิศทางใด แต่ฝ่ายไทยน่าจะดำเนินการตามความเห็นทั่วไปที่รับทราบจากการประชุมฯครั้งที่ ๔๐นี้ที่มีตัวอย่างให้ประจักษ์ เช่น กรณีการนำเสนอแหล่งรวมกันมากเกินไปของแหล่งKey Works of Modern Architectures by Frank Lloyd Wright สหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้ “คุณค่าความเป็นสากล”(Outstanding Universal Value) ไม่ชัดเจนหรือกระจัดกระจายเกินไป เมืองเชียงใหม่มีโบราณสถานอยู่มาก จึงน่าจะเลือกบางแหล่งที่โดดเด่นเป็นตัวหลักในการนำเสนอ และน่าจะต้องปรับชื่อ เพราะคำว่า Landscape อาจต้องตีความหมายเรื่องขอบเขตการอนุรักษ์ที่ทำให้การบริหารจัดการด้านการอนุรักษ์ยุ่งยาก ควรมุ่งเน้นคุณค่าความสำคัญทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอันสืบเนื่องยาวนานและส่งอิทธิพลต่อวิถีชีวิตและพัฒนาการอันแสดงภูมิปัญญา น่าจะเหมาะสมกว่า และเชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่มีการเข้าอยู่อาศัยซ้อนทับในปัจจุบัน ดังนั้นแผนการจัดการด้านการอนุรักษ์ควรมีมาตรการชัดเจนและเข้มแข็งและมีกฏระเบียบข้อบัญญัติที่มั่นใจว่าใช้ปฏิบัติได้จริงจัง
-อีโคโมสขอให้ฝ่ายไทยพิจารณาการดำเนินการโครงการ/กิจกรรม ควบคู่กันไปในการนำเสนอแหล่งใดๆเป็นมรดกโลก เช่น การจัดประชุมสัมมนาระดมความคิดทางวิชาการทั้งด้านความรู้และการอนุรักษ์ระดับนานาชาติของแหล่งนั้นๆเพื่อให้มีผลทางวิชาการเป็นที่ยอมรับระดับสากล การจัดการเรียนรู้ของชุมชนในการพิจารณาแหล่งในท้องถิ่นว่ามีคุณค่าสมควรต่อการเป็นมรดกโลกหรือไม่ หากเป็นแล้ว ชุมชนมีส่วนต้องรับผิดชอบร่วมกันดูแลพิทักษ์รักษาอย่างจริงจังอย่างไร กรณีนี้ มิสเตอร์อัลเฟโด คอนติ รองประธานอีโคโมสและคณะได้ไปร่วมดำเนินการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ที่ประเทศเอควาดอร์ เป็นผลสำเร็จมาแล้ว ได้ยกตัวอย่างให้ทราบ เช่น ชุมชนและนักวิชาการของเอควาดอร์เสนอแหล่งมรดกวัฒนธรรมที่คิดว่าน่าจะเป็นแหล่งมรดกโลกจำนวนมากกว่า ๒๐ แห่ง หลังจากการให้ความรู้และร่วมกันพิจารณาใหม่ ต่างเห็นและยอมรับร่วมกันว่า น่าจะเหลือเพียง ๒-๓ แห่งเท่านั้น นี่จึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า การดำเนินการร่วมกันคิดพิจารณาจากการปฏิบัติการร่วมกันกับอีโคโมสจะทำให้ก้าวต่อไปในการนำเสนออย่างมีทิศทางและไม่ผิดพลาดและเสียเวลาและเสียความตั้งใจ
๙.๔ การศึกษาแหล่งมรดกวัฒนธรรมของสาธารณรัฐตุรกี
เนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบ และ การประชุมอีก ๓ วันต้องยกเลิกไป นอกจากการมีโอกาสได้ประชุมหารืออย่างเต็มที่กับอีโคโมสแล้ว นางอมรา ศรีสุชาติได้ใช้เวลาที่เหลือในการศึกษาข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่เป็นมรดกวัฒนธรรมที่เป็นมรดกโลกแล้วและที่กำลังนำเสนอในTentative listของตุรกีและพูดคุยกับนักวิชาการท้องถิ่นของตุรกีและคนตุรกีทั่วไป เพื่อทราบปัญหาการบริหารจัดการ (เช่น เพราะเหตุใดตุรกีจึงยังไม่นำเสนอแหล่งมรดกโลกทั้งเมืองอีสตันบูลเป็นมรดกโลกในปีนี้) รวมทั้งโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นแหล่งมรดกโลกที่เก็บในพิพิธภัณฑสถานต่างๆของตุรกี เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการจัดทำความรู้และการจัดทำTentative List และ Nomination Dossier ต่อไป
แหล่งที่ได้ศึกษาได้แก่ โบราณสถานฮาเกียโซเฟีย/ ฮิบโปโดม/ ท็อปคาปีพาเล็ช/ สุลต่านทูม/ อียิปเตียนโอเบลิสก์ ดอลมาบาเซพาเลซ/ ย่านเมืองเก่าอิสตันบูล /หอคอยอิสตันบูล โบราณสถานและแหล่งโบราณคดี ป้อม กำแพงเมืองและการอนุรักษ์ของเมืองอิสตันบูลที่ขอเป็นTentative listทั้งเมืองฯ แหล่งรูเมลิ ฮิซารี อนาโดลู ฮิตารี มัสยิดออฟสไปซ์/พิพิธภัณฑสถานโบราณคดีแห่งเมืองอิสตันบูล (อิสตันบูล อาร์เคโอโลยี มิวเซียม) พิพิธภัณฑสถานศิลปะตะวันออกและพิพิธภัณฑสถานกระเบื้องเคลือบ และอ่างเก็บน้ำโบราณใต้ดิน (ส่วนหนึ่งใน tentative list of world heritage site of Istanbul City)
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
๑.ประเทศไทยควรเข้าไปมีบทบาทให้เพิ่มมากขึ้นในองค์กรที่ปรึกษาสำคัญ (Advisory Bodies) ของคณะกรรมการมรดกโลกที่เป็นองค์กรพิจารณาประเมินแหล่งสมบัติชาติของแต่ละประเทศ (national property) ว่าสมควรให้คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม (World Cultural Heritage) มรดกโลกทางธรรมชาติ (World Natural Heritage) และมรดกแบบผสม (World Mixed Heritage) องค์กรสำคัญที่ว่านี้ที่ประเทศไทยควรมีบทบาทให้เพิ่มมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ดังนี้:
- ICCROM ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกใน ๑๙๑ ประเทศเท่านั้น แต่ยังไม่เคยสมัครให้ได้รับการคัดเลือกเข้าเป็น คณะกรรมการบริหาร (Council Members of ICCROM ) อีกกรณีหนึ่งประเทศไทยสามารถจัดทำโครงการ/กิจกรรมต่อเนื่อง (ถาวร) ที่เสนอให้ICCROM รับรองเป็นโครงการ/กิจกรรมสากล กรณีสืบเนื่องจากการประชุม ICCROM 2015 (พ.ศ. ๒๕๕๘) ซึ่งนางอมรา ศรีสุชาติเป็นผู้แทนประเทศไทยเสนอขอให้ICCROMจัดตั้งศูนย์การอนุรักษ์และฝึกอบรมเรื่อง Brick Monument and its Associated Finds ซึ่งมีความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียและอัฟริกา ผู้อำนวยการใหญ่ICCROMและที่ประชุมฯให้ความเห็นสนับสนุนและผู้อำนวยการใหญ่ICCROMขอให้ประเทศไทยหรือกลุ่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเจ้าภาพจัดตั้งศูนย์ฯและโครงการฯดังกล่าวโดยร่วมมือกันให้ประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นศูนย์ฯก่อนแล้วทางICCROMก็จะขานรับให้การสนับสนุนและให้จัดตั้งเป็นโครงการ/กิจกรรมสากลต่อไป ดร.คาบาเด่ ผู้อำนวยการสถาบันการอนุรักษ์แห่งชาติ ผู้แทนประเทศอินเดียและเป็นประธาน Council Members of ICCROM เสนอว่า ขอให้ประเทศไทยส่งผู้แทนไปศึกษางานและเจรจากับสถาบันอนุรักษ์ของอินเดีย (Laboratory of Conservation of Cultural Property) ยินดีจะให้การสนับสนุนในการจัดตั้งศูนย์และหาทุนในการฝึกอบรม หากประเทศไทยประสงค์จะตั้งศูนย์ทางด้านนี้ในประเทศไทยซึ่งผู้แทนของประเทศอิหร่าน (ปัจจุบันเป็นคณะกรรมการใน Council Members of ICCROM)ก็ยินดีให้ความร่วมมือและสนับสนุนด้วย การสร้างโครงการหรือกิจกรรมลักษณะถาวรต่อเนื่องและดำเนินการอย่างจริงจังในการประสานความร่วมมือกับนานาประเทศภายใต้การให้ความสนับสนุนของICCROMจะเป็นหนทางสำคัญถึงการยอมรับมาตรฐานการบริหารจัดการด้านการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของประเทศไทยในระดับสากล มีผลสำคัญยิ่งต่อการประเมินแหล่งสมบัติวัฒนธรรมของชาติ (national property)ให้ก้าวขึ้นเป็นมรดกโลก (World Heritage site) ดังนั้นประเทศไทย โดยกรมศิลปากร ควรดำเนินการกำหนดทิศทางและเตรียมแผนงานการเจรจาความร่วมมือเพื่อการจัดตั้งศูนย์ฯดังกล่าวให้สำเร็จและมีโครงการ/กิจกรรมที่ชัดเจนในระดับสากลอย่างต่อเนื่อง
-IUCN เป็นองค์กรประเมินทางด้านมรดกธรรมชาติ แม้ว่าประเทศไทยยังมิได้เสนอแหล่งมรดกแบบผสม (Mixed Property)เพื่อเป็นมรดกโลกแบบผสม (World Mixed Heritage) มาก่อน แต่ IUCN ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการประเมินและเสนอความเห็นเอกสารการนำเสนอ (Nomination Dossier) ของแหล่งอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เนื่องจากชื่อของแหล่งนี้ใช้คำว่า Park และเนื้อในแสดงแนวคิดที่เป็น Cultural Landscape และแสดงให้เห็นว่าอยู่ในพื้นที่สมบัติธรรมชาติ (Natural Property) ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดังนั้นจึงต้องได้รับการพิจารณาประเมินส่วนนี้ด้วย หากทางประเทศไทย โดยกระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากรยังยืนยันคงชื่อเดิมและคงสาระแนวคิดการเป็น Cultural Landscape ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเชื้อเชิญเจ้าหน้าที่จาก IUCNมาให้คำแนะนำในการดำเนินการจัดทำ Nomination Dossier ใหม่ของแหล่งนี้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งกรมฯนี้ปัจจุบันได้จัดตั้งสำนักมรดกโลกทางธรรมชาติแล้ว เพื่อให้รับผิดชอบด้านการดำเนินงานมรดกโลกทางธรรมชาติโดยตรง แต่กรมศิลปากรยังไม่มีสำนัก/กองมรดกโลกทางวัฒนธรรม แต่งานมรดกโลกยังเป็นการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย ในกรณีของแหล่งภูพระบาทหากปรับเปลี่ยนชื่อใหม่และเปลี่ยนแนวคิด (concept)ใหม่ กล่าวคือไม่ระบุเรื่อง Cultural Landscape) และสร้างแนวคิดใหม่เรื่อง Cross cultural boundaryร่วมกับแหล่งมรดกลักษณะเดียวกันนี้ในประเทศลาวตามข้อแนะนำใหม่ของ ICOMOS น่าจะแก้ปัญหาความยุ่งยากที่ต้องดำเนินตามผลการประเมินของ IUCN และทำให้เพิ่มคุณค่าความเป็นสากลตามแนวทางใหม่ ซึ่งจะมีความเป็นไปได้ที่จะไปสู่การได้รับการประเมินให้เป็นแหล่งมรดกโลกในอนาคต
-ICOMOS แม้ว่าประเทศไทยจะมีองค์กรที่เรียกว่า อีโคโมส ประเทศไทย ซึ่งจัดตั้งโดยได้รับการสนับสนุนจากกรมศิลปากรมาเป็นเวลานาน แต่ยังมีผู้เข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นหน่วยงานเครือข่ายของอีโคโมสสากล (ICOMOS International) และจะเอื้อประโยชน์ให้กันในการประเมินแหล่งมรดกโลก อันที่จริงอีโคโมสสากล (ICOMOS International) กับหน่วยงานอีโคโมสของแต่ละประเทศ รวมทั้งประเทศไทยกับงานมรดกโลก ไม่เกี่ยวเนื่องหรือมีผลต่อการประเมินใดๆ และมิได้เป็นเครือข่ายกัน เพียงแต่มีแนวทางหรืออุดมการณ์ในการอนุรักษ์อย่างเดียวกันเท่านั้น อีโคโมสในแต่ละประเทศ ต่างดำเนินกิจกรรมโดยอิสระ ไม่ขึ้นกับอีโคโมสสากล และงานของอีโคโมสสากลในเรื่องมรดกโลกก็ไม่ใช่งานของอีโคโมสประเทศต่างๆแต่อย่างใด การประเมินแหล่งมรดกโลกของอีโคโมสสากลในแต่ละประเทศเป็นอิสระและโปร่งใส ดังนั้นการขอความร่วมมือหรือความช่วยเหลือจากอีโคโมสสากลในการจัดทำTentative List/Nomination Dossier หรือความรู้ที่จะเป็นแนวทางให้ชุมชน/ผู้ดำเนินงานทราบและเข้าใจในการจัดทำเอกสารหรือหลักการในทางปฏิบัติจริงที่สอดคล้องกับเอกสารที่นำเสนอที่จะได้รับการประเมินจากอีโคโมสและหน่วยงานผู้รับผิดชอบเรื่องมรดกของประเทศเพื่อให้เป็นมรดกโลก หรือพิทักษ์ความเป็นมรดกโลกไว้มิให้ตกอยู่ในภาวะวิกฤต จึงต้องดำเนินงานประสานโดยตรงกับอีโคโมสสากล การประชุมกับอีโคโมสครั้งนี้จึงนับเป็นการประชุมเจรจาทาบทามครั้งแรกให้อีโคโมสสากลเข้ามาช่วยเหลือให้คำแนะนำปรึกษาอย่างจริงจังเพื่อสามารถทำให้ปรับแก้ไขแหล่งที่อยู่ในTentative Listใหม่ให้เหมาะสมก่อนที่จะนำเสนอNomination Dossier เช่น แหล่งเมืองเชียงใหม่ และ แหล่งวัดพระมหาธาตุนครศรีธรรมราช แหล่งที่อยู่ในTentative List แล้วและได้จัดทำ Nomination Dossier เสนอและอีโคโมสประเมินแล้วว่ายังต้องแก้ไขเพราะขาดความสมบูรณ์อยู่มากเช่น แหล่งภูพระบาท หรือแหล่งที่ประสงค์จะนำเสนอให้อยู่ในTentative List และการก้าวไปสู่การจัดทำNomination Dossier ซึ่งเป็นเอกสารรับรอง(ภาคทฤษฎี)ที่จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อมูลจริงที่ดำเนินการปฏิบัติได้จริงตรงตามเอกสารรับรอง (Nomination Dossier)นั้น ดังนั้นกรมศิลปากรจะต้องจัดทำรายละเอียดแผนการขอความช่วยเหลือในการให้มาเป็นที่ปรึกษาฯ ระบุกิจกรรมที่จะให้เจ้าหน้าที่ของอีโคโมสมาช่วยเหลือดำเนินการ ทั้งกำหนดงบประมาณค่าใช้จ่ายซึ่งประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของเจ้าหน้าที่อีโคโมสตลอดกิจกรรม และค่าบริหารจัดการตามรายละเอียดการเจรจาต่อรองในเงื่อนไขที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่ายในข้อตกลงตามสัญญาร่วมกัน (a contractual agreement which would stipulate details) ซึ่งเจ้าหน้าที่อีโคโมสขอให้ทางผู้ร้องขอฯ (กรมศิลปากร)ร่างแผนงานขอความช่วยเหลือฯดังกล่าวและนำไปหารือกับคณะกรรมการของอีโคโมส (หมายถึงการเจรจาต่อรองและแสดงข้อตกลงตามเงื่อนไข)ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกต่อเนื่องที่กรุงปารีสในปลายเดือนตุลาคม ๒๕๕๙ ดังนั้นหน่วยงานรับผิดชอบการดำเนินการเรื่องTentative Listและ/หรือNomination Dossier ทั้งกรมศิลปากร จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดเชียงใหม่ ฯลฯ หากประสงค์ได้รับความช่วยเหลือ การให้คำแนะนำปรึกษาเพื่อสามารถจัดทำเอกสารให้ถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ นำไปสู่ผลการประเมินที่จะเป็นไปในทางบวก จึงควรดำเนินการวางแผนรองรับเรื่องนี้และการจัดเตรียมงบประมาณเพื่อการนี้ไว้โดยเฉพาะและเตรียมความในการประสานการดำเนินงานร่วมกับคณะฯจากองค์กรที่ปรึกษาฯข้างต้น สำหรับการดำเนินการที่จะมีสัมฤทธิผลต่อไป
๒.แหล่งมรดกโลกของประเทศไทยที่ปรากฏชื่อในTentative List สามารถปรับปรุงแก้ไขชื่อให้สอดคล้องกับคุณค่าความเป็นสากล(Outstanding Universal Value)ที่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบใหม่ได้และพิจารณาให้สอดคล้องกับขอบเขต(Boundary)ที่จะกำหนดไว้เพื่อการอนุรักษ์อย่างแท้จริงและสอดคล้องกับแผนการบริหารจัดการด้านการอนุรักษ์และการคุ้มครอง หากขอบเขตมากหรือน้อยเกินไปหรือไม่ครอบคลุมตามชื่อที่ระบุ มีผลต่อการประเมินให้กลับมาแก้ไข และไม่สามารถให้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้ องค์กรที่ปรึกษาและคณะกรรมการมรดกโลกเห็นสอดคล้องต้องกันว่า ยินยอมให้มีการปรับเปลี่ยนชื่อที่ปรากฏในTentative List หรือแม้เป็นWorld Heritage Listแล้วก็สามารถปรับแก้ไขชื่อได้หากจำเป็นต้องลดขอบเขตหรือต้องเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้สอดคล้องกับการปฏิบัติด้านการอนุรักษ์ ตัวอย่างเช่น แหล่ง Nalanda Mahavihara คณะกรรมการมรดกโลกเห็นชอบตามข้อเสนอแนะขององค์กรที่ปรึกษาคืออีโคโมสโดยให้เปลี่ยนชื่อเป็น Archaeological Site of Nalanda Mahavihara และให้กำหนดขอบเขตเฉพาะแหล่งโบราณคดีซึ่งอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของArchaeological Survey of India (ASI) สามารถดำเนินการตามขอบเขตที่ประกาศขึ้นทะเบียนไว้ได้ ไม่ต้องขยายขอบเขตไปในส่วนโบราณสถานอื่นๆหรือส่วนซ้อนทับกับชุมชนปัจจุบันที่ไม่อาจเข้าไปบริหารจัดการแก้ไขสภาพได้ อีกตัวอย่างคือ แหล่งBotanical Garden ของประเทศสิงคโปร์ รัฐบาลสิงคโปร์ก็ขอแก้ไขชื่อเพื่อให้จำกัดขอบเขตพื้นที่ให้แคบและชัดเจนขึ้น กรณีของประเทศไทยแหล่งมรดกโลกที่อยู่ในTentative List แล้ว ที่ควรปรับเปลี่ยนชื่อคือ (๑)แหล่งเมืองเชียงใหม่ ควรปรับคำว่า Landscape ออกไปและหาคำอื่นที่แสดงความเป็น ประวัติศาสตร์ของเมือง เช่น Historical Sites และเลือกนำเสนอเฉพาะแหล่งโบราณสถานสำคัญของเมืองมากกว่าการใช้ตัวเมืองทั้งเมืองซึ่งมีปัญหาต่อการนำเสนอแผนการอนุรักษ์และการบริหารจัดการในภาคปฏิบัติที่จะขัดแย้งได้ (๒)แหล่งอุทยานภูพระบาท (Phu Phrabat Historical Park)ซึ่งเนื้อหาในNomination Dossier ระบุว่าเป็นCultural Landscape ทำให้ต้องนำไปผูกโยงกับการประเมินของIUCN ที่ประเมินไม่ให้ผ่าน ให้กลับไปทำเพิ่มเติมใหม่ เพราะIUCN เห็นว่า ยังขาดต้องแผนบริหารจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้นแหล่งอุทยานภูพระบาท จึงสมควรปรับเปลี่ยนชื่อเป็น Phu Phrabat Archaeological Sites หรือ Archaeological Sites of Phu Phrabat and …….. (...ที่เว้นไว้เพื่อใส่ชื่อแหล่งของประเทศลาว) กรณีเสนอร่วมกับแหล่งของประเทศลาวที่พบหลักฐานแหล่งใบเสมาตามแนวเทือกเขาในประเทศลาวที่ต่อเนื่องเป็นเทือกเดียวกันกับภูพานที่ตั้งภูพระบาทของประเทศไทย ซึ่งยังต้องรอการสำรวจเก็บข้อมูลร่วมกันระหว่างไทย-ลาว อันเป็นแผนปฏิบัติการความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกรมศิลปากรของประเทศไทยและกรมมรดกของประเทศลาว หลังจากการลงนามในหนังสือข้อตกลงความร่วมมือกันสองฝ่ายแล้ว จึงควรดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง อีโคโมสสากลมีความเห็นว่า การนำเสนอแหล่งร่วมกัน-เชื่อมโยงกันเช่นนี้จะทำให้คุณค่าความเป็นสากล(Outstanding Universal Value) ปรากฏชัดเจนและมีน้ำหนักมากขึ้น
๓.ความซับซ้อนและยุ่งยากของการดำเนินงานจากการทำTentative Listไปสู่ Nomination Dossierที่จะให้ได้รับการยอมรับในการประเมินจากองค์กรที่ปรึกษา (Advisory Bodies) และคณะกรรมการมรดกโลก (World Heritage Committee) จนได้รับการยอมรับให้ประกาศขึ้นทะเบียนอยู่ในบัญชี “เป็นมรดกโลก” (World Heritage List) ไม่ใช่เรื่องจะทำได้ง่ายๆกันในชั่วไม่กี่เดือน กี่ปี บางประเทศเมื่อเสนอเป็นTentative Listแล้วก็ไม่สามารถดำเนินการได้ บางประเทศดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน เช่นกรณีของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกามีความพยายามเสนอแหล่งKey works of Modern Architecture by Frank Lloyd Wright จนมาเป็นปีที่ ๘ ในปีนี้แล้วก็ยังมีข้อบกพร่องที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับให้เป็นมรดกโลก ต้องนำมาแก้ไข ทั้งๆที่ประเทศนี้มีทั้งกำลังบุคลากร/ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้จำนวนมากตลอดจนงบประมาณสนับสนุนอย่างมาก แต่ก็ยังไม่บรรลุจุดประสงค์ แหล่งมรดกโลกของหลายประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมที่ยังทำไม่สำเร็จ ก็มีอยู่มาก เช่น ประเทศฝรั่งเศส รัสเซีย เยอรมัน ญี่ปุ่น เกาหลี แม้บางประเทศซึ่งเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมฯ กรณีประเทศตุรกีในปีนี้ ก็ยังไม่ถือว่าได้เปรียบในการนำแหล่งของประเทศตนให้คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาประกาศขึ้นทะเบียนฯ ประเทศตุรกีควรนำแหล่งเมืองอีสตันบูล ซึ่งอยู่ในTentative list ประกาศขึ้นทะเบียนฯ แต่ได้รั้งรอไว้ เนื่องจากพิจารณาเห็นว่า การอนุรักษ์ยังพร่องอยู่มาก แหล่งหลายแหล่งยังประสบปัญหาการครอบครองพื้นที่ของเอกชนซ้อนทับพื้นที่โบราณสถาน บางแห่งมีสิ่งปลูกสร้างทับอยู่บนโบราณสถาน จึงไม่ผลักดันที่จะนำเสนอแหล่งเมืองอีสตันบูลในปีนี้ จะรอต่อไปจนกว่าแก้ไขปัญหาให้ได้ก่อน ประเทศแคนาดาเป็นตัวอย่างที่ดีในการไม่ขอยอมรับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปีนี้ตามการประเมินขององค์กรที่ปรึกษา เพราะเห็นว่า ยังไม่พร้อมเพียงพอในการจัดทำแผนการอนุรักษ์ที่มีประสิทธิภาพ จึงขอรั้งรอไว้ก่อน และขอไม่ให้คณะกรรมการมรดกโลกประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปีนี้ รอจนกว่าแผนบริหารด้านการอนุรักษ์สามารถปฏิบัติได้จริง ประเทศเหล่านี้ล้วนตระหนักถึงความเข้มงวดของคณะกรรมการในการพิจารณาให้ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก และคณะกรรมการฯได้มีการปรับวิธีการพิจารณา เน้นเรื่องคุณค่าความเป็นสากลที่ต้องมีคุณค่าระดับโลกจริงๆ ต้องมีมาตรฐานในการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการดูแลรักษา การอนุรักษ์คุ้มครองไว้ได้จริงจังและตลอดไปและเคร่งครัดในการตรวจสอบแหล่งมรดกโลก ทั้งติดตาม เฝ้าระวัง การรายงานผลกระทบเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้พิจารณาว่าอยู่ในภาวะวิกฤตหรือไม่ อย่างไร ดังนั้นปัจจุบันหลายประเทศในโลกนี้ จึงมีแนวโน้มที่จะไม่แข่งขันกันนำเสนอแหล่งให้อยู่ในTentative List หรือ เร่งรัดทำและนำเสนอNomination Dossier ที่ไม่สามารถจัดการได้จริงและนำไปสู่การตกอยู่ในสภาวะมรดกโลกในภาวะเกือบวิกฤต หรือ ภาวะวิกฤต ที่ส่งผลด้านลบต่อสายตาประชาคมโลก ตัวอย่างที่ชัดเจนในปีนี้คือ ทวีปอัฟริกามีประเทศรวมกันจำนวน ๕๑ ประเทศ แทบไม่เสนอแหล่งใดให้เป็นมรดกโลกเลย มีเพียงแหล่งเดียวคือแหล่ง Ennedi Massif: Natural and Cultural Landscapeของประเทศชาด(Chad) ซึ่งเพียรพยายามนำเสนอปรับปรุงแก้ไขแผนการบริหารจัดการด้านการอนุรักษ์มาหลายปีทั้งที่คุณค่าความเป็นสากลของแหล่งนี้โดดเด่นมาก คณะกรรมการมรดกโลกจึงเห็นว่า แม้การบริหารจัดการฯยังมีข้อต้องแก้ไข แต่ถ้าไม่ประกาศให้เป็นมรดกโลกในปีนี้ก็จะไม่ได้รับความช่วยเหลือในการแก้ไข และในปีนี้ก็จะไม่มีแหล่งมรดกโลกในทวีปอัฟริกาแม้แต่แหล่งเดียว จึงประกาศให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและมีเงื่อนไขให้นานาประเทศร่วมกันช่วยเหลือ โดยระดมทุนและทรัพยากรบุคคลเข้าไปช่วยด้านการอนุรักษ์เพื่อนำไปสู่การเป็นแหล่งมรดกโลกที่สมบูรณ์แบบต่อไป
ข้อมูลข้างต้นเป็นสิ่งเตือนให้ตระหนักว่า ประเทศไทยไม่ควรเร่งร้อนที่จะนำเสนอแหล่งใดๆก็ตามให้เป็นTentative Listจำนวนมาก และต้องผูกมัดกับสัญญาประชาคมและให้ความหวังกับประชาชนในพื้นที่ว่าจะเป็นมรดกโลกในเร็ววัน เพราะการทำเอกสารNomination Dossierให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงของแหล่งที่แสดงคุณค่าความเป็นสากลควรค่าแก่การอนุรักษ์เป็นมรดกโลกและมีแผนการจัดการด้านการอนุรักษ์อย่างไม่บกพร่องและยั่งยืนในสภาพของการพัฒนาในโลกปัจจุบันก็ยังดำรงอยู่ได้ตามอุดมการณ์การพัฒนาอย่างยั่งยืนของยูเนสโก (UNESCO sustainable development declaration)นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย มีความซับซ้อนยุ่งยากหลายประการในทางปฏิบัติ (ไม่ใช่เขียนครบถ้วนตามเอกสาร แต่สภาพจริงของแหล่งต้องเป็นไปตามนั้น และปฏิบัติได้ตามนั้น)และมีพันธะสัญญาที่ต้องยืนยันรับรองแข็งขันว่าจะปฏิบัติเช่นนั้นในการรักษาแหล่งตลอดไป ดังนั้นหากประเทศไทยประสงค์เสนอแหล่งใดแหล่งหนึ่งไปสู่การขอขึ้นบัญชีและขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจึงควรดำเนินตามขั้นตอนดังต่อไปนี้:
๑)สอบค้นข้อมูลและพิจารณาศักยภาพของแหล่งอย่างรอบด้านตาม operation guidelineของศูนย์มรดกโลกในการพิจารณาว่าอยู่ในเกณฑ์ (criteria)ตามที่กำหนดไว้หรือไม่ อย่างไร หากอยู่ในเกณฑ์อย่างเพียงพอ จึงเตรียมข้อมูลเพื่อจัดทำเอกสารการขอเป็นTentative List และเตรียมการดำเนินงานให้แหล่งอยู่ในสภาพที่สามารถดำเนินการเพื่อการนำเสนอเป็นมรดกโลกในเวลาต่อไป
๒)เชิญผู้เชี่ยวชาญระดับสากลจากองค์กรที่ปรึกษาของศูนย์มรดกโลก (ICCROM/ICOMOS/ IUCN) ที่เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องของแหล่งนั้นๆให้ร่วมพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของแหล่งข้างต้น ว่ามี คุณค่าความเป็นสากลและมีการดำเนินการด้านการอนุรักษ์พิทักษ์แหล่งอย่างดีพอ ทั้งที่ผ่านมาในอดีต ปัจจุบันและอนาคต (ควรต้องฟังความเห็นจากคนนอกประเทศที่มองเห็นคุณค่าความเป็นสากล เพราะใช้ความคิดเห็นเฉพาะคนในประเทศยอมมีอคติในการมองหรือพิจารณา)
๓)เมื่อเห็นพ้องต้องกันแล้ว จึงประสานการวางแนวทางในการเขียนTentative list โดยให้ผู้เชี่ยวชาญระดับสากลตรวจสอบเอกสารTentative List ของแหล่ง โดยต้องสามารถกำหนดคุณค่าความเป็นสากล (Outstanding Universal Value)ของแหล่งนั้นๆได้อย่างชัดเจนและมีแผนงานอนุรักษ์ที่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
๔) ดำเนินการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเชิงลึกอย่างครบถ้วน เพื่อให้คุณค่าของแหล่งเด่นชัดขึ้น เช่น ถ้าเป็นแหล่งโบราณคดี (Archaeological site) จำเป็นต้องดำเนินงานทางโบราณคดีให้ได้ค่าอายุสมัย การกำหนดอายุสิ่งก่อสร้างทุกตำแหน่งของแหล่งและใช้ข้อมูลจากหลักฐานโบราณคดีทั้งหมดเชื่อมโยงเรื่องราวที่เปรียบเทียบได้กับแหล่งอื่นที่มีคุณค่าเป็นสากลได้เสมอกันหรือโดดเด่นยิ่งกว่า ถ้าเป็นสถาปัตยกรรม ต้องมีข้อมูลการออกแบบ แบบแปลนแผนผัง แนวคิดสร้างสรรค์ที่โดดเด่นในการออกแบบและก่อสร้าง ความครบถ้วนในข้อมูลประวัติ สาระจากรูปลักษณ์ที่สะท้อนคุณค่าความเป็นมนุษย์หรืออัจฉริยภาพ
๕)ดำเนินการด้านการอนุรักษ์ การฟื้นฟูสภาพแหล่ง ไม่ให้แหล่งตกอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมทั้งทางกายภาพของแหล่งและการใช้มาตรการบังคับไม่ให้แหล่งถูกทำลาย เช่น มาตรการทางกฎหมาย การคุ้มครองด้วยกฎระเบียบ การประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองที่มิให้เปลี่ยนแปลงสภาพ หรือเคลื่อนย้ายสิ่งที่จะทำให้สภาพของแหล่งเสื่อมค่า เช่น ให้พื้นที่กันชนหรือขอบเขตของแหล่งเป็นสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมในการรักษาคุณค่าของแหล่ง
๖) จัดทำเอกสารอันเป็นข้อเขียนที่เกิดจากผลการศึกษาที่แสดงคุณค่าความเป็นสากล-ผลการอนุรักษ์ แสดงหลักฐานที่บ่งชัดถึงมาตรการคุ้มครองปกป้องอย่างมีประสิทธิภาพและถาวรในปัจจุบันและอนาคต เอกสารนี้เรียกว่าNomination Dossier ควรให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิชาการโบราณคดีและการอนุรักษ์แหล่ง/สิ่งก่อสร้างในแหล่งมรดกนั้นๆเป็นผู้ดำเนินการเขียนและจัดทำเป็นภาษาอังกฤษ และประสานให้ผู้เชี่ยวชาญสากลขององค์กรที่ปรึกษาของศูนย์มรดกโลกตามที่กล่าวมาข้างต้นตรวจสอบ แก้ไข และได้รับการพิจารณาประเมินชั้นต้นว่าสมควรที่จะนำเสนอได้ ไม่มีข้อบกพร่องหรือบกพร่องเพียงเล็กน้อย ก่อนการนำเสนอตามขั้นตอน
๗) นำเสนอNomination Dossierของแหล่งนั้นๆต่อคณะกรรมการมรดกโลกเมื่อเอกสารมีความครบถ้วนสมบูรณ์เช่นเดียวกับแหล่งที่คงความครบถ้วนในภาคปฏิบัติตามที่เอกสารระบุสามารถให้ตรวจสอบได้ตลอดเวลา
๘)ต้องดำเนินกิจกรรมคู่ขนานกับการดำเนินงานในระหว่างการจัดทำTentative Listและ/หรือNomination Dossier คือการประชาสัมพันธ์ให้แหล่งเป็นที่รู้จักในระดับสากล เช่น การจัดประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องที่เกี่ยวกับแหล่งหรือเกี่ยวเนื่องถึงแหล่งที่จะนำเสนอฯ หายุทธวิธีที่กระตุ้นให้นักวิชาการทั้งในและนอกประเทศเขียนบทความทางวิชาการที่เกี่ยวเนื่องกับแหล่ง และให้ปรากฏการลงพิมพ์ในเอกสาร/หนังสือ/สื่อ ซึ่งแพร่หลายและรู้จักเป็นสากล สร้างความเป็นมาตรฐานและความเป็นที่รู้จักด้านการอนุรักษ์ของแหล่งนี้ เช่น การจัดตั้งศูนย์การอนุรักษ์เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ใช้แหล่งเป็นสนามปฏิบัติการ การประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์ในระดับนานาชาติ การจัดตั้งYouth Forum หรือเยาวชนในท้องถิ่น/ในประเทศและนานาชาติเป็นกำลังพิทักษ์อนุรักษ์แหล่งฯ และสืบทอดภารกิจอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมเหล่านี้ต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีพัฒนาการและเป็นกิจกรรมระยะยาวที่ยั่งยืนและขยายวงกว้างเพิ่มมากขึ้นโดยลำดับ
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ควรกำหนดเป้าหมายการดำเนินการแหล่งใดแหล่งหนึ่งอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จึงจะเป็นผลดีมากกว่าการดำเนินการหลายแหล่งพร้อมๆกัน ควรยอมรับความจริงว่า แหล่งมรดกของชาติเราแม้มีอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่มีคุณค่าเพียงสมบัติชาติ (National Property)ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจและต้องร่วมกันปกปักรักษาของคนในชาติอยู่แล้ว แต่เมื่อไปเทียบเคียงกับมรดกของชาติอื่นทั่วทั้งโลก มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะนับได้ว่า พอจะก้าวไปสู่คุณค่าความเป็นสากล และการทำให้บังเกิดคุณค่าความเป็นสากลของแหล่งที่มีอยู่น้อยมากนี้ให้เป็นไปได้จำเป็นต้องดำเนินงานค้นหาข้อมูลทางโบราณคดีเพิ่มเติมอย่างมากและใช้เวลาอีกยาวนาน ทั้งยังต้องวางแผนในการจัดการคุ้มครองและอนุรักษ์แหล่งให้ได้มาตรฐานสากลด้วย จึงไม่ควรกำหนดให้ต้องนำเสนอแหล่งเพื่อขึ้นTentative Listทุกปีหรือปีละหลายแหล่งและต้องบังคับให้ดำเนินการอย่างเร่งรัดในการผลักดันให้ดำเนินการจัดทำNomination Dossierเพื่อไปถึงความเป็นมรดกโลกอันเป็นจุดมุ่งหมาย ท้ายที่สุดแล้วผลที่ได้คือ มีความเป็นไปได้มากที่จะได้รับการประเมินไม่ผ่านหรือให้กลับมาจัดทำใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก (ตัวอย่างของหลายประเทศที่ยกมาข้างต้นย่อมเป็นบทเรียนแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว) ดังนั้นจึงควรอยู่บนพื้นฐานการยอมรับความจริงดังกล่าว ในหนึ่งปี/สองปี/สามปี/หลายๆปี อาจมีเพียงแหล่งเดียวก็เพียงพอที่จะนำเสนอให้อยู่ใน Tentative List และเริ่มดำเนินการแหล่งนั้นๆอย่างจริงจังและทุ่มเทให้บรรลุเป้าหมาย โดยดำเนินตามขั้นตอนที่นำเสนอข้างต้น จนสามารถจัดทำNomination Dossier ได้ก่อน ครั้นเมื่อได้รับการประกาศให้แหล่งนั้นๆเป็นมรดกโลกแล้วจึงจะวางแผนดำเนินการในแหล่งใหม่ที่ได้พิจารณาแล้วและได้รับการประเมินรับรองจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกแล้วว่า เป็นแหล่งที่มีคุณค่าความเป็นสากลและมีคุณค่าแก่การอนุรักษ์และสามารถอนุรักษ์คุ้มครองได้ตามมาตรฐานในข้อกำหนดของความเป็นมรดกโลกต่อไป หากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเห็นว่า ยังไม่พร้อมเพียงพอ ก็ควรดำเนินการในส่วนที่บกพร่องให้ครบถ้วนเสียก่อนจึงจะนำเสนอเป็นTentative List หรือ Nomination Dossier ตามลำดับต่อไป
นางอมรา ศรีสุชาติ.......ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ