ค้นหา

จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ

          หนังสือ : คู่มือเอาตัวรอดจากสถานการณ์ฉิบหายขั้นสุด = The worst-case scenario survival handbook           ผู้เขียน :  โจชัว ไพเวน และ เดวิด โบร์เกนิซต์            ผู้แปล : พรเลิศ อิฐฐ์ เวลาดูภาพยนตร์ที่ต้องหนีตายจากฉลาม จระเข้ เคยสงสัยไหมคะ ว่าถ้าเราอยู่ในสถานการณ์นั้น เราต้องทำอย่างไรถึงจะรอด หนังสือเล่มนี้จะช่วยไขข้อสงสัยดังกล่าว (แต่ไม่รับประกันความปลอดภัย) โดยผู้เขียนทำการรวบรวมวิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่าง ๆ จากผู้เชี่ยวชาญหลายแขนง เช่น วิธีหนีออกจากรถที่กำลังจม วิธีป้องกันตัวจากฉลาม วิธีสลัดให้หลุดจากจระเข้ วิธีกระโดดเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงตาย วิธีหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกฟ้าผ่า ฯลฯ สรุปเป็นขั้นตอนที่กระชับ เข้าใจง่าย มีภาพประกอบ ให้เราพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์  คำเตือน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน             ห้องบริการ 1 หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ           เลขหมู่ : 363.34 พ994ค


ศิลาจารึกหลักที่ ๑ พ่อขุนรามคำแหง มรดกแห่งความทรงจำของโลก .  เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๖ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนศิลาจารึกหลักที่ ๑ หรือจารึกพ่อขุนรามคำแหง เป็นมรดกแห่งความทรงจำของโลก (The Memory of the World Register) เนื่องในโอกาสนี้เราจะนำทุกท่านมาทำความรู้จักกับศิลาจารึกหลักที่ ๑  .  ศิลาจารึกหลักที่ ๑ หรือจารึกพ่อขุนรามคำแหง ถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๖ หรือตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๓  โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ เมื่อครั้งยังทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ได้เสด็จจาริกธุดงค์ไปทางหัวเมืองแถบเหนือของประเทศไทย เมื่อถึงเมืองเก่าสุโขทัย ทรงพบศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ที่บริเวณเนินปราสาทเมืองเก่าสุโขทัย ทอดพระเนตรเห็นเป็น “โบราณวัตถุที่สำคัญ” จึงโปรดให้นำลงมาที่กรุงเทพมหานคร พร้อมกับศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาเขมร (สท.๓) หลักที่ ๔ และพระแท่น มนังคศิลาบาตร ปัจจุบันศิลาจารึกหลักที่ ๑ ถูกเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร  .  เนื้อความของศิลาจารึกหลักที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงผนวชได้ทรงอ่านศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นพระองค์แรก ซึ่งถือว่าเป็นการอ่านจารึกภาษาไทยโบราณ เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ต่อมามีนักปราชญ์ราชบัณฑิตอีกหลายท่านได้ทำการอ่านและแปลความ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง สามารถสรุปเนื้อหาได้ ๓ ตอนดังนี้ ตอนที่ ๑ กล่าวถึงเรื่องราวส่วนพระองค์ของพ่อขุนรามคำแหงตั้งแต่ประสูติจนได้เสวยราชสมบัติ สันนิษฐานว่าตอนที่ ๑ นั้นจารึกขึ้นโดยพระราชดำรัสของพ่อขุนรามคำแหงเอง สังเกตได้จากการใช้ว่า “กู” ในการเล่าเรื่องราว ตอนที่ ๒ เล่าเรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ และธรรมเนียมในเมืองสุโขทัย การสร้างพระแท่นมนังคศิลาเมื่อ มหาศักราช ๑๒๑๔ (พ.ศ.๑๘๓๕) การสร้างพระธาตุเมืองศรีสัชนาลัย เมื่อ มหาศักราช ๑๒๐๗ (พ.ศ.๑๘๒๘) และการประดิษฐ์ตัวอักษรไทยขึ้นเมื่อ มหาศักราช ๑๒๐๕ (พ.ศ.๑๘๒๖) ตอนที่ ๓ สันนิษฐานว่าจารึกขึ้นภายหลังหลายปี เพราะตัวหนังสือไม่เหมือนกับตอนที่ ๑ และที่ ๒ คือตัวพยัญชนะลีบกว่าทั้งสระที่ใช้ก็ต่างกันบ้าง เนื้อหาของตอนที่ ๓ นี้ เป็นคำสรรเสริญ และยอพระเกียรติคุณของพ่อขุนรามคำแหง และกล่าวถึงอาณาเขตเมืองสุโขทัย  . หรือสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ตามลิ้งนี้ >>> https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/47


     เรือนไทยภาคกลาง องค์ประกอบของเรือนเครื่องสับ      เรือนเครื่องสับ คือ เรือนที่สร้างด้วยไม้จริง โดยการประกอบเครื่องไม้เป็นส่วน ๆ เช่น ทำฝา ทำหน้าจั่วให้เสร็จก่อน แล้วจึงเตรียมโครงสร้างส่วนอื่น ๆ เช่น เสา รอด พื้น โครงหลังคา เสร็จแล้วจึงนำส่วนประกอบทั้งหมดเหล่านั้นมาประกอบกันเป็นเรือน        เรือนเครื่องสับ หรือเรือนหลังคาจั่ว เป็นเรือนใต้ถุนสูง พื้นยกสูงจนเดินรอดได้ ใช้เป็นที่พักผ่อน หรือเลี้ยงสัตว์ เก็บเครื่องมือเครื่องใช้ทางการเกษตร ฝาเรือนเป็นไม้จริง ส่วนมากเป็นไม้สัก ทำเป็นแผง มีหลายแบบ เช่น ฝาปะกน หรือฝาปะกนลูกฟัก ฝาสำหรวด ฝามักสอบเข้าเล็กน้อย หน้าต่างเปิดเข้าด้านใน หลังคาจั่วลาดชัน มุงด้วยจาก กระเบื้อง หรือสังกะสี มีไม้ปิดเครื่องมุงด้านสกัดเป็นรูปสามเหลี่ยม เรียก “ป้านลม” (ปั้นลม)        เรือนเครื่องสับมีทั้งแบบที่สร้างเป็นเรือนเดี่ยว ประกอบด้วยเรือนนอน ครัว ระเบียง และชาน หรือสร้างเป็นเรือนหมู่ มีเรือนนอนมากกว่าหนึ่งหลัง มีชานเชื่อมถึงกัน มีเรือนครัว หอนั่ง หรือหอนก เรือนหมู่ เป็นเรือนสำหรับครอบครัวขยาย หรือเรือนคหบดี หรือผู้มีฐานะทางสังคมสูง      ปัจจุบัน เรือนไทยภาคกลางแบบดั้งเดิมเหลือน้อย แม้มีการสร้างเรือนไทยสำหรับผู้ต้องการสร้างบ้านใหม่ในสมัยปัจจุบัน แต่รูปแบบนั้นเปลี่ยนไปจากแบบแผนเดิม        ภาพจาก รูปตัด เรือนทับขวัญ ที่มา ศาสตราจารย์ น.อ. สมภพ ภิรมย์ ร.น.,ราชบัณฑิต, ๒๕๓๘      *หมายเหตุ ภาพจากการ scan จากหนังสือตัวอักษรจึงไม่ชัด ผู้เรียบเรียงจึงได้เขียนด้วยลายมือทับเพื่อความชัดเจนของตัวอักษร      สรุป เรียบเรียงและถ่ายภาพ : นางสาวภัทรา เชาว์ปรัชญากุล ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สุพรรณบุรี สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี      ที่มาข้อมูล รวบรวม เรียบเรียง และสรุปจาก - โครงการจัดทำองค์ความรู้ด้านการสำรวจสถาปัตยกรรมเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถาน (อาคารเรือนทรงไทย) โดยกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากร - บ้านไทยภาคกลาง ศาสตราจารย์ พลเรือตรี สมภพ ภิรมย์ - สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๑๓ เรื่องที่ ๑ เรือนไทย/เรือนไทยภาคกลาง - สืบค้น online www.royin.go.th (สำนักงานราชบัณฑิตยสภา) “เรือน”


                วารสารเทศบาลตำบลกันตัง นี้ เป็นการรายงานกิจการของเทศบาลตำบลกันตังเพื่อเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ระหว่างเทศบาลตำบลกันตังและประชาชน โดยในฉบับนี้กล่าวถึงรายงานสรุปข้อราชการอำเภอกันตัง การปรับปรุงร่องน้ำกันตัง ที่เที่ยวที่เกาะค้อ กิจการก้าวหน้าของเทศบาล รายงานการเงิน รายงานการสาธารณสุข รายงานการทะเบียนราษฎร์ และพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดฯบรรณานุกรม สำนักงานเทศบาลตำบลกันตัง.  วารสารเทศบาลตำบลกันตัง.  ตรัง: สำนักงานเทศบาลตำบลกันตัง, ๒๕๐๙.


กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น   กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้ ๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙   ๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ - โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท - โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน   ๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว   ๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้ ๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน ๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ ๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา ๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ ๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน   หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต


***รายงานการขุดค้นทางโบราณคดีวัดศรีสวาย พ.ศ.๒๕๕๓***  อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยขอเผยแพร่รายงานทางโบราณคดี "รายงานการขุดค้นทางโบราณคดีวัดศรีสวาย อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ปีพุทธศักราช ๒๕๕๓" สามารถดาวน์โหลดเพื่ออ่านหรือใช้ในการศึกษาตามลิ้งค์ที่แนบนี้ >>> https://drive.google.com/.../1uVVaNhkkLCslnEN0SRV.../view... .  รายงานฉบับนี้ประกอบด้วยข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับวัดศรีสวาย การปฏิบัติงานขุดค้นทางโบราณคดี ชั้นดินทางโบราณคดี การจำแนกและวิเคราะห์หลักฐานทางโบราณคดี และผลจากการขุดค้นทางโบราณคดี ซึ่งการขุดค้นทางโบราณคดีในครั้งนี้ดำเนินการโดยนายภานุวัฒน์ เอื้อสามาลย์ นักโบราณคดีของอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยในขณะนั้น (พ.ศ.๒๕๕๓) จากร่องรอยหลักฐานที่พบทำให้สามารถวิเคราะห์ แปลความหมายและสรุปการใช้งานพื้นที่วัดศรีสวาย โดยแบ่งตามลำดับชั้นทับถมทางวัฒนธรรมได้ดังนี้ .  ๑.) สมัยก่อนสุโขทัย อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ พบหลักฐานทางโบราณคดีอย่างเบาบาง ได้แก่ เศษภาชนะดินเผาเนื้อดินธรรมดา ปริมาณน้อยมาก และมีชิ้นหนึ่งที่สามารถระบุรูปทรงได้ เป็นภาชนะเนื้อดินธรรมดาขึ้นรูปด้วยมือ ลักษณะก้นกลมที่ไม่มีคอตกแต่งด้วยลายเชือกทาบทั้งใบ ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกันกับที่เคยพบจากการขุดค้นทางโบราณคดีระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๕ และในสมัยนี้น่าจะยังไม่มีการก่อสร้างอาคารใด ๆ เนื่องจากไม่พบหลักฐานประเภทอิฐดินเผา กระเบื้องมุงหลังคาดินเผา วัตถุปูนปั้น และสะเก็ดหินชนวน ซึ่งเป็นวัสดุก่อสร้างเลย  แต่กลับพบในสมัยถัดมาคือราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ข้อมูลดังกล่าวจึงมีความขัดแย้งกับการกำหนดอายุสมัยการสร้างปราสาท ๓ หลัง ที่กล่าวว่าควรสร้างขึ้นในราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๘ อย่างไรก็ตามช่วงระยะเวลาดังกล่าวก็จัดว่ามีความใกล้เคียงกันมาก หรืออาจจะอธิบายได้ว่าวัสดุก่อสร้างดังกล่าวนั้นเป็นวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างสมัยหลัง เพราะในสมัยแรกสร้างนั้นได้ใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุหลัก .  ๒.) สมัยสุโขทัย อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐ ในสมัยนี้พบโบราณวัตถุที่มีความหลากหลาย ได้แก่ เศษภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาเมืองศรีสัชนาลัย เศษเครื่องถ้วยสมัยล้านนา เศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์สุ้งใต้ และสมัยราชวงศ์หยวน อันแสดงให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์กับต่างถิ่นทั้งที่ห่างไกลและใกล้เคียง แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่พบเศษภาชนะดินเผาประเภทชามหรือจานเขียนลายสีดำใต้เคลือบจากแหล่งเตาเมืองสุโขทัยและเมืองศรีสัชนาลัยเลย  จึงสันนิษฐานว่าภาชนะดินเผาประเภทดังกล่าวอาจมีความนิยมแพร่หลายในสมัยหลัง หรือเนื่องจากพื้นที่แห่งนี้เป็นเขตศาสนสถานที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาจึงไม่ค่อยพบภาชนะประเภทที่ใช้สอยกันในครัวเรือนมากนัก แต่ที่พบและมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ด้วยนั้น ได้แก่ ผางประทีปที่ใช้จุดไฟเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ไหดินเผาเนื้อแกร่งทั้งแบบขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ที่อาจใช้เป็นภาชนะบรรจุอัฐิ อ่างดินเผาขนาดใหญ่ ที่สันนิษฐานว่าอาจเป็นอ่างน้ำมนต์ (?) ภาชนะประเภทคนทีและคนโท ที่ควรเป็นภาชนะแบบพิเศษสำหรับการประกอบพิธีกรรมโดยเฉพาะ และหม้อดินเผาก้นกลมรูปทรงค่อนข้างแป้น ผิวภายนอกมีร่องรอยปูนขาวฉาบอยู่ ซึ่งก็คงจะเกี่ยวข้องกับการประกอบพิธีกรรมเช่นเดียวกัน และสันนิษฐานว่าวิหารน้อยที่ก่อด้วยศิลาแลงก็ควรสร้างขึ้นในสมัยนี้ .  ๓.) สมัยหลังสุโขทัยที่ร่วมสมัยอยุธยาตอนกลาง อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ – ๒๒ เป็นชั้นที่พบโบราณวัตถุหนาแน่นและมีความหลากหลาย ทั้งประเภทที่มีอายุเก่าที่สุด คือ เศษเครื่องถ้วยสมัยลพบุรีและเศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์สุ้งใต้ และที่มีอายุในสมัยถัดมาคือ เศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หยวน เศษเครื่องถ้วยสมัยล้านนา เศษภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาเมืองสุโขทัยและเมืองศรีสัชนาลัย และเศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิง อันแสดงให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์กับต่างถิ่นทั้งที่ห่างไกลและใกล้เคียง สำหรับเครื่องใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาก็ยังคงพบต่อเนื่องมาในสมัยนี้ด้วย ที่สำคัญคือ ตะคันดินเผาสภาพค่อนข้างสมบูรณ์จำนวนหลายใบ ชิ้นส่วนฐานประติมากรรมศิลาทรายขนาดเล็ก ที่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นฐานพระพุทธรูป (?) ชิ้นส่วนดอกไม้และใบไม้ทองคำ ที่สันนิษฐานว่าเป็นต้นไม้จำลองทองคำ รวมทั้งผลึกแร่ควอตซ์ ที่สันนิษฐานว่าเป็นวัตถุศิลาฤกษ์ ซึ่งชิ้นหลังนี้ควรมีมาตั้งแต่แรกสร้างศาสนสถานแต่อาจถูกขุดรื้อจนมาปะปนอยู่ในชั้นวัฒนธรรมสมัยนี้  และสันนิษฐานว่ากำแพงแก้วที่มีส่วนฐานและผนังเป็นหินชนวน ก็ควรทำขึ้นในสมัยนี้ด้วยเช่นกัน  .  และจากการขุดค้นที่ระดับชั้นดินบนยังพบหลักฐานที่มีอายุสมัยหลังต่อมาอีก คือ เศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ชิง ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ – ๒๓ ด้วย อันแสดงให้เห็นถึงกิจกรรมที่ยังคงมีต่อมาอีกระยะเวลาหนึ่ง .  สุดท้ายนี้ ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาและวิเคราะห์ดังกล่าว เป็นสิ่งที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่เพียงส่วนหนึ่งของวัดศรีสวาย ในอนาคตหากมีการศึกษาและขุดค้นทางโบราณคดีเพิ่มเติมก็น่าจะทำให้สามารถสรุปเรื่องราวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่สำคัญคือการตรวจสอบอายุสมัยแรกสุดของการสร้างปราสาท ๓ หลัง ที่ได้ข้อสรุปจากการขุดค้นครั้งนี้ว่า “น่าจะสร้างขึ้นในราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ หรือปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ (ไม่ควรเก่าไปกว่านั้น)”


ชื่อผู้แต่ง         พวงพร ศรีสมบูรณ์  ชื่อเรื่อง          รายงานความก้าวหน้าโครงการอนุรักษ์คัมภีร์อัลกุรอานและศิลปวัตถุ ครั้งที่พิมพ์       - สถานที่พิมพ์    กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์      บริษัทบางกอกอินเฮ้าส์ จำกัด ปีที่พิมพ์          2564 จำนวนหน้า      223   หน้า รายละเอียด         ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ณ โรงเรียนสมานมิตรวิทยา ตำบลละหาร อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส พ.ศ. 2557-2564         หนังสือรายงานการดำเนินงานและความก้าวหน้าของโครงการอนุรักษ์คัมภีร์อัลกุรรอานและศิลปวัตถุด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ณ โรงเรียนสมานมิตรวิทยาตำบลละหาร อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส พ.ศ. 2557 – 2564 ภายใต้โครงกรวัฒนธรรมเชื่อมใจชายแดนใต้สันติสุขเนื้อหาสาระประกอบด้วย รายละเอียดโครงการ กำดำเนินงานตั้งแต่ พ.ศ. 2557 – 2564 และสรุปผลการดำเนินงานจนถึงปีที่จัดพิมพ์และแผนงานอนุรักษ์คัมภีร์อัลกุรอานละศิลปวัตถุด้วยวิธีการทางวิทยาศาตร์ในปีต่อไป 2565


ตอนนี้ ถนนจอมพล กำลังเป็นกระแสของชาวโคราชอีกครั้ง เพราะกำลังมีกิจกรรม “#GRAFFITTI X #ChompolFest.” โดย GRAFFITTI ทั้ง 4 จุดที่กระจายตัวอยู่บนถนนจอมพลนี้ ช่วยเพิ่มความน่าสนใจของถนนเส้นนี้ได้ดีมากขึ้น พี่นักโบจึงหยิบยก บทความ “สืบร่องรอย “ถนนจอมพล” ผ่านหลักฐานทางโบราณคดี” มาเล่าให้ทุกท่านได้ฟัง ก่อนจะไปชมงานศิลปะ ดื่มด่ำวิถีชีวิตด้วยวิธีเดินเมืองกันครับ . หากเรามอง “#ถนนจอมพล” ในมิติทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีแล้ว ถนนเส้นนี้คือกระดูกสันหลังของเมืองนครราชสีมา มาช้านาน เป็นเส้นแกงกลาง เมืองนครราชสีมา ตามแนวแกนทิศตะวันออก-ทิศตะวันตก มีความยาวเท่ากับความกว้างของเมืองคือ 1,700 เมตร จุดสังเกตง่ายๆของถนนจอมพลคือตั้งอยู่ด้านหลังประตูชุมพล ซึ่งเป็นจุดหมายตาสำคัญ ทอดยาวไปทางด้านทิศตะวันออกจรดประตูพลล้าน ด้วยเป็นถนนแกนกลางของเมือง จึงมีโบราณสถานและศาสนสถานสำคัญตั้งอยู่ 2 ฝั่งถนน หลายแห่ง อาทิ ประตูชุมพลวัดบึง ศาลเจ้าบุญไพศาล ศาลหลักเมือง วัดกลางนคร (วัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร) สถานพระนารายณ์ บ้านท่านท้าวสุรนารี และวัดบูรพ์ . ในอดีตถนนเส้นนี้เป็นรู้จักกันในชื่อถนน “#เจริญพานิชย์” คงเพราะเป็นถนนที่มีการทำธุรกิจการค้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อ เป็นถนน “จอมพล” เพื่อเป็นเกียรติให้กับ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คราวเดินทางมาตรวจราชการจังหวัดนครราชสีมา และยังเป็นถนนเส้นแรกของเมืองที่ลาดยางเนื่องจากเป็นถนนสายเศรษฐกิจ มีธุรกิจ ห้าง ร้าน หลายแห่ง  . “#ถนนจอมพลจากหลักฐานทางโบราณคดี"    ผลการขุดค้นทางโบราณคดีที่ผ่านมา ภายใต้โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าในเมืองใหญ่ พบโบราณวัตถุหลายประเภท ซึ่งแสดงถึงร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์ในอดีตบริเวณถนนจอมพล ดังนี้ . 1. เครื่องถ้วยจีน โดยภาชนะทั้งหมดสามารถกำหนดอายุอยู่ในช่วง ปลายพุทธศตวรรษที่ 24-25 จากการวิเคราะห์ลวดลายและเทคนิคที่พบ ได้จัดจำแนกเครื่องถ้วยจีน ที่พบจากแหล่งเตาชิงจี แหล่งเตาจิ่งเต๋อเจิ้น และแหล่งเตาเฉาอันและเหยาผิง รวมทั้งสิ้น 3 กลุ่ม  . 2. เครื่องถ้วยญี่ปุ่น พิมพ์ลายสีน้ำเงินลายดอกไม้ และก้านขด บนพื้นสีขาวด้านใน พิมพ์ลายเส้นบริเวณปากและก้น ผลิตจากแหล่งเตาในประเทศญี่ปุ่น โดยเทคนิคการพิมพ์ลายนี้ สามารถกำหนดอายุสมัยอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 . 3. เครื่องถ้วยฝรั่งเศส เคลือบน้ำเคลือบสีขาว ผลิตจากแหล่งเตาในประเทศฝรั่งเศส บริเวณก้นมีข้อความ “OPAQUE DE SARREGUEMINES” พร้อมสัญลักษณ์ โดย รูปแบบสัญลักษณ์ดังกล่าว เป็นตราผลิตภัณฑ์เครื่องถ้วยเนื้อกระเบื้อง ที่ผลิตจากเมืองแซร์กูมีนส์ (Sarreguemines) ซึ่งใช้เป็นเครื่องหมายการค้าอย่างเป็นทางการ ระหว่าง พ.ศ. 2400-2457 ตรงกับรัชกาลที่ 5-6 . 4. ภาชนะดินเผาเนื้อดินธรรมดา และเนื้อแกร่ง ผิวเรียบ ไม่ตกแต่ง สันนิษฐานว่าผลิตจากแหล่งเตาพื้นถิ่น ไม่สามารถกำหนดอายุสมัยและแหล่งที่มาได้ชัดเจน . 5. หอยเบี้ย จำนวน 2 สำหรับหอยเบี้ยมีการใช้เป็นเงินตราแลกเปลี่ยนมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี ถึง สมัยรัตนโกสินทร์ จนกระทั่งใน พ.ศ. 2405 มีประกาศยกเลิกใช้หอยเบี้ย แล้วประกาศใช้เงินตราประเภท อัฐ โสฬส ซึ่งล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้จัดทำระบบแลกเปลี่ยนเงินตราขึ้นใหม่ ซึ่งใน พ.ศ. 2405 นั้นโรงกษาปณ์ได้ผลิตเหรียญดีบุกขึ้นเป็นครั้งแรก โดยหอยเบี้ยทั้ง 2 ชิ้น พบร่วมกับเครื่องถ้วยจีน จากแหล่งเตาจิ่งเต๋อเจิ้น ผู้เขียนจึงกำหนดอายุอยู่ในช่วงครึ่งแรกพุทธศตวรรษที่ 25 . 6. แผ่นไม้ ซึ่งสันนิษฐานว่า แผ่นไม้ดังกล่าวเป็นแผ่นไม้ปูพื้นถนนจอมพล โดยอ้างอิงจากภาพถ่ายเก่าถนนโพธิ์กลาง ซึ่งต่อเนื่องจากถนนจอมพลไปทางด้านทิศตะวันตก นอกเมืองเก่านครราชสีมา ซึ่งสันนิษฐานว่าถ่ายขึ้นในช่วงปลายรัชกาลที่ 5-6 ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 25 เนื่องจากพื้นถนนเป็นเนินสูงสลับกับที่ลาดต่ำ จึงมีการปรับพื้นที่ถนน โดยใช้ไม้หมอนวางเรียงกันเป็นแนว แล้วปูทับด้วยไม้กระดาน เรียงเป็นลูกระนาด ในอดีตชาวโคราชจึงเรียกถนนลักษณะนี้ว่า “ถนนกระดาน” . #สรุป พุทธศตวรรษที่ 25 เป็นช่วงเวลาที่เมืองนครราชสีมา มีความเจริญเติบโตมากขึ้นกว่าสมัยก่อนหน้า ในฐานะศูนย์กลางการปกครองเทศาภิบาลมณฑลลาวกลาง ตั้งแต่ พ.ศ. 2436 และศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ เพราะถือกำเนิดรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ตั้งแต่ พ.ศ. 2443 ด้วยทั้ง 2 ปัจจัย ส่งผลให้เมืองนครราชสีมาเติบโตขึ้น มีการปลูกสร้างอาคาร ห้างร้าน บ้านเรือน ต่าง ๆ ที่ขยายตัวมากขึ้นตามลำดับ . ถนนจอมพล ในฐานะถนนเส้นแกนกลางของเมือง ช่วงเวลานั้น ถูกยกให้เป็นถนนเส้นสำคัญ เพราะเป็นทั้งศูนย์กลางความเชื่อของคนนครราชสีมา ด้วยปรากฏ ศาสนสถานหลากหลายความเชื่อบนถนนเส้นเดียวกันนี้ และเป็นถนนสายเศรษฐกิจ จนมีชื่อว่า “เจริญพานิชย์” โดยเฉพาะชาวจีนจากมณฑลกว่างตงที่อพยพโยกย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำการค้าตั้งแต่ พ.ศ. 2400 บริเวณนี้ จนกลายเป็นย่านธุรกิจการค้าสำคัญของเมืองนครราชสีมาจวบจนถึงปัจจุบัน  . จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบกำหนดอายุร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์ในอดีตบนถนนจอมพล มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 เช่นเดียวกัน โดยอ้างอิงอายุสมัยจากรูปแบบเครื่องถ้วยต่างประเทศที่พบจากการขุดค้น เป็นหลัก โดยเครื่องถ้วยต่างประเทศและโบราณวัตถุต่าง ๆ ที่พบแสดงให้เห็นการอยู่อาศัยและการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างชาวนครราชสีมากับชุมชนต่างภูมิภาค ได้เป็นอย่างดี ด้วยเพราะนครราชสีมาในตอนนั้น เป็นทั้งศูนย์กลางการปกครองและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย . พี่นักโบชวนอ่านบทความฉบับเต็ม เรื่อง สืบร่องรอย “ถนนจอมพล” ผ่านหลักฐานทางโบราณคดี” #นิตยสารศิลปากร ปีที่ 65 ฉบับที่ 5 (กันยายน-ตุลาคม 2565) หน้า 38-53 ได้ที่ website : https://digitalcenter.finearts.go.th/ หรือ คลังข้อมูลดิจิทัล – กรมศิลปากร ได้เลยครับ . เรียบเรียงนำเสนอโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ  . #ย่านจอมพล #ถนนจอมพล


ชื่อเรื่อง           สงขลาตามรอยเท้าพ่อ ชื่อผู้แต่ง         จังหวัดสงขลา พิมพ์ครั้งที่       - สถานที่พิมพ์     สงขลา สำนักพิมพ์       ม.ป.พ. ปีที่พิมพ์          ม.ป.ป. จำนวนหน้า      ๘๑  หน้า รายละเอียด                      สงขลาตามรอยเท้าพ่อ เป็นหนังสือที่ทางจังหวัดสงขลาได้น้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ  เข้าถึง  พัฒนา” และปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ได้น้อมนำแนวทางโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ซึ่งมีมากมายหลายด้าน  ซึ่งมีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 50  โรงเรียน  การดำเนินกิจกรรมเกษตรผสมผสานตามรอยเท้าพ่อ “1 ไร่ได้หลายแสน” และปัจจุบันมีเกษตรกรที่ร่วมโครงการทั้งสิ้น 85 ราย  โดยจังหวัดเป็นหน่วยสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการภายใต้ชื่อ โครงการขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดสงขลา รายละเอียดทั้งหมดได้สรุปไว้ในหนังสือ “สงขลาตามรอยเท้าพ่อ”


        วันนี้ในอดีต : การเสด็จพระราชดำเนินพระนครคีรี ในสมัยรัชกาลที่ 5          ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นอกจากที่พระองค์ทรงโปรดให้บูรณะ “พระนครคีรี” เพื่อทรงใช้เป็นที่ประทับแปรพระราชฐาน ใช้รับรองพระราชอาคันตุกะ หรือการที่พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าราชการเมืองเพชรบุรีสมัยนั้น พระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทียน บุนนาค) ดำเนินการจัดซื้อที่ดินที่บ้านปืน ตำบลบ้านหม้อ ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นเนื้อที่ประมาณ 400 ไร่ เพื่อสร้าง “พระราชวังบ้านปืน” ไว้เป็นที่ประทับ         จากการที่พระองค์ทรงเสด็จเมืองเพชรบุรีอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่เสด็จไปตรวจราชการอย่างเป็นทางการและเสด็จประพาสเป็นการส่วนพระองค์ รวมไปถึงการที่พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะ “พระนครคีรี” และทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “พระราชวังบ้านปืน” ซึ่งปัจจุบันพระราชวังทั้ง 2 แห่งนี้ นับเป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าทางศิลปะและประวัติศาสตร์ เป็นมรดกแห่งความภาคภูมิใจของประชาชนชาวจังหวัดเพชรบุรี และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญยิ่งของจังหวัดเพชรบุรี เป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าพระองค์ทรงโปรดเมืองเพชรบุรีเป็นอย่างมาก อีกทั้งพระองค์ยังได้มีพระราชดำริเกี่ยวกับเมืองเพชรบุรีไว้ว่า         “. . . เมืองเพชรบุรี เป็นภูมิสถานอันงดงาม และสมบูรณ์เคยเป็นที่ประพาสของพระเจ้าแผ่นดินแต่กาลก่อนตลอดมา  . . .” (กองจดหมายเหตุแห่งชาติ, 2453)         ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2418 ปรากฏหลักฐานและเอกสารต่าง ๆ ที่ได้บันทึกเหตุการณ์ที่กล่าวถึงการเสด็จเมืองเพชรบุรีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นการย้อนรำลึกถึงพระองค์ในช่วงที่เสด็จพระราชดำเนินพระนครคีรี ทางผู้จัดทำจึงได้เรียบเรียงเรื่องราวนี้ขึ้นมา โดยสรุปความว่าดังนี้         วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิน มาเมืองเพชรบุรีโดยเรือพระที่นั่ง พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารเป็นจำนวนมาก เสด็จถึงพลับพลา บ้านใหม่ ตำบลบางครก เสด็จขึ้นบนพลับพลา ตรัสกับเจ้าเมืองและกรมการทั้งหลาย แล้วเสด็จ พระราชดำเนิน ด้วยรถพระที่นั่งสองล้อ ถึงพระนครคีรี ทอดพระเนตรพระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ พระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์ และพระที่นั่งราชธรรมสภา         วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 เสด็จออก ณ พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ ผู้ว่าราชการเมืองกาญจนบุรี และเมืองเพชรบุรีเข้าเฝ้า แล้วเสด็จประพาสเขาบันไดอิฐ         วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 เสด็จออก ณ พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ ข้าราชการเมืองเพชรบุรีเฝ้า ทูลละอองธุลีพระบาททูลเกล้าฯ ถวายสิ่งของ พระราชทานเสื้อผ้าสักหลาดอย่างดีแก่ข้าราชการที่มาเฝ้าคือ พระพลสงคราม หลวงรามฤทธิรงค์ หลวงยงโยธี หลวงภักดีสงคราม นายแย้มเด็กชา หลวงพิพัฒน์เพชรภูมิ ยกกระบัตร หลวงวิชิตภักดี หลวงมหาดไทย ขุนสัสดี ขุนแพ่ง ขุนแขวง ขุนศุภมาตรา ขุนเทพ ขุนรองปลัด ขุนเทพบุรี โปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินแก่พวกเด็กชาที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทคนละตำลึงบ้างครึ่งตำลึงบ้างคนที่ได้ตำลึงคือคนที่ทรงคุ้นเคยเห็นหน้ากันมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ พระราชดำเนินมาเมืองเพชรบุรี แล้วเสด็จพระราชดำเนินลงมาจากพระนครคีรี ณ ตรงเชิงเขาตรัสกับ หมอแมคฟาร์แลนด์ แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปยังถ้ำเขาหลวง ทรงนมัสการพระพุทธรูป 4 องค์พระพุทธรูปประจำแผ่นดิน รัชกาลที่ 1, รัชกาลที่ 2, รัชกาลที่ 3, รัชกาลที่ 4 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดให้ช่างปั้นขึ้น เพื่อทรงอุทิศพระราชกุศลถวายพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 1, รัชกาลที่ 2, รัชกาลที่ 3, รัชกาลที่ 4 แล้วทรงเสด็จกลับ          วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดมหาสมณาราม เชิงพระนครคีรี พระราชทานเงินเป็นมูลกัปปิยภัณฑ์แก่พระมหาสมณวงศ์เจ้าอาวาส และพระสงฆ์ ทรงแจกเงินแก่สัปบุรุษ     เอกสารสำหรับการสืบค้น       กรมศิลปากร. “พระนครคีรี”. เพชรบุรี : กรมศิลปากร.       พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์  (๒๕๖๑). ถ้ำเขาหลวง มรดกล้ำค่าของเพชรบุรี. กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์.       วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ.  (2561).  “การเสด็จประพาสเมืองเพชรบุรีสมัยรัชกาลที่ 4-รัชกาลที่ 6”.  ใน คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (ผู้รวบรวม), บทความทางวิชาการวารสาร “วารสารประวัติศาสตร์ 2561”  มหาวิทยาลัยศิลปากร.        ฐิติมา สุวรรณชาติ และ ไพลิน ทรัพย์อุดมผล.  (2564).  “ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับเมืองเพชรบุรี ในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 6 (พ.ศ.2394 – 2468)”.  ใน มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี (ผู้รวบรวม), บทความทางวิชาการวารสาร “วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ (มสป.)” มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี,  ปีที่ 23  ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน 2564.       สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี. เรื่อง ตำหนักศรเพชรปราสาท (พระรามราชนิเวศน์). .


ตัวชี้วัดที่ 9 การเปิดเผยข้อมูล ประกอบด้วย 5 ตัวชี้วัดย่อย ดังนี้ ตัวชี้วัดย่อยที่ 9.1 ข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลพื้นฐาน ข้อ ข้อมูล องค์ประกอบด้านข้อมูล o1 โครงสร้าง โครงสร้าง o2 ข้อมูลผู้บริหาร ข้อมูลผู้บริหาร o3 อำนาจหน้าที่ อำนาจหน้าที่ o4 แผนยุทธศาสตร์หรือแผนพัฒนาหน่วยงาน แผนยุทธศาสตร์หรือแผนพัฒนาหน่วยงาน o5 ข้อมูลการติดต่อ ข้อมูลการติดต่อ o6 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง การประชาสัมพันธ์ ข้อ ข้อมูล องค์ประกอบด้านข้อมูล o7 ข่าวประชาสัมพันธ์ ข่าวประชาสัมพันธ์ การปฏิสัมพันธ์ข้อมูล ข้อ ข้อมูล องค์ประกอบด้านข้อมูล o8 Q&A Q&A o9 Social Network Social Network o10 นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตัวชี้วัดย่อยที่ 9.2 การบริหารงาน การดำเนินงาน ข้อ ข้อมูล องค์ประกอบด้านข้อมูล o11 แผนดำเนินงานและการใช้งบประมาณประจำปี o แผนปฏิบัติราชการ 1ปี_ปี2566   o12 รายงานการกำกับติดตามการดำเนินงานและการใช้งบประมาณประจำปี รอบ 6 เดือน รายงานการกำกับติดตามการดำเนินงานและการใช้งบประมาณประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๖ รอบ ๖ เดือน o13 รายงานผลการดำเนินงานประจำปี   o รายงานผลการดำเนินงานประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๕ การปฏิบัติงาน ข้อ ข้อมูล องค์ประกอบด้านข้อมูล o14 คู่มือหรือมาตรฐานการปฏิบัติงาน o คู่มือหรือมาตรฐานการปฏิบัติงาน การให้บริการ* ข้อ ข้อมูล องค์ประกอบด้านข้อมูล o15 คู่มือหรือมาตรฐานการให้บริการ o คู่มือหรือมาตรฐานการให้บริการ o16 ข้อมูลเชิงสถิติการให้บริการ o ข้อมูลเชิงสถิติการให้บริการ ระยะเวลา ๖ เดือนแรกของปี พ.ศ. ๒๕๖๖ o17 รายงานผลการสำรวจความพึงพอใจการให้บริการ o รายงานผลการสำรวจความพึงพอใจการให้บริการ ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ o18 E–Service o E-Service   ตัวชี้วัดย่อยที่ 9.3 การจัดซื้อจัดจ้าง การจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุ ข้อ ข้อมูล องค์ประกอบด้านข้อมูล o19 แผนการจัดซื้อจัดจ้างหรือแผนการจัดหาพัสดุ o แผนการจัดซื้อจัดจ้างหรือแผนการจัดกาพัสดุ ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ o20 ประกาศต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุ o ประกาศต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุ ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ o21 สรุปผลการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุรายเดือน สรุปผลการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุรายเดือน ครอบคลุมในระยะเวลา ๖ เดือนแรกของปี พ.ศ. ๒๕๖๖  o22 รายงานผลการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุประจำปี o รายงานผลการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจัดหาพัสดุประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๕   ตัวชี้วัดย่อยที่ 9.4 การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล ข้อ ข้อมูล องค์ประกอบด้านข้อมูล o23 นโยบายหรือแผนการบริหารทรัพยากรบุคคล O๒๓_๑ แผนปฏิบัติการด้านการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลของกรมศิลปากร พ.ศ.  ๒๕๖๖-๒๕๗๐ O๒๓_๒ แผนปฏิบัติการด้านการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลของกรมศิลปากร พ.ศ.  ๒๕๖๖ o24 การดำเนินการตามนโยบายหรือแผนการบริหารทรัพยากรบุคคล O๒๔_๑ ข้อมูลการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการกลุ่มบริหารทรัพยากรบุคคล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ไตรมาสที่ ๑ - ๒ (ตุลาคม ๒๕๖๕- มีนาคม ๒๕๖๖ : รอบ ๖ เดือน) o25 หลักเกณฑ์การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล หลักเกณฑ์การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล ใช้บังคับ ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ O๒๕_๑ คู่มือการสรรหาและเลือกสรรบุคคลเข้ารับราชการ การอนุมัติคัดเลือกจากบัญชีผู้สอบแข่งขันได้และการบรรจุและการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน กรมศิลปากร                   ข้อ ๑ การสรรหาและคัดเลือกบุคลากร                   ข้อ ๒ การบรรจุและแต่งตั้งบุคลากร     O๒๕_๒ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัดกรมศิลปากร                  ข้อ ๒ การบรรจุและแต่งตั้งบุคลากร   O๒๕_๓ หลักเกณฑ์และแนวทางที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคล                   ข้อ ๓ การพัฒนาบุคลากรO๒๕_๔ หลักเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติราชการของบุคลากในสังกัดกรมศิลปากร                   ข้อ ๔ การประเมินผลการปฏิบัติราชการO๒๕_๕ หลักเกณฑ์และแนวทางที่เกี่ยวข้องกับการให้ทุนให้โทษและการสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากร                   ข้อ ๕ การให้คุณให้โทษและการสร้างขวัญกำลังใจ o26 รายงานผลการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลประจำปี o รายงานผลการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล กรมศิลปากร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕   ตัวชี้วัดย่อยที่ 9.5 การส่งเสริมความโปร่งใส การจัดการเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ ข้อ ข้อมูล องค์ประกอบด้านข้อมูล o27 แนวปฏิบัติการจัดการเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ o แนวปฏิบัติการจัดการเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ / แนวทางการดำเนินการต่อเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน กรมศิลปากร o28 ช่องทางแจ้งเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ oช่องทางแจ้งเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ o29 ข้อมูลเชิงสถิติเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ o ข้อมูลสถิติเรื่องร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ ราย ๖ เดือน ครอบคลุมระยะเวลา ๖ เดือนแรก ของปี พ.ศ. ๒๕๖๖ การเปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วม ข้อ ข้อมูล องค์ประกอบด้านข้อมูล o30 การเปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วม o การเปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วม ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ ตัวชี้วัดที่ 10 การป้องกันการทุจริต  ตัวชี้วัดย่อยที่ 10.1 การดำเนินการเพื่อป้องกันการทุจริต นโยบาย No Gift Policy*   ข้อ ข้อมูล องค์ประกอบด้านข้อมูล o31 ประกาศเจตนารมณ์นโยบาย No Gift Policy จากการปฏิบัติหน้าที่ o การประกาศเจตนารมณ์นโยบาย No Gift Policy จากการปฏิบัติหน้าที่ ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ O32 การสร้างวัฒนธรรม No Gift Policy O๓๒_๑ การฝึกอบรม โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “การยกระดับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ รวมทั้ง เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการสร้างวัฒนธรรม No Gift Policy ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ และจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖” เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๐๐ น. จำนวน ๑ วัน ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ O33 รายงานผลตามนโยบาย No Gift Policy O๓๓_รายงานผลตามนโยบาย No Gift Policy รอบ ๖ เดือน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖_ส่วน1 O๓๓_รายงานผลตามนโยบาย No Gift Policy รอบ ๖ เดือน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖_ส่วน2 O๓๓_รายงานผลตามนโยบาย No Gift Policy รอบ ๖ เดือน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖_ส่วน3 O๓๓_รายงานผลตามนโยบาย No Gift Policy รอบ ๖ เดือน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖_ส่วน4 O๓๓_รายงานผลตามนโยบาย No Gift Policy รอบ ๖ เดือน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖_ส่วน5 O๓๓_รายงานผลตามนโยบาย No Gift Policy รอบ ๖ เดือน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖_ส่วน6 O๓๓_รายงานผลตามนโยบาย No Gift Policy รอบ ๖ เดือน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖_ส่วน7 O๓๓_รายงานผลตามนโยบาย No Gift Policy รอบ ๖ เดือน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖_ส่วน8 O๓๓_รายงานผลตามนโยบาย No Gift Policy รอบ ๖ เดือน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖_ส่วน9 O๓๓_รายงานผลตามนโยบาย No Gift Policy รอบ ๖ เดือน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖_ส่วน10 O๓๓_รายงานผลตามนโยบาย No Gift Policy รอบ ๖ เดือน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖_ส่วน11 O๓๓_รายงานผลตามนโยบาย No Gift Policy รอบ ๖ เดือน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖_ส่วน12 O๓๓_รายงานผลตามนโยบาย No Gift Policy รอบ ๖ เดือน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖_ส่วน13 O๓๓_รายงานผลตามนโยบาย No Gift Policy รอบ ๖ เดือน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖_ส่วน14 O๓๓_รายงานผลตามนโยบาย No Gift Policy รอบ ๖ เดือน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖_ส่วน15 O๓๓_รายงานผลตามนโยบาย No Gift Policy รอบ ๖ เดือน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖_ส่วน16 การประเมินความเสี่ยงเพื่อป้องกันการทุจริต ข้อ ข้อมูล องค์ประกอบด้านข้อมูล o34 การประเมินความเสี่ยงการทุจริตและประพฤติมิชอบประจำปี oการประเมินความเสี่ยงการทุจริตและประพฤติมิชอบประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๖ o35 การดำเนินการเพื่อจัดการความเสี่ยงการทุจริตและประพฤติมิชอบ o การดำเนินการเพื่อจัดการความเสี่ยงการทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามข้อ O๓๔ และดำเนินการในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ แผนป้องกันการทุจริต* ข้อ ข้อมูล องค์ประกอบด้านข้อมูล o36 แผนปฏิบัติการป้องกันการทุจริต o แผนปฏิบัติการป้องกันการทุจริต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ o37 รายงานการกำกับติดตามการดำเนินการป้องกันการทุจริตประจำปี รอบ 6 เดือน oรายงานการกำกับติดตามการดำเนินการป้องกันการทุจริตประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๖ รอบ ๖ เดือน o38 รายงานผลการดำเนินการป้องกันการทุจริตประจำปี o รายงานผลการดำเนินการป้องกันการทุจริต ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๕   ตัวชี้วัดย่อย 10.2 มาตรการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใส มาตรการเสริมสร้างมาตรฐานทางจริยธรรม   ข้อ ข้อมูล องค์ประกอบด้านข้อมูล o39 ประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ O๓๙_๑ ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนO๓๙_๒ ข้อกำหนดจริยธรรมของกรมศิลปากร ดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ O40 การขับเคลื่อนจริยธรรม O๔๐_๑ คำสั่งกรมศิลปากร ที่ ๒๗๙/๒๕๖๖ เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนเรื่องจริยธรรม ลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๖ O๔๐_๒ แนวทางการปฏิบัติ Dos & Don’t เพื่อลดความสับสนเกี่ยวกับพฤติกรรมสีเทา และเป็นแนวทางในการประพฤติตนทางจริยธรรม O๔๐_๓ การฝึกอบรม โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “การยกระดับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ รวมทั้ง เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการสร้างวัฒนธรรม No Gift Policy ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ และจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖” เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๐๐ น. จำนวน ๑ วัน ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ O41 การประเมินจริยธรรมเจ้าหน้าที่ของรัฐ O๔๑_การประเมินจริยธรรมเจ้าหน้าที่ของรัฐ  พ.ศ. ๒๕๖๖และการกำหนดไปใช้ประเมินเจ้าหน้าที่_ส่วน1O๔๑_การประเมินจริยธรรมเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๖และการกำหนดไปใช้ประเมินเจ้าหน้าที่_ส่วน2O๔๑_การประเมินจริยธรรมเจ้าหน้าที่ของรัฐ  พ.ศ. ๒๕๖๖และการกำหนดไปใช้ประเมินเจ้าหน้าที่_ส่วน3O๔๑_การประเมินจริยธรรมเจ้าหน้าที่ของรัฐ  พ.ศ. ๒๕๖๖และการกำหนดไปใช้ประเมินเจ้าหน้าที่_ส่วน4O๔๑_การประเมินจริยธรรมเจ้าหน้าที่ของรัฐ  พ.ศ. ๒๕๖๖และการกำหนดไปใช้ประเมินเจ้าหน้าที่_ส่วน5O๔๑_การประเมินจริยธรรมเจ้าหน้าที่ของรัฐ  พ.ศ. ๒๕๖๖และการกำหนดไปใช้ประเมินเจ้าหน้าที่_ส่วน6O๔๑_การประเมินจริยธรรมเจ้าหน้าที่ของรัฐ  พ.ศ. ๒๕๖๖และการกำหนดไปใช้ประเมินเจ้าหน้าที่_ส่วน7 มาตรการส่งเสริมความโปร่งใสและป้องกันการทุจริตภายในหน่วยงาน ข้อ ข้อมูล องค์ประกอบด้านข้อมูล o42 มาตรการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสภายในหน่วยงาน O๔๒_๑ รายงานการวิเคราะห์ผลการประเมินคุณธรรมO๔๒_๒ มาตรการที่ขับเคลื่อนการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสภายในหน่วยงานกรมศิลปากร o43 O๔๓_๑ รายงานความก้าวหน้าการดำเนินการตามมาตรการเพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสภายในหน่วยงาน (กรมศิลปากร)O๔๓_๒ กรมศิลปากร แสดง QR code แบบวัด EIT บนเว็บไซต์ของหน่วยงาน (กรมศิลปากร)  O๔๓_การดำเนินการตามมาตรการส่งเสริมปี2566ส่วน1O๔๓_การดำเนินการตามมาตรการส่งเสริมปี2566ส่วน2O๔๓_การดำเนินการตามมาตรการส่งเสริมปี2566ส่วน3O๔๓_การดำเนินการตามมาตรการส่งเสริมปี2566ส่วน4O๔๓_๒ กรมศิลปากร แสดง QR code แบบวัด EIT


ชื่อผู้แต่ง         พุทธทาสภิกขุ ชื่อเรื่อง           คู่มือมนุษย์ พิมพ์ครั้งที่       - สถานที่พิมพ์     ม.ป.ท สำนักพิมพ์       ม.ป.พ ปีที่พิมพ์          ๒๕๐๘ จำนวนหน้า      ๑๙๒  หน้า รายละเอียด เป็นหนังสือที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับ ๑.ท่านรู้จักศาสนาในเหลี่ยมไหน ๒. ศาสนาชี้อะไรเป็นอะไร ๓. ลักษณะสามัญของสิ่งของทั้งปวง ๔. อำนาจของความยึดติด ๕. ชั้นของการปฏิบัติศาสนา  ๖.คนเราติดอะไร  ๗. การทำให้รู้แจ้งตามวิธีธรรมชาติ ๘. ลำดับแห่งความหลุดพ้นจากโลกและ ๙. สรุปความ


         วันนี้ในอดีต : พระราชพิธีโสกันต์ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าพักตร์พิมลพรรณ และ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ามัณยาภาธร          พระราชพิธีโสกันต์ เป็นพระราชพิธีสำคัญของประเทศไทยในอดีต เป็นพิธีหลวงที่สืบทอดแบบแผนมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ซึ่ง “พระราชพิธีโสกันต์” หรือ “พิธีโกนจุก” ถือเป็นพิธีมงคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเด็ก ผู้เป็นบิดามารดาจึงมักจะจัดพิธีให้ดีที่สุดเท่าที่ฐานะของตนจะทำได้เพื่อเป็นการเริ่มต้นชีวิตความเป็นผู้ใหญ่ที่ดีให้แก่บุตรธิดาของตน พิธีการต่าง ๆ จึงทำกันอย่างใหญ่โตสมกับฐานะของแต่ละครอบครัว          ซึ่งพิธีโกนจุกนั้นหากเป็นพิธีโกนจุกโดยผู้นั้นเป็นพระราชโอรส พระราชธิดา ที่ประสูติแต่พระมเหสีและดำรงพระยศชั้นเจ้าฟ้าและพระองค์เจ้า จะเรียกพิธีนี้ว่า “พระราชพิธีโสกันต์” นั่นเอง ส่วนพิธีโกนจุกที่ใช้กับพระโอรส พระธิดา ซึ่งประสูติแต่เจ้าจอมมารดา และดำรงพระยศต่ำกว่าพระองค์เจ้าลงมา จะเรียกว่า “เกศากันต์” ซึ่งต่างกันที่การแต่งองค์ทรงเครื่อง ตลอดจนพิธีแห่บางอย่างอาจเพิ่มลดตามลำดับพระยศของเจ้านายพระองค์นั้น ๆ          เนื่องในวันที่ ๑๓ มกราคม เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีโสกันต์พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าพักตร์พิมลพรรณ และ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ามัณยาภาธร ณ พระนครคีรี เมื่อครั้งอดีต พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี จึงได้เรียบเรียงเหตุการณ์ในวันนั้น โดยสรุปไว้ ดังนี้          วันนี้ในอดีต : พระราชพิธีโสกันต์ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าพักตร์พิมลพรรณ และ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ามัณยาภาธร          วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๗ (วันศุกร์ เดือนยี่ แรม ๒ ค่ำ ปีชวด ฉศก จ.ศ. ๑๒๒๖) (นับแบบปัจจุบัน คือ พ.ศ. ๒๕๐๘) โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีโสกันต์พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าพักตร์พิมลพรรณ และ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ามัณยาภาธร พระชนม์ ๑๐ ชันษา ทั้งสองพระองค์ เวลาบ่ายพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ที่พระที่นั่งราชธรรมสภา ๓๐ รูป ตั้งขบวนแห่แต่หน้าตําหนักมาตามถนนราชวิถี ขึ้นไปฟังพระเจริญพระพุทธมนต์ ๓ วัน ตามเอกสารการชุมนุมพระบรมราชาธิบาย ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชดำริว่า          “. . . ในครั้งแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชาธิเบศรมหาราชปราสาททอง ได้มีการโสกันต์พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าอิน ณ ที่ประทับเกาะบ้านเลนเป็นอย่างมา ก็ครั้งนี้พระราชวังที่ประทับเป็นที่ประพาสก็มีหลายตำบล จึงโปรดให้มีการแห่โสกันต์เป็นการใหญ่อย่างครั้งก่อน ที่พระนครคีรี ณ เมืองเพ๊ชรบุรี ตามอย่างซึ่งเคยมีในโบราณนั้นอีกครั้งหนึ่งในเดือนยี่ปีชวด ฉศก ศักราช ๑๒๒๖ ตรงกับปีมีคฤศตศักราช ๑๘๖๔ . . .”          ต่อมาในวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๗ (วันจันทร์ เดือนยี่ แรม ๕ ค่ำ ชวดฉศก จ.ศ. ๑๒๒๖) (นับแบบปัจจุบัน คือ พ.ศ. ๒๕๐๘) เวลาเช้าโสกันต์ที่วิมานเทวราชศาสตราคมสถาน เวลาบ่ายแห่สมโภชอีก ๑ วัน กระบวนแห่และเครื่องเล่นรายทา มีทุกสิ่งเหมือนคราวโสกันต์พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้ายิ่งเยาวลักษณ์ฯ ในกรุงเทพเว้นแต่ไม่มีเขาไกรลาส          ใน “พระราชพิธีโสกันต์” ครั้งนั้นมีการละเล่นมากมาย เช่น โขน หนัง ละคร เพลง ละครสํารับเล็ก และการแต่งตัวเข้ากระบวนแห่เป็นนางสระในวันโสกันต์ เวลาค่ำทรงจุดโคมลอยประทีปและโปรดให้มีละครเรื่องอิเหนาเป็นการสมโภช มีเจ้าจอมมารดาวาด พระสนมเอกแสดงเป็นอิเหนา          ปัจจุบัน “พระราชพิธีโสกันต์” จะเลือนหายไปตามสภาพสังคมและกาลเวลา แต่ด้วยแนวคิดของพระราชพิธีนี้ที่ต้องการใช้เป็นเครื่องเตือนใจเด็กและเยาวชนว่าเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ต้องมีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานของตนเองและแผ่นดิน ให้ตระหนักถึงภาระหน้าที่ของแต่ละคนที่พึงมีพึงปฏิบัติตามวัยและฐานะ เมื่อตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ได้แล้วย่อมจะช่วยให้สังคมและประเทศชาติพัฒนาขึ้นได้อย่างแน่นอน            เอกสารและหลักฐานการค้นคว้า นัยนา แย้มสาขา. (๒๕๔๙). “ภาพเก่าเล่าอดีต : การแต่งกายในพระราชพิธีโสกันต์”, บทความทางวิชาการนิตยสารศิลปากร, ปีที่ ๕๐ ฉบับที่ ๒ . กรมศิลปากร. “พระนครคีรี”. เพชรบุรี : กรมศิลปากร. ชุมนุมพระบรมราชาธิบาย ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาคที่ ๒ หมวดราชประเพณีโบราณ. (๒๔๗๓). พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์.


วัตถุประสงค์ของบทความนี้มีความสอดคล้องกับชื่อเรื่อง คือต้องการให้ช่วยกันคบคิดกับปริศนาเกี่ยวกับ “กล่องหิน” (Slab stone box) ซึ่งคำว่ากล่องหินเป็นคำที่ผู้เขียนคิดขึ้นมาเพื่อต้องการหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดของรูปทรงของกล่องหินที่มีรูปร่างคล้ายกับโลงศพอย่างมาก เพราะปัญหาหนึ่งในตอนนี้คือผลจากการขุดค้นแหล่งโบราณคดีนายเสียนซ้ำเป็นครั้งที่ 2 เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ไม่ได้ช่วยไขปริศนาที่ผู้เขียนคาใจมานานกว่า 5 ปี หลังจากการขุดค้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2550 ที่พบกล่องหินจำนวน 7 กล่องเพราะจากการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีนายเสียนจำนวน 2 หลุมขุดค้น ได้พบกล่องหินเป็นจำนวนมากถึง 12 กล่อง แต่ขุดเปิดภายในกล่องหินจำนวน 3 กล่องเท่านั้น กลับไม่พบโครงกระดูกตามที่เคยตั้งสมมติฐานไว้บ้างว่ากล่องหินอาจจะเป็นโลงศพ เพราะหลักฐานบางอย่างชวนให้คิดว่ากล่องหินคงจะเป็นที่ฝังศพครั้งแรก (primary burial) ก็ตาม ซึ่งก็น่าจะหลงเหลือเศษกระดูกมนุษย์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่พบ ดังนั้นจึงจำต้องใช้คำว่า “กล่องหิน” เช่นเดิมต่อไป จนกว่าจะมีการค้นพบหลักฐานใหม่ๆ เพิ่มเติม เพราะในทัศนะของผู้เขียน การจะตีความทางโบราณคดี (Interpretative archaeology) ก็ควรอิงกับหลักฐานเชิงประจักษ์ (empirical evidence) มากกว่าเป็นข้อสันนิษฐานแบบคาดคิดตามประสบการณ์1แต่ถ้าผู้ใดจะตีความกล่องหินแล้วเรียกว่าโลงศพ ผู้เขียนก็ไม่ขัดเพราะบทความนี้ถือเป็นพื้นที่เปิดทางความคิดให้กับทุกท่านในการตีความหลักฐานทางโบราณคดี บทความนี้นำเสนอหลักฐานทางโบราณคดีที่พบจากการสำรวจและขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีในเขตตำบลวังประจบทั้งหมด เพื่อเข้าใจการกระจายตัวและรูปแบบการใช้พื้นที่ (settlement pattern) ของกลุ่มคนในวัฒนธรรมนี้ จากนั้นจะนำเสนอผลการขุดค้นแหล่งโบราณคดีที่พบกล่องหินเป็นหลัก อายุสมัย และการตีความเกี่ยวกับหลักฐานที่ค้นพบทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งได้จากการทำงานภายใต้โครงการวิจัยของผู้เขียนคือ โครงการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีวัฒนธรรมวังประจบในเขตลุ่มน้ำแม่ระกา อ.เมือง จ.ตาก ซึ่งสนับสนุนทุนวิจัยโดยคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ เป็นจำนวนเงิน 150,000 บาท หลักฐานที่พบจากการดำเนินงานทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีนายเสียนครั้งใหม่นี้นับว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะจากการสำรวจบนพื้นผิวดินทำให้พบกล่องหินมากกว่า 30 กล่อง และยังพบร่องรอยของแผ่นหินตั้ง (standing stone) หลายจุด และจากการขุดค้นจำนวน 2 หลุมยังพบกล่องหินกับกลุ่มของหินตั้งควบคู่กัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของระบบความเชื่อของคนในกลุ่มวัฒนธรรมนี้ การตีความหลักฐานที่ค้นพบใหม่นี้ ผู้เขียนได้ใช้ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบกับหลักฐานทางโบราณคดีที่พบทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และที่อื่นๆ ที่คิดว่ามีความเกี่ยวข้องกัน ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การอธิบายแนวคิดและระบบความเชื่อของกลุ่มคนในวัฒนธรรมนี้ ภูมิศาสตร์กับการตั้งถิ่นฐานอดีต-ปัจจุบัน แหล่งโบราณคดีที่อยู่ในเขตตำบลวังประจบทั้งหมดตั้งอยู่ในลุ่มน้ำแม่ระกาทางฝั่งตะวันตก ซึ่งสะท้อนถึงรูปแบบการตั้งถิ่นฐานที่ใกล้เคียงกับตำแหน่งที่ตั้งของหมู่บ้านในปัจจุบันพอสมควร กล่าวคือ แหล่งโบราณคดีทั้งหมดพบว่าตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของลำห้วยแม่ระกา ซึ่งพื้นที่บริเวณทางฝั่งตะวันตกของลำห้วยแม่ระกาจะมีภูเขาขนาดเล็กอยู่หลายลูกเรียงกันจากทิศเหนือลงมาทางทิศใต้วิ่งขนานไปกับลำห้วย ทำให้พื้นที่ฝั่งตะวันตกชุ่มชื้นกว่าเมื่อเทียบกับทางฝั่งตะวันออก เพราะไม่มีน้ำซับ พื้นที่ส่วนใหญ่จึงค่อนข้างแห้งแล้ง แผนที่ 1 แสดงตำแหน่งที่ตั้งของแหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบ บ้านแก่งหิน นายเสียน และบ้านหนองร่ม   ในปัจจุบันหมู่บ้านต่างๆ ในเขตตำบลวังประจบจึงมักตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของลำห้วยแม่ระกา ซึ่งชาวบ้านแถบนี้เรียกว่า “คลองใหญ่” ต้นน้ำแม่ระกาไหลมาจากภูเขาทางเหนือของตำบลวังประจบแถบเขตบ้านเด่นไม้ซุง เขตบ้านโป่งแดง ซึ่งที่บ้านโป่งแดง ต.โป่งแดง อ.เมือง จ.ตาก เคยมีรายงานว่าได้พบแหล่งโบราณคดีสมัยเหล็กแต่ได้ถูกทำลายไปแล้ว ส่วนปลายน้ำไหลไปลงแม่น้ำปิงที่บ้านเกาะน้ำโจน เขตอำเภอโกสัมพี จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งในเขตฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิงของอำเภอโกสัมพีก็มีการค้นพบแหล่งโบราณคดีสมัยเหล็กเช่นกัน (สัมภาษณ์, นายวีระศักดิ์ แสนสะอาด 2556) ถ้าเปรียบเทียบสภาพภูมิประเทศตลอดแนวลำน้ำแม่ระกาจะพบว่าในเขตบ้านโป่งแดง-ตำบลวังประจบ-บ้านหนองร่มจัดเป็นเขตแห้งแล้งคือในฤดูแล้งอากาศจะร้อนและแล้งจัด การกักเก็บน้ำในเขตนี้ไม่ดีมากนัก แต่เมื่อข้ามมาในเขตบ้านป่าไม้ของอำเภอโกสัมพีแล้วจะเป็นพื้นที่ที่มีความชุ่มชื้นมากกว่า ในอดีตเมื่อถึงในฤดูแล้ง คลองใหญ่แทบจะไม่มีน้ำ ยกเว้นบางจุดที่เป็นวังน้ำ (เช่นบ้านแก่งหิน) จะมีน้ำอยู่บ้าง แต่หลักๆ แล้วชาวบ้านจะใช้วิธีการขุดบ่อน้ำลึกลงไปประมาณ 3-4 เมตรจากพื้นดินก็จะพบน้ำใต้ดินอยู่ น้ำใต้ดินนี้จะมีเฉพาะทางทิศตะวันตกของลำห้วย ส่วนทางทิศตะวันออกต้องขุดลงไปลึกมากอาจเกิน 10 เมตร อาจด้วยเหตุผลเรื่องน้ำซับนี้เองทำให้แหล่งโบราณคดีทั้งหมดตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาเช่น แหล่งโบราณคดีนายเสียน และบ้านแก่งหินตั้งอยู่บนที่ลาดเชิงเขาน้อย แหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาป่าควงใกล้กับห้วยแม่ระกา สุดท้ายคือแหล่งโบราณคดีบ้านหนองร่มตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเตี้ยๆ ใกล้กับหนองน้ำและทางน้ำเก่า แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ในเขตบ้านวังประจบน้ำมักท่วมรอบๆ หมู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านแก่งหิน บ้านสะแกเครือ บ้านหนองร่ม เพราะน้ำจะหลากค่อนข้างรวดเร็วและเอ่อล้นลำห้วยแม่ระกา น้ำจะขุ่นมากและไหลค่อนข้างเร็วๆ แต่การที่น้ำท่วมเอ่อล้นตลิ่งช่วยทำให้ที่ราบมีความอุดมสมบูรณ์จากดินตะกอนจึงเหมาะกับการทำนา โดยเฉพาะบางหมู่บ้านจะมีหนองน้ำขนาดใหญ่ด้วยเช่นบ้านหนองร่ม เป็นต้น ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะทำนาปีและปลูกข้าวเจ้าเป็นหลัก มีการปลูกข้าวเหนียวอยู่บ้าง มีเรื่องที่ต้องกล่าวด้วยว่า บ้านวังประจบเริ่มตั้งเป็นหมู่บ้านเมื่อราว 100 กว่าปีมาแล้ว สภาพของบ้านวังประจบสมัยก่อนเป็นป่าดง ไม่มีผู้คนอยู่อาศัย มีเพียงทางเกวียนตัดผ่านจากสุโขทัยไปตาก ตรงจุดที่ตั้งบ้านวังประจบในปัจจุบันนั้นจุดที่ชาวบ้านจะข้ามน้ำแม่ระกากัน จึงเรียกว่าท่าข้าม เมื่อผ่านไปตรงที่เป็นที่ตั้งวัดแก่งหินปัจจุบันเส้นทางนี้แยกออกเป็นสองสาย สายหนึ่งตรงไปจังหวัดสุโขทัย ส่วนอีกเส้นหนึ่งแยกลงไปทางใต้ไปจังหวัดกำแพงเพชร ตรงจุดที่ทางแยกนี้อยู่ใกล้กับห้วยแม่ระกา ซึ่งน้ำไหลวกลงไปทางใต้ และที่ตรงนี้มีวังน้ำลึก น้ำขังตลอดปี ผู้คนที่เดินทางสัญจรไปมามักจะมาพักที่นี้ เพราะได้อาศัยน้ำในวังนี้ จึงเรียกวังน้ำนี้ว่า “วังประจบ” สำหรับคนที่มาอยู่อาศัยที่บ้านวังประจบนั้น ตามประวัติกล่าวว่า เมื่อบ้านน้ำรึมเป็นหมู่บ้านใหญ่มีผู้คนเป็นจำนวนมากพอเสร็จหน้าทำนามักจะพากันเข้าป่า และบุคคลเหล่านั้นส่วนหนึ่งจะมาที่วังประจบ จุดมุ่งหมายที่มาคือ มาล่าสัตว์บ้าง หาของป่าบ้าง และพาควายมาพักแรกบ้าง เพราะคลองแม่ระกามีวังน้ำเป็นช่วงๆ ตลอดปี บุคคลที่มาเหล่านี้มาพบที่ป่ามีลักษณะที่เหมาะแก่การทำไร่ทำนา จึงได้พากันมาจับจองไว้เป็นของตนเอง จึงเกิดกลุ่มหมู่บ้านเล็กๆ กลุ่มละ 4 – 5 หลังคาเรือนต่อมามีผู้คนอพยพเข้ามามากขึ้นและได้ตั้งเป็นหมู่บ้านวังกอบง (ปัจจุบันอยู่หลังโรงเรียนวังประจบวิทยาคม) บ้านท่าข้าม (อยู่ตรงกรมทางหลวงในปัจจุบัน) บ้านวังประจบ (ตรงบ้านวังประจบเก่า) บ้านหนองจิก (คือบ้านแก่งหินในปัจจุบัน) และบ้านหาคลองสัก (คือบ้านสะแกเครือในปัจจุบัน) ไม่นานนักคือเมื่อราวๆ 50-60 ปีได้มีคนอพยพเข้ามามากขึ้นและได้ตั้งบ้านลานเต็ง บ้านลานยาง บ้านหนองร่ม บ้านลานสอ บ้านโป่งแดง เป็นต้น การกระจายตัวของแหล่งโบราณคดี แหล่งโบราณคดีที่พบในเขตตำบลวังประจบทั้ง 4 แหล่งคือ คือ บ้านวังประจบ นายเสียน บ้านแก่งหิน และหนองร่ม แหล่งโบราณคดีข้างต้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ แหล่งที่อยู่อาศัย และแหล่งพิธีกรรม แต่สาเหตุที่สามารถจัดให้แหล่งโบราณคดีทั้งหมดอยู่ในกลุ่มวัฒนธรรมเดียวกัน เพราะพบชุดของหลักฐานเช่น ขวานหินขัด กำไลหิน ที่มีรูปแบบเหมือนกัน การแบ่งแยกพื้นที่อยู่อาศัยออกจากพื้นที่พิธีกรรมเช่นนี้ย่อมสะท้อนถึงความซับซ้อนพอควรของคนในวัฒนธรรมวังประจบ แหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบและแหล่งโบราณคดีนายเสียน เป็นแหล่งพิธีกรรมที่อยู่ไม่ห่างกันมากคือประมาณ 2 กิโลเมตร (ดูแผนที่ประกอบ) แหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบขุดค้นพื้นที่เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นพื้นที่ขุดค้น 72 ตารางเมตร พบกล่องหินจำนวน 6 กล่อง แต่ขุดค้นได้เพียง 5 กล่อง และยังได้พบรูปแบบพิธีกรรมย่อยคือการเรียงแผ่นหินตั้ง (Slab lined) อีกด้วย สภาพของแหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบในปัจจุบันนับว่าเสียดายเป็นอย่างมาก เพราะได้ถูกทำลายไปแล้วภายหลังจากการขุดค้น เนื่องจากไม่มีแนวทางในการอนุรักษ์ใดที่ชัดเจนของหน่วยงานต่างๆ ส่วนแหล่งโบราณคดีนายเสียน อยู่ในพื้นที่ป่าชุมชนพบกล่องหินหลายกล่อง เมื่อปี พ.ศ.2550 ได้ขุดค้นไปจำนวน 2 กล่องด้วยกัน โดยขุดค้นเฉพาะตัวกล่องหินเท่านั้นพบหลักฐานไม่ต่างจากบ้านวังประจบจึงจัดอยู่ในวัฒนธรรมเดียวกัน ตำแหน่งที่ตั้งของแหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบและนายเสียนมีความคล้ายคลึงกันคือตั้งอยู่ใกล้กับที่ลาดเชิงเขา โดยเฉพาะแหล่งโบราณคดีนายเสียนตั้งอยู่บนเนินเขาน้อยชัดเจน สภาพปัจจุบันของแหล่งโบราณคดีนายเสียนกำลังน่าเป็นห่วงเพราะไร่มันสำปะหลังอยู่ไม่ห่างจากตัวแหล่งโบราณคดีมากนัก สำหรับแหล่งโบราณคดีอีก 2 แหล่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย เพราะไม่พบกล่องหิน แหล่งโบราณคดีแห่งแรกคือบ้านแก่งหินจากการสำรวจพบขวานหินขัดทั้งที่ทำเสร็จแล้วและเป็นโกลน ภาชนะดินเผา และกำไลหิน เป็นต้น สภาพปัจจุบันมีการทำไร่มันสำปะหลังทำให้แหล่งโบราณคดีถูกทำลายหนักมาก แหล่งโบราณคดีบ้านแก่งหินคงเป็นหมู่บ้านที่สัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดีนายเสียนเพราะตั้งอยู่ห่างกันเพียง 1.5 กิโลเมตร ส่วนอีกแหล่งหนึ่งคือบ้านหนองร่มพบหลักฐานเหมือนกับที่บ้านแก่งหิน ได้รับการขุดค้นจำนวน 5 หลุม ส่วนใหญ่หลุมลึกประมาณ 1.5 เมตร หลักฐานที่พบมีเศษภาชนะดินเผา ชิ้นส่วนกำไลหิน เครื่องประดับรูปวงกลม ขวานหินขัด หินลับ และลูกปัดดินเผา ไม่พบเครื่องมือโลหะจากการเดินสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม 2555 ไม่พบแหล่งพิธีกรรมกล่องหิน แต่พื้นที่ในเขตบ้านหนองร่มคงเป็นชุมชนหรือแหล่งสกัดหินฟิลไลท์ (phyllite) เพราะสัณฐานของภูเขาเป็นหินชนิดนี้ ในขณะที่เขตบ้านแก่งหินและบ้านวังประจบเป็นหินตระกูลอัคนี ระยะทางจากแหล่งโบราณคดีบ้านหนองร่มถึงบ้านวังประจบมีระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร สมัยก่อนชาวบ้านเดินทางติดต่อกันด้วยเส้นทางเกวียนเลาะจากบ้านหนองร่มผ่านเขาใหญ่-เขาน้อยและบ้านวังประจบ ชาวบ้านไม่ได้ใช้เรือในการเดินทางในลำห้วยแม่ระกา นอกจากแหล่งโบราณคดีทั้ง 4 แห่งนั้นแล้ว ผู้เขียนยังไม่พบแหล่งโบราณคดีอื่นในกลุ่มวัฒนธรรมนี้อีกในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ในที่นี้ผู้เขียนขอเรียกรวมกลุ่มแหล่งโบราณคดีนี้ในเบื้องต้นว่า “วัฒนธรรมวังประจบ” เพราะแหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบได้ขุดพบกล่องหินเป็นที่แรกและมีความโดดเด่นของลักษณะทางวัฒนธรรม อนึ่ง จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน เล่ากันว่าในสมัยช่วงที่มีการสร้างถนนสายบ้านน้ำดิบ-วังประจบ-อำเภอเมืองเมื่อกว่า 50 ปีมาแล้ว รถแทรกเตอร์ที่ใช้สำหรับการสร้างถนนได้เคยไถพบกล่องหินแบบนี้บริเวณใกล้กับบ้านวังประจบเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้สนใจว่าคืออะไร แต่ล่าสุดมีชาวบ้านได้เล่าให้ฟังว่าเคยพบแนวคล้ายกล่องหินนี้เช่นกันในเขตเขาดงปู๋และเขาวังน้ำดิบลึกเข้าไปในป่าเขตบ้านหนองร่ม ซึ่งห่างไปจากแหล่งโบราณคดีบ้านหนองร่มราว 10 กิโลเมตร ในอนาคตควรจะต้องมีการสำรวจพื้นที่บริเวณนี้อย่างจริงจังต่อไป การขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านวังประจบและนายเสียน 1) การขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบ แหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบสำรวจและค้นพบโดยบังเอิญในช่วงเดียวกับที่มีการขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านหนองร่มเมื่อปี พ.ศ.2549 โดยพบเป็นแนวขอบหินของกล่องเหนือผิวดิน หลังจากนั้นจึงได้เริ่มต้นขุดค้นในปี พ.ศ.2550 โดยขุดค้นทั้งหมด 12 หลุมคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 66.5 ตร.เมตร เลือกขุนค้นในพื้นที่กึ่งกลางของแหล่งโบราณคดีเท่าที่สามารถจะขุดค้นได้ หลุมขุดค้นค่อนข้างตื้นมีความลึกประมาณ 30-50 เซนติเมตรเท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าเคยนำรถไถมาปรับพื้นที่ให้ราบเพื่อสร้างบ้านแต่ก็ทำเพียงบางๆ เท่านั้น ภาพที่ 1 แหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบ ภาพที่ 2 แหล่งโบราณคดีนายเสียน ภาพที่ 3 ตำแหน่งที่ตั้งของแหล่งโบราณคดีนายเสียน (Nai Sien)   ชั้นดินของแหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบแบ่งออกได้เป็น 3 ชั้นดินหลักคือ ชั้นดินตอนบนมีความหนาเพียง 5-10 เซนติเมตร ชั้นดินที่สองเป็นชั้นกิจกรรมของวัฒนธรรมวังประจบ มีความหนาตั้งแต่ 20-40 เซนติเมตรขึ้นอยู่กับพื้นที่ และชั้นดินที่สามเป็นชั้นดินธรรมชาติมีลักษณะเป็นดินลูกรังและมีเม็ดแลงวางตัวอยู่เหนือชั้นหินภูเขา แผนผังที่ 1 แสดงการกระจายตัวของหลักฐานในแหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบ   ในแง่ของการกระจายตัวของหลักฐานจากขอบเขตของพื้นที่ขุดค้นพบว่า ทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกเป็นเฉียงใต้เป็นพื้นที่สำหรับการตั้งกล่องหิน กล่องหินวางตัวแนวยาวไปในทิศทางเดียวกันคือตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้มีทั้งหมด 5 กล่อง แต่ขุดค้นได้เพียง 4 กล่อง เพราะอีก 1 กล่องอยู่ใต้บ้านชาวบ้าน นอกจากนี้ ในพื้นที่กึ่งกลางของหลุมขุดค้นยังพบแนวแผ่นหินตั้ง (Slab lined) จำนวน 3 จุด เรียงเป็นแนวในระยะห่างๆ กันประมาณ 1.5 เมตร ใต้แนวแผ่นหินตั้งพบภาชนะดินเผาอยู่ด้วย ภาพที่ 4 ภาชนะดินเผาที่พบจากการขุดค้นที่บ้านวังประจบ ภาพที่ 5 ภาชนะดินเผาที่พบจากการขุดค้นที่บ้านวังประจบ ภาพที่ 6 ขวานหินขัดที่พบจากการขุดค้นที่บ้านวังประจบภาพที่ 7 กำไลหินบ้านวังประจบ   ส่วนพื้นที่บริเวณตรงกลางของหลุมขุดค้นพบภาชนะดินเผากระจายเป็นกลุ่มๆ แบ่งได้ 15 กลุ่ม ภาชนะดินเผาค่อนข้างมีสภาพสมบูรณ์มักวางตัวหงายขึ้นแบบปกติ เดิมคงจะมีการนำอาหารใส่ไว้ภายใน เพื่ออุทิศบูชาให้กับกล่องหิน ที่กลุ่มของภาชนะดินเผามักพบชิ้นส่วนกำไลหินอยู่ด้วย ซึ่งมักประกอบเป็นวงได้ หลักฐานสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ขวานหินขัด พบจำนวน 4 ชิ้น ตำแหน่งที่พบคือพื้นที่กึ่งกลางของหลุมขุดค้น รูปแบบของขวานหินและเนื้อหินมีลักษณะไม่ต่างจากที่พบที่บ้านหนองร่มกับบ้านแก่งหิน จึงจัดว่าแหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบ และยังรวมถึงนายเสียนควรเป็นกลุ่มคนที่ใช้เครื่องมือหินขัดหรือตรงกับสมัยหินใหม่ อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้คงต้องมีการถกเถียงกันต่อไปว่าความจริงอาจมีการใช้เครื่องเหล็กเพื่อทำกล่องหินก็ได้ เพราะร่องรอยที่ตัวกล่องหินมีลักษณะเหมือนถูกของมีคมและแข็งมาสกัดออกมากกว่าจะเป็นการใช้ขวานหินขัด 2) การขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีนายเสียน นายเสียน สุขจิตร เป็นผู้พาผู้เขียนไปยังแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ครั้งแรกในปี พ.ศ.2550 และครั้งที่สองเมื่อเดือนธันวาคม 2555 ผู้เขียนจึงตั้งชื่อแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ว่า “นายเสียน” เพื่อเป็นเกียรติกับผู้พามาค้นพบแหล่งโบราณคดี ปัจจุบันแหล่งโบราณคดีนายเสียนตั้งอยู่ในเขตป่าชุมชนของบ้านแก่งหิน ไม่มีผู้ใดมีเอกสารสิทธิ์ในการครอบครองอย่างถูกกฎหมาย ก่อนการขุดค้นได้ทำการสำรวจสภาพพื้นผิวดิน พบแนวของกล่องหินและหินตั้งกระจายตัวหลายจุด สำหรับกล่องหินนับได้ 19 จุด ส่วนแนวหินตั้งนับรวมได้ 7 จุด ขอบเขตของแหล่งโบราณคดีเมื่อประเมินจากหลักฐานบนพื้นผิวดินพบคาดว่ามีขนาดกว้างประมาณ 40 เมตร ยาว 75 เมตร แนวกล่องหินเรียงขนาดกัน 2 แนว ระหว่างแนวของกล่องหินมีแนวหินเรียงเป็นแนวยาวไม่ต่อเนื่องกัน 2 แนวเรียงไปในทางทิศตะวันตะวันตกเฉียงใต้-ตะวันออกเฉียงเหนือ หินที่ใช้เรียงเป็นแนวยาวนี้เป็นหินหลากหลายประเภทเป็นหินที่นำมาจากที่อื่น เพราะหินภูเขาบริเวณนี้เป็นหินกลุ่มหินอัคนี หินต่างถิ่นที่พบเช่น หินเชล (shale) หินแกรนิต (granite) หินชนวน (slate) เป็นต้น การขุดค้นเริ่มต้นขุดค้นจากพื้นที่กลุ่มกล่องหินทางด้านทิศเหนือของตัวแหล่งคือด้านขอบสุดของแหล่ง เพราะตั้งอยู่ใกล้กับถนน (ทางดิน) ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการทำงาน การขุดค้นกำหนดหลุมขุดค้นจำนวน 2 หลุม หลุมแรกอยู่ทางด้านทิศเหนือมีขนาดหลุม 5x6 เมตร พบแนวกล่องหินชัดเจนจำนวน 4 แนว หลุมที่ 2 อยู่ถัดมาทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ห่างจากหลุมที่ 1 ระยะ 2 เมตรไม่พบแนวกล่องหินแต่พบก้อนหินตั้งขึ้นโผล่พ้นผิวดินประมาณ 30 เซนติเมตร จึงคิดว่ามีความน่าสนใจ เพราะอาจสัมพันธ์กับพิธีกรรมการทำกล่องหิน ภาพที่ 8 กล่องหินในหลุมขุดค้นที่ 1 แหล่งโบราณคดีนายเสียน ผลจากการขุดค้นหลุมขุดค้นที่ 1 พบจำนวน 7 กล่องหิน โดยมากมักวางกันเป็นคู่ๆ ใกล้ๆ กัน เช่น กล่องหินหมายเลข 2 กับกล่องหินหมายเลข 32วางห่างกันประมาณ 50 เซนติเมตร ทิศทางการวางตัวของกล่องหินไม่เหมือนกับที่บ้านวังประจบคือที่แหล่งโบราณคดีนายเสียนนั้นกล่องหินวางตัวแนวยาวไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้-ตะวันตกเฉียงเหนือ (ส่วนที่บ้านวังประจบนั้นกล่องหินจะวางแนวยาวของกล่องไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้) และรอบๆ กล่องหินไม่พบภาชนะดินเผามากมายเหมือนกับที่บ้านวังประจบ พบเพียงภาชนะดินเผาเนื้อหยาบและเปราะมากจำนวน 2 ใบเป็นถ้วยอยู่ทางทิศใต้สุดของหลุมใกล้กับกล่องหิน หมายเลข24 และชิ้นส่วนกำไล 2 ชิ้นวางอยู่ข้างๆ กล่องหินหมายเลข 3 และ 24 ผู้เขียนได้ขุดค้นเปิดภายในกล่องหินจำนวน 2 กล่อง (คือหมายเลข 2, 24) ไม่ได้ขุดหมด เพราะควรต้องมีแนวทางในการอนุรักษ์ในอนาคต ดังนั้น ผู้เขียนได้รื้อหินฟิลไลท์ขนาดเล็กที่ปกคลุมกล่องหินออก ผลจากการขุดค้นภายในกล่องหินหมายเลข 2 ทางด้านทิศตะวันออกพบชิ้นส่วนกำไลหิน 1 ชิ้น ทางทิศตะวันตกพบภาชนะดินเผาจำนวน 2 ใบ และกึ่งกลางของกล่องหิน 1 ใบ สภาพของภาชนะแตกหักอาจเกิดจากหินฟิลไลท์ที่ใช้ปิดกล่องหินทับหรือแรงกดจากดิน แต่สภาพโดยรวมคล้ายกับชำรุดมาก่อนหน้านั้นคือคล้ายแตกหักจากการรื้อกล่องหินในสมัยโบราณ เพราะชิ้นส่วนของภาชนะอยู่ไม่เต็มใบ การวิเคราะห์ภาชนะดินเผาที่พบเป็นไปได้ยาก เพราะสภาพของภาชนะดินเผาเปราะมากไม่ต่างจากดินแข็งๆ ดังนั้นในตอนนี้จึงได้จัดเก็บเบื้องต้นด้วยการใช้พลาสติกห่อไว้ก่อนจนกว่าจะมีแนวทางในการอนุรักษ์ สำหรับภายในกล่องหินหมายเลข 24 พบภาชนะดินเผาสภาพชำรุดมากเช่นกันวางอยู่ที่ส่วนเกือบปลายสุดของกล่องหินทางด้านทิศตะวันออกจำนวน 1 ใบ และทางด้านทิศตะวันตกจำนวน 1 ใบ ด้านนอกของกล่องหินพบชิ้นส่วนกำไล 1ชิ้นวางอยู่ทางทิศตะวันออก แต่ที่กล่องหินหมายเลข 24 นี้ได้ทำการงัดแผ่นหินพื้นทางด้านทิศตะวันตกขึ้นมาและขุดลงไปข้างใต้แผ่นหินพื้น ดินมีลักษณะอ่อน ไม่พบโบราณวัตถุใดๆ ผลจากการขุดค้นหลุมขุดค้นที่ 2 พบหลักฐานที่น่าสนใจมาก อย่างแรกคือ เดิมไม่คาดว่าเมื่อขุดลงไปแล้วจะพบกล่องหิน เพราะไม่เห็นแนวกล่องหินบนพื้นผิวดิน แต่เมื่อขุดลึกลงไปที่ระดับความลึกประมาณ 35-40 เซนติเมตรพบแนวกล่องหิน 5 กล่อง โดยขุดค้นได้เห็นเต็มกล่องหินจำนวน 3 กล่องหิน ส่วนอีก 2 กล่องอยู่ที่ขอบของหลุม อย่างที่สองคือ การค้นพบหินตั้ง (standing stones)คือทางด้านทิศตะวันตกของกล่องหินหมายเลข 28 และ 36 พบกลุ่มของหินที่ตั้งขึ้นจำนวนหลายก้อน (นับได้ 39 ก้อน) บางก้อนเป็นหินเชล บางก้อนเป็นหินอัคนี หินแผ่นที่ใหญ่ที่สุดมีความสูง 103 เซนติเมตร กว้าง 55 เซนติเมตร หนา 16 เซนติเมตร รูปร่างคล้ายกับใบเสมา (แต่ยังไม่ควรตีความว่าเป็นต้นกำเนิดใบเสมา) กลุ่มหินที่พบมีรูปแบบการเรียงหรือตั้งหินคือ เป็นการตั้งหินล้อมหินที่อยู่ตรงจุดศูนย์กลาง ซึ่งเป็นหินรูปทรงกระบอกปลายแหลม ใกล้กันมีแผ่นหินฟิลไลท์อยู่ด้วยจำนวน 2 แผ่นเรียงไปในทิศทางเดียวกับแนวส่วนหัว/ท้ายของกล่องหิน กลุ่มหินตั้งกับกล่องหินควรทำขึ้นพร้อมกัน เพราะชั้นดินร่วมสมัย และมีหินตั้งบางก้อนที่ทำจากหินฟิลไลท์ จากการพบหลักฐานคู่กัน จึงทำให้สันนิษฐานได้ว่าตลอดแนวหินที่ทอดตัวเป็นแนวยาวจำนวน 2 แนวเรียงไปตามทิศตะวันตกเฉียงใต้-ตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้พบหินตั้งเป็นระยะๆ นั้นคงจะใช้เป็นเครื่องหมายบางอย่าง (เช่น ตำแหน่งที่ฝังกล่องหิน/โลงศพ?) หรือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของพิธีกรรมบูชากล่องหิน ภาพที่ 9 กล่องหินและหินตั้งในหลุมขุดค้นที่ 2 แหล่งโบราณคดีนายเสียน   ในหลุมขุดค้นที่ 2 นี้ผู้เขียนตัดสินใจขุดค้นเฉพาะกล่องหินหมายเลข 28 และ 36 เท่านั้น เพราะตั้งอยู่ประชิดกับกลุ่มของหินตั้ง และมีสภาพสมบูรณ์ที่สุด ผลจากการขุดค้นพบว่า กล่องหินหมายเลข 28 พบชิ้นส่วนกำไลหินจำนวน 2 ชิ้น และพบภาชนะดินเผาจำนวน 3 ใบ สภาพชำรุดเสียหายและไม่เต็มใบ ใบแรกวางอยู่ทางด้านหัวสุด (ทิศตะวันตก) ของกล่องหิน ใบที่สองวางอยู่ด้านข้าง (ทิศใต้) ติดกับแผ่นหินด้านข้างของกล่องหิน ใบที่สามอยู่ทางทิศตะวันออกสุด ภาชนะทั้งสามใบวางตัวอยู่ สภาพของกล่องหินคล้ายกับเคยโดนรื้อออกมาครั้งหนึ่ง สำหรับกล่องหินหมายเลข 36 ไม่ได้ขุดค้นจนถึงพื้นของกล่องหินทั้งหมด เพราะมีจุดที่น่าสนใจคือสภาพของกล่องหินหมายเลข 36 ทางด้านทิศตะวันออกไม่ปรากฏแนวแผ่นหินตั้งที่เป็นผนังด้านข้างของกล่องหินและไม่พบพื้นของกล่องหิน แต่ปรากฏร่องรอยของแนวดินที่สันนิษฐานได้ว่าเคยเป็นรอยของกล่องหิน (feature)จากร่องรอยขอบแนวกล่องหินข้างต้น อาจเป็นไปได้ว่าหินไม่พอแล้วทำไม่เสร็จ แต่น่าเชื่อในประเด็นหลังมากกว่าคือถูกรื้อออกไป ทำให้สภาพของกล่องหินชำรุด ในกล่องหินนี้ไม่พบหลักฐานโบราณวัตถุใดๆ และปล่อยสภาพของกล่องหินค้างไว้เช่นนั้น รูปแบบของกล่องหินที่บ้านวังประจบและนายเสียน กล่องหินที่พบทั้งแหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบและนายเสียนพบฝังอยู่ใต้ดินตื้นๆ สามารถมองเห็นขอบของแนวหินเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยทำขึ้นจากแผ่นหินฟิลไลท์ นำมาประกอบเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายโลงศพ ส่วนหัวและท้ายของกล่องหินใช้แผ่นหินขนาดใหญ่ด้านละ 1 แผ่นตั้งขึ้น ด้านข้างของกล่องหิน/โลงหินประกอบด้วยแผ่นหินจำนวนหลายแผ่นขนาดแตกต่างกันตั้งขึ้นเรียงต่อกันเป็นแนวยาวตลอดด้านยาวของกล่องหินระบบการเรียงเป็นการเรียงสลับฟันปลาทับกันไปมาโดยแผ่นเล็กทับแผ่นใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านใน คล้ายกับว่าป้องกันไม่ให้ดินไหลเข้าหรือของด้านในไหลออกมา สำหรับเทคนิคการตกแต่งแผ่นหินนั้น แผ่นหินด้านข้างทั้งหมดใช้เทคนิคการกะเทาะอย่าง่ายๆ ความหนาของแผ่นหินประมาณ 3-5 เซนติเมตรพื้นทำมาจากแผ่นหินรูปสี่เหลี่ยมหลายแผ่นมีการขัดฝนจนเรียบแล้วจึงนำมาเรียงต่อกัน ส่วนด้านบนใช้แผ่นหินฟิลไลท์ชิ้นเล็กๆ โรยปกคลุม ซึ่งคงเป็นส่วนที่เหลือจากการกะเทาะ ขนาดของกล่องหิน/โลงหินจำนวน 14 กล่องโดยเฉลี่ยมีขนาดยาวเฉลี่ย219 เซนติเมตรกล่องหิน/โลงหินที่ยาวที่สุดถึง 243 เซนติเมตรขุดพบที่แหล่งโบราณคดีนายเสียน กว้างเฉลี่ย 62.2 เซนติเมตร และมีความสูงวัดจากพื้นของกล่องหินเฉลี่ย 41 เซนติเมตร (ดูรายละเอียดจากตารางที่ 1) แผ่นหินที่ใช้บางแผ่นก็มีขนาดใหญ่มาก ชิ้นที่ใหญ่ที่สุดยาว 72.5 เซนติเมตร แผ่นหินขนาดใหญ่จะใช้สำหรับทำเป็นแผ่นหินพื้นและตั้งขึ้นเป็นผนังด้านข้าง เท่าที่ประเมินน้ำหนักของกล่องหิน 1 กล่อง อาจมีน้ำหนักมากถึง 300-400 กิโลกรัม(ดูตารางที่ 1 ประกอบ) ตารางที่ 1 แสดงขนาดของกล่องหินและจำนวนแผ่นหินที่แหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบและนายเสียน แหล่ง จำนวน หมายเลขกล่องหิน ยาว (ซม.) กว้าง (ซม.) สูง (ซม.) จำนวนแผ่นหินขนาดใหญ่* วังประจบ 1 1 190 70 58 22   2 2 236 65 30 25   3 3 231 70 52 11   4 5 213 84 50 15 นายเสียน 5 1(1) 243 53 38 26   6 2(1) 212 46 36 24   7 1 219 60 40 38   8 2 228 58 40 35   9 3 253 60 48 35   10 20 220 50 25 34   11 24 208 61 42 32   12 28 202 70 42 28   13 36 200 70 33 23   14 37 210 54 41 35 ค่าเฉลี่ย   - 219 62.2 41 27 หมายเหตุ กล่องหินหมายเลข 4 ของแหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบไม่ได้ขุดค้น, *จำนวนแผ่นหินขนาดใหญ่หมายถึงแผ่นหินที่ใช้ประกอบด้านข้างและเป็นแผ่นหินที่เป็นพื้นด้านล่างของกล่องหิน, 1(1)และ 2(1)หมายถึง กล่องหินที่เคยขุดครั้งแรกที่แหล่งโบราณคดีนายเสียนเมื่อ พ.ศ.2550 ภาพที่ 10 กล่องหิน/โลงหิน# 5 หลังจากนำดินชั้นบนที่ปกคลุมออก ภาพที่ 11 กล่องหิน/โลงหิน# 5 หลังจากขุดค้นพื้นที่ภายใน ภาพที่ 12 ภาพด้านข้างของกล่องหิน/โลงหิน# 5  ประเด็นที่น่าสนใจด้วยคือ ถึงแม้ว่าคนในวัฒนธรรมนี้จะมีแบบแผนการกระทำร่วมกันคือการทำกล่องหิน ซึ่งสะท้อนระบบความเชื่อที่มีแบบแผน แต่กลับปรากฏว่าในส่วนรายละเอียดปีกย่อยที่สำคัญบางประการคือ การกำหนดทิศทางของการวางแนวกล่องหินกลับมีความแตกต่างกันคือ แหล่งโบราณคดีนายเสียนวางตัวแนวยาวของกล่องหินไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้-ตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนที่บ้านวังประจบวางตัวแนวยาวของกล่องหินไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเข้าใจว่าไม่ได้เกิดขึ้นจากการกำหนดทิศของคนโบราณผิดพลาด เพราะกล่องหินทุกกล่องในแหล่งโบราณคดีเดียวกันมีทิศทางการวางที่เหมือนกันทั้งหมด เรื่องนี้ผู้เขียนไม่สามารถอธิบายได้ เท่าที่คิดได้ตอนนี้คืออาจเป็นเพราะต้องการวางแนวของกล่องหินให้ขนานไปกับแนวของภูเขา คือต้องให้ปลายด้านใดด้านหนึ่งของกล่องหินหันไปหาภูเขา เช่น กล่องหินที่บ้านวังประจบปลายด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้จะหันไปหาเขาป่าควง ส่วนกล่องหินที่แหล่งโบราณคดีนายเสียนจะหันปลายด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ไปที่เขาน้อย-เขาใหญ่ เรื่องนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่อ่อนมาก เพราะการหันทิศทางของกล่องหินอาจเกี่ยวข้องกับอย่างอื่นได้เช่น ดวงดาว ทิศทางของดวงตะวัน เป็นต้น ซึ่งคงต้องศึกษาต่อไป อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานข้างต้นทั้งหมดนี้สะท้อนว่าการทำกล่องหินเป็นเรื่องระดับชุมชน (community) หรือกลุ่มตระกูล (clan)เพราะต้องมีการขนย้ายหินจำนวนมากมายังพื้นที่พิธีกรรม (ritual)อีกทั้งยังต้องมีช่างผู้ชำนาญการทางด้านคัดเลือกหิน การกะเทาะหิน การสกัดหิน และการขัดหิน จากหลักฐานการขุดค้นไม่พบเครื่องมือโลหะเลย แต่พบเครื่องมือขวานหินขัดเท่านั้น ซึ่งเป็นเครื่องมือชนิดเดียวที่พบในแหล่งโบราณคดีทุกแห่ง มีข้อสังเกตประการหนึ่งด้วยคือ ที่แหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบมีกล่องหินกล่องหนึ่งคือ กล่องหินหมายเลข 3 ที่พบว่ามีร่องรอยการขุดพื้นกล่องหินจนทะลุเสียหายไปเกือบครึ่งหนึ่ง โดยก่อนที่จะขุดถึงพื้นหินนี้ ด้านบนของกล่องหินโรยด้วยแผ่นหินฟิลไลท์จำนวนมากเช่นเดียวกับทุกกล่องหิน โดยลักษณะไม่ใช่ร่องรอยของการขุดรื้อเพื่อเอาสมบัติ สภาพของกล่องหินแบบเดียวกันนี้ยังพบที่แหล่งโบราณคดีนายเสียนคือกล่องหินหมายเลข 36 ซึ่งพบร่องรอยของการขุดรื้อในอดีต จากหลักฐานข้างต้น จึงเป็นไปได้ว่าคงมีการประกอบพิธีกรรมบางอย่างที่มีการขุดของที่เคยอยู่ในกล่องหินแล้วนำออกไป แต่ก็ไม่อาจสันนิษฐานได้ว่าเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมการฝังศพครั้งที่หนึ่ง (primary burial) หรือครั้งที่สอง (secondary burial)ได้หรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะขุดเก็บโครงกระดูกทุกชิ้นส่วนออกไปจนทำให้ไม่พบชิ้นส่วนของโครงกระดูกเลย   โบราณวัตถุที่พบภายในกล่องหิน โดยทั่วไปแล้ว ของที่ฝังร่วมกับศพ (goods grave) มักถูกตีความเชื่อมโยงว่าเป็นสิ่งของที่คนเป็นอุทิศให้กับคนตายเพื่อนำไปใช้ในโลกหน้า แต่สำหรับกรณีของที่ฝังอยู่ภายในกล่องหินก็อาจเชื่อมโยงกับแนวคิดดังกล่าวอยู่บ้างคือการอุทิศให้กับสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น วิญญาณ เป็นต้น สำหรับโบราณวัตถุที่พบภายในกล่องหินบ้านวังประจบ (ดูตารางที่ 2 ประกอบ) มีอยู่ 2 ประเภทหลักคือ ภาชนะดินเผา และกำไลหิน ส่วนใหญ่แล้วภาชนะดินเผาพบทั้งที่มีสภาพสมบูรณ์ และไม่สมบูรณ์ รูปทรงของภาชนะที่สมบูรณ์เป็นชามและหม้อ ที่น่าสังเกตคือใบที่มีสภาพไม่สมบูรณ์จะมีชิ้นส่วนไม่ครบใบ เช่น เหลือเฉพาะส่วนก้นบ้าง หรือก้น-ลำตัว คล้ายกับชำรุดและพังมาตั้งแต่เดิม ในส่วนของกำไลหินขัดไม่พบชิ้นที่สมบูรณ์เต็มวง คงตั้งใจทำให้แตกก่อนจะฝังลงไป เพราะบางกล่องหินเช่นกล่องหินหมายเลข 3 พบมากถึง 27 ชิ้นแต่ก็พบว่าหลายชิ้นไม่ใช่กำไลวงเดียวกัน สำหรับที่แหล่งโบราณคดีนายเสียนพบมีหลักฐานอื่นที่พบเพิ่มเติมด้วยคือ แวดินเผา และลูกปัดหินด้วย ซึ่งลูกปัดที่พบจากแร่ควอทซ์สีขาวขุ่น มีรูปทรงกระบอกยาว ปลายตัดเฉียง อาจเป็นของที่ผลิตขึ้นเองหรือเป็นของต่างถิ่นรูปทรงของลูกปัดแบบเดียวกันนี้พบจากการขุดค้นที่บ้านวังประจบเช่นกัน แต่ทำจากดินเผาเคลือบน้ำดินสีน้ำตาลแดงและทำจากหินสีน้ำตาลเข้ม และพบนอกกล่องหิน สำหรับภาชนะดินเผาพบว่ามีลักษณะเบื้องต้นคล้ายกับที่บ้านวังประจบ แต่มีสภาพเปราะและอ่อนกว่ามาก อาจเป็นเพราะใช้ดินเนื้อหยาบและเผาภายใต้อุณหภูมิที่ต่ำ ตารางที่ 2 แสดงประเภทและปริมาณของโบราณวัตถุที่พบภายในกล่องหิน แหล่ง หมายเลขกล่องหิน ภาชนะดินเผา (ใบ) ชิ้นส่วนกำไลหิน แวดินเผา ลูกปัดหิน เครื่องประดับรูปวงกลม วังประจบ 1 4 1 - - -   2 5 2 - - -   3 2 27 - - -   5 2 - - - - นายเสียน 1(1) 10 1 - 4 1   2(1) 2 - 1 - -   2 7 1 - - -   24 4 2 - - -   28 3 2 - - - รวม - 39 36 1 4 1 หมายเหตุ 1(1) และ 2(1) หมายถึง กล่องหินที่เคยขุดครั้งแรกที่แหล่งโบราณคดีนายเสียนเมื่อ พ.ศ.2550 ความแตกต่างด้านปริมาณของโบราณวัตถุที่พบภายในกล่องหินน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับสถานภาพทางสังคม (social status) ของผู้สร้างกล่องหินอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น กล่องหินหมายเลข 3 ที่บ้านวังประจบพบกำไลมากถึง 27 ชิ้น และเป็นกล่องหินขนาดใหญ่อีกด้วย ในขณะที่กล่องหินหมายเลข 2 ที่บ้านนายเสียนเป็นกล่องหินขนาดเล็กพบของเพียงภาชนะดินเผา 2 ใบ และแวดินเผา 1 ชิ้น (spindle whorl)(ดูตารางที่ 2)ซึ่งแวดินเผาอาจบ่งบอกว่ากล่องหินนี้สัมพันธ์กับเพศหญิง เพราะโดยมากแล้วจะมีหน้าที่ทอผ้า อนึ่ง จากการขุดค้นในพื้นที่ภายในกล่องหินอย่างละเอียดทั้งที่บ้านวังประจบและนายเสียน ผู้เขียนยังคงไม่พบชิ้นส่วนโครงกระดูกมนุษย์เลย ถึงแม้ว่าจะมีการร่อนดินที่ได้จากการขุดค้นด้วยก็ตาม หรือนำดินบางส่วนมัดใส่ผ้าไปร่อนในน้ำ และยังทดสอบดินด้วยน้ำยาทดสอบความเป็นกรด-ด่าง (pH test) เพื่อหาขี้เถ้า ผลคือดินที่ทดสอบมีค่าเป็นกรดอ่อนเสมอ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าไม่มีโครงกระดูกของมนุษย์ มีเฉพาะสิ่งของที่ฝังลงไปเท่านั้น   แนวแผ่นหินตั้ง(slab lined) ที่แหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบ นอกจากกล่องหินแล้วที่แหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบยังขุดพบแนวแผ่นหินตั้งจำนวน 3 แนว แนวยาวของแนวแผ่นหินตั้งหันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือขนานไปกับแนวกล่องหิน แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคือ รูปแบบแรกคือ แนวแผ่นหินตั้งเรียงเป็นแนวยาวขนานไปกับแนวกล่องหิน พบจำนวน 2 แนว เป็นแผ่นหิน 2-3 แผ่นตั้งเรียงกัน ใต้แผ่นหินตั้งแนวแรกพบแผ่นหินกะเทาะรูปวงกลม (slab disc)แนวที่สองพบภาชนะดินเผาทรงชาม ภาพที่ 13 แผ่นหินตั้งรูปแบบที่หนึ่งภาพที่ 14 แผ่นหินตั้งรูปแบบที่สอง   รูปแบบที่สองพบเพียงจุดเดียว เป็นการตั้งแผ่นหินจำนวน 2 แผ่นตั้งห่างกัน 1.80 เมตร วิธีการจัดวางคล้ายแผ่นดินด้านกว้างของกล่องหิน ใต้แผ่นหินมีการฝังภาชนะดินเผาไว้ และพื้นที่ระหว่างกลางของพบว่ามีการฝังกำไลหินสภาพสมบูรณ์จำนวน 4 วง วางซ้อนกันอย่างจงใจ ตำแหน่งที่ตั้งของแนวแผ่นหินตั้งนี้พบอยู่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของพื้นที่ขุดค้น โดยวางตัวอยู่ห่างกันในระยะใกล้เคียงกันคือประมาณ 250 เซนติเมตร การทำแนวแผ่นหินตั้งนี้สามารถตีความได้ 2อย่างคือ อย่างแรกอาจเป็นรูปแบบของพิธีกรรมย่อย อย่างที่สองอาจเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ที่สร้างเช่น คนรวย คนจน หรือเพศ หินตั้งที่แหล่งโบราณคดีนายเสียน แหล่งโบราณคดีนายเสียนมีความแตกต่างจากบ้านวังประจบตรงที่แหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบพบพิธีกรรมการทำกล่องหินคู่กับพิธีกรรมทำแนวแผ่นหินตั้ง แต่ที่แหล่งโบราณคดีนายเสียนได้พบการทำกล่องหิน แผ่นหินตั้ง และหินตั้ง (Standing stones) ในหลุมขุดค้นที่ 2 ของแหล่งโบราณคดีนายเสียน พบกลุ่มของหินตั้ง เรียงปักกันไว้เป็นกลุ่ม นับรวมหินทั้งหมดได้ประมาณ 39 ก้อน หินก้อนกลางคงเป็นจุดศูนย์กลางของกลุ่มหิน หินก้อนนี้ตั้งอยู่กึ่งกลางและสูงที่สุดในบรรดาก้อนหินทั้งหมด มีรูปทรงกระบอกปลายแหลม มีขนาด สูง 80 เซนติเมตร หนา32-22 เซนติเมตร ทำจากหินอัคนี รอบหินก้อนนี้จะมีหินก้อนเล็กใหญ่ตั้งล้อมรอบอีกที หินก้อนนี้ตั้งอยู่ชิดกับแนวแผ่นหินตั้ง (Slab lined) จำนวน 2 แผ่นทำจากหินฟิลไลท์ ขนาดกว้าง 63 เซนติเมตร สูง 43 เซนติเมตร หนา 2 เซนติเมตร และขนาดกว้าง 74 เซนติเมตร สูง 36 เซนติเมตร หนา 6 เซนติเมตร การทำแนวแผ่นหินตั้งนี้คงสัมพันธ์กับการทำแนวแผ่นหินตั้งที่บ้านวังประจบ ผู้เขียนได้ทดลองขุดค้นข้างๆ แนวแผ่นหินตั้งบริเวณใกล้กับแนวแผ่นหินตั้งและใกล้กับกล่องหินหมายเลข 28 ลึกลงไปประมาณ 30 เซนติเมตร ดินมีลักษณะแน่นพอควร ไม่พบโบราณวัตถุใดๆ หลายท่านคงคิดว่าควรรื้อกลุ่มหินเพื่อจะขุดด้านใต้ของกลุ่มหินตั้ง ผู้เขียนเห็นด้วยหากมีแนวทางในการอนุรักษ์และเป็นการทำงานระยะยาว เพราะมีโอกาสที่จะนำมาประกอบกับที่เดิมได้ (แค่ใกล้เคียง) แต่ในกรณีนี้เนื่องจากข้อจำกัดหลายอย่างจึงขุดเฉพาะด้านข้างก็พอจะตอบคำถามได้ว่าอาจไม่มีอะไรอยู่ด้านใต้ก็ได้ แต่ความจริงแล้วคงต้องมีอะไรบางอย่างฝังอยู่ด้วยเหมือนกับกรณีของแนวแผ่นหินตั้งที่บ้านวังประจบที่พบการฝังชามไว้ด้านใต้แนวแผ่นหินตั้ง แนวหินตั้งที่พบที่แหล่งโบราณคดีนายเสียนมีความน่าสนใจมาก เพราะทำเป็นแนวต่อเนื่องกันไป ยาวร่วม 50 เมตร มี 2 แนว ห่างกันประมาณ 5 เมตร ยังคงหินที่ตั้งโผล่พ้นดินประมาณ 5-6 จุด และยังมีหินก้อนยาวๆ ที่ล้มนอนอยู่ด้วยบางก้อนมีความยาวของหินมากกว่า 2 เมตร ที่สำคัญที่แนวหินทั้งสองแนวนี้ยังพบกล่องหินอยู่ด้วย ซึ่งคงใช้เป็นเครื่องหมายบางอย่างของการทำพิธีกรรม การที่แหล่งโบราณคดีนายเสียนทำหินตั้ง ส่วนที่บ้านวังประจบไม่ทำนั้น ยังคงเป็นปริศนาถึงสาเหตุที่ชุมชนของแหล่งโบราณคดีนายเสียนเลือกที่จะทำหินตั้ง คงเป็นเพราะมีความแตกต่างกันในเรื่องระบบความเชื่อบางประการ แต่เหมือนกับความเชื่อที่เป็นแกนหลักจะอยู่ที่การทำกล่องหิน ดังนั้น จึงอาจจัดได้ว่าวัฒนธรรมนี้คงอยู่ในกลุ่มของวัฒนธรรมหินตั้ง (Standing stone) ที่มีระบบความเชื่อในการทำกล่องหิน สุจิตต์ วงษ์เทศ เสนอว่ามุมมองความเชื่อเกี่ยวกับหินตั้งว่า ในนิทานไทลาวเรียกหินตั้งว่า ดิน(หิน) 7 ก้อน, หลักหิน, ก้อนหินก่ายฟ้า, หินก้อนเส้าฯ เป็นต้น ก้อนหินเหล่านี้ใช้เป็นเครื่องหมายของหลักเขตหรือการสร้างเมือง (สุจิตต์ วงษ์เทศ, 2555)แต่โดยมากนักโบราณคดีที่ศึกษาเกี่ยวกับหินตั้งมักตีความว่าวัตถุประสงค์ของการทำหินตั้งเกี่ยวข้องกับการทำเครื่องหมายกำหนดขอบเขตของเขตแดน เพื่อระลึกความทรงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีต และเป็นความเชื่อของสังคมนั้นๆ เช่น ความเชื่อเรื่องวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ เทพ และบรรพบุรุษ เป็นต้น (Kim,1982) อายุสมัย ในบรรดาแหล่งโบราณคดีทั้งหมดมีเพียงแหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบเท่านั้น3โดยทำการกำหนดอายุด้วยเทคนิคเรดิโอคาร์บอนแบบมาตรฐาน (Standard radio carbon-14)โดยการกำหนดอายุจากถ่านที่พบจำนวน 2 ตัวอย่าง โดยส่งตัวอย่างไปที่สำนึกงานปรมาณูเพื่อสันติ กรุงเทพฯ (เมื่อปี 2550) (พิพัฒน์ กระแจะจันทร์, 2550) ผลการกำหนดอายุตัวอย่างที่ 1 (OAP2446) ได้อายุ 2350±260 ปีมาแล้ว(BP) หรือ 1,100 ก่อนค.ศ.ถึง ค.ศ. 400 ด้วยการคำนวณจากค่า 2 sigma ซึ่งหมายความว่าค่าอายุมีโอกาสถูกต้อง 95% โดยตัวอย่างถ่านนี้พบลึกลงไปจากผิวดิน 20 เซนติเมตร และพบร่วมกับภาชนะดินเผา กำไลหิน และขวานหินขัด ตัวอย่างที่ 2 (OAP2447) ได้อายุ 2520±260 ปีมาแล้ว หรือ 1,200 ก่อน ค.ศ.ถึงค.ศ. 300 (2 sigma) โดยตัวอย่างถ่านนี้พบในหลุมเสาซึ่งอยู่ลึกลงไปจากผิวดิน 26-36 เซนติเมตร หลุมเสานี้พบในชั้นดินของวัฒนธรรมนี้ สังเกตได้ว่าตัวอย่างถ่านทั้งสองพบนอกกล่องหิน ทั้งนี้เพราะภายในกล่องหินไม่พบอินทรียวัตถุใดๆ ยกเว้นเพียงภาชนะดินเผา แต่ไม่ได้ส่งไปกำหนดอายุ เพราะติดปัญหาเรื่องงบประมาณ ส่วนพื้นที่ภายนอกกล่องหิน ตัวอย่างถ่านพบ 4 ตัวอย่างเท่านั้น เลือกส่งเพียง 2 ตัวอย่างเพราะดีที่สุดและเป็นก้อนถ่านขนาดใหญ่ จากค่าอายุข้างต้นจึงเป็นไปได้ว่าวัฒนธรรมวังประจบคงมีอายุประมาณ 2,500-2,300 ปีมาแล้ว ซึ่งปัญหาคือช่วงเวลาประมาณ 2,500 ปีในภาพรวมของประเทศไทยได้เข้าสู่ยุคโลหะแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่ากล่องหินนี้ผลิตขึ้นโดยกลุ่มคนในวัฒนธรรมที่ใช้โลหะแล้วหรือไม่ วัฒนธรรมการทำกล่องหินและโลงศพแผ่นหินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-เอเชียตะวันออก ประเด็นสำคัญของการเปรียบเทียบกล่องหินและหินตั้งที่พบที่แหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบและนายเสียนมีสาระสำคัญอยู่ 2 ประเด็นคือ ประเด็นแรก เพื่อเข้าใจหน้าที่การใช้งานและความหมายทางวัฒนธรรมของการทำกล่องหินกับหินตั้งโดยอาศัยหลักการเปรียบเทียบข้ามวัฒนธรรม ประเด็นที่สองคือ ปีเตอร์ เบลล์วูด (Peter Bellwood) ได้ตั้งสมมติฐานว่าโลงศพหินแบบที่เรียกว่า โลงศพหินแผ่น (Slab graved) เป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนที่พูดภาษาในตระกูลออสโตรนีเชียน (Austronesian) จากเกาะไต้หวันไปสู่อินโดนีเซีย และมาเลเซีย(Bellwood,1997: 215-217) ดังนั้น ในหัวข้อนี้จะเป็นการเปรียบเทียบหลักฐานที่พบในที่ต่างๆ เท่าที่สามารถหาข้อมูลได้ เพื่อนำไปสู่การเชื่อมโยงและถกเถียงประเด็นทั้งสองเรื่อง วัฒนธรรมไป่หนาน (Peinan culture) พบทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะไต้หวัน เป็นวัฒนธรรมสมัยหินใหม่ กำหนดอายุอยู่ในช่วงราว 5,000-795ปีก่อน ค.ศ.ลักษณะเด่นของวัฒนธรรมนี้คือการทำโลงศพจากแผ่นหินชนวน(slate) ภายในโลงมีการบรรจุโครงกระดูกโดยเป็นการฝังศพครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง บางโลงพบโครงกระดูกเต็มโครง บางโลงพบเพียงฟันซี่เดียวก็มีในโลงศพมีการบรรจุข้าวของเครื่องใช้ (Grave goods) ไว้หลายอย่าง ได้แก่ ขวานหินขัด กำไลหิน ลูกปัด จี้รูปคน ภาชนะดินเผา และตุ้มหูหินแบบลิงลิงโอ(Ling-ling O) ไว้เป็นของอุทิศให้ผู้ล่วงลับ(Bellwood, 1997: 215-217; Chin-yung, 2000; Tsang, 2000; Scarre, 2005: 286-287; Yeh, 2006) และบางครั้งก็พบมีการฝังไว้นอกกล่องหินด้วยเช่นกัน โลงศพหินแผ่นที่พบมีมากกว่า 1,500 โลง ทิศทางการฝังโลงมีทิศใต้-ตะวันตกเฉียงใต้ หรือทิศเหนือ-ตะวันออกเฉียงเหนือ โลงศพประมาณ 895 โลงใช้สำหรับการฝังศพคนตายเพียงหนึ่งคน โลงศพที่เหลืออีกราว 20% เป็นโลงสำหรับฝังศพมากกว่า 1 คนในโลงเดียวกัน บางโลงมีขนาดใหญ่มากและใช้ฝังศพมาหลายช่วงเวลาด้วยกัน โลงศพนี้จึงเป็นโลงศพประจำครอบครัว แนวคิดในการฝังศพลักษณะนี้ยังคงพบได้ในกลุ่มชนพื้นเมืองดั้งเดิมของไต้หวันคือชาวรูไก (Rukai) และชาวไปวัน (Paiwan)ซึ่งอาศัยอยู่ทางภาคใต้ของไต้หวัน โลงศพของคนในวัฒนธรรมไป่หนานมีทั้งที่อยู่ในบ้านและนอกพื้นที่บ้าน ลักษณะการเก็บศพเช่นนี้สอดคล้องกับข้อมูลของกลุ่มชนดั้งเดิมในไต้หวันเช่นกัน (Sung Wen-Hsun, 1992: 282) นอกจากนี้แล้ว กลุ่มคนในวัฒนธรรมไป่หนานยังมีพิธีกรรมการทำหินตั้ง (Standing stone) เป็นแผ่นหินขนาดใหญ่มักตั้งไว้กลางบ้าน หลักฐานหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผลจากการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีไป่หนานนั้นยังได้พบพิธีกรรมถอนฟันหน้า (tooth extraction) ซึ่ง Chao-mei Lien นักโบราณคดีผู้ทำการขุดค้นกล่าวว่าพิธีกรรมนี้พบทางตอนใต้ของจีนกับญี่ปุ่น ส่วนในประเทศไทยพบที่บ้านเก่าจ.กาญจนบุรี และโนนนกทาจ.ขอนแก่น (Lien, 1990: 345)ในขณะที่ Sung Wen-Hsunได้อธิบายว่าพิธีกรรมนี้พบในกลุ่มชนพื้นเมืองดั้งเดิมตอนเหนือและภาคกลางของไต้หวันเช่นกัน (Sung Wen-Hsun, 1992: 282)ถ้าคิดว่าความเหมือนกันของพิธีกรรมสะท้อนถึงความสัมพันธ์กัน หลักฐานอย่างหลังนี้อาจเป็นหลักฐานทางอ้อมที่แสดงให้เห็นได้ว่าคงมีการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนในอดีตระหว่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับเอเชียตะวันออกในสมัยโบราณ สำหรับในประเทศอินโดนีเซีย พบโลงศพหินแผ่นที่เกาะชวาภาคตะวันออก เกาะบาหลีไปจนถึงเกาะซุมบาวา (Sumbawa) และเกาะซุมบา (Sumba) ทั้งหมดเป็นโลงหินที่ทำขึ้นในสมัยเหล็ก ยกเว้นเพียงแหล่งโบราณคดีคุนินกาน (Kuningan) ทางภาคตะวันตกของชวาที่ไม่ปรากฏเครื่องมือโลหะคู่กับโลงศพหิน ซึ่งยังถกเถียงกันอยู่ว่าสรุปแล้วควรจัดอยู่ในสมัยใดกันแน่ เพราะไม่ได้รับการยืนยันอย่างแน่ชัดว่าพบโลหะจากการขุดค้นด้วยหรือไม่ (Bellwood, 1997: 290) ในประเทศมาเลเซีย พิธีกรรมการทำโลงศพหินแผ่นนี้พบบนภูเขาทางภาคใต้ของรัฐเปรักใกล้กับแม่น้ำเบอร์นัม (Bernam) แม่น้ำซุงไก (Sungkai) และแม่น้ำสลิม (Slim)หรือในเขตชังกัตเมนเตรี (Changkat Menteri) ขุดค้นพบโลงศพทำจากหินแกรนิต (granite coffins)ด้วยการใช้แผ่นหินหลายแผ่น ขนาดยาวประมาณ2 เมตร (Heng, 2000: 65-72) อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่น่าสนใจด้วยคือเจชูรัน และบูลเบก ได้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การเรียกว่า “โลงศพหินแผ่น” (slab graved) นี้ค่อนข้างทำให้เกิดความสับสน เพราะการขุดค้นในปี 1936 หรือหลังจากนั้นไม่เคยพบชิ้นส่วนมนุษย์หรือสัตว์ในสิ่งที่เรียกว่าโลงศพเลย (Jeshurun, 1982: 102; Bulbeck, 2004: 321)โดยภายในกล่องหินพบลูกปัดแก้วและคาร์เนเลียน ชามสำริด เครื่องมือเหล็ก ภาชนะดินเผาที่ปั้นด้วยแป้นหมุน เป็นต้นทำให้จัดอยู่ในสมัยเหล็ก มีอายุระหว่าง 400 ปีก่อน ค.ศ. –กลางคริสต์ศตวรรษที่ 7จากหลักฐานเช่นลูกปัดแก้วและคาร์เนเลียนจึงบ่งบอกว่าชุมชนแห่งนี้มีการติดต่อการค้าทางไกลกับอินเดีย และการที่ต้องใช้แรงงานคนจำนวนมากในการสร้างจึงสะท้อนว่าเป็นของชนชั้นสูงในสังคมนี้ (Heng, 2000: 65-72) อภิปราย เรื่องที่คิดว่าควรมีการถกเถียงและช่วยกันขบคิดมีอยู่ 3 ประการหลัก ดังนี้ ประการแรกคือ ปัญหาเรื่องอายุสมัยของวัฒนธรรมวังประจบหรือวัฒนธรรมกล่องหิน จากค่าอายุที่ได้วัฒนธรรมวังประจบมีอายุประมาณ 2,500-2,300 ปีมาแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชุมชนต่างๆ ในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ได้ก้าวเข้าสู่สมัยโลหะแล้ว แต่ปรากฏว่าหลักฐานที่พบในแหล่งโบราณคดีทั้ง4 แห่งยังคงใช้ขวานหินขัดเป็นเครื่องมือสามัญ โดยไม่พบเครื่องมือโลหะเลย ซึ่งถ้าเชื่อตามหลักฐานเชิงประจักษ์ (empirical evidence) แล้วควรจัดวัฒนธรรมวังประจบอยู่ในสมัยหินใหม่หรือวัฒนธรรมหินใหม่ แต่จากร่องรอยของหลักฐานบางประการได้แก่ ร่องรอยของการสกัดแผ่นหิน ลูกปัดหินควอทซ์ รวมถึงค่าอายุจากแหล่งโบราณคดีวังประจบ ทำให้ชวนคิดว่าวัฒนธรรมวังประจบอาจจัดอยู่ในสมัยโลหะแล้วก็เป็นไปได้ เพราะไม่ห่างกันมากก็มีชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์เช่น บ้านโป่งแดง นี้ตั้งอยู่ห่างจากบ้านวังประจบไปราว 18 กิโลเมตร และยังมีชุมชนสมัยเหล็กที่เขตอำเภอโกสัมพีที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 20-25 กิโลเมตรถ้าวัดจากบ้านหนองร่ม เพราะฉะนั้นการที่กลุ่มวัฒนธรรมวังประจบจะเป็นชุมชนหินใหม่ที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวคงเป็นเรื่องยากสักหน่อย อาจเป็นไปได้ว่าเครื่องมือโลหะอาจเป็นของหายากจึงไม่ได้ทิ้งไว้ภายในแหล่งโบราณคดี ถ้าพิจาณาจากระยะทางที่พบกล่องหินหรือโลงศพหินแผ่นที่อยู่ใกล้กับกล่องหินที่วังประจบแล้ว วัฒนธรรมวังประจบตั้งอยู่ค่อนข้างห่างไกลจากวัฒนธรรมโลงหินและกล่องหินในที่อื่นๆ อย่างมาก แต่ที่ใกล้ที่สุดคือแหล่งโบราณคดีในเขตภาคใต้ของรัฐเปรัก (Perak) ต่อกับทางตอนเหนือของรัฐเซลันงอร์ (Selangor)ประเทศมาเลเซีย ที่น่าสนใจคือกล่องหินที่แหล่งโบราณคดีเหล่านี้ไม่พบการฝังศพไว้ภายในกล่องหินเช่นกัน แต่อายุอยู่ในสมัยหลังว่าคือราว 2,000 ปีมาแล้ว และจัดอยู่ในสมัยเหล็ก (Jeshurun, 1982: 102; Heng, 2000: 67; Bullbeck, 2004: 322) อาจเป็นไปได้หรืออาจเป็นไปไม่ได้ที่วัฒนธรรมของทั้งสองแห่งจะสัมพันธ์กัน ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่ควรจะต้องทำให้ต่อไปในอนาคตคือการกำหนดอายุให้มากขึ้นและนำมาตรวจสอบใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะค่าอายุถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยทำให้สามารถตีความและเปรียบเทียบวัฒนธรรมได้อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น ปัญหาประการที่ 2 คือ กล่องหินเป็นโลงศพหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ เพราะไม่พบโครงกระดูกมนุษย์ การตีความว่าจะเป็นโลงศพนั้นคงจะต้องพิจารณากันหลายประการ ถ้าย้อนกลับไปที่ฐานคิดเชิงปรัชญาของโบราณคดี ซึ่งสัมพันธ์กับหลักคิดทางวิทยาศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนฐานของความคิดแบบประจักษ์นิยม (empiricism) แล้วก็ควรจะต้องตีความอิงจากหลักฐานที่สามารถจับต้องได้ อย่างไรก็ตาม ร่องรอยบางอย่างถ้าหากใช้ประสบการณ์หรือการรับรู้ที่มีมาก่อนหน้า คือ สภาพของหลักฐานอันได้แก่ รูปแบบของกล่องหินที่มีรูปร่างคล้ายกับโลงศพ และการจัดวางสิ่งของในโลงหรือนอกโลงก็ตามมีความคล้ายคลึงกับการอุทิศสิ่งของเครื่องเซ่นให้กับคนตายอย่างมาก โดยเฉพาะภาชนะดินเผาที่พบในกล่องหิน ผู้เขียนพบว่ามักวางอยู่ส่วนหัว/ท้าย และด้านข้างของกล่องหิน ซึ่งผู้เขียนได้ทดลองลงไปนอนก็พบว่าร่างกายของผู้เขียนไม่ทับอยู่บนภาชนะดินเผาเหล่านั้นเลย ลักษณะเช่นนี้ก็สามารถชวนให้คิดไปได้ว่ากล่องหินและของที่วางอยู่คงสัมพันธ์กับพิธีกรรมเกี่ยวกับศพ แต่ถ้าไม่มีศพก็อาจสัมพันธ์กับความเชื่อเรื่องการตายหรือการบูชาบรรพบุรุษ ดังนั้น ปัญหาในข้อนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่ากล่องหินจะเป็นโลงศพหรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับฐานคิดที่เป็นรากฐานในการตีความทางโบราณคดีที่อิงอยู่กับหลักคิดทางวิทยาศาสตร์ ปัญหาประการที่ 3 คือปัญหาเรื่องใครเป็นเจ้าของวัฒนธรรมวังประจบ จะว่าไปแล้วการลงความเห็นให้กลุ่มคนที่สร้างวัฒนธรรมกล่องหินในเขตชังกัตเมนเตรีเป็นกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลออสโตรนีเชียน (Austronesian) (Bellwood, 1993)นั้นยังมีหลักฐานค่อนข้างอ่อนพอควร ถ้าหากพิจารณาการกระจายตัวของภาษาในปัจจุบัน จะพบว่าในเขตชังกัตเมนเตรีนั้นเป็นเขตของกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก (Austroasiatic) คือกลุ่มชาวเซนอย (Senoi) โดยถือเป็นกลุ่มคนดั้งเดิมเช่นกันโดยอาจเคลื่อนย้ายเข้ามาก่อนหรือใกล้เคียงกับกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลออสโตรนีเชียนก็ได้ ดังนั้น บทความนี้จึงเสนอว่าวัฒนธรรมวังประจบอาจสัมพันธ์กับกลุ่มคนที่พูดในภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก ซึ่งเป็นภาษาที่แพร่หลายในเขตภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ และอาจจะมีการเคลื่อนย้ายลงไปทางทิศใต้ยังประเทศมาเลเซียในสมัยโบราณ สรุปและข้อเสนอแนะ วัฒนธรรมวังประจบเป็นวัฒนธรรมที่มีแบบแผนพิธีกรรมด้วยการทำกล่องหิน มีอายุระหว่าง 2,500-2,300 ปีมาแล้ว จากหลักฐานที่พบจัดอยู่ในวัฒนธรรมสมัยหินใหม่ กล่องหินที่พบนั้นยังไม่ทราบวัตถุประสงค์การสร้างที่แน่ชัด วัฒนธรรมวังประจบอาจเป็นปรากฏการณ์ร่วมในวัฒนธรรมการทำกล่องหินและการบูชาหินตั้งที่พบทั่วไปในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Kim, 1982)ที่ยังต้องรอการตอบคำถามสำคัญอีกมาก เช่น ปรากฏการณ์การทำกล่องหินนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และเพราะเหตุใดกลุ่มคนหลายวัฒนธรรมจึงมีความเชื่อที่คล้ายคลึงกัน ผู้เขียนคิดว่าแหล่งโบราณคดีในเขตตำบลวังประจบที่ผู้เขียนเรียกว่าวัฒนธรรมวังประจบนั้นมีความสำคัญมากทั้งในแวดวงโบราณคดีและประชาชนทั่วไป เพราะสามารถพัฒนาขึ้นเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี แต่ต้องมีการทำแผนพัฒนาอย่างต่อเนื่องและร่วมมือกันหลายภาคส่วนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ผู้เขียนหวังว่าแหล่งโบราณคดีนายเสียนที่ได้รับการขุดค้นครั้งใหม่นี้จะไม่มีสภาพเป็นเหมือนกับแหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบที่ถูกทิ้งร้างและปล่อยให้พังไปอย่างน่าเสียดาย   กิตติกรรมประกาศ   ผู้เขียนขอขอบคุณคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ได้ให้ทุกสนับสนุนในการทำวิจัยเพื่อตอบข้อสงสัยของผู้วิจัยที่เก็บมาตลอด 5 ปี ขอขอบคุณองค์การบริหารส่วนตำบลวังประจบ โดยเฉพาะนายสาธิต สุขจิตร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังประจบที่อำนวยความสะดวกต่างๆ โดยเฉพาะการให้ใช้รถเพื่อสำรวจและเข้าออกแหล่งโบราณคดีนายเสียน ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคนใน อบต.วังประจบ ขอขอบคุณสำนักโบราณคดีที่ 6 สุโขทัย กรมศิลปากร โดยเฉพาะนายสถาพร เที่ยงธรรม หัวหน้ากลุ่มโบราณคดี และขอขอบพระคุณนายพีรพน พิสณุพงศ์ผู้อำนวยการสำนักโบราณคดีที่ 6 สุโขทัย ที่เปิดโอกาสให้กับการนำเสนอบทความในงานประชุมนี้ นอกจากนี้แล้วต้องขอยกย่องน้ำใจอันไม่ย่อท้อของกับกลุ่มน้องๆ ในเขตวังประจบที่เคยขุดค้นกันมาเมื่อครั้งปี 2549-50 และอีกครั้งในปี 2556 ได้แก่ เกย์(ใหญ่) เกย์(เล็ก) เป อั๋น โด่ง ทึ่ม เสือ ข็อด และพี่อ๋อ   1ในประเด็นเรื่องการตีความทางโบราณคดี (Interpretative archaeology) ผู้เขียนได้เคยถกเถียงแล้วอยู่ในบทความเรื่อง “นักโบราณคดีสองคนบนทางสองแพร่งกับการตีความแหล่งโบราณคดี บ้านวังประจบ”. วารสารเมืองโบราณ, ปีที่ 35 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม -กันยายน 2552, หน้า 74-103. 2การลำดับหมายเลขกล่องหินขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการค้นพบ 3สำหรับที่แหล่งโบราณคดีนายเสียนไม่พบถ่านและอินทรียวัตถุใดๆ จึงไม่ได้ส่งไปกำหนดอายุ คาดว่าในโครงการขุดค้นครั้งหน้าจะนำภาชนะดินเผาไปกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยเทคนิคเทอร์โมลูมิเนสเซนต์ (Thermoluminescence dating)    บทความโดย พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   รายการอ้างอิง พิพัฒน์ กระแจะจันทร์. นักโบราณคดีสองคนบนทางสองแพร่งกับการตีความแหล่งโบราณคดี บ้านวังประจบ. วารสารเมืองโบราณ, ปีที่ 35 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม -กันยายน 2552, น. 74-103. พิพัฒน์ กระแจะจันทร์. รายงานการขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบ บ.วังประจบ ต.วังประจบ อ.เมือง จ.ตาก, นำเสนอต่อองค์การบริหารส่วนตำบลวังประจบและสำนักงานศิลปากรที่ 6 สุโขทัย กรมศิลปากร, 2550. พิพัฒน์ กระแจะจันทร์. รายงานการขุดค้นแหล่งโบราณคดีนายเสียน (เขาฝาง 2) บ.วังประจบ ต.วังประจบ อ.เมือง จ.ตาก, นำเสนอต่อองค์การบริหารส่วนตำบลวังประจบและสำนักงานศิลปากรที่ 6 สุโขทัย กรมศิลปากร, 2550. พิพัฒน์ กระแจะจันทร์. รายงานการขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านหนองร่ม ต.วังประจบ อ.เมือง จ.ตาก, นำเสนอต่อองค์การบริหารส่วนตำบลวังประจบและสำนักงานศิลปากรที่ 6 สุโขทัย กรมศิลปากร, 2549. สุจิตต์ วงษ์เทศ. วัฒนธรรมหินตั้ง 3,000 ปีมาแล้ว ในวรรณกรรมตำนานลาว-ไทย, มติชนสุดสัปดาห์,ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม 2555. Bellwood, Peter. Cultural and Biological Differentiation in Penisular Malaysia: The Last 10,000 Years, in Asian Perspectives, Vol. 32, no. 1., 1993, p.37-60. Bellwood, Peter. Prehistory of the Indo-Malaysian Archipelago. USA: University of Hawai’I Press, 1997. Bullbeck, David. Indigenous Traditions and Exogenous Influences in the Early History of Peninsular Malaysia, in Southeast Asia from Prehistory to History, Bellwood, Peter and Glover, Ian, editor. London : RoutledgeCurzon, 2004. Heng, Leong Sau. Chronology of the Bernam Cist Graves, in Indo-Pacific Prehistory Association Bulletin 19, 2000 (Melaka papers, Volume 3). Jeshurun, Chandran. The Megalithic Culture in Malaysia: A Survey of Megalithics and Associated Finds in Peninsular Malaysia, Sarawak and Sabah, In Megalithic Cultures in Asia, edited by Byung-mo Kim. Korea: Nanyang University Press, 1982, p.99-126. Kim, Byung-mo. Megalithic Cultures in Asia.Korea: Nanyang University Press, 1982. Munandar, Agus Aris. The Continuity of Megalithic Culture and Dolmen in Indonesia. Department of Archaeology, Faculty of Humanities, University of Indonesia, 2011. Sung Wen-Hsun. A Note on the Excavations at Peinan (Taiwan), Bulletin de l'Ecole française d'Extrême-Orient. Année 1992, Volume 79, Numéro 79-1, pp. 281-286. Tsang, Chenghwa, The Archaeology of Taiwan. Taiwan: Council for Cultural Affairs, 2000. Yeh, Chian-Jin. Digital Museum of the Peinan Site and Peinan Culture. Taiwan: Collection and Research Division Nation Museum of Prehistory. Accessed data on 29thOctober 2006.  


กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น   กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้ ๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙   ๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ - โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท - โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน   ๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว   ๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้ ๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน ๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ ๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา ๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ ๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน   หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต


black ribbon.