ค้นหา

จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ

รายงานการเดินทางไปราชการ ณ เมืองเว้ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ๑. ชื่อโครงการ                    โครงการเข้าร่วมการประชุม MOWCAP General Meeting ครั้งที่ ๗ และสัมมนาทางวิชาการ Recommendation Concerning the Preservation of, and Access to, Documentary Heritage Including in Digital Form            ๒. วัตถุประสงค์                    ๒.๑ เพื่อเข้าร่วมการประชุม MOWCAP General Meeting ครั้งที่ ๗                    ๒.๒ เพื่อเข้าร่วมสัมมนาทางวิชาการ Recommendation Concerning the Preservation of, and Access to, Documentary Heritage Including in Digital Form                                       ๒.๓ เพื่อศึกษาดูงานทางด้านวัฒนธรรม                ๓. กำหนดเวลา                    ระหว่างวันที่ ๑๗ – ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ๔. สถานที่                     เมืองเว้ (Hue) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม                  ๕. หน่วยงานผู้จัด                    คณะกรรมการแห่งภูมิภาคว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก UNESCO Memory of the World Regional Committee for Asia and the Pacific (MOWCAP) ๖. หน่วยงานสนับสนุน                    สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร                    สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร ๗. คณะผู้แทนไทย                     นางสาวนัยนา แย้มสาขา           ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ                    นางสาวกรพินธุ์ ทวีตา              นักจดหมายเหตุชำนาญการพิเศษ ๘. กิจกรรม                    - การประชุม UNESCO Memory of the World Regional Committee for Asia and the Pacific (MOWCAP) General Meeting ครั้งที่ ๗                    - การสัมมนาทางวิชาการ Recommendation Concerning the Preservation of, and Access to, Documentary Heritage Including in Digital Form                    - การศึกษาดูงานทางด้านวัฒนธรรม   ๙. สรุปสาระของกิจกรรม                    ๙.๑ การประชุม UNESCO Memory of the World Regional Committee for Asia and the Pacific (MOWCAP) General Meeting ครั้งที่ ๗                    สาระของการประชุม ได้แก่ รายงานของเลขาธิการสำนักงาน (Bureau) คณะกรรมการแห่งภูมิภาคว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลกภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก ได้รายงานผลการดำเนินงานระหว่างปี ๒๐๑๒ – ๒๐๑๔ ในส่วนเรื่องงบประมาณก็ไม่ได้รับงบประมาณอย่างเป็นทางการและไม่มีบัญชีการเงินของตนเอง ซึ่งงบประมาณแต่ละรายการเบิกจาก UNESCO Bangkok Office ส่วนของเว็บไซต์อยู่กับหน่วยดูแล (host) Udamain ที่ฮ่องกง เอกสารรายงานของประเทศ (Country Report) สำนักงานฯ ได้รับรายงานของประเทศออสเตรเลีย กัมพูชา จีน ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ สาธารณรัฐเกาหลี ซามัว ไทย ติมอร์เลสเต ตูวาลู อุสเบกิสถาน วานูอาตู และเวียดนาม สำนักงานของแผนงานมรดกความทรงจำแห่งโลก แต่เดิมอยู่ที่สำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ ต่อไปนี้จะไปตั้งอยู่ที่ Asian Culture Center (ACC) ที่เมืองกวางจู (Gwanggiu)  สาธารณรัฐเกาหลี บัดนี้ได้มีการลงนามในข้อตกลงแล้ว                    การเสนอรายงานของประเทศสมาชิก จำนวน ๑๐ ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐสังคมนิยมเกาหลี ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประเทศกัมพูชา ประเทศซามัว ประเทศทาจิกิสถาน ประเทศคาซาลสถาน ประเทศติมอร์เลสเต ประเทศตูวาลู และประเทศไทย โดย ดร.ประจักษ์ วัฒนานุสิทธิ์ ผู้แทนประเทศไทย รายงานผลการดำเนินงาน ของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลกฯ ของประเทศไทย ๒๐๑๔ – ๒๐๑๕ โดยกล่าวถึงองค์ประกอบ โครงสร้างของคณะกรรมการฯ จุดประสงค์ ที่มาของงบประมาณคือจากกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงวัฒนธรรม การดำเนินงานในรอบสองปีที่ผ่านมา เช่น การประชุมประจำเดือน การประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ ได้จัดการประชุมสัมมนา คุณค่าของภาพยนตร์จดหมายเหตุ ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๘ การประชุมเชิงปฏิบัติการของคณะอนุกรรมการจัดทำทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งชาติและพิธีขึ้นทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติ ในวันที่ ๒๑ – ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ ที่โรงแรมบียอนสวีท เขตบางพลัด กรุงเทพฯ                    การขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปี ๒๐๑๖ ประเทศสมาชิกต่างๆ นำเสนอเอกสารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก ๑๖ รายการ ที่ประชุมฯ พิจารณาแล้วและตัดสินขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ๑๔ รายการ ประกอบด้วย Archives of Confucius’ Family of the Ming and Qing Dynasties : Qufu Committee on Cultural Heritage, The Archives of Suzhou silk Samples of Modern and Contemporary Times : Suzhou Industrial and Commercial Archives Management Center, Archives and Manuscripts of Macao Kong Tac Lam Temple (1645 – 1980) : the Macau documentation and information society, Chapas Sinica, Mo ye Do Bo Tong Ji : Comprehensive Illustrated Manual of Martial Arts : National Library of DPR Korea, Arafat-al-Ashiqinva Arasulal-Arifin : Malek National Library and Museum Institution, Suiheisha and Hyeongpyengsa (records of cross border solidarity between the minorities that have been discriminated against), Kitab Ilmu Bedil : Book of Traditional Weaponry : Institute of Language and Literature, Tibetan Dictionary of Definitions and Term entitled as The Space for Attaining Wisdom, King Bayinnong Bell Inscription : Department of Archeology and National Museum, Pyeon-aek : Hanging Wooden Plaque in Korea : Advanced Centre for Korean Studies, Turkestan Collection of the National Library of Uzbekstan, PhucGiang School Woodblocks (18th – 20th Centuries) : Hatinh Museum, Royal Literature on Hua Royal Architecture (1802 – 1945) : Hue Monuments Conservation Center-Thua Thien’s Hue People Committee                         ๙.๒ การสัมมนาทางวิชาการ Recommendation Concerning the Preservation of, and Access to, Documentary Heritage Including in Digital Form                    การจัดการให้ผู้ใช้เข้าถึงมรดกด้านเอกสารโดยสะดวก รวมทั้งในรูปแบบดิจิทัล ประเทศสมาชิกต่างตระหนักถึงความบอบบางของเอกสารมรดกโลก เนื่องจากเสื่อมสภาพไปตามธรรมชาติ ความขัดแย้ง/สงคราม และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ได้แสดงความเห็นให้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงในการดูแลรักษาเอกสารมรดกโลก โดยให้มีกฎหมาย นโยบาย และกลยุทธ์ที่เหมาะสม ทั้งนี้หลังจากการประชุมหลายครั้ง เช่น โปแลนด์ แคนาดา จนกระทั่งในที่สุดก็ได้รับการรับรองจากการประชุมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ (Intergovernmental meeting) ให้ประเทศสมาชิกริเริ่มตามขั้นตอนที่เหมาะสมในการรับเครื่องมือใหม่นี้ไปใช้ เผยแพร่อย่างกว้างขวางในหลายประเทศ ดำเนินการตามรูปแบบ นโยบาย กลยุทธ์ กฎหมาย ทำให้บังเกิดผลและประเมินทุก ๔ ปี เนื้อหาของ Recommendation ประกอบด้วย ความเบื้องต้น คำจำกัดความ ตัวตนของเอกสาร การอนุรักษ์เอกสารมรดก การดำเนินให้ผู้ใช้เข้าถึงเอกสารมรดกโลก มาตรการด้านนโยบาย และความร่วมมือในระดับชาติและนานาชาติ                    ๙.๓ การศึกษาดูงานทางด้านวัฒนธรรม                          ๙.๓.๑ ป้อมค่ายพระราชวังแห่งเว้ (The Citadel) ภายใต้ราชวงศ์เหวียนหรือเหงียน (Nguyen) 1802-1945 ซึ่งเป็นราชวงศ์เก่าแก่วงศ์สุดท้ายที่ปกครองของเวียดนาม สถานที่แห่งนี้ได้พัฒนาขึ้นเป็นศูนย์กลางของประเทศ มีสถาปัตยกรรมโดเด่น เช่นป้อมค่าพระราชวังแห่งเว้ (The Citadel) วัด และสุสาน พระราชวังนี้ตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำหอม มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่กำแพงคูน้ำล้อมรอบภายในเขียวขจี เคยมีอาคารพระราชวังต่างๆ จำนวนมาก แต่เสื่อมโทรมไปตามกาลเวลาขณะนี้ได้สร้างใหม่ขึ้นทดแทนอาคารเดิมแล้วหลายหลัง และกำลังดำเนินการอยู่หลายหลัง ปลุกให้พระราชวังแห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวาดังเดิม ที่เห็นเด่นชัดคือประตูโหง่มอน ห้องพระโรง หอราชานุสรณ์ แสดงว่าได้รับอิทธิพลจีนมาก สมกับที่เคยมีอำมาตย์เป็นชาวจีนมาก (Mandarin) ผู้สนใจประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศิลปะ และสถาปัตยกรรมเวียดนามจึงไม่ควรพลาด                         ๙.๓.๒ สุสานพระเจ้ามินม่าง (Mausoleum of king Minh Mang) เป็นสุสานที่มีเนื้อที่ขนาดใหญ่ ออกแบบดี เป็นอุทยานที่น่ารื่นรมย์ อาคารสุสานเชื่อมต่อกันเข้าไปเป็นลำดับมีบ่อน้ำล้อมรอบ ที่ฝังพระศพจะอยู่ด้านในสุด ได้รับอิทธิพลจีนมาก                        ๙.๓.๓ สุสานพระเจ้าไค่ดิ๊น (Mousoleum of King khai Dinh) พระเจ้าหรือจักรพรรดิไค่ดิ๊นเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของเวียดนามโบราณก่อนที่ฝรั่งเศสจะเข้าไปปกครอง การออกแบบสุสาน วัสดุที่ใช้ก็ได้รับจากฝรั่งเศสเป็นอันมาก เลือกสถานที่บนไหล่เขาได้อย่างสวยงาม บรรยากาศดี รูปแบบศิลปะผสมผสานเก่าใหม่                        ๙.๓.๔ เจดีย์วัดเทียนมู่ (Thien Mu) เมืองเว้มีชื่อเสียงว่าเป็นเมืองที่มีประชากรนับถือพระพุทธศาสนา (มหายาน) มากที่สุดในเวียดนาม เจดีย์วัดเทียนมู่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญมากของประเทศนี้ และในช่วงที่มีการประชุมตรงกับเทศกาลวันวิสาขบูชา วัดทุกแห่ง รวมทั้งสถานที่สำคัญ แม้แต่กลางลำน้ำหอมพระราชวังก็ประดับด้วยสัญลักษณ์ดอกบัวชมพูเจ็ดดอก สวยงามและมีความหมายดีเยี่ยม   ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม                     ๑๐.๑ นักจดหมายเหตุ และบุคลากรของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ควรได้รับการสนับสนุนให้มีการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถสื่อสาร แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมในระดับสากลได้                     ๑๐.๒ ควรได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมด้านงบประมาณเพื่อเปิดโอกาสให้นักจดหมายเหตุรุ่นใหม่ได้ร่วมเดินทางไปฝึกประสบการณ์ตรงในต่างประเทศ เพื่อพัฒนาบุคลากรสายงานจดหมายเหตุให้มีความรู้และประสบการณ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมในต่างประเทศ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาองค์กรให้มีความก้าวหน้า                                                                                   นางสาวกรพินธุ์ ทวีตา ผู้สรุปรายงานการเดินทางไปราชการ


รายงานสรุปเบื้องต้น การดำเนินงานทางโบราณคดี (เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2565) โครงการศึกษาทางโบราณคดีและรูปแบบสถาปัตยกรรมกลุ่มโบราณสถานทางทิศตะวันตกของเจดีย์ประธาน โบราณสถานเขาคลังนอก ปีงบประมาณ 2565 >>>โบราณสถานค.น.5<<<


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศสหราชอาณาจักร   1.   โครงการ  แลกเปลี่ยนความรู้การอนุรักษ์เอกสารต้นฉบับ (ใบลาน)   2.   วัตถุประสงค์ 1. บรรยายเทคนิคการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ 2. ศึกษาดูงานห้องปฏิบัติการอนุรักษ์เอกสาร 3. ประชุมแลกเปลี่ยนการจัดการอนุรักษ์และการจัดการรวบรวมข้อมูล 4. ศึกษาดูงานพิพิธภัณฑ์ในสหราชอาณาจักร   3.   กำหนดเวลา วันที่ 4 - 12 ธันวาคม 2559   4.   สถานที่ 1. Bodleian  Libraries, Oxford University 2. SOAS Libraries,University of London 3. British Libraries   5.   หน่วยงานผู้จัด Bodleian  Libraries, Oxford University   6.   หน่วยงานที่สนับสนุน KING COLLEGE LONDON   7.   กิจกรรม   วันที่ 4 ธันวาคม 2559 00.15 น.      ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย โดยสายการบินไทย TG910 06.20 น.      เดินทางถึงท่าอากาศยาน HEATROW LONDON เวลาในสหราชอาณาจักร   วันที่ 5 ธันวาคม 2559 เดินทางออกจากที่พักโรงแรม park grand ถึง British Libraries เข้าพบหัวหน้าแผนกหนังสือเอเชีย เยี่ยมชมสรุปการในให้บริการใช้ห้องสมุด ภาคบ่าย เยี่ยมชมส่วนงานอนุรักษ์ของหอสมุดแลกเปลี่ยนวิธีและขั้นตอนการอนุรักษ์ทางวิทยาศาสตร์ เดินทางกลับที่พัก   วันที่ 6 ธันวาคม 2559 เดินทางออกจากที่พัก ถึง KING COLLEGE LONDON เข้าพบคณบดี คณะการศึกษาและศาสนา ภาคบ่าย เยี่ยมชม School of Oriental and African Studies (SOAS) ช่วงเย็นเดินทางไปเมือง OXFORD เข้าที่พัก โรงแรม Holliday Inn     วันที่ 7 ธันวาคม 2559 เดินทางจากที่พักถึง Bodleian Libraries University of Oxford เข้าพบผู้อำนวยการหอสมุด ภาคบ่าย ร่วมศึกษาอภิปรายในหัวข้อการจัดเก็บข้อมูลเอกสารด้วยระบบดิจิตอลในรูปแบบ Text Encoding Initiative เดินทางกลับที่พัก  Holliday Inn   วันที่ 8 ธันวาคม 2559 เดินทางจากที่พักถึง Bodleian Libraries เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการอนุรักษ์เอกสารของหอสมุด ภาคบ่าย บรรยายการอนุรักษ์เอกสารโบราณคัมภีร์ใบลาน(Palm Leaf manuscript conservation) ถกอภิปรายการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานที่ทางหอสมุดมีในครอบครอง เดินทางกลับพัก London ที่ Novotel London   วันที่ 9 ธันวาคม 2559 เดินทางออกจากที่พักเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถาน Victoria Albert เดินทางกลับที่พัก   วันที่ 10 ธันวาคม 2559 เดินทางออกจากทีพักเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถาน Bithisth Museum เดินทางกลับที่พัก   วันที่ 11 ธันวาคม 59 เดินทางจากโรงแรมที่พักไปยังสนามบิน Heathrow  และเดินทางจากประเทศสหราชณาจักร เวลา 11.50 น.   วันที่ 12 ธันวาคม 2559 เดินทางกลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทยเวลา 06.30 น. 8.   คณะผู้แทนไทย 1.      นายเสน่ห์ มหาผล  สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร 2.      นายบุญเลิศ เสนานนท์ สมาคมอนุรักษ์เอกสารโบราณ 3.      นายบุญเหลือ บุราณสาร สมาคมอนุรักษ์เอกสารโบราณ 4.      พระครูสังฆารักษ์พรเทพ เพ็ญดิษฐ์ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร 5.      พระธีรโพธิภิกขุ ลอไพบูลย์ วัดพิชัยญาติการามวรวิหาร 9.   สรุปสาระของกิจกรรม เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการอนุรักษ์ British Libraries เยี่ยมชมห้องสมุด British Libraries    เยี่ยมชมส่วนงานอนุรักษ์ของ Bodleian Libraries แลกเปลี่ยนวิธีและขั้นตอนการอนุรักษ์ทางวิทยาศาสตร์   เข้าพบคณบดี KING COLLEGE LONDON    เข้าพบผู้อำนวยการหอสมุด Bodleian Libraries University of Oxford           10.       ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม 1.    หน่วยงานที่จัดเผยแพร่องค์ความรู้ด้านงานศิลปวัฒนธรรมไทย ควรดำเนินการหรือจัดโดยหน่วยงานที่มีหน้าที่หลัก เช่น กรมศิลปากร 2.    การจัดการอนุรักษ์โบราณวัตถุประเภทเอกสารโบราณ ใบลาน ควรรวบรวมให้มีหน่วยงานหลักในการดูแลเพียงหน่วยงานเดียว 3.    ควรปรับปรุงฐานข้อมูลโดยเฉพาะข้อมูลของเอกสารโบราณให้เผยแพร่ได้ในวงกว้าง รวบรวมข้อมูลให้เป็นระบบ บุคคลทั่วไปทั้งที่เป็นคนไทยและต่างชาติที่สนใจสามารถสืบค้นหาข้อมูลได้  


✦ เตาถลุงเหล็กโบราณ : หลักฐานจากการขุดค้นทางโบราณคดีเมืองสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ✦ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 กลุ่มโบราณคดีสำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี ได้ดำเนินงานโครงการขุดค้นทางโบราณคดีเมืองสรรคบุรี ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ และสถาปัตยกรรมของโบราณสถานในเขตเมืองสรรคบุรี และนำกระบวนการศึกษาทางวิชาการโบราณคดีมาเป็นหลักในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และแปลความ เพื่ออธิบายความสำคัญและพัฒนาการทางวัฒนธรรมของเมืองสรรคบุรี ซึ่งความก้าวหน้าของการดำเนินงานจนถึงปัจจุบัน คณะทำงานได้ทำการขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณพื้นที่โบราณสถานสำคัญหรือพื้นที่แหล่งที่สามารถแสดงลำดับพัฒนาการของเมืองสรรคบุรีได้ จำนวน 6แห่ง ในพื้นที่ วัดโตนดหลาย, วัดท่าเสา (ร้าง), วัดวิหารทอง, โรงเรียนคุรุประชาสรรค์, วัดพระแก้ว และวัดสนามไชย (ร้าง) ซึ่งข้อมูลจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่น่าสนใจ คือ หลุมขุดค้นTP.5 ในพื้นที่โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ ตำบล แพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท สามารถนำเสนอข้อมูลเบื้องต้นโดยสรุปดังนี้ หลุมขุดค้น TP.5 มีขนาด 3x3 เมตร การขุดค้นทางโบราณคดีลึกจากระดับผิวดินลงไปประมาณ 2 เมตร พบหลักฐานโดยสรุปดังนี้ ในระดับชั้นผิวดิน (0-50cm.dt.) ไปจนถึงระดับชั้นดินสมมติที่ 7 (140-150 cm.dt.) เป็นชั้นดินถมหน้าดินถูกรบกวนจากกิจกรรมการใช้เป็นพื้นที่เป็นแปลงเกษตรกรรมของโรงเรียนในปัจจุบัน ลักษณะเนื้อดินเป็นดินร่วนสีน้ำตาล พบโบราณวัตถุ ได้แก่ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อดิน ชิ้นส่วนกระเบื้องดินเผา ชิ้นส่วนอิฐ และวัตถุปัจจุบันร่วมด้วย เช่น เศษผ้า ปืนของเล่น ชิ้นส่วนรองเท้า ซองลูกอม ฝาขวด เป็นต้น ... ในระดับชั้นดินสมมติที่ 7-16 (140-250 cm.dt.) เป็นชั้นดินทางวัฒนธรรมลักษณะเนื้อดินเป็นดินร่วนสีน้ำตาล-เทา ในชั้นดินนี้บริเวณเกือบกึ่งกลางหลุมขุดค้น ปรากฏร่องรอยการอยู่อาศัยและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการถลุงโลหะโดยตั้งแต่ระดับชั้นดินสมมติที่ 7-14 (230-240 cm.dt.) ขุดค้นพบเตาถลุงเหล็กทำด้วยดินเหนียวเป็นเตามีผนังสูง (Shaft Furnce) สำหรับบรรจุแร่และถ่านในการถลุง ขนาดความกว้าง 54 เซนติเมตร ยาว 57 เซนติเมตร สูงประมาณ 26 เซนติเมตร ด้านข้างเตาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือส่วนล่างมีปล่องเตาสำหรับหุ้มปลายท่อจากที่สูบลมต่ออยู่ ภายในเตาพบว่ามีชั้นดินร่วนผสมปะปนอยู่กับถ่านจำนวนมาก ในการศึกษารูปแบบเทคโนโลยีการถลุงเหล็กสมัยโบราณ พบว่าสินแร่เหล็กที่นำมาใช้ในการถลุงมาจากเม็ดแร่หรือก้อนแร่เหล็กที่มีอยู่ในชั้นศิลาแลง นำไปเตรียมแร่และแต่งแร่ให้มีขนาดที่เหมาะสมคลุกเคล้ากับถ่านไม้ขนาด 1.5-2.0 เซนติเมตร และถลุงตามกระบวนการทางตรง (Direct Process) ใช้ความร้อนในการถลุงอุณหภูมิไม่เกิน 1,300 องศาเซลเซียส ให้เป็นก้อนเหล็กเกือบบริสุทธิ์ (bloom) ในบริเวณพื้นที่ใช้งานรอบเตาถลุงเหล็ก จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบเบ้าดินเผาทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 เซนติเมตร ตะกรันโลหะ (Slag) และท่อลมดินเผาขนาดความกว้างประมาณ 7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 14 เซนติเมตร ส่วนปลายมีร่องรอยการถูกความร้อนจนกลายเป็นสีเทา เนื่องจากไม่พบร่องรอยกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการตีเหล็กเพื่อผลิตเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ดังนั้นในบริเวณนี้อาจใช้สำหรับกิจกรรมการถลุงเหล็ก หรือผลิตก้อนเหล็กอ่อน (wrought iron ingot) เท่านั้น ... ในระดับที่อยู่ถัดจากชั้นเตาถลุงเหล็กลงไปจากการขุดค้นพบร่องรอยของหลุมเสาไม้ จำนวน 2 หลุม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 25 และ 18 เซนติเมตร และบริเวณเกือบกึ่งกลางหลุมขุดค้นพบร่องรอยคล้ายเป็นหลุมที่ถูกขุดขึ้น ภายในหลุมพบโบราณวัตถุที่มีความหลากหลายในรูปแบบการใช้สอย และอายุสมัย ที่สำคัญได้แก่ ประติมากรรมดินเผารูปนางอัปสรพนมมือ สันนิษฐานว่าเป็นเครื่องประดับส่วนหลังคาสถาปัตยกรรม ลักษณะใบหน้าเป็นรูปค่อนข้างเหลี่ยม คิ้วเป็นสันนูนจมูกใหญ่ ปากกว้างกว้างอมยิ้มเล็กน้อย ใบหูค่อนข้างหนามีติ่งยาวประดับด้วยตุ้มหูรูปดอกไม้ขอบด้านนอกโค้งหยักเป็นรูปคล้ายกะจังรวน สวมเครื่องประดับศีรษะมีกะบังหน้าแบบที่เรียกว่า “เทริด” ศิลปะลพบุรี อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 ประติมากรรมดินเผารูปนางอัปสรพนมมือชิ้นนี้ มีรูปแบบคล้ายกับประติมากรรมดินเผารูปใบหน้าบุคคลที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี และมีรูปแบบใกล้เคียงกับกระเบื้องเชิงชายที่พบจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองเชลียง อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย นอกจากนี้ในระดับชั้นดินเดียวกันนี้ยังพบโบราณวัตถุประเภทสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งจากแหล่งเตาบ้านบางปูน(พุทธศตวรรษที่ (๑๘-๒๑) ชิ้นส่วนเครื่องเคลือบจากแหล่งเตาสุโขทัย และแหล่งเตาศรีสัชนาลัย (พุทธศตวรรษที ๑๘-๒๑) ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนเคลือบเขียว สมัยราชวงศ์หยวน (พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐) และราชวงศ์หมิง (พุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒) ชิ้นส่วนลูกกระพรวนสำริด หินบด เศษอิฐชิ้นส่วนเขาสัตว์ตระกูลกวาง และชิ้นส่วนกระดูกสัตว์ ... จากข้อมูลการดำเนินงานทางโบราณคดีภาคสนามในเบื้องต้นสามารถสรุปได้ว่าบริเวณหลุมขุดค้น TP.5 นี้พบร่องรอยการใช้พื้นที่ของมนุษย์ใน ๒ ช่วงระยะเวลา คือ ในชั้นวัฒนธรรมที่ 1 (อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๒๑) เป็นหลุมที่ฝังกลบวัตถุเหลือทิ้งหรือไม่ต้องการใช้งานและชั้นวัฒนธรรมที่ 2 (อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๔) เป็นชั้นที่อยู่อาศัยของคนในอดีต ซึ่งพบร่องรอยที่เกี่ยวข้องกับการโลหกรรมการถลุงเหล็กสมัยโบราณ อย่างไรก็ตามข้อมูลในเบื้องต้นนี้เป็นข้อสังเกตจากการดำเนินงานในภาคสนาม ซึ่งจะต้องดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ จัดจำแนกประเภทหลักฐาน และหาความสัมพันธ์ของหลักฐานที่พบ เพื่อนำเสนอรายละเอียดข้อมูลเป็นภาพรวมสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คน และความสำคัญของเมืองสรรคบุรีในอดีตต่อไป ... เรียบเรียงโดย: นางสาวพิชญาภา ปินตาเสน ผู้ช่วยนักโบราณคดี กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี


รายงานสรุปเบื้องต้น การดำเนินงานทางโบราณคดี (เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2565) โครงการศึกษาทางโบราณคดีและรูปแบบสถาปัตยกรรมกลุ่มโบราณสถานทางทิศตะวันตกของเจดีย์ประธาน โบราณสถานเขาคลังนอก ปีงบประมาณ 2565 >>>โบราณสถานค.น.9/1<<<


รายงานสรุปผลการดำเนินกิจกรรม โครงการศิลปากรสัญจร ครั้งที่ 1 “ไหว้พระ ชมโขน ยลศิลป์ ถิ่นพิมาย”


โบราณสถานวัดวังตะวันตก           ตั้งอยู่ริมถนนราชดำเนิน ตำบลคลัง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช  จังหวัดนครศรีธรรมราช สถานที่ตั้งวัดวังตะวันตกแต่เดิมเป็นป่าขี้แรด ใช้เป็นที่ค้างศพของคนในเมือง ซึ่งจะนำออกมาทางประตูผี ทิศตะวันตกของเมือง กระทั่งกลายเป็นที่รกร้าง ต่อมาเจ้าจอมปรางเห็นเป็นที่ว่างและอยู่ใกล้กับวังของท่านเพียงคนละฟาก จึงเกิดความคิดที่จะดัดแปลงที่ว่างนั้นให้เป็นอุทยาน เพื่อเป็นที่พักผ่อนของเจ้าพระยานคร (น้อย) บุตรชาย ประกอบกับเจ้าพระยานคร (พัฒน์) ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช (ระหว่างพ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๕๗) จึงได้ดัดแปลงป่าขี้แรดให้เป็นอุทยาน           ต่อมาเมื่อเจ้าพระยานคร (น้อย) เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช (ระหว่างพ.ศ.๒๓๕๗-๒๓๘๑) จึงได้เลือกเอาอุทยานแห่งนี้เป็นที่ฌาปนกิจศพเจ้าจอมมารดาปราง และปรับปรุงวังตะวันออกให้เป็นวัดวังตะวันออก พร้อมกับแปรสภาพอุทยานแห่งนี้ให้เป็นวัดอีกวัดหนึ่งเรียกว่า “วัดวังตะวันตก”                           โบราณสถานสำคัญภายในวัด ได้แก่ กุฏิทรงไทย ลักษณะเป็นหมู่เรือนไทยสร้างด้วยไม้ ประกอบด้วยเรือน ๓ หลัง แบบเรือนฝาปะกน มีลวดลายแกะสลักไม้ตกแต่งตามส่วนต่าง ๆ เป็นรูปบุคคล รูปสัตว์ ลายพันธุ์พฤกษา และลายเรขาคณิต มีจารึกสลักบนไม้เหนือกรอบประตูหลังกลาง ใจความสรุปได้ว่าอาจารย์ย่อง เป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น   ต่อมากรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณะในพ.ศ. ๒๕๓๔ และพ.ศ. ๒๕๕๒           โบราณสถานวัดวังตะวันตกได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑0 ตอนที่ ๒๒๐ ฉบับพิเศษ หน้า ๑๘ วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๖ พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๓ งาน ๒๕.๗๕ ตารางวา     Wat Wang Tawan Tok (The Western Palace Temple)           Wat Wang Tawan Tok is located on Ratchadamnoen Road, Klang Sub-district, Mueang Nakhon Si Thammarat District, Nakhon Si Thammarat Province. The location of Wat Wang Tawan Tok was originally The Khi Rat woods (Khi Rat is a southern local name of Khoi Nam which is a shrub or small tree). It was used as a resting place after dead bodies were brought out through Pratu Phi or The Ghost Gate, which is the gate that allowed dead bodies to pass, was on west side of the town. Later it became a wasteland. Chao Chom Prang, came up with an idea to convert the space, which was opposite her palace, into a garden for her son, Chao Phraya Nakhon (Noi). When Chao Chom Prang’s husband, Chao Phraya Nakhon (Phat) was appointed as the governor of Nakhon Si Thammarat, The Khi Rat woods was transformed into a garden.           When Chao Phraya Nakhon (Noi) was the governor of Nakhon Si Thammarat during  1814 - 1838, he selected this garden as a crematorium for Chao Chom Prang. The Wang Tawan Ok or The Eastern Palace was turned into a temple called Wat Wang Tawan Ok along with this garden that also turn into another temple called Wat Wang Tawan Tok or The Western Palace Temple.           The highlight of the temple is Thai-style Kuti or monastic residence, made of wood, consists of 3 buildings which have the fabricated walls. The fabricated walls made of many small wooden pieces to rabbet joint without nails, called “Fa Pakon”. There are patterns, namely portraits, animals, flora and geometric patterns were carved in wood to decorate in various parts. Above the door’s frame of the middle house, there was an inscription about Phra Ajarn Yong who was the initiator of the construction in 1888. Later in 1991 and 2009 this building was restored by the Fine Arts Department.             The Fine Arts Department announced the registration of the 1,303 squares - metres area of Wat Wang Tawan Tok as a national monument in the Royal Gazette, Volume 110, Part 220 Special, page 18, dated 24th September 1993.      



รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศ สาธารณรัฐประชาชน จีน ๑.      ชื่อโครงการ 7th International Exposition of Museum and Relevant Produce And Technologies ๒.      วัตถุประสงค์ ๒.๑ เพื่อนำนิทรรศการไปร่วมจัดแสดง ๒.๒ เข้าร่วมประชุมของสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ICOM ASPAC ๓.      กำหนดเวลา วันที่ ๑๓-๒๐ กันยายน ๒๕๕๙ ๔.      สถานที่ เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ๕.      หน่วยงานผู้จัด Chinese Museum Association, ICOM China ๖.      หน่วยงานสนับสนุน ICOM ๗.      กิจกรรม ๗.๑ Exhibition ๗.๒ Meeting ๘.      คณะผู้แทนไทย นางสาวนิชนันท์ กลางวิชัย ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กาญจนาภิเษก สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  กรมศิลปากร ๙.      สรุปสาระของกิจกรรม ๙.๑ . Round Table เรื่อง การทบทวนวาระการประชุมที่จัดขึ้นที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้ ๑. Introduction    ๑.๑ การปกป้องและการเผยแพร่ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ Protection and promotion of cultural and natural diversity. ๑.๒  บทบาทของพิพิธภัณฑสถานในฐานะพื้นที่ทางวัฒนธรรมสำหรับการแลกเปลี่ยน การสนทนา การเรียนรู้ การถกเถียง และ การอบรม Museums as space for cultural transmission, intercultural dialogue, learning, discussion and training. ๑.๓ สมาชิกต่างตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องและเผยแพร่พิพิธภัณฑสถานและการสะสมวัตถุ ด้วยการมีส่วนร่วมในการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านการสงวนรักษาและการปกป้องมรดก การปกป้องและเผยแพร่วัฒนธรรมที่หลากหลาย การแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ การพัฒนานโยบายทางการศึกษา ความร่วมมือด้านสังคมและการเรียนรู้ตลอดชีวิต และ การพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์และเศรษฐกิจการท่องเที่ยว Member states aware to the importance of the protection and promotion of museums and collections so that they are partners in sustainable development through the preservation and protection of heritage, the protection and promotion of cultural diversity, the transmission of scientific knowledge, the development of education policy, lifelong learning and social cohesion, and the development of the creative industries and the tourist economy. ๒. คำนิยาม และ ความหลากหลายของพิพิธภัณฑสถาน (Definition and diversity of museum) ๒.๑ นิยามของพิพิธภัณฑสถาน คือ สถาบันที่มีความมั่นคง ไม่แสวงหากำไร เปิดตัวสู่สาธารณชน เพื่อบริการและพัฒนาแก่สังคม ผ่านงานศึกษาวิจัย การสื่อสาร และ การจัดนิทรรศการมรดกที่จับตั้งได้และจับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อการศึกษา การเรียนและความเพลิดเพลิน (The term museum is  defined as “a non-profit, permanent institution in the service of society and its development, open to the public, which acquires, researches, communicates and exhibits the tangible and intangible heritage of humanity and it environment for the purpose of education, study and enjoyment) ๒.๒ นิยามของการสะสมวัตถุ หมายถึง การรวบรวมทรัพย์สินทางธรรมชาติ และวัฒนธรรม จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ในอดีตและปัจจุบัน The term collection is defined as “an assemblage of natural and cultural properties, tangible and intangible, past and present” ๒.๓ นิยามของคำว่า มรดก หมายถึง คุณค่าและการแสดงออก ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ที่มนุษย์เลือกสรรเพื่อการบ่งบอกถึงความมีตัวตน การเป็นเจ้าของ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอัตลักษณ์ ความเชื่อ ความรู้และประเพณี สภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิต นำไปสู่การปกป้องและปรับปรุงให้ดีขึ้นในรุ่นปัจจุบัน ส่งทอดต่อไปให้แก่รุ่นในอนาคต The term heritage is defined as a set of  tangible and intangible values, and expression that people select and identify, independently of ownership, as a reflection and expression of their identities, beliefs, knowledge and tradition, and living environment, deserving of protection and enhancement by contemporary generations and transmission to future generation. ๓. หน้าที่หลักของพิพิธภัณฑสถาน คือ การสงวนรักษา การศึกษาวิจัย การสื่อสารและ การให้การศึกษา Primary function of museums is preservation, research, communication and education. ๔. บทความสำหรับบทบาทพิพิธภัณฑสถานต่อสังคม (Issue for museum in society) -  Globalization: Member states should promote the safeguarding of the diversity and identity that characterize museums and collections without diminishing the museums’ role in the globalized world. - Museum relations with the economy and quality of life: Member states should recognize that museums can be economic actors in society and contribute to income-generating activities. Moreover, they participate in the tourism economy and with productive projects contributing to the quality of life of the communities and regions in which they are located. - Social role: museums should be places that are open to all and committed to physical and cultural access to all, including disadvantaged groups. They can constitute space for reflection and debate on historical, social, cultural and scientific issue. Museum should also foster respect for human rights and gender equality. Member states should encourage museums to fulfill all of these roles. - Museums and information and communication technologies (ICTs): Member states should support museums to share and related knowledge and ensure that museums have the means to have access to these technologies when they are judged necessary to improve their primary function.   นอกจากนี้การประชุมยังได้มีการเน้นย้ำถึงว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานด้านพิพิธภัณฑ์ ซึ่งในโลกปัจจุบัน การพัฒนาพิพิธภัณฑ์ควรเป็นแนวทางที่เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมไปถึงการสร้างพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต และเน้นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดประชุม การแลกเปลี่ยนความรู้ หรือการพัฒนาทักษะต่างๆ ให้กับประเทศในกลุ่มสมาชิก และยังมีการนำเสนอการดำเนินงานของประเทศสมาชิกจากประเทศต่างๆ  เช่น ประเทศจีนที่หันมาเน้นด้านการอนุรักษ์โบราณวัตถุ และตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุ เพื่อจะได้นำกลับสู่แหล่งที่มาได้อย่างถูกต้อง ประเทศบราซิลที่เน้นการสร้างร่วมมือและแลกเปลี่ยนความรู้กับพิพิธภัณฑ์ต่างๆในประเทศ รวมไปถึงการร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ประเทศเกาหลีใต้ ที่เน้นการสร้างคน การสร้างทักษะ และการใช้ Media ต่างๆ ในงานพิพิธภัณฑ์ ประเทศเนปาลที่เน้นเรื่องของ Museum in conflict prevention ประเทศอเมริกาที่กล่าวถึงกิจกรรมต่างๆที่จะเกิดขึ้นในช่วง ๒๐๑๖-๒๐๒๐ ประเทศอียิปต์ที่เน้นย้ำถึงการทำตามกฎของยูเนสโก และประเทศอิตาลีที่ให้ความสำคัญกับการส่งต่อความรู้จากพิพิธภัณฑ์ไปสู่เด็กๆ เน้น School Museum ที่ให้ความรู้กับครูและเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับมหาวิทยาลัยและให้ความสำคัญกับโบราณสถาน การประชุมครั้งนี้ ได้สรุปถึงสาระสำคัญไว้ว่า การให้ความสำคัญกับ Human Right จะเป็นการช่วยคนให้ก้าวข้ามกำแพงวัฒนธรรมและสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมใหม่ร่วมกัน ซึ่งการที่ศึกษาผู้คน ก็คือการศึกษาวัฒนธรรมนั่นเอง และทำไมถึงต้องเน้นย้ำและให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และรักษามรดกทางวัฒนธรรม เพราะสิ่งนี้คือการส่งต่อให้คนรุ่นต่อๆ ไป ๙.๒ นิทรรศการ  “Museums and Relevant Products and Technologies Exposition” เป็นนิทรรศการที่เน้นเกี่ยวกับเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ มารองรับงานด้านพิพิธภัณฑ์ โดยมีตัวแทนจากพิพิธภัณฑ์ต่างๆในประเทศจีน และบริษัทเอกชน มาร่วมจัดแสดงและนำเสนอผลงาน โดยวัตถุประสงค์หลักของนิทรรศการ คือ การนำเทคโนโลยี โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต มารวมกับงานด้านวัฒนธรรม ในประเด็นต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่องานด้านพิพิธภัณฑ์และโบราณคดี ๑๐.             ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม ๑๐.๑ กรมศิลปากรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานด้านพิพิธภัณฑ์ ควรมีแผนงานสำหรับการเข้าร่วมกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดรับมุมมองและนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับนำมาพัฒนางานที่เกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์ของไทย ๑๐.๒ ควรมีการสนับสนุนและส่งเสริมด้านการพัฒนาบุคลากร  ทั้งนี้ในส่วนของ ICOMS มีทุนสำหรับการพัฒนาบุคลากรของสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นสมาชิกของ ICOMS ในการสมัครดังกล่าว ซึ่งการอบรมจะมีขึ้นปีละ ๒ ครั้ง ในช่วงเดือนเมษายนและพฤศจิกายน          ๑๐.๓ มีการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อคิดเห็น ซึ่งจากการเข้าร่วมงานดังกล่าว ประเทศปากีสถาน มีโครงการจะจัดงานสัมมนา ที่มีหัวข้อเรื่องเกี่ยวกับ South East Asia จึงอยากเชิญตัวแทนจากไทยเข้าร่วมงานดังกล่าว และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของจีน จะจัดงานประชุมระดับนานาชาติ จึงอยากเชิญตัวแทนจากไทยที่เกี่ยวข้องกับสายงานด้านพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เข้าร่วมงานดังกล่าวเช่นกัน ติดต่อคุณ LIU XUAN Administrative Office Associate Professor หน่วยงาน China Research Institute For Science Popularization E-mail: liuxuan@cast.org.cn


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศญี่ปุ่น   ๑.      ชื่อโครงการ           ศึกษาดูงานและตรวจเยี่ยมการผลิตกระเบื้องเซรามิก ตามโครงการเขียนและพิมพ์ภาพจิตรกรรมฝาผนังลงบนกระเบี้องเซรามิกภายในพระวิหาร วัดเครือวัลย์วรวิหาร กรุงเทพมหานคร เรื่อง “พระมหากษัตริย์ไทยกับการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา”เพื่อเฉลิมพระเกียรติและเป็นจารึกประกาศพระเกียรติคุณและแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย   ๒.      วัตถุประสงค์          ๑. ดูงานและตรวจเยี่ยมการผลิตภาพจิตรกรรมลงบนกระเบี้องเซรามิของบริษัทโอซูกะ โอมิ เซรามิก เมืองชิกะรากิ ประเทศญี่ปุ่น                         ๒. ทัศนศึกษาพิพิธภัณฑสถานและโบราณสถานสำคัญในเมืองเกียวโต โอซาก้า และโตเกียว                                ๓.      กำหนดเวลา           วันที่ ๑ – ๗ ตุลาคม ๒๕๕๙   ๔.      สถานที่                เกียวโต โอซาก้าและโตเกียว   ๕.   หน่วยงานผู้จัด         สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์   ๖.   หน่วยงานสนับสนุน    บริษัทโอซูกะ โอมิ เซรามิก จำกัด และบริษัท เซรามิก อิมเมจ จำกัด   ๗.      กิจกรรม               ดูงานและตรวจเยี่ยมการผลิตกระเบื้องเซรามิก ตามโครงการเขียนและพิมพ์ภาพจิตรกรรมฝาผนังลงบนกระเบี้องเซรามิกภายในพระวิหาร วัดเครือวัลย์วรวิหาร ณ โรงงานของบริษัทโอซูกะ โอมิ เซรามิก เมืองชิกะรากิ ประเทศญี่ปุ่น ทัศนศึกษาพิพิธภัณฑ์และโบราณสถานที่สำคัญในเมืองเกียวโต โอซาก้าและโตเกียว   ๘.      คณะผู้แทนไทย        คณะผู้เดินทางรวม ๑๒ คน ประกอบด้วยท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ พระสงฆ์จากวัดเครือวัลย์วรวิหาร ๒ รูป เจ้าหน้าที่จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ๗ คน และข้าราชการจากกรมศิลปากร ๒ คน   ๙.      สรุปสาระของกิจกรรม                      วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๙      ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ถึงสนามบินคันไซ เมืองโอซาก้า เดินทางต่อไปเมืองเกียวโต เข้าพักที่ Westin Miyako Kyoto Hotel                  วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๙ เดินทางไปบริษัทโอซูกะ โอมิ เซรามิก เมืองชิกะรากิ ตรวจเยี่ยมการผลิตกระเบื้องเซรามิก ตามโครงการเขียนและพิมพ์ภาพจิตรกรรมฝาผนังลงบนกระเบี้องเซรามิกภายในพระวิหาร วัดเครือวัลย์วรวิหาร ช่วงบ่ายเดินทางกลับเมืองเกียวโต ดูตลาดนิชิกิ ตลาดของชาวเกียวโต เย็นเข้าพักที่ Westin Miyako Kyoto Hotel               วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙               เดินทางไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะกลางแจ้ง จัดแสดงผลงานจิตรกรรมจำลองบนแผ่นเซรามิก หลากหลายยุคสมัย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ออกแบบโดย Todao Ando สถาปนิกที่มีชื่อเสียงและได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเมืองเกียวโต เดินทางต่อไปยังวัดคิโยมิสึ สร้างบนเนินเขาสูง ใช้ท่อนซุงขนาดใหญ่เป็นโครงสร้างรองรับ               บ่ายเดินทางไปวัดซันจูซันเก็นโด วัดเจ้าแม่กวนอิม ๑,๐๐๐ มือ เคยถูกไฟไหม้ ต่อมาได้รับการบูรณะ วัดนี้มีเจ้าแม่กวนอิมอยู่ ๑,๐๐๑ องค์ และมีอาคารไม้เก่าโบราณยาวถึง ๑๒๐ เมตร เป็นอาคารไม้เก่าที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น เดินทาต่อไปโอซาก้า เข้าพักที่ Nikko Osaka Hotel                  วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๙               เดินทางไปยังเมืองโทคุชิมะ เดินทางไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะโอสึกะ สร้างขึ้นในโอกาสครบรอบ ๗๕ ปีของกลุ่มบริษัทยาโอสึกะ เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงศิลปะตะวันตกที่จำลองขนาดเท่าของจริงตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงศตวรรษที่ ๒๐ ภาพจิตรกรรมกว่า ๑,๐๐๐ ชิ้น ถูกจำลองบนแผ่นเซรามิก               ออกเดินทางต่อไปชม นารุโตะ เวิร์ลพูล ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากกระแสน้ำจากมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลเซโตไนไคมาพบกัน ทำให้เกิดกระแสน้ำวนขนาดใหญ่ เข้าพัก ณ เรือนรับรอง Shiosai-so                  วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๙               ออกเดินทางไปเมืองโกบี เดินทางต่อด้วยรถไฟความเร็วสูงถึงเมืองโตเกียว เดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์เอโดะ โตเกียว แสดงถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่น สมัยเอโดะ ในช่วงศตวรรษที่ ๑๕           เข้าพักที่ Solaria Nishitetsu Hotel Ginza                  วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๙               เดินทางไปเมืองคามาคูระ ชึ่งเป็นเมืองหน้าด่านสมัยเอโดะ นมัสการหลวงพ่อไดบุทสึ พระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง เดิมประดิษฐานอยู่ในวิหาร ในปี ค.ศ. ๑๓๖๘ ถูกพายุพัดจนได้รับความเสียหาย และในปี ค.ศ. ๑๔๙๕ ถูกคลื่นยักษ์กลืนหายไปในทะเล แต่องค์พระไม่ชำรุดเสียหาย จนปัจจุบันมีอายุมากกว่า ๘๐๐ ปี               บ่ายเดินทางไปวัดฮาเสะเดระ เป็นที่ประดิษฐานพระโพธิสัตว์กวนอิม ๑๑ พักตร์ และยังมีเทวรูป จิโสะ เป็นรูปเด็กสลักขึ้นจากหิน นับพันรูปเพื่ออุทิศให้กับดวงวิญญาณของเหล่าทารกที่เสียชีวิตจากการทำแท้งให้ไปสู่สรวงสวรรค์ เดินทางกลับ Solaria Nishitetsu Hotel Ginza                  วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๙               เดินทางจากโรงแรมที่พักไปยังสนามบินนาริตะ เดินทางกลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย   ๑๐.  ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม การเดินทางไปราชการในครั้งนี้ได้รับประโยชน์อย่างมาก คือ ๑.   ได้มีโอกาสดูการผลิตกระเบื้องเซรามิก ของบริษัทโอซูกะ โอมิ เซรามิก เมืองชิกะรากิ ตามโครงการเขียนและพิมพ์ภาพจิตรกรรมฝาผนังลงบนกระเบื้องเซรามิกภายในพระวิหาร วัดเครือวัลย์วรวิหาร ซึ่งเป็นการประยุกต์นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในงานศิลปะ ๒.   ศึกษาการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ลักษณะใหม่ จัดแสดงสิ่งจำลอง เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะกลางแจ้ง เมืองเกียวโต จัดแสดงผลงานจิตรกรรมจำลองบนแผ่นเซรามิก หลากหลายยุคสมัย พิพิธภัณฑ์ศิลปะโอสึกะ จัดแสดงศิลปะตะวันตกที่จำลองขนาดเท่าของจริงตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงศตวรรษที่ ๒๐ ๓.   ดูงานพิพิธภัณฑ์เอโดะ เมืองโตเกียว เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่น สมัยเอโดะ ในช่วงศตวรรษที่ ๑๕ ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการจัดพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทย ๔.   มีโอกาสได้ทัศนศึกษาสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีของญี่ปุ่น เช่น วัดคิโยมิสึ วัดซันจูซันเก็นโด หลวงพ่อไดบุทสึ และวัดฮาเสะเดระ ๕.   ได้มีโอกาสดูปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากกระแสน้ำจากมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลเซโตไนไคมาพบกัน ทำให้เกิดกระแสน้ำวนขนาดใหญ่ (นารุโตะ เวิร์ลพูล)                                                                                                                (นายศิริชัย หวังเจริญตระกูล)                                                              นักวิทยาศาสตร์เชี่ยวชาญ                                                            สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตื                                                                     กรมศิลปากร                                                           ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ


ชื่อเรื่อง                     ดอกตุลิปดำ และบางเรื่องจากสารานุกรมไทยผู้แต่ง                       ดูมาส์, อเล็กซังเดอร์, ค.ศ. 1802-1870ผู้แต่งเพิ่ม                   พระปฏิเวทย์วิศิษฎ์ (สาย  เลขยานนท์)ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   บันเทิงคดีภาษาฝรั่งเศสเลขหมู่                      843.8 ค446ดสถานที่พิมพ์               พระนครสำนักพิมพ์                 โรงพิมพ์โรงเรียนเนติศึกษาปีที่พิมพ์                    2513ลักษณะวัสดุ               252 หน้า หัวเรื่อง                     ความรู้ทั่วไป                              กกุธภัณฑ์ไทย                               หนังสืองานศพ       ภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก                   ดอกตุลิปดำ นี้ พระปฏิเวทย์วิศิษฏ์ (สาย เลขะนนท์) ได้แปลขึ้นเมื่อ พ.ศ.2461 โดยใช้นามปากกาว่า "สายัณห์" การแปลนั้นใช้วิธีแปลและเรียบเรียงเพื่อให้ถ้อยคำสำนวนอ่านเข้าใจง่าย ส่วนไหนที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์หรือบรรยายเหตุการณ์อันยุ่งเหยิงของบ้านเมืองฮอลันดา อันไม่สู้จำเป็นสำหรัพากบคนไทยท่านผู้แปลก็แปลเก็บความสรุปแต่เพียงเท่าที่จำเป็นพอให้เข้าใจเรื่องทำให้ผู้อ่านไม่รู้สึกเบื่อหน่าย โรงพิมพ์ไท จัดพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรกแบ่งออกเป็น 3 เล่มจบ มีข้อความบนปกในว่า "บรรยายคดีศุทธบันเทิง พากย์อังกฤษ เรื่อง ดอกตุลิปดำ ของสายัณห์คารม พ.ศ.2461" พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระปฏิเวทย์วิศิษฏ์ (สาย เลขะนนท์) ณ เมรุวัดธาตุทอง พระโขนง วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2513  


          ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (2394-2411) ไทยได้ทำสนธิสัญญาเบาริ่งกับอังกฤษใน พ.ศ. 2398 และยังทำสนธิสัญญาแบบเดียวกันนี้กับประเทศในยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น รวมทั้งหมด 13 ประเทศ ผลของการ ทำสนธิสัญญาดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจแบบพอยังชีพไปสู่เศรษฐกิจการตลาด โดยเฉพาะในภาคกลาง ภาคใต้ และภาคเหนือตอนล่าง แต่ในภาคอีสานเศรษฐกิจยังเป็นแบบเดิม เพราะการคมนาคมระหว่างภาคอีสานกับภาคกลางไม่สะดวกอย่างยิ่ง ทั้งเสียเวลามาก เช่น เดินทางด้วยเกวียนจากกรุงเทพฯ มาถึงโคราชถึง 27 วัน และจากโคราชถึงเมืองอุบลราชธานีใช้เวลา 12-22 วัน นอกจากนี้ยังมีอันตรายจากไข้ป่า ดังจะเห็นได้จากตอนสร้างทางรถไฟสายนี้มีวิศวกรฝรั่ง 36 คน และกรรมกรจีน 414 คน ตายจากไข้ป่า           หลังจากสร้างทางรถไฟสายอีสาน เศรษฐกิจ สังคมอีสานเปลี่ยนไปอย่างมาก ทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เป็นทางรถไฟสายแรกของรัฐบาลไทย ความคาดหวังของรัฐบาลที่จะเห็นประโยชน์อันเกิดจากการสร้างทางรถไฟสายนี้ จุดมุ่งหมายหลักของการสร้างทางรถไฟสายแรกนี้ สรุปได้ 2 ประการ คือ           1. เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการขนส่งผู้คนและสินค้า           2. เพื่อประโยชน์ในการปกครองและรักษาพระราชอาณาเขต (ขณะฝรั่งเศสได้ยึดครองเขมร, เวียดนาม แล้วก็พุ่งมาที่ลาวจนไทยต้องเสียสิบสองจุไทให้ฝรั่งเศสใน พ.ศ. 2431 และเริ่มเข้าสู่ดินแดนลาวส่วนที่เหลือ) ในที่สุดทางการก็ตัดสินใจสร้างทางรถไฟสายอีสาน           วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2430 (นับอย่างปฏิทินปัจจุบัน พ.ศ. 2431) มีการลงพระนามและลงนามระหว่างพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีว่าการต่างประเทศ ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทยกับพลโท เซอร์แอนดรู คลาก ชาวอังกฤษ และคณะตัวแทนผู้รับจ้างสำรวจความเหมาะสมในการสร้างทางรถไฟ สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา โดยจะต้องสำรวจและประมาณราคาให้เสร็จภายใน 48 เดือน           ผู้รับจ้างต้องประมาณราคาสร้างทางรถไฟทั้งขนาดความกว้างของรางรถไฟ 1 เมตร 1.435 เมตร และ 60 เซนติเมตร โดยไทยจะจ่ายค่าจ้างสำรวจ ไมล์ละไม่เกิน 100 ปอนด์ วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2434 ได้มีการประกาศขายหุ้นลงทุนสร้างทางรถไฟแก่มหาชน 16,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท เป็นเงิน 2 แสนชั่ง หรือ 16 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินทุนมาสมทบกับเงินทุนที่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติกันไว้แล้วส่วนหนึ่ง           วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2434 มีการเปิดซองประมูลการก่อสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพฯ - นครราชสีมา ปรากฏว่ามีผู้ยื่นประมูล 2 ราย รายแรก นายเล็นซ์ (Lenz) ตัวแทนของบริษัทเยอรมันซึ่งมีธนาคารเยอรมัน 3 ธนาคารเป็นผู้ค้ำประกัน ประมูลในราคา 11,976,925.50 บาท รายที่ 2 นายยี. มูเร แกมป์เบลล์ (George Murray Campbell) ชาวอังกฤษจากสิงคโปร์ มีห้างซาดินเมเทธชั่นแห่งอังกฤษเป็นผู้ค้ำประกัน ประมูลในราคา 9,956,164 บาท รายที่ 2 ชนะการประมูลเพราะเสนอราคาต่ำกว่ารายแรกมากกว่า 2 ล้าน ได้มีการทำสัญญากับตัวแทนของรัฐบาลไทยในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2434           วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2434 (นับอย่างปฏิทินปัจจุบัน พ.ศ. 2435) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงพิธี ณ ฝั่งคลองผดุงกรุงเกษมตรงท้ายวัดเทพศิรินทราวาส เพื่อทรงขุดดินเป็นพระฤกษ์ ทรงตักดินเทลงในเกวียนพอสมควร แล้วโปรดให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้าวชิรุณหิศ ไสเกวียนเดินไปตามทาง ถึงที่ต้นทางที่จะทำทางรถไฟแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเทดินลงถมที่นั้นแล้ว คนงานทั้งหลายได้ลงมือขุดดินตามทางที่กระทรวงโยธาธิการได้ปักกรุยไว้ แต่ปรากฏว่าหลังจากก่อสร้างไปได้ไม่นาน บริษัทอังกฤษผู้รับสัมปทานไม่สามารถสร้างทางรถไฟได้เสร็จตามสัญญา กรมรถไฟหลวงจึงเลิกจ้างแล้วดำเนินการก่อสร้างเองจนเปิดใช้การได้ช่วงแรกกรุงเทพฯ-อยุธยา (71 กิโลเมตร) ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 (นับอย่างปฏิทินปัจจุบัน พ.ศ. 2440)          ต่อจากนั้นก็มีการสร้างทางรถไฟจากอยุธยาไปชุมทางบ้านภาชี สระบุรี เข้าสู่ดงพญาเย็น ปรากฏว่าคนงานและวิศวกรตายเป็นจำนวนมาก ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การสร้างทางรถไฟดังกล่าวซึ่งกำหนดไว้ 5 ปี แต่กว่าจะเสร็จถึงเป้าหมาย ใช้เวลาถึง 9 ปีเต็ม รวมระยะทาง 265 กิโลเมตร ใช้เงินก่อสร้าง 17,585,000 บาท (เฉลี่ยกิโลเมตรละ 66,360 บาท) สูงกว่าที่บริษัทอังกฤษประมูลไว้ 7.62 ล้านบาท หรือร้อยละ 76.5 เงินที่ใช้ก่อสร้างทางรถไฟดังกล่าวถือว่าเป็นเงินจำนวนมากในยุคนั้น เพราะงบประมาณรายรับของรัฐบาลใน พ.ศ. 2435 มีเพียง 15,378,114 บาท และในปีที่ทางรถไฟสร้างถึงนครราชสีมา พ.ศ. 2443 รัฐบาลไทยมีรายได้ทุกประเภทรวม 35,611,306 บาท           พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปเปิดรถไฟที่นครราชสีมาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2443 อนึ่งความกว้างของรางรถไฟที่ใช้ในภาคอีสานและภาคอื่นๆ ใช้ขนาดมาตรฐานที่ดีที่สุดของโลกขณะนั้น คือ 1.435 เมตร ยกเว้นสายใต้ใช้ขนาด 1 เมตร เพราะถูกแรงบีบจากอังกฤษจึงต้องใช้เท่ากับของอังกฤษในมลายู          ส่วนทางรถไฟจากนครราชสีมาไปยังอุบลราชธานีและหนองคายได้หยุดการก่อสร้างไป 20 ปีเศษ เนื่องจากรัฐบาลได้ใช้งบประมาณซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดในการสร้างรถไฟสายเหนือและสายใต้ไปจนสิ้นรัชกาลที่ 5 (ทางรถไฟสร้างเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 5 932 กิโลเมตร อยู่ในระหว่างก่อสร้าง 690 กิโลเมตร) การก่อสร้างเส้นทางมาเริ่มอีกครั้งปลายรัชกาลที่ 6 ต่อเนื่องมาจนถึง ต้นรัชกาลที่ 9 จึงเสร็จสมบูรณ์ที่สถานีหนองคาย กินเวลาถึง 65 ปี สำหรับการเปิดใช้บริการเดินรถไฟในภาคอีสาน----------------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานี----------------------------------------------------------------ข้อมูลอ้างอิง 1. สุวิทย์ ธีรศาศวัต. “ทางรถไฟสายอีสานในสมัยรัชกาลที่ 5-7, ศิลปวัฒนธรรม มีนาคม 2550 เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์เมื่อ 12 มีนาคม 2562 WWW.Silpa-mag.com 2. ภาพถ่ายส่วนบุคคลพระธรรมไตรโลกาจารย์ (2) ภ หจช. อบ สบ 8.2/19


บทความออนไลน์จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี +++ทับหลังปราสาทเขาโล้นกลับคืนสู่มาตุภูมิ แผ่นดินจังหวัดสระแก้ว+++ --จากการที่ได้มีการติดตามโบราณวัตถุ ทับหลังปราสาทเขาโล้น และทับหลังปราสาทหนองหงส์ จากสหรัฐอเมริกา จนได้กลับคืนสู่ประเทศไทยนั้นล่าสุดกรมศิลปากรได้เคลื่อนย้าย และส่งมอบโบราณวัตถุทั้งสองรายการกลับคืนสู่มาตุภูมิทั้งจังหวัดสระแก้ว และจังหวัดบุรีรัมย์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันที่ ๒๙ - ๓๐ มิถุนายน ที่ผ่านมา --สำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดกรมศิลปากรรับผิดชอบพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออก ได้มอบหมายให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี และอุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม รับมอบทับหลังปราสาทเขาโล้น พร้อมชุดนิทรรศการพิเศษจากสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการส่งมอบโบราณวัตถุทับหลังดังกล่าว ณ อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๕ โดยมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุ --ในเบื้องต้น กรมศิลปากรกำหนดให้ดำเนินการจัดแสดงโบราณวัตถุทับหลังปราสาทเขาโล้นไว้ ณ ศูนย์บริการข้อมูล อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม จังหวัดสระแก้ว เนื่องจากเป็นหน่วยงานของกรมศิลปากรที่อยู่ใกล้ปราสาทเขาโล้น ซึ่งตั้งอยู่ที่ บ้านเจริญสุข หมู่ที่ ๖ ตำบลทัพราช อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ทั้งนี้ ภายในอุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธมนั้น มีอาคารศูนย์ข้อมูลที่เหมาะสมในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่โบราณวัตถุ รวมถึงระบบการจัดแสดง สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่พร้อมให้บริการแก่ประชาชนทั้งชาวจังหวัดสระแก้ว และผู้สนใจมาเยี่ยมชม --ในการนี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ขอนำภาพเบื้องหลังการรับมอบ และนำทับหลังมาจัดแสดงในนิทรรศการให้ได้ชมกัน และขอเล่าย้อนถึงหลักฐานในการติดตามทับหลังชิ้นสำคัญนี้ และรูปแบบศิลปกรรมอันทรงคุณค่า ดังนี้ --ทับหลังปราสาทเขาโล้น ปรากฏหลักฐานภาพถ่ายเก่า ว่าเดิมติดตั้งอยู่เหนือประตูทิศตะวันออกของปราสาทหลังกลาง ที่ปราสาทเขาโล้น จังหวัดสระแก้ว ต่อมาถูกลักลอบนำออกไปจากประเทศไทย ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๙ – ๒๕๑๑ รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย โดยความร่วมมือของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ได้ติดตามกลับคืนมาถึงประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา --ทับหลังปราสาทเขาโล้น แกะสลักจากหินทรายปรากฏเป็นรูปบุคคลประทับอยู่เหนือเกียรติมุข (หน้ากาล) อยู่กึ่งของภาพจำหลัก สภาพชำรุด ผิวหน้าสึกกร่อน หน้าเทวดาหักหายไป ทับหลังแตกเป็น ๓ ส่วน Asian Art Museum ได้ซ่อมแซมโดยใช้ตะปูโลหะและเรซิ่นเชื่อมรอยแตกไว้ ขนาดกว้าง ๑๖๓.๘ เซนติเมตร สูง ๕๕ เซนติเมตร --จากสภาพที่ปรากฏในปัจจุบันเมื่อเปรียบเทียบกับภาพถ่ายเก่าที่บันทึกไว้นั้น เป็นที่น่าเสียดายว่ารูปเทวดานั่งชันเข่าที่มีอยู่เดิมได้ถูกกะเทาะหักหายไปบางส่วน อีกทั้งทับหลังได้ถูกตัดให้บางลงอาจเพื่อสะดวกแก่การขนย้าย ปัจจุบันจึงเหลือความหนาเพียง ๑๑ – ๑๕ เซนติเมตร --จากรูปแบบศิลปกรรมที่ปรากฏบนทับหลังจำหลักภาพเทวดาประทับเหนือหน้ากาล ปราสาทเขาโล้น นั้น จัดเป็นทับหลังศิลปะเขมรในประเทศไทยแบบบาปวนตอนต้น กำหนออายุได้ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ทับหลังจำหลักภาพลักษณะนี้ยังพบได้จากโบราณสถานหลายแห่ง ดังเช่นที่ปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น --ทั้งนี้ อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธรม ได้เปิดให้เข้าชมทับหลังปราสาทเขาโล้น และนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “ทับหลังปราสาทเขาโล้นคืนสู่มาตุภูมิ” ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕ เป็นต้นไป จึงขอเรียนเชิญประชาชน นักท่องเที่ยว ได้มาชมโบราณวัตถุชิ้นสำคัญนี้ เพื่อร่วมกันภาคภูมิใจ สร้างสรรค์จรรโลง ส่งเสริมการดูแล อนุรักษ์ รักษา และสืบทอดมรดกอันทรงคุณค่ายิ่งของประเทศนี้สืบต่อไป อ้างอิง : - สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ. ข้อมูลสรุปการการติดตามโบราณวัตถุทับหลังเขาโล้นกลับคืนสู่ประเทศไทย - สิขรินทร์ ศรีสุวิทธานนท์. “ปราสาทเขาโล้น อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว” ใน ศิลปากร, ปีที่ ๖๓, ฉบับที่ ๓ (พฤษภาคม-มิถุนายน ๒๕๖๓): หน้า ๖๔-๘๕. - สุภัทรดิศ ดิศกุล, ม.จ.. ศิลปะสมัยลพบุรี. กรุงเทพฯ, ๒๕๑๐. - อรุณศักดิ์ กิ่งมณี. ทิพยนิยายจากปราสาทหิน. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ. ๒๕๖๒. ผู้เรียบเรียง : นางสาววัชรี ชมภู ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี


  จะเป็นอย่างไรหากแมวมงคลตามตำรา กระโดดออกจากหน้าเอกสารโบราณไปปรากฏตัวตามมุมต่าง ๆ ในบ้านของเรา วาเลนไทน์ปีนี้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ขอเอาใจนักรัก (แมว) ทั้งหลายด้วยชุดข้อมูลส่วนหนึ่งจากเอกสารโบราณ ในองค์ความรู้เรื่อง "สรุปความลักษณะแมวมงคลตามตำรา"    โบราณวัตถุ : สมุดไทยขาว หรือหนังสือบุดขาว  ลักษณะ : เรื่องตำราดูดาวประจำเมืองต่าง ๆ ตำราดูพระอาทิตย์ พระจันทร์ เมฆ ตำราดูลักษณะแมวและสุนัข อายุสมัย : สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ 25  ที่มา : รับมอบจาก นายเจตนา ณ สงขลา  ปัจจุบันเก็บรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา    ความเชื่อแต่โบราณนานมา ระบุว่าให้นรชนผู้มีปัญญา เร่งแสวงหาแมวที่มีลักษณะมงคลตามตำรามาเลี้ยงไว้ข้างกายซึ่งหากเลี้ยงดูไว้อย่างดี จะช่วยส่งเสริมทั้งบารมี การค้าขาย และทรัพย์สินเงินทอง โดยสามารถถอดแบบและสรุปความลักษะแมวมงคลตามตำราฉบับนี้ไว้ได้ 8 ประเภทด้วยกัน ประกอบด้วย  1. วิลาศ แมวใดหน้าผากสีขาว สองหู ท้อง หลังตลอดจนหาง และทั้ง 4 เท้า มีสีขาวดุจสำลี เป็นแมวดี มีค่า แมวนั้นอยู่เรือนใคร จะให้โชคลาภ ค้าขายได้กำไร พืชผลไร่นาอุดมสมบูรณ์  2. นิลรัตน์ (สีดำปลอด)  แมวใดสีดำล้วน ทั้งลิ้น ฟัน ตลอดจนดวงตามีสีดำสนิทดุจอัญมณี มีชื่อเป็นมงคลว่านิลรัตน์ หากใครเลี้ยงไว้จะได้ดี ได้เป็นเศรษฐี และเติบโตในหน้าที่การงาน  3. ศุภลักษณ์ (สีทองแดง) แมวใดดูงามพร้อมสีทองแดง หากเลี้ยงไว้ จะมากด้วยทรัพย์สินเงินทอง และลาภยศสรรเสริญ รับราชการจะเจริญก้าวหน้า  4. มาเลศ (สีสวาด)  แมวใดสีขนงามตาดั่งดอกเลา นัยน์ตาสวยงามดั่งหยดน้ำค้าง หากได้มาเลี้ยงไว้ข้างกาย จะเสริมเมตตามหานิยม คิดทำสิ่งใดก็จะราบรื่น ประสบความสำเร็จ  5. นิลจักร (คอด่างรอบ)  แมวใดลำตัวสีดำ มีสีด่าง (ขาว) รอบคอดูสวยงาม หากเลี้ยงไว้ หน้าที่การงานจะเจริญก้าวหน้า ทรัพย์สินเงินทองจะเพิ่มพูน 6. อานม้า  แมวใดมีลักษณะหลังด่าง คล้ายอานม้า ใบหน้าด่างดูสวยงาม เป็นแมวที่มีค่ามาก ราคาสูงเปรียบได้แสนตำลึงทอง หากอยู่เรือนใคร บุตรหลายจะเติบโตเป็นเจ้าคนนายคน ทรัพย์สมบัติจะมากเหลือหลาย  7. การเวก  แมวใดที่มีจมูกด่าง เสมือนผู้เลี้ยงได้ของมีค่า เปรียบได้กับดาบทอง หากได้มาเลี้ยงจะให้โชคให้ลาภ และสมหวังในความปรารถนาใน 7 เดือน  8. ปัดเสวตร แมวใดที่มีลักษณะด่างกลางหลัง ตั้งแต่หัวจรดหาง เลี้ยงไว้จะได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง ส่งเสริมเกียรติยศและนำชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกูล    ถอดแบบแมวเหมียว : จุฑาทิพย์ สวัสดี สาขาการจัดการท่องเที่ยว คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา  กราฟฟิก/ เรียบเรียง : ธีรนาฎ มีนุ่น ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา  ตรวจความถูกต้อง : จรัญ ทองวิไล นักภาษาโบราณ หอสมุดแห่งชาติกาญจนาภิเษก สงขลา


  ชื่อผู้แต่ง          กรุงเทพมหานคร ชื่อเรื่อง           วารสารกรุงเทพมหานคร  (มิถุนายน ๒๕๑๘) ครั้งที่พิมพ์        - สถานที่พิมพ์     กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์       กรมการปกครอง ปีที่พิมพ์          ๒๕๑๘ จำนวนหน้า      ๑๑๘  หน้า รายละเอียด                    วารสารกรุงเทพมหานคร เป็นวารสารรายเดือน มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่กิจการกรุงเทพมหานคร เนื้อหามีทั้งหมด ๑๕ เรื่อง ได้แก่ เนื่องมาจากปก กทม. – อตร.? พรรคการเมืองนั้นสำคัญไฉน มารู้จักสุนทรพู่กันนิด  รวมทั้งประมวลภาพข่าวต่างๆ สรุปข่าวในรอบเดือน เป็นต้น พร้อมภาพประกอบ    


black ribbon.