ค้นหา

จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ

+++++ เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง (ตอนที่ ๒) +++++ ----- เมืองโบราณฟ้าแดดสงยางเริ่มต้นการอนุรักษ์มาตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๘๑ และได้มีการดำเนินงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งในด้านการศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ การขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดี รวมถึงการบูรณะและปรับสภาพภูมิทัศน์ ----- พุทธศักราช ๒๔๘๑ พระพาหิรัชต์พิบูล ข้าราชการสรรพากรจังหวัดนครราชสีมา ได้เข้าไปสำรวจและถ่ายภาพใบเสมา รวมทั้งพระพุทธรูปและโบราณสถาน ส่งให้นายฟรานซิส เฮนรีไกส์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นอธิบดีกรมสรรพากร และเป็นกรรมการบริหารของสยามสมาคม พระพาหิรัชต์พิบูลได้บันทึกเรื่องตำนานเมืองและร่างแผนผังของเมืองโดยสังเขป พร้อมกับรายงานว่ามีใบเสมาปักเป็นแถวและเป็นวงกลม รวมทั้งใบเสมาที่ชาวบ้านช่วยกันนำมารวมไว้ที่เมืองโบราณระหว่างปี พุทธศักราช ๒๔๗๘ - ๒๔๗๙ ประมาณ ๒,๐๐๐ แผ่น ----- พุทธศักราช ๒๔๙๗ นายอิริค ไชเดนฟาเดน ซึ่งเคยรับราชการเป็นพันตรีแห่งกองทัพไทย เขียนบทความเกี่ยวกับเมืองโบราณแห่งนี้ลงพิมพ์ในวารสารวิชาทางการเมือง เรียกชื่อเมืองนี้ว่าเมืองกนกนคร และได้กล่าวถึงแผนผังของเมืองและรูปสลักใบเสมา ตลอดจนได้กล่าวว่าเมืองโบราณแห่งนี้เป็นเมืองสมัยทวารวดี ----- พุทธศักราช ๒๔๙๙ ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิส ดิศกุล นำเสนอการศึกษาใบเสมาที่เมืองฟ้าแดดสงยางในวารสารทางวิชาการว่า สามารถแบ่งกลุ่มใบเสมาตามลักษณะของการสลักภาพเล่าเรื่องออกเป็น ๓ กลุ่ม และได้กำหนดอายุของใบเสมาที่เมืองฟ้าแดดสงยางว่า มีอายุไม่เก่าไปกว่าพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๕ พุทธศักราช ๒๕๐๖ กรมศิลปากร โดย นายมานิต วัลลิโภดม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งภัณฑารักษ์เอก และนายจำรัส เกียรติก้อง ช่างศิลปกรรมเอก หัวหน้าแผนกสำรวจและคณะ ได้ทำการสำรวจทำแผนผังและบันทึกภาพ ----- พุทธศักราช ๒๕๐๙ ศาสตราจารย์บวรเซอนิเยร์ แห่งมหาวิทยาลัยเซอร์บอนน์ ประเทศฝรั่งเศส ได้เดินทางมาสำรวจเมืองฟ้าแดดสงยางและให้ความเห็นว่า เมืองฟ้าแดดสงยางยังมีโบราณสถานที่สมบูรณ์อยู่อีกจำนวนมากควรที่จะทำการสำรวจขุดแต่ง เพื่อศึกษาค้นคว้าหาหลักฐานทางโบราณคดีสมัยทวารวดีต่อไปก่อนที่จะถูกทำลายเสียหายไปจนหมดสิ้น และในปีเดียวกัน อธิบดีกรมศิลปากรกับคณะได้เดินทางไปสำรวจโบราณสถานเมืองฟ้าแดดสงยาง และมีบัญชาให้หน่วยศิลปากรที่ ๗ ขอนแก่น ทำการสำรวจและขุดแต่งโบราณสถานภายในเมืองฟ้าแดดสงยาง ----- พุทธศักราช ๒๕๑๐ หน่วยศิลปากรที่ ๗ ขอนแก่น โดยนายหวัน แจ่มวิมล พร้อมด้วยคณะ ได้ทำการ ขุดแต่งโบราณสถานภายในเมืองฟ้าแดดสงยาง จำนวน ๙ แห่ง ----- พุทธศักราช ๒๕๑๑ หน่วยศิลปากรที่ ๗ ขอนแก่น ทำการขุดแต่งต่อจากปี ๒๕๑๐ จำนวน ๕ แห่ง รวมที่ทำการขุดแต่งทั้งหมดเป็น ๑๔ แห่ง นำไปสู่ข้อสรุปว่า เมืองฟ้าแดดสงยาง เคยเป็นชุมชนโบราณในวัฒนธรรมทวารวดีช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๖ และอยู่ในช่วงสมัยอยุธยาราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๓ โดยการสร้างเจดีย์แบบอยุธยาซ้อนทับเจดีย์แบบทวารวดีหลายแห่ง ที่เห็นได้ชัดคือ พระธาตุยาคู ซึ่งฐานล่างสุดเป็นฐานแบบทวารวดี ถัดขึ้นมาเป็นฐานแบบอยุธยา และบนสุดเป็นเจดีย์ทรงเรียวสูงแบบรัตนโกสินทร์ ----- พุทธศักราช ๒๕๒๒ กรมชลประทานได้ขุดรื้อดินดำแพงเมืองทางด้านทิศเหนือ เพื่อนำดินไปถมคัดคลองน้ำชลประทาน มีความยาวประมาณ ๔๐ เมตร แล้วสร้างคลองส่งน้ำจากเขื่อนลำปาวตัดผ่าน ทำให้คูเมืองกำแพงเมืองขาดหายไปส่วนหนึ่ง ----- พุทธศักราช ๒๕๒๖ หน่วยศิลปากรที่ ๗ ขอนแก่น ได้รับงบประมาณดำเนินการบูรณะเสริมความมั่นคงพระธาตุยาคูในส่วนที่เป็นฐานแปดเหลี่ยมและตัวองค์พระธาตุจนแล้วเสร็จ ----- พุทธศักราช ๒๕๓๓ หน่วยศิลปากรที่ ๗ ขอนแก่น ได้รับงบประมาณจากโครงการฟื้นฟูและบูรณะโบราณสถานเพื่อพัฒนาในเขตพื้นที่อีสานเขียว ได้ทำการขุดลอกคูเมืองฟ้าแดดสงยางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่ชาวบ้านเรียกว่า หนองบัวยาว มีขนาดความกว้าง ๓๐ เมตร ยาว ๔๘๐ เมตร พร้อมทั้งถมดินเสริมกำแพงเมืองชั้นนอกและชั้นในโดยมีความกว้าง ๖ เมตร สูง ๒ เมตร ----- พุทธศักราช ๒๕๓๔ หน่วยศิลปากรที่ ๗ ขอนแก่น ได้รับงบประมาณจัดสรรโครงการอีสานเขียว ดำเนินการขุดลอกคูเมืองเป็นระยะทาง ๒,๗๕๐ เมตร มีความกว้าง ๓๐ เมตร และปรับปรุงกำแพงเมืองชั้นใน กว้าง ๖ เมตร สูง ๒ เมตร ยาวตลอดรอบกำแพงเมือง พร้อมทั้งปลูกหญ้าพื้นเมืองและต้นไม้ตามแนวกำแพงเมือง รวมทั้งได้นำเนินงานด้านโบราณคดีโดยการขุดค้นและออกแบบเพื่อบูรณะโบราณสถานจำนวน ๑๐ แห่ง และได้บูรณะโบราณสถานหมายเลข ๓๐๒ ที่เรียกว่า โนนวัดสูง ----- ในปีเดียวกัน กรมศิลปากรได้ขอความร่วมมือคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ภายใต้การนำของศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข อินทราวุธ เพื่อทำการขุดค้นหาคำตอบเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่และความสัมพันธ์กับชุมชนโบราณอื่น ๆ โดยเน้นไปยังจุดที่เป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งทำการขุดค้น ๕ หลุม ขนาดหลุมละ ๔ x ๔ เมตร โดยหลุมที่ ๑, ๒ และ ๓ ขุดบริเวณโนนเมืองเก่า หลุมที่ ๔ ขุดบริเวณนอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ที่เรียกว่า โนนฟ้าแดด หลุมที่ ๕ ขุดค้นบริเวณดอนงิ้วซึ่งอยู่ใกล้กับคูเมืองชั้นในด้านทิศตะวันตก และยังทำการขุดหลุมทดสอบขนาด ๒ x ๒ เมตร อีกจำนวน ๔ หลุม ภายในเมืองฟ้าแดดสงยาง ----- พุทธศักราช ๒๕๓๗ ได้รับงบประมาณปรับปรุงกำแพงเมืองชั้นนอก อันเนื่องมาจากได้รับความเสียหายจากอุทกภัย โดยทำการถมบดอัดดินลูกรังหน้า ๐.๐๓ เมตร กว้าง ๖ เมตร มีความยาวทั้งสิ้น ๒,๑๐๐ เมตร ----- พุทธศักราช ๒๕๓๙ สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ ๘ อุบลราชธานี ได้รับงบประมาณเพื่อพัฒนาปรับปรุงกำแพงเมืองชั้นในต่อจากปี ๒๕๓๗ ซึ่งได้รับความเสียหายจากอุทกภัยเช่นเดียวกัน โดยทำการบดถมอัดดินลูกรังหนา ๐.๐๓ เมตร กว้าง ๖ เมตร ยาว ๒,๖๐๐ เมตร ----- ในปีเดียวกันได้รับงบประมาณดำเนินการขุดแต่งบูรณะเสริมความมั่นคงโบราณสถานพระธาตุยาคู (หมายเลข ๑๐๑) และเจดีย์บริวาร (หมายเลข ๑๐๒, ๑๐๓ และ ๑๐๔) รวมทั้งได้ดำเนินการขุดแต่งบูรณะเสริมความมั่นคงโบราณสถานโนนฟ้าแดด (หมายเลข ๗) โบราณสถานกลุ่มโนนศาลา (หมายเลข ๘๐๑ และ ๘๐๒) ----- พุทธศักราช ๒๕๔๑ สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ ๘ อุบลราชธานี ได้รับงบประมาณบูรณะเสริมความมั่นคงโบราณสถานหมายเลข ๔, ๙ และ ๘๐๓ ----- พุทธศักราช ๒๕๕๔ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ ร้อยเอ็ด ร่วมกับ จังหวัดกาฬสินธุ์ ทำการศึกษาเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง และจัดทำแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองฟ้าแดดสงยาง ----- ปัจจุบันชุมชนท้องถิ่นได้เข้ามาใช้ประโยชน์เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง ในรูปแบบแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมส่งผลให้เป็นที่รู้จักของสาธารณชนมากยิ่งขึ้น แนวทางการพัฒนาเพื่อประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่นและการอนุรักษ์โบราณสถานให้คงคุณค่าอย่างสมดุล ยังคงต้องถอดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันต่อไป ((( โปรดติดตามตอนต่อไป ))) ------------------------------------------------------------------------ +++ อ้างอิงจาก +++ --- จังหวัดกาฬสินธุ์. แผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองฟ้าแดดสงยาง. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๔. --- ผาสุข อินทราวุธ และคณะ. รายงานการขุดค้นเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์. ม.ป.ท. : ม.ป.ป., ๒๕๓๔. (เอกสารอัดสำเนา) --- หวัน แจ่มวิมล. รายงานการสำรวจและขุดแต่งโบราณสถาน โบราณวัตถุ เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์. กรมศิลปากร : หน่วยศิลปากรที่ ๗ ขอนแก่น, ๒๕๑๑. (เอกสารอัดสำเนา) ข้อมูล : นางสาวศุภภัสสร หิรัญเตียรณกุล นักโบราณคดีชำนาญการ  


กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น   กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้ ๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙   ๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ - โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท - โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน   ๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว   ๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้ ๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน ๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ ๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา ๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ ๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน   หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ ๖–๙ กันยายน ๒๕๕๙   ๑. ชื่อโครงการ  การประชุมในโครงการเครือข่ายนานาชาติของกลุ่มบรรณารักษ์รุ่นใหม่ของห้องสมุด ในอาเซียน ครั้งที่ ๒ (the 2nd Convening of International Network of Emerging Library Innovator-Association of Southeast Asian Nations: INELI–ASEAN) ๒. วัตถุประสงค์  เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และประสบการณ์การทำงานด้านห้องสมุดและ เพิ่มศักยภาพความเป็นผู้นำห้องสมุดของบรรณารักษ์รุ่นใหม่ในอาเซียน ๓. กำหนดเวลา  ระหว่างวันที่ ๖–๙ กันยายน ๒๕๕๙ ๔. สถานที่ ๑) หอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์                 ๒) Jurong Regional Library                 ๓) Library@Chinatown                 ๔) Library@Orchard ๕. หน่วยงานผู้จัด  หอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ ๖. หน่วยงานสนับสนุน - ๗. กิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้ วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๙ ๐๙.๔๐ น.   เดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ประเทศไทย สู่ท่าอากาศยานชางงี ประเทศสิงคโปร์ เที่ยวบิน SQ973 ๑๗.๐๐ น.   ร่วมนำชมหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ งานเลี้ยงอาหารค่ำ ชมการแสดงวัฒนธรรมร่วมสมัยของสิงคโปร์ และกล่าวต้อนรับโดย Ms. Tay Ai Cheng, Deputy Chief Executive &  Chief Librarian National Library Board of Singapore ณ ห้องประชุม ชั้น ๑๖ หอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๙ ๐๘.๓๐ น.   ลงทะเบียน กล่าวเปิดการประชุมฯ โดย Ms. Blesila Velasco, Project Director,               INELI-ASEAN และชมเทปบันทึกการกล่าวต้อนรับโดย Ms. Deborah Jacobs, Director, Global Libraries, Bill and Melinda Gates Foundation ๐๙.๐๐ น.   เริ่มการประชุมฯ ประกอบด้วยกิจกรรมดังนี้               ๑) การทำแบบฝึกหัดออนไลน์โดยการเข้าเว็บไซด์ www.ineliasean.org               ๒) การแนะนำตัวของผู้เข้าร่วมประชุมฯ คนใหม่ จำนวน ๘ คน ดังนี้     ๒.๑) ผู้เข้าร่วมประชุม ประเภท Sponsors ได้แก่ Mr. Joao Fatima da Cruz, Director, National Library of Timor-Leste; Ms. Woro Titi Haryanti, Deputy Director,  National Library of Indonesia และ นางสาวเนาวรัตน์ ปัญญางาม บรรณารักษ์ชำนาญการ-พิเศษ กลุ่มบริการทรัพยากรสารสนเทศ สำนักหอสมุดแห่งชาติ     ๒.๒) ผู้เข้าร่วมประชุมประเภท Mentors ได้แก่ Ms. Marybel Caasi, Head Librarian College of Nursing, University of the Philippines     ๒.๓) ผู้เข้าร่วมประชุมประเภท Innovators ได้แก่ Mr. Hok Sothik, President, Cambodia Library Association; Mr. Americo Benigno Ximenes, Asst. Director, National Library of Timor-Leste and Mr. Francisco da Cruz, Librarian, National- Library of Timor-Leste     ๒.๔) ผู้เข้าร่วมประชุมประเภท Consultant ได้แก่ Prof. Rhea Rowena Apolinario, Asst. Prof., University of the Philippines                   ๓) การแสดงความคิดเห็นและแบ่งปันประสบการณ์ด้านการทำงานเป็นทีม ความเปลี่ยนแปลงหลังจากร่วมโครงการฯ จุดอ่อน จุดแข็ง และแรงบันดาลใจในอาชีพบรรณารักษ์ โดยผ่าน ๒ กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมวาดภาพมือบนกระดาษ โดยระบุความรู้สึกบนนิ้วต่าง ๆ ลงบนกระดาษ และกิจกรรมหมุนเข็มนาฬิกาเพื่อการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เข้าร่วมโครงการท่านอื่น โดยวิทยากร Dr. Wilma Reyes, Ms. Elanor Bayten และ Ms. Xenia B. Romero               ๔) แนะนำโครงการพิเศษ ASEAN Public Libraries Information Network (APLiN) พร้อมประกาศรายชื่อคณะกรรมการ (Executive Board) จำนวน ๑๐ คน ดังนี้     ๔.๑) Dayangku Masdiana Pengiran Hj Damit   Brunei Darussalam    ๔.๒) Mao Kolap                                       Cambodia                    ๔.๓) Irhamni Ali                                       Indonesia           ๔.๔) Khanphathat Manotham                      Laos                  ๔.๕) Wan Mazli Wan Razali                        Malaysia                      ๔.๖) Aung Than Htut                                Myanmar           ๔.๗) Marween Terry Pascual                      Philippines     ๔.๘) ปุณณภา สุขสาคร                               Thailand             ๔.๙) Americo Benigno Ximenes                   Timor-Leste    ๔.๑๐) Tran My Dung                                Viet Nam              ในการนี้คณะผู้จัดโครงการพิเศษ APLiN แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าจะดำเนินการจัดการประชุมคณะกรรมการ (Executive Board) ครั้งที่ ๑ ระหว่างวันที่ ๑๒-๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ณ เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น   ๑๕.๓๐ น.   การศึกษาดูงาน Jurong Regional Library          ผู้จัดโครงการนำคณะผู้เข้าร่วมโครงการศึกษาดูงาน ณ Jurong Regional Library ซึ่งตั้งอยู่เขตตะวันตกของสิงคโปร์ เป็นห้องสมุดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจำนวนห้องสมุดที่อยู่ภายใต้การดูแลของ National Library Board of Singapore มีพื้นที่ใช้งาน ๑๒,๐๐๐ ตารางเมตร   มีทั้งหมด ๔ ชั้น และ หนึ่งชั้นใต้ดิน ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นอยู่ในช่วงวัยรุ่น ให้บริการหนังสือหลากหลายที่ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีน โดยห้องสมุดได้จัดกิจกรรมพิเศษสำหรับวัยรุ่นโดยเฉพาะ เรียกว่า “Verging All Teen” หรือ V.A.T. ซึ่งห้องสมุดเปิดโอกาสให้ผู้อ่านและอาสาสมัครที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นสามารถสร้างสรรค์และออกแบบพื้นที่ให้บริการในห้องสมุดด้วยตนเอง โดยมีบรรณารักษ์ของห้องสมุดเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลให้คำแนะนำ นอกจากนี้ห้องสมุดได้มีบริการมุมสำหรับเด็ก (Early Literacy Library) เพื่อส่งเสริมการอ่านและพัฒนาการของเด็กในกลุ่มผู้ใช้เด็กเล็กอายุ ๓ -๖ ปี   วันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๙ ๐๘.๓๐ น.   การบรรยายทางวิชาการโดย Mentors จำนวน ๕ คน ได้แก่               ๑) Ms. Clara Bessa da Costa, Deputy Chief Librarian, Senate Digital Library               ๒) Ms. Maryble Caasi, Head Librarian, College of Nursing, University of the Philippines                             ๓) Ms. Ngian Lek Choh, Consultant, National Library Board of Singapore (NLB)               ๔) Ms. Ramkali Kasiram Rabilall, District Manager, eThekwini Municipal Libraries               ๕) Ms. Rashidah Binti Bolhassan, Chief Executive Director, Sarawak State Library ๐๙.๑๐ น. การบรรยายทางวิชาการโดย วิทยากร จำนวน ๓ คน ได้แก่ ๑) Ms. Amarjeet Kaur Gill, Former Director, Libraries of the Future National Library Board of Singapore หัวข้อ “Collaboration and partnerships: A strategy    to develop resource rich libraries of the future” ๒) Ms. Chin Loy Jyoon, Deputy Director, the National Library of Malaysia     หัวข้อ “Public libraries collaboration and partnerships in Southeast Asia:        Best practices” ๓) Dr. Melinda Bandalaria, Learning Facilitator, INLELI-ASEAN หัวข้อ “Working together virtually learning portal/issues and concerns” ๑๓.๐๐ น. การประชุมกลุ่มย่อย (Modified unconference) เป็นแสดงความคิดเห็นด้านวิชาการของ   ทุกคนในบริบทของห้องสมุดหรืองานของตนเอง ภายใต้ ๓ หัวข้อ ได้แก่ Integration Partnership และ Collaboration ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเลือกเข้ากลุ่มย่อยหัวข้อที่ตนเอง   มีความสนใจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เช่น ด้านการบูรณาการ (Integration) เป็นการเสนอประเด็นด้านการเพิ่มขีดความสามารถในวิชาชีพบรรณารักษ์หรือเพิ่มสมรรถนะของบรรณารักษ์ในอาเซียนให้มีมาตรฐานเดียวกัน และพัฒนาสู่มาตรฐานสากล ทั้งนี้ วิชาชีพบรรณารักษ์จะเป็นอาชีพที่มั่นคงและสามารถสร้างความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนความรู้ และฝึกงานในห้องสมุดต่าง ๆ ได้ทั้งประเทศในอาเซียนและทั่วโลกต่อไป   ๑๔.๓๐ น.   การศึกษาดูงาน Library@Chinatown         ผู้เข้าร่วมโครงการศึกษาดูงาน ณ Library@Chinatown ที่ตั้งอยู่ใจกลางห้างสรรพสินค้า ในย่านไชน่าทาวน์ ห้องสมุดแห่งนี้เป็นห้องสมุดแรกที่การร่วมดำเนินงานโดยอาสาสมัครของเมือง ซึ่งมีหน้าที่ทำความสะอาดหนังสือที่รับจากเครื่องคืนหนังสืออัตโนมัติแล้วนำขึ้นชั้น และให้ผู้ใช้บริการตนเอง หากมีข้อซักถามผู้ใช้สามารถสอบถามบรรณารักษ์ (Cybrarian Kiosk) ผ่านระบบทางไกล ห้องสมุดมีเนื้อที่ใช้ ๑,๐๐๐ ตารางเมตร บนชั้น ๓ ของตึกในย่านไชน่าทาวน์   การออกแบบตกแต่งห้องสมุดเป็นศิลปะแบบจีนประยุกต์ ให้บริการทรัพยากรสารสนเทศหนังสือเป็นส่วนใหญ่ โดยส่วนใหญ่เป็นหนังสือเกี่ยวกับศิลปะ วรรณกรรม ดนตรี วัฒนธรรม และประเพณีของจีน นอกจากนี้ยังมีทรัพยากรสารสนเทศที่เป็นภาษาจีนฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว และกวางตุ้งให้บริการอีกด้วย ๑๕.๓๐ น.   การศึกษาดูงาน Library@Orchard         ผู้เข้าร่วมโครงการศึกษาดูงาน ณ Library@Orchard  ซึ่งเป็นอีกห้องสมุดหนึ่งที่ตั้งอยู่   ใจกลางห้างสรรพสินค้าที่มีความโดดเด่นด้านการออกแบบที่ทันสมัยและเรียบง่าย มีทรัพยากร-สารสนเทศให้บริการจำนวนมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ชื่อเรื่อง ส่วนใหญ่เน้นไปที่เรื่องไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) การออกแบบ (Design) และศิลปะประยุกต์ (Applied art) โดยแบ่งหนังสือเป็นหมวดใหญ่ๆ คือ People, Space, Product  และ Visual Design ห้องสมุดแห่งนี้ให้บริการด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยและเป็นห้องสมุดแห่งแรกที่ให้บริการจองหนังสือออนไลน์ โดยผู้ใช้สามารถจองหนังสือผ่านทางออนไลน์และรับที่ล็อคเกอร์ของห้องสมุดด้วยตัวเอง   วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๙ ๐๙.๐๐ น.   การนำเสนอโครงการกลุ่มย่อย ๕ กลุ่ม ประกอบด้วย               กลุ่มที่ ๑ ชื่อโครงการ “Online ASEAN Children Book”               กลุ่มที่ ๒ ชื่อโครงการ “More than Books: Reinventing Century Lamp Library Spaces as Valued Community Asset in Myanmar”               กลุ่มที่ ๓ ชื่อโครงการ “Demonstrating Library Impact” มีนายประสิทธิชัย เลิศรัตนเคหกาล  ตัวแทนประเทศไทยเป็นสมาชิกกลุ่ม               กลุ่มที่ ๔ ชื่อโครงการ “ASEAN Library Portal: An Assessment of Library Advocacy   Practices for Regional Cooperation” มีนางสาวปุณณภา สุขสาคร ตัวแทนประเทศไทย   เป็นหัวหน้ากลุ่ม               กลุ่มที่ ๕ ชื่อโครงการ “Library Must Create High-Impact Partnership That Best Leverage Community Resources” มีนางสาวลินดา พืชสี ตัวแทนประเทศไทยเป็นสมาชิกกลุ่ม   ๑๑.๐๐ น.   การประกาศรางวัลดีเด่นประเภทกลุ่มและบุคคล ดังนี้               ๑) รางวัลกลุ่มดีเด่น ได้แก่ กลุ่มที่ ๓ ชื่อกลุ่ม Emergent Library มีนายนายประสิทธิชัย เลิศรัตนเคหกาล เป็นสมาชิกกลุ่มและสมาชิกในกลุ่ม รวม ๙ คน               ๒) รางวัลกลุ่มโครงการดีเด่น ได้แก่ กลุ่มที่ ๔ ชื่อโครงการ “ASEAN Library Portal: An Assessment of Library Advocacy Practices for Regional Cooperation”  มีนางสาวปุณณภา สุขสาคร เป็นหัวหน้ากลุ่มและสมาชิกในกลุ่ม รวม ๘ คน               ๓) รางวัลบุคคลที่มีเวลาเข้าเรียนแบบออนไลน์มากกว่า ๘๐% ได้แก่ ตัวแทนจากประเทศ               ฟิลิปปินส์จำนวน ๓ คน มาเลเซีย จำนวน ๒ คน บรูไนดารุสซาลามและเมียนมา จำนวน ๒ คน ๑๓.๐๐ น.   พิธีรับธงการเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุมครั้งที่ ๓ ณ หอสมุดแห่งชาติเวียดนาม เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม ๑๓.๓๐ น.   กล่าวปิดการประชุม โดย Ms. Melody Madrid, Assistant Project Director, INELI-ASEAN ๑๔.๐๐ น.   ปิดการประชุม ๑๘.๐๐ น.   เดินทางจากท่าอากาศยานชางงี ประเทศสิงคโปร์ สู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัด สมุทรปราการ ประเทศไทย เที่ยวบิน SQ978   ๘. คณะผู้แทนไทย               ๑)  นางสาวเนาวรัตน์ ปัญญางาม  บรรณารักษ์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มบริการทรัพยากรสารสนเทศ สำนักหอสมุดแห่งชาติ หัวหน้าคณะผู้แทนไทย               ๒)  นายประสิทธิชัย เลิศรัตนเคหกาล บรรณารักษ์ชำนาญการ กลุ่มบริการทรัพยากรสารสนเทศ  สำนักหอสมุดแห่งชาติ               ๓)  นางสาวปุณณภา สุขสาคร บรรณารักษ์ปฏิบัติการ กลุ่มวิจัยและพัฒนาห้องสมุด สำนักหอสมุดแห่งชาติ               ๔)  นางสาวลินดา พืชสี บรรณารักษ์ปฏิบัติการ กลุ่มวิจัยและพัฒนาห้องสมุด สำนักหอสมุดแห่งชาติ           ๙. สรุปสาระของกิจกรรม               การเดินทางไปราชการ ณ ประเทศสิงคโปร์ในการประชุมในโครงการเครือข่ายนานาชาติของกลุ่มบรรณารักษ์รุ่นใหม่ของห้องสมุดในอาเซียน ครั้งที่ ๒ (the 2nd Convening of International Network of Emerging Library Innovator-Association of Southeast Asian Nations: INELI–ASEAN) ในครั้งนี้ คณะผู้แทนไทยได้รับความรู้จากการประชุมและความร่วมมือเป็นอย่างดี และได้ร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์หลายกิจกรรมซึ่งได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ และความรู้ที่หลากหลายในด้านการบริหารจัดการห้องสมุด การทำงานเป็นทีม การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นกระบวนการ และการพัฒนาตัวเองให้มีความเป็นผู้นำด้านห้องสมุดของตนเองต่อไป   ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม             การประชุมในโครงการฯ ครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมฯ ได้รับความรู้และประสบการณ์ใหม่ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการประชุมหรือการจัดโครงการของหน่วยงาน เช่น กิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึง เป็นการแสดงความคิดเห็นในหัวข้อที่ทันสมัยและเกี่ยวข้องในสายวิชาชีพ ซึ่งทำให้เปิดมุมมองและรับความรู้เพิ่มเติมได้ยิ่งขึ้น นอกจากนี้การเข้าร่วมประชุมในโครงการนี้ ยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านห้องสมุดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้น                                                                                                                       นางสาวปุณณภา สุขสาคร                                                             บรรณารักษ์ปฏิบัติการ                                                                  ผู้สรุปรายงาน                                                                                                      นางสาวเนาวรัตน์ ปัญญางาม                                                           บรรณารักษ์ชำนาญการพิเศษ                                                                   ผู้ตรวจรายงาน


การประชุมสรุปการดำเนินงานทางโบราณคดี ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ โดยความร่วมมือระหว่าง สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา กับ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ภายใต้โครงการศึกษาวิจัยชุมชนโบราณ และมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยเหล็ก บริเวณต้นลำน้ำชี ในเขตพื้นที่อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ


อาคารรุกกำแพงดินยังไม่ได้รื้อ ติดเจ้าของอุทธรณ์สู้-รอชี้ขาดอีกรอบ 17 ก.พ. ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - ครบกำหนดรื้อถอนอาคารรุกล้ำกำแพงดินแล้วแต่สถานการณ์ยังนิ่ง ผู้ว่าฯ ยันสั่งแล้วต้องดำเนินการ เทศบาลเผยเจ้าของอาคารอุทธรณ์กลับต้องนำเสนอจังหวัดอีกรอบก่อนดำเนินการต่อ ด้านศิลปากรบอกต้องอุทธรณ์กับส่วนกลางเท่านั้น แต่ไม่รู้เจ้าของอาคารดำเนินการหรือยัง ส่วนธนารักษ์แจงความเห็นแตก “รื้อหมด-รื้อเฉพาะที่ล้ำ” รอชี้ขาดในที่ประชุมติดตามความคืบหน้า 17 ก.พ. นี้ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการกรณีเอกชนก่อสร้างอาคารรุกล้ำแนวกำแพงดินเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโบราณสถานว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการที่แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายกับกรณีที่เกิดขึ้น ซึ่งแต่ละหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนารักษ์ ศิลปากร และเทศบาลนครเชียงใหม่ จะต้องมีการดำเนินการโดยยึดถือปฏิบัติตามข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ยอมรับว่าในส่วนของภาครัฐเองคงต้องรับผิดชอบด้วยว่าปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องมาจากการปล่อยปละละเลยในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ฝ่ายเอกชนเองก็สมควรที่จะทราบว่าสิ่งใดสามารถกระทำได้หรือไม่ได้ ซึ่งยืนยันว่าการดำเนินการในกรณีนี้จะต้องยึดข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เป็นกรณีศึกษาและไม่เกิดปัญหาซ้ำซากขึ้นมาอีก พร้อมทั้งอยากวิงวอนให้ทุกภาคส่วน ร่วมกันสร้างจิตสำนึกที่ดีในการรักษาโบราณสถานที่เป็นสมบัติของเชียงใหม่และของชาติให้คงอยู่ โดยไม่เกิดปัญหาการบุกรุกทำลายอีก เพราะหากเกิดขึ้นแล้วแก้ไขยาก “กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ยอมรับว่าส่วนหนึ่งต้องเป็นความรับผิดชอบของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องที่ปล่อยปละละเลย ทำให้ปัญหานี้เกิดการหมักหมมมานานจนยากที่จะแก้ไข แต่ยืนยันว่าจะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้เป็นกรณีศึกษาและเป็นตัวอย่าง ไม่ให้มีการปล่อยให้เกิดกรณีปัญหาอย่างนี้ซ้ำซากอีก เพราะเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขหากเกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว อย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้” ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่กล่าว ขณะที่ความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น นายทัศนัย บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่กล่าวว่า หลังจากที่เทศบาลนครเชียงใหม่ได้มีคำสั่งรื้อถอนอาคารที่รุกล้ำพื้นที่กำแพงดินทั้งสองแห่ง ได้แก่ อาคารโรงแรมของนางสาวเพ็ญสินี พรหมเศรณี บริเวณฝั่งตรงข้ามโรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง และอาคารพาณิชย์ ค.ส.ล.3 ชั้น จำนวน 4 คูหาของนายวลัญช์ชัย เกียรตินิยมรุ่ง โดยให้เข้าของอาคารทั้งสองรายทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ตามพ.ร.บ. ควบคุมอาคารนั้น ในขณะนี้ได้ครบกำหนดระยะเวลาแล้วนั้น ตามหลักปฏิบัติหากเจ้าของอาคารไม่ปฏิบัติตาม ทางเทศบาลจะต้องดำเนินการทางกฎหมาย โดยฟ้องร้องผ่านศาลเพื่อให้มีการพิจารณาคดีต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาหลังจากมีคำสั่งออกไปแล้ว เจ้าของอาคารทั้งสองแห่งยังคงเพิกเฉยและไม่ได้ทำการรื้อถอนตามคำสั่ง อย่างไรก็ตาม เจ้าของอาคารทั้งสองแห่งได้ทำเรื่องอุทธรณ์มายังทางเทศบาล โดยอ้างว่าคำสั่งของเทศบาลที่ให้รื้อถอนอาคารนั้นไม่ชอบธรรม ทางเทศบาลจึงจำเป็นจะต้องนำคำอุทธรณ์เสนอต่อคณะกรรมการของจังหวัดเพื่อพิจารณาอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ด้านนายวิเศษ เพชรประดับ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ กล่าวถึงการดำเนินงานในส่วนของสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ว่า ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายเดือน ธ.ค.53 ทางกรมศิลปากรโดยอธิบดีกรมศิลปากรได้ลงนามหนังสือคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างแจ้งไปยังเอกชนเจ้าของอาคารให้ทราบแล้ว ซึ่งต่อมาทางเอกชนเจ้าของอาคารได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวมาที่สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ แต่ทางสำนักฯ ไม่มีอำนาจที่จะรับอุทธรณ์ดังกล่าวได้ ทางผู้ร้องต้องยื่นอุทธรณ์ไปที่กรมศิลปากรเอง ซึ่งยังไม่ทราบว่าทางเอกชนมีการดำเนินการไปแล้วหรือไม่อย่างไร สำหรับการจะดำเนินการรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างรุกล้ำแนวกำแพงดินโบราณเมืองเชียงใหม่นั้น ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ ยอมรับว่า การดำเนินการอาจจะต้องใช้เวลามากพอสมควร เพราะหากเอกชนเจ้าของอาคารที่เป็นกรณีปัญหา มีการยื่นคำร้องเข้าสู่กระบวนการทางศาล จะต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ อีกมากมาย จนกว่าจะถึงที่สุดว่าศาลมีคำสั่งให้ดำเนินการอย่างไรกับกรณีที่เกิดขึ้น ส่วนว่าที่ร.ต.ยงยุทธ เรืองภัทรกุล ธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่กล่าวถึงการดำเนินการล่าสุดในเรื่องปัญหาการรุกล้ำแนวกำแพงดินว่า สำหรับบริเวณอาคารโรงแรมบริเวณฝั่งตรงข้ามโรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิงที่อยู่ในความรับผิดชอบของธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่นั้น หลังจากมีคำสั่งให้รื้อถอน ทางเจ้าของอาคารได้ทำเรื่องอุทธรณ์ พร้อมทั้งระบุว่ายินดีที่จะปรับปรุงพื้นที่ในส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในบริเวณพื้นที่เช่าให้กลับสู่สภาพเดิม ต่อกรณีดังกล่าวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเห็นออกเป็นสองฝ่าย โดยฝ่ายแรกเห็นว่าหากมีคำสั่งรื้อถอนแล้วควรจะทำการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่รุกล้ำพื้นที่ออกให้หมด ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าหากรื้อถอนและปรับสภาพในจุดที่รุกล้ำให้เหมือนกับเมื่อก่อนที่จะมีการรุกล้ำน่าจะเป็นธรรมต่อทางเจ้าของอาคารด้วย โดยเฉพาะเมื่อเจ้าของอาคารยินดีและพร้อมที่จะปฏิบัติตามอยู่แล้ว เพราะถ้าเลือกให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างทั้งหมดแล้ว หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี พื้นที่ที่ได้คืนมาก็อาจจะถูกรุกล้ำอีกในอนาคตได้ หรือหากฝ่ายเจ้าของอาคารรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เรื่องก็จะต้องเข้าสู่การพิจารณาและสู้คดีกันในชั้นศาล ซึ่งจะกินระยะเวลายาวนานกว่าจะได้ข้อสรุป ธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่กล่าวต่อไปว่า เมื่อมีความเห็นออกเป็นสองฝ่าย ทางธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่จึงได้ทำหนังสือสอบถามไปยังกรมธนารักษ์ พร้อมกับประสานให้กรมธนารักษ์สอบถามต่อไปยังกรมศิลปากรด้วยว่ามีความเห็นต่อแนวทางทั้งสองแนวทางอย่างไร และหากมีการดำเนินการตามแนวทางที่สองจะมีข้อขัดข้องหรือไม่ น่าจะได้ข้อสรุปในการประชุมติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับปัญหาการก่อสร้างอาคารรุกล้ำแนวกำแพงดิน ซึ่งจะมีการประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 17 ก.พ. ที่จะถึงนี้ ผลสรุปที่ได้จากการประชุมน่าจะถือเป็นที่สิ้นสุด โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 15 กุมภาพันธ์ 2554 22:35 น. http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9540000020454


          ถ้ำหมอเขียว ตั้งอยู่ที่ตำบลกระบี่น้อย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ เป็นเพิงผาบนเทือกเขาหินปูน อยู่ห่างจากชายทะเลประมาณ 8 กิโลเมตร ลักษณะเป็นเพิงผาที่มีความยาวประมาณ 30 เมตร โดยมีคูหาขนาดกว้างประมาณ 3 เมตร 2 คูหา ขนาบข้างในด้านทิศตะวันออกและตะวันตก           มีเรื่องเล่าของคนในพื้นที่ว่าเดิมมีหมอสมุนไพรชื่อ “เขียว” อาศัยอยู่ในบริเวณถ้ำ ชาวบ้านจึงเรียกว่า “ถ้ำหมอเขียว” ต่อมาเมื่อหมอเขียวเสียชีวิตลง ชาวบ้านได้มาขุดหาขี้ค้างคาวไปขาย ทำให้พบร่องรอยหลักฐานที่ถูกขุดขึ้นมาขณะขุดขี้ค้างคาว           การขุดค้นทางโบราณคดีที่ถ้ำหมอเขียว เริ่มขึ้นโดยอาจารย์สุรินทร์ ภู่ขจร ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี ได้ขุดค้นภายใต้โครงการวิจัยวัฒนธรรมโหบินเนียนในประเทศไทย ดำเนินการขุดค้นในปี พ.ศ. 2534 และ พ.ศ. 2537 หลังจากนั้นใน พ.ศ. 2551 อาจารย์ประสิทธิ์ เอื้อตระกูลวิทย์ ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี ได้ขุดค้นที่ถ้ำหมอเขียวอีกครั้งเพื่อตรวจสอบการใช้พื้นที่เพิ่มเติม           ผลการขุดค้นทั้งสองครั้งโดยสรุป พบโครงกระดูกมนุษย์จำนวน 4 โครง เป็นเด็ก 1 โครง และผู้ใหญ่ 3 โครง รูปแบบการฝังศพมีทั้งการฝังในท่างอเข่า 1 โครง และท่านอนหงายเหยีดยาว 3 โครง ทั้งสี่โครงกำหนดอายุได้ในช่วงประมาณ 25,000-10,000 ปี ตรงกับสมัยหินเก่าตอนปลายถึงช่วงก่อนสมัยหินใหม่ นอกจากนี้ยังพบเครื่องมือหินกะเทาะหน้าเดียว เครื่องมือหินกะเทาะสองหน้า สะเก็ดหิน เครื่องมือกระดูกสัตว์ ชิ้นส่วนกระดูกสัตว์ เปลือกหอย ชิ้นส่วนเมล็ดพืช และร่องรอยการใช้ไฟ เมื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบหลักฐานจากการขุดค้นแล้ว ผู้ขุดค้นสันนิษฐานว่า ถ้ำหมอเขียวเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่ก่อน 25,000 ปีมาแล้วจนถึงราว 3,000 ปีมาแล้ว และใช้พื้นที่อยู่อาศัยร่วมกับการฝังศพในช่วงประมาณ 25,000-10,000 ปีมาแล้ว           โครงกระดูกมนุษย์ที่พบที่ถ้ำหมอเขียวซึ่งกำหนดอายุจากตัวอย่างถ่านที่พบร่วมกับได้อายุประมาณ 25,000 ปีมาแล้ว จัดได้ว่าเป็นโครงกระดูกมนุษย์ โฮโม เซเปียนส์ ที่เก่าที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกับถ้ำตาบน ประเทศฟิลิปปินส์ และถ้ำนีอาห์ ประเทศอินโดนีเซีย แม้ว่าก่อนหน้านี้จะพบร่องรอยเครื่องมือเครื่องใช้ที่ถ้ำหลังโรงเรียน จังหวัดกระบี่ กำหนดอายุได้ถึง 37,000 ปีมาแล้ว แต่ก็ไม่พบโครงกระดูกมนุษย์โดยตรง อันจะเป็นตัวเชื่อมในการทำความเข้าในพัฒนาการทางกายภาพและวัฒนธรรมของมนุษย์สมัยใหม่ได้ชัดเจนขึ้น การศึกษาลักษณะทางกายภาพของรูปกะโหลกยังบ่งชี้ว่ามนุษย์โบราณที่ถ้ำหมอเขียวอาจมีบรรพบุรุษร่วมกับชนพื้นเมืองดั้งเดิมของออสเตรเลีย และชนพื้นเมืองบริเวณหมู่เกาะในทะเลแปซิฟิกอีกด้วย           ส่วนหลักฐานประเภทเครื่องมือหิน กระดูกสัตว์และเปลือกหอย พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเครื่องมือ และประเภทของกระดูกสัตว์อย่างชัดเจนระหว่างสมัยหินเก่าตอนปลายและสมัยหินใหม่ โดยในสมัยหินเก่าตอนปลายพบกระดูกสัตว์ขนาดใหญ่จำพวก เก้ง/กวาง วัว/ควาย หมี ใช้เครื่องมือหินกะเทาะขนาดใหญ่ และนิยมบริโภคหอยน้ำจืดมาก ส่วนสมัยหินใหม่พบกระดูกสัตว์ขนาดเล็กลง เช่น ลิง ค่าง ชะนี หมูป่า อีเห็น มีการบริโภคหอยน้ำเค็มมากขึ้น และใช้เครื่องมือหินขัดเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นการปรับตัวเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปในช่วงไพลสโตซีนตอนปลาย ซึ่งเป็นเป็นช่วงน้ำทะเลลดต่ำ ไปเป็นช่วงโฮโลซีนซึ่งอากาศอบอุ่นขึ้น และน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ถ้ำหมอเขียวจึงอยู่ใกล้ทะเลมากขึ้น และเปลี่ยนสภาพจากพื้นที่ป่าห่างไกลทะเลเป็นพื้นที่ใกล้ชายฝั่งแทน   -------------------------------------------------- แหล่งที่มาข้อมูล • White, Joyce C. (2011). “Emergence of cultural diversity in mainland Southeast Asia: a view from prehistory.” in Dynamics of Human diversity, 19. Acessed May 20. Available from http://seasiabib.museum.upenn.edu:8001/.../2011_White.pdf • Forestier, Hubert et al. (2021). “Hoabinhian variability in Mainland Southeast Asia revisited: The lithic assemblage of Moh Khiew Cave, Southwestern Thailand.” Archaeological Research in Asia, 25. Acessed May 20. Available from https://doi.org/10.1016/j.ara.2020.100236 • Matsumura, Hirofumi and Surin Pookajorn. (2005). “A Morphometric analysis of the Late Pleistocene Human Skeleton from the Moh Khiew Cave in Thailand.” Homo-Journal of Comparative Human Biology 56: 93-118. • ธนิก เลิศชาญฤทธิ์. (2561). “มนุษย์สมัยใหม่รุ่นบุกเบิกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ซากบรรพชีวินและหลักฐานทางโบราณคดี.” วารสารมานุษยวิทยา 1, 1 (มกราคม-มิถุนายน), 11. • โครงการวิจัยวัฒนธรรมโหบินเนียนในประเทศไทย. (2534). รายงานเบื้องต้นการขุดค้นที่ถ้ำหมอเขียว จ.กระบี่, ถ้ำซาไก จ.ตรัง และการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดีชนกลุ่มน้อยเผ่าซาไก จ.ตรัง. กรุงเทพฯ: โครงการฯ. • อำพล ไวศยดำรง. (2535). “ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างหอยที่ได้จากการขุดค้นทีถ้ำหมอเขียว จังหวัดกระบี่ และถ้ำซาไก จังหวัดตรัง ประจำปี พ.ศ. 2534.” สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. • พิชญ ปานมี. (2551). “รูปแบบเครื่องมือหิน: การขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีถ้ำหมอเขียว อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ปี พ.ศ. 2551.” เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคลปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.   ------------------------------------------------ เรียบเรียงข้อมูล/กราฟฟิค : สิริยุพน ทับเป็นไทย นักโบราณคดีปฏิบัติการ และ โสมสินี สุขเกษม นักวิชาการวัฒนธรรม สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช เผยแพร่ข้อมูลทาง https://www.facebook.com/100055227468299/posts/516868276830750/?d=n  


องค์ความรู้ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี “ถ้ำฝ่ามือแดง” แหล่งภาพเขียนสีพบใหม่ ในตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี แหล่งภาพเขียนสีที่พบใหม่ชาวบ้านเรียกกันในชื่อ “ถ้ำฝ่ามือแดง” ตั้งอยู่บริเวณบ้านห้วยเหว่อ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ห่างจากชายแดนไทย-ลาวประมาณ ๑๐๐-๒๐๐ เมตร สภาพพื้นที่เป็นลานหินทรายสลับสูงต่ำ บริเวณที่พบภาพเขียนสีมีลักษณะเป็นหินทรายขนาดใหญ่ วางซ้อนทับกัน ขนาดเพิงหินยาว ๑๐.๓๐ เมตร สูง ๒.๔๑ เมตร วางตัวยาวในแนวแกนทิศตะวันออก-ตะวันตก หันหน้าไปทางทิศใต้ บริเวณด้านทิศใต้ของเพิงหินเป็นจุดที่พบภาพเขียนสี ภาพเขียนสีที่พบนั้นแบ่งออกได้เป็น ๓ กลุ่มตามตำแหน่งที่พบ กลุ่มที่ ๑ บริเวณผนังเพิงหินด้านนอก พบภาพเขียนสีจำนวน ๖ ภาพ ประกอบด้วยภาพสัตว์และภาพมือ เขียนด้วยสีแดงน้ำหมาก มีการใช้เทคนิคการเขียนสีหลายรูปแบบ เช่น การระบายทึบ การเขียนเฉพาะเส้นกรอบ การเขียนเส้นกรอบแล้วระบายทึบ และการทาสีลงบนฝ่ามือแล้ววางทาบลงไปบนแผ่นหิน กลุ่มที่ ๒ บริเวณผนังเพิงหินด้านใน ทิศตะวันตก พบภาพเขียนสีจำนวน ๔ ภาพ เป็นภาพสัตว์ ภาพมือ และบางภาพยังไม่สามารถจัดจำแนกได้ว่าเป็นภาพอะไร เขียนด้วยสีแดงน้ำหมาก ใช้เทคนิคแบบระบายทึบและการทาสีลงบนฝ่ามือแล้วทาบลงบนแผ่นหิน กลุ่มที่ ๓ บริเวณผนังหินด้านใน ทิศตะวันออก พบภาพเขียนสีจำนวน ๔ ภาพ วาดเป็นรูปสัตว์ บางภาพไม่สามารถจัดจำแนกได้ เขียนสีด้วยสีแดงน้ำหมาก ใช้เทคนิคการระบายทึบ การเขียนเส้นกรอบแล้วระบายทึบ จากการศึกษาพบว่าการเขียน “ภาพสัตว์” เป็นภาพที่พบมากที่สุด โดยพบถึง ๙ ภาพจากทั้งหมด ๑๔ ภาพ ส่วนภาพมือนั้นพบเป็นจำนวน ๒ ภาพ อีก ๓ ภาพ ไม่สามารถจัดจำแนกได้ว่าเป็นภาพอะไร โดยทั่วไปรูปแบบภาพเขียนสีสามารถจัดจำแนกได้ออกได้หลายรูปแบบ เช่น ภาพเสมือนจริงเลียนแบบธรรมชาติ (the naturalistically imitative form expression) ภาพนามธรรม (abstract) ภาพคตินิยม (idealism) และภาพสัญลักษณ์ (symbol)สำหรับภาพเขียนสีที่พบที่แหล่งโบราณคดีนี้จัดเป็นกลุ่มภาพเสมือนจริง วาดภาพเลียนแบบธรรมชาติ เช่น ภาพสัตว์ และภาพสัญลักษณ์ เช่น ภาพมือ สำหรับการแปลความภาพเขียนสีนั้นยังไม่สรุปความหมายได้อย่างแน่ชัด แต่อาจกล่าวได้ว่าการพบภาพสัตว์อาจสะท้อนให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมในอดีตของพื้นที่บริเวณนี้ ที่จะพบสัตว์เหล่านี้ได้ ส่วนภาพมือนั้นน่าจะเป็นสัญลักษณ์แทนตัวคนในอดีต ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่าตำแหน่งที่พบภาพมือนั้นจะประทับใกล้กับภาพสัตว์ ซึ่งคล้ายกับภาพมือที่พบที่ผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ที่จะประทับไว้กับภาพสัตว์ขนาดเล็กและใหญ่ ซึ่งอาจมีความหมายสื่อถึงพิธีกรรมการล่าสัตว์หรือจับสัตว์ จากลักษณะภาพเขียนสี อาจกำหนดอายุเชิงเทียบในเบื้องต้นได้ว่าอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ราว ๓,๐๐๐ – ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว สุดท้ายนี้ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี ขอขอบคุณ นายสุรศักดิ์ เมืองสุข กรรมการหมู่บ้านห้วยเหว่อ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ที่ประสานแจ้งข้อมูลการค้นพบ และขอขอบคุณอำเภอสิรินธร ที่กรุณาอำนวยความสะดวก ในการประสานงานเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งผู้นำชุมชน ในการร่วมสำรวจและนำทาง จนทำให้การปฏิบัติงานเป็นไปโดยความสำเร็จเรียบร้อย ผู้เรียบเรียง: นางสาวกัญญาภัค โต๊ะเฮ็ง นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี เอกสารอ้างอิง พเยาว์ เข็มนาค. “ศิลปะถ้ำในอุบลราชธานี” ประวัติศาสตร์และโบราณคดีอุบลราชธานี เอกสารการ สัมมนาประวัติศาสตร์และโบราณคดีอุบลราชธานี ๒๖-๒๘ กันยายน ๒๕๓๑ ณ หอประชุม อาการหอสมุด วิทยาลัยครูอุบลราชธานี. ม.ป.ท., ๒๕๓๑. ศิลปากร, กรม, กองโบราณคดี. ศิลปะถ้ำสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๓๙. ศิลปากร, กรม. รายงานสำรวจแหล่งภาพเขียนสีที่ อ.โขงเจียม อ.ศรีเมืองใหม่ กิ่งอ.โพธิ์ไทรจ.อุบลราชธานี. โครงการโบราณคดีประเทศไทย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), กองโบราณคดี, ๒๕๒๖. ศิลปากร,กรม, สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี. โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ในพื้นที่สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี (เล่ม ๑ : จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดยโสธร จังหวัดมุกดาหาร).อุบลราชธานี: ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุบลกิจออฟเซทการพิมพ์, ๒๕๖๓.


++++....... โคกอิฐ ร่องรอยโบราณสถานสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในจังหวัดนราธิวาส .......++++   ที่ตั้งของโคกอิฐ หมู่ที่ ๒ บ้านโคกไผ่ ตำบลพร่อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส  สภาพของโบราณสถาน  โคกอิฐมีสภาพเป็นโคกอยู่กลางทุ่งนา บนแนวสันทรายเก่าที่วางตัวในแนวทิศตะวันตกเฉียงใต้ – ตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากทะเลประมาณ ๑๐ กิโลเมตร มีคลองโคกไผ่ไหลผ่านทางด้านทิศเหนือ และมีคลองโคกอิฐ ไหลผ่านด้านทิศตะวันอก โดยคลอง ๒ สายนี้จะไหลไปรวมกันกลายเป็น “คลองลาน” จากนั้นไหลไปรวมกับ “คลองปูยู” ซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับแม่น้ำบางนราและแม่น้ำโก-ลก และแม่น้ำทั้ง ๒ นี้จะไหลไปรวมกันและออกสู่อ่าวไทยที่บ้านตาบา อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส  ทั้งนี้ในบริเวณกลางโคกซึ่งปรากฏแผ่นอิฐขนาดใหญ่วางกองเกลื่อนกลาดจำนวนมากนั้น มีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า “อิฐกอง” ตำนานและเรื่องราวเล่าขาน  ตำนานท้องถิ่นกล่าวกันว่าใต้พื้นดินในบริเวณอิฐกองนั้น ลึกลงไปมีทรัพย์สมบัติมากมายบรรจุอยู่ในไหโบราณ และไหนั้นถูกผูกตรึงไว้ด้วยมนตราอันแน่นหนาตามพิธีกรรมโบราณ และมีทวด(วิญญาณศักดิ์สิทธิ์)เรียกกันว่า “โต๊ะชาย” ๔ ตนคือ ลุงดำ ลุงอิน ลุงลาย และลุงเพชร ทำหน้าที่เฝ้าทรัพย์สินเหล่านี้ และชาวบ้านมักนิยมไปบนบานกับโต๊ะชายอยู่เป็นเนืองนิตย์ พื้นที่แห่งนี้จึงถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านมาจนปัจจุบัน โบราณวัตถุ  บริเวณโคกอิฐมีการพบโบราณวัตถุจำนวนมากเช่น อิฐมีจารึกตัวอักษรกวิ (กะวิ) ภาษาสันสกฤต กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ปรากฏตัวจารึก ๔ อักษร อ่านว่า “มิตฺรา ว.......” แปลว่า พระอาทิตย์...” ชิ้นส่วนพวยกาดินเผา ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ ซ่งใต้ หยวน และชิง ลูกปัด พระพุทธรูปหรือพระโพธิสัตว์สำริด ชิ้นส่วนเครื่องใช้ทองเหลือง  นอกจากนี้ในบริเวณแนวรอบตัวสันทรายซึ่งเป็นที่ตั้งของโคกอิฐ ยังเคยมีการขุดพบการปักท่อนไม้เนื้อแข็งเป็นลักษณะคล้ายเป็นรั้วหรือกำแพง และในพื้นที่รอบโคกอิฐซึ่งปัจจุบันเป็นที่นานั้น เคยมีการขุดพบเสากระโดงเรือ สมอเรือ และเปลือกหอยทะเลด้วย การกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา กรมศิลปากร ได้ส่งตัวอย่างอิฐจากโคกอิฐไปหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธีเรืองแสงความร้อน(Thermoluminescence)ที่ Artemis Testing Lab ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ค่าอายุ ๑,๒๐๐ ± ๑๘๐ และ ๑,๖๐๐ ± ๓๐๐ ปี มาแล้ว  สรุปผลการกำหนดอายุ การศึกษาโบราณวัตถุที่พบประกอบการพิจารณาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เห็นว่าที่โคกอิฐแห่งนี้ มีการพบอิฐที่กำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ พระพุทธรูปหรือพระโพธิสัตว์สำริดกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๕ ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หยวน กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ จารึกอักษรกวิกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ และยังพบชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๔-๒๕  จึงอาจสรุปในเบื้องต้นได้ว่าโบราณโคกอิฐมีการใช้พื้นที่และสร้างศาสนสถานมาตั้งแต่ราวช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ หรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย ต่อมาได้เจริญรุ่งเรืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ -๑๘ เนื่องจากพบเครื่องถ้วยจีนในสมัยนี้เป็นจำนวนมาก และมีการยุติการใช้พื้นที่ไประยะหนึ่งในราวพุทธศตวรรษที่๑๙-๒๐ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๔-๒๕ จึงได้มีการกลับเข้ามาใช้พื้นที่บริเวณนี้อีกครั้งหนึ่ง และมีการอยู่อาศัยสืบเนื่องมาจนกระทั่งปัจจุบัน ------------------------------------------------------------- เรียบเรียงโดย นายสารัท ชลอสันติสกุล นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา


รายงานการเดินทางไปปฏิบัติราชการ  ณ  ประเทศออสเตรเลีย และ ประเทศนิวซีแลนด์ 1.      ชื่อโครงการ  โครงการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย  ณ  ประเทศออสเตรเลีย และ ประเทศนิวซีแลนด์ 2.      วัตถุประสงค์   1.      ส่งเสริม  สนับสนุนการเสริมสร้างความสัมพันธ์  และวัฒนธรรมระหว่างประเทศตามนโยบายของรัฐบาล 2.      เพื่อใช้วัฒนธรรมเป็นสื่อการของการกระชับความสัมพันธ์กันระหว่างประเทศโดยผ่านการแสดงนาฏศิลป์  ดนตรีชั้นสูง  ของกรมศิลปากร  และเป็นการเสริมสร้างพันธมิตรทางวัฒนธรรมเพื่อประโยชน์ทางการเมือง  เศรษฐกิจ  ละสังคมในระยะยาว 3.      เพื่อแรกเปลี่ยนองค์ความรู้  และงานวิชาการเพื่อพัฒนาการแสดงนาฏศิลป์  และดนตรีของไทย 4.      เพื่อส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรม  เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีในมิติทางวัฒนธรรมระหว่างองค์กรทางด้านศิลปวัฒนธรรม  ซึ่งจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศทางตะวันตก  เพื่อจะได้ขยายความร่วมมือทางด้านอื่นๆ  ต่อไป 5.       เพื่อให้ประเทศไทยมีบทบาทในการใช้การแสดงบนเวที  ด้านวัฒนธรรมระหว่างประเทศ  ซึ่งเป็นเกียรติภูมิให้แก่ประเทศไทยและสร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนไทยรวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในการเมืองและเศรษฐกิจของไทยมากขึ้น   3.      กำหนดเวลา  ระหว่างวันที่  30  มี.ค. 2559 – 15  เม.ย. 2559 4.      สถานที่  ประเทศออสเตรเลีย และ ประเทสนิวซีแลนด์ 5.      หน่วยงานผู้จัด  สำนักการสังคีต  กรมศิลปากร  กระทรวงวัฒนธรรม 6.      หน่วยงานสนับสนุน  กระทรวงการต่างประเทศ 7.      กิจกรรม วันที่ เวลา รายการแสดง สถานที่ พุธ 30 มีค. 14.00 19.20 ผู้เดินทาง ออกเดินทางโดยรถโค้ช ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 475 ไปยังนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย (ใช้เวลา 9 ชม.) สำนักการสังคีต สนามบินสุวรรณภูมิ พฤหัส 31 มีค. 8.20   12.00 13.00   16.30 เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติ (เวลาท้องถิ่นออสเตรเลียเร็วกว่าไทย 4 ชม.) รับประทานอาหารกลางวัน (ทัวร์จัด) เดินทางไปยังกรุงแคนเบอร์ร่าโดยรถโค้ช (ใช้เวลาเดินทาง 3.5 ชม.) ถึงกรุงแคนเบอร์ร่า ดูสถานที่จัดการแสดง และเก็บอุปกรณ์การแสดง รับประทานอาหารเย็น  (ทัวร์จัด) เดินทางเข้าพักโรงแรม.Mantra on Northboume ที่อยู่ 84 Northboume Ave. Canberra 2612 โทร + 621 6243 2500 นครซิดนีย์           LLEWELLYN HALL Mantra on Northboume Canberra ศุกร์ 1 เม.ย.     8.25 8.40       9.00 17.00 18.00-19.00 19.00-19.20   19.20 - 20.00 (40 นาที) 20.00 -20.15      20.20 -21.00      (40 นาที)                 22.00 น. รับประทานอาหารเช้าที่พัก คณะพร้อมที่ Lobby ออกเดินทางไปยัง LLEWELLYN HALL ที่อยู่ Australian National University Building 100 William Herbert Place. Canberra  ACT 2601 ซ้อมการแสดง นักแสดงพร้อม งานเลี้ยงรับรอง เปิดงาน / การแสดงช่วงที่ 1 การอธิบายเกี่ยวกับโขน โขน ชุด รามาวตาร (ลักสีดา ถวายพล ยกรบ)   พัก 15 นาที การแสดง ช่วงที่ 2 ประกอบด้วย 1.เดี่ยวระนาด 2.การแสดง 4 ภาค       -ฟ้อนขันดอก ออกฟ้อนผาง      - ตารีกีปัสออกยอเก็ต         - ระบำต้นวรเชษฐ์                                 - ไทภูเขาออกเซิ้งกะโป๋                           3.ฟินาเล่ย์ (เหนือ  ใต้  กลาง  อีสาน ถือธง)  เก็บสัมภาระที่สถานทูต และแยกชุดไปเมือง จีลอง เดินทางกลับโรงแรมที่พัก                     LLEWELLYN HALL กรุงแคนเบอร์ร่า ออสเตรเลีย                   สถานทูต   Mantra on Northboume Canberra เสาร์ 2 เม.ย.   8.30 8.45   9.00 10.30-12.00 (1.30 นาที)             12.00-13.30   บ่าย         เย็น รับประทานอาหารเช้าที่พัก (นักแสดงแต่งหน้าไป สัมภาระพร้อมที่ Lobby /Check out ออกเดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์ร่า ถึงสถานเอกอัครราชทูต สาธิตการแสดงโขนและนาฏศิลป์  ประกอบด้วย 1. ระบำโบราณคดีศรีสยาม 2. แสดงอารมณ์ (พระ  นาง   ยักษ์  ลิง)                            3. การต่อสู้ด้วยพลอง - ไม้สั้น 4. โขน ชุด หนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา                               และ WORKSHOP  (สอนโขนพื้นฐานแก่เยาวชนไทย)   เอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์ร่า เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันแก่คณะผู้เข้าร่วมกิจกรรม ออกเดินทางไปยังนครซิดนีย์ โดยรถโค้ช (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3.5 ชั่วโมง) check in ที่ โรงแรม Central Station ที่อยู่ 75  Wentworth  Ave,Sydney NSW 2000 (เก็บอุปกรณ์การแสดง ณ Depot) อัธยาศัย                       ศาลาไทย สถานเอกอัครราชทูต กรุงแคนเบอร์ร่า ออสเตรเลีย               Central Station เมือง Sydney เสาร์ 2 เม.ย. เช้า 05.30 06.40   07.50     12.25     14.30       16.00 17.30 18.55 รับประทานอาหารเช้าที่พัก (ขอโรงแรมเตรียมให้) Check out  และ ฝากสัมภาระไว้ที่คณะ เดินทางไปยังนครเมลเบิร์น โดยสายการบิน Qantas  เที่ยวบินที่ QF 1527 เดินทางถึงท่าอากาศยานนครเมลเบิร์น/ เดินทางต่อไปยัง Steampacket Gardens เมืองจีลอง โดยรถยนต์ (ใช้เวลา 1 ชม.) การแสดงนาฏศิลป์ ดนตรี (25 - 30 นาที) 1. โขน ชุด ยกรบ 2. โขน ชุด หนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา การแสดงนาฏศิลป์ ดนตรี (25 - 30 นาที) 1. โขน ชุด ยกรบ 2. โขน ชุด หนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา   ออกเดินทางไปท่าอากาศยาน Avlon (20 นาที)เดินทางกลับนครซิดนีย์ โดยเที่ยวบิน JQ 608 เดินทางถึงท่าอากาศยานนครซิดนีย์ เดินทางไปโรงแรม Central Station สมทบ กับคณะฯ / Check in                 Steampacket Gardens เมืองจีลอง Steampacket Gardens เมืองจีลอง         Central Station เมือง Sydney อาทิตย์ 3 เม.ย.     8.15 8.30 10.00-12.00 (2 ชม.)       12.30   14.30 20.00   รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก เตรียมอุปกรณ์การแสดง คณะพร้อมที่ Lobby ออกเดินทางไปยังสโมสรทหารผ่านศึก สาธิตการแสดงโขนสำหรับชุมชนไทย (30 นาที)  1.โขน  ชุด หนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา 2. โขน ชุด ยกรบ  และ  WORKSHOP  (สอนโขนพื้นฐานแก่เยาวชนไทย) รับประทานอาหารกลางวัน เก็บสัมภาระ ทัศนศึกษา/Paddy Market  (อัธยาศัย) เดินทางกลับโรงแรม   นครซิดนี่ย์ ออสเตรเลีย     ห้องโถง สโมสรทหารผ่านศึก (RSL Paddington)                                     Central Station เมือง Sydney จันทร์ 4 เม.ย.     รอยืนยัน รับประทานอาหารเช้าที่พัก กำหนดการที่นครซิดนีย์ (ตามอัธยาศัย) นัดทานข้าวเย็น  (หัวหน้าคณะเลี้ยง) นครซิดนีย์ ออสเตรเลีย รอยืนยัน อังคาร  5 เม.ย.   05.00 น. 05.30 น. 9.25         14.40 น. (รอยืนยัน)           เย็น รับประทานอาหารเช้าที่พัก (ขอโรงแรมเตรียมให้) สัมภาระพร้อมที่ Lobby /Check out ออกเดินทางไปท่าอากาศยานนครซิดนีย์ คณะนาฏศิลป์ ดนตรี จนท.กต. และสื่อมวนชน ออกเดินทางไปยังกรุงเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ โดยสายการบิน  Air New Zealand เที่ยวบินที่ NZ 846 (ใช้เวลา 3 ชั่วโมง 15 นาที) เดินทางถึง ท่าอากาศยาน กรุงเวลลิงตัน (เวลาท้องถิ่นที่ นิวซีแลนด์ เร็วกว่าออสเตรเลีย 2 ชั่วโมง เร็วกว่าไทย 5 ชั่วโมง) เดินทางไปยังโรงแรม CityLife Willington - A HeriTage Hotel ที่อยู่ 14 Gilmer Terrace , Wellington, 6011, New Zealand  โทร +644-922 2800 สถานทูตลี้ยงอาหารเย็น (อาหารกล่อง)                 กรุงเวลลิงตัน     CityLife Willington - A HeriTage Hotel     รอยืนยัน พุธ  6 เม.ย.   รอยืนยัน 9.00 10.00-12.00     14.00-17.00 เย็น รับประทานอาหารเช้าที่พัก คณะพร้อมที่ Lobby ออกเดินทางไปโรงละคร ST.JAMES ผู้แทนนักแสดงและช่างเทคนิคร่วมประชุมกับผู้แทนโรงละคร หารือการเตรียมการซ้อมใหญ่ ผู้แสดงซ้อมการแสดง ของวันที่ 7 เมย. ซ้อมตามลำดับขั้นตอนของงานจริง ทัศนศึกษา เดินทางกลับโรงแรมที่พัก     โรงละคร ST.JAMES     CityLife Willington - A HeriTage Hotel   พฤหัส 7 เม.ย.   รอยืนยัน   9.00-12.00 13.00-14.30 18.00 19.00     19.20 -20.00  (40 นาที) 20.00 -20.15      20.15 - 21.00      (40 นาที)           รับประทานอาหารเช้าที่พัก คณะพร้อมที่ Lobby เดินทางไปโรงละคร ST.JAMES เตรียมการแสดง ซ้อมการแสดง ซ้อมใหญ่ตามลำดับขั้นตอนของงานจริง คณะนักแสดงพร้อม พิธีเปิดงาน ร่วมพิธีต้อนรับแบบเมารี (ตัวพระราม และ ลิง) แนะนำโขนด้วยการฉาย วีดีโอ       โขน ชุด รามาวตาร (ปราบนนทุก ลักสีดา) พัก 15 นาที โขน ชุด รามาวตาร (รบสดายุ ถวายพล ยกรบ ครองเมือง) จบการแสดง - พิธีกรกล่าวแนะนำทีม ครูน้อย (กรมศิลปากร) - พิธีกรกล่าวแนะนำทีม อ.แตง   เดินทางกลับโรงแรมที่พัก           โรงละคร ST.JAMES                       CityLife Willington - A HeriTage Hotel ศุกร์ 8 เม.ย.   รอยืนยัน รอยืนยัน   10.30-11.00         รอยืนยัน   รับประทานอาหารเช้าที่พัก คณะพร้อมที่ Lobby ออกเดินทางไปยังเมือง Paraparaumu โดยรถโค้ช (ใช้เวลา 45 นาที) สาธิตการแสดงโขน (20-30 นาที) 1. แสดงอารมณ์ (พระ  นาง   ยักษ์  ลิง )                            2. การต่อสู้ด้วยพลอง - ไม้สั้น (ไม่ต้องไหว้ครู) 3. โขน ชุด ยกรบ   เดินทางกลับกรุงเวลลิงตัน เข้าพักโรงแรม           Hall  โรงเรียน Kapiti College เมือง Paraparaaumu นิวซีแลนด์ CityLife Willington - A HeriTage Hotel   เสาร์ 9 เม.ย.   รอยืนยัน   รอยืนยัน 13.00- 13.45                     16.00 16.30-17.00 (30 นาที)   18.30-19.00 (30 นาที)   รับประทานอาหารเช้าที่พัก คณะพร้อมที่ Lobby ออกเดินทางไป Odlins Plaza ตัวพระราม และลิง ซ้อมพิธีต้อนรับแบบเมารี การแสดงนาฏศิลป์ในเทศกาลไทย (45 นาที) การแสดง 4 ภาค -          ฟ้อนขันดอก/ฟ้อนผาง  -          ตารีกีปัส/ยอเก็ต            -          การต่อสู้ด้วยพลอง - ไม้สั้น/ ระบำต้นวรเชษฐ์ -          ไทภูเขาออกเซิ้งกะโป๋            การร่วมพิธีต้อนรับแบบเมารี (พระราม และลิง)      1. โขน ชุด พระรามตามกวาง 2. โขน ชุด หนุมานกับนางสุพรรณมัจฉา   โขน  ชุด ยกรบ   เดินทางกลับที่พัก           Odlins Plaza กรุงเวลลิงตัน นิวซีแลนด์                     CityLife Willington - A HeriTage Hotel อาทิตย์ 10 เม.ย.   รอยืนยัน   13.00- 13.45                  16.30-17.00 (30 นาที)   18.30-19.00 (30 นาที)   รับประทานอาหารเช้าที่พัก คณะพร้อมที่ Lobby ออกเดินทางไป Odlins Plaza การแสดงนาฏศิลป์ในเทศกาลไทย (45 นาที) การแสดง 4 ภาค -          ฟ้อนขันดอก/ฟ้อนที     -          มารากัส/ยอเก็ต            -          การต่อสู้ด้วยพลอง - ไม้สั้น/ ระบำต้นวรเชษฐ์ -          ไทภูเขา/กั๊บแก๊บ/ลำเพลิน          1. โขน ชุด พระรามตามกวาง 2. โขน ชุด หนุมานกับนางสุพรรณมัจฉา   โขน  ชุด ยกรบ   เดินทางกลับที่พัก         Odlins Plaza กรุงเวลลิงตัน นิวซีแลนด์                     CityLife Willington - A HeriTage Hotel จันทร์ 11 เม.ย.     8.30           11.00-12.00              รอยืนยัน           เย็น รับประทานอาหารเช้าที่พัก (นักแสดง แต่งหน้า ทำผม ณ ที่พัก ) สัมภาระพร้อมที่ Lobby / Check out (แยกเสื้อผ้ากระเป๋าเล็กสำหรับค้างคืนที่โรโตรัว ส่วนเครื่องและอุปกรณ์การแสดงจะส่งแยก/เก็บที่วัดญาณประทีป นครโอ๊คแลนด์ หรือไว้ในรถ) ออกเดินทางไปยัง N. Z. School of Dance (ใช้เวลาประมาณ 30 นาที) การสาธิตการแสดงโขน (45นาที ) 1. ระบำโบราณคดีศรีสยาม 2. แสดงอารมณ์ (พระ  นาง   ยักษ์  ลิง )                            3.การต่อสู้ด้วยพลอง - ไม้สั้น 4. โขน  ชุด ยกรบ เก็บสัมภาระ ออกเดินทางจากกรุงเวลลิงตันโดยรถโค้ช (ใช้เวลา 6 ชม.) เดินทางถึงเมืองโรโตรัว check in ที่โรงแรม Tuscany Villas Rotorua ที่อยู่ 280 Fenton St, Rotorua3010, New Zealand โทร. +647-348 3500 ตามอัธยาศัย                   N. Z School of Dance เขตนิวทาวน์ กรุงเวลลิงตัน นิวซีแลนด์         Tuscany Villas Rotorua     อังคารที่ 12 เม.ย.   รอยืนยัน               เย็น รับประทานอาหารเช้าที่พัก สัมภาระพร้อมที่ Lobby / Check out ทัศนศึกษาเมืองโรโตรัว ออกเดินทางไปนครโอ๊คแลนด์ โดยรถโค้ช (ใช้เวลา 3 ชม.) เดินทางถึงนครโอ๊คแลนด์ check in ที่โรงแรม Rydges Auckland ที่อยู่ 59 Federal Street,Auckland 1010, New Zealand  โทร.+649-375 5900 กระทรวงเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเย็น       เมืองโรโตรัว       โรงแรม Rydges Auckland   รอยืนยัน พุธที่13 เม.ย.     รอยืนยัน รับประทานอาหารเช้าที่พัก กำหนดการที่นครโอ๊คแลนด์ (ตามอัธยาศัย) นัดทานข้าวเย็น (หัวหน้าคณะเลี้ยง) นครโอ๊คแลนด์ นิวซีแลนด์ รอยืนยัน พฤหัส 14 เม.ย.   รอยืนยัน     รอยืนยัน 17.00 18.00     18.15-19.00                   19.00-20.00 รับประทานอาหารเช้าที่พัก คณะพร้อมที่ Lobby ออกเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี แห่ง Auckland เดินทางถึง/ดูสถานที่และซ้อมการแสดง คณะนักแสดงพร้อม พิธีเปิดงาน ออท. ณ กรุงเวลลิงตันกล่าวเปิดงาน พิธีกรแนะนำชุดการแสดง การแสดงโขนและนาฏศิลป์  (45 นาที) 1. ระบำโบราณคดีศรีสยาม 2. โขน ชุด ยกรบ 3. การแสดง 4 ภาค -          ฟ้อนขันดอก -          ตารีกีปัส -          การต่อสู้ด้วยพลอง - ไม้สั้น / ระบำต้นวรเชษฐ์ -          ไทภูเขา/ เซิ้งกะโป๋       งานเลี้ยงรับรอง   - เก็บสัมภาระ เดินทางกลับที่พัก                                   ลานเอนกประสงค์ภายในอาคารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี (Auckland University of Technology -AUT)         โรงแรม Rydges Auckland ศุกร์ที่15 เม.ย.   08.00 น. 09.00 น.   13.10 น.     20.25 น. รับประทานอาหารเช้าที่พัก สัมภาระพร้อมที่ Lobby / Check out ออกเดินทางปยังท่าอากาศยานนานาชาติ นครโอ๊คแลนด์ เดินทางกลับประเทศไทยโดยสายการบินไทยเที่ยวบินที่ TG 492 (ใช้เวลาเดินทาง 12 ชั่วโมง 15 นาที) เดินทางถึงกรุงเทพฯ (เวลาประเทศไทย ช้ากว่านิวซีแลนด์ 5 ชม.) เดินทางจากสนามบินโดยรถโค้ช ถึงสำนักการสังคีต               สุวรรณภูมิ 8.      คณะผู้แทนไทย  ประกอบด้วย  ข้าราชการ  กรมศิลปากร จำนวน  36  คน 1.       นายลสิต  อิศรางกูร ณ อยุธยา                   นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการพิเศษ 2.       นางสาววันทนีย์  ม่วงบุญ                         ผู้ชำนาญการศิลปะการแสดง 3.       นายสมชาย  อยู่เกิด                               นาฏศิลปินชำนาญงาน 4.       นางสาวมณีรัตน์  มุ่งดี                             นาฏศิลปินชำนาญงาน 5.       นางสาวรจนา  ทับทิมศรี                          นาฏศิลปินชำนาญงาน 6.       นายพรเลิศ  พิพัฒน์รุ่งเรือง                             นาฏศิลปินชำนาญงาน 7.       นางสาวเอกนันท์  พันธุรักษ์                      นาฏศิลปินชำนาญงาน 8.       นางสาวจริยา   แดงรุณ                           นาฏศิลปินปฏิบัติงาน 9.       นายจุลทรัพย์  ดวงพัตรา                          นาฏศิลปินชำนาญงาน 10.   ว่าที่ ร.ต.เอกสิทธิ์ เนตรานนท์                     นาฏศิลปินชำนาญงาน 11.   นายอนุชา สุมามาลย์                                                  นาฏศิลปินปฏิบัติงาน 12.   นายปรัชญา  ชัยเทศ                                                  นาฏศิลปินชำนาญงาน 13.   นายสุวรรณ  กลิ่นอำพร                                             นาฏศิลปินชำนาญงาน 14.   นางสาวจุฑามาศ  สกุลณี                                          นาฏศิลปินชำนาญงาน 15.   นางสาวกษมา  ทองอร่าม                                          นาฏศิลปินชำนาญงาน 16.   นางสาวอาภัสรา  นกออก                                         นาฏศิลปินปฏิบัติงาน 17.   นายศุภชัย  ศุภรกุล                                                    นาฏศิลปินปฏิบัติงาน 18.   นายคณิต  เพิ่มสิน                                                       นาฏศิลปินปฏิบัติงาน 19.   นายสิบทิศ คาระวะ                                                     นาฏศิลปินปฏิบัติงาน 20.   นายสุเมธ  พิสัยพันธ์                                                   นาฏศิลปินปฏิบัติงาน 21.   นายบัญชา สุริเจย์                                                       นาฏศิลปินปฏิบัติงาน 22.   นางสาว ธาราทิพ   วังกาวี                                        นาฏศิลปินปฏิบัติงาน 23.   นายอรรถพล   อ่อนสุวรรณ                                      นาฏศิลปินปฏิบัติงาน 24.   ว่าที่ ร.ต. พงษ์พิพัฒน์  สุวรรณมาลา                       นาฏศิลปินปฏิบัติงาน 25.   นายศรุต นนทประดิษฐ์                                              นาฏศิลปินปฏิบัติงาน 26.   นายไชยวัฒน์  ธรรมวิชัย                                           นาฏศิลปินปฏิบัติงาน 27.   นางสุพรทิพย์  ศุภรกุล                                               นาฏศิลปินชำนาญงาน 28.   นางสาวเพ็ญศิริ โกมลวัจนะ                                       นาฏศิลปินปฏิบัติงาน 29.   นายกัญจนปกรณ์ แสดงหาญ                            คีตศิลปินอาวุโส 30.   นายนิเวศน์  ฤาวิชา                                                     ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน 31.   นายอนุชา บริพันธุ์                                                      ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน 32.   นางสาวเจริญศรี  แย้มสุวรรณ                                  ดุริยางคศิลปินอาวุโส 33.   นายสุรสิทธิ์  เขาสถิตย์                                               ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน 34.   นายสุราช  ใหญ่สูงเนิน                                              ดุริยางคศิลปินปฏิบัติงาน 35.   นายมารุต มากเจริญ                                                   ดุริยางคศิลปินปฏิบัติงาน 36.   นายวิรัตน์  คำแข็งขวา                                               ช่างไฟฟ้าชำนาญงาน   9.      สรุปสาระของกิจกรรม               ตามที่ได้มีการจัดทำโครงการจัดการแสดง  และแลกเปลี่ยนทางด้านวัฒนธรรมการแสดงนาฏศิลป์ไทย  และดนตรีไทย  เพื่อสร้างและตอบสนองภารกิจหลักขององค์กรในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาติให้ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก รวมทั้งพัฒนาศักยภาพของศิลปิน นักวิชาการที่ปฏิบัติงานด้านศิลปะการแสดงให้มีความรู้ประสบการณ์ในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป จะเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมอันนำไปสู่ความเข้มแข็งให้แก่ประเทศชาติอีกวิทีหนึ่ง  อนึ่ง  ภารกิจนี้สามารถสร้างเครือข่ายด้านศิลปวัฒนธรรม  และกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วยมิติทูตวัฒนธรรมอันจะส่งผลให้เกียรติภูมิของชาติแพร่หลายในวงกว้างยิ่งขึ้น  โดยสำนักการสังคีต  กรมศิลปากร  เป็นผู้รับผิดชอบ  จากการดำเนินงานในครั้งนี้  ได้มีการแสดงโขนและการแสดงสี่ภาคเนื่องในการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา  7  รอบ  12  สิงหาคม  ณ กรุงแคนเบอร์ร่า   ประเทศออสเตรเลีย และการแสดงโขน  และการแสดงสี่ภาค  เนื่องในโอกาสครบรอบ  60  ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างประเทศไทยกับประเทศนิวซีแลนด์  ณ  กรุงเวลลิงตัน  ประเทศนิวซีแลนด์ 10.  ข้อเสนอแนะจากกิจกรรม               สมควรให้การสนับสนุนการเดินทางไปปฏิบัติราชการเพื่อจัดการแสดง และแลกเปลี่ยนทางด้านวัฒนธรรมการแสดงนาฏศิลป์ไทย  และดนตรีไทย  เช่น 1.       เป็นการส่งเสริมให้บุคลากร  ได้รับความรู้และประสบการณ์ เพื่อพัฒนาศักยภาพและนำความรู้มาบูรณาการกับการปฏิบัติงานในองค์กร 2.       เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี  เพื่อสร้างเครือข่ายทางพันธมิตรระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ  โดยใช้วัฒนธรรมเป็นสื่อกลางในการกระชับความสัมพันธ์และติดต่อทางด้านเศรษฐกิจ                                                                                    ( นายสมชาย  อยู่เกิด )                                                                    รักษาการในตำแหนง  นาฏศิลปินอาวุโส                                                                          ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ


         แม้เวลาล่วงเลยมากว่า ๑๑๒ ปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต แต่พระราชกรณียกิจอันทรงปฏิบัติสืบมาตลอดพระชนม์ชีพยังคงเป็นที่จดจำ ทำให้ทุกวันที่ ๒๓ ตุลาคมของทุกปี เป็นวันที่ควรค่าแก่การรำลึกถึงพระพุทธเจ้าหลวงผู้เป็นที่รักของปวงประชา วันนี้ เพจคลังกลางฯ ขอร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ นำเสนอวัตถุเป็น “ย่ามหนัง” ของขวัญพระราชทานฝากจากยุโรป สื่อแสดงพระราชไมตรีต่อคณะสงฆ์อนัมนิกาย        เบื้องต้นเท้าความถึงจุดเริ่มต้นของคณะสงฆ์อนัมนิกาย เข้ามาอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยลัทธิประเพณี และธรรมเนียมปฏิบัติของมหายานนิกาย โดยโปรดเกล้าฯ ให้นิมนต์เจ้าอาวาสวัดญวนตลาดน้อย (องฮึง) เข้าเฝ้าสนทนาจนเป็นที่ต้องพระราชอัธยาศัย ต่อมาจึงโปรดให้ทำการปฏิสังขรณ์วัดญวนตลาดน้อย และมีพระบรมราชานุญาติให้คณะอนัมนิกายร่วมประกอบพิธีสำคัญในราชสำนัก ล่วงถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงอุปถัมภ์วัดอนัมนิกายสืบมา โดยพระราชทานนามวัดอุภัยราชบำรุง (อุภัย หมายถึง ทั้งสอง) อันมีความหมายว่า อารามอันสองกษัตริย์ทรงอุปถัมภ์ และโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์ “องฮึง” ขึ้นที่ “พระครูคณานัมสมณาจารย์” ปฐมเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย ปฏิบัติหน้าที่ดูแลคณะสงฆ์อนัมนิกาย ภายใต้สังฆมลฑลในพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช        โดยหนึ่งในหลักฐานที่แสดงถึงพระราชไมตรีต่อคณะสงฆ์อนัมนิกาย คือ ถุง (ย่าม) หนังคุณภาพดีจากยุโรป สีน้ำตาลเหลือง ร้อยสายสะพายด้วยเชือกเกลียวสีน้ำตาล พิมพ์ลายดาราและพระปรมาภิไธยย่อ จปร ระบุข้อความ ของพระราชทานฝาก เมื่อเสด็จพระราชดำเนินประเทศยุโรป รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๖ มีประวัติระบุว่า “พระคณานัมสมจารย์ (องสุตบทบวร) ถวายเมื่อ ๒๐ มกราคม ๒๔๗๓” ทั้งนี้ จากการตรวจสอบประวัติของผู้มอบย่ามหนังชิ้นนี้ พบว่ามีประเด็นศึกษาที่น่าสนใจว่า... พระคณานัมสมณาจารย์ (องสุตบทบวร) ผู้ถวายถุง (ย่าม) หนังชิ้นนี้คือใคร?        ทั้งนี้ จากการตรวจสอบรายนามเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย มีผู้ดำรงสมณศักดิ์พระครูคณานัมสมณาจารย์ถึง ๙ องค์ ทว่า ในช่วงรัชกาลที่ ๕ มีพระเถระดำรงสมณศักดิ์ดังกล่าวเพียง ๔ องค์ คือ พระครูฮึง (วัดอุภัยราชบำรุง) พระครูกร่าม (วัดอนัมนิกายาราม) พระครูจี๊หลับ (วัดสมณานัมบริหาร) และพระครูทันเคี้ยด (วัดอุภัยราชบำรุง) ส่วนนาม “องสุตบทบวร” เป็นลำดับฐานานุกรมในพระครูคณานัมฯ ตำแหน่งปลัดซ้าย นำมาซึ่งข้อสันนิษฐานว่าผู้ถวายถุง (ย่าม) หนังชิ้นนี้ อาจเคยดำรงตำแหน่งองสุตบทบวรในสมัยรัชกาลที่ ๕ กระทั่งต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งพระครูคณานัมสมณาจารย์ในสมัยรัชกาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๗๓)         แม้ไม่มีการระบุช่วงเวลาดำรงตำแหน่งของคณะสงฆ์อนัมนิกายอย่างชัดเจน แต่ “บัญชีบรรพชิตมหายาน ฝ่ายคณะอานัมนิกายแลคณะจีน ศก ๑๑๖” (๑๐ ปีก่อนเสด็จประพาสยุโรป) ระบุว่าพระครูคณานัมฯ ขณะนั้นสถิต ณ วัดสมณานัมบริหาร ดังนั้น ย่ามหนังชิ้นนี้จึงต้องเป็นของขวัญพระราชทานตั้งแต่ช่วงพระครูจี๊หลับเป็นต้นไป ซึ่งสอดรับกับประวัติของ “เวียงหมาง-มัก” ผู้ดำรงตำแหน่งองสุตบทบวรในพระครูทันเคี้ยด สมัยรัชกาลที่ ๕ และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระครูคณานัมสมณาจารย์ เจ้าคณะใหญ่อนัมนิกายลำดับที่ ๖ เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๔๗๓        จึงพอสรุปได้ว่าถุง (ย่าม?) หนังคุณภาพดีชิ้นนี้ คงเป็นของขวัญพระราชทานแก่พระเถระผู้ใหญ่อนัมนิกาย ตั้งแต่พระครูคณานัมสมณาจารย์ (ทันเคี้ยด) และฐานานุกรม ทั้งพระครูบริหารอนัมพรต องสรภาณมธุรส (เหมิกโงน-บี๊) องสุตบทบวร (เวียงหมาง) องสรพจนสุนทร (เพื้องเกี่ยน) องพจนกรโกศล (เท้ย) และองอนนญ์สรภัญ (ตึ๊ลิน) กระทั่งองสุตบทบวร (เวียงหมาง) ได้รับการสถาปนาขึ้นที่พระครูคณานัมฯ จึงถวายถุง (ย่าม?) นี้ไว้เป็นสมบัติของชาติ โดยปัจจุบันเคลื่อนย้ายจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มาเก็บรักษาที่อาคารคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ          เผยแพร่โดย ศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ และพลอยไพลิน ปุราทะกา ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ / ภาพโดย กิตติยา เชื้อทอง นายช่างภาพปฏิบัติงาน / เทคนิคภาพโดย พลอยไพลิน ปุราทะกา ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร


  ๑.ชื่อโครงการ   โครงการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระหว่างไทย-ออสเตรเลีย และ ไทย-นิวซีแลนด์ ครั้งที่ ๓ ๒. วัตถุประสงค์          ๒.๑ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและผลักดันโครงการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระหว่างไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์ ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น          ๒.๒ เพื่อหารือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความร่วมมือ และการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย         ๓. กำหนดเวลา  ระหว่างวันที่ ๖ – ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ ๔. สถานที่                 ๔.๑ นครโอ๊คแลนด์ และ เมืองเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์           ๔.๒ นครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ๕. หน่วยงานผู้จัด            กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ ๖. หน่วยงานสนับสนุน                ไม่มี ๗. กิจกรรม          ๗.๑ ข้าราชการกรมศิลปากร จำนวน ๑ คน ในคณะเดินทางไปราชการครั้งนี้จำนวนทั้งสิ้น ๒๑ คน เข้าพบหารือกับหน่วยงานด้านการศึกษาและวัฒนธรรม โดยการแนะนำภารกิจของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และหารือแนวทางเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย          ๗.๒ คณะเดินทางได้ศึกษาดูงานสถานที่สำคัญทางการศึกษา ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศออสเตรเลีย   ๘. คณะผู้แทนไทย           ๑. นางวิไลลักษณ์  เกียรติธีรรัตน์   นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ                                                 กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม           ๒. คณะเดินทางจากหน่วยงานอื่นในรายละเอียดดังแนบ (รวม ๒๑ คน) ๙. สรุปสาระของกิจกรรม วันแรก (วันเสาร์ที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙)       ๑๖.๓๐ น.                              คณะพบกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ๑๘.๔๕ น.                              คณะออกเดินทางไปยังนครโอ๊คแลนด์ โดยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG491 (ระยะเวลาเดินทาง ๑๑ ชั่วโมง) วันที่สอง (วันอาทิตย์ที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙)   ๑๐.๔๕ น.                              - คณะเดินทางถึงท่าอากาศยานนครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์                                          - เดินทางไปยังโรงแรมที่พัก โรงแรม Stamford ๑๒.๐๐-๑๓.๐๐ น.                     - รับประทานอาหารเที่ยง ๑๕.๐๐-๑๖.๓๐ น.                     - ศึกษาสถานที่สำคัญในนครโอ๊คแลนด์ ๑๘.๐๐ น.                              - รับประทานอาหารค่ำ วันที่สาม (วันจันทร์ที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙)    ๐๗.๐๐ น.                              - รับประทานอาหารเช้า ๑๐.๐๐ น.                              - เข้าพบและหารือ Auckland University of Technology (AUT)                                          - เรื่อง Faculty of Design and Creative Technologies และด้าน Applied Sciences เพื่อแลกเปลี่ยนความร่วมมือกับไทยในทั้ง ๒ สาขา การส่งเสริมระดับมหาวิทยาลัย การเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษา และภาคเอกชน และเรื่องการตั้ง Thai Studies Centre / Program ๑๑.๐๐ น.-๑๒.๓๐ น.                  - พบหารือ EDENZ College ซึ่งเป็นสถาบันเอกชนที่เน้นการเรียนการสอน                                            ด้าน Film Academy, Technology Academy และ Digital Media Academy                                          - ไทยสามารถศึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการของสถาบันเอกชน ที่ขนาดไม่ใหญ่ และมี Specialty ในด้าน Creative Industry เป็นการเฉพาะ   ๑๒.๐๐ น.                              - พบผู้บริหาร The Big Idea เว็บไซต์                                          - เว็บไซต์ www.thebigidea.nz ถือเป็นเว็บไซต์ที่เป็นชุมทาง (online hub) สำหรับกลุ่มผู้นำเสนอผลงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในสาขาต่าง ๆ รวมถึง supplier ในด้านดังกล่าว ทำให้เว็บไซต์ดังกล่าว สามารถเชื่อมโยงสมาชิก (ที่มีกว่า ๓ หมื่นคน) ให้ใช้ประโยชน์จาก Talent ของกันและกันในการนำเสนอผลงาน และจัดกิจกรรม                                          - ของทราบแนวทาง การดำเนินการผลสำเร็จในอดีต และการนำแนวคิดมาประยุกต์ใช้กับการส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ๑๘.๐๐ น.                              - รับประทานอาหารค่ำ วันที่สี่ (วันอังคารที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙)      ๐๗.๐๐ น.                              - รับประทานอาหารเช้า ๐๙.๐๐ น.-๑๐.๓๐ น.                  - พบหารือ Plant and Food Research เป็นบริษัทที่มีรัฐบาลนิวซีแลนด์ถือหุ้นทั้งหมด ทำหน้าที่ในการวิจัยพัฒนาและเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ประเภท ผัก ผลไม้ พืชและอาหารโดยเน้นงานวิจัยที่สามารถนำไปสู่การค้าได้                                          - มีคณะมาเยือนไทยเมื่อปีที่แล้ว                                          - แจ้งนโยบายของไทยที่เกี่ยวข้อง เช่น Food Innopolis โอกาสในการร่วมมือด้านการวิจัยร่วมกัน ๑๑.๐๐ น.-๑๒.๓๐ น.                  - NZ Food Innovation Network เป็นเครือข่ายด้านทรัพยากรทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านอาหารและเครื่องดื่มแก่ธุรกิจทุกขนาดเพื่อให้สามารถพัฒนาสินค้าใหม่ๆ สู่ตลาดได้                                          - แจ้งนโยบายของไทยที่เกี่ยวข้อง เช่น Food Innopolis โอกาสในการร่วมมือด้านการวิจัยร่วมกัน ๑๒.๓๐ น.-๑๔.๐๐ น.                  - รับประทานอาหารเที่ยง ๑๕.๐๐ น.                              - โดยสารเครื่องบินไปยังกรุงเวลลิงตัน เที่ยวบิน NZ425 ๑๖.๐๕ น.                              - เดินทางถึงกรุงเวลลิงตัน และเข้าพักที่ โรงแรม Intercontinental ๑๘.๐๐ น.                              - รับประทานอาหารค่ำ ๐๗.๐๐ น.                              - รับประทานอาหารเช้า ๐๙.๐๐ น.-๑๐.๓๐ น.                  - พบหารือ NZ File Commission                                          - แจ้งสรุปพัฒนาของฝ่ายไทยเกี่ยวกับมติ ครม. เรื่อง Film incentives                                          - แจ้งพัฒนาการเรื่องความพร้อมในการจัดทำ Film Agreement กับฝ่ายนิวซีแลนด์                                          - ติดตามความคืบหน้าของฝ่ายนิวซีแลนด์ ๑๑.๐๐น.-๑๒.๐๐ น.                   - พบหารือ Massey University, Wellington Campas (School of Design)                                          - หารือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การส่งเสริมระดับมหาวิทยาลัยการเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน                                          - ขอเชิญฝ่ายวิจัยด้านเกษตรของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมด้วยเพื่อหารือพัฒนาการความร่วมมือด้านดังกล่าวจากปีก่อน ๑๒.๓๐ น.-๑๓.๓๐ น.                  - รับประทานอาหารกลางวัน ๑๓.๓๐ น.-๑๕.๐๐ น.                  - พบหารือกับหน่วยงาน New Zealand G2G Partnerships Limited                                          - เพื่อแจ้งให้หน่วยงาน G2G ของนิวซีแลนด์ทราบถึงโครงการ รวมถึงประสานกับภาคราชการและเอกชนไทยในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานของนิวซีแลนด์ ในด้านต่าง ๆ ต่อไป                                                     -  เป็นผู้จัดคณะให้ของ Food and Plant Research มาเยือนไทยเมื่อปีก่อน ๑๗.๐๐ น.                              - ออกเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเวลลิงตันไปยังนครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เที่ยวบิน QF172  (ใช้เวลาเดินทาง ๔ ชั่วโมง) ๑๙.๐๐ น.                              - เดินทางถึงนครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และเข้าพักที่โรงแรม Stamford ๒๐.๐๐ น.                              - รับประทานอาหารค่ำ วันที่หก (วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙)         ๐๗.๐๐ น.                              - รับประทานอาหารเช้า ๐๙.๐๐ น.-๑๒.๐๐ น.                  - พบหารือผู้บริหาร Creative Victoria                                          - ขอพบ Mr. Andrew Abbott, Deputy Secretary เพื่อหารือแนวทางความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมและการสร้าง formal relationship กับ Creative Victoria                                          - เชิญฝ่ายออสเตรเลีย เป็น partnership ในการเข้าร่วมงาน Bangkok Entertainment Week และหารือเรื่องการที่ไทยจะเข้าร่วมในงาน International Game Week ๑๑.๐๐ น.-๑๒.๓๐ น.                  - พบหารือ Lead Scientist of Victoria                                          - อยู่ภายใต้ Department of Economic Development, Jobs, Transport and Resources มีบทบาทหน้าที่ในการเสนอนโยบาย เพื่อผลักดันการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมของรัฐ                                          - Lead Scientist เป็นประธาน Innovation Expert Panel ด้วย                                          - แสวงหาความร่วมมือกับไทยในโครงการ เช่น Food Innopolis การใช้วิทยาศาสตร์หรือการวิจัย เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ๑๒.๓๐ น.-๑๔.๐๐ น.                  - รับประทานอาหารกลางวัน ๑๔.๓๐ น.-๑๖.๐๐ น.                  - พบหารือ Royal Melbourne Institute of Technology (RMIT) พบ Health Innovations Research Institute (HIRi)                                          - เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงด้านการออกแบบ การตกแต่ง วิศวกรรม และคอมพิวเตอร์กราฟฟิค โดยมีการจัดคอร์สเฉพาะทางเช่น Diploma of Creative Industries                                          - มหาวิทยาลัยยังมีคณะ Food Science and Technology ซึ่งไทยสามารถจะแสดงหาความร่วมมือได้                                          - พบหารือกันทั้ง ๒ ภาควิชา เพื่อหารือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์งานวิจัยร่วม การนำการวิจัยไปสู่หาอุตสาหกรรมการส่งเสริมระดับมหาวิทยาลัย การเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน เป็นต้น                                          - ขอพบผู้บริหารสถาบันเพื่อหารือเรื่อง Thai Studies Center/Program ๑๘.๐๐ น.                              - รับประทานอาหารค่ำ วันที่เจ็ด (วันศุกร์ที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙)     ๐๗.๐๐ น.                              - รับประทานอาหารเช้า ๐๙.๓๐ น.-๑๑.๐๐ น.                  - พบหารือ TAFE Victoria, Kangan Institute (Centre for Fashion and Creative Industries)                                          - เป็น Campus ที่มี facilities เพื่อส่งเสริมการใช้ digital technology สนับสนุน งานด้าน fashion and design, visual merchandising โดยตัว Campus ตั้งอยู่ในย่าน Richmond ซึ่งเป็นย่านสำคัญด้าน fashion and design ของนครเมลเบิร์น                                          - แสวงหาแนวทางความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่าง TAFE และภาคเอกสารไทย และสถาบันการศึกษาของไทย เช่น การ accredit ระหว่างสถาบันหรือสาชาวิชาชีพ ๑๑.๓๐ น.-๑๓.๐๐ น.                  - รับประทานอาหารกลางวัน ๑๕.๑๕ น.                              - เดินทางกลับประเทศไทย โดยเครื่องบินโดยสารของ บริษัทการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 466 (ใช้เวลาเดินทาง 9 ชั่วโมง) ๒๑.๔๕ น.                              - เดินทางถึงประเทศไทย   ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม       ๑๐.๑ จากการเข้าพบหารือกับหน่วยงานด้านการศึกษาและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้านต่าง ๆ ของประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศออสเตรเลีย ทำให้ได้เรียนรู้ว่า ในทั้ง ๒ ประเทศมีการเรียนการสอน แบบครบวงจรและมีความพร้อมด้านเทคโนโลยี สามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพสามารถสร้างสรรค์งานออกมาในรูปแบบต่าง ๆ ได้ตามจินตนาการ       ๑๐.๒ ทั้งประเทศนิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย มีความเป็นมิตรกับประเทศไทยและมีความสนใจเรื่อง   การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การศึกษา การทำวิจัย ร่วมกัน       ๑๐.๓ ประเด็นการเจรจาสืบเนื่องจากโครงการที่จัดมาแล้วในปีก่อน และต่อยอดให้เกิดความก้าวหน้า   ขึ้นในปีนี้และหวังว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ในปีต่อไป     ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ นางวิไลลักษณ์  เกียรติธีรรัตน์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ


-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : สร้างทางเพื่อเดินรถโดยสาร -- ในสมัยก่อน ตามหัวเมืองต่างๆ เราจะพบว่า ความเจริญทั้งทางการปกครองและทางเศรษฐกิจ ย่อมจะต้องไปรวมศูนย์กันอยู่ที่เขตตัวเมืองอันเป็นศูนย์กลางของเมืองหรือจังหวัด ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามพื้นที่ชนบทห่างไกล หากมีธุระต้องติดต่อราชการหรือจับจ่ายใช้สอยซื้อขายสินค้า ก็จำเป็นที่จะต้องเดินทางเข้ามาในตัวเมือง ซึ่งแน่นอนว่าการเดินทางเข้าเมืองในสมัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หลายคนต้องเดินเท้าออกจากบ้านมาเป็นวันๆ บางครั้งต้องบุกป่าฝ่าดง ข้ามแม่น้ำลำธารหลายสายถึงจะเข้าเมืองได้ ด้วยเหตุที่ว่าไม่มีถนนที่ได้มาตรฐานที่จะช่วยให้การเดินทางสะดวกรวดเร็ว รวมถึงไม่มีรถโดยสารที่จะช่วยทุ่นเวลาและแรงกายในการเดินทางได้ จากเหตุผลดังกล่าวนี้ ในหลายพื้นที่จึงพบว่ามีเอกชนหลายรายที่ให้ความสนใจในการเปิดเส้นทางเดินรถเพื่อรับส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้าไปมาระหว่างตัวเมืองกับตำบลต่างๆ ที่อยู่ห่างไกล ซึ่งบางครั้งการที่จะได้มาซึ่งสัมปทานหรือสิทธิ์ในการเดินรถนั้น ผู้ประกอบการก็จำเป็นที่จะต้องสร้างถนนขึ้นเองด้วย ดังตัวอย่างในเอกสารจดหมายเหตุที่กล่าวถึงต่อไปนี้ ข้อมูลจากเอกสารจดหมายเหตุชุด เอกสารส่วนพระองค์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่อง สร้างทางเดินรถรับส่งคนโดยสาร จังหวัดลพบุรี สุพรรณบุรี จันทบุรี และอุตรดิตถ์ ระบุว่า เมื่อปี พ.ศ. 2471 หม่อมเจ้าดำรัสดำรงค์ เทวกุล เลขานุการเสนาบดีสภา ได้มีหนังสือกราบทูลพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ อภิรัฐมนตรีว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ถวายสำเนาหนังสือพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เอกชนสร้างทางถือสิทธิเดินรถรับจ้างบรรทุกสินค้าและส่งคนโดยสารในจังหวัดต่างๆ รวม 5 สาย ใน 4 จังหวัด หนึ่งในนั้นคือจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งมีขุนอำไพพานิช เป็นผู้ขอรับสัมปทานการเดินรถโดยสารระยะเวลา 15 ปี (ต่อมาได้รับการเสนอให้ขยายเวลาเป็น 20 ปี) โดยรับผิดชอบในการสร้างทางถมหินลูกรังจากสถานีรถไฟท่าเสา อำเภอบางโพ (อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ในปัจจุบัน) ผ่านตำบลต่างๆ ตามแม่น้ำน่านฝั่งตะวันตกไปจนถึงตำบลหาดงิ้ว เขตรอยต่อกับอำเภอท่าปลา ในหนังสือพระราชทานพระบรมราชานุญาตสร้างทางและเดินรถฯ ได้ระบุถึงหน้าที่ของผู้รับอนุญาตในการสร้างบำรุงรักษาทางและเดินรถ และรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ในการสร้างทางตามมาตรฐานของกรมทาง เช่น เส้นรัศมีของทางเลี้ยวจะต้องยาวไม่ต่ำกว่า 100 เมตร ความลาดชันของทางต้องไม่เกินร้อยละ 5 การถมหินบนหลังทางจะต้องถมหนาอย่างน้อย 15 เซนติเมตรก่อนที่จะบดทับให้แน่น เป็นต้น รวมทั้งหากทางที่ก่อสร้างจำเป็นต้องข้ามลำน้ำหรือทางน้ำต่างๆ ผู้รับอนุญาตก็จะต้องก่อสร้างเอง โดยกรมทางจะเป็นผู้วางแบบและวิธีการก่อสร้างให้ โดยสรุปก็คือ การอนุญาตให้เอกชนสร้างทางพร้อมกับให้สิทธิ์ในการบริการรถโดยสารและขนส่งสินค้านี้ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะนอกจากเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของทางการในการช่วยให้ชาวบ้านได้มีเส้นทางในการเดินทางสัญจรที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นแล้ว แล้วยังเป็นการขยายระบบขนส่งสาธารณะไปยังพื้นที่ห่างไกล และเป็นตัวช่วยกระจายความเจริญจากตัวเมืองออกสู่ชนบทอีกด้วย ผู้เขียน : นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา) เอกสารอ้างอิง: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารส่วนพระองค์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สบ.2.42/144 เรื่อง สร้างทางเดินรถรับส่งคนโดยสาร จังหวัดลพบุรี สุพรรณบุรี จันทบุรี และอุตรดิตถ์. [2 มิ.ย. 2471]. #จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ


ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - ครบกำหนดรื้อถอนอาคารรุกล้ำกำแพงดินแล้วแต่สถานการณ์ยังนิ่ง ผู้ว่าฯ ยันสั่งแล้วต้องดำเนินการ เทศบาลเผยเจ้าของอาคารอุทธรณ์กลับต้องนำเสนอจังหวัดอีกรอบก่อนดำเนินการต่อ ด้านศิลปากรบอกต้องอุทธรณ์กับส่วนกลางเท่านั้น แต่ไม่รู้เจ้าของอาคารดำเนินการหรือยัง ส่วนธนารักษ์แจงความเห็นแตก “รื้อหมด-รื้อเฉพาะที่ล้ำ” รอชี้ขาดในที่ประชุมติดตามความคืบหน้า 17 ก.พ. นี้ วันนี้ (17 ก.พ.) หม่อมหลวง ปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในการประชุมติดตามและเร่งรัดการแก้ไขปัญหา กรณีเอกชนก่อสร้างอาคารบริเวณแนวกำแพงเมือง-คูเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ อาคารศูนย์ราชการกระทรวงการคลังจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวเข้าร่วมประชุม การประชุมดังกล่าวเป็นการติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับการแก้ปัญหากรณีที่เอกชน 2 ราย ก่อสร้างรุกล้ำพื้นที่แนวกำแพงดิน ซึ่งนับตั้งแต่มีการเปิดเผยเรื่องราวผ่านทางสื่อมวลชน หน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวได้มีการประชุมหารือ และกำหนดมาตรการแก้ไข โดยล่าสุด ได้มีการออกคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างในพื้นที่ที่เป็นปัญหาทั้ง 2 แห่ง ได้แก่ อาคารโรงแรม บริเวณตรงข้ามโรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง ของนางสาวเพ็ญสินี พรหมเศรณี และอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น จำนวน 4 คูหา ข้างร้านเต้ยติ่มซำ ของนายวลัญช์ชัย เกียรตินิยมรุ่ง ในที่ประชุมได้มีการพิจารณากรณีที่ นางสาวเพ็ญสินี พรหมเศรณี ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดย นายณภัทร ประเสริฐดี ผู้อำนวยการส่วนควบคุมอาคารและผังเมือง สำนักการช่าง เทศบาลนครเชียงใหม่ แจ้งต่อที่ประชุมว่า เรื่องการยื่นอุทธรณ์ของนางสาวเพ็ญสินี อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการอุทธรณ์ระดับจังหวัด ส่วนนายวิเศษ เพชรประดับ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ แจ้งว่า ทางสำนักได้แจ้งให้ นางสาวเพ็ญสินี ทราบแล้วว่าการยื่นอุทธรณ์นั้นต้องยื่นไปที่กรมศิลปากร แต่การยื่นอุทธรณ์นั้นจะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าว ขณะที่ ว่าที่ ร.ต.ยงยุทธ เรืองภัทรกุล ธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ ได้รายงานต่อที่ประชุมว่า เนื่องจาก นางสาวเพ็ญสินี ได้แจ้งมาในคำร้องอุทธรณ์ ว่า ยินดีที่จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เปลี่ยนแปลงต่อเติมใหม่จากอาคารของเดิมที่มีอยู่ และจะปรับสภาพอาคารที่มีอยู่แล้วให้อยู่ในสภาพเดิมก่อนการเช่า ประกอบกับผู้ตรวจราชการ นางสาวจินตนา กิจจำนง ได้ให้ความเห็นภายหลังการเข้าตรวจสอบพื้นที่ ว่า ควรจะพิจารณาเรื่องการรื้อถอนให้รอบคอบ เนื่องจากหารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกทั้งหมดแล้ว ในอนาคตหากไม่มีการปรับปรุงพื้นที่ก็อาจมีปัญหาถูกรุกล้ำอีก ธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ จึงได้ทำหนังสือขอให้กรมธนารักษ์ประสานกับกรมศิลปากร เพื่อหารือว่าจะขอปรับสภาพอาคารที่มีการก่อสร้างไปโดยไม่ได้รับอนุญาตให้กลับคืนอยู่ในสภาพเดิม ก่อนที่จะมีการจัดให้เช่า จะสามารถทำได้หรือไม่ แม้ที่ประชุมจะยังไม่มีข้อสรุปในกรณีดังกล่าว อย่างไรก็ตามแนวทางที่ที่ประชุมเห็นพ้องต้องกัน ก็คือ จะรอให้คณะกรรมการอุทธรณ์ระดับจังหวัดพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้เสร็จสิ้นก่อน เมื่อคณะกรรมการมีมติอย่างไรก็จะดำเนินการตามแนวทางนั้น ขณะที่สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงคำสั่งต่างๆ ของกรมศิลปากรนั้นเป็นอำนาจของอธิบดี แต่ในเบื้องต้นหน่วยงานเห็นควรให้ปฏิบัติตามคำสั่งที่ได้ออกไปแล้ว เช่นเดียวกับ หม่อมหลวง ปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ที่ได้ให้ความเห็นว่าควรปล่อยให้เรื่องดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการฟื้นฟูสภาพแนวกำแพงดินในส่วนที่ยังคงสภาพอยู่ โดยสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ ได้เสนอพื้นที่ช่วงถนนกำแพงดิน บริเวณตรงข้ามวัดช่างฆ้องจนถึงสี่แยกถนนกำแพงดินตัดกับถนนลอยเคราะห์ ให้เป็นพื้นที่สำหรับทำการบูรณะฟื้นฟูแนวกำแพงดินส่วนที่ยังคงสภาพ ซึ่งยังคงมีเหลืออยู่ในบริเวณดังกล่าว เพื่อให้เป็นจุดตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าบริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งของกำแพงดินเมืองเชียงใหม่ ทั้งนี้ ที่ประชุมให้ความสนใจในแนวทางดังกล่าว และมีความเห็นว่า ให้สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ไปศึกษาถึงแนวทางในการพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าว โดยอาจจะใช้วิธีการประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอนุรักษ์ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งกับประชาชนส่วนที่ยังอยู่ในพื้นที่ ส่วนธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ และสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จะดูในส่วนของการแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ และให้เทศบาลนครเชียงใหม่ดูแลในส่วนของการก่อสร้างและงบประมาณ ซึ่งในส่วนของงบประมาณอาจจะขอความร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดด้วย โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 17 กุมภาพันธ์ 2554 15:40 น http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9540000021498


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐเกาหลี   ๑.  ชื่อโครงการ โครงการมหกรรมการแสดงด้านนาฏดุริยางคศิลป์ แบบบูรณาการ ภายใต้โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน กิจกรรมการแสดงนาฏศิลป์และดนตรีไทย  ณ สาธารณรัฐเกาหลี (ประจำปี ๒๕๕๙)    ๒. วัตถุประสงค์           ๑.  เพื่อศึกษาดูงานการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ และโรงละครแห่งชาติเกาหลี (National Theater  of Korea) ๒.  เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมให้ชาวต่างประเทศได้รับรู้ถึงคุณค่าของศิลปะการแสดงชั้นสูงด้านนาฏศิลป์ และดนตรี ของกรมศิลปากร           ๓.  เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และงานทางวิชาการเพื่อพัฒนาการแสดงนาฏศิลป์ ดนตรีของไทย           ๔. เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์โดยใช้ศิลปะวัฒนธรรมเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน  เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีในมิติทางวัฒนธรรมระหว่างองค์กรทางด้านศิลปวัฒนธรรม เพื่อขยายสู่ความร่วมมือด้านอื่น ๆ ต่อไป                                                     ๓. กำหนดเวลา  ระหว่างวันที่ ๑๙ – ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ รวมวันเดินทางไปกลับ   ๔. สถานที่  Chung-Ang University, National Theater of Korea ณ สาธารณรัฐเกาหลี   ๕. หน่วยงานผู้จัด  สำนักการสังคีต  กรมศิลปากร  กระทรวงวัฒนธรรม   ๖. หน่วยงานสนับสนุน  ไม่มี ๗. กิจกรรม วันเสาร์ที่  ๑๙  มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ๒๓.๓๐  น.                 เดินทางออกจากประเทศไทย  โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG656   วันอาทิตย์ที่ ๒๐  มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ๐๖.๓๕ น.                  เดินทางถึงสนามบินอินชอน ณ สาธารณรัฐเกาหลี  ๑๐.๐๐ น.                  ทัศนศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม สาธารณรัฐเกาหลี   ๑๘.๐๐ น.                  เดินทางกลับเข้าที่พัก   วันจันทร์ที่ ๒๑  มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ๐๙.๐๐ น.                  เดินทางไปโรงละครแห่งชาติเกาหลี (National Theater of Korea) ๑๐.๐๐ น.                  เข้าร่วมประชุม และพบศิลปิน ณ โรงละครแห่งชาติเกาหลี (National Theater of Korea) ๑๓.๐๐ น.                  ทัศนศึกษาพิพิธภัณฑ์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ (The Performance Art Museum of Korea) ๑๖.๐๐ น.                  เดินทางกลับเข้าที่พัก   วันอังคารที่ ๒๒  มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ๑๙.๐๐ น.                  เดินทางไป Chung-Ang University ๑๓.๐๐ น.                  การจัดการแสดงและแลกเปลี่ยนทางวิชาการด้านนาฏศิลป์และดนตรี          มอบของที่ระลึกพร้อมบันทึกภาพหมู่ ๑๖.๐๐ น.                  เดินทางกลับเข้าที่พัก   วันพุธที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ๐๙.๐๐ น.                  จัดเก็บอุปกรณ์ และสัมภาระของการแสดง ๑๗.๐๐ น.                  เดินทางถึงสนามบินอินชอน ๒๑.๒๕                     เดินทางกลับประเทศไทย โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG657   วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙   ๐๑.๒๐                     เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ  กรุงเทพมหานคร     ๘. คณะผู้แทนไทย  ประกอบด้วย ข้าราชการ กรมศิลปากร และสำนักงบประมาณ  จำนวน ๑๗ คน คือ ๑. นายลสิต อิศรางกูร ณ อยุธยา  นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการพิเศษ ๒. นายจรัญ  พูลลาภ               นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการ ๓. นางอัมไพวรรณ  เดชะชาติ      นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการ ๔. นายรัฐศาสตร์  จั่นเจริญ        นักวิชาการละครและดนตรีปฏิบัติการ ๕. นายวัชรวัน ธนะพัฒน์           นาฏศิลปินชำนาญงาน ๖. นายกิตติ  จาตุประยูร            นาฏศิลปินชำนาญงาน ๗. นายศราวุธ  อารมณ์ชื่น         นาฏศิลปินชำนาญงาน ๘. นายเอก อรุณพันธ์               นาฏศิลปินชำนาญงาน ๙. นายสุทธิ  สุทธิรักษ์              นาฏศิลปินชำนาญงาน ๑๐. นางสาวมณีรัตน์  มุ่งดี         นาฏศิลปินชำนาญงาน ๑๑. นางสาวหนึ่งนุช  เคหา         นาฏศิลปินชำนาญงาน   ๑๒. นางสาวสุพัตรา  แสงคำพันธุ์  นาฏศิลปินชำนาญงาน ๑๓. นางสาวศรีสุคนธ์  บัวเอี่ยม    นาฏศิลปินชำนาญงาน ๑๔. นายสุรพงศ์  โรหิตาจล        ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน ๑๕. นายจตุพร  ดำนิล              ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน ๑๖. นายรณชัย  ผาสุกกิจ           ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน ๑๗. นางสาวลัดดา  บรรพบุรุษ     เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน   ๙. สรุปสาระของกิจกรรม                 สำนักการสังคีต กรมศิลปากร มีนโยบายกำหนดทิศทางการบริหารจัดการวัฒนธรรม ในลักษณะ    เชิงรุก ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมโลก ปีพุทธศักราช ๒๕๕๙ให้แก่เยาวชน นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ ศิลปิน และผู้นำด้านศิลปวัฒนธรรม โดยการบริหารจัดการวัฒนธรรมในเชิงรุก มีแนวทางการนำเสนอศิลปะการแสดงของชาติดังกล่าวข้างต้น มุ่งสู่สังคมชาวโลก ให้เกิดการยอมรับ และเรียนรู้มรดกชาติที่สำคัญนี้ด้วยการวางแผน การบริหารจัดการโดยองค์กร โดยการจัดการแสดงนาฏศิลป์และดนตรี และแลกเปลี่ยนทางวิชาการด้านนาฏศิลป์ดนตรี ณ Chung-Ang University สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีงามในมิติทางวัฒนธรรมระหว่างองค์กรทางด้านศิลปวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี โดยใช้ศิลปะวัฒนธรรมเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน นำไปสู่ความร่วมมือด้านอื่น ๆ ต่อไป ๑๐. ข้อเสนอแนะจากกิจกรรม           สมควรให้การสนับสนุนการเดินทางไปปฏิบัติราชการเพื่อจัดการแสดง และแลกเปลี่ยนทางวิชาการด้านนาฏศิลป์และดนตรี แบบบูรณาการในลักษณะเช่นนี้ เพราะ                                 ๑.  เป็นการส่งเสริมให้บุคลากร ได้รับความรู้ และประสบการณ์ เพื่อพัฒนาศักยภาพ            และนำความรู้มาบูรณาการกับการปฎิบัติงานในองค์กรในอนาคต                    ๒.  เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี หรือสร้างเครือข่ายทางพันธมิตรทางด้านศิลปะวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยกับประชาคมโลก                                                                                                                                           ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ                                                                                                                                                      นายรัฐศาสตร์   จั่นเจริฐ                                                                 นักวิชาการละครและดนตรีปฏิบัติการ


#สุทธาสวรรย์พรรณเพริศแพร้ว ตอนที่ 3 ในตอนที่แล้วได้นำเสนอข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ และเขตพระราชฐานชั้นในไป โดยจากข้อมูลที่เป็นบันทึกของชาวต่างชาติ และเอกสารของไทย สามารถสรุปลักษณะของพระที่นั่งสุทธาสวรรย์และเขตพระราชฐานชั้นในได้ดังนี้ เขตพระราชฐานชั้นในเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หลังคาของพระที่นั่งประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลือง ที่มุมทั้งสี่ของพระที่นั่งมีสระน้ำใหญ่สี่สระมีกระโจมคลุมกั้นเป็นที่สรงสนานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สระน้ำด้านขวามือมีเขามอ พรรณไม้ขึ้นเขียวชอุ่มอยู่เสมอ มีธารน้ำแจกจ่ายน้ำให้แก่สระทั้งสี่นี้ บริเวณพระที่นั่งมีอาคารขนาดเล็กขนาบด้านซ้ายและด้านขวา มีน้ำพุอ่างแก้วบริเวณทิศเหนือและทิศใต้ของพระที่นั่ง เหล่าสนมกำนัลมีที่พักอาศัยเป็นตึกแถวยาวขนานไปกับพระที่นั่ง ............................................................ แม้ในปัจจุบันพระที่นั่งสุทธาสวรรย์จะเหลือเพียงซากของอาคารบนฐานไพทีแต่ยังคงไว้ซึ่งหลักฐานที่น่าสนใจเกี่ยวกับพระที่นั่งองค์นี้ ดังจะกล่าวต่อไป ระบบการจัดการน้ำ เป็นจุดเด่นของพระราชวังเมืองลพบุรี โดยได้รับการออกแบบระบบประปาจากวิศวกรชาวอิตาลี และฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาสานต่อการวางระบบประปาที่ยังไม่แล้วเสร็จ โดยในปัจจุบันยังมีหลักฐานอันเกี่ยวข้องกับการนำน้ำมาใช้ในพระที่นั่งอย่างชัดเจนคือ รางน้ำ ท่อระบายน้ำ และน้ำพุ ยังคงปรากฏร่องรอยให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน - รางน้ำ และสระน้ำ (หรืออ่างน้ำ) พบร่องรอยของรางน้ำบนฐานพระที่นั่งด้านทิศเหนือ ตะวันออก และทิศใต้ ส่วนทิศตะวันตกปัจจุบันไม่พบร่องรอยของรางน้ำ นอกจากรางน้ำที่ด้านทั้ง 3 ของพระที่นั่ง พบร่องรอยของสระน้ำ หรืออ่างน้ำทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายื่นออกมาจากส่วนฐานของพระที่นั่ง โดยมีรางน้ำล้อมรอบทั้งสี่ด้าน บริเวณมุมทั้งสี่พบร่องรอยของการถากอิฐคล้ายกับลักษณะของหลุมเสา เห็นได้อย่างชัดเจนที่อ่างน้ำด้านทิศใต้ - ท่อระบายน้ำ พบระบบการระบายน้ำโดยการนำท่อน้ำดินเผาวางตั้งฉากกับพื้นพระที่นั่ง ส่วนปลายท่อหันออกนอกพระที่นั่งเพื่อระบายน้ำส่วนเกินออก โดยท่อระบายน้ำวางเป็นช่วง ๆ ขนานไปกับแนวรางน้ำรอบพระที่นั่ง โดยมีการวางแผนผังอย่างเป็นระบบ และค่อนข้างสมมาตรกัน - น้ำพุ? ที่กึ่งกลางของอ่างน้ำ หรือสระน้ำ ด้านทิศตะวันออก และทิศใต้ของพระที่นั่งพบท่อโลหะถูกฝังไว้ในลักษณะของการตั้งฉากกับพื้นพระที่นั่ง ฝังลึกลงไปในฐานพระที่นั่ง โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อโลหะประมาณ 2 เซนติเมตร ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าคงเป็นการลดขนาดของท่อส่งน้ำ เพื่อให้เกิดแรงดันจนน้ำสามารถไหลขึ้นมาด้านบน แม้ไม่อาจจิตนาการได้ว่าน้ำพุในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจะมีลักษณะอย่างไร แต่ท่อโลหะนี้ถือว่าเป็นหลักฐานอันใกล้เคียงกับองค์ประกอบของน้ำพุมากที่สุดเท่าที่ยังคงหลงเหลือหลักฐานอยู่ นอกจากระบบการจัดการน้ำยังคงหลงเหลืออาคารและสิ่งก่อสร้างบริเวณพระที่นั่งคือ เขามอ หรือภูเขาจำลอง และพระปรัศว์ ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างประกอบพระที่นั่งที่มีลักษณะเฉพาะตัว เขามอ หรือภูเขาจำลอง ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของพระที่นั่ง มีส่วนเชื่อมต่อกับสระน้ำ หรืออ่างน้ำด้านทิศเหนือ ที่ฐานของเขามอมีการเจาะรูทะลุเป็นอุโมงค์ บริเวณฐานของเขามอพบท่อน้ำดินเผาฝังไว้ โดยอาจเป็นท่อสำหรับนำน้ำเข้าไปยังพระที่นั่งหรืออาจเป็นท่อเพื่อระบายน้ำออก บริเวณเขามอ หรือภูเขาจำลองนี้ สอดคล้องกับบันทึกของ นิโกลาส์ แชร์แวส ที่ได้บรรยายไว้ว่า “...สระน้ำที่อยู่ทางขวามือ (หากหันหน้าเข้าหาด้านหน้าของพระที่นั่ง เขามอ จะอยู่ทางด้านขวามือ) มีลักษณะคล้ายถ้ำเล็ก ๆ มีพรรณไม้เล็ก ๆ ขึ้นเขียวชอุ่มอยู่เสมอ...” พระปรัศว์ เป็นอาคารขนาดเล็กขนาบข้างพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ภายในพบลักษณะของการทำอ่างน้ำขนาดประมาณ 1 x 1.5 เมตร โดยมีรางน้ำจ่ายน้ำเข้ามาในอ่างโดยเชื่อมต่อมาจากรางน้ำที่ล้อมพระที่นั่งด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือ และทิศใต้ ลักษณะสำคัญของอ่างน้ำภายในพระปรัศว์ทั้งด้านทิศเหนือ และทิศใต้นี้ คือการนำหินอ่อนมากรุรอบอ่างน้ำ . ดังที่ได้กล่าวไป เกี่ยวกับหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับระบบจัดการน้ำที่ถูกนำมาเป็นส่วนตกแต่งสถาปัตยกรรมที่พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ โดยสามารถสันนิษฐานได้อย่างคร่าว ๆ ว่า พระที่นั่งองค์นี้มีการนำน้ำมาจากส่วนใดส่วนหนึ่งของพระราชวัง โดยอาจเป็นการเดินท่อประปามาจากอ่างเก็บน้ำบริเวณหน้าพระราชวัง การจ่ายน้ำหล่อพระที่นั่งใช้ระบบรางน้ำ หรือลำธารประดิษฐ์เป็นแนวบังคับน้ำให้ไหลไปยังส่วนต่าง ๆ และระบบการระบายน้ำส่วนเกินออกจากพระที่นั่งด้วยท่อประปาดินเผาวางตั้งฉากกับฐานพระที่นั่งแล้วปล่อยน้ำออกด้านนอกพระที่นั่ง . การตกแต่งพระที่นั่งด้วยการนำน้ำมาเป็นส่วนหนึ่งของพระที่นั่งโดยเฉพาะการวางรางน้ำ หรือธารน้ำประดิษฐ์มีผู้สันนิษฐานว่าเป็นการรับเอาวิทยาการมาจากสถาปัตยกรรมแบบอินโด-เปอร์เซีย โดยสามารถเปรียบเทียบการจัดวางแผนผังและระบบน้ำในพระราชวังที่อิหร่านและอินเดีย เช่น พระตำหนักฮัทซ์เบชัท (Hasht Behesht : พ.ศ. 2212-2213) ในอิหร่าน และ พระตำหนักในพระราชอุทยานชาลิมาร์ (Shalimar Garden : พ.ศ. 2112-2170) นอกจากนี้การทำอ่างน้ำที่กรุผนังด้วยหินอ่อนหรือกระเบื้องเคลือบก็พบได้ทั่วไปในระบบจัดการน้ำของสถาปัตยกรรมอินโด-เปอร์เซีย (ท่านที่สนใจ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามลิงก์: https://so04.tci-thaijo.org/inde.../NAJUA/article/view/16707 ) ในตอนต่อไปจะพาทุกท่านเข้าไปสำรวจด้านหลังของแนวกำแพง ซึ่งถูกทิ้งให้รกร้างมาเป็นเวลานาน การบูรณะครั้งใหญ่ในปี 2563 จะเปิดเผยหลักฐานอะไรบ้าง ติดตามได้ใน สุทธาสวรรย์พรรณเพริศแพร้ว ตอนที่ 4 ค่ะ ……………………………………………… อ้างอิง คำให้การขุนหลวงหาวัด ฉบับหลวง. เข้าถึงได้จาก : https://vajirayana.org/คำให้การขุนหลวงหาวัด-ฉบับหลวง จุฬิศพงศ์ จุฬารันต์. ความสัมพันธ์ระหว่างสถาปัตยกรรมอินโด-เปอร์เซีย กับรูปแบบสถาปัตยกรรม ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่พระนารายณ์ราชนิเวศน์เมืองลพบุรี. เข้าถึงได้จาก : https://so04.tci-thaijo.org/inde.../NAJUA/article/view/16707 นิโกลาส์ แชร์แวส. ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม : ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช. สันต์ ท. โกมลบุตร แปล. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ก้าวหน้า, 2506. พิทยะ ศรีวัฒนสาร. การขุดแต่งพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ต.ท่าหิน อ.เมือง จ.ลพบุรี. เข้าถึงได้จาก : http://bidyarcharn.blogspot.com/2011/03/blog-post.html ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกพรไพศาล. รายงานการบูรณะพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ และขุดแต่งบริเวณด้านหลังพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ปีงบประมาณ 2549. เอกสารอัดสำเนา. ……………………………………………… เรียบเรียงโดย นางสาววสุนธรา ยืนยง นักวิชาการวัฒนธรรม #MuseumInsider . สุทธาสวรรย์พรรณเพริศแพร้ว ตอนที่ 1 : https://www.facebook.com/1535769516743606/posts/3268604856793388/ สุทธาสวรรย์พรรณเพริศแพร้ว ตอนที่ 2 : https://shorturl.at/pwAEH


black ribbon.