ค้นหา
จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี
เรียบเรียง/ภาพ : นางอภิญญานุช เผ่าพงษ์คล้าย
ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เดิมเรียก ศาลเทพารักษ์หลักเมือง ตั้งอยู่ในตัวเมืองเก่าสุพรรณบุรี พื้นที่ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรีถือกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรีเคารพนับถือกันมาอย่างน้อยตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว เจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี เป็นประติมากรรมศิลาสลักรูปทิพยบุคคล 2 องค์ เป็นรูปพระวิษณุตามพระมติของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงสันนิษฐานไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2479
ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรีนี้ไม่ทราบแน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะมีมาแล้วตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสรุปเรื่องราวที่ชาวเมืองสุพรรณบุรีนับถือเจ้า ผี และปลูกศาลให้พำนัก จนกลายเป็นศาลเทพารักษ์ต่างๆ ในหนังสือโบราณคดี เรื่องที่ 4 “ห้ามไม่ให้เจ้ามาเมืองสุพรรณ” และในหนังสือ “สาส์นสมเด็จฯ” ว่า คงเป็นอุปนิสัยของชาวเมืองที่ติดมาช้านาน โดยเชื่อว่าเจ้า ผี สามารถบันดาลให้ตนเองอยู่เย็นเป็นสุข หรือทำร้ายเมื่อทรงพิโรธ จึงพากันกราบไหว้และเส้นสรวงเป็นอย่างดี เพื่อให้ เจ้า ผี หรือ เทพารักษ์มีความพอใจ มิให้เบียดเบียน ที่กล่าวว่า “เทพารักษ์หลักเมืองสุพรรณบุรี” ดุร้าย ก็น่าจะเอาคติการนับถือเจ้า ผี ไปปนกับเทพารักษ์ก็เป็นได้ ต่อมาจึงเคารพบูชาเป็นหลักของเมือง เช่นเดียวกับเสาไม้แก่นลงอาคมปักไว้กลางเมือง เหมือนเมืองอื่นทั่วไป
ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สุพรรณบุรี เป็นทรงไทยอยู่ใต้อาคารหลังใหญ่แบบก๋งจีน ประกอบไปด้วย ศาลทรงไทยที่ประดิษฐานองค์เจ้าพ่อหลักเมือง เป็นศาลทรงไทยรูปพระอุโบสถ มีช่อฟ้า ใบระกา หน้าบัน คันทวย ทรงคล้ายโบสถ์ หน้าบันมีช้างสามเศียร ด้านซ้ายมีราชสีห์ ด้านขวาคือคชสีห์ชูฉัตร 5 ชั้น หมายถึงกระทรวงมหาดไทยและกลาโหมในสมัยก่อน
ภายในศาลทั้ง 3 ด้าน แสดงภาพเขียนศิลปะจีน เป็นเทพธิดาบรรเลงทิพยสังคีต ด้านหลังศาลมีภาพแกะสลักนูนต่ำ เรื่องราวของเทพทั้ง 8 (โป๊ยเซียน) ที่มารวมกลุ่มบันดาลความสุข โชคลาภและอำนวยพรให้ผู้เข้ามาสักการบูชา ด้านข้างทั้ง 2 ของศาลแกะสลักภาพนูนต่ำเป็นรูปลูกพญามังกร และภาพวาดแสดงสัญญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลคบไฟที่สืบทอดกันมาเป็นพันกว่าปี ในปลายเดือน 6 ของปฏิทินเกษตร เพื่อรำลึกถึงบรรพชนและขอพรปีใหม่จะมีการถือคบไฟแห่แหนไปในทุ่งกว้าง และดื่มเหล้าจาจิ่ว โดยเทใส่กระบอกไม้ไผ่แล้วเวียนกันดื่มด้วยหลอดก้านปอ ครบทุกคน ตามความเชื่อของชาวเมืองสุพรรณบุรีมาช้านานว่า เจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรีทั้ง 2 องค์ โปรดปราณความรื่นเริง
ปัจจุบันศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สุพรรณบุรี เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ชาวสุพรรณบุรีนับถือกันมาก มีพิธีแห่อันเชิญเจ้าพ่อและงานทิ้งกระจาดทุกปี ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7
กรมศิลปากรได้ ประกาศ ขึ้นทะเบียนโบราณสถานศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478
อ้างอิง :
คู่มือสุพรรณบุรี. นนทบุรี : สื่อเสรี, 2544.
เลขหมู่ 915.937 ค695
ตรี อมาตยกุล. เรื่องจังหวัดสุพรรณบุรี. พระนคร : ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลไทยวัฒนาพานิช แผนกการพิมพ์, 2500.
เลขหมู่ 915.9593 ต181รพ
พระมหาอดิศร ถิรสีโล. ประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณบุรี. กรุงเทพฯ :โอเดียนสโตร์, 2547.
เลขหมู่ 959.373 พ358ป
49 ปี แห่งความมุ่งมั่น จารึกไว้...ในแผ่นดิน. เพชรบุรี : เพชรภูมิการพิมพ์, 2556.
เลขหมู่ 915.9373 ส733
สุพรรณบุรี 400 ปี ยุทธหัตถี. สุพรรณบุรี : ม.ป.พ., ม.ป.ป.
เลขหมู่ 959.373 ส829
สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี. ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สุพรรณบุรี . [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.finearts.go.th/fad2/ (วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565)
สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี กรมศิลปากร
กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์
เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร
ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น
กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้
๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙
๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ
- โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท
- โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน
๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว
๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้
๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน
๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔
๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา
๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ
๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน
หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
๑. ชื่อโครงการ โครงการมหกรรมการแสดงด้านนาฏดุริยางคศิลป์และดนตรีแบบบูรณาการ
ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙ การจัดงานเผยแพร่แลกเปลี่ยนนาฏศิลป์ – ดนตรีกับสาธารณรัฐ
ประชาธิปไตยประชาชนลาว ณ หอวัฒนธรรมแห่งชาติลาว นครเวียงจันทน์
๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อเข้าร่วมงานเผยแพร่แลกเปลี่ยนนาฏศิลป์ – ดนตรีกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
๒.๒ เพื่อศึกษาดูงานด้านสังคมและวัฒนธรรม ณ นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
๒.๓ เพื่อหารือกับอธิบดีกรมมรดก เกี่ยวกับการจัดทำบันทึกความเข้าใจเพื่อจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วย
การดำเนินการแลกเปลี่ยนวิทยาการทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรม และพิพิธภัณฑสถาน
ระหว่างประเทศไทย – สปป. ลาว
๓. กำหนดการ ระหว่างวันที่ ๑๔ – ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙
๔. สถานที่
๔.๑ หอวัฒนธรรมแห่งชาติลาว นครเวียงจันทน์
๔.๒ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ได้แก่ พิพิธภัณฑ์หอพระแก้ว พิพิธภัณฑ์วัดสีสะเกด
วัดศรีเมือง พระธาตุหลวง วัดองค์ตื้อ
๔.๓ โรงเรียนศิลปะแห่งชาติลาว
๔.๔ กรมมรดก กระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สปป. ลาว
๕. หน่วยงานผู้จัด สำนักการสังคีต กรมศิลปากร
๖. หน่วยงานสนับสนุน -
๗. กิจกรรม
๗.๑ เข้าร่วมงานเผยแพร่แลกเปลี่ยนนาฏศิลป์ – ดนตรีกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
๗.๒ ศึกษาดูงานด้านสังคมและวัฒนธรรม ณ นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
๗.๓ หารือกับอธิบดีกรมมรดก เกี่ยวกับการจัดทำบันทึกความเข้าใจเพื่อจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วย
การดำเนินการแลกเปลี่ยนวิทยาการทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรม และพิพิธภัณฑสถาน
ระหว่างประเทศไทย – สปป. ลาว
๘. คณะผู้แทนไทย
๘.๑ นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร
๘.๒ นางสาวรสนันท์ สรรสะอาด นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ
๘.๓ นางสาวดวงใจ พิชิตณรงค์ชัย ภัณฑารักษ์ชำนาญการ
๘.๔ นางสาวสิริอร อ่อนทรัพย์ นักวิเทศสัมพันธ์ชำนาญการ
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
วันแรก (ส.๑๔ พ.ค. ๒๕๕๙) กรุงเทพฯ – เวียงจันทน์
เวลา ๐๙.๓๐ น. คณะพร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์การบินไทย
แถว A
เวลา ๑๑.๒๐ น. ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยสายการบินไทยเที่ยวบินที่ TG 570
เวลา ๑๒.๓๐ น. - เดินทางถึงสนามบินนานาชาติวัดไต นครเวียงจันทน์ สปป. ลาว
- รับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านครัวลาว
- ออกเดินทางไปยังโรงแรมที่พัก Sabaidee@Lao Hotel Pangkham Road, Sisaket Village, Chanthabouly Dist,
Vientiane, Laos Tel : (856 21) 265 141-2, 265 152 Fax: (856 21) 265 143 Email: rsvn@sabaideeatlaohotel.com
เวลา ๑๗.๐๐ น. เดินทางไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ
ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ เวียงจันทน์
วันที่สอง (อ.๑๕ พ.ค. ๒๕๕๙) เวียงจันทน์
เวลา ๐๗.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้า
เวลา ๐๘.๓๐ น. ศึกษาสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ในเวียงจันทน์
ณ พิพิธภัณฑ์หอพระแก้ว พิพิธภัณฑ์วัดสีสะเกด วัดศรีเมือง
พระธาตุหลวง วัดองค์ตื้อ
เวลา ๑๑.๐๐ น. เข้าชมการฝึกซ้อมการแสดงนาฏศิลป์- ดนตรี ณ หอวัฒนธรรมแห่งชาติลาว
เวลา ๑๒.๐๐ รับประทานอาหารกลางวัน
เวลา ๑๗.๐๐ น. เดินทางไปยังหอวัฒนธรรมแห่งชาติลาวเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง
เวลา ๑๙.๓๐ น. เข้าร่วมงานการแสดงนาฏศิลป์ดนตรีไทย ณ หอวัฒนธรรมแห่งชาติลาว
เวลา ๒๑.๓๐ น. เดินทางกลับโรงแรมที่พัก
วันที่สาม (จ.๑๖ พ.ค. ๒๕๕๙) เวียงจันทน์ – กรุงเทพฯ
เวลา ๐๗.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้า
เวลา ๑๐.๐๐ น. เดินทางไปยังโรงเรียนศิลปะแห่งชาติลาว เพื่อชมการสาธิตการแสดงและ
การบรรเลงระหว่างไทย – ลาว
เวลา ๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน
เวลา ๑๔.๐๐ น. เข้าพบหารือกับอธิบดีกรมมรดก เกี่ยวกับการจัดทำบันทึกความเข้าใจเพื่อจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการดำเนินการแลกเปลี่ยนวิทยาการทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรม และพิพิธภัณฑสถานระหว่างประเทศไทย – สปป.ลาว
รายละเอียดการหารือมีดังนี้
๑. ผู้แทนจากกรมมรดก กระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว สปป. ลาว ประกอบด้วย
๑.๑ ดร. บุนเที่ยง สิริปะพัน อธิบดีกรมมรดก
๑.๒ นายสำราน หลวงอภัย รองอธิบดีกรมมรดก (ดูแลงานด้านฝ่ายบริหารและบุคลากร)
๑.๓ ดร.ทองลิด หลวงโคตร ผู้อำนวยการกองโบราณคดี
๑.๔ นายสุรินทร เพชรชมพู หัวหน้าแผนกคุ้มครองพิพิธภัณฑสถาน
๒. นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการเข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับกรมมรดกว่าสืบเนื่องจากกรมศิลปากร ได้ดำเนินโครงการมหกรรมการแสดงด้านนาฏดุริยางคศิลป์และดนตรีแบบบูรณาการ โดยการจัดงานเผยแพร่แลกเปลี่ยนนาฏศิลป์ – ดนตรีกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ณ หอวัฒนธรรมแห่งชาติลาว นครเวียงจันทน์ ในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ โดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้วัฒนธรรมเป็นสื่อกลางในการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกอาเซียน ผ่านการแสดงนาฏศิลป์ - ดนตรี และเป็นการเสริมสร้างพันธมิตรทางวัฒนธรรม และร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ ๖๕ ปีความสัมพันธ์ไทย-ลาว และ ๔๐ ปี แห่งการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยการแสดงของคณะนาฏศิลป์จากกรมศิลปากรนั้น มีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก และในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙ คณะนาฏศิลป์กรมศิลปากร ได้ร่วมแลกเปลี่ยนการสาธิตการแสดงกับโรงเรียนศิลปะแห่งชาติลาว ในการนี้ อธิบดีกรมศิลปากรจึงขอใช้โอกาสอันดีที่ได้เดินทางเยือนสปป. ลาว เข้าเยี่ยมคารวะอธิบดีกรมมรดก และหารือเกี่ยวกับการดำเนินงานในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม ด้วยกรมศิลปากร ประเทศไทย และกรมมรดก สปป.ลาว มีหน้าที่การทำงานที่คล้ายคลึงกัน ในการศึกษาค้นคว้าวิจัยทางวิทยาการโบราณคดี โบราณสถาน และพิพิธภัณฑ์ ซึ่งทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างใกล้ชิด และทั้งสองหน่วยงานมีนักวิชาการที่มีองค์ความรู้และประสบการณ์การทำงานในด้านดังกล่าว หากทั้งสองฝ่ายได้มีการจัดทำความตกลงร่วมกันก็จะสามารถทำให้ความร่วมมือเป็นรูปธรรมและนำไปสู่การส่งเสริมความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยผ่านมิติและบริบทของการดำเนินงานศึกษาวิจัยร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมากรมศิลปากรและกรมมรดกได้ร่วมกันพิจารณาจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแลกเปลี่ยนวิทยาการทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑสถาน และได้รับทราบว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการนำเสนอต่อรัฐบาลของ สปป. ลาว กรมศิลปากรหวังว่าบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าวจะผ่านความเห็นชอบจากฝ่ายลาว เพื่อจะได้จัดให้มีการลงนามร่วมกันในเร็ววันนี้ ซึ่งกรมศิลปากรจะขอเรียนเชิญอธิบดีกรมมรดก และคณะเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อลงนามความตกลงร่วมกัน และเมื่อมีการลงนามร่วมกันเป็นที่แล้วเสร็จ นักวิชาการของทั้งสองฝ่ายจะได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการฯ ซึ่งกิจกรรมตามแผนงานจะเป็นการแลกเปลี่ยนการศึกษาวิจัยในพื้นที่ของทั้งสองประเทศ และการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถเพื่อปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การดำเนินความร่วมมือระหว่างไทย – ลาว เป็นไปตามนโยบายของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย ที่มุ่งเน้นให้พัฒนาการทำงานกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อจักได้ก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน
๓. ดร. บุนเที่ยง สิริปะพัน อธิบดีกรมมรดก แสดงความขอบคุณอธิบดีกรมศิลปากรที่ได้ให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนกรมมรดกด้วยตนเอง กรมมรดก สปป. ลาว แบ่งการทำงานออกเป็น ๔ แผนก ได้แก่
- แผนกคุ้มครองโบราณวัตถุ - แผนกคุ้มครองพิพิธภัณฑสถาน
- แผนกคุ้มครองมรดกสถาน (historical monument)
- แผนกคุ้มครองมรดกนามธรรม (intangible cultural heritage)
แผนกต่างๆ มีหน้าที่รับผิดชอบงานด้านวิชาการที่เกี่ยวข้องกับมรดกวัฒนธรรม ผลงานที่โดดเด่นของกรมมรดกคือการดำเนินงานร่วมกับองค์กรยูเนสโก ในการปกป้องคุ้มครอง แหล่งมรดกโลกหลวงพระบาง และวัดพู จำปาสัก รวมไปถึงมรดกโลกทางธรรมชาติ คือ ทุ่งไหหิน ที่เมืองเชียง ปัจจุบันนี้ทางแผนกวัฒนธรรม แขวงบ่อแก้ว และ กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม ได้มีมาตรการอนุรักษ์และประกาศให้ เมืองเก่าสุวรรณโคมคำ เป็นปูชนียสถานแห่งชาติ เป็นสถานที่อนุรักษ์และหวงห้าม เป็นอุทยานแห่งการศึกษาหาความรู้ แหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจของนักค้นคว้า นักศึกษา นักอนุรักษ์นิยม และรักษาวัฒนธรรมอันหลากหลาย
ในปี ๒๕๕๙ นี้ นายทองสิง ทำมะวง นายกรัฐมนตรีของ สปป. ลาว ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน งานด้านวัฒนธรรมจะเน้นในเรื่อง Promotion, Preservation and Protection
ในส่วนของความร่วมมือด้านวัฒนธรรมมีความคิดเห็นเช่นเดียวกับประเทศไทย ที่ควรเน้นความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านก่อน เพราะมีประเพณี วัฒนธรรม ที่คล้ายคลึงกัน มากกว่าที่จะไปมีความร่วมมือกับฝรั่งต่างชาติอย่างชาวยุโรป ซึ่งมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันและที่ตั้งของประเทศก็อยู่ห่างไกลกัน และมีความยินดีที่จะจัดทำบันทึกความเข้าใจร่วมกับประเทศไทย เพื่อให้งานด้านอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมเป็นรูปธรรม
ดร.ทองลิด หลวงโคตร ผู้อำนวยการกองโบราณคดี แจ้งให้ทราบว่ากรมมรดกได้เคยนำเสนอกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขอความเห็นชอบให้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแลกเปลี่ยนวิทยาการทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑสถาน กับประเทศไทย และได้เตรียมคณะจะเดินทางไปลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ที่ประเทศไทยแล้ว แต่เนื่องจากตรงกับวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นวันชาติของ สปป. ลาว จึงทำให้ต้องเลื่อนกำหนดการเดินทางออกไปก่อน อีกทั้งยังมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลของ สปป. ลาว ชุดใหม่ ดังนั้น กรมมรดกจึงทำให้ต้องดำเนินการนำเสนอเรื่องดังกล่าวไปยังกระทรวงการต่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในเบื้องต้นได้รับทราบว่ากระทรวงการต่างประเทศน่าจะให้ความเห็นชอบ หากกรมมรดกได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการต่างประเทศ จะประสานให้ฝ่ายไทยทราบในโอกาสแรก
ดร. บุนเที่ยง สิริปะพัน อธิบดีกรมมรดก ได้กล่าวเพิ่มเติมว่าในปัจจุบันนี้กรมมรดกยังคงขาดแคลนบุคลากรในการทำงาน และงบประมาณสนับสนุนในการดำเนินงาน การดำเนินความร่วมมือกับต่างประเทศในลักษณะการแลกเปลี่ยนความร่วมมือจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งประเด็นนี้ทางฝ่ายลาวยังต้องมีการพิจารณากันต่อไป
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
๑๐.๑ การจัดการแสดงนาฏศิลป์และดนตรีในต่างประเทศ จำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในประเทศนั้นๆ สำหรับการจัดการแสดงฯ ที่ สปป. ลาว ในครั้งนี้ กรมศิลปากรได้ประสานการทำงานกับสถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ หอวัฒนธรรมแห่งชาติลาว นครเวียงจันทน์ และโรงเรียนศิลปะแห่งชาติลาว ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจนทำให้การจัดการแสดงราบรื่นและประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม
๑๐.๒ จากการศึกษาสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมของ สปป. ลาว ทำให้เห็นว่าโบราณสถานส่วนใหญ่จะเป็นวัด ซึ่งยังคงมีประชาชนเข้าใช้ประกอบศาสนกิจอยู่เป็นประจำ จึงทำให้ต้องดูแลรักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสถานที่อยู่ตลอดเวลา เพื่อความสวยงามและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเยี่ยมชม
๑๐.๓ จากการหารือกับกรมมรดก เกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมกับ สปป. ลาว นั้น ฝ่ายไทยควรจัดเตรียมงบประมาณให้มีความพร้อมเนื่องจากฝ่ายลาวยังเป็นประเทศที่ยังคงต้องการความช่วยเหลือทั้งด้านงบประมาณเครื่องมือและอุปกรณ์ทางเทคโนโลยี รวมทั้งบุคลากรค่อนข้างมาก
นางสาวสิริอร อ่อนทรัพย์ นักวิเทศสัมพันธ์ชำนาญการ
รายงานผลการเดินทางไปราชการ ณ ราชอาณาจักรนอร์เวย์
๑. ชื่อโครงการ
การเดินทางสำรวจสภาพในพิพิธภัณฑสถานไทย ณ เมืองนอร์ดแคปป์ และสำรวจพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ เมืองเบรวิก ราชอาณาจักรนอร์เวย์
๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อสำรวจพื้นที่จัดแสดงบริเวณหินพระปรมาภิไธยย่อ จปร. และพิพิธภัณฑสถานไทย ณ เมืองนอร์ดแคปป์ ราชอาณาจักรนอร์เวย์ สำหรับนำมาจัดทำแบบปรับปรุงนิทรรศการในพื้นที่ดังกล่าว
๒.๒ เพื่อสำรวจสภาพความเสียหายของแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ประดิษฐาน ณ เมืองเบรวิก เพื่อนำกลับมาเป็นข้อมูลในการออกแบบปรับปรุงซ่อมแซมแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ
๓. กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๖ – ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๙
๔. สถานที่ เมืองนอร์ดแคปป์ และ เมืองเบรวิก ราชอาณาจักรนอร์เวย์
๕. หน่วยงานผู้จัด กรมศิลปากร และกระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล
๖. หน่วยงานสนับสนุน เทศบาลเมืองพอร์สกรุนน์ (เมืองเบรวิกขึ้นกับเทศบาลเมืองพอร์สกรุนน์)
ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวนอร์ดแคปป์ เขตเทศบาลเมือง Honningsvag
๗. กิจกรรม
วันจันทร์ที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๙
๐๗.๒๕ น. - เดินทางถึงกรุงออสโล โดยเที่ยวบิน TG ๙๕๔
- เดินทางไปเมือง Brevik สำรวจพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๕ และหารือกับผู้รับเหมาท้องถิ่น
๑๖.๓๐ น. - เดินทางกลับกรุงออสโล
วันอังคารที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๙
- สำรวจวัสดุก่อสร้างในพื้นที่
- เยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ และโอเปร่าเฮาส์
วันพุธที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๙
๐๗.๕๕ - เดินทางจากกรุงออสโล ไปเมือง Tromso โดยเที่ยวบิน SK ๔๔๐๙
๑๐.๒๕ - เดินทางจากเมือง Tromso ไปยังเมือง Honningsvag โดยเที่ยวบิน WF ๙๔๐
๑๑.๔๘ - เดินทางถึงเมือง Honningsvag
บ่าย - สำรวจพิพิธภัณฑสถานไทย ณ Nordkapp
วันพฤหัสที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๙
๑๐.๐๐ น. - ประชุมสรุปงาน
๑๖.๐๐ น. - ออกเดินทางจาก Honningsvag ไปยังเมือง Alta (โดยรถยนต์)
วันศุกร์ที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๙
๐๗.๓๐ น. - เดินทางจากเมือง Alta กลับกรุงออสโล โดยเที่ยวบิน SK ๔๔๐๙
๑๐.๒๐ น. - เดินทางถึงกรุงออสโล
บ่าย - สำรวจวัสดุก่อสร้างในพื้นที่
วันเสาร์ที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๙
- เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ในกรุงออสโล
วันอาทิตย์ที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๙
๑๔.๑๕ น. - เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยเที่ยวบิน TG ๙๕๕
๘. คณะผู้แทนไทย
นางสาววิมลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ มัณฑนากรชำนาญการพิเศษ
นายวุฒินันท์ จินศิริวานิชย์ มัณฑนากรชำนาญการ
นายดิษพงษ์ เนตรล้อมวงศ์ ภัณฑารักษ์ชำนาญการ
นายภราดร เชิดชู ประติมากรชำนาญการ
นายณรงค์ฤทธิ์ ทองแสง สถาปนิกปฏิบัติการ
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
๙.๑ การสำรวจพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ เมืองเบรวิก
คณะทำงานได้ดำเนินการสำรวจ รังวัด ถ่ายภาพ สภาพความเสียหายของแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่ได้ทำการก่อสร้างประกอบติดตั้งแล้วเสร็จ ณ เมืองเบรวิก ราชอาณาจักรนอร์เวย์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งเมื่อระยะเวลาล่วงเลยผ่านมา ๖ ปี จากสภาพอากาศที่มีความแตกต่างจากประเทศไทยมาก อีกทั้งพื้นที่ตั้งอยู่ติดริมทะเล มีไอทะเลกัดกร่อน ทำให้ส่งผลต่อเนื้อหินและวัสดุประสานเนื้อหินต่างๆที่เตรียมไปจากประเทศไทย เกิดการชำรุด เปื่อย หลุดร่อน เป็นบางจุด จึงต้องดำเนินการสำรวจความเสียหายทั้งหมด เพื่อวางแนวทางและจัดทำแบบปรับปรุงซ่อมแซมโดยเร็ว โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล ตลอดจนหน่วยงานผู้เกี่ยวข้องจากเมืองเบรวิก และเทศบาลเมืองพอร์สกรุนน์ ราชอาณาจักรนอร์เวย์ ได้ร่วมสำรวจและหารือเรื่องสภาพความเสียหายทั้งหมด พร้อมทั้งได้แสดงความตั้งใจที่จะร่วมมือดำเนินการให้สำเร็จ
การสำรวจสภาพความเสียหายของพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และส่วนแท่นฐาน โดยการรังวัด ถ่ายภาพ ส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบพกพา พบว่าพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ อยู่ในสภาพสมบูรณ์ มีสนิมจับตามสภาพกาลเวลา ซึ่งเป็นลักษณะตามธรรมชาติ ไม่ได้เกิดความเสียหายกัดกร่อนหรือมีชิ้นส่วนแตกหักแต่อย่างใด ส่วนแท่นฐานนั้น มีสภาพความเสียหายพอสมควร ประมาณ ๓๐% เนื่องจากเมื่อครั้งการก่อสร้างประกอบติดตั้งได้ใช้หินและวัสดุยาแนวหรือวัสดุประสานเนื้อหินต่างๆ รวมทั้งกรรมวิธีการก่อสร้างจากประเทศไทย ใช้ช่างไทยเดินทางไปประกอบติดตั้งทั้งหมด โดยได้ทำการก่อสร้างประกอบติดตั้งแล้วเสร็จ ณ เมืองเบรวิก ราชอาณาจักรนอร์เวย์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งเมื่อระยะเวลาล่วงเลยผ่านมา ๖ ปี จากสภาพอากาศของเมืองเบรวิกที่มีความแตกต่างจากประเทศไทยมาก ในรอบปีมีอุณหภูมิที่แตกต่างกันมาก ตั้งแต่ -๓๐ ถึง ๒๐ องศาเซลเซียส อีกทั้งพื้นที่ตั้งอยู่ติดริมทะเล มีไอทะเลกัดกร่อน ทำให้ส่งผลต่อเนื้อหินและวัสดุประสานเนื้อหินต่างๆที่เตรียมไปจากประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลเกิดการชำรุด เปื่อย หลุดร่อน เป็นบางจุด โดยปูนยาแนวนั้นหลุดร่อนออกเกือบทั้งหมด อันเป็นความเสียหายเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ (หากเป็นวัสดุและกรรมวิธีการก่อสร้างแบบเดียวกันนี้ ที่ทำการก่อสร้างในประเทศไทย กว่าสภาพความเสียหายจะปรากฏก็ใช้ระยะเวลาประมาณ ๑๐ ปีขึ้นไป) ซึ่งด้วยสภาพอากาศ ณ เมืองเบรวิคที่เปลี่ยนแปลงรุนแรงนี้ ทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อหินและวัสดุประสานดังกล่าวภายใต้ระยะเวลาที่เร็วขึ้นกว่าการก่อสร้างในประเทศไทย จึงต้องดำเนินการสำรวจความเสียหายทั้งหมด เพื่อกำหนดแผนการทำงาน วางแนวทางและจัดทำแบบปรับปรุงซ่อมแซมเสนอตามแผนงานต่อไป
๙.๒ การสำรวจพื้นที่พิพิธภัณฑสถานไทย ณ นอร์ดแคปป์
คณะทำงานได้เดินทางไปสำรวจ รังวัด ถ่ายภาพ และเก็บข้อมูลพื้นที่ในอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่แหลมเหนือ หรือนอร์ดแคปป์ (Nordkapp) ซึ่งเป็นที่ตั้งของหินสลักพระปรมาภิไธยย่อ จปร. และพิพิธภัณฑสถานไทย ณ นอร์ดแคปป์ รวมทั้งได้สำรวจพื้นที่ภายในและภายนอกอาคารของศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ตลอดจนได้สำรวจพื้นที่บริเวณ Hornvika ซึ่งเป็นจุดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นจากเรือพระที่นั่งเพื่อปีนหน้าผาและเสด็จพระราชดำเนินต่อมายังบริเวณแหลมเหนือ ทั้งหมดนี้เพื่อนำข้อมูลมาพิจารณาในการปรับปรุงการจัดแสดงทั้งบริเวณหินพระปรมาภิไธยและภายในพิพิธภัณฑ์
อาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเป็นอาคารขนาดใหญ่ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ตั้งอยู่บริเวณปลายแหลมด้านเหนือสุดของแผ่นดินประเทศนอร์เวย์ (ละติจูดที่ ๗๑ องศาเหนือ ๑๐ ลิปดา ๒๑ ฟิลิปดา) ภายในอาคารประกอบด้วยโถงต้อนรับซึ่งเป็นที่ตั้งของหินพระปรมาภิไธย จปร. เชื่อมไปสู่ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก ลานชมทัศนียภาพนอกอาคาร และมีชั้นใต้ดินลงไปอีกสามชั้น ทำทางเดินเป็นอุโมงค์ยาวเพื่อนำนักท่องเที่ยวลงไปยังห้องรับรองขนาดใหญ่ (เรียกว่า Grotto) ซึ่งเดิมเจาะเป็นช่องแสงเปิดออกสู่ด้านหน้าของผาเพื่อชมทัศนียภาพของท้องทะเล (ปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุง) ตลอดเส้นทางเดินลงสู่ห้องรับรองจะมีห้องฉายภาพยนตร์และพื้นที่จัดนิทรรศการเล่าเรื่องต่างๆ ทั้งภูมิศาสตร์ ธรรมชาติวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดีและเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในบริเวณนี้ โดยห้องพิพิธภัณฑสถานไทยก็ตั้งอยู่บนเส้นทางดังกล่าว
หินสลักพระปรมาภิไธยย่อ จปร. ตั้งอยู่ในโถงต้อนรับภายใน ถัดจากประตูทางเข้าอาคาร มีขอบยกพื้นและตั้งเสาสแตนเลสกรุผนังกระจกใสเป็นรั้วกั้นโดยรอบก้อนหิน เป็นพื้นที่จุดหมายตาสำคัญของโถงต้อนรับ ในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวโยนเหรียญลงไปในบ่อหินเป็นจำนวนมาก เงินจำนวนนี้จะถูกรวบรวมและนำไปมอบให้องค์กรการกุศลเพื่อเด็กยากไร้ทั่วโลก ตามโครงการ Children of the Earth ซึ่งก่อตั้งโดยศูนย์ท่องเที่ยวนอร์ดแคปป์เอง ด้วยเหตุนี้ทางศูนย์ฯ จึงนำป้ายข้อมูลของโครงการดังกล่าวและตู้รับบริจาคอีกตู้หนึ่ง มาติดไว้ใกล้กันที่ผนังด้านหลังหินพระปรมาภิไธย ทำให้เรื่องราวของหินและประวัติศาสตร์การเสด็จฯ เยือนนอร์ดแคปป์ถูกลดความสำคัญลงและกลับกลายให้ผูกโยงกับการรับบริจาคโดยปริยาย
พิพิธภัณฑสถานไทย ณ นอร์ดแคปป์ ตั้งอยู่เยื้องกับโบสถ์ขนาดเล็ก (St Johannes Kappel) ก่อนจะถึงห้องรับรอง บริเวณปลายอุโมงค์ เป็นห้องนิทรรศการขนาดเล็ก มีพื้นที่จัดแสดงภายในประมาณ ๒๐ ตารางเมตร หน้าห้องมีป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์และตู้จัดแสดงเรือสุพรรณหงส์จำลอง ภายในห้องด้านซ้ายมือประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขนาดครึ่งพระองค์ พร้อมด้วยแท่นพานพุ่ม โต๊ะวางของถวายและแท่นกราบ ที่ผนังด้านในมีตู้จัดแสดงสามตู้ ตู้กลางจัดแสดงวัสดุอุปกรณ์ในวันเปิดพิพิธภัณฑ์ (สมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เปิดเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๓๒) มีตู้กระจกสองตู้จัดแสดงวัตถุสิ่งของจากประเทศไทย ประกอบด้วยเหรียญกษาปณ์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และงานประณีตศิลป์เครื่องถ้วยและเครื่องโลหะ ผนังโดยรอบตกแต่งด้วยแผงไม้แกะสลักย้อมสีและปิดทอง กรุกระจกเงาและไม้อัดสัก จัดแสดงภาพจดหมายเหตุเล่าเรื่องการเสด็จประพาสและพระราชวงศ์ของไทย
การจัดแสดงห้องพิพิธภัณฑ์นี้ เดิมทีเป็นการติดตั้งในห้องที่กั้นล้อมหินพระปรมาภิไธย ซึ่งเป็นบริเวณที่สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ เสด็จฯ เปิด ในปี ๒๕๓๒ แต่ต่อมามีการปรับปรุงขยายพื้นที่โถงต้อนรับ ห้องดังกล่าวถูกรื้อถอนออกไปให้เป็นโถงต้อนรับขนาดใหญ่ ซึ่งมีหินจปร. ตั้งอยู่กลางโถง และมีการหารือกันระหว่างกำหนดพื้นที่จัดแสดงใหม่ที่ห้องด้านล่าง ครุภัณฑ์และวัตถุจัดแสดงจึงถูกเคลื่อนย้ายลงมา โดยมีเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร (นายสุเทพ วิริยะบุศย์ และนางสาววิมลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ เป็นมัณฑนากรผู้ออกแบบ) เดินทางไปร่วมกำหนดรูปแบบและตำแหน่งการจัดวางใหม่ โดยให้ช่างท้องถิ่นดำเนินการต่อจนแล้วเสร็จในปี ๒๕๔๐ ทั้งบริเวณหินจปร.และห้องพิพิธภัณฑ์นี้ได้รับการดูแลโดยศูนย์บริการท่องเที่ยวนอร์ดแคปป์และมีการปรับปรุงซ่อมแชมเล็กน้อยอยู่เป็นระยะ ผ่านการหารือและประสานงานกับฝ่ายรัฐบาลไทย ผ่านทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงออสโล
ในการประชุมสรุปงานร่วมกันระหว่างคณะเดินทางกับท่านเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงออสโล และอัครราชทูตที่ปรึกษา รวมทั้งเจ้าหน้าที่คนไทยที่บริหารงานอยู่ภายในศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มีความเห็นตรงกันที่จะให้มีการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์และบริเวณหินแกะสลัก จปร. ครั้งใหญ่ โดยต้องเริ่มทำงานตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบเนื้อหา การจัดหาวัตถุและสื่อจัดแสดงและเทคนิคการจัดแสดง โดยเน้นวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารเรื่องราวสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบริบททางประวัติศาสตร์และพื้นที่ รวมทั้งต้องพยายามฟื้นฟูการเชื่อมโยงเรื่องราวจากหินพระปรมาภิไธยกับพิพิธภัณฑสถานไทยที่ตั้งอยู่ห่างกัน และไม่ลืมที่จะสร้างความต่อเนื่องกลมกลืนของประสบการณ์โดยรวมสำหรับผู้ชม ทั้งที่เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศซึ่งมีพื้นฐานการรับรู้และความคาดหวังที่แตกต่างกัน
สรุปรายการปรับปรุงและแผนการดำเนินงานเบื้องต้น
๑. งานปรับปรุงพื้นที่บริเวณรอบหินแกะสลักพระปรมาภิไธยย่อ จปร.
- ขอย้ายแผงนิทรรศการของโครงการ Children of the Earth และตู้บริจาค ไปไว้บริเวณอื่น (ตามที่ทางศูนย์เห็นเหมาะสม)
- ติดตั้งภาพพระบรมฉายาลักษณ์กับคณะตามเสด็จและช่างผู้แกะสลักหิน อัดขยายขนาดใหญ่พร้อมข้อมูลการเสด็จเยือนในปี ค.ศ. ๑๙๐๗ (พ.ศ. ๒๔๕๐) และส่งเรื่องราวต่อไปยังห้องพิพิธภัณฑ์
- ปรับปรุงระบบแสงสว่าง โดยติดตั้งดวงโคมส่องสว่างที่ฐานหินโดยเฉพาะด้านที่แกะสลักพระปรมาภิไธย เพื่อให้เกิดแสงเงาที่สวยงามและเห็นรอยแกะสลักที่ชัดเจนขึ้น (ต้องขอความอนุเคราะห์เจ้าหน้าที่เดินสายไฟใต้พื้นมาที่ด้านข้างแท่นหิน)
๒. งานปรับปรุงห้องพิพิธภัณฑสถานไทย ณ นอร์ดแคปป์
- บริเวณผนังหน้าห้องพิพิธภัณฑ์และด้านตรงข้าม จัดแสดงข้อมูลสังเขปเกี่ยวกับการเสด็จประพาส อาทิ แผนที่เส้นทางการเสด็จเยือนนอร์เวย์ ประกอบภาพถ่ายหรือเอกสารจดหมายเหตุ เพื่อเชิญชวนและทำความเข้าใจผู้ชมเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์
- ภายในห้อง ดำเนินการปรับปรุงทั้งกายภาพและเนื้อหานิทรรศการ ซึ่งภัณฑารักษ์จะเป็นผู้กำหนดเนื้อหาและสื่อจัดแสดงทั้งหมดก่อนแล้วจึงนำมาออกแบบกายภาพนิทรรศการต่อไป โดยโครงสร้างทางกายภาพและสิ่งจัดแสดงที่จะยังคงไว้ในพิพิธภัณฑ์ ได้แก่
๑) คงโครงสร้างผนังและพื้นเดิมของห้องพิพิธภัณฑ์ ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากของการปรับแก้งานระบบที่ซ่อนอยู่ภายในผิวอาคาร (ได้แก่ระบบป้องกันความชื้น ระบบระบายน้ำ ระบบทำความร้อน ฯลฯ) ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบใหญ่ของอาคาร
๒) พระบรมรูปฯ ให้ประดิษฐานไว้ดังเดิม โดยออกแบบแท่นฐานใหม่และจัดพื้นที่ถวายของให้เป็นสัดส่วน และน่าจะปรับตำแหน่งพระบรมรูปไปฝั่งตรงข้าม เพื่อให้พระพักตร์ผินไปทางประตูทางเข้า
๓) วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้เมื่อครั้งสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ เสด็จเปิดพิพิธภัณฑ์
๔) ป้ายจำลองพระนาม “สิรินธร” ซึ่งทางศูนย์ท่องเที่ยวได้เก็บรักษาไว้และยังอยู่ในสภาพดี
๓. ขั้นตอนการดำเนินงานโดยสังเขป
-เนื่องจากในปี ๒๕๖๐ จะเป็นวาระครบรอบ ๑๑๐ ปี การเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ ทางสถานเอกอัครราชทูตไทยฯ เห็นควรที่จะปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาของปี ๒๕๖๐ เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสดังกล่าว อย่างไรก็ดี ทางศูนย์บริการนักท่องเที่ยวนอร์ดแคปป์ มีข้อเสนอแนะว่าการดำเนินการก่อสร้างติดตั้งนิทรรศการควรให้แล้วเสร็จก่อนเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วง High Season ของทุกปี โดยจะเริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก และอีกปัจจัยหนึ่งคือเส้นทางขนส่งวัสดุอุปกรณ์เข้าพื้นที่ จำเป็นจะต้องรอเข้าสู่เดือนพฤษภาคม ให้หิมะละลายไปพอสมควรและรถใหญ่สามารถวิ่งได้โดยสะดวก ดังนั้นเวลาที่เหมาะสมในการเข้าพื้นที่ น่าจะเป็นสัปดาห์ที่สามและสี่ของเดือนพฤษภาคม โดยมีขั้นตอนการเตรียมแบบของบประมาณและการเตรียมงาน ดังนี้
สิงหาคม ๒๕๕๙
สรุปเนื้อหาเบื้องต้น กำหนดรูปแบบรายการและประมาณราคาโดยสังเขป เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถนำไปของบประมาณประจำปี รวมทั้งขอสนับสนุนจากภาคเอกชน
กันยายน-ธันวาคม ๒๕๕๙
จัดทำบทนิทรรศการอย่างละเอียด จัดทำแบบนิทรรศการและประมาณราคาโดยละเอียดเพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง
มกราคม-มีนาคม ๒๕๖๐
จัดทำโครงสร้าง วัสดุ สื่อและอุปกรณ์นิทรรศการ ทั้งหมดในประเทศไทย
เมษายน ๒๕๖๐
ส่งวัสดุอุปกรณ์ทางเรือไปยังประเทศนอร์เวย์
พฤษภาคม ๒๕๖๐
ขนส่งวัสดุอุปกรณ์เข้าพื้นที่ บริษัทผู้รับจ้างเข้าติดตั้งและทดสอบนิทรรศการ
ตรวจสอบทะเบียนครุภัณฑ์และวัตถุส่งคืน พร้อมขนส่งไปยังพื้นที่เป้าหมาย
ตรวจสอบความเรียบร้อยเพื่อเตรียมเปิดให้บริการ
มิถุนายน ๒๕๖๐
ทดลองเปิดให้บริการ
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
๑๐.๑ กรณีการสำรวจพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ
งานก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ในต่างประเทศเป็นงานละเอียดอ่อน ทั้งในแง่การออกแบบ การติดต่อ ประสานงาน การวางแผนดำเนินงาน ในกรณีการก่อสร้าง ณ เมืองเบรวิก ราชอาณาจักรนอร์เวย์ นี้ ถือเป็นกรณีศึกษาที่ดี เพราะถือได้ว่าเป็นพระพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ กลางแจ้งในต่างประเทศแห่งแรกๆ ที่ออกแบบโดยกรมศิลปากร แทบจะไม่มีกรณีศึกษาเทียบเคียงก่อนหน้า ปัญหาที่พบเกิดขึ้นเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันมากกับประเทศไทย ทำให้วัสดุและกรรมวิธีการก่อสร้างแบบประเทศไทยไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่ราชอาณาจักรนอร์เวย์ และด้วยงบประมาณอันจำกัดเมื่อครั้งดำเนินการก่อสร้าง (๕๐๐,๐๐๐ บาท) ทำให้ต้องเลือกใช้หินในประเทศไทย และต้องใช้วิธีการประกอบหินเป็นชิ้นเล็กๆ เพราะหากใช้หินชิ้นใหญ่สลัก จะมีราคาสูง ซึ่งด้วยสภาพหินและจำนวนรอยต่อ รอยยาแนวต่างๆที่มีมาก เนื่องจากเป็นการประกอบหินชิ้นเล็ก ทำให้ฝน หิมะ ไอทะเลต่างๆ กัดกร่อนทะลุเข้าไปภายในเนื้อหินตามแนวรอยต่อเหล่านี้ได้โดยง่าย เกิดการเร่งระยะเวลาความเสียหายให้เกิดขึ้นโดยเร็วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ในการก่อสร้างภายหน้าที่มีโครงการใกล้เคียงกับกรณีศึกษานี้ จึงเสนอการวางแนวทางในการดำเนินงานโครงการให้มีการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่ตั้งและเตรียมรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ เช่น สามารถเลือกใช้หินหรือใช้วัสดุการก่อสร้างจากประเทศที่ตั้งได้ แม้ราคาจะสูงกว่าในประเทศไทย แต่ก็จะทำให้โครงการมีสภาพที่สมบูรณ์ขึ้น อยู่ได้นาน ยืดระยะเวลาความเสื่อมสภาพได้ และงานก่อสร้างในต่างประเทศนั้น เป็นงานที่ต้องใช้ความชำนาญพิเศษ ทั้งด้านวิชาช่างและการติดต่อประสานงาน ซึ่งกรมศิลปากรได้มีส่วนรับผิดชอบโครงการโดยตลอด จึงเห็นควรให้มีการจัดอบรมสัมมนาให้ความรู้แก่บุคลากรภายใน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
๑๐.๒ กรณีการสำรวจพิพิธภัณฑสถานไทย ณ นอร์ดแคปป์
การเดินทางไปสำรวจครั้งนี้ ทำให้คณะเดินทางได้ศึกษาตัวอย่างของพิพิธภัณฑ์ในอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในประเทศและมีโอกาสหารือกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อทำความเข้าใจหลักและวิธีการในการพัฒนาทั้งด้านการวางแผน งานกายภาพ และงานบริหารจัดการ
-การวางแผนและการประสานงานผู้เกี่ยวข้อง
หากพิจารณาจากประวัติการก่อตั้งและรูปแบบการบริหารจัดการ พิพิธภัณฑ์นี้มีลักษณะแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ทั่วไปในหลายๆ ด้าน ทั้งการที่พิพิธภัณฑ์ถูกสร้างด้วยงบประมาณของประเทศไทย แต่ต้องไปติดตั้งในต่างประเทศ ทั้งการดูแลและบริหารจัดการก็เป็นของหน่วยงานในอีกประเทศหนึ่ง ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้องในทุกระดับ (ตั้งแต่รัฐบาลประเทศถึงระดับท้องถิ่นและองค์กรหน้างาน) รวมทั้งพิจารณาหากลไกของการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เมื่อเปิดใช้งานแล้ว เพื่อให้พิพิธภัณฑ์สามารถดำเนินงานได้ในระยะยาว ไม่สร้างความลำบากให้กับผู้ดูแลอาคารและสนับสนุนกิจการของพื้นที่ไปพร้อมกัน
-การติดตั้งและบริหารกายภาพพื้นที่
การติดตั้งนิทรรศการในพื้นที่ห่างไกลและมีลักษณะภูมิศาสตร์ที่แตกต่างจากประเทศไทย จำเป็นต้องคิดวางแผนงานด้านกายภาพอย่างรอบคอบ พิพิธภัณฑสถาน ณ นอร์ดแคปป์ถือเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุด ทั้งในเรื่องตำแหน่งที่ตั้งของอาคารในพื้นที่ห่างไกล การคมนาคมขนส่งไม่สะดวก รวมทั้งสภาพอากาศที่หนาวจัดรุนแรงเกือบทั้งปี ส่งผลต่อการเลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ หรือสื่อนิทรรศการต่างๆ และขั้นตอนการดำเนินงานที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ทั้งในช่วงการขนส่ง ติดตั้ง และการบำรุงรักษาในระยะยาว นอกจากนี้ยังต้องศึกษาไปถึงมิติอื่นๆ เช่นกฎหมายเทศบัญญัติ นโยบายการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม มาตรฐานวัสดุอุปกรณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดรูปแบบทางกายภาพของพิพิธภัณฑ์ด้วย
-การบริหารจัดการ “พิพิธภัณฑ์”
พิพิธภัณฑ์ของไทยที่ตั้งอยู่ต่างประเทศมีบทบาทที่แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ในประเทศที่มีวิธีการบริหารจัดการแบบปกติ เมื่อก่อสร้างหรือปรับปรุงเรียบร้อยแล้ว ณ ช่วงส่งมอบพื้นที่จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนระหว่างเจ้าของเรื่อง (รัฐบาลไทย) กับเจ้าของพื้นที่ (รัฐบาลนอร์เวย์ และศูนย์ท่องเที่ยวนอร์ดแคปป์) ในการทำให้พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ในสภาพที่ให้บริการผู้ชมได้เต็มประสิทธิภาพตลอดเวลา สามารถสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายหลากหลายกลุ่มที่มีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันแต่สะท้อนวัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้งได้ ตลอดจนต้องวางกรอบของการจัดกิจกรรม (ทั้งฝ่ายอาคาร บริษัทนำเที่ยว นักท่องเที่ยวกลุ่มต่างๆ หรือชาวไทยในนอร์เวย์ เป็นต้น) ภายใต้ระเบียบปฏิบัติที่เหมาะสม พร้อมทั้งตั้งมาตรการการจัดการกับอนาคตทั้งปัญหากายภาพและการจัดการ รวมทั้งความยั่งยืนของพิพิธภัณฑ์ โดยกำหนดหน้าที่ของภาคส่วนต่างๆ ไว้อย่างรัดกุม
EP. 2 พับสาวัดสันป่าเลียง ภาพสะท้อนบทบาทกลุ่มชาวลัวะผลิตเหล็กช่วงเจ้าเจ็ดตนฟื้นฟูล้านนา “เก็บผักใส่ช้า เก็บข้าใส่เมือง”
..เรียบเรียงโดย ยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีชำนาญการ
..พับสาฉบับนี้ต้นฉบับมาจากวัดสันป่าเลียง ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวน 136 หน้า สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอยืมต้นฉบับมาถ่ายไมโครฟิล์ม โดยให้ชื่อว่า ประวัติศาสตร์ครองเมืองเชียงใหม่ ต่อมา ศาสตราจารย์เกียรติคุณสรัสวดี อ๋องสกุล ได้ปริวรรตและศึกษาเนื้อหาทั้งหมดตั้งชื่อใหม่พับสาเป็น “รวมเรื่องเมืองเชียงใหม่ : หลักฐานประวัติศาสตร์” สันนิษฐานว่าต้นฉบับน่าจะถูกเขียนขึ้นช่วงพุทธศตวรรษที่ 24
..เรื่องราวที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้กล่าวถึงเหตุการณ์ ในปี พ.ศ. 2327 ตรงกับช่วงพระเจ้ากาวิละ เป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่ (ตั้งมั่นที่เวียงป่าซาง) โดยกลุ่มเจ้านายในราชสำนักเชียงใหม่ร่วมกันออกกฎหมายคุ้มครอง “ลัวะส่วยเชา” คือชุมชนของชาวลัวะที่มีสถานะเป็น “ไพร่ส่วย” ซึ่งธรรมเนียมดังกล่าวเป็นไปตามจารีตประเพณีเก่าแก่ที่กระทำมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษของชาวลัวะ ระบุถึงชุมชนไพร่ส่วยชาวลัวะ จำนวนรวมทั้งสิ้น 12 ตอ (หน่วยชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตทรัพยากร) กำหนดให้ชาวลัวะกลุ่มต่าง ๆ มีหน้าที่ต้องส่งส่วย ดังนี้
..1) กลุ่มลัวะตอบ่อเหล็ก (ชุมชนแหล่งผลิตทรัพยากรเหล็ก) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรแร่เหล็กในแผ่นดินเป็นเงินบริสุทธิ์ 1,000 เงิน จ่ายเงินตราแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน 1,200 เงิน ค่าตอบแทนพิเศษสินน้ำใจ ค่าสมุดและค่าดินสอ เป็นเงิน 150 เงิน
..2) กลุ่มลัวะตอพราน (ชุมชนแหล่งผลิตทรัพยากรของป่า) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรของป่าในแผ่นดินเป็นเงินบริสุทธิ์ 220 เงิน
..3) กลุ่มลัวะตอสามล้านนอก ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับ 300 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 1,600 เงิน
..4) กลุ่มลัวะตอวัด (ชุมชนที่ผลิตทรัพยากรส่งวัด) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน มีฝ้ายเส้น 1,200 หน่วย จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 122 เงิน และข้าวตอกดอกไม้
..5) กลุ่มลัวะตอสามล้านใน ส่งส่วย ค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน 250 เงิน
..6) กลุ่มลัวะตอยาขาง (ชุมชนแหล่งผลิตทรัพยากรยารักษาโรค) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน มีฝ้ายเส้น 500 หน่วย เทียน 5 คู่ ยารักษาโรคหรือสมุนไพร 800 ห่อ ผ้าขาวห่อหนึ่ง
..7) กลุ่มลัวะตอท้องช้าง ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับ 200 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 72 เงิน
กลุ่มลัวะบ้านโต้ม บ้านน่อง ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับเสี้ยว 82 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 300 เงิน ค่าสมุดเป็นเงิน 1 ซีก ค่าดินสอเป็นเงิน 1 เสี้ยว
.
..9) กลุ่มลัวะบ้านน้อย บ้านเลิงข่วงก่อ ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับ 120 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน 700 เงิน ค่าตอบแทนพิเศษสินน้ำใจ ค่าสมุด และค่าดินสอ ด้วยเงินที่มีตราประทับ รวมเป็นเงิน 70 เงิน
..10) กลุ่มลัวะสลยู บ้านควร (บ้านกวน) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับ 100 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน 300 เงิน ค่าตอบแทนพิเศษ 100 เงิน ค่าชัน 1 เฟื้อง ค่าสมุดเป็นเงิน 1 ซีก ค่าดินสอเป็นเงิน 1 เสี้ยว และค่าหางจ่า 10 เงิน
..11) กลุ่มลัวะ 4 บ้าน บ้านเอิน ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินเป็นดอกเอื้องแซะ 250 ก้าน แบ่งเป็น ส่งเข้าในราชสำนักเชียงใหม่ 200 ก้าน ส่งที่ว่าราชการเมืองเชียงใหม่ 50 ก้าน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 200 เงิน
..12) กลุ่มลัวะบ้านทางครัว ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน มีข้าวสาร 120,000 หน่วย พริก 1,000 หน่วย เกลือ 1,000 หน่วย ฟักทอง 10 ลูก ปอ 10,000 หน่วย จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 100 เงิน
..จากเนื้อความจากพับสาฉบับของวัดสันป่าเลียง ช่วยสะท้อนให้เห็นภาพของการฟื้นฟูระบบอำนาจและเศรษฐกิจของรัฐบ้านเมือง ช่วงก่อนที่พระเจ้ากาวิละจะเข้าไปฟื้นฟูตั้งเมืองเชียงใหม่ กำจัดอำนาจพม่าให้หมดสิ้น และสร้างล้านนาให้กลับมาเข้มแข็ง มีรายละเอียดประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
..1) ประเด็นการฟื้นฟูอำนาจเชิงพื้นที่ ด้วยพื้นที่ทิวเขาถนนธงชัยทางด้านทิศตะวันตกของเชียงใหม่ และพื้นที่ด้านใต้เวียงเชียงใหม่ซึ่งมีชนชาวลัวะอาศัยค่อนข้างหนาแน่น ถือเป็นพื้นที่ปริมณฑลอำนาจการปกครองและเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญของราชธานีเชียงใหม่มาตั้งแต่โบราณ ดังนั้นการที่พระเจ้ากาวิละจะฟื้นฟูและสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบ้านเมือง จำเป็นจะต้องฟื้นฟูอำนาจเชิงพื้นที่เดิมให้กลับมาอยู่ในพระราชอำนาจก่อน จึงมีการทบทวน รื้อฟื้น และรับรองกฎหมายจารีตดั้งเดิมให้กับหัวหน้าชุมชนชาวลัวะ จำนวนรวม 12 ตอ หนึ่งในนั้นปรากฏชื่อ “ขุนบ่อเหล็ก” และ “ลวะตอบ่อเหล็ก”
..2) ประเด็นการฟื้นฟูอำนาจเชิงเศรษฐกิจและจัดเก็บทรัพยากร ข้อมูลจากหลักฐานเอกสารข้างต้น ได้กล่าวถึงศูนย์กลางอำนาจแห่งใหม่พยายามทบทวนและฟื้นฟูระบบการจัดเก็บทรัพยากรที่หลากหลายจาก “กลุ่มชาวลัวะ” ที่มีสถานะเป็น “ไพร่ส่วย” โดยรัฐบ้านเมืองใช้อำนาจเรียกร้องส่วนก่อให้เกิดผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจใน 2 ทาง ประกอบด้วย
2.1) ส่วยผลผลิต คือ ทรัพยากรที่ “ตอ”กลุ่มชาวลัวะนั้นสามารถจัดหาและผลิตได้ มีที่มาจากปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ตั้งถิ่นฐานและองค์ความรู้เฉพาะด้านของกลุ่มชน ทรัพยากรเหล่านี้นอกจากจะใช้หล่อเลี้ยงราชธานีแล้ว ยังอาจแปรประโยชน์เป็นสินค้า ในเชิงเศรษฐกิจการค้าของรัฐบ้านเมืองได้เช่นกัน
2.2) ส่วยภาษี คือ เงินหรือเงินตรา ที่ไพร่ส่วยต้องจ่ายให้รัฐบ้านเมืองแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน และค่าไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน หากสรุปข้อมูลจากเอกสารข้างต้นจะพบว่า กลุ่มตอลัวะ ที่จะต้องเสียภาษีมากที่สุดในบรรดาลัวะ 12 ตอ คือ กลุ่มลัวะตอบ่อเหล็ก ที่ต้องเสียภาษีรัฐบ้านเมืองมากถึง 2,200 เงินต่อปี คิดเป็น 31% ของรายได้จากลัวะตอทั้ง 12 กลุ่ม นัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มลัวะตอบ่อเหล็ก มีการนำทรัพยากรในแผ่นดินมาใช้ค่อนข้างสูง หรือไม่ทรัพยากรเหล็กอาจเป็นทรัพยากรที่รัฐบ้านเมืองตีมูลค่าสูง นอกจากนี้ชุมชนช่างทำเหล็กก็อาจมีขนาดใหญ่ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้หากนำภาษีหลัก 2 ส่วน คือ เชาและค่าฅาน จากลัวะทั้ง 12 ตอ ตามที่ปรากฏในเอกสารมารวมกัน จะพบว่า ในแต่ละปีรัฐบ้านเมืองจะมีรายได้เป็นเงินตรามากถึง 7,106 เงิน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสถานะพระคลังและการฟื้นฟูอำนาจของรัฐบ้านเมือง ในช่วงเจ้าเจ็ดตนฟื้นฟูล้านนาในระยะเวลาต่อมา
เอกสารอ้างอิง
- สรัสวดี อ๋องสกุล. (2557). ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อมรินทร์.
- สรัสวดี อ๋องสกุล. (2559). พินิจหลักฐาน ประวัติศาสตร์ล้านนา. เชียงใหม่: ศูนย์ล้านนาศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
- วิชญา มาแก้ว. (2559). ระบบเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในยุคทองของอาณาจักรล้านนา (ค.ศ.1355-1525). (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สาขาวิชาประวัติศาสตร์.
ที่มาของภาพ
- Erik Seidenfaden. (1940). The Lawa of Umphai and Middle Me Ping. The Journal of the Thailand Research Society, vol. 32, pt.1, 233-240.
- Hutchinson, E. W. (1935). The Lawa in Northern Siam. The Journal of the Siam Society, vol. 27, pt. 2, 153-168.
- Obayashi, Targo. (1964). The Lawa and Sgau Karen in Northwestern
Thailand. The Journal of the Siam Society, vol. 52, pt. 2, 199-216.
ขอขอบพระคุณ
- The Journal of the Siam Society
- สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์
รายงานการเดินทางไปราชการต่างประเทศ ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา
๑. ชื่อโครงการ
โครงการประชุมวิชาการนานาชาติ International Conference on Early State and Cultural Relationship of Mainland Southeast Asia 2016
๒. วัตถุประสงค์
๑. เพื่อจัดตั้งศูนย์วิจัยศึกษาประวัติศาสตร์ โบราณคดี มานุษยวิทยา การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านต่างๆ เชิงสหวิทยาการเพื่อการศึกษาทางด้านวัฒนธรรมในระดับภูมิภาค เพื่อสนับสนุนกระบวนการศึกษาวิจัยในลักษณะสหวิทยาการอย่างเป็นระบบ โดยต้องการให้เป็นศูนย์อันเป็นเลิศทางด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์เพื่อการศึกษาทางด้านวัฒนธรรม
๒. เพื่อสร้างและสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายภาคีการวิจัยเชิงสหวิทยาการ เพื่อการศึกษาวัฒนธรรมในระดับภูมิภาค โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานเครือข่ายและดำเนินการวิจัย
๓. เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ทางวิชาการ และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างนักวิชาการด้านศิลปวัฒนธรรม โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และสารสนเทศ ในภูมิภาคอาเซียน
๓. กำหนดเวลา
ระหว่างวันที่ ๑๕ – ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ (จำนวน ๒ วัน)
๔. สถานที่
๑. ปราสาทบาเสต จังหวัดพระตระบอง
๒. ศูนย์หัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาเลียนแบบเครื่องปั้นดินเผาเขมรโบราณ จังหวัดกำปงชนัง
๓. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กัมพูชา (National Museum of Cambodia) กรุงพนมเปญ
๕. หน่วยงานผู้จัด
ศูนย์วิจัยสหวิทยาการ เฉลิมพระเกียรติ ๕ รอบ พลเอกหญิง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (CRMA Research Center)
๖. หน่วยงานสนับสนุน
สำนักงานกองทุนสนันสนุนการวิจัย (สกว.)
CEEVEN ประเทศเวียดนาม
EWCC Project ประเทศญี่ปุ่น
๗. กิจกรรม
การสัมมนาทางวิชาการนานาชาติ ในระหว่างวันที่ ๑๒ – ๑๓ พฤศิจกายน ๒๕๕๙ ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก
การศึกษาดูงานแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมในประเทศไทย ในวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี, วัดแก้วพิจิตร, โบราณสถานเมืองศรีมโหสถ, สระแก้ว, พระพุทธบาทคู่ สระมรกต จังหวัดปราจีนบุรี
การศึกษาดูงานแหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมในประเทศกกัมพูชา ในระหว่างวันที่ ๑๕ – ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ณ ปราสาทบาเสต, ศูนย์หัตถกรรมผลิตเครื่องปั้นดินเผากำปงชนัง และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กัมพูชา
๘. คณะผู้แทนไทย
๑. พ.อ.รศ.ดร.สุรัตน์ เลิศล้ำ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
๒. พ.อ.หญิง ปิยนุช รัตนวิชัย โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
๓. ดร.นันทนา ชุติวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
๔. ผศ.ดร.จีราวรรณ แสงเพ็ชร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๕. นายภาณุวัฒน์ เอื้อสามาลย์ กรมศิลปากร
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
๑. กิจกรรมนี้เป็นการไปศึกษาดูงาน ภายหลังการจัดประชุมสัมมนา ซึ่งกำหนดเป้าหมาย ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา มีคณะเดินทางจำนวน ๒๔ คน (ไทย ๕ คน เวียดนาม ๑๔ คน กัมพูชา ๓ คน ออสเตรเลีย ๑ คน และมาเลเซีย ๑ คน) ออกเดินทางออกจากประเทศไทย ในวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ เวลาประมาณ ๐๘.๓๐ น. ณ ด่านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยรถตู้โดยสาร มุ่งหน้าไปกรุงพนมเปญ ระหว่างทางได้แวะทัศนศึกษาที่ปราสาทบาเสต จังหวัดพระตระบอง และศูนย์หัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผา จังหวัดกำปงชนัง จากนั้นค้างคืนที่กรุงพนมเปญ ๑ คืน รุ่งขึ้นวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ภาคเช้า เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กัมพูชา และภาคบ่ายคณะคนไทยเดินทางกลับ โดยเครื่องบินโดยสารจากสนามบินนานาชาติ กรุงพนมเปญ ถึงท่าอากาศยานดอนเมือง ประเทศไทย เวลาประมาณ ๑๘.๒๐ น.
๒. การทัศนศึกษา ปราสาทบาเสต ตั้งอยู่ที่จังหวัดพระตระบอง เป็นปราสาทที่อยู่ระหว่างการบูรณะ ประกอบด้วยปราสาทประธาน ปราสาทบริวาร บรรณาลัย โคปุระ มีกำแพงและคูน้ำล้อมรอบ ปราสาทแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่โตมากนักเมื่อเทียบกับปราสาทอื่นๆ ในประเทศกัมพูชา แต่มีความโดดเด่น เนื่องจากเป็นตัวแทนของยุคสมัยทางศิลปะที่เรียกว่า ศิลปะเกลียงหรือคลัง หรือศิลปะแบบประตูพระราชวังหลวง อายุราวครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ ๑๖ (ราว พ.ศ. ๑๕๕๐ – ๑๖๐๐) มีลักษณะทับหลังเป็นแบบหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัยและมีการแบ่งเสี้ยว ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นศิลปะแบบบาปวนในช่วงครึ่งแรกของพุทธศตรรษที่ ๑๗ (ราว พ.ศ. ๑๖๐๐ – ๑๖๕๐) ซึ่งเป็นทับหลังแบบหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัย แต่ไม่มีการแบ่งเสี้ยว ปัจจุบันได้มีการบูรณะที่ส่วนมณฑปของปราสาทประธาน และปราสาทบริวารแล้วเสร็จจำนวน ๑ หลัง นอกนั้นยังคงอยู่ในสภาพปรักหักพังดังเดิม ซึ่งจะมีโครงการบูรณะเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป
๓. การทัศนศึกษา ศูนย์หัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผา ตั้งอยู่ที่จังหวัดกำปงชนัง ศูนย์แห่งนี้ได้รับการสนันสนุน จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษา ค้นคว้า ทดลอง และออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา โดยเลียนแบบเทคนิควิธีการผลิตแบบโบราณ ทั้งกระบวนการจัดหาและผสมดิน การปั้นและขึ้นรูปทรง และการเผาในเตาแบบดั้งเดิมโดยใช้ไม้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ได้ใกล้เคียงกับเครื่องถ้วยเขมรโบราณ ทั้งประเภทจาน ชาม กระปุก แจกัน คนโท ประติมากรรมรูปบุคคลและสัตว์ มีทั้งประเภทน้ำเคลือบสีขาว เคลือบสีเขียว และเคลือบสีน้ำตาล ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้นำมาจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน
๔. การทัศนศึกษา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กัมพูชา ได้เข้าพบ Mr. Kong Vireak ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กัมพูชา ซึ่งอนุญาตให้คณะเข้าชมถ่ายภาพโบราณวัตถุที่จัดแสดงได้เป็นกรณีพิเศษ พิพิธภัณฑสถานแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีมาแล้ว ตัวอาคารออกแบบประยุกต์สถาปัตยกรรมเขมรสมัยกรุงพนมเปญ ภายในจัดแสดงโบราณวัตถุเนื่องในอารยธรรมเขมรโบราณ ส่วนมากเป็นประติมากรรมศิลาและสำริด จัดเป็นหมวดหมู่ตามยุคสมัย ได้แก่ สมัยก่อนเมืองพระนคร สมัยเมืองพระนคร และสมัยหลังเมืองพระนคร นอกจากนี้ยังมีห้องจัดแสดงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งมีการค้นพบและศึกษาอยู่ค่อนข้างน้อย เนื่องจากการศึกษาโบราณคดีในประเทศกัมพูชาเน้นงานอารยธรรมเขมรซึ่งมีความโดดเด่นและพบแพร่หลายมากกว่า
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
๑. ควรมีการประชาสัมพันธ์โครงการให้แพร่หลายมากกว่านี้ เนื่องจากยังมีผู้สนใจหลายท่านประสงค์ที่จะเข้าร่วมโครงการ แต่ไม่ทราบช่องทางการติดต่อเพื่อขอเข้าร่วมกิจกรรม
๒. ควรขยายระยะเวลาในการศึกษาดูงาน ณ ต่างประเทศเพิ่มอีกสัก ๑ หรือ ๒ วัน เพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เกี่ยวข้องกับงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุน
๓. ควรมีเป้าหมายในการจัดกิจกรรมให้ต่อเนื่องกันไปทุกปี เพื่อติดตามความคืบหน้าผลการดำเนินงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้แก่กันอยู่เสมอ
(นายภาณุวัฒน์ เอื้อสามาลย์)
นักโบราณคดีชำนาญการ
ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
๑๔ / ธ.ค. / ๒๕๕๙
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
1. ชื่อโครงการ
การประชุมเรื่องอนุสัญญาว่าด้วยการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ (International Meeting on Underwater Cultural Heritage Site Protection 2016) เพื่อสนับสนุนอนุสัญญา ปี 2001 ว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ
2. วัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์หลักของการประชุมระหว่างประเทศในครั้งนี้ เพื่อดำเนินการสานต่อการประชุมเมื่อปี 2001 ว่าด้วยเรื่องอนุสัญญาการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเกี่ยวกับการดูแลรักษาแหล่งมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ และมาตรการป้องกันการค้าโบราณวัตถุที่ได้จากแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำที่ผิดกฎหมาย
3. กำหนดเวลา การประชุมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-23 กันยายน พ.ศ.2559
(การเดินทางไปราชการระหว่างวันที่ 20-25 กันยายน พ.ศ.2559)
4. สถานที่
สำนักงานใหญ่ยูเนสโก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ห้องประชุม II และ IX อาคาร Fontenoy
5. หน่วยงานผู้จัด
องค์การร่วมมือทางการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมระหว่างประเทศ (ยูเนสโก : UNESCO
ย่อมาจาก United Nations Educational; Scientific and Cultural Organization)
6. หน่วยงานสนับสนุน
สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ
7. กิจกรรม
วันที่ 22 กันยายน พ.ศ.2559 – ห้องประชุม II
10.00 น. กล่าวยินดีต้อนรับโดย Mr. Francesco bandarin ผู้ช่วยผู้อำนวยการทั่วไปยูเนสโก
กล่าวยินดีต้อนรับและข้อคิดเห็นโดย H. E. Mr. Ahmad ผู้แทนถาวรยูเนสโกแห่งสาธารณรัฐ
อิสลามอิหร่าน, รองประธานที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา 2001
10.30 น. สถานการณ์ปัจจุบันของภัยคุกคามต่อมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ
ผู้ควบคุมการบรรยายโดย Mr. James Delgado, สหรัฐอเมริกา
· กฎระเบียบข้อบังคับของอนุสัญญาปี 2001 เกี่ยวกับการคุ้มครองแหล่งมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ
โดย Ms. Ulrike Guerin, ยูเนสโก
· ภาพรวมของสถานการณ์ปัจจุบันของการลักลอบงมหาโบราณวัตถุจากแหล่งมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ
ในทวีปยุโรป โดย Mr. Michel L’Hour, ภาควิชาการศึกษาวิจัยทางโบราณคดีใต้น้ำ (DRASSM), ฝรั่งเศส
· กรณีศึกษาเกี่ยวกับบทบาทของนักโบราณคดีในกรณีที่มีส่วนสำคัญกับการลักลอบงมหาโบราณวัตถุจาก
แหล่งมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ โดย Mr. James Delgado, องค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Oceanic and Atmospheric Administration : NOAA),สหรัฐอเมริกา
· ตัวอย่างสถิติการล่าสมบัติใต้น้ำของประเทศบาฮามาส โดย Mr. Michael Pateman, นักโบราณคดีใต้น้ำ
ประเทศบาฮามาส
· การยึดโบราณวัตถุที่ได้จากแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ โดย Mr. Jean-Luc Blachon, คณะกรรมการ
กิจการกฎหมายอาญา, กระทรวงยุติธรรม, ฝรั่งเศส
· ถาม - ตอบ
11.40 น. ปัญหาในทางปฏิบัติของการตรวจสอบแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ
ผู้ควบคุมการบรรยายโดย Ms Helena Barba Meinecke, President STAB
· ความท้าทายที่เราเผชิญในเรื่องเกี่ยวกับการคุ้มครองแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำจากล่าสมบัติ
โดย Mr. Alexandre Monteiro, มหาวิทยาลัยนิวลิสบอน, โปรตุเกส
· เทคนิคการเฝ้าระวังที่ทันสมัย โดย Manuel Angel Sanchez Corbi, หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการกลาง
รักษาความปลอดภัย (Unidad Central Operativa, Guardia Civil), สเปน
· ความท้าทายและรายละเอียดของเหรียญที่พบจำนวนมาก โดย Mr. Peter Van Alfen,
American Numismatic Society, สหรัฐอเมริกา
· การเข้าถึงแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำในขณะที่การรักษาความปลอดภัย โดยSebastiano Tusa,
Sopra-Intendenza Sicily, อิตาลี
· ถาม - ตอบ
13.00 น. - พักรับประทานอาหารกลางวัน
15.00 น. - บริบทที่ยากลำบากในการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ
ผู้ควบคุมการบรรยายโดย Augustus Ajibola, Scientific and Technical Advisory Body (STAB), ไนจีเรีย
· ความเชี่ยวชาญของตำรวจอิตาลีในการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ, Romano Gianpietro,
ตำรวจ, อิตาลี
· บริบทที่ยากลำบากในการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ โดย Mr. Ricardo Duarte,
E. Mondlane University, โมซัมบิก
· การติดตามผลของกรณีการขโมยทรัพย์สินที่สำคัญของหน่วยงานระดับชาติ – กรณีศึกษาการปล้น
พระแม่มารีย์ โดย Ms. Elisa de Cabo, Deputy Director for Heritage, สเปน
· โอกาสที่ได้จากคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิคในการประชุมเมื่อปี 2001
โดย Ms. Helena Barba Meinecke, President STAB, เม็กซิโก
· ความรับผิดชอบและศักยภาพของหน่วยนาวิกโยธินติดอาวุธ(NATO) ในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม
ใต้น้ำ โดยพลเรือตรี Denis Bigot,นาโต
· บทบาทของตำรวจสากลและผลกระทบของการค้าโบราณวัตถุจากแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ
ระหว่างประเทศ โดย Mr. Corrado Catesi, ตำรวจสากล
· Preventive Archaeology : ผลการวิจัยเป็นคำตอบเพื่อการปล้นสะดมของมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ
โดย Mr Philippe Pelgas, Chief underwater activities, Inrap, ฝรั่งเศส
· ถาม – ตอบ
วันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2559 ห้องประชุม IX - คณะทำงานของผู้เชี่ยวชาญ10:00 น. การปฏิบัติการป้องกันแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ (การแต่งตั้ง, การเฝ้าระวัง,
สิ่งของทรัพย์สิน) ผู้ดำเนินรายการโดย Mr. Michel L’Hour, ฝรั่งเศส11:00 น. การบังคับใช้กฎหมาย ผู้ดำเนินรายการโดย Mr. Manuel Angel Sanchez Corbi, สเปน12:00 น. การดำเนินงานของการประชุมในน่านน้ำสากล 2001 ผู้ดำเนินรายการโดย Ms. Ulrike Guerin,
ยูเนสโก13:00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน15:00 น. ความเป็นไปได้ของการยึดโบราณวัตถุที่ได้มาจากการลักลอบงมจากแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม
ใต้น้ำและการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ผู้ดำเนินรายการโดย Mr. Marnix Pieters, เบลเยียม16:00 น. แนวทางการซื้อขายโบราณวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ผู้ดำเนินรายการโดย Mr. Caesar Bita,
เคนยา18:00 น. ยอมรับของการเสนอแนะ และปิดการประชุม
8. คณะผู้แทนไทย
1. นายเอิบเปรม วัชรางกูร ผู้อำนวยการกองโบราณคดีใต้น้ำ
2. นางสาวมาลีภรณ์ คุ้มเกษม หัวหน้ากลุ่มนิติกร สำนักบริหารกลาง
3. นายอาภากร เกี้ยวมาศ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี จันทบุรี
9. สรุปสาระของกิจกรรม
เป็นการรับทราบถึงกิจกรรมในด้านมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ (UCH : Underwater Cultural Heritage) ของประเทศสมาชิก โดยทำความเข้าใจและซักถามข้อสงสัย ทั้งในที่ประชุมและนอกการประชุม สำหรับประเทศไทยไม่พบปัญหาหรือข้อขัดแย้งใดๆที่เกี่ยวเนื่องกับอนุสัญญาคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำ (The 2001 UNESCO – Convention on the Protection of the Underwater Cultural Heritage) และประเทศไทยยังได้ปฏิบัติตามอนุสัญญาอยู่แล้วเป็นการภายในครบถ้วนทุกข้อ โดยยังมิได้ลงนามในอนุสัญญาดังกล่าว
10. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
ให้มีการติดตามผลการดำเนินงานของการประชุมเรื่องอนุสัญญาว่าด้วยการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำของยูเนสโกต่อไป
นายเอิบเปรม วัชรางกูร
ผู้อำนวยการกองโบราณคดีใต้น้ำ
ชื่อเรื่อง อู่ทอง..ที่รอการฟื้นคืน ผ่านรอยลูกปัดและพระพุทธศาสนาแรกเริ่มในลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน
ผู้แต่ง ภูธร ภูมะธน.ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือท้องถิ่นISBN/ISSN 978-616-8008-01-0หมวดหมู่ ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์เลขหมู่ 959.373 ภ654อสถานที่พิมพ์ สุพรรณบุรีสำนักพิมพ์ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนองค์การมหาชน และมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญปีที่พิมพ์ 2558ลักษณะวัสดุ 502 หน้า : ภาพประกอบ ; 29 ซม.หัวเรื่อง ลูกปัด -- สุพรรณบุรี สุพรรณบุรี--แหล่งโบราณคดี สุพรรณบุรี--ประวัติศาสตร์ เมืองอู่ทอง สุพรรณบุรี -- ความเป็นอยู่และประเพณีภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก หนังสือที่จะทำให้รู้จักกับเมืองโบราณอู่ทองมากยิ่งขึ้น ทั้งประวัติความเป็นมา อารยธรรมต่างๆ พื้นที่พิเศษ แม่กลอง-ท่าจีน ลักษณะทางกายภาพของเมืองอู่ทอง ลักษณะพื้นที่ปะทะสังสรรค์ตั้งแต่พุทธกาล ลูกปัดที่เป็นของขึ้นชื่อของเมืองอู่ทอง ทั้งการสำรวจศึกษาและข้อสรุปจากนักวิชาการ รวมถึงหลักฐานและหลักธรรมของพระพุทธศาสนาแรกเริ่มที่เมืองอู่ทอง แม่กลอง และท่าจีน
รายงานการเดินทางไปราชการ ในการถวายงานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
ณ นครมิวนิก –เมืองกามิช สหพันธ์สาธารณรัฐ เยอรมนี
๑. ชื่อโครงการ การถวายงานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อถวายงานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราฯ เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระโอรสาธิราชฯ
๒.๒ ฝึกซ้อมการแสดงนาฏศิลป์ไทยโขน ชุด พระรามตามกวาง ให้กับทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์
๒.๓ ฝึกซ้อมและร่วมบรรเลงขับร้อง ดนตรีสากล ให้กับทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์
๓. กำหนดเวลา
ระหว่างระหว่างวันที่ ๒๐-๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๙
๔. สถานที่
นครมิวนิก-เมืองกามิช สหพันธ์สาธารณรัฐ เยอรมนี
๕. หน่วยงานผู้จัด
หน่วยงานในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร
๖. หน่วยงานสนับสนุน
สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
๗. กิจกรรม
วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๙
๒๑.๓๐ น. คณะนาฎศิลปิน นักร้องและนักดนตรี ออกเดินทางจากสำนักการสังคีตไปสนามสุวรรรภูมิ
๐๐.๕๐ น. คณะนาฎศิลปิน นักร้องและนักดนตรี ออกเดินทางจากสนามสุวรรรภูมิ โดยสายการบินไทย
เที่ยวบินที่ TG ๙๒๔ สู่นครมิวนิก สหพันธ์สาธารณรัฐ เยอรมนี
วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๙
๐๖.๐๕ น. คณะนาฎศิลปิน นักร้องและนักดนตรีถึงนครมิวนิก
๐๘.๐๐ น. เดินทางเข้าที่พักแล้วเดินทางต่อไปเมืองกามิช
๑๔.๐๐ น. ถึงเมืองกามิช ฝึกซ้อมการแสดง การบรรเลงดนตรีและขับร้อง
๑๘.๐๐ น. เสร็จสิ้นการฝึกซ้อม
๑๙.๐๐ น. เดินทางกลับที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย
วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๙
๐๙.๐๐ น. ฝึกซ้อมการแสดง การบรรเลงดนตรีและขับร้อง
๑๒.๐๐ น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
๑๓.๓๐ น. ฝึกซ้อมการแสดง การบรรเลงดนตรีและขับร้อง
๑๖.๓๐ น. เสร็จสิ้นการฝึกซ้อม
๑๘.๐๐ น. เดินทางกลับที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย
วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙
๐๙.๐๐ น. ฝึกซ้อมการแสดง การบรรเลงดนตรีและขับร้อง
๑๒.๐๐ น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
๑๓.๓๐ น. ฝึกซ้อมการแสดง การบรรเลงดนตรีและขับร้อง
๑๖.๓๐ น. เสร็จสิ้นการฝึกซ้อม
๑๗.๐๐ น. เข้ากราบพระบาทสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ณ โรงแรมที่ประทับ
๑๘.๐๐ น. เดินทางกลับที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย
วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๙
๐๙.๐๐ น. ฝึกซ้อมการแสดง การบรรเลงดนตรีและขับร้อง
๑๑.๓๐ น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
๑๓.๓๐ น. ฝึกซ้อมการแสดง การบรรเลงดนตรีและขับร้อง
๑๕.๓๐ น. เสร็จสิ้นการฝึกซ้อม
๑๖.๓๐ น. เตรียมตัวแสดงถวายงาน
๒๐.๐๐ น. เริ่มการแสดงถวายงาน การแสดงนาฏศิลป์โขน ชุดพระรามตามกวาง และการบรรเลงดนตรีขับร้อง
๒๔.๐๐ น. จบการถวายงานการแสดง บรรเลงดนตรีและขับร้อง
วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙
๑๐.๐๐ น. เดินทารงกลับจากเมืองกามิช สู่เมืองมิวนิก
๑๑.๓๐ น. พักผ่อนตามอัธยาศัย
วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙
๑๒.๐๐ น. เดินทางไปท่าอากาศยานมิวนิก
๑๔.๒๕ น. ออกเดินทางจากสนามมิวนิก สหพันธ์สาธารณรัฐ เยอรมนีโดยสายการบินไทย
เที่ยวบินที่ TG ๙๒๕
วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๙
๐๖.๐๕ น. เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย
๘. คณะผู้แทนไทย ประกอบด้วยอธิบดีกรมศิลปากรและข้าราชการ ของสำนักการสังคีต รวม ๔ คน คือ
ลำ
ดับ
ชื่อ – นามสกุล
ตำแหน่ง
ปฏิบัติหน้าที่
๑
นายสุรัตน์ เอี่ยมสะอาด
นาฏศิลปินอาวุโส
หัวหน้าคณะและผู้กำกับการแสดง
๒
นายคมสันฐ หัวเมืองลาด
นาฏศิลปินอาวุโส
ผู้ฝึกซ้อมและเลขา
๓
นายสุทัศน์ ปล้องมาก
ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
ผู้ฝึกซ้อมและ
ผู้บรรเลง
๔
นางสาวณัฐธิกา เอี่ยมท่าไม้
คีตศิลปินชำนาญงาน
ผู้ฝึกซ้อมและ
ผู้ขับร้อง
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ในวันที่ ๒๘ กรรกฎาคม ของทุกจำทุกปีทางหน่วยราชการในพระองค์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ จัดให้มีงานเฉลิมพระเกียรติส่วนพระองค์ ณ โรงแรมที่ประทับ
ในงานมีการแสดงการบรรเลงและขับร้องของหน่วยราชการในพระองค์สำเร็จลุล้วงไปด้วยดี
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม -
(นาคมสันฐ หัวเมืองลาด)
นาฏศิลปินอาวุโส
เลขาคณะฯ
ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์
เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร
ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น
กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้
๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙
๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ
- โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท
- โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน
๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว
๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้
๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน
๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔
๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา
๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ
๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน
หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
๑. ชื่อโครงการ
โครงการมหกรรมการแสดงด้านนาฏดุริยางคศิลป์และดนตรีแบบบูรณาการ
๒. วัตถุประสงค์
๑. เพื่อใช้วัฒนธรรมเป็นสื่อกลางในการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกอาเซียน ผ่านการแสดงนาฏศิลป์ ดนตรี
๒. เพื่อเสริมสร้างพันธมิตรทางวัฒนธรรม เพื่อประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาว
๓. กำหนดเวลา
วันที่ ๑๓ – ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๙
๔. สถานที่
๑. สถานทูตไทย ณ นครเวียงจันทน์
๒. หอวัฒนธรรมแห่งชาติ นครหลวงเวียงจันทน์
๕. หน่วยงานผู้จัด
สำนักการสังคีต กรมศิลปากร
๖. หน่วยงานสนับสนุน
สถานทูตไทย ณ นครเวียงจันทน์
๗. กิจกรรม
๑. การแสดงโขน ณ หอวัฒนธรรมแห่งชาติ นครหลวงเวียงจันทน์
๒. การสาธิตศิลปะการแสดง ณ โรงเรียนศิลปะการแสดงแห่งชาติ
๘. คณะผู้แทนไทย
๑.
นายปกรณ์ พรพิสุทธิ์
ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต
๒.
นายสถาพร นิยมทอง
ข้าราชการบำนาญ
๓.
น.ส.วันทนีย์ ม่วงบุญ
ผู้ชำนาญการศิลปะการแสดง
๔.
นายประสาท ทองอร่าม
ผู้ชำนาญการศิลปะการแสดง
๕.
นายลสิต อิศรางกูร ณ อยุธยา
นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการพิเศษ
๖.
นางอัมไพวรรณ เดชะชาติ
นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการ
๗.
นายจรัญ พูลลาภ
นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการ
๘.
นายสุรัตน์ เอี่ยมสอาด
นาฏศิลปินอาวุโส
๙.
น.ส.วรรณพินี สุขสม
นาฏศิลปินอาวุโส
๑๐.
นายสุรเดช เผ่าช่างทอง
นาฏศิลปินอาวุโส
๑๑.
นางวลัยพร กระทุ่มเขต
นาฏศิลปินอาวุโส
๑๒.
นางวนิตา กรินชัย
นาฏศิลปินอาวุโส
๑๓.
นายศตวรรษ พลับประสิทธิ์
นาฏศิลปินอาวุโส
๑๔.
นายเจตน์ ศรีอ่ำอ่วม
นาฏศิลปินอาวุโส
๑๕.
นายธนพัชร์ ขาวรุ่งเรือง
นาฏศิลปินอาวุโส
๑๖.
นายสมเจตน์ ภู่นา
นาฏศิลปินอาวุโส
๑๗.
นายสุริยะ ชิตท้วม
ดุริยางคศิลปินอาวุโส
๑๘.
นางธัญทิพ คงลายทอง
ดุริยางคศิลปินอาวุโส
๑๙.
นางอารมย์ พลอยหิรัญ
ดุริยางคศิลปินอาวุโส
๒๐.
นายทรงพล ตาดเงิน
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๑.
นายหัสดินทร์ ปานประสิทธิ์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๒.
นายศิริพงษ์ ทวีทรัพย์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๓.
นายธรรมนูญ แรงไม่ลด
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๔.
นายธงชัย สงบจิตร์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๕.
นายฉันทวัฒน์ ชูแหวน
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๖.
นายเอกภชิต วงศ์สิปปกร
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๗.
น.ส.เยาวลักษณ์ ปาลกะวงศ์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๘.
นายกฤษกร สืบสายพรหม
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๙.
นายวัชรวัน ธนะพัฒน์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๐.
นายวัลลภ พรพิสุทธิ์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๑.
นายกิตติ จาตุประยูร
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๒.
นายจุลทรัพย์ ดวงพัตรา
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๓.
นายเกริกชัย ใหญ่ยิ่ง
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๔.
นายศิลปิน ทองอร่าม
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๕.
นายเอกสิทธิ์ เนตรานนท์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๖.
นายศราวุธ อารมณ์ชื่น
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๗.
น.ส.พิมพ์รัตน์ นะวะศิริ
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๘.
ม.ร.ว.รัศมีอาภา ฉัตรชัย
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๙.
น.ส.เอกนันท์ พันธุรักษ์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๔๐.
น.ส.กษมา ทองอร่าม
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๔๑.
นายดำริ กิตติพงษ์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๔๒.
น.ส.หนึ่งนุช เคหา
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๔๓.
นางมาริ ธีระวรกุล
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๔๔.
นายกิติศักดิ์ เขาสถิตย์
ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
๔๕.
นายทวีศักดิ์ อัครวงษ์
ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
๔๖.
นายประยงค์ ทองคำ
ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
๔๗.
นายวรศิลป์ สังจุ้ย
ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
๔๘.
นายฐาปณัฐ ธรรมเที่ยง
ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
๔๙.
น.ส.วันเพ็ญ จิตตรง
คีตศิลปินชำนาญงาน
๕๐.
น.ส.ภมรรัตน์ โพธิ์สัตย์
คีตศิลปินชำนาญงาน
๕๑.
นายเอก อรุณพันธ์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๕๒.
น.ส.สุพัตรา แสงคำพันธุ์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๕๓.
นายสุวรรณ กลิ่นอำพร
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๕๔.
น.ส.ปภาวี จึงประวัติ
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๕๕.
นายสุรเดช เดชอุดม
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๕๖.
น.ส.ภาสินี ปั้นศิริ
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๕๗.
นายรัฐพร เคหา
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๕๘.
น.ส.ศรีสุคนธ์ บัวเอี่ยม
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๕๙.
น.ส.อาภัสรา นกออก
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๖๐.
น.ส.จริยา สุขธรรม
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๖๑.
น.ส.ภัณฑิญา วิภารัตน์
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๖๒.
นายไชยวัฒน์ ธรรมวิชัย
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๖๓.
นายพงษ์พิพัฒน์ สุวรรณมาลา
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๖๔.
นายอนุชา เลี้ยงสอน
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๖๕.
นายเกียรติศักดิ์ ร่มสันเทียะ
คีตศิลปินปฏิบัติงาน
๖๖.
นายไพฑูรย์ ประดับค่าย
นายช่างไฟฟ้าชำนาญงาน
๖๗.
น.ส.ลัดดา บรรพบุรุษ
เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน
๖๘.
น.ส.วัชรี โมกน้ำเที่ยง
เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน
๖๙.
นายพหุรงค์ อัครวงษ์
พนักงานราชการ
๗๐.
น.ส.รจนา อิสสรานุสรณ์
พนักงานราชการ
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙
คณะนาฏศิลป์ไทย (๘ คน) ประกอบด้วย
๑. นางสาววันทนีย์ ม่วงบุญ
๒. นายลสิต อิศรางกูร ณ อยุธยา
๓. นางอัมไพวรรณ เดชะชาติ
๔. นางสาวรจนา อิสสรานุสรณ์
๕. นางสาวเอกนันท์ พันธุรักษ์
๖. นางสาวกษมา ทองอร่าม
๗. นางสาวอาภัสรา นกออก
๘. นางสาวภัณฑิญา วิภารัตน์
เดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ เที่ยวบิน TG ๕๗๐ ซึ่งเป็นการเดินทางล่วงหน้าก่อนคณะใหญ่ เพื่อฝึกซ้อมการแสดงชุดลาว – ไทยปณิธาน ร่วมกับศิลปิน กองศิลปากรแห่งชาติ กรมศิลปะการแสดง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่กองศิลปากรแห่งชาติ บ้านโพนทัน เวลา ๑๔.๐๐ น.
คณะใหญ่เดินทางออกจากสำนักการสังคีต โดยพาหนะรถยนต์ เวลา ๒๐.๐๐ น. ถึงสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๖๖๙ เวลา ๑๐.๐๐ น.
วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๙
เดินทางไปดูสถานที่ และเก็บอุปกรณ์การแสดง ที่หอวัฒนธรรมแห่งชาติ
วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙
การแสดงศิลปวัฒนธรรม ประกอบด้วย การแสดงชุดลาว – ไทยปณิธาน ซึ่งแสดงร่วมกันระหว่าง นาฏศิลปินไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร และศิลปิน กองศิลปากรแห่งชาติ กรมศิลปะการแสดง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และการแสดงโขน จัดแสดง เวลา ๑๙.๓๐ น. ณ หอวัฒนธรรมแห่งชาติ มีผู้เข้าชมประมาณ ๑,๐๐๐ คน
บุคคลสำคัญของฝ่ายลาว ประกอบด้วย
๑. ท่านบัวเงิน ซาพูวง รองรัฐมนตรีกระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรมและท่องเที่ยว
๒. ดร.ดวงจำปี วุทิวง รองอธิบดีกรมศิลปะการแสดง ถวท.
๓. ท่านนางวีปะสง สุวันนะวง รองอธิบดีกรมศิลปะการแสดง ถวท.
ฝ่ายไทย ประกอบด้วย
๑. นายนภดล เทพพิทักษ์ เอกอัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรไทย ประจำสปป.ลาว
๒. นายสุชาติ นพวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย
๓. นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
การแสดงได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ชม และกรมศิลปะการแสดง ถวท. ซึ่งได้แสดงไมตรีทางวัฒนธรรมที่จะสานสัมพันธ์กันต่อไปในอนาคต
วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙
การแสดงและสาธิตศิลปะการแสดง นาฏศิลป์ – ดนตรีไทย ณ โรงเรียนศิลปะแห่งชาติ
วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๙
ทัศนศึกษา ณ สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม
วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๙
เดินทางกลับสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ด้วยความสวัสดิภาพ
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
การบริหารจัดการด้านการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งทางสปป.ลาว จะมีความระมัดระวังในการอนุญาตให้ประเทศอื่นๆเข้าไปเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมต่างๆ การประสานงานจึงค่อนข้างมีปัญหา และอุปสรรค ดังนั้น จึงควรประสานงานผ่านหน่วยงานทางราชการของไทย คือ สถานทูตไทย ณ นครเวียงจันทน์ เนื่องจากรัฐบาลของ สปป.ลาว จะให้ความร่วมมืออย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม จึงเป็นการดีและเกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานที่สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ได้เดินทางไปประชุมหารือหรือพิจารณาเรื่องต่างๆ กับกรมศิลปะการแสดงของลาวมาล่วงหน้าแล้ว การเดินทางไปปฏิบัติราชการในครั้งนี้ ซึ่งเป็นคณะใหญ่จึงจึงได้รับความสะดวกจากการประสานงานกับสถานทูตไทย ณ นครเวียงจันทน์
นางอัมไพวรรณ เดชะชาติ
นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการ
ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
1. ชื่อโครงการ The 7th Meeting of ASEAN Puppetry Association (APA), Its 10th Anniversary & ASEAN Puppetry Festival
2. วัตถุประสงค์
2.1 เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในแถบภูมิภาคอาเซียน
2.2 เพือเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมไทย ด้านการแสดงโขน และหนังใหญ่
2.3 เพื่อเป็นการส่งเสริมการสร้างเครือข่ายของศิลปินในภูมิภาค และเสริมสร้างการทำงานร่วมกันของศิลปินกลุ่มประเทศอาเซียน
3. กำหนดเวลา
ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 6 ธันวาคม 2559
4. สถานที่
4.1 Pendopo Mojokerto
4.2 Astoria Hall Mojokerto
4.3 Tebu Ireng Islamic center Jombang
5. หน่วยงานผู้จัด ASEAN Puppetry Association
6. หน่วยงานสนับสนุน
- East Java Provincial Government
- District Government of Mojokerto
- Sanggar Gubug Wayang Yensen Project Indonesia (SGWYPI)
- Sena Wangi (National Secretariat of Wayang Indonesia)
- PT Bank Central ASIA TBK
- TRI Ardhika Production
- PT Indofood Sukses Makmur TBK
- Kertagama Foundation
- Kertosono Water Park
- Tebuireng Islamic School
7. กิจกรรม
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2559
16.30น. เดินทางถึงท่าอากาศยานดอนเมือง
19.15น. ออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมือง โดยสายการบิน Thai Lion Air เที่ยวบินที่ SL118
23.10น. (เวลาท้องถิ่น) เดินทางถึงท่าอากาศยาน Soekarno Hatta กรุงจาการ์ตา
วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559
04.30 น. ออกเดินทางจากท่าอากาศยานSoekarno Hatta กรุงจาการ์ตา สู่ ท่าอากาศยาน Juanda เมืองสุราบายา
โดยสายการบิน Batik Air เที่ยวบินที่ ID6596
06.00 น. เดินทางถึงท่าอากาศยาน Juanda เมืองสุราบายา และผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง
09.00 น. เดินทางสู่เมืองโมโจเคอร์โต โดยรถยนต์ พร้อมกับตัวแทนจากประเทศสิงคโปร์
12.00 น. เดินทางถึงเมือง โมโจเคอร์โต และเข้าพัก ณ.โรงแรม Sun Palace Hotel
19.00-20.00 น. อาหารค่ำ ณ.โรงแรมที่พัก
20.00-23.00 น. การประชุมและนัดหมายอย่างไม่เป็นทางการ ณ.โรงแรมที่พัก
วันที่ 1 ธันวาคม 2559
06.00-08.00 น. อาหารเช้า ณ.โรงแรมที่พัก
09.00-11.00 น. เข้าร่วมขบวนพาเหรด และร่วมชมการแสดงทางวัฒนธรรม ณ. Front Hall of Mojokerto Regency
12.00-13.00 น. อาหารกลางวัน ณ.โรงแรมที่พัก
15.00-17.00 น. ซ้อมการแสดง ณ.Wringin Lawang Hall – Sun palace hotel
18.30-19.30น. อาหารค่ำ ณ.โรงแรมที่พัก
20.00-23.00น. ซ้อมการแสดง ณ.Wringin Lawang Hall – Sun palace hotel
วันที่ 2 ธันวาคม 2559
06.00-08.00 น. อาหารเช้า ณ.โรงแรมที่พัก
09.00-12.00 น. เยี่ยมชม Sanggar Gubug Wayang YPI และชมการแสดงทางวัฒนธรรม
12.00-13.30 น. อาหารกลางวัน ณ.โรงแรมที่พัก
13.30-16.00 น. ซ้อมการแสดง ณ.Wringin Lawang Hall – Sun palace hotel
19.00-22.00น. ร่วมพิธีเปิดงาน ASEAN Pupetry Festival and the 10th Anniversary of APA
การแสดงร่วมชุด รามายณะ ณ. Pendopo/Front Hall of Mojokerto Regency
22.00น. เดินทางกลับที่พัก
วันที่ 3 ธันวาคม 2559
06.00-08.00 น. อาหารเช้า ณ.โรงแรมที่พัก
08.00-12.00 น. เยี่ยมชม Jolotundo Archaeological sites
เยี่ยมชม แหล่งงานฝีมือ และแหล่งอาหารท้องถิ่น ของเมืองโมโจเคอร์โต
12.00-13.00 น. อาหารกลางวัน ณ.โรงแรมที่พัก
15.00-16.00 น. ซ้อมการแสดง ณ.Wringin Lawang Hall – Sun palace hotel
18.00-19.00น. อาหารค่ำ ณ.โรงแรมที่พัก
19.00-22.00น. ชมการแสดง ASEAN Puppet Festival ณ. Pendopo/Front Hall of Trowulan
การแสดงจากประเทศ พม่า ลาว และ อินโดนีเซีย
22.00น. เดินทางกลับที่พัก
วันที่ 4 ธันวาคม 2559
06.00-08.00 น. อาหารเช้า ณ.โรงแรมที่พัก
08.00-15.00 น. เยี่ยมชม Trowulan Archaeological sites
- Wringin lawang gate
- Sleeping Budha
- Brahu temple
- Kolam Segaran sites
- Tikus temple
- Bajangratu temple
- Front Hall of Majapahit Kingdom
- Trowulan Museum
(อาหารกลางวันเป็นอาหารกล่อง)
15.00-16.00 น. ซ้อมการแสดง ณ.Astoria Hall
18.00-19.00น. อาหารค่ำ ณ.Astoria Hall (อาหารกล่อง)
19.00-24.00น. การแสดง ASEAN Puppet Festival ณ. Astoria Hall
การแสดงจากประเทศ เวียดนาม สิงคโปร์ บรูไน ฟิลิปปินส์ กัมพูชา อินโดนีเซีย และการแสดงหนังใหญ่
จากประเทศไทย
24.00น. เดินทางกลับที่พัก
วันที่ 5 ธันวาคม 2559
06.00-07.30 น. อาหารเช้า ณ.โรงแรมที่พัก
07.30-10.00 น. เดินทางสู่ Tebu Ireng Isamic Center
12.00-15.00 น. อาหารกลางวัน ณ.Tebu Ireng Isamic Center
ซ้อมการแสดงร่วม ชุดรามายณะ
การแสดงร่วม ชุดรามายณะ ณ.Tebu Ireng Isamic Center
15.00-16.00 น. เดินทางกลับที่พัก
19.00-22.00น. ร่วมงานพิธีปิด และเลี้ยงส่ง พร้องทั้งชมการแสดงทางวัฒนธรรม ณ.Youth, Sport, Cultural&Tourism
Office Hall of Mojokerto
22.00น. เดินทางกลับที่พัก
วันที่ 6 ธันวาคม 2559
02.30น. ออกเดินทางจากโรงแรมที่พัก โดยรถยนต์ สู่ท่าอากาศยานเมืองสุราบายา
04.00 น. เดินทางถึงท่าอากาศยาน Juanda เมืองสุราบายา
06.15น. ออกเดินทางจากท่าอากาศยาน Juanda โดยสายการบิน Batik Air เที่ยวบินที่ ID 6597
07.45น. เดินทางถึงท่าอากาศยาน Soekarno Hatta กรุงจาการ์ตา
10.30น. ออกเดินทางจากท่าอากาศยานSoekarno Hatta กรุงจาการ์ตา สู่ ท่าอากาศยานดอนเมืองโดย
สายการบิน Thai Lion Air เที่ยวบินที่ SL 119
14.20น. (เวลาท้องถิ่น) เดินทางถึงท่าอากาศยานดอนเมือง โดยสวัสดิภาพ
8. คณะผู้แทนไทย
นายอนุชา สุมามาลย์ นาฏศิลปินชำนาญงาน สำนักการสังคีต กรมศิลปากร
9. สรุปสาระของกิจกรรม
ASEAN Puppetry Association ได้จัดงาน The 7th Meeting of ASEAN Puppetry Association (APA) และ
Its 10th Anniversary & ASEAN Puppetry Festival ขึ้น ณ.เมืองโมโจเคอร์โต ชวาตะวันออก ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 6 ธันวาคม 2559 เพื่อนเป็นการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนด้านศิลปวัฒนธรรมการแสดงหุ่นของประเทศต่างๆในแถบภูมิภาคอาเซียน โดยประเทศไทยนำการแสดงหนังใหญ่ชุด หนุมานรบวิรุณจำบัง เข้าร่วมแสดงในกิจกรรมนี้ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการแสดงหลัก เรื่องรามายณะ ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับโอกาสนี้ ซึ่งเป็นการแสดงที่นำเอาศิลปินและหุ่นจากประเทศต่างๆมาสร้างสรรการแสดงร่วมกัน ประกอบกับวงดนตรีกาเมลัน ของอินโดนีเซีย และมีการเชิดหุ่นเงาดำเนินเรื่องเป็นฉากหลัง จับตอนตั้งแต่ พระรามตามกวาง ทศกัณฐ์รบสดายุ พระรามพบหนุมาน หนุมานถวายแหวน หนุมานเผาลงกา หนุมานรบอินทรชิต และทศกัณฐ์รบพระราม โดยประเทศไทย ได้รับบท ทศกัณฐ์ ในการแสดงชุดนี้ นอกจากนี้ทางคณะผู้จัดยังได้นำตัวแทนแต่ละประเทศเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ภายในเมืองโมโจเคอร์โต อีกด้วย
10. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
จากการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ทำให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีของประเทศในแถบภูมิภาคอาเซี่ยน ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการทำงานร่วมกันในหมู่ของศิลปินนักแสดง ทั้งนักแสดงด้านการเต้นรำ และนักแสดงด้านการเชิดหุ่น ศิลปินที่เข้าร่วมกินจกรรมนี้ทำงานร่วมกันได้อย่างไม่มีอุปสรรคหรือปัญหาใดๆ ถึงแม้จะมีระยะเวลาในการซ้อมการแสดงเพียงแค่สองวัน แต่การติดต่อสื่อสารกันด้วยภาษาทางศิลปะ ก้ทำให้การแสดงที่เกิดขึ้นสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้ในโอกาสต่อไป
(นายอนุชา สุมามาลย์)
นาฎศิลปินชำนาญงาน