ค้นหา

จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ

                   ๒๑ เมษายน ๒๕๖๖ วันแห่งการสถาปนา “กรุงรัตนโกสินทร์” และวันยกเสาหลักเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเวลา ๒๔๑ ปี ทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี จึงเรียบเรียงเรื่องราวสำคัญนี้ขึ้นมา เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี           เป็นเรื่องราวก่อนวันสถาปนา “กรุงรัตนโกสินทร์” รัชสมัยที่ราชธานียังคงเป็น “กรุงธนบุรี”ปลายรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่เกิดการจลาจลขึ้นในกรุงธนบุรี สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก หรือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ระงับจลาจลราบคาบ และทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ในวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๓๒๕           และนำไปสู่เหตุการณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อรัชสมัย “กรุงรัตนโกสินทร์” นั้นคือ เหตุการณ์การย้ายราชธานี โดยราชธานีใหม่นั้นก็คือ “กรุงเทพมหานคร” หรือชื่อเต็มในขณะนั้นเรียกกันว่า “กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์” พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้อธิบายถึงสาเหตุของการย้ายราชธานีในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ไว้ว่า           “ฝั่งฟากตะวันออก (กรุงเทพฯ) เป็นที่ชัยภูมิดีกว่าที่ฟากตะวันตก (กรุงธนบุรี) โดยเป็นแหลมมีลำแม่น้ำเป็นขอบเขตต์อยู่กว่าครึ่ง ถ้าตั้งพระนครข้างฝั่งตะวันออก (กรุงเทพฯ) แม้นข้าศึกยกมาติดถึงชานพระนครก็ต่อสู้ป้องกันได้ง่ายกว่าอยู่ข้างฝั่งตะวันตก (กรุงธนบุรี) ฝั่งตะวันออก (กรุงเทพฯ) นั้นเสียแต่เป็นที่ลุ่ม เจ้ากรุงธนบุรีจึงได้ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตก (กรุงธนบุรี) ที่เป็นดอน แต่ก็เป็นที่ท้องคุ้งน้ำเซาะทรุดพังอยู่เสมอไม่ถาวร พระราชนิเวศน์มนเทียรสถานเล่า ก็ตั้งอยู่ในอุปจาร ระหว่างวัดแจ้งและวัดท้ายตลาดขนาบอยู่ทั้ง ๒ ข้าง ควรเป็นที่รังเกียจ ” โดยสรุปสาเหตุที่ย้ายราชธานีเพราะ          ๑. ที่ตั้งราชธานีใหม่ (กรุงเทพฯ) อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่นํ้าเจ้าพระยา เป็นพื้นที่กว้างขวางเป็นชัยภูมิที่เหมาะแก่การป้องกันตัวเองจากข้าศึก          ๒. ที่ตั้งราชธานีเดิม (กรุงธนบุรี) อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่นํ้าเจ้าพระยาเป็นที่ที่นํ้าเซาะ          ๓. ราชธานีเดิม (กรุงธนบุรี) มีวัดขนาบทั้งสองข้างไม่เหมาะแก่การที่จะขยายพระราชวังออกไปได้อีก           ในวาระการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๒๔๑ ปี ในวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๖ นี้ ถือเป็นโอกาสดีที่คนไทย โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ จะได้เรียนรู้และสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก่อให้เกิดความรักและภาคภูมิใจในความเป็นไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาเอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรม


กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น   กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้ ๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙   ๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ - โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท - โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน   ๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว   ๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้ ๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน ๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ ๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา ๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ ๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน   หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต



// ศิลปะถ้ำที่พบในแหล่งโบราณคดีเขากะไดม้า // . . บทความโดยนางสาวมนิสรา นันทะยานา ผู้ช่วยนักโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย   . . แหล่งโบราณคดีเขากะไดม้า ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 5 บ้านโคกผักหวาน ตำบลชาติตระการ อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก โดยบริเวณที่พบศิลปะถ้ำเป็นบริเวณที่อยู่ใกล้กับพุทธอุทยานเขากะไดม้า จึงได้มีการตั้งชื่อแหล่งโบราณคดีตามชื่อของพุทธอุทยาน . . จุดที่พบศิลปะถ้ำมีทั้งหมด 2 จุด คือ บริเวณถ้ำพระอีงั่ง และถ้ำคอขาดซึ่งอยู่ห่างจากถ้ำพระอีงั่งไปทางทิศตะวันตกประมาณ 500 เมตร . . ถ้ำพระอีงั่ง มีลักษณะคล้ายเพิงผา ตำแหน่งที่พบศิลปะถ้ำคือ บริเวณเพดานหินภายในเพิงผา โดยศิลปะถ้ำที่พบบางส่วนมีสภาพไม่สมบูรณ์ เนื่องจากมีการหลุดร่อนของสี และมีบางส่วนที่ถูกคราบเกลือขึ้นทับบริเวณภาพ ทำให้เห็นภาพไม่ชัดเจน ศิลปะถ้ำที่พบที่นี่ เป็นการเขียนแบบกลุ่มภาพ และมีลักษณะการเขียนภาพแบบเงาทึบ (silhouette) เขียนด้วยสีแดง ปรากฏเป็นภาพคน 2 ภาพ โดยภาพคนที่อยู่ตรงกลางแสดงท่าทางกางแขนกางขา แสดงลักษณะทางสรีระที่ชัดเจน คือ น่องโต หรือโป่งออกมา ที่บริเวณเอวมีชายผ้าห้อยตกลงมาทั้งสองด้าน ภาพสุนัข 1 ภาพ และภาพส่วนของขาสัตว์ที่มีกีบเท้า 1 ภาพ . . ถ้ำคอขาด มีลักษณะเป็นเพิงผาเช่นเดียวกับถ้ำพระอีงั่ง จุดที่พบศิลปะถ้ำ คือ บริเวณเพดานหินที่อยู่ในเพิงผา และผนังหินด้านข้างที่อยู่ถัดลงมา โดยภาพบางส่วนมีคราบเกลือขึ้นทับบริเวณภาพทำให้เห็นไม่ค่อยชัดเจน . . เพดานหินภายในถ้ำคอขาดที่พบศิลปะถ้ำ ลักษณะคล้ายจะมีการแบ่งภาพออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่อยู่ด้านบน และส่วนที่อยู่ด้านล่าง . . ภาพส่วนที่อยู่ด้านบน เป็นการเขียนภาพแบบกลุ่ม เขียนด้วยสีแดง มีลักษณะการเขียนหลายแบบ ที่เห็นได้ชัดคือแบบเงาทึบ (silhouette) เป็นภาพคน 1 ภาพ หันหน้าไปทางด้านซ้าย แสดงท่าทางกางแขนกางขา แสดงลักษณะทางสรีระที่ชัดเจน คือ น่องโตหรือโป่งออกมา ที่บริเวณเอวมีชายผ้าห้อยตกลงมาทั้งสองด้าน เช่นเดียวกับที่ถ้ำพระอีงั่ง และมีลักษณะการเขียนภาพแบบลายเส้นลักษณะเป็นภาพนามธรรมแสดงลวดลายต่างๆ ไว้โดยรอบ . . ภาพส่วนที่อยู่ด้านล่าง เป็นภาพเขียนสีแดง ภาพคน 2 ภาพ ในท่าทางกางแขนกางขา น่องโป่ง ภาพด้านซ้ายเป็นภาพเงาทึบ ภาพด้านขวา เหมือนจะเป็นภาพร่าง มีการระบายสีด้านในจางๆ โดยภาพคนที่ไม่มีศีรษะนี้เป็นที่มาของชื่อถ้ำคอขาดที่ชาวบ้านในพื้นที่เรียกกัน . . ภาพเขียนสีอีกจุดที่อยู่บริเวณผนังหินที่อยู่ถัดลงมา เป็นภาพคน 1 ภาพ เขียนแบบเงาทึบ (silhouette) เขียนด้วยสีแดง โดยในบริเวณนี้มีคราบเกลือขึ้นปกคลุมทั่วทั้งภาพ ทำให้มองเห็นภาพไม่ค่อยชัดเจน . . การพบศิลปะถ้ำกระจายตัวอยู่ตามเพิงผาบนแนวเขา แสดงให้เห็นถึงการเข้ามาใช้พื้นที่ของผู้คนในช่วงระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะมีการเคลื่อนย้ายออกไปที่อื่น . . กลุ่มศิลปะถ้ำที่พบแสดงให้เห็นถึงการดำรงชีวิตของผู้คนที่เข้ามาใช้พื้นที่บริเวณนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มิลปะถ้ำที่พบบริเวณถ้ำพระอีงั่ง ที่ปรากฏเป็นภาพสุนัขและขาสัตว์ที่มีกีบเท้า ซึ่งน่าจะสื่อถึงการออกไปหาของป่าล่าสัตว์ โดยอาจมีการเลี้ยงสัตว์ เช่น สุนัข เพื่อช่วยในการล่าสัตว์ด้วย ซึ่งเป็นลักษณะของชุมชนหาของป่าล่าสัตว์ ที่คนอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ตามถ้ำหรือเพิงผาที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ดำรงชีวิตด้วยการหาของป่าล่าสัตว์ และมักมีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานตามฤดูกาลเพื่อหาอาหารในแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน . . ทั้งนี้ ข้อสรุปเบื้องต้นนี้เป็นเพียงการสันนิษฐานจากภาพที่พบ อาจจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อกำหนดอายุอีกครั้ง


เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2568 ที่ผ่านมาปรากฏข่าวที่เป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกทั่วโลก เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรานซิสสิ้นพระชนม์ และตอนนี้โลกได้มีพระสันตะปาปาองค์ใหม่แล้ว นั่นก็คือ สมเด็จพระสันตะปาปา เลโอที่ 14 ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงเกิดอยากศึกษาว่าศาสนาคริสต์ในภาคอีสานของประเทศไทยนั้น เข้ามาได้อย่างไร ใครคือผู้บุกเบิกนำทางในการมาเผยแผ่ศาสนา เนื่องจากชาวอีสานส่วนใหญ่นับถือศาสนาผีและพุทธศาสนา ซึ่งผู้เขียนพบข้อมูลที่กำลังเกิดข้อสงสัยดังกล่าวจากในหนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน จึงได้เรียบเรียงและสรุปเนื้อหาดังนี้   การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในภาคอีสานและลาวเริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ปี พ.ศ. 2424 โดยคณะมิชชันนารีโรมันคาทอลิก ผ่านการเผยแผ่ในกลุ่มชาวญวนและช่วยเหลือทาสจนสามารถตั้งชุมชนคริสต์ในหลายจังหวัด ต่อมาได้ขยายไปยังลาวริมฝั่งโขง จนมีการแยกสังฆมณฑลภาคอีสานและลาวออกจากส่วนกลาง และในปี พ.ศ. 2442 ได้มีการตั้งสังฆมณฑลที่นครพนม ก่อนจะยุบในปี พ.ศ. 2493 โดยโอนกลับสังกัดประเทศไทยและย้ายสังฆมณฑลลาวไปเวียงจันทร์   ผู้เริ่มเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในภาคอีสานคือ บาทหลวงกองสตังต์ ยัง บัปติสต์ โปรดม และบาทหลวงฟรังซีส มารี ซาเวียร์ เกโก โดยตั้งมิสซังแรกที่บุ่งกระแทว จ.อุบลราชธานี ปี พ.ศ. 2424 ต่อมาได้ตั้งศูนย์เพิ่มเติมที่วัดคำเกิ้มและหนองแสง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของสังฆมณฑลลาวและอีสานในเวลาต่อมา   สังฆราชองค์แรกคือ ยอเซฟ มารี กืออ๊าส (พ.ศ. 2442–2455) ต่อด้วยสังฆราชโปรดม (พ.ศ. 2456–2463) แล้วจึงเป็นสังฆราชอังเยโล มารี แกวง (พ.ศ. 2465–2486) และฮังรี อัลแบรต์ โทมิน (พ.ศ. 2487–2488) ซึ่งถูกสังหารในสงครามโลกครั้งที่ 2   หลังจากช่วงที่ไม่มีประมุขระยะหนึ่ง สังฆราชเกลาดิอุส บาเย ได้รับแต่งตั้งเป็นองค์ที่ 5 ในปี พ.ศ. 2490 จนถึงปี พ.ศ. 2493 ก่อนจะแยกสังฆมณฑลตามเขตประเทศ โดยลาวย้ายสังกัดไปเวียงจันทร์ ส่วนภาคอีสานกลับมาอยู่ในสังฆมณฑลแห่งประเทศไทย   พระศาสนจักรคาทอลิกภาคอีสานในประเทศไทย ได้แก่ อัครสังฆมณฑลท่าแร่–หนองแสง สังฆมณฑลนครราชสีมา สังฆมณฑลอุดรธานี และสังฆมณฑลอุบลราชธานี   ปัจจุบันศาสนาคริสต์ในภาคอีสานมีบทบาทในการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตตามหลักความเชื่อทางศาสนา มีคริสตจักรและองค์กรคริสเตียนต่าง ๆ ที่ดำเนินงานด้านศาสนา การศึกษา การพัฒนาชุมชน และการช่วยเหลือสังคม โดยมีอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสงเป็นศูนย์กลางสำคัญของคริสตชนนิกายโรมันคาทอลิกในภูมิภาคนี้ บรรณานุกรม • ดาเนียล ขวัญ ถิ่นวัลย์.  การประกาศข่าวดีในภาคอีสานและประเทศลาว.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 26 เมษายน 2568, จาก: https://dondaniele.blogspot.com/2015/07/blog-post.html • ดาเนียล ขวัญ ถิ่นวัลย์.  พระสังฆราชโปรดม.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 26 เมษายน 2568, จาก: https://dondaniele.blogspot.com/2014/07/blog-post_11.html • ธวัช ปุณโณทก.  “สังฆมณฑล (คริสต์) ลาวและอีสาน.”  สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน.  13.  (2542): 4527-4539 • พิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร แขวงประเทศไทย.  อุบลราชธานี...ศูนย์คาทอลิกแห่งแรก.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 26 เมษายน 2568, จาก: https://www.120spcthai.com/spcthai/อุบลราชธานีศูนย์คาทอลิ/ • พิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร แขวงประเทศไทย.  หนองแสง...ศูนย์กลางมิสซังลาว.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 26 เมษายน 2568, จาก: https://www.120spcthai.com/.../second-mission-spcthai-2-2/ • หอจดหมายเหตุโปรดม-ซาเวียร์เกโก.  พระสังฆราชยอเซฟ มารี กืออ๊าส.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 26 เมษายน 2568, จาก: https://www.facebook.com/share/p/1ZEdKenuVA/ • หอจดหมายเหตุโปรดม-ซาเวียร์เกโก.  พระสังฆราชเกลาดิอุส.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 26 เมษายน 2568, จาก: https://www.facebook.com/share/p/1CVJhX1JBx/ • สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย.  อัครสังฆมณฑลท่าแร่- หนองแสง.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 26 เมษายน 2568, จาก: https://www.cbct.or.th/อัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนอง/ เรียบเรียงโดย นางสาวกุลริศา รัชตะวุฒิ นักภาษาโบราณ ออกแบบโดย นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย บรรณารักษ์ปฏิบัติการ


งานอนุรักษ์...เป็นงานที่ต้องอาศัยระยะเวลา ในการทำความเข้าใจกับวัสดุที่กำลังเสื่อมสภาพ ชำรุดทรุดโทรม ว่าอะไรคือสาเหตุที่ก่อเกิดปัญหา และวัสดุเหล่านั้นคืออะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง... ใช่เพียงแค่การมองอย่างผิวเผิน แล้วสรุปอย่างง่ายดาย สิ่งที่เห็นด้วยตาก็อย่างหนึ่ง สิ่งที่ได้จากการตรวจสอบก็อาจให้ผลอีกอย่างหนึ่ง ที่อาจจะสอดคล้องหรือขัดแย้งกันก็เป็นได้ นอกจากสภาพปัจจุบัน เรื่องราวในอดีตที่เกี่ยวข้องก็อาจส่งผลกระทบได้ ทั้งการอนุรักษ์ วัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดหลายสิบปี อาจรวมถึงลักษณะทางภูมิสถาปัตย์ ที่ส่งผลต่อทิศทางลม แสงแดด ฯลฯ การตรวจสอบไม่อาจสำเร็จเพียงครั้งเดียว และไม่อาจสำเร็จได้เพียงเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียว ในงานที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะทาง จำเป็นต้องอาศัยผู้ที่มีความชำนาญ เชี่ยวชาญ และรับฟัง แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ ด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง ปราศจากอคติ...โดยมีเป้าหมายเพื่อพิทักษ์รักษา ทรัพย์สมบัติ อันเป็นมรดกของประเทศชาติ งานอนุรักษ์จึงเปรียบเสมือนเรื่องราวที่ไม่มีวันจบสิ้น...จุดสิ้นสุดของงานในวันนี้ จึงอาจเป็นจุดเริ่มของเรื่องราวใหม่ ที่รอการตรวจสอบและอนุรักษ์ในวันข้างหน้าต่อไป...



แผ่นศิลายันต์ วัสดุ หินแกรนิต สมัยรัตนโกสินทร์ อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 24ที่มา พบบริเวณป้อมเทเวศร์บริรักษ์ มุมกำแพงเมืองสงขลาด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ในราวปี พ.ศ. 2496 ปัจจุบันเก็บรักษา ณ วัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา           แผ่นหินแกรนิต รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัต ขนาด 44 x 44 เซนติเมตร หนา 8 เซนติเมตร ปรากฏการจารึกบนแผ่นหินเป็นรูปตาราง ตัวเลข และอักขระ โดยนายจรัญ ทองวิไล นักภาษาโบราณ หอสมุดแห่งชาติกาญจนาภิเษก สงขลา ได้ทำการศึกษา และสรุปโดยสังเขปว่า แผ่นจารึกนี้จารึกยันต์ที่เรียกว่า “ยันต์สี่” โดยด้านข้างยันต์ทั้งสี่ด้านมีอักขระกำกับไว้ ได้แก่ ด้านที่ 1 สักกัสสะ วชิราวุธัง แปลว่า พระอินทร์มีสายฟ้าเป็นอาวุธ ด้านที่ 2 เวสสุวัณณัสสะ คฑาวุธัง แปลว่า ท้าวเวสสุวรรณมีคฑาเป็นอาวุธ ด้านที่ 3 ยะมัสสะ นะยะนาวุธัง แปลว่า พระยมมีนัยน์ตาเป็นอาวุธ ด้านที่ 4 อาฬะวะกัสสะ ทุสสาวุธัง แปลว่า อาฬวกยักษ์มีผ้าเป็นอาวุธ           รูปแบบการจัดวางอักขระดังกล่าว มีความสัมพันธ์กับยันต์ “โสฬสมหามงคล” ที่มีการนำเอานามเทวดาและนามศาสตราวุธ 4 ชนิด ลงไว้ตามด้านต่าง ๆ ยันต์นี้มีไว้สำหรับขับไล่ภูติผีปีศาจ ทำลายไสเวทย์คาถาอาคม วัตถุอาถรรพ์ทุกชนิด กันฟ้า กันไฟ กันโจร และอุปัทวันตรายทั้งปวง ส่วนตัวเลขในช่องตารางทั้ง 37 ช่อง นั้นเป็นปริศนาธรรม หมายถึงโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ อันจะนำเวไนยสัตว์ (สัตว์ผู้ควรแก่การแนะนำสั่งสอน) ผู้ประพฤติตามให้ถึงซึ่งพระนิพพาน           แผ่นศิลายันต์ ถูกค้นพบบริเวณหัวมุมกำแพงเมืองสงขลาด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ อันเป็นตำแหน่งของป้อม “เทเวศร์บริรักษ์” ในคราวที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ได้เข้ามาใช้พื้นที่ในการตั้งชุมสายโทรศัพท์จังหวัดสงขลา เมื่อราวปี พ.ศ. 2496 โดยได้มีการรื้อป้อมเทเวศร์บริรักษ์ทั้งหมด และกำแพงเมืองด้านทิศเหนือที่ติดกับป้อมไปบางส่วน สันนิษฐานว่า แผ่นศิลายันต์ดังกล่าวถูกสร้างขึ้นในราวปี พ.ศ. 2379 เมื่อครั้งที่พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ก่อสร้างป้อมและกำแพงเมืองสงขลา ตามพระราชโองการของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) และแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2385           ทั้งนี้ กำแพงเมืองสงขลาได้มีการซ่อมแซมตลอดมา และได้เริ่มมีการรื้อถอนโดยพระยาสุขุมนัยวินิต ข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลนครศรีธรรมราช ในปี พ.ศ. 2442 เพื่อขยายเมือง และ ตัดถนน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกำแพงเมืองสงขลาหลงเหลือเพียงด้านทิศเหนือบริเวณถนนจะนะ และด้านทิศตะวันตกบริเวณถนนนครนอก โดยกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2478 และ 21 กันยายน 2519 ความอนุเคราะห์ข้อมูล: นายสารัท ชลอสันติสกุล นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 11 สงขลาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม อ้างอิง: 1. ณัฐธัญ มณีรัตน์. เลขยันต์ : แผนผังอันศักดิ์สิทธิ์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ดรีม แคชเชอร์ กราฟฟิค, 2553. 2. สำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา. สารัท ชลอสันติสกุล. รายงานการขุดทางโบราณคดีกำแพงเมืองสงขลาบริเวณถนนนครนอก. ม. ป. ท : ม. ป. ท., 2563 (พิมพ์ในโครงการขุดแต่งเพื่อออกแบบบูรณะกำแพงเมืองสงขลา พุทธศักราช 2560) เรียบเรียง/ ถ่ายภาพ/ กราฟฟิก : นางสาวธีรนาฎ มีนุ่น ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา


+++++แหล่งผลิตเกลือโบราณลุ่มน้ำสงคราม+++++ ----- เกลือ เป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ด้วยคุณประโยชน์ที่หลากหลายทำให้เกลือกลายเป็นสินค้าที่มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณ นอกเหนือจากการใช้เป็นวัตถุดิบปรุงรสชาติอาหารแล้ว เกลือยังถูกใช้ในการถนอมอาหาร การฟอกหนังสัตว์ เป็นของจำเป็นสำหรับการเดินป่าและการเดินทางไกล เพราะเมื่อขาดเกลือจะทำให้ร่างกายไม่มีแรงและเป็นตะคริวได้ง่าย เกลือจึงเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า มีความสำคัญในระบบเศรษฐกิจมาตั้งแต่สมัยโบราณ ----- แหล่งผลิตเกลือสมัยโบราณที่ใหญ่ที่สุดในแอ่งสกลนคร อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำสงคราม บริเวณเขตรอยต่อระหว่างอำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร และอำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม พื้นที่สภาพภูมิประเทศโดยรอบตั้งอยู่ระหว่างลำน้ำอูนกับลำน้ำยาม ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำสงคราม มีลักษณะเป็นที่ราบกว้าง ปัจจุบันมีหนองน้ำที่เกิดจากการสร้างอ่างเก็บน้ำ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบ่อตาอาด อ่างเก็บน้ำบ่อกอก และอ่างเก็บน้ำหนองฝายท่าเรือ ซึ่งจะมีลำห้วยไหลไปเชื่อมกับห้วยคอกช้างและห้วยน้ำอูนทางด้านทิศตะวันออก หมวดหินชุดสำคัญในบริเวณลุ่มน้ำสงคราม คือ หมวดหินมหาสารคาม (หมวดหินเกลือ) ซึ่งมีแร่โพแทชและเกลือหิน ในสมัยโบราณมีการขุดบ่อน้ำเค็มจากใต้ดิน ซึ่งชั้นเกลือในบริเวณนี้อยู่ในระดับตื้นจึงสะดวกแก่การผลิตเกลือ ----- แหล่งโบราณคดีที่เกิดจากอุตสาหกรรมการผลิตเกลือจนมีสภาพเป็นเนินดินขนาดใหญ่ บริเวณเขตรอยต่อระหว่างอำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร และอำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ปัจจุบันพบจำนวน ๙ แห่ง ได้แก่ --- ๑. วัดโพนสวรรค์ (โพนสูง) บ้านเม่นใหญ่ ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร --- ๒. วัดโคกสะอาด (วัดสุวรรณบรรพต หรือ สำนักสงฆ์โพนช้างขาวสันติธรรม) บ้านโคกสะอาด หมู่ ๗ ตำบลบ้านเสียว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม --- ๓. โพนส้มโฮง บ้านท่าเรือ หมู่ ๒ ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม --- ๔. โพนกอก บ้านท่าเรือ หมู่ ๘ ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม --- ๕. โพนตุ่น บ้านบะหว้า หมู่ ๗ ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม --- ๖. โพนจุลณี (โพนน้ำดับ) บ้านบะหว้า หมู่ ๗ ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม --- ๗. ที่พักสงฆ์ไตรเทพเนรมิต (โพนแต้) บ้านเสียว หมู่ ๘ ตำบลบ้านเสียว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม --- ๘. วัดโพธิ์เครือ บ้านเสียว หมู่ ๑๐ ตำบลบ้านเสียว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม --- ๙. สำนักสงฆ์โพนหัวแข้สันติธรรม (โพนหัวแข้) บ้านเสียว หมู่ ๑๐ ตำบลบ้านเสียว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ----- เมื่อประมาณ ๘๐ ปีมาแล้ว บริเวณพื้นที่ราบรอบๆเนินดินโบราณ เคยเป็นแหล่งผลิตเกลือขนาดใหญ่ หนองน้ำที่ปรากฎในปัจจุบันเมื่อก่อนมีสภาพเป็นที่ราบน้ำท่วมถึงในฤดูฝน เมื่อเข้าฤดูแล้งเวลาน้ำลดจะมีคราบเกลือจับอยู่ตามผิวดิน ชาวบ้านจำนวนมากจะมาทำเกลือในบริเวณนี้ จนกระทั่ง ๕๐ ปีที่แล้ว จึงเลิกทำไป เพราะมีการสร้างอ่างเก็บน้ำขึ้น ปัจจุบันในฤดูแล้งจะมีชาวบ้านประมาณ ๓ - ๔ ราย ที่ยังมาทำเกลือใกล้กับเนินดินวัดโพนสวรรค์ (โพนสูง) โดยการทำเกลือในบริเวณนี้ จะใช้วิธีผสมน้ำเกลือกับดินขี้ทาเพื่อเพิ่มความเค็มของน้ำเกลือให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ได้เม็ดเกลือจากการต้มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ----- เคยมีการศึกษาแหล่งผลิตเกลือโบราณโนนทุ่งผีโพน บ้านงิ้วใหม่ ตำบลบ้านงิ้วเก่า อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ในเขตลุ่มน้ำมูลตอนบน โดย Eiji Nitta นักโบราณคดีชาวญี่ปุ่น สามารถสรุปโดยสังเขปได้ว่า โนนทุ่งผีโพน เป็นเนินดินสูงประมาณ ๖ เมตร โดยรอบเป็นทุ่งนา ในช่วงหน้าแล้งจะมีคราบเกลือจับอยู่ตามผิวหน้าดินรอบตัวเนิน ภาชนะดินเผาส่วนมากมีร่องรอยของการกัดกร่อนและเผาไหม้ จากการขุดค้นทางโบราณคดี พบร่องรอยกิจกรรมการทำเกลือจำนวน ๙ ชั้น และพบหลักฐานเกี่ยวกับการทำเกลือ ได้แก่ บ่อเก็บน้ำ แอ่งกรองน้ำ เตาดิน เศษภาชนะดินเผาที่ใช้ในการต้มเกลือทรงชามครึ่งวงกลม หม้อทรงกลม กระดูกสัตว์ต่างๆ และหลุมเสาที่สันนิษฐานว่าเคยเป็นเพิงพักอาศัย กำหนดอายุได้ราว ๑,๙๐๐ ปีมาแล้ว หรือประมาณคริสต์ศตวรรษที่ ๒ - ๓ ----- ลักษณะเนินดินขนาดใหญ่ของแหล่งผลิตเกลือโบราณในลุ่มแม่น้ำสงคราม บริเวณเขตรอยต่อระหว่าง จังหวัดสกลนครและจังหวัดนครพนมแห่งนี้ น่าจะเป็นเนินขยะที่เกิดจากกิจกรรมการผลิตเกลือ เช่นเดียวกับแหล่งโนนทุ่งผีโพน เพราะมีลักษณะโดยทั่วไปคล้ายคลึงกัน กล่าวคือ เป็นเนินดินขนาดสูงใหญ่ รูปร่างไม่สม่ำเสมอ เนินดินปรากฎชั้นของเศษภาชนะดินเผาจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนหินดุ แสดงให้เห็นถึงการผลิตภาชนะดินเผาในบริเวณเดียวกัน อายุสมัยของแหล่งผลิตเกลือโบราณกลุ่มนี้ ไม่น่าเก่าไปจนถึงช่วงก่อนประวัติศาสตร์ เหมือนที่โนนทุ่งผีโพน เนื่องจากไม่พบหลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในบริเวณนี้ รวมถึงบริเวณใกล้เคียงโดยรอบก็ยังไม่พบแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พบแต่โบราณวัตถุประเภทกล้องยาสูบ ไหจากแหล่งเตาลุ่มแม่น้ำสงคราม เศษอิฐเก่าและเศษกระเบื้องดินเผาจากแหล่งวัดร้าง ในเขตพื้นที่ตำบลบ้านเสียว เป็นต้น จึงสันนิษฐานในเบื้องต้นว่าแหล่งผลิตเกลือโบราณกลุ่มนี้ น่าจะอยู่สมัยประวัติศาสตร์ช่วงที่ชุมชนสร้างบ้านเมืองมั่นคง ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๓ และอาจร่วมสมัยเดียวกับอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องปั้นดินเผาในกลุ่มแหล่งเตาลุ่มแม่น้ำสงครามที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ----- ทั้งนี้ ข้อมูลและข้อสันนิษฐานข้างต้น ยังจะต้องมีการขุดศึกษาทางโบราณคดีเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความชัดเจนในค่าอายุของการผลิตเกลือในพื้นที่ รวมทั้งรูปแบบกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ----------------------------------------------------------------------- ++ อ้างอิงจาก ++ --- สุธีร์ วีรวรรณ. (๒๕๓๗). “การศึกษาเปรียบเทียบชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดีเกี่ยวกับการทำเกลือโบราณในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.” สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. --- วลัยลักษณ์ ทรงศิริ. (๒๕๓๙). “แหล่งผลิตเกลือสมัยโบราณลุ่มน้ำสงคราม.” วารสารเมืองโบราณ, ปีที่ ๒๒, ฉบับที่ ๔ : ตุลาคม - ธันวาคม. --- Nitta,Eiji. (1994). “Iron-smelting and Salt-making Industries in Northeast Thailand.” The 15th IPPA Congress, Chiangmai, Thailand, Jan 1. โดย นางสาวศุภภัสสร หิรัญเตียรณกุล นักโบราณคดีชำนาญการ  


ชื่อเรื่อง : พระราชกรณียกิจ ระหว่างเดือนตุลาคม 2511 - กันยายน 2512 ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2512 สถานที่พิมพ์ : ม.ป.ท. สำนักพิมพ์ : สำนักราชเลขาธิการ จำนวนหน้า : 312 หน้า สาระสังเขป : สำนักราชเลขาธิการได้ประมวลพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2511 จนถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2512 พร้อมพระบรมฉายาลักษณ์ นำเสนอข้อมูลในรูปแบบภาษาไทยและภาษาอังกฤษ สรุปรวมพระราชกรณียกิจมีกำหนดการ 497 ครั้ง 25 จังหวัด จัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่ในงานเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9


กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น   กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้ ๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙   ๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ - โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท - โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน   ๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว   ๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้ ๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน ๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ ๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา ๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ ๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน   หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต


ข้อแนะนำการส่งหรือนำพระพุทธรูปออกนอกราชอาณาจักรบุคคลทั่วไป ๑. กรอกแบบฟอร์มการขออนุญาตที่ทางราชการจัดให้ (ศก.๖) ๒. ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมศิลปากร ให้เหตุผลส่งหรือนำไปเพื่ออะไร ไว้ที่ใดโดยละเอียด ๓. ในกรณีที่นำติดตัวไปเอง ถ่ายสำเนาหนังสือเดินทางของผู้ขออนุญาต ๑ ชุด ในกรณีที่ส่งไปถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรข้าราชการ ๔. ให้แสดงหลักฐานเป็นเอกสารรับรองจากองค์กร องค์การ (องค์กร, องค์การที่เป็นที่เชื่อถือ และยอมรับจากทางราชการ)  สมาคม   หมายถึง ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับศาสนาซึ่งเป็นที่เชื่อถือและยอมรับจากทางราชการ สถาบันที่เกี่ยวข้องกับศาสนา คือ พระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์ เป็นเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส หรือเลขาธิการสมเด็จพระสังฆราช  เป็นผู้ลงนามรับรอง  หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่เชื่อถือได้ว่าจะส่งหรือนำพระพุทธรูปออกนอกราชอาณาจักรเพื่อสักการบูชา เพื่อศึกษาวิจัย เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณ หรือเพื่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมหรือโบราณคดี ในกรณีที่เจ้าอาวาสวัด  รองเจ้าอาวาสวัดฯ  หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัด  รับรอง    ต้องมีเอกสาร  ดังนี้             ๑.  ทำหนังสือจากวัดถึงอธิบดีกรมศิลปากร             ๒. สำเนาใบสุทธิประวัติเดิม – ปัจจุบัน             ๓.  สำเนาใบแต่งตั้งสมณศักดิ์  หรือหลักฐานยืนยันชื่อลงนามในหนังสือรับรอง ในกรณีที่ข้าราชการรับรอง    (ต้องเป็นข้าราชการตั้งแต่  ระดับ ๔  ขึ้นไป)             ๑.  ทำหนังสือจากผู้รับรองถึงอธิบดีกรมศิลปากร  รับรองผู้ขออนุญาตส่งหรือนำพระพุทธรูปออกนอกราชอาณาจักร             ๒. สำเนาบัตรข้าราชการ  ด้านหน้า – หลัง   อนึ่ง    เอกสารที่เป็นสำเนา  ให้ผู้รับรองลงนามรับรองสำเนาถูกต้องทุกฉบับ   ภาพถ่ายของวัตถุ               ใช้ภาพสี  ขนาด ๓ x ๕ นิ้ว  จำนวน  ๒  ภาพ  ต่อวัตถุ  ๑  รายการ   ถ่ายภาพเฉพาะด้านหน้าให้   ชัดเจน  หากมีพลาสติกห่อหุ้มให้เอาออกก่อนถ่ายภาพ   นำวัตถุที่จะส่งหรือนำออกทุกชิ้นไปแสดงต่อคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ฯ  ในวันที่ยื่นคำร้อง (ศก.๖)   ณ  สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  เลขที่ ๘๑/๑  ถนนศรีอยุธยา  (อาคารกรมศิลปากรใหม่)  เทเวศร์  แขวงวชิระ  เขตดุสิต  กรุงเทพฯ  ๑๐๓๐๐             ระยะเวลาออกใบอนุญาต         ๒   วันทำการ             เวลาทำการตรวจพิสูจน์            เช้า    เวลา  ๑๐.๐๐  น.                                                   บ่าย   เวลา  ๑๔.๐๐  น.   ฝ่ายบริหารงานทั่วไป   สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โทรศัพท์, โทรสาร  ๐ ๒๖๒๘ ๕๐๓๓   ขั้นตอนและวิธีการ   การขอรับใบอนุญาตส่งหรือนำโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุออกนอกราชอาณาจักร   ๑.   ผู้ขออนุญาต  ต้องกรอกในคำขอรับใบอนุญาตส่งหรือนำโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุออกนอกราชอาณาจักร(ศก.๖) พร้อมแนบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในคำขอรับใบอนุญาต   ณ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  เลขที่ ๘๑/๑  ถนนศรีอยุธยา  เทเวศร์  แขวงวชิระ  เขตดุสิต  กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๐ ๒.  ผู้ขออนุญาต  จะต้องนำโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุที่ขออนุญาตส่งออกทุกชิ้นไปให้คณะกรรมการตรวจพิสูจน์  ณ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ   หากไม่สามารถนำไปให้ตรวจพิสูจน์ ณ สถานที่ดังกล่าวได้ ผู้ขออนุญาตสามารถทำหนังสือพร้อมทั้งแสดงเหตุผลต่ออธิบดีขอให้มีการตรวจพิสูจน์  ณ สถานที่ที่เก็บรักษาโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุ  ผู้ขอรับใบอนุญาตจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการนี้ทั้งหมด ๓.  เจ้าหน้าที่จะผูกตะกั่วประทับตราที่โบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุทุกชิ้น  ที่คณะกรรมการตรวจพิสูจน์ สรุปความ เห็นอนุญาตให้ส่งหรือนำออกนอกราชอาณาจักรได้ ๔.  ภายใน ๑ - ๒ วันทำการ  ให้ผู้ขอรับใบอนุญาตไปรับใบอนุญาต   พร้อมชำระค่าธรรมเนียม       ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง  ณ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ       ค่าธรรมเนียมศิลปวัตถุประเภทพระพุทธรูป  สมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ถึงปัจจุบัน       - ขนาดยาวหรือสูงเกิน  ๑๐๐ เซนติเมตร                             ชิ้นละ  ๓๐๐  บาท       - ขนาดยาวหรือสูงเกิน ๕๐ เซนติเมตร แต่ไม่เกิน ๑๐๐  เซนติเมตร     ชิ้นละ  ๒๐๐  บาท       - ขนาดยาวหรือสูงไม่เกิน  ๕๐  เซนติเมตร                          ชิ้นละ  ๑๐๐  บาท       ค่าธรรมเนียมศิลปวัตถุ  สมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ถึงปัจจุบัน       - ขนาดยาวหรือสูงเกิน  ๑๐๐ เซนติเมตร                             ชิ้นละ  ๒๐๐  บาท       - ขนาดยาวหรือสูงเกิน ๕๐ เซนติเมตร แต่ไม่เกิน ๑๐๐  เซนติเมตร     ชิ้นละ  ๑๐๐  บาท       - ขนาดยาวหรือสูงไม่เกิน  ๕๐  เซนติเมตร                          ชิ้นละ   ๕๐  บาท ๕.  เจ้าหน้าที่จะออกบัตรประจำวัตถุ (บัตรสีชมพู)  เพื่อให้ผู้ขอรับใบอนุญาตนำไปผูกกับปลายเชือกที่ประทับตราตะกั่วที่โบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุทุกชิ้น ๖.   ผู้ขอรับใบอนุญาตจะต้องลงชื่อรับรองว่าจะนำบัตรประจำวัตถุไปผูกติดกับปลายเชือกตราตะกั่วที่ประทับวัตถุให้ถูกต้องตรงกับเลขหมายรายการในใบอนุญาต


ข้อแนะนำการส่งหรือนำพระพุทธรูปออกนอกราชอาณาจักรบุคคลทั่วไป ๑. กรอกแบบฟอร์มการขออนุญาตที่ทางราชการจัดให้ (ศก.๖) ๒. ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมศิลปากร ให้เหตุผลส่งหรือนำไปเพื่ออะไร ไว้ที่ใดโดยละเอียด ๓. ในกรณีที่นำติดตัวไปเอง ถ่ายสำเนาหนังสือเดินทางของผู้ขออนุญาต ๑ ชุด ในกรณีที่ส่งไปถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรข้าราชการ ๔. ให้แสดงหลักฐานเป็นเอกสารรับรองจากองค์กร องค์การ (องค์กร, องค์การที่เป็นที่เชื่อถือ และยอมรับจากทางราชการ)  สมาคม   หมายถึง ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับศาสนาซึ่งเป็นที่เชื่อถือและยอมรับจากทางราชการ สถาบันที่เกี่ยวข้องกับศาสนา คือ พระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์ เป็นเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส หรือเลขาธิการสมเด็จพระสังฆราช  เป็นผู้ลงนามรับรอง  หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่เชื่อถือได้ว่าจะส่งหรือนำพระพุทธรูปออกนอกราชอาณาจักรเพื่อสักการบูชา เพื่อศึกษาวิจัย เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณ หรือเพื่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมหรือโบราณคดี ในกรณีที่เจ้าอาวาสวัด  รองเจ้าอาวาสวัดฯ  หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัด  รับรอง    ต้องมีเอกสาร  ดังนี้             ๑.  ทำหนังสือจากวัดถึงอธิบดีกรมศิลปากร             ๒. สำเนาใบสุทธิประวัติเดิม – ปัจจุบัน             ๓.  สำเนาใบแต่งตั้งสมณศักดิ์  หรือหลักฐานยืนยันชื่อลงนามในหนังสือรับรอง ในกรณีที่ข้าราชการรับรอง    (ต้องเป็นข้าราชการตั้งแต่  ระดับ ๔  ขึ้นไป)             ๑.  ทำหนังสือจากผู้รับรองถึงอธิบดีกรมศิลปากร  รับรองผู้ขออนุญาตส่งหรือนำพระพุทธรูปออกนอกราชอาณาจักร             ๒. สำเนาบัตรข้าราชการ  ด้านหน้า – หลัง   อนึ่ง    เอกสารที่เป็นสำเนา  ให้ผู้รับรองลงนามรับรองสำเนาถูกต้องทุกฉบับ   ภาพถ่ายของวัตถุ               ใช้ภาพสี  ขนาด ๓ x ๕ นิ้ว  จำนวน  ๒  ภาพ  ต่อวัตถุ  ๑  รายการ   ถ่ายภาพเฉพาะด้านหน้าให้   ชัดเจน  หากมีพลาสติกห่อหุ้มให้เอาออกก่อนถ่ายภาพ   นำวัตถุที่จะส่งหรือนำออกทุกชิ้นไปแสดงต่อคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ฯ  ในวันที่ยื่นคำร้อง (ศก.๖)   ณ  สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  เลขที่ ๘๑/๑  ถนนศรีอยุธยา  (อาคารกรมศิลปากรใหม่)  เทเวศร์  แขวงวชิระ  เขตดุสิต  กรุงเทพฯ  ๑๐๓๐๐             ระยะเวลาออกใบอนุญาต         ๒   วันทำการ             เวลาทำการตรวจพิสูจน์            เช้า    เวลา  ๑๐.๐๐  น.                                                   บ่าย   เวลา  ๑๔.๐๐  น.   ฝ่ายบริหารงานทั่วไป   สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โทรศัพท์, โทรสาร  ๐ ๒๖๒๘ ๕๐๓๓   ขั้นตอนและวิธีการ   การขอรับใบอนุญาตส่งหรือนำโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุออกนอกราชอาณาจักร   ๑.   ผู้ขออนุญาต  ต้องกรอกในคำขอรับใบอนุญาตส่งหรือนำโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุออกนอกราชอาณาจักร(ศก.๖) พร้อมแนบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในคำขอรับใบอนุญาต   ณ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  เลขที่ ๘๑/๑  ถนนศรีอยุธยา  เทเวศร์  แขวงวชิระ  เขตดุสิต  กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๐ ๒.  ผู้ขออนุญาต  จะต้องนำโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุที่ขออนุญาตส่งออกทุกชิ้นไปให้คณะกรรมการตรวจพิสูจน์  ณ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ   หากไม่สามารถนำไปให้ตรวจพิสูจน์ ณ สถานที่ดังกล่าวได้ ผู้ขออนุญาตสามารถทำหนังสือพร้อมทั้งแสดงเหตุผลต่ออธิบดีขอให้มีการตรวจพิสูจน์  ณ สถานที่ที่เก็บรักษาโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุ  ผู้ขอรับใบอนุญาตจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการนี้ทั้งหมด ๓.  เจ้าหน้าที่จะผูกตะกั่วประทับตราที่โบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุทุกชิ้น  ที่คณะกรรมการตรวจพิสูจน์ สรุปความ เห็นอนุญาตให้ส่งหรือนำออกนอกราชอาณาจักรได้ ๔.  ภายใน ๑ - ๒ วันทำการ  ให้ผู้ขอรับใบอนุญาตไปรับใบอนุญาต   พร้อมชำระค่าธรรมเนียม       ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง  ณ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ       ค่าธรรมเนียมศิลปวัตถุประเภทพระพุทธรูป  สมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ถึงปัจจุบัน       - ขนาดยาวหรือสูงเกิน  ๑๐๐ เซนติเมตร                             ชิ้นละ  ๓๐๐  บาท       - ขนาดยาวหรือสูงเกิน ๕๐ เซนติเมตร แต่ไม่เกิน ๑๐๐  เซนติเมตร     ชิ้นละ  ๒๐๐  บาท       - ขนาดยาวหรือสูงไม่เกิน  ๕๐  เซนติเมตร                          ชิ้นละ  ๑๐๐  บาท       ค่าธรรมเนียมศิลปวัตถุ  สมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ถึงปัจจุบัน       - ขนาดยาวหรือสูงเกิน  ๑๐๐ เซนติเมตร                             ชิ้นละ  ๒๐๐  บาท       - ขนาดยาวหรือสูงเกิน ๕๐ เซนติเมตร แต่ไม่เกิน ๑๐๐  เซนติเมตร     ชิ้นละ  ๑๐๐  บาท       - ขนาดยาวหรือสูงไม่เกิน  ๕๐  เซนติเมตร                          ชิ้นละ   ๕๐  บาท ๕.  เจ้าหน้าที่จะออกบัตรประจำวัตถุ (บัตรสีชมพู)  เพื่อให้ผู้ขอรับใบอนุญาตนำไปผูกกับปลายเชือกที่ประทับตราตะกั่วที่โบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุทุกชิ้น ๖.   ผู้ขอรับใบอนุญาตจะต้องลงชื่อรับรองว่าจะนำบัตรประจำวัตถุไปผูกติดกับปลายเชือกตราตะกั่วที่ประทับวัตถุให้ถูกต้องตรงกับเลขหมายรายการในใบอนุญาต


๑. ชื่อโครงการ                         การแสดงเผยแพร่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในงานเทศกาลรามายณะนานาชาติ ครั้งที่ ๒   ๒.วัตถุประสงค์         ๒.๑ เพื่อเผยแพร่การแสดงโขนซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย และเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมประจำชาติ ให้เป็นที่รู้จักและชื่นชอบในหมู่ประเทศอาเซียน และประเทศที่มีวรรณกรรม เรื่อง รามายณะ               ๒.๒ เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมโดยใช้วรรณกรรมเรื่อง รามายณะ หรือ รามเกียรติ์ เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงสายใยและความรู้ทางวัฒนธรรมร่วมกัน               ๒.๓ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจด้านวัฒนธรรม  ประวัติศาสตร์   ศาสนา  และอารยธรรมระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ๓. กำหนดเวลา             ระหว่างวันที่ ๙ – ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๙   ๔. สถานที่             ๔.๑ Kamani Auditorium เมืองนิวเดลี             ๔.๒ Ramlila Ground เมืองลัคเนาว์             ๔.๓ เมืองอโยธยา             ๔.๔ Indira Gandhi National Centre for the Arts เมืองนิวเดลี   ๕. หน่วยงานผู้จัด             กระทรวงการต่างประเทศ   ๖. หน่วยงานสนับสนุน             กระทรวงวัฒนธรรม     ๗. กิจกรรม วันอาทิตย์ที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๙ ๑๓.๐๐ น. ๑๔.๓๐ น.   ๑๗.๕๕ น. (เวลาท้องถิ่น)  ๒๐.๕๕ น. ๒๓.๐๐ น.        - คณะนาฏศิลป์เดินทางออกจากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร          - เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เคาร์เตอร์ B๑๗  เช็คอิน Group และผ่าน          กระบวนการตรวจคนเข้าเมือง      - เดินทางออกจากประเทศไทย โดยสายการบินไทย TG ๓๑๕      - คณะนาฏศิลป์เดินทางถึงท่าอากาศยาน Indira Gandhi      - เข้าพักและรับประทานอาหารมื้อค่ำ ณ Hotel Forest Green วันจันทร์ที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙ ๐๗.๓๐ น. ๑๑.๐๐ น. ๑๔.๐๐ น. ๑๕.๐๐ น. ๑๙.๓๐ น. ๒๓.๐๐ น.      - รับประทานอาหารมื้อเช้า ณ โรงแรมที่พัก      - ซ้อมการแสดงที่ Kamani Auditorium      - รับประทานอาหารมื้อกลางวัน ณ โรงแรมที่พัก      - เตรียมพร้อมการแสดงที่ Kamani Auditorium      - แสดงโขน ตอนลักสีดา (๓๐ นาที) ณ Kamani Auditorium      - เข้าพักและรับประทานอาหารมื้อค่ำ ณ โรงแรมที่พัก วันอังคารที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ ๐๖.๐๐ น. ๐๗.๐๐ น.   ๐๙.๐๕ น.   ๑๐.๑๐ น. ๑๒.๐๐ น. ๑๔.๐๐ น. ๑๖.๐๐ น. ๑๙.๓๐ น. ๒๑.๐๐ น.      - คณะนาฏศิลป์เดินทางออกจากที่พัก      - ถึงท่าอากาศยาน Indira Gandhi เมืองนิวเดลี เช็คอิน Group        และผ่าน กระบวนการตรวจสัมภาระ      - เดินทางออกจากท่าอากาศยาน Indira Gandhi เมืองนิวเดลี        โดยเที่ยวบินภายในประเทศ เที่ยวบินที่ ๖E ๑๘๔      - ถึงท่าอากาศยาน Chaudhary Charan Singh เมืองลัคเนาว์      - เข้าพักและรับประทานอาหารมื้อกลางวัน ณ Hotel Gomti      - ทัศนศึกษา ณ Bara Imambara      - ทัศนศึกษา ชมเมืองโดยรอบ      - รับประทานอาหารมื้อค่ำ ณ ร้านอาหาร Dastarkhwan      - เข้าพัก ณ โรงแรมที่พัก วันพุธที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๙ ๐๘.๓๐ น. ๑๒.๐๐ น. ๑๓.๐๐ น. ๑๓.๓๐ น. ๑๙.๐๐ น.      - รับประทานอาหารมื้อเช้า ณ โรงแรมที่พัก      - รับประทานอาหารมื้อกลางวัน ณ โรงแรมที่พัก      - คณะนาฏศิลป์เดินทางออกจากที่พัก      - เข้าพบผู้จัดงาน และ ประชุมจัดเตรียมการแสดง ณ Ramlila Ground      - เข้าพักและรับประทานอาหารมื้อค่ำ ณ โรงแรมที่พัก วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ ๐๘.๓๐ น. ๑๐.๐๐ น. ๑๓.๐๐ น.   ๑๕.๐๐ น. ๒๐.๓๐ น. ๒๒.๐๐ น. ๒๔.๐๐ น.                  - รับประทานอาหารมื้อเช้า ณ โรงแรมที่พัก      - คณะนาฏศิลป์เดินทางออกจากที่พัก      - ทัศนศึกษาชมเมืองโดยรอบ           และ รับประทานอาหารกล่องมื้อกลางวันขณะเดินทาง      - เตรียมพร้อมการแสดง ณ Ramlila Ground      - แสดงโขน ตอนลักสีดา (๖๐ นาที) ณ Ramlila Ground      - รับประทานอาหารมื้อค่ำ ณ Ramlila Ground      - เข้าพัก ณ โรงแรมที่พัก วันศุกร์ที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ ๐๘.๐๐ น. ๐๙.๐๐ น. ๑๓.๐๐ น. ๑๕.๐๐ น. ๒๐.๐๐ น. ๒๒.๐๐ น. ๒๑.๐๐ น. ๐๑.๐๐ น.          - รับประทานอาหารมื้อเช้า ณ โรงแรมที่พัก      - ออกเดินทางจากโรงแรมที่พัก ไปเมืองอโยธยา โดยรถ      - รับประทานอาหารมื้อกลางวัน ณ Hotel Krishna Place      - เตรียมพร้อมการแสดง ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม เมืองอโยธยา      - แสดงโขน ตอนลักสีดา (๖๐ นาที)      - รับประทานอาหารมื้อค่ำ ณ Hotel Krishna Place      - ออกเดินทางจากเมืองอโยธยา โดยรถ      - เข้าพัก ณ Hotel Gomti เมืองลัคเนาว์                   วันเสาร์ที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๙ ๐๖.๐๐ น. ๐๗.๓๐ น.   ๑๐.๔๐ น.   ๑๑.๔๕ น. ๑๔.๐๐ น. ๑๔.๔๕ น. ๑๖.๐๐ น.   ๒๐.๐๐ น. ๒๒.๐๐ น.        - คณะนาฏศิลป์เดินทางออกจากที่พัก      - ถึงท่าอากาศยาน Chaudhary Charan Singh เมืองลัคเนาว์        เช็คอิน Group และผ่านกระบวนการตรวจสัมภาระ      - เดินทางออกจากท่าอากาศยาน Chaudhary Charan Singh เมืองลัคเนาว์            โดยเที่ยวบินภายในประเทศ เที่ยวบินที่ ๖E ๑๔๗      - ถึงท่าอากาศยาน Indira Gandhi เมืองนิวเดลี      - เข้าพักและรับประทานอาหารมื้อกลางวัน ณ Hotel Forest Green      - คณะนาฏศิลป์เดินทางออกจากที่พัก      - เดินทางถึง Indira Gandhi National Centre for the Arts        เตรียมการแสดง และรับประทานอาหารกล่อง      - แสดงโขน ตอนลักสีดา (๓๐ นาที)      - เข้าพักที่โรงแรมที่พัก           วันอาทิตย์ที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๙ ๐๗.๓๐ น. ๑๑.๐๐ น. ๑๒.๐๐ น. ๑๔.๐๐ น. ๑๔.๐๙ น.     ๑๔.๓๐ น.   ๑๗.๐๐ น. ๑๘.๐๐ น. ๑๙.๓๐ น.   ๒๓.๓๐ น.      - รับประทานอาหารมื้อเช้า ณ โรงแรมที่พัก      - รับประทานอาหารมื้อกลางวัน ณ โรงแรมที่พัก      - คณะนาฏศิลป์เดินทางออกจากที่พัก ทัศนศึกษา ณ Sarojini Nagar      - คณะนาฏศิลป์เดินทางถึงสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี      - คณะข้าราชการผู้ปฏิบัติหน้าที่เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย        ณ สาธารณรัฐอินเดีย ร่วมลงนามถวายความอาลัย        พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และร่วมถ่ายภาพ      - คณะนาฏศิลป์เดินทางออกจากที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี        ทัศนศึกษา ณ Janpath      - รับประทานอาหารมื้อค่ำ ณ โรงแรมที่พัก      - คณะนาฏศิลป์เดินทางออกจากที่พัก      - ถึงท่าอากาศยาน Indira Gandhi เคาร์เตอร์ H เช็คอิน Group        และผ่านกระบวนการตรวจสัมภาระ      - เดินทางออกจากสาธารณรัฐอินเดีย โดยสายการบินไทย TG ๓๑๖       วันจันทร์ที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๙ ๐๕.๒๕ น. ๐๖.๓๐ น.      - คณะนาฏศิลป์เดินทางถึงท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ      - คณะนาฏศิลป์เดินทางถึงสำนักการสังคีต กรมศิลปากร                                   ๘. คณะผู้แทนไทย  ประกอบด้วยข้าราชการ ของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร  จำนวน ๑๒ คน             ๘.๑ นายเจตน์  ศรีอ่ำอ่วม                        นาฎศิลปินอาวุโส/หัวหน้าคณะเดินทาง             ๘.๒ ว่าที่ ร.ต.เอกสิทธิ์  เนตรานนท์            นาฏศิลปินชำนาญงาน             ๘.๓ นายธรรมนูญ  แรงไม่ลด                   นาฏศิลปินชำนาญงาน             ๘.๔ นายปรัชญา  ชัยเทศ                        นาฏศิลปินชำนาญงาน             ๘.๕ นายภีระเมศร์  ทิพย์ประชาบาล          นาฏศิลปินชำนาญงาน             ๘.๖ นางสาวเอกนันท์  พันธุรักษ์               นาฏศิลปินชำนาญงาน             ๘.๗ นางสาวปภาวี จึงประวัติ                   นาฏศิลปินชำนาญงาน             ๘.๘ นายบุญสร้าง  เรืองนนท์                   ดุริยางคศิลปินอาวุโส             ๘.๙ นายพรศักดิ์  คำส้อม                        ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน             ๘.๑๐ ว่าที่ ร.ต.ชัยพฤกษ์  สิทธิ                 ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน                                   ๘.๑๑ นายนิรันดร์  หรุ่นทะเล                   ดุริยางคศิลปินปฎิบัติงาน             ๘.๑๒ นายปกรณ์  หนูยี่                           คีตศิลปินปฎิบัติงาน   ๙. สรุปสาระของกิจกรรม                              กระทรวงการต่างประเทศ และ สำนักงานปลักกระทรวงวัฒนธรรม สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ ร่วมมือกับสภาความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมอินเดีย สาธารณรัฐอินเดีย (ICCR : Indian  Council  for  Cultural  Relations) ในการจัดงานเทศกาลรามายณะนานาชาติ ครั้งที่ ๒ ณ เมืองนิวเดลลี  เมืองลัคเนาว์ และเมืองอโยธยา ระหว่างวันที่ ๙ – ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๙  เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมในกลุ่มประเทศเอเชียที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมรามายณะ ให้เป็นที่รู้จัก ชื่นชอบ อย่างกว้างขวางในกลุ่มชนสาธารณรัฐอินเดีย และกลุ่มประเทศเอเชียผ่านการแสดงนาฏศิลป์ไทยและนาฏศิลป์นานาชาติของประเทศต่างๆ  โดยทางสำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้รับมอบหมายให้จัดการแสดงเพื่อมาเผยแพร่ในเทศกาลรามายณะ คือ การแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ตอนลักสีดา   ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม                   ๑.  การจัดงานโครงการเทศกาลรามายณะควรมีอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อีกทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ                   ๒. คณะผู้ปฏิบัติงานจำนวน ๑๒ คน มีหน้าที่แสดงบนเวทีทุกคน เมื่อต้องมีการประสานงานกับสถานที่ เวทีการแสดงทั้ง ๔ เวที ที่มีลักษณะแตกต่างกัน และด้วยเวลาการทำงานของทางอินเดีย มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของเวลาที่ไม่แน่นอน เมื่อประสานเตรียมความพร้อมของเวทีทั้งหมด อาทิเช่น การใช้พื้นที่ แสง เสียง และลำดับพิธีการ ลำดับการแสดง จึงทำให้เหลือเวลาเตรียมความพร้อมของการแสดงน้อยลง                   ๓. การเดินทางปฏิบัติงานในครั้งนี้ ได้มีการประสานงานขอล่าม เพื่ออำนวยความสะดวก ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์เป็นอย่างดีจากทางสถานทูตไทย ทำให้การปฏิบัติงานราบรื่น ทั้งในส่วนของการแสดง และการเดินทางภายในประเทศ จนถึงการเดินทางกลับประเทศไทย


ชื่อเรื่อง : พระราชกรณียกิจ ระหว่างเดือนตุลาคม 2513 - กันยายน 2514 ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2514 สถานที่พิมพ์ : ม.ป.ท. สำนักพิมพ์ : สำนักราชเลขาธิการ จำนวนหน้า : 298 หน้า สาระสังเขป : สำนักราชเลขาธิการได้ประมวลพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2513 จนถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2514 พร้อมพระบรมฉายาลักษณ์ นำเสนอข้อมูลในรูปแบบภาษาไทยและภาษาอังกฤษ สรุปรวมพระราชกรณียกิจมีกำหนดการ 554 ครั้ง จัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่ในงานเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9


black ribbon.