ค้นหา

จากคำค้น "วิทยานิพนธ์" พบรายการทั้งหมด 225 รายการ

         ชิ้นส่วนธรรมจักรศิลา พบที่เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เก็บรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง          ชิ้นส่วนธรรมจักรสลักจากหิน กว้าง ๓๗ เซนติเมตร ยาว ๗๕ เซนติเมตร อยู่ในสภาพชำรุดพบเพียงครึ่งวง เป็นธรรมจักรประเภทสลักทึบ ไม่เจาะช่องว่างระหว่างซี่กำ ตรงกลางเป็นดุมกลมยื่นออกมา ล้อมด้วยแถบลายกลีบบัว ถัดออกมาเป็นส่วนซี่กำสลักลายคล้ายหัวเสา ส่วนกงล้อสลักลวดลายเม็ดเพชรพลอยสลับด้วยลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ขนาบด้วยแถบลายจุดไข่ปลาหรือลายเม็ดประคำ กรอบนอกของกงล้อสลักลายเปลวไฟ ลวดลายที่ปรากฏเป็นลวดลายที่นิยมสลักบนธรรมจักรในสมัยทวารวดี ซึ่งยังพบบนธรรมจักรศิลา ที่พบจากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข ๒ และ ๑๑ เมืองโบราณอู่ทองด้วย กำหนดอายุชิ้นส่วนธรรมจักรนี้ในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔  หรือประมาณ ๑,๒๐๐ - ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว            ธรรมจักรเป็นสัญลักษณ์แทนเหตุการณ์การแสดงธรรมครั้งแรกของพระพุทธเจ้า หรือการปฐมเทศนา ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณาสี ประเทศอินเดีย โดยนิยมทำคู่กับประติมากรรมรูปกวางหมอบ การใช้สัญลักษณ์รูปธรรมจักรพบตั้งแต่ศิลปะอินเดียโบราณ ราวพุทธศตวรรษที่ ๓ – ๖ (ประมาณ ๒,๐๐๐ - ๒,๓๐๐ ปีมาแล้ว) จากหลักฐานภาพสลักรูปธรรมจักรบนเสาโตรณะ ที่สถูปสาญจี ถือเป็นภาพสลักที่เห็นถึงความสมบูรณ์ขององค์ประกอบของเสาธรรมจักรที่ยังเหลืออยู่ ปัจจุบันยังพบร่องรอยการตั้งเสาธรรมจักร ณ สถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น สถูปที่เมืองสารนาถซึ่งเป็นสถานที่แสดงปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้า ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างเสาธรรมจักรพร้อมจารึกตั้งไว้ด้านหน้าของสถูป ต่อมาเมื่อความนิยมในการสร้างพระพุทธรูปได้แพร่หลายขึ้น การสร้างเสาธรรมจักรในประเทศอินเดียจึงลดลง การสร้างรูปธรรมจักรจึงปรากฏเป็นองค์ประกอบร่วมกับพระพุทธรูปตอนปฐมเทศนา           บริเวณเมืองโบราณอู่ทองพบธรรมจักรศิลารวมทั้งสิ้น ๔ ชิ้น ที่สำคัญคือธรรมจักรศิลาพร้อมเสาและแท่นฐานรองรับ พบจากขุดแต่งเจดีย์หมายเลข ๑๑ ซึ่งพบเพียงชุดเดียวในประเทศไทย ทำให้สันนิษฐานได้ว่าในสมัยทวารวดีมีการประดิษฐานธรรมจักรบนเสาพร้อมแท่นฐานรองรับ ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าศาสนสถาน ตามคติที่รับมาจากอินเดีย นอกจากนี้ยังพบรูปธรรมจักรหันด้านสันออก ขนาบด้วยกวางหมอบเหลียวหลังทั้ง ๒ ข้าง บริเวณส่วนฐานของพระพุทธรูปศิลาแสดงพุทธประวัติตอนแสดงปฐมเทศนาด้วย โบราณวัตถุดังกล่าวนี้ เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงการประดิษฐานพระพุทธศาสนาในดินแดนไทยในระยะแรก เมื่อกว่าพันปีมาแล้ว   เอกสารอ้างอิง เชษฐ์ ติงสัญชลี. ลวดลายในศิลปะทวารวดี : การศึกษาที่มาและการตรวจสอบกับศิลปะอินเดียสมัยคุปตะ-วกาฏกะ.(พิมพ์ครั้งที่ ๒). กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์, ๒๕๖๕. ธนิต อยู่โพธิ์. ธรรมจักร. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร , ๒๕๐๘. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทวารวดีศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. (พิมพ์ครั้งที่ ๒). นนทบุรี : เมืองโบราณ,  ๒๕๖๒. อมราลักษณ์ ทรัพย์สุคนธ์. “วิวัฒนาการของลวดลายบนธรรมจักรสมัยทวารวดี”. วิทยานิพนธ์ศิลปะศาสตร์บัณฑิตคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๑๕. ที่มาภาพประกอบ ห้องสมุดดิจิตอล ศ. ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล เว็บไซต์ http://www.thapra.lib.su.ac.th/supatlib


ชื่อวัตถุ สถูปดินเผาจำลอง ทะเบียน ๒๗/๑๕๓/๒๕๓๒ อายุสมัย สมัยศรีวิชัย วัสดุ ดินเผา ขนาด สูง ๔.๕ เซนติเมตรกว้าง ๔.๕เซนติเมตร แหล่งที่พบ พบจากการดำเนินงานทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดี ควนสราญรมย์ (ควนพุนพิน, ควนท่าข้าม) ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี สถานที่เก็บรักษา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง “สถูปดินเผาจำลอง” “สถูป” มีพัฒนาการมาจากเนินดินฝังศพหรือสิ่งก่อสร้างเพื่อบรรจุอัฐิธาตุของบุคคลสำคัญ สำหรับการสร้างสถูปในศาสนาพุทธมีกล่าวถึงในคัมภีร์มหาปรินิพพานสูตรว่า เป็นพุทธประสงค์ของพระพุทธเจ้าซึ่งให้สร้างสถูปเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและเพื่อเป็นสถานที่ให้ชาวพุทธได้สักการบูชา ต่อมาได้มีการทำสถูปจำลองขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ดังที่ได้กล่าวถึงในบันทึกการเดินทางของหลวงจีนเหี้ยนจัง ซึ่งเดินทางมายังอินเดียในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๓ ว่าประชาชนจะสร้างสถูปจำลองเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ดังได้พบสถูปดินเผาจำลองที่นาลันทาและพุทธคยา ในประเทศไทยพบสถูปจำลองที่เมืองโบราณสมัยทวารวดี เช่น เมืองโบราณนครปฐม และเมืองโบราณคูเมือง ส่วนในภาคใต้พบสถูปจำลองในถ้ำในเขตจังหวัดยะลาและพบในโบราณสถาน เช่น แหล่งโบราณคดีควนสราญรมณ์(ควนพุนพิน/ควนท่าข้าม) และวัดหลง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่เมืองโบราณยะรัง จังหวัดปัตตานี ที่เมืองโบราณยะรังได้พบสถูปจำลองเป็นจำนวนมาก สถูปจำลองในภาคใต้ส่วนใหญ่พบทำจากดินมีทั้งดินดิบและดินเผาและทำจากหิน พบ ๒ รูปแบบ คือ สถูปจำลองที่มีลักษณะองค์ระฆังคล้ายหม้อน้ำและส่วนยอดซ้อนกันคล้ายฉัตร สถูปจำลองที่มีลักษณะองค์ระฆังคล้ายโอคว่ำและส่วนยอดเป็นกรวยแหลม การพบสถูปจำลองทั้งในภาคกลางและภาคใต้แสดงให้เห็นถึงคติในการทำสถูปจำลองเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาซึ่งเป็นคติที่รับมาจากอินเดีย อมรา ศรีสุชาติ เสนอข้อคิดเห็นว่า การพบสถูปจำลองเป็นจำนวนมากที่เมืองโบราณยะรังเป็นหลักฐานของการนับถือศาสนาพุทธมหายาน นิกายไจตยะหรือเจติยวาท อันเป็นนิกายที่เน้นการบูชาเจดีย์ซึ่งมีหลักธรรมคำสอนที่สำคัญว่าการสร้างเจดีย์ การประดับเจดีย์ และการบูชาเจดีย์เป็นบ่อเกิดแห่งบุญอันใหญ่หลวง “สถูปดินเผาจำลอง” จึงเป็นหลักฐานทางโบราณคดีสำคัญที่แสดงถึงคติในพระพุทธศาสนาของคนในภาคใต้ เอกสารอ้างอิง - นิตยา กนกมงคล. “สถูปทรงหม้อน้ำ ศิลปะทวารวดีที่พบในเขตภาคกลางของประเทศไทย” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศษสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๗. - ผาสุขอินทราวุฒิ. “คติความเชื่อของชาวพุทธในรัฐทวารวดี,” เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการเรื่องพัฒนาการทางโบราณคดี. กรุงเทพ : โรงพิมพ์ อักษรสมัย, ๒๕๔๒. - อมรา ศรีสุชาติ. “ยะรัง : ชุมชนโบราณ,” สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคใต้ (๒๕๔๒): ๖๒๔๕ – ๖๒๕๘.


     นายผดุง เปลี่ยนดี ปลัดอำเภอโท อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี มอบให้เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๐๙       จัดแสดงห้องบรรพชนคนอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง      ตราประทับดินเผารูปกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓.๕ เซนติเมตร มีด้ามจับเป็นทรงกรวยแหลม ยาวประมาณ ๓.๕ เซนติเมตร ส่วนปลายเจาะรูกลม สันนิษฐานว่าใช้สำหรับสำหรับร้อยเชือกเพื่อพกพานำติดตัว ผิวหน้าเป็นภาพกระต่ายมองเห็นด้านข้าง โดยกระต่ายหันหน้าไปทางด้านขวา กระต่ายมีหูยาว ตากลม หางกลมสั้น อยู่ในท่าหมอบ ประกอบอยู่กับลวดลายคล้ายพรรณพฤกษาหรืออาจเป็นลายเปลวไฟภายในกรอบวงกลมที่มีล้อมรอบด้วยลายเม็ดประคำ ลวดลายทั้งหมดนี้เป็นร่องลึกลงไป สำหรับนำไปกดประทับบนวัสดุ เช่น ดินเหนียว เพื่อให้เกิดรอยประทับนูนขึ้นมาบนผิววัสดุนั้น      กระต่าย เป็นสัตว์ที่มีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อเนื่องในพุทธศาสนา โดยปรากฏในชาดกเรื่อง “สสปัณฑิตชาดก” ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคุณธรรมของกระต่ายที่เสียสละชีวิตเป็นอาหารให้เป็นทานแก่ผู้อื่น กระต่ายจึงถือเป็นสัญลักษณ์ของคุณธรรม นอกจากนี้ในวัฒนธรรมอินเดียกระต่ายยังเป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับการเมืองหรือประชาชนด้วย      ในงานศิลปกรรมสมัยทวารวดีพบรูปกระต่ายไม่มากนัก นอกจากตราประทับชิ้นนี้แล้ว ยังพบประติมากรรมรูปกระต่ายบนฐานบัวซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นส่วนประดับบนจุกภาชนะดินเผา จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี ประติมากรรมปูนปั้นรูปกระต่าย ใช้ประดับ ศาสนสถาน พบจากตำบลโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ และยังพบเหรียญเงินซึ่งด้านหนึ่งมีรูปกระต่ายบนฐานบัวส่วนอีกด้านเป็นรูปศรีวัตสะด้วย      ตราประทับรูปกระต่ายนี้ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นตราประทับที่พ่อค้า หรือนักเดินทาง พกติดตัวเข้ามาหรืออาจผลิตขึ้นในท้องถิ่นโดยคนพื้นเมืองทวารวดี เพื่อเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของบุคคลหรือกลุ่มคน อาจเกี่ยวข้องกับศาสนา หรือใช้เป็นเครื่องรางก็เป็นได้ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔ หรือประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว   เอกสารอ้างอิง ณัฐิกานต์ จันต๊ะยอด. (๒๕๖๑). สัตว์สัญลักษณ์บนเหรียญเงินทวารวดี. สืบค้น ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๔ จาก http ://coinmuseum.treasury.go.th /news_view.php?nid=149.   ดวงกมล  อนันต์วัชรกุล. “คติความเชื่อเรื่องสัตว์ที่ปรากฏในวัฒนธรรมทวารวดี”. เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคล ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๔. อนุสรณ์ คุณประกิจ. “การศึกษาคติและรูปแบบประติมากรรมดินเผาขนาดเล็กสมัยทวารวดีที่พบในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๙. อนันต์  กลิ่นโพธิ์กลับ. “การศึกษาความหมายและรูปแบบตราประทับสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๗.


#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ทัพพีไม้เขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ประมาณ 3,000 ปีมาแล้ววัสดุ       ไม้ ประวัติ    พบที่แหล่งโบราณคดีประตูผา อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ลักษณะ  รูปทรงคล้ายช้อนแต่มีขนาดใหญ่กว่า ตกแต่งลายเขียนสีแดง บริเวณด้ามจับเขียนลายทาง และบริเวณที่ตักสิ่งของเขียนลายเส้นคดโค้ง --------------------------------------------------คำว่า ประตูผา มาจากลักษณะภูมิประเทศในบริเวณนี้ที่เป็นแนวเขาลูกโดดสองลูกต่อกัน ระหว่างกลางมีช่องแคบเล็ก ๆ ทำให้ดูเหมือนกำแพงสูงที่มีช่องประตูตรงกลาง จึงเป็นที่มาของชื่อประตูผา.แหล่งโบราณคดีประตูผา ได้พบหลักฐานการทำกิจกรรมของมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เปรียบเสมือนเขตพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนในบริเวณนี้ โดยพบภาพเขียนสีซึ่งยาวที่สุดในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และร่องรอยการประกอบพิธีกรรมการฝังศพบริเวณพื้นดินใต้ภายเขียนสี.แม้ที่แหล่งนี้จะมีการถูกขุดรบกวนจากการลักลอบขุดหาโบราณวัตถุ แต่ก็ยังคงพบหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากที่สภาพสมบูรณ์และน่าสนใจ หนึ่งในนั้นคือ ทัพพีไม้เขียนสี พบจำนวน 2 อัน ในหลุมขุดค้นที่ 2 ชิ้นหนึ่งมีสภาพเกือบสมบูรณ์ แตกหักบริเวณที่ตักของ อีกชิ้นเหลือเพียงส่วนที่ตักของ .ทัพพีไม้เขียนสีทำด้วยไม้ชิ้นเดียวที่มีการถากและขูดเอาเนื้อไม้ออกจนได้รูปร่างที่ต้องการ สันนิษฐานว่าคงทำขึ้นเพื่อเป็นของอุทิศให้แก่ผู้ตาย เนื่องจากมีการเขียนลายสีแดงตกแต่งทั้งชิ้นเพิ่มความสวยงาม สะท้อนให้เห็นถึงงานฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ของคนในอดีต ที่ไม่เพียงรู้จักการผสมสีจากหินสีหรือดินเทศเพื่อใช้เขียนภาพบนผนังเพียงอย่างเดียว แต่ยังนำมาเขียนภาพลงบนสิ่งของเครื่องใช้ด้วย และอาจเป็นไปได้ว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกันเป็นผู้วาดก็เป็นได้. ปัจจุบันทัพพีไม้เขียนสีนี้จัดแสดงอยู่ในตู้แหล่งโบราณคดีประตูผา ห้องยุคก่อนประวัติศาสตร์ในภาคเหนือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่--------------------------------------------------อ้างอิง- ชินณวุฒิ วิลยาลัย. (2542). การศึกษาแหล่งภาพเขียนสีค่ายประตูผา อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง. วิทยานิพนธ์ ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. หน้า 206, 299.- กรมศิลปากร. (2544). เปิดประตูผา ค้นหาแหล่งวัฒนธรรม 3,000 ปี ที่ลำปาง. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. หน้า 8, 29-37.- อพิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ.(2549) รูปเขียนดึกดำบรรพ์ “สุวรรณภูมิ” 3,000 ปีมาแล้ว ต้นแบบงานช่างเขียนปัจจุบัน. กรุงเทพฯ : มติชน. หน้า 43.- ศูนย์มานุษวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). (2564).  ฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย. ภาพเขียนสีค่ายประตูผา.  เข้าถึงเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2566 จาก https://db.sac.or.th/archaeology/archaeology/103.ที่มารูปภาพภาพลายเส้นทัพพีไม้- กรมศิลปากร. เปิดประตูผา ค้นหาแหล่งวัฒนธรรม 3,000 ปี ที่ลำปาง. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2544.ภาพลักษณะช่องเขาที่มาชื่อประตูผา- สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 6 เชียงใหม่. รายงานเบื้องต้นการขุดค้นศึกษาและคัดลอกภาพเขียนสี แหล่งโบราณคดีประตูผา อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง.


#องค์ความรู้อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเมืองชากังราว : ต้นทุนทางวัฒนธรรมของจังหวัดกำแพงเพชร... วัฒนธรรม (Culture) คือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งที่เป็นรูปธรรม เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ เป็นต้น และสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น ประเพณี ศาสนา ความเชื่อ และหมายรวมถึงแบบแผนพฤติกรรมทั้งหมดของสังคมที่สืบทอดกันต่อมานับแต่อดีตผ่านการเรียนรู้ คิดค้น ดัดแปลงจากสิ่งแวดล้อม เป็นเทคโนโลยีแบบแผนประเพณี ศิลปกรรม เป็นต้น .ทุนทางวัฒนธรรม หมายถึง สิ่งดีงามที่มีอยู่เดิมของสังคมที่สั่งสมสืบทอดกันมา โดยอาจเป็นวัฒนธรรมสิ่งที่จับต้องได้ (Tangible) อาทิ วัดวาอาราม โบราณสถาน หรือวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible) เช่น ประเพณี ความเชื่อ ..Pierre Bourdieu นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส ได้เสนอแนวคิดเรื่องทุนทางวัฒนธรรมว่าจำแนกเป็น ๓ ประเภท คือ  .๑. ทุนภายในตัวบุคคล (embodied state) อยู่ในรูปแบบของทุนทางวัฒนธรรมที่ผ่านการสั่งสมในตัวบุคคลมาเป็นเวลานาน และแสดงออกผ่านลักษณะทางกายภาพ พฤติกรรม หรือความรู้สึกนึกคิดผ่านตัวบุคคลนั้น ๆ.๒. ทุนทางรูปธรรม (objectified state) ทุนทางวัฒนธรรมที่อยู่ในรูปแบบวัตถุ โดยวัตถุนั้นสะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาที่สืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษ เช่น รูปภาพ หนังสือ เครื่องดนตรี เป็นต้น.๓. ทุนทางสถาบัน (institutionalized state) ทุนทางวัฒนธรรมที่อยู่ในรูปแบบของสังคม เกิดจากการเชื่อมโยงคุณค่าของบุคคลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งกับสถาบัน องค์กร หรือสถานที่ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงในฐานะเป็นแหล่งกำเนิดหรือที่มาอันจะนำไปสู่การรับรองคุณค่าหรือคุณสมบัติที่อยู่ในบุคคลหรือวัตถุนั้น ๆ ..เมืองชากังราว เป็นเมืองโบราณที่ปรากฏชื่อตั้งแต่สมัยสุโขทัยในศิลาจารึกเขาสุมนกูฏ (พ.ศ. ๑๙๑๑) สืบเนื่องมายังหลักฐานที่กล่าวถึงเรื่องราวในสมัยอยุธยา ได้แก่ กฎหมายตราสามดวง (พ.ศ. ๑๘๙๙ รัชกาลพระเจ้าอู่ทอง) พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ (พ.ศ. ๒๒๒๓) พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) (พ.ศ. ๒๓๓๘) และพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา (พ.ศ. ๒๓๙๔ - ๒๔๑๑) ทั้งนี้จากหลักฐานต่าง ๆ ดังกล่าวยังไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งของเมืองชากังราวได้แน่ชัด.พระวินิจฉัยในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เกี่ยวกับเรื่องเมืองชากังราวปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาครั้งแรกในการจัดพิมพ์ครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗  และทรงพระนิพนธ์อธิบายเพิ่มเติมในพระราชนิพนธ์เที่ยวเมืองพระร่วงของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑  ว่าเมืองชากังราวเป็นเมืองเดิมของเมืองนครชุมซึ่งตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของแม่น้ำปิง ใต้ปากคลองสวนหมาก จังหวัดกำแพงเพชร และเป็นความเชื่อที่แพร่หลายในเวลาต่อมา ดังตัวอย่างความตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์เที่ยวเมืองพระร่วง.“...เรื่องเมืองกำแพงเพชรเก่าใหม่ตรวจในสมัยต่อมาได้ความดังนี้ ที่เรียกว่าเมือง “นครปุ” นั้น ที่ถูกคือเมือง “นครชุม”...เมืองนี้ เมืองเดิมที่เรียกในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า เมืองชากังราว ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกใต้ปากคลองสวนหมาก เมืองกำแพงเพชรที่ริมน้ำทางฝั่งตะวันออกเป็นเมืองสร้างทีหลัง...”.นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการที่สันนิษฐานคล้ายคลึงกันว่าเมืองชากังราวคือเมืองเดิมของเมืองกำแพงเพชร หรือตั้งอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร เช่น ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร (บทความเรื่อง หลักการสอบค้นเมืองในสมัยสุโขทัย ในหนังสือ ผลงานค้นคว้าประวัติศาสตร์ไทย และ เรื่องของเกลือ (ไม่) เค็ม)  รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม (บทความเรื่อง เมืองกำแพงเพชร ในรายงานการสัมนาประวัติศาสตร์เมืองกำแพงเพชร)  และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธิดา สาระยา (บทความเรื่อง กำแพงเพชร - รัฐอิสระ ในรายงานการสัมนาประวัติศาสตร์เมืองกำแพงเพชร)  ..จากความเชื่อที่แพร่หลายและความภาคภูมิใจว่าเมืองชากังราวคือเมืองโบราณที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชรนั้น ทำให้ประชาชนในจังหวัดกำแพงเพชรนำทุนทางวัฒนธรรมนี้มาเพิ่มมูลค่าแก่ผลิตภัณฑ์เพื่อการบริการในท้องถิ่น สอดคล้องกับแนวคิดของ Pierre Bourdieu ในการนำทุนทางวัฒนธรรมประเภทที่สามทุนทางสถาบัน (institutionalized state) มาประยุกต์ใช้ โดยการตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ของตนให้ตามชื่อเมืองเดิมในอดีตอันเป็นรากฐานวัฒนธรรมที่สืบต่อมายังปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิด และความเป็นเอกลักษณ์ของชื่อที่บ่งบอกถึงจังหวัดกำแพงเพชร อาทิเช่น บะหมี่ชากังราว (ประมาณ ๘๐ ปีมาแล้ว ) เฉาก๊วยชากังราว (พ.ศ. ๒๕๔๔ ) สถานประกอบการ เช่น โรงแรมชากังราวริเวอร์วิว (พ.ศ. ๒๕๒๐ ) รวมถึงการประชาสัมพันธ์กิจกรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดกำแพงเพชร เช่น การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ภาค ๕ ครั้งที่ ๔๐ “ชากังราวเกมส์” ระหว่างวันที่ ๑๙ - ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เป็นต้น...เอกสารอ้างอิงกรมศิลปากร. (๒๕๕๐). ศัพทานุกรมโบราณคดี. สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๕๗). ประกาศกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เรื่อง การให้ทุนอุดหนุนการวิจัยทางวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๘ ประเภททุนทั่วไป. ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๗.ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. (๒๔๕๗). พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา กับคำอธิบายของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพฯ เล่ม ๑ (พิมพ์ครั้งที่ ๒). หอสมุดวชิรญาณ.ธิดา สาระยา. (๒๕๒๘). กำแพงเพชร - รัฐอิสระ. ใน รายงานการสัมนาประวัติศาสตร์เมืองกำแพงเพชร. (หน้า ๓๐๘-๓๑๗).  วิทยาลัยครูกำแพงเพชร.ประเสริฐ ณ นคร. (๒๕๑๔). หลักการสอบค้นเมืองในสมัยสุโขทัย. ใน ผลงานค้นคว้าประวัติศาสตร์ไทย และ เรื่องของเกลือ (ไม่) เค็ม. (หน้า ๔๔-๔๗). โรงพิมพ์อักษรสมัย.มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (๒๕๑๙). เที่ยวเมืองพระร่วง (พิมพ์ครั้งที่ ๘). มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระราชูปถัมภ์.ศรีศักร วัลลิโภดม. (๒๕๒๘). เมืองกำแพงเพชร. ใน รายงานการสัมนาประวัติศาสตร์เมืองกำแพงเพชร. (หน้า ๒๐๙-๒๑๕).  วิทยาลัยครูกำแพงเพชร.เอกราช จันทร์กลับ. (๒๕๖๓). แนวทางการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ : กรณีศึกษาสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช. [วิทยานิพนธ์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย].Bourdieu, Pierre. (1986). The Forms of Capital. in Handbook of Theory and Research for the Sociology of Education (P 241-258). Greenwood.


      พบบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี        จัดแสดงห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง      ประติมากรรมดินเผา ขนาดกว้าง ๔.๕ เซนติเมตร สูง ๖ เซนติเมตร เป็นรูปบุคคล ๒ คน รองรับด้วยฐานบัวทรงกลมที่มีลายกลีบบัวหงาย หากประติมากรรมชิ้นนี้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ สันนิษฐานว่าเป็นรูปบุคคล ๒ คน หันหน้าสลับกัน ซึ่งเมื่อพิจารณามีรายละเอียด ดังนี้      รูปบุคคลที่ ๑ อยู่ด้านล่างในท่าโก้งโค้ง ปลายเท้าอยู่สูงจากพื้น ลำตัวเอนลงมาด้านหน้า คางแนบกับพื้น มีใบหน้ากลม คิ้วต่อกันเป็นปีกกา ตาโปน จมูกใหญ่ ริมฝีปากหนา อมยิ้ม ใบหูยาวเจาะติ่งหูเป็นร่องยาว รายละเอียดส่วนลำตัวกะเทาะหักหายไป สวมโจงกระเบนสั้นมีเข็มขัดผ้าขมวดเป็นเกลียวคาดอยู่ที่เอว ด้านหลังมีลวดลายคล้ายเปลวไฟ       รูปบุคคลที่ ๒ ยืนคร่อมอยู่ด้านบนบุคคลที่ ๑ รายละเอียดส่วนใหญ่ชำรุดหักหายไป เหลือเฉพาะส่วนปลายเท้าทั้งสองข้างเหยียบอยู่ที่พื้น ปลายเท้าชี้สลับด้านกับบุคคลที่ ๑ มีแนวรอยแตกของส่วนลำตัวอยู่กลางหลังบุคคลที่ ๑ และยังปรากฏมือทั้งสองข้างสอดไปจับบั้นท้ายเพื่อยกลำตัวของบุคคลที่ ๑ ให้ลอยขึ้น      ประติมากรรมดินเผาชิ้นนี้ มีผู้สันนิษฐานว่าอาจเป็นภาพบุคคลกำลังทำโยคะ หรือเป็นเป็นรูปบุคคลกำลังต่อสู้กัน ซึ่งน่าจะหมายถึงการเล่นมวยปล้ำ โดยประติมากรรมรูปบุคคลเล่นมวยปล้ำพบมาแล้วในศิลปะอินเดีย ซึ่งมักทำเป็นประติมากรรมดินเผาหรือภาพสลักหินเพื่อประดับศาสนสถาน โดยทำเป็นภาพบุคคล ๒ คนกอดรัดต่อสู้กัน ในงานศิลปกรรมสมัยทวารวดีพบประติมากรรมรูปบุคคลต่อสู้กันไม่มากนัก นอกจากประติมากรรมที่พบจากเมืองโบราณอู่ทองชิ้นนี้แล้ว ยังพบประติมากรรมรูปบุคคล ๒ คน อยู่ในท่ากอดรัดคล้ายกำลังต่อสู้กัน มีบุคคลหนึ่งสวมโจงกระเบนสั้นมีเข็มขัดผ้าขมวดเป็นเกลียวและมีฐานบัวรองรับ จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี      ประติมากรรมรูปบุคคลกำลังต่อสู้กันชิ้นนี้ผลิตขึ้นด้วยฝีมือประณีต การทำฐานบัวรองรับ ทำให้นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่า น่าจะมีความหมายเกี่ยวข้องกับศาสนา และการทำประติมากรรมดินเผาบนฐานลักษณะเช่นนี้ มีความคล้ายคลึงกับประติมากรรมดินเผาประดับจุกสำหรับปิดภาชนะปากแคบหรือขวดที่มีความสำคัญ ซึ่งอาจใช้สำหรับบรรจุของที่ใช้ในพิธีกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาหรือความเชื่อ ซึ่งพบหลากหลายรูปแบบในเมืองโบราณอู่ทอง กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔ หรือประมาณ ๑,๔๐๐ – ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว          เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี : สหมิตรพริ้นติ้ง, ๒๕๔๕. อนุสรณ์ คุณประกิจ. “การศึกษาคติและรูปแบบประติมากรรมดินเผาขนาดเล็กสมัยทวารวดีที่พบในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๙.


พระพุทธรูปในมณฑปประธานวัดพระสี่อิริยาบถวัดพระสี่อิริยาบถเป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือนอกเมืองกำแพงเพชร สิ่งก่อสร้างสำคัญที่เป็นแกนหลักของวัดประกอบด้วยวิหาร ด้านหลังวิหารคือมณฑปขนาดใหญ่ตั้งอยู่ภายในกำแพงแก้ว เป็นทรงจตุรมุข ทำมุขยื่นออกมาทั้ง 4 ทิศ มีแกนกลางเป็นโครงสร้างรับน้ำหนักของอาคารลักษณะก่อเป็นแท่งสี่เหลี่ยมแต่ละด้านก่อผนังให้เว้าเข้าไปและประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น โดยผนังด้านตะวันออกประดิษฐานพระพุทธรูปลีลา ด้านทิศใต้ประดิษฐานพระพุทธรูปนั่ง ด้านทิศตะวันตกประดิษฐานพระพุทธรูปยืน และด้านทิศเหนือประดิษฐานพระพุทธรูปนอน โดยปรากฏมณฑปลักษณะคล้ายกันนี้ที่วัดเชตุพน ตั้งอยู่นอกเมืองสุโขทัยทางด้านทิศใต้.. มณฑป ตามความหมายในศัพทานุกรมโบราณคดี มีสองความหมาย ได้แก่.ความหมายในสถาปัตยกรรมไทย หมายถึง อาคารสี่เหลี่ยมจัตุรัสสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานสิ่งที่ควรเคารพบูชา เช่น พระพุทธรูป อาจมีลักษณะคล้ายบุษบกแต่มีขนาดใหญ่กว่า และสามารถเข้าไปใช้สอยพื้นที่ด้านในได้.ความหมายในสถาปัตยกรรมอินเดียและเขมร หมายถึง อาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ตั้งอยู่ด้านหน้าปราสาทโดยมีมุขกระสันเป็นส่วนเชื่อมต่อ ใช้ประดิษฐานรูปเคารพและทำพิธีกรรมทางศาสนา..  เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสหัวเมืองเหนือ (เสด็จประพาสต้น) ในปีพุทธศักราช 2449 ทรงพระราชนิพนธ์ถึงลักษณะมณฑปประดิษฐานพระสี่อิริยาบถ ความว่า.“...ชิ้นกลางเห็นจะเป็นวิหารยอดจัตุรมุข แต่สูงใหญ่เหลือเกิน มุขหน้าเป็นพระเดิน มุขหลังเป็นพระยืน มุขซ้ายเป็นพระนอน มุขขวาเป็นพระนั่ง ที่มุมปั้นเป็นรูปนารายณ์ขี่ครุฑใหญ่มาก จะรับหลังคาอย่างไรน่าคิด แต่พระเหล่านี้เป็นพระปั้นด้วยปูน ใครจะมาซ่อมมาทำเพิ่มเติมอย่างไรภายหลัง แต่รูปพรรณสัณฐานคงเป็นพระกำแพง ไม่ใช่ช่างเมืองอื่นมาทำ พระยืนนั้นขนาดพระโลกนาถวัดเชตุพน แต่ประเปรียวกว่า...”.พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมารทรงเสด็จประพาสหัวเมืองเหนือในปีพุทธศักราช 2450 และพระราชนิพนธ์ถึงวัดพระสี่อิริยาบถ ความว่า.“...วัดพระสี่อิริยาบถมีชิ้นสำคัญอยู่คือ วิหารสี่คูหา มีพระยืนด้านหนึ่ง พระนั่งด้านหนึ่ง พระลีลาด้านหนึ่ง พระไสยาสน์ด้านหนึ่ง พระยืน พระนั่ง พระลีลา ยังพอเป็นรูปร่างเห็นได้ถนัด แต่พระนอนนั้นชำรุดจนไม่เป็นรูป รอบวิหารมีผนังลูกกรงโปร่ง มองเข้าไปข้างในได้ทั้งสี่ด้าน...”..ลักษณะพระพุทธรูปในอิริยาบถทั้งสี่ประดิษฐานรอบแกนกลางของมณฑปแต่ละด้านดังนี้..ด้านทิศตะวันออกประดิษฐานพระพุทธรูปในอิริยาบถเดิน หรือลีลา ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นและปรากฏอย่างแพร่หลายในศิลปะแบบสุโขทัย ทั้งพระพุทธรูปแบบลอยตัวที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง เมืองศรีสัชนาลัย และเป็นภาพปูนปั้นเพื่อสื่อถึงพุทธประวัติตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่มณฑปวัดตระพังทองหลาง เมืองสุโขทัย นอกจากนี้ยังพบการจารภาพพระพุทธรูปลีลาบนจารึกวัดสรศักดิ์ ระบุปีพุทธศักราช 1960 กล่าวถึงการสร้างวัดของนายอินทสรศักดิ์ มีการสร้างเจดีย์มีช้างรอบ และประดิษฐานพระพุทธรูปลีลา (พระเจ้าหย่อนตีน) ดังปรากฏข้อความในจารึกด้านที่ 1 บรรทัดที่ 15-16 ความว่า.“...พระมหาเถรเจ้า จึงพ่ออยู่หัว เจ้าธนิมนต์เข้าชุมนุมกับพระเชตุพน อยู่มาสบวันดี จึงพระมหาเถรเจ้าก็ระบิตริในใจแลมารจนามหาเจดีย์มีช้างรอบ ประกอบด้วยพระเจ้าหย่อนตีน แลพระวิหารแลหอพระแล้วเสร็จ...”.ด้านทิศใต้ประดิษฐานพระพุทธรูปอิริยาบถนั่ง หลงเหลือหลักฐานเฉพาะส่วนพระเพลาของพระพุทธรูปในลักษณะประทับนั่งสมาธิราบ แต่ส่วนพระกรและพระหัตถ์สำหรับแสดงมุทราของพระพุทธรูปไม่ปรากฏว่าแสดงปางมารวิชัย หรือปางสมาธิ.ด้านทิศตะวันตกประดิษฐานพระพุทธรูปยืนสูง 9.60 เมตร ส่วนพระกรซ้ายไม่สมบูรณ์ สันนิษฐานว่าแสดงปางประทานอภัย พุทธลักษณะของพระพุทธรูปองค์นี้แสดงศิลปะสุโขทัย สกุลช่างกำแพงเพชร อันได้แก่ พระพักตร์ยาวกว่าพระพุทธรูปหมวดใหญ่ ศิลปะสุโขทัย พระนลาฏกว้าง และพระหนุเสี้ยม.ด้านทิศเหนือสันนิษฐานว่าประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนอนหรือไสยาสน์ แม้จะมีสภาพไม่สมบูรณ์แล้ว แต่สามารถสังเกตได้จากก้อนศิลาแลงที่วางเรียงต่อกันทรงสามเหลี่ยมเป็นพระเขนยสำหรับวางพระเศียรขององค์พระพุทธรูป..การตีความเรื่องคติการสร้างพระพุทธรูปสี่อิริยาบถที่ประดิษฐานในมณฑปนั้น มีนักวิชาการสันนิษฐานไว้ 3 แนวทาง ดังนี้. 1. ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. มรว. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ในบทความ เรื่อง กลุ่มพระพุทธรูปสี่อิริยาบถในศิลปะสุโขทัย : ความหมายทางพระพุทธศาสนาบางประการ ได้เสนอความหมายของพระพุทธรูปสี่อิริยาบถว่า มีนัยยะถึงการปฏิบัติธรรมตามหลักพุทธศาสนา คือ หลักสติปัฏฐาน 4 อันเป็นหลักในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ด้วยการกำหนดสติให้ตั้งมั่นในฐานทั้ง 4 ซึ่งประกอบด้วย กาย เวทนา จิต และธรรม โดยเฉพาะ ฐานกาย ซึ่งมีการกล่าวถึงการพิจารณาอิริยาบถหลักทั้ง 4 คือ ยืน เดิน นั่ง และนอน .2. นายพิเศษ เจียจันทร์พงษ์ เสนอว่าเป็นการแสดงถึงกิจวัตร และการพักผ่อนของพระพุทธเจ้าในรอบวัน คือ นั่ง หมายถึง การประทับนั่งในตอนเช้าก่อนเสด็จออกบิณฑบาต ยืน หมายถึง การประทับยืนในตอนเพลเพื่อแสดงโอวาท นอน หมายถึง การไสยาสน์ในตอนบ่ายและก่อนรุ่งแจ้ง และ เดิน หมายถึง การเสด็จพระราชดำเนินจงกรมเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าในเวลาหลังเที่ยงคืน .3. ศ.ดร. ศักดิ์ชัย สายสิงห์ สันนิษฐานว่าพระสี่อิริยาบถนี้สื่อถึงพุทธประวัติในตอนต่าง ๆ โดยพระพุทธรูปในอิริยาบถเดินแสดงถึงตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระพุทธรูปในอิริยาบถนั่งแสดงถึงตอนตรัสรู้ พระพุทธรูปในอิริยาบถยืนแสดงปางประทานอภัยสื่อถึงตอนประทานเทศนา และพระพุทธรูปในอิริยาบถนอนแสดงถึงตอนปรินิพพาน.. วัดพระสี่อิริยาบถสามารถกำหนดอายุได้จากการพบแผ่นจารึกลานเงินเสด็จพ่อพระยาสอย ที่ระบุว่าจารขึ้นเมื่อพุทธศักราช 1963 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนครินทราธิราช แห่งกรุงศรีอยุธยา และรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล) แห่งเมืองสุโขทัย โดยเนื้อความในจารึกกล่าวถึง สมเด็จพ่อพระยาสอยได้เสวยราชย์ที่บุรีศรีกำแพงเพชร และสมเด็จพระมหามุนีรัตนโมลีฯ ได้ประดิษฐานผอบพระรัตนธาตุเจ้า...เอกสารอ้างอิง  กรมศิลปากร. ประชุมจารึก ภาคที่ 8 จารึกสุโขทัย. กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ, 2548.คณะกรรมการดำเนินงานจัดทำศัพทานุกรมด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์. ศัพทานุกรมโบราณคดี. กรุงเทพฯ : สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร, 2550.นารีรัตน์ ปรีชาพีชคุปต์, ธาดา สังข์ทอง และอนันต์ ชูโชติ ; ผู้แปลภาษาอังกฤษ, นันทนา ตันติเวสสะ และ สุรพล นาถะพินธุ. นำชมอุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร (Guide to Sukhothai Si Satchanalai and Kamphaeng Phet historical parks) (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ, 2542.พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. เที่ยวเมืองพระร่วง. กรุงเทพฯ : มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์, 2519.พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. “พระสี่อิริยาบถ.” ศิลปวัฒนธรรม. 16,11 (กันยายน 2538) : 118-121.มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. ครบ ๑๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสต้น เมืองกำแพงเพชร วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2549. กรุงเทพฯ : จังหวัดกำแพงเพชร, 2549.มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา. นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, 2554.ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปกรรมโบราณในอาณาจักรสุโขทัย. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, 2561.ศิริปุณย์ ดิสริยะกุล. “การศึกษาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมวัดพระสี่อิริยาบถ จังหวัดกำแพงเพชร” วิทยานิพนธ์ระดับศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2556.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์. “กลุ่มพระพุทธรูปสี่อิริยาบถในศิลปะสุโขทัย : ความหมายทางพระพุทธศาสนาบางประการ”. เมืองโบราณ. 13,3 (กรกฎาคม-กันยายน 2530) : 57-61.


     นาค เป็นสัตว์ในจินตนาการที่ได้รับแนวคิดมาจากสัตว์ที่มีอยู่จริงประเภทงูใหญ่ ซึ่งเป็นสัตว์ที่ได้รับการยกย่องบูชาแบบเทพเจ้ามาตั้งแต่สมัยอินเดียโบราณ โดยเชื่อว่างูใหญ่หรือนาค เป็นสัญลักษณ์ของ สวรรค์ ท้องฟ้า และเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องน้ำและฝน สำหรับคติความเชื่อในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู นาค มีความเกี่ยวข้องกับเทพเจ้าองค์สำคัญ ได้แก่ พระวิษณุ โดยนาคปรากฏร่วมกับพระวิษณุอนันตศายิน และพระศิวะกับงูเป็นสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ร่วมกันเสมอ ตามคติความเชื่อในศาสนาพุทธ พญานาคมุจลินท์ใช้กายกำบังให้พระพุทธเจ้าเมื่อเกิดพายุฝนเป็นเวลาเจ็ดวันขณะเสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ ๖ ภายหลังทรงตรัสรู้ จึงเชื่อว่านาคเป็นสัญลักษณ์ของผู้พิทักษ์ดูแลพระพุทธศาสนา ความเชื่อเรื่องนาคที่ปรากฏในดินแดนไทย เป็นทั้งความเชื่อที่มีมาแต่เดิมและผสมผสานกับการรับวัฒนธรรมมาจากอินเดีย       หลักฐานศิลปกรรม ประติมากรรมรูปนาคซึ่งสันนิษฐานว่ามีอายุเก่าแก่ที่สุด ที่สร้างขึ้นในท้องถิ่น มิได้เป็นการนำเข้ามาจากภายนอก เนื่องจากเป็นประติมากรรมปูนปั้นซึ่งสร้างขึ้นเพื่อใช้ประดับติดเข้ากับผนังของศาสนสถาน ได้แก่ ชิ้นส่วนปูนปั้นรูปขนดนาคที่ฐานพระพุทธรูป ศิลปะทวารวดี พบที่เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ประติมากรรมรูปนาคที่พบในสมัยทวารวดี ส่วนใหญ่สัมพันธ์กับความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา โดยได้รับแบบอย่างมาจากศิลปะอินเดีย แบบอมราวดี คุปตะ และหลังคุปตะ เข้ามาผสมผสาน มักสร้างขึ้นเพื่อประดับศาสนสถาน ร่วมกับประติมากรรมรูปแบบอื่น ๆ ได้แก่ รูปบุคคล คนแคระ ลายพันธุ์พฤกษา และสัตว์แบกอยู่บริเวณส่วนฐานของเจดีย์ ทั้งนี้มีผู้ศึกษาเรื่องส่วนผสมของปูนปั้นสมัยทวารวดี สันนิษฐานว่า ได้แก่ ปูนขาวกับน้ำอ้อยผสมกับทรายและเนื้อเยื่อจากวัสดุธรรมชาติ รวมทั้งผสมยางไม้ ซึ่งทำให้การยึดเกาะกันของส่วนผสมต่าง ๆ ทนทานยิ่งขึ้น      ในเมืองโบราณอู่ทอง พบหลักฐานประติมากรรมรูปนาคปูนปั้นที่เจดีย์หมายเลข ๓ และหมายเลข ๒๘ ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเพื่อประดับส่วนฐาน หรือประดับองค์ประกอบอื่นๆ ของสถาปัตยกรรม กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔ หรือประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว หลักฐานประติมากรรมรูปนาคที่พบจากเมืองโบราณอู่ทอง ส่วนใหญ่ทำจากปูนปั้น และมักเกี่ยวข้องกับการตกแต่งศาสนสถานในศาสนาพุทธ ซึ่งประติมากรรมดังกล่าว น่าจะมีความหมายถึงความเป็นสิริมงคลและเป็นผู้พิทักษ์ดูแลพุทธสถานแห่งนั้น   เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี : สหมิตรพริ้นติ้ง, ๒๕๔๕. วรรณา อัมพวัน. “เทคนิคเชิงช่างงานประติมากรรมปูนปั้นและดินเผาที่ใช้ในการประดับศาสนสถานสมัยทวารวดี”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๓. สุพิชฌาย์ จินดาวัฒนภูมิ. “นาค” ในงานประติมากรรมสมัยทวารวดี. เอกสารประกอบงานประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ ๑๑ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ๑๑ – ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒.  อนุสรณ์ คุณประกิจ. “การศึกษาคติและรูปแบบประติมากรรมดินเผาขนาดเล็กสมัยทวารวดีที่พบในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๙.


แผ่นดินเผารูปนรสิงห์ พบที่เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี          แผ่นดินเผาทรงสี่เหลี่ยม มีเสาทรงกลมเป็นกรอบทั้งสองข้าง ตรงกลางมีรูปบุคคลมีศีรษะเป็นสิงห์ หรือ รูปนรสิงห์ มีแผงคอ ตาโปน จมูกใหญ่ แยกเขี้ยวยิงฟัน ส่วนลำตัวเป็นรูปบุคคลอยู่ในท่านั่งชันเข่าบนฐานสี่เหลี่ยม แยกขา มือทั้งสองข้างยกขึ้นระดับศีรษะในลักษณะแบก ไหล่กว้าง เอวคอดเล็ก มีกล้ามเนื้อ ด้านหลังแผ่นดินเผาแบนเรียบ เนื้อดินมีรอยแกลบข้าว ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของอิฐในวัฒนธรรมทวารวดี จากรูปแบบศิลปกรรมที่มีลักษณะแบบท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งคลี่คลายจากรูปแบบที่พบในศิลปะอินเดีย จึงกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๕ (ประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว)           ประติมากรรมรูปนรสิงห์นี้ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเนื่องในคติเรื่องผู้พิทักษ์และผู้ค้ำจุนศาสนา เช่นเดียวกับประติมากรรมคนแคระแบก ซึ่งพบทั่วไปในเมืองโบราณภายใต้วัฒนธรรมทวารวดี ที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะอินเดียเช่นเดียวกัน มักทำเป็นรูปบุคคลนั่งชันเข่า แยกขา แสดงท่าแบกโดยมีทั้งแบบที่ยกมือทั้งสองข้างขึ้นแบก และวางมือบนเข่าและใช้ไหล่แบกรับน้ำหนัก ส่วนมากมีศีรษะเป็นคน โดยพบที่มีศีรษะเป็นสัตว์ เช่น สิงห์ ลิง โค ไม่มากนัก นอกจากประติมากรรมลักษณะนี้จะใช้ประดับส่วนฐานของศาสนสถานแล้ว ยังพบว่าช่างทวารวดีใช้ประดับส่วนฐานของธรรมจักร อีกด้วย ประติมากรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่ สร้างขึ้นโดยใช้แม่พิมพ์ขึ้นรูปแล้วนำไปเผา เนื่องจากสามารถผลิตประติมากรรมรูปแบบเดียวกันได้เป็นจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น เพื่อใช้ประดับโดยรอบฐานของศาสนสถาน           นอกจากที่เมืองโบราณอู่ทองแล้ว ยังพบประติมากรรมนรสิงห์ในท่าแบกที่เมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดีแห่งอื่น เช่น ปูนปั้นรูปนรสิงห์จากเจดีย์จุลประโทน และรูปนรสิงห์ประดับฐานธรรมจักร พบที่เมืองนครปฐมโบราณ จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ทั้งนี้รูปนรสิงห์ซึ่งพบที่เมืองนครปฐมโบราณ มีความแตกต่างจากรูปนรสิงห์ซึ่งพบที่เมืองโบราณอู่ทอง เนื่องจากรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียเริ่มคลี่คลาย และช่างทวารวดีแต่ละกลุ่ม ได้สร้างประติมากรรมจากความคิดสร้างสรรค์ จนมีเอกลักษณ์เฉพาะของตน-----------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง-----------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๖๒ วรพงศ์ อภินันทเวช. “ประติมากรรมคนแคระในวัฒนธรรมทวารวดี: รูปแบบและความหมาย”. วิทยานิพนธ์ ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร , ๒๕๕๕.


องค์ความรู้ : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง  เรื่อง  พระพิมพ์ดินเผาปางประทานพร จากเมืองโบราณอู่ทอง           พระพิมพ์ดินเผาจำนวน ๒ ชิ้น พบที่เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เก็บรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง   พระพิมพ์ดินเผารูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีภาพพระพุทธรูปยืนตริภังค์ โดยการยืนเอียงสะโพกไปทางด้านซ้าย หย่อนพระบาทขวา พระเศียรมีร่อยรอยนูนของอุษณีษะ รายละเอียดบนพระพักตร์ลบเลือน พระกรรณยาว เอียงพระศอเล็กน้อย รอบพระเศียรมีกรอบประภามณฑลเรียบ พระพุทธรูปทรงครองจีวรห่มเฉียง เปิดพระอังสาขวา จีวรเรียบแนบพระวรกาย พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นระดับพระอุระ หันเข้าหาลำตัวอยู่ในท่าจับชายจีวร  พระหัตถ์ขวาทอดลง หงายฝ่าพระหัตถ์บริเวณพระโสณี ชายจีวรที่ตกลงมาจากพระกรซ้ายมีลักษณะเป็นแถบหนาและรอยยับย่นเสมือนจริง นอกจากนั้นบริเวณข้อพระบาทมีขอบสบงที่ยาวลงมากว่าชายจีวรเล็กน้อย บริเวณพระบาทมีฐานคล้ายกลีบบัวมารองรับ    รูปแบบศิลปกรรมของพระพิมพ์ดินเผาที่ปรากฏข้างต้น มีลักษณะที่สัมพันธ์กับรูปแบบของพระพุทธรูปศิลปะอินเดียแบบหลังคุปะ เช่น พระพุทธรูปที่ถ้ำอชันตาหมายเลข ๑๙ ประเทศอินเดีย คือ การยืนตริภังค์เอียงสะโพก หย่อนพระบาทข้างหนึ่ง และเอียงพระศอเล็กน้อย พระพุทธรูปครองจีวรเรียบและไม่มีริ้ว สืบมาจากศิลปะอินเดียแบบคุปตะ สกุลช่างสารนาถ ส่วนการทำพระพุทธรูปยืนครองจีวรเฉียงนิยมในศิลปะอินเดียแบบหลังคุปตะ            การแสดงปางของพระพุทธรูปสันนิษฐานว่าแสดงปางประทานพร โดยพิจารณาจากพระหัตถ์ซ้ายที่ยกขึ้นมีจีวรคลุมตามรูปแบบที่นิยมในศิลปะอินเดีย พระหัตถ์ดังกล่าวนิยมจับชายจีวรไม่แสดงปาง ดังนั้นสันนิษฐานว่า พระหัตถ์ขวาที่วางทอดลง และหงายพระหัตถ์แสดงถึงปางประทานพร ซึ่งลักษณะการจับชายจีวรและการแสดงปางในแนวตรงข้ามเช่นนี้สืบมาจากอินเดียเหนือ โดยปรากฏต่อเนื่องมาจนถึงศิลปะอินเดียแบบหลังคุปตะ ถือได้ว่าพระพิมพ์ดินเผาซึ่งพบที่เมืองโบราณอู่ทองชิ้นนี้มีความสัมพันธ์ทางด้านรูปแบบศิลปกรรมกับศิลปะอินเดียแบบหลังคุปตะ นอกจากนั้นยังพบพระพุทธรูปยืนตริภังค์แสดงปางประทานพร ในศิลปะเขมรสมัยก่อนเมืองพระนคร สะท้อนถึงรูปแบบพระพุทธรูปศิลปะอินเดียแบบหลังคุปตะที่แพร่กระจายในพื้นที่วัฒนธรรมทวารวดี และเขมรก่อนเมืองพระนคร จากรูปแบบพระพิมพ์ดินเผาที่ปรากฏสามารถกำหนดอายุอยู่ในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๓ หรือประมาณ ๑,๑๐๐ - ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว ----------------------------------------------------- เอกสารอ้างอิง เชษฐ์ ติงสัญชลี. ประวัติศาสตร์ศิลปะอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, ๒๕๖๐.                   . พระพุทธรูปอินเดีย. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๕๔.    ธนกฤต ลออสุวรรณ. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่า จีน :  กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. นนทบุรี : เมืองโบราณ,  ๒๕๖๒. ----------------------------------------------------- ที่มาของข้อมูล : Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง https://web.facebook.com/photo/?fbid=744756304115635&set=a.649688256955774  


  ละครเท่งตุ๊ก หรือ เท่งกรุ๊ก เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของจันทบุรีที่สืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านานสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากการแพร่ขยายทางวัฒนธรรมผ่านการติดต่อค้าขายจากภาคใต้มาสู่ภาคตะวันออก โดยแรกเริ่มมีการเผยแพร่ขึ้นที่ฝั่งบ้านเพ จังหวัดระยอง จากนั้นได้ขยายมายังอำเภอแหลมสิงห์และอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นเขตน่านน้ำเดียวกัน จึงทำให้ละครเท่งตุ๊กนั้นมีลักษณะเดียวกับละครชาตรีทางภาคใต้ ทั้งนี้ได้มีการประยุกต์ให้เข้ากับศิลปะการแสดงของท้องถิ่นเมืองจันท์ จนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มักนิยมเล่นกันในงานแก้บนหรืองานทิ้งกระจาดตามศาลเจ้า และศาลหลักเมือง  คำว่า เท่งตุ๊ก สันนิษฐานว่ามาจากการเลียนเสียงของเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดง คือ “โทน” ซึ่งมีเสียงดัง “เท่งๆๆ” ส่วนคำว่า ตุ๊ก เป็นคำเลียนเสียง “กลองตุ๊ก” ที่ตีเสียงดัง “ตุ๊กๆๆ” ละครเท่งตุ๊กมีลักษณะการเล่น การร้อง การแต่งกาย และใช้เครื่องดนตรีที่คล้ายกับการเล่นละครชาตรี ชาวบ้านจึงเรียกคล้องจองกันว่า “ชาตรี - เท่งตุ๊ก” เครื่องดนตรีที่ใช้ คือ โทน ฉิ่ง ฉาบเล็ก กรับ และ กลองตุ๊ก บางครั้งมีการนำระนาดและกลองชุดเข้ามาบรรเลงผสม การแต่งกายคล้ายกับการแต่งกายเครื่องชุดตัวพระ - ตัวนาง ส่วนใหญ่นิยมใช้นักแสดงหญิงเป็นผู้รับบทพระ - นาง และตัวละครอื่นๆ ระยะหลังเริ่มมีผู้ชายร่วมแสดงบ้าง แต่นิยมให้รับบทเป็นตัวตลก เรื่องที่ใช้ในการแสดงเป็นเรื่องเกี่ยวกับนิทานพื้นบ้าน หรือบทประพันธ์ในวรรณคดีไทย ในยุคสมัยหนึ่งมีการปรับเนื้อเรื่องให้เป็นลักษณะเดียวกับละครโทรทัศน์ที่นำมาจากนวนิยาย หรือละครวิทยุกระจายเสียงในสมัยนั้น  จังหวัดจันทบุรีมีคณะละครเท่งตุ๊กหลายคณะ เช่น คณะ ส.บัวน้อย คณะไชยเจริญศิลป คณะเปรมฤทัยวัยรุ่น คณะจักรวาลมงคลศิลป์ คณะขวัญใจเจริญศิลป์ เป็นต้น โดยแต่ละคณะมีประวัติความเป็นมาและระเบียบแบบแผนในการแสดงที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ละครเท่งตุ๊กมีทั้งแบบที่รักษาขนบธรรมเนียมแบบดั้งเดิม แบบพันทางคือผสมความเป็นลิเกเพื่อเอาใจผู้ชม และแบบประยุกต์คือเน้นการร้องเพลง ลูกทุ่งผสมวงสตริง และหางเครื่อง ปัจจุบันละครเท่งตุ๊กหาชมได้ยาก เพราะมักนิยมแสดงเพื่อแก้บนหรือบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในงานพิธีต่าง ๆ อย่างไรก็ตามสภาวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนในจังหวัดจันทบุรี ได้ร่วมกันฟื้นฟูและอนุรักษ์ละครเท่งตุ๊ก เพื่อให้คนในท้องถิ่นได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญ โดยการเผยแพร่ความรู้และนำละครเท่งตุ๊กออกแสดงในงานสำคัญบ่อยครั้ง อีกทั้งยังมีการส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับละคร เท่งตุ๊กในการจัดการเรียนการสอนในบางโรงเรียน โดยการฝึกหัดนักเรียนให้รู้จักการแสดงเท่งตุ๊ก จนสามารถนำออกแสดงจริงได้ เพื่อรักษาและสืบทอดศิลปะการแสดงพื้นบ้านนี้ให้คงอยู่สืบไป แหล่งข้อมูลอ้างอิง ประภาศรี ศรีประดิษฐ์.  ละครเท่งตุ๊กในจังหวัดจันทบุรี.  วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (นาฏยศิลป์). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2545. รัจน์ชีวาต์ ตั๋นติกุลวรา.  สื่อการแสดงพื้นบ้านจันทบุรี: คุณลักษณะและรูปแบบการปรับตัวภายใต้บริบทประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน.  จันทบุรี: มหาวิทยาลัยราชภัฏ     รำไพพรรณี, 2561. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี.  การแสดงละครชาตรีเท่งตุ๊ก จังหวัดจันทบุรี.  จันทบุรี: สำนักงานวัฒนธรรมจันทบุรี, 2548. ภาพประกอบ: ขอขอบคุณภาพจากเพจสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี และเพจละครชาตรี เท่งตุ๊ก รวมดาวรุ่ง ดาราศิลป์   ผู้เรียบเรียง: นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี      


พระเปิม พระเปิม เป็นหนึ่งในพระพิมพ์ดินเผาที่มีชื่อเสียงของเมืองลำพูน คำว่าเปิม ในภาษาท้องถิ่นภาคเหนือแปลว่า แบน พระเปิม ส่วนใหญ่มีขนาดความกว้างราว ๒.๕- ๓ เซนติเมตร สูง ๔ เซนติเมตร คล้ายกับพระคงซึ่งเป็นพระพิมพ์แสดงปางมารวิชัย พระเศียรโล้น ไม่มีพระเกตุมาลา ครองจีวรห่มคลุมเรียบบางแนบพระวรกาย  ประทับนั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานมีกลีบบัว รองรับด้วยแนวเส้นตรง ๒ - ๓ เส้น เหนือขึ้นไปเป็นซุ้มปรกโพธิ์ ลักษณะรูปแบบของพระเปิม จะแตกต่างไปจากพระคงคือ พระพักตร์จะชัดเจนกว่า และไม่มีเส้นประภาวลี หรือรัศมีรอบพระวรกาย มีชายสบงแผ่ออกมาเป็นรูปครึ่งวงกลมออกมาระหว่างพระเพลา ลักษณะการประทับนั่งแบบขัดสมาธิเพชรที่ได้รับอิทธิพลจากพระพุทธรูปในศิลปะพุกามที่มีรูปแบบจากพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรในศิลปะอินเดียแบบปาละและคุปตะที่ปรากฏในพระพุทธรูป และพระพิมพ์ชนิดอื่นๆในวัฒนธรรมหริภุญไชย กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ พระเปิม ข้อมูลส่วนใหญ่ต่างกล่าวว่าพบที่กรุวัดดอนแก้ว ปัจจุบันเป็นวัดร้างอยู่บริเวณทิศตะวันออกของวัดต้นแก้ว ตรงข้ามแม่น้ำกวง หน้าวัดพระธาตุหริภุญไชย ปรากฏในตำนานว่าเป็นที่พระนางจามเทวีให้สร้างขึ้น เรียกว่า วัดอรัญญิกรัมการาม ซึ่งพบโบราณวัตถุประเภทอื่นๆ เช่น ศิลาจารึก อักษรมอญโบราณ และพระพุทธรูปหินทรายศิลปะหริภุญไชย อ้างอิง บัณฑิต  เนียมทรัพย์. “พระพิมพ์ที่พบในจังหวัดลำพูน” สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๙.สุรพล ดำริห์กุล. ประวัติศาสตร์และศิลปะหริภุญไชย. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๔๗           อัศวี ศรจิตติ. “พระพิมพ์สกุลลำพูน”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๕๑.


          ตราดินเผารูปสิงห์ พบจากเมืองโบราณอู่ทอง นายเรวัตร ธรรมจักร มอบให้เมื่อ ๙ มีนาคม ๒๕๐๔ จัดแสดง ณ ห้องบรรพชนคนอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง           ตราดินเผารูปกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓.๒ เซนติเมตร หนา ๒.๒ เซนติเมตร ผิวหน้ามีรอยประทับเป็นนูนต่ำรูปสิงห์ มองเห็นด้านข้าง โดยสิงห์นั่งหันหน้าไปทางด้านขวา สิงห์มีตากลมโต จมูกกลม อ้าปาก มีแผงคอลักษณะเลียนแบบธรรมชาติ ขาหน้าเหยียดตรง ขาหลังพับงอนั่งลงกับพื้น หลังเอนลาดลง หางยกตั้งขึ้น รูปสิงห์บนตราประทับนี้แสดงลักษณะทางกายวิภาคและท่านั่งที่ค่อนข้างสมจริงตามธรรมชาติ ด้านหน้าของสิงห์มีรูปนูนต่ำ อาจเป็นสัญลักษณ์มงคลอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ลบเลือนมากไม่สามารถระบุได้แน่ชัด ด้านข้างของตราดินเผามีรอยประทับเป็นรูปทรงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑.๖ เซนติเมตร ภายในเป็นรอยประทับนูนต่ำรูปสิงห์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับสิงห์ที่อยู่ด้านหน้าตราดินเผา          สิงห์เป็นสัตว์มงคลที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับศาสนา ตามคติในศาสนาพุทธ สิงห์เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงพระพุทธเจ้า เนื่องจากพระองค์ได้รับการขนานนามว่าเป็นสิงห์แห่งศากยวงศ์ ทั้งยังเป็นสัตว์ที่มีอำนาจและพละกำลัง เป็นตัวแทนของผู้พิทักษ์และความดี พบมากในงานศิลปกรรมสมัยทวารวดี ทั้งในประติมากรรมดินเผาและปูนปั้นประดับศาสนสถาน ประติมากรรมรูปสัตว์ที่สันนิษฐานว่าเป็นส่วนประดับฝาภาชนะ และตราดินเผา นอกจากนี้ที่เจดีย์หมายเลข ๑๓ เมืองโบราณอู่ทอง ยังพบประติมากรรมสำริดรูปสิงห์ที่มีรูปแบบลักษณะและท่านั่งที่คล้ายคลึงกับรูปสิงห์บนตราประทับนี้ด้วย          ตราดินเผารูปสิงห์ลักษณะคล้ายคลึงกันนี้พบมาแล้วในศิลปะอินเดียแบบคุปตะ (พุทธศตวรรษที่ ๑๐ – ๑๑ หรือประมาณ ๑,๕๐๐ – ๑,๖๐๐ ปีมาแล้ว) และหลังคุปตะ (พุทธศตวรรษที่ ๑๑ – ๑๓ หรือประมาณ ๑,๓๐๐ – ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว) จึงสันนิษฐานว่าตราดินเผารูปสิงห์นี้เป็นของที่ผลิตขึ้นในท้องถิ่นโดยคนพื้นเมืองทวารวดี โดยรับอิทธิพลทางด้านรูปแบบและคติความเชื่อมาจากอินเดีย อาจใช้สำหรับเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวบุคคลหรือกลุ่มคนที่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาหรือเป็นชนชั้นสูง รวมถึงอาจใช้เป็นเครื่องรางเพื่อความเป็นสิริมงคล กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔ หรือประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี : สหมิตรพริ้นติ้ง, ๒๕๔๕. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. กรุงเทพฯ : เมือง โบราณ, ๒๕๖๒. อนันต์ กลิ่นโพธิ์กลับ. “การศึกษาความหมายและรูปแบบตราประทับสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสต รมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๗.


"หงส์หิน" เป็นคร่าวซอที่ประพันธ์ขึ้นในล้านนา เรื่องหงส์หินนี้ไม่ทราบความเป็นมาว่านำเนื้อหามาจากคัมภีร์ทางศาสนาเล่มใด แต่คร่าวซอฉบับที่แพร่หลายแต่งโดยพระยาโลมานิสัย ชาวเชียงรายที่ได้เข้ารับราชการในราชสำนักลำปาง โดยประพันธ์ขึ้นในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๔ ภายหลังถูกใช้เป็นต้นแบบของคร่าวซอของเจ้าสุริยวงศ์ ซึ่งนิพนธ์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๔ เรื่องราวเริ่มจากนางวิมาลา มเหสีเอกของพระเจ้าปุรันตปะ กษัตริย์แห่งกรุงพาราณสีถูกขับออกจากเมือง เนื่องจากถูกเหล่ามเหสีรองทั้ง ๖ นางใส่ร้าย แอบเอาลูกสุนัขมาสับเปลี่ยนกับโอรสของนางวิมาลาตอนคลอด นางวิมาลาจึงมาอาศัยอยู่ในบ้านพ่อเฒ่าแม่เฒ่าหลังหนึ่ง ส่วนโอรสของนางนั้นพระอินทร์นำไปเลี้ยงบนสวรรค์เมื่อเติบใหญ่ขึ้นพระอินทร์ก็เนรมิตหินคำก้อนหนึ่งให้กลายเป็นหงส์พาโอรสมาอยู่กับนางวิมาลาผู้เป็นมารดา นางวิมาลาจึงตั้งชื่อให้บุตรของนางว่าเจ้าทุตคตขัตติวงศ์ วันหนึ่งกุมารทั้งหกของเหล่าชายารองจัดการเล่นสะบ้าทองคำ เจ้าทุตคตขัตติวงศ์ออกไปเล่นด้วยแล้วชนะได้ลูกสะบ้าทองคำนั้นไป แถมขากลับออกจากเมืองยังสามารถปราบยักษ์ที่มาคอยจับผู้คนในเมืองกินเป็นอาหารได้ด้วย เหล่ากุมารทั้งหกเมื่อรู้ข่าวก็ไปบอกพระเจ้าปุรันตปะว่าพวกตนสังหารยักษ์ได้ พระเจ้าปุรันตปะไม่เชื่อ เนื่องจากผู้ที่จะปราบยักษ์ได้ต้องเป็นพระโพธิสัตว์เท่านั้น พระเจ้าปุรันตปะจึงให้หกกุมารออกไปตามหาพระอัยยิกาของตนที่ถูกเหล่าผีดิบจับไปเมื่อนานมาแล้ว กุมารทั้งหกก็ไปขอให้เจ้าทุตคตขขัตติวงศ์มาช่วยตามหาพระอัยยิกา เจ้าทุตคตขัตติวงศ์ให้เหล่ากุมารทั้งหกและกองทัพรออยู่ที่ชายฝั่งน้ำ ส่วนเจ้าทุตคตขัตติวงศ์ก็ขี่หงส์ออกไปตามหาพระอัยยิกา เจ้าทุตคตขัตติวงศ์เดินทางไปถึงเมืองยักษ์สามเมือง แต่ละเมืองก็ได้ธิดาของเจ้าเมืองนั้นๆเป็นชายา (หนุ่มเนื้อหอมที่พ่อตารักใคร่จริงๆ) เจ้าทุตคตขัตติวงศ์เข้าไปพบพระอัยยิกาในเมืองผีดิบซึ่งขณะนั้นเหล่าผีดิบไม่อยู่ในเมือง เมื่อพาพระอัยยิกาออกจากเมืองเหล่าผีดิบก็ไล่ตาม แต่เจ้าทุตคตขัตติวงศ์ก็สามารถพาพระอัยยิกาหนีพ้นไปได้ เมื่อเดินทางมาถึงเมืองผีดิบเจ้าทุตคตขัตติวงศ์เข้าไปพบพระอัยยิกาในเมืองผีดิบซึ่งขณะนั้นเหล่าผีดิบไม่อยู่ในเมือง เมื่อพาพระอัยยิกาออกจากเมืองเหล่าผีดิบก็ไล่ตาม แต่เจ้าทุตคตขัตติวงศ์ก็สามารถพาพระอัยยิกาหนีพ้นไปได้ ในขากลีบเมืองเจ้าทุตคตขัตติวงศ์ให้ชายาทั้ง ๓ คอยที่ริมฝั่งน้ำ โดยตนจะพาพระอัยยิกาไปส่งก่อน เมื่อโอรสทั้ง ๖ ของมเหสีรองเห็นเจ้าทุตคตขัตติวงศ์พาพระอัยยิกากลับมาได้สำเร็จก็ทำร้ายเจ้าทุตคตขัตติวงศ์จนตาย พวกตนก็พาพระอัยยิกากลับเมืองไปรับความดีความชอบจากพระเจ้าปุรันตปะ หลังจากที่เหล่าโอรสทั้ง ๖ พาพระอัยยิกากลับเมืองแล้ว พระอินทร์ก็ลงมาช่วยชุบชีวิตเจ้าทุตคตขัตติวงศ์ เรื่องราวไม่ได้จบอย่าง happy ending lesiy[Fvilmyh ๖ เมื่อพระเจ้าปุรันตปะทราบจากพระอัยยิกาว่าคนที่ช่วยพระองค์คือเจ้าทุตคตขัตติวงศ์ เมื่อเจ้าทุตคตขัตติวงศ์มาร่วมงานฉลองในเมือง พระเจ้าปุรันตปะได้ไต่ถามจนทราบความจริง รับสั่งให้นำโอรสและชายารอทั้ง ๖ ไปประหารชีวิต แล้วแต่งขบวนไปรับนางวิมาลา และพ่อเฒ่าแม่เฒ่ากลับวัง อ้างอิง : จิราวดี เงินแถบ, “หงส์หิน : การศึกษาเปรียบเทียบวรรณกรรมอีสานและล้านนา”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาจารึกภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปกร. ๒๕๓๗.


          โรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลา และได้พยายามรักษาโรคภัยเหล่านั้นมาตั้งแต่ในอดีต ในช่วงวัฒนธรรมเขมรโบราณ ในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ.๑๗๒๔ – ๑๗๖๑) พระองค์โปรดให้สร้างสถานพยาบาลขึ้นเพื่อให้การดูแลรักษาประชาชนที่เจ็บป่วย จำนวน ๑๐๒ แห่ง ทั่วดินแดนในพระราชอำนาจของพระองค์           จารึกปราสาทตาพรหม ประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ โปรดให้สร้างขึ้น กล่าวถึงสถานพยาบาลจำนวน ๑๐๒ แห่ง ประจำในแต่ละวิษัย (จังหวัด) และจารึกประจำอโรคยศาลหลาย ๆ หลัก ที่มีการค้นพบ กล่าวถึงพระประสงค์ของพระองค์ในการสร้างสถานพยาบาลว่า“โรคทางร่างกายของประชาชนนี้ เป็นโรคทางใจที่เจ็บปวดยิ่ง เพราะความทุกข์ ของราษฎร แม้มิใช่ความทุกข์ของพระองค์ แต่เป็นความทุกข์ของเจ้าเมือง พระองค์ได้สร้างโรงพยาบาลและรูปพระโพธิสัตว์ไภษัชยสุคตพร้อมด้วย พระชิโนรสทั้งสองโดยรอบเพื่อความสงบแห่งโรคของประชาชนตลอดไป”           โบราณสถานกุฏิฤษี อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ตั้งอยู่นอกเมืองพิมายทางทิศใต้ซึ่งเป็นด้านหน้าของเมือง เป็นอโรคยศาลหรือศาสนสถานประจำสถานพยาบาลของเมืองพิมาย ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ โปรดให้สร้างขึ้น           จากการศึกษาอโรคยศาลแห่งต่าง ๆ พบว่าจะสร้างขึ้นบริเวณชุมชนเดิม โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่นอกชุมชน เป็นบริเวณที่มีพื้นที่กว้างและอยู่ใกล้เส้นทางคมนาคม           อโรคยศาลประกอบด้วยอาคาร ๒ ส่วน ได้แก่           สถานพยาบาลที่เป็นอาคารเครื่องไม้ ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานให้เห็นแล้ว นักวิชาการชาวฝรั่งเศส โคล์ด ชาร์ค เสนอว่า อาคารส่วนนี้น่าจะตั้งอยู่ทางทิศเหนือของศาสนสถานใกล้กับสระน้ำ ซึ่งจากการขุดค้นบริเวณอโรคยศาลหลาย ๆ แห่ง พบหลักฐานของเศษภาชนะดินเผา กระเบื้องมุงหลังคาดินเผา ทำให้สันนิษฐานได้ว่า อาคารสถานพยาบาลที่สร้างด้วยไม้ อาจตั้งอยู่โดยรอบ โดยเฉพาะทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันตก           ปราสาทซึ่งเป็นศาสนสถาน อาคารส่วนนี้เรียกว่า “สุคตาลัย” ตามที่ปรากฏในจารึกทรายฟอง ก่อสร้างด้วยศิลาแลงเป็นวัสดุหลัก ประกอบด้วย ปราสาทประธาน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก บรรณาลัยหรือวิหาร ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วที่มีประตูซุ้ม(โคปุระ)เป็นทางเข้า และสระน้ำตั้งอยู่ด้านหน้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ           จากการศึกษาอโรคยศาลในหลาย ๆ แห่ง พบว่า ปราสาทประธานเป็นอาคารที่ประดิษฐานพระไภษัชยคุรุไวทูรยประภา พระพุทธเจ้าทางการแพทย์ พระโพธิสัตว์พระศรีสูรยไวโรจนจันทโรจิ และพระโพธิสัตว์พระศรีจันทรไวโรจนโรหิณีศะ           วิหารหรือบรรณาลัย ประดิษฐานพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสี่กร ประทับนั่ง พระโพธิสัตว์วัชรปราณี? และพระยมทรงกระบือ และโคปุระ ประดิษฐานพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสี่กร ประทับยืน           จารึกเมืองพิมาย ตามประวัติกล่าวว่าพบบริเวณเมืองพิมาย เมื่อพิจารณาจากเนื้อความในจารึกที่มีข้อความเหมือนกับจารึกที่พบที่อโรคยศาลหลังอื่น ๆ ทำให้เชื่อได้ว่า เป็นจารึกประจำโบราณสถานหลังนี้           จารึกมีสภาพชำรุด ข้อความที่ปรากฏกล่าวถึง พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทรงนมัสการพระไภษัชยคุรุไวทูรยะ พระศรีสูรยไวโรจนจันทโรจิ และพระศรีจันทรไวโรจนโรหิณีศะผู้ขจัดโรคภัย ทรงดูแลรักษาประชาชนผู้เจ็บป่วย เจ้าหน้าที่ประจำในสถานพยาบาล สมุนไพรและสิ่งของเครื่องใช้ เช่น ผลตำลึง กฤษณา ขี้ผึ้ง น้ำผึ้ง การบูร ผักทอดยอด ข้าวสาร ภาชนะดีบุก เป็นต้น           ประติมากรรมสำคัญที่พบจากการขุดแต่งกุฏิฤษีพิมาย ได้แก่ รูปเคารพประทับนั่งประคองวัชระทั้งสองพระหัตถ์ ซึ่งส่วนพระหัตถ์แตกหักไปแล้ว ลักษณะทางประติมานวิทยาเป็นพระวัชรธร แต่เมื่อพิจารณาจากข้อความที่ปรากฏในจารึกประจำอโรคยศาล และการนับถือพุทธศาสนา นิกายมหายานในกลุ่มประเทศจีน ทิเบต และญี่ปุ่น ทำให้นักวิชาการเชื่อว่า ประติมากรรมรูปนี้ คือ พระไภษัชยคุรุไวทูรยประภา           ชิ้นส่วนพระหัตถ์ขวาถือพวงลูกประคำ ท่อนพระกรขวาถือดอกบัว ท่อนพระกรซ้ายถือหัตถ์ถือคัมภีร์ คงจะเป็นชิ้นส่วนของพระโพธิสตว์อวโลกิเตศวรสี่กร พบภายในโคปุระ           กุฏิฤษี เป็นโบราณสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองพิมาย เป็นสถานพยาบาลที่เก่าแก่ของชุมชนแห่งนี้ เมื่อราว ๘๐๐ ปีมาแล้ว ------------------------------------------------------เรียบเรียงข้อมูล : นายสมเดช ลีลามโนธรรม นักโบราณคดีชำนาญการ อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย------------------------------------------------------บรรณานุกรม กรมศิลปากร. จารึกในประเทศไทย เล่ม ๔ อักษรขอม พุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ภาพพิมพ์ , ๒๕๒๙. กรมศิลปากร. อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย. กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์สมาพันธ์ จำกัด, ๒๕๓๒. ทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์. “การศึกษาร่องรอยของบ้านเมืองโบราณบริเวณใกล้เคียงศาสนสถานประจำ โรงพยาบาลสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ในเขตจังหวัดนครราชสีมา สุรินทร์ และบุรีรัมย์.” วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๕ รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล, “ประติมานวิทยาของรูปเคารพในสุคตาลัย ศาสนาสถานประจำอโรคยศาล,” เมือง โบราณ ๔๐, ๓ (กรกฎาคม – กันยายน, ๒๕๕๗). ศิริพันธ์ ตาบเพ็ชร์. รายงานเบื้องต้น ทำเนียบอโรคยศาลในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สมาพันธ์, ๒๕๕๕. Bhari, K.M. trans., “Ta Prohm Inscription.” in Ta Prohm A Glorious Era in Angkor Civilization. Bangkok : White Lotus, 2007.


black ribbon.