ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,743 รายการ
เนื่องในเทศกาลคเณศจตุรถีและวันพิพิธภัณฑ์ไทย 2566 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ได้จัดทำของที่ระลึกเป็น Magnet จำนวน 2 Collections ได้แก่ "Our Phimai national museum" รวมภาพพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย 4 versions จากอดีต ถึงปัจจุบัน "Our Collection" ภาพโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของพิพิธภัณฑ์ จำหน่ายชิ้นละ 20 บาท ค่าจัดส่งตามจริง เปิดจำหน่ายเฉพาะในช่วงวันพิพิธภัณฑ์ไทย เดือนกันยายนนี้เท่านั้น ผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่เพจ Phimai National Museum:พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ทั้งนี้ หากสนใจอยากเลือกชมด้วยตัวเอง สามารถไปซื้อได้ที่ "งานมหาคณปติบูชา" ระหว่างวันที่ 16 -19 กันยายน 2566 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (รายได้นำเข้าสวัสดิการเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย)
ชื่อเรื่อง ท้องถิ่นเมืองโบราณอู่ทอง รายวิชาประวัติศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือท้องถิ่นISBN/ISSN -หมวดหมู่ ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์เลขหมู่ 959.373 ส691ทสถานที่พิมพ์ สุพรรณบุรีสำนักพิมพ์ ม.ป.พ.ปีที่พิมพ์ 2551ลักษณะวัสดุ 92 หน้า : ภาพประกอบ ; 29 ซม.หัวเรื่อง สุพรรณบุรี – ประวัติศาสตร์ แบบเรียน อู่ทอง(สุพรรณบุรี) -- ประวัติศาสตร์ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก จัดทำโครงการ “พัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นเมืองโบราณอู่ทอง” มีเป้าหมายจัดทำหลักสูตรระดับท้องถิ่น กำหนดเป็นระยะๆ ตามแนวการพัฒนาหลักสูตร กำหนดกรอบแนวการพัฒนา จัดทำลักษณะหน่วยการเรียนรู้สอดแทรกไว้ในรายวิชา ประวัติศาสตร์ ในระดับชันประถมศึกษาปีที่ 1 - 6
พัดเปรียญฆราวาส ซึ่งตามประวัติระบุเอาไว้ว่าได้รับจากพระเจริญโภคสมบูรณ์ กรมพระคลังข้างที่ ส่งมอบให้กรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๔
มีลักษณะเป็นพัดหน้านาง พื้นพัดทำจากผ้าตาดสีแดง ตรงกลางปักลายด้วยดิ้นทองเป็นกลีบบัว ประดับดิ้นเลื่อมขลิบทองเป็นแนวรัศมีและกระหนกแซม ขอบพัดปักเป็นเส้นคั่นและกระหนกด้ามทำจากไม้คาดกลางทาบตับพัด ตรงกลางทำเป็นปุ่มนูนสองด้าน ยอดพัดเป็นงากลึงรูปหัวเม็ด มีงาแกะสลักลายกระหนกตรงคอพัดรองรับขอบพัดด้านล่าง ปลายเป็นสันงานช้างกลึง นับเป็นพัดพิเศษและมีขนาดเล็กกว่าพัดยศทั่วไป
สันนิษฐานว่าเป็นพัดเปรียญ ๕ ประโยค สำหรับฆราวาส ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ ครั้งทรงแปลหนังสือนิบาตชาดกถวาย เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๗
พัดเปรียญ เป็นพัดที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานแก่พระภิกษุ สามเณร สันนิษฐานว่ามีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่การแบ่งสีพัดตามลำดับชั้นนั้นเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้แก่ สีเขียว หมายถึง พัดเปรียญธรรม ๓ ประโยค สีน้ำเงิน หมายถึง พัดเปรียญธรรม ๔ ประโยค สีแดง หมายถึง พัดเปรียญธรรม ๕ ประโยค และสีเหลือง หมายถึง พัดเปรียญธรรมตั้ง ๖ ประโยคขึ้นไป
นอกจากนี้พัดเปรียญยังพระราชทานแก่ฆราวาสผู้มีความชำนาญในภาษาบาลีสันสกฤตถึงขั้นเปรียญธรรม ทั้งนี้การพระราชทานพัดเปรียญแก่ฆราวาส มีปรากฏด้วยกันถึง ๒ ครั้ง คือ
ครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพัดเปรียญ ๕ ประโยคให้แก่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ ผู้ได้รับการยกย่องว่าทรงเป็นบัณฑิตทางอรรถคดีธรรมจารีตในพระพุทธศาสนาจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ส่วนครั้งที่สองเกิดขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพัดเปรียญเป็นเกียรติยศให้แก่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ผู้ซึ่งเถรสมาคมยกย่องว่าเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในภาษาบาลีเทียบเท่าเปรียญธรรม ๕ ประโยค
พัดเปรียญสำหรับฆราวาสที่มีขนาดเล็กพิเศษนี้ จึงนับเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่หาชมได้ยากยิ่ง
แหล่งที่มา
๑. ณัฏฐภัทร จันทวิช. ตาลปัตร พัดยศ และสมณศักดิ์. เข้าถึงเมื่อ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖, เข้าถึงได้จาก https://www.saranukromthai.or.th/sub/other_sub.php?file=encyclopedia/book32.html
๒. สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. ตาลปัตร. เข้าถึงเมื่อ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ เข้าถึงได้จาก https://dictionary.orst.go.th/
๓. พระมหานิรุตตุ์ ฐิตสํวโร. คู่มือสมณศักดิ์ พัดยศ ฉบับสมบูรณ์ (ปรับปรุงแก้ไข พ.ศ. ๒๕๕๒ เพิ่มเติมพัดใหม่ ๕ ตำแหน่ง) (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ธงธรรม,๒๕๕๒), ๑๙๐-๑๙๓.
๔. ชินดนัย ไม้เกตุ และหฤษฎ์ แสงไพโรจน์. พระประวัติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์และประวัติชุมชนวังกรมพระสมมตอมรพันธุ์. เข้าถึงเมื่อ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๖, เข้าถึงได้จาก https://urbanally.org/article/History-of-living-old-building
ชื่อเรื่อง อธิบายเครื่องบูชาและตำนานโต๊ะเครื่องบูชาผู้แต่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ การวาดเส้น และศิลปะตกแต่งเลขหมู่ 747.8 ด495อสสถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์รุ่งเรื่องธรรมปีที่พิมพ์ 2505ลักษณะวัสดุ 98 หน้า หัวเรื่อง มัณฑศิลป์ เครื่องบูชาภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกหนังสือเล่มนี้อธิบายเครื่องบูชา ทั้งอย่างม้าหมู่ และโต๊ะหมู่จีน บูชาพระศรีรัตนตรัยที่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ขอเชิญชมปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ณ ปราสาทพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ วันที่ 5 - 7 มีนาคม 2567 เริ่มจับจองพื้นที่ ตั้งแต่เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป บริเวณลานหน้าปราสาท ทิศตะวันออก และพระอาทิตย์จะตกประมาณ 17.55 น.
ทุกท่านสามารถไปร่วมชมแสงสุดท้ายของวัน ณ ปราสาทพนมรุ้ง เทวสถานศาสนาพราหมณ์ฮินดูไศวนิกายที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ค่าบัตรเข้าชม (รับเฉพาะเงินสดเท่านั้น) ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าชมฟรี ติดต่อสอบถามโทร 0 4466 6251 หรือ Inbox facebook : อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง บุรีรัมย์ Phanom Rung Historical Park
หมายเหตุ : ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ 15 ช่องประตู เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละวัน หากมีฝนตก หมอก เมฆเยอะ หรือเมฆลงต่ำ จะไม่สามารถมองเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวได้
โรมาโน วิเวียนี (Romano Viviani)
ศิลปิน : ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (Silpa Bhirasri)
ปีพุทธศักราช: ปี พ.ศ.2476 (1933)
เทคนิค: สำริด (Bronze)
ขนาด : สูง 27 เซนติเมตร (H.27 cm.)
แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/silpabhirasri/360/model/s02ok/
ที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/silpabhirasri
ชื่อเรื่อง ทำบุญสามแบบและการมองสิ่งทั้งปวงในด้านใน, จิตตานุภาพผู้แต่ง พุทธทาสภิกขุผู้แต่งเพิ่ม หลวงวิจิตรวาทการประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ จริยศาสตร์ จริยธรรม ศีลธรรมเลขหมู่ 179.9 พ334ททสถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์รวมมิตรไทยปีที่พิมพ์ 2513ลักษณะวัสดุ 186 หน้า หัวเรื่อง ธรรมกับชีวิตประจำวันภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกหนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยเรื่องทำบุญสามแบบและการมองสิ่งทั้งปวงในด้านในของท่านพุทธทาสภิกขุกับเรื่องจิตตานุภาพของหลวงวิจิตรวาทการ
วันจันทร์ที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๗ นางปริญญา สุขใหญ่ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ และนายกรภัทร์ สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ เข้าร่วมกิจกรรมโครงการปลูกต้นไม้ เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ครั้งที่ ๑ จัดขึ้นในวันจันทร์ที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๗ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ณ บริเวณโบราณสถานเมืองเสมา ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
ชุดข้าราชการ
แบบศิลปะ : รัตนโกสินทร์
ลักษณะ : เสื้อมีลักษณะเป็นเสื้อคอตั้งแขนยาวสีดำ มีเอวปาด และชายด้านหลังยาวคลุมสะโพก คอปกเสื้อเป็นแบบคอตั้งสีแดงปักลายกระหนกติดติดเข็มพระนามาภิไธยย่อ ป.ป.ร. แขนเสื้อมีชายแถบสีแดงปักลายกระหนกหน้าสิงห์ด้วยดิ้นสีทอง บริเวณหน้าอกเสื้อปักลายกระหนกเปลว มีกางเกงสีครีมและกระดุมสีน้ำตาล บริเวณชายกางเกงมีกระดุมทำจากทองแดงดุนลายอุณาโลมกลับด้าน (เลข 6) ภายใต้จุลมงกุฎ และโบว์สีทองมีเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นโบว์ริบบิ้นสีเหลือง พร้อมตราพระสัญลักษณ์อุณาโลมกลับด้าน (เลข 6) ภายใต้จุลมงกุฎ และรูปลูกกุญแจ
ความสำคัญ : เป็นตัวอย่างชุดข้าราชการพลเรือนในช่วงสมัยรัชกาลที่ 6 – 7 ชุดนี้มีหน้าตาคล้ายคลึงภาพถ่ายของพระยาโบราณราชธานินทร์
ขนาด : ชิ้นที่ 1 ไหล่กว้าง 38 ซม แขนยาว 57 ซม กางเกงยาว 108 ซม
ชนิด : ผ้า โลหะ
อายุ/สมัย : รัชกาลที่ 6 ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 25
ประวัติ/ตำนาน : ชุดข้าราชการประกอบด้วย เสื้อ กางเกง และเครื่องราชอิสริยาภรณ์
แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ https://smartmuseum-v2.finearts.go.th/3d_object/?obj=53014
ที่มา: https://smartmuseum.finearts.go.th
วัดนาตาขวัญ
วัดนาตาขวัญ ตั้งอยู่ที่บ้านนาตาขวัญ ตำบลนาตาขวัญ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ตามประวัติกล่าวว่าวัดนี้ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๕ โดยมีผู้บริจาคที่นาให้สร้างวัดนาม “ตาขวัญ” จากการศึกษารูปแบบศิลปกรรม สถาปัตยกรรมและหลักฐานทางโบราณคดี สันนิษฐานว่า อุโบสถหลังเก่าวัดนาตาขวัญน่าจะสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ราวรัชกาลที่ ๓
สิ่งสำคัญภายในวัด คือ อุโบสถหลังเก่า เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนขนาด ๕ ห้อง กว้าง ๖.๕๐ เมตร
ยาว ๑๗.๗๕ เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ฐานอุโบสถเป็นฐานบัวลูกแก้วอกไก่ มีประตู ๑ ช่อง หน้าต่างด้านละ ๕ ช่อง ผนังด้านหลังทึบ หลังคาทรงจั่วซ้อนชั้นหน้า-หลัง เรียงตับ ๓ ชุด มุงกระเบื้องดินเผา หน้าบันก่ออิฐฉาบปูนเรียบ ประดับช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ไม้แกะสลัก ด้านหน้ามีหลังคาพาไลและช่องทางเข้าออก ๒ ข้าง รอบอุโบสถมีแท่นใบเสมา พื้นลานประทักษิณยกพื้นล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วด้านข้างมีบันไดประดับเสาหัวเม็ดขึ้นลงด้านละ ๒ ชุด ภายในอุโบสถมีพระประธานปูนปั้นปางมารวิชัยประดิษฐานบนฐานสิงห์รองรับด้วยฐานปัทม์
ส่วนเจดีย์ตั้งอยู่ทางเหนือของอุโบสถ เป็นเจดีย์ทรงระฆังก่ออิฐฉาบปูนตั้งอยู่บนฐานปัทม์แปดเหลี่ยม
ในปีงบประมาณพ.ศ ๒๕๕๘ กรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณะโบราณสถานอุโบสถหลังเก่า
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘ ตอนพิเศษ ๑๒๔ง ลงวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๔ มีพื้นที่โบราณสถาน ๗ ไร่ ๑ งาน ๘๙ ตารางวา
Wat Na Ta Khwan
Wat Na Ta Khwan is a temple located in Na Ta Khwan village, Na Ta Khwan Subdistrict, Mueang District, Rayong Province. According to the history, Ta Khwan, who had a sizable land holding, gave the land for the temple, which was constructed in 1792.
The temple’s significant ancient monument is its old ordination hall, which was built in brick and face eastward. It has a 6.5/17.45 meters rectangular shape. There is one entrance at the front of the hall. Each of the hall's side walls has five windows. The hall is covered by three rows of double-gabled roof, with clay tiles. The tympanum has a smooth surface and is in brick; it is also ornamented with gable apex, rows of decorative ridges, and decorative gable end's protrusions. The front of the hall is a veranda with two entrances. Inside the hall is a principal Buddha stucco in the attitude of subduing Mara. At cardinal points around the hall are bases for Sema stones (boundary markers). Two ornamented stairs are at each side of the two sides of the walls. The Chedi is located north of the ordination hall and is made in brick in the shape of a bell on an octagonal base.
According to the art and architecture style of the old ordination hall, as well as archaeological evidences excavated in 2015, the hall is thought to have been built in the 19th century, around the reign of Rama III in the early Rattanakosin period. In 2015, the Fine Arts Department has restored the old ordination hall of Wat Na Ta Khwan.
The Fine Arts Department announced the registration of Wat Na Ta Khwan as an ancient monument in the Royal Gazette, Volume 118, Special Part 124, dated 17th December 2001. The total area of the monument is 11,956 square meters.