ค้นหา

จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ

รายงานการเดินทางไปราชการ  เนื่องในงานเทศกาลรามายณะ  ณ เมืองเดลลี  ชัยปุระ  และพาราณสี  ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ – ๗ มีนาคม ๒๕๕๘ .................................................. ๑. ชื่อโครงการ            เทศกาลรามายณะ   ๒.วัตถุประสงค์             ๒.๑ เพื่อเผยแพร่การแสดงโขนซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย  และเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ประจำชาติให้เป็นที่รู้จักและชื่นชอบในหมู่ประเทศอาเซียน และประเทศที่มีวรรณกรรม เรื่อง รามายณะ             ๒.๒ เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมโดยใช้วรรณกรรมเรื่อง รามายณะ หรือ รามเกียรติ์ เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงสายใยและความรู้ทางวัฒนธรรมร่วมกันในกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงประเทศ ๒๕ กุมภาพันธ์ – ๗ มีนาคม ๒๕๕๘ ที่มีมรดกทางวรรณกรรม เรื่อง รามายณะ โดยมีจุดกำเนิดวรรณกรรมและมรดกร่วมทางวัฒนธรรมที่ประเทศอินเดีย             ๒.๓ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจด้านวัฒนธรรม  ประวัติศาสตร์   ศาสนา  และอารยธรรมระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้   ๓. กำหนดเวลา           ระหว่างวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ – ๗ มีนาคม ๒๕๕๘   ๔. สถานที่           ๔.๑ Ficci  Auditoruim เมืองเดลลี           ๔.๒ Press  Club  เมืองชัยปุระ           ๔.๓ Shri  Nagari  Natak  Manclli  Banaras  เมืองพาราณสี   ๕. หน่วยงานผู้จัด           สภาความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมอินเดีย (ICCR : Indian  Council  for  Cultural  Relations)           ๖. หน่วยงานสนับสนุน           ๖.๑ สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม           ๖.๒ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม           ๗. กิจกรรม   วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์  2558 16.00 น. 18.00 น.   20.00 น. (เวลาท้องถิ่น)   22.30 น.   00.30 น.      - คณะนาฏศิลป์เดินทางออกจากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร          - เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เคาร์เตอร์ B17  เช็คอิน Group และผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง           - เดินทางออกจากประเทศไทย โดยสายการบินไทย TG 315      - เดินทางถึงสนามบินนานาชาติอินทิรา คานธี ประเทศอินเดีย (ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 4 ชั่วโมง) -เข้าพัก ณ โรงแรม FOREST GREEN HOTEL (24 Siri Fort Rd.  Sadiq Nagar, South Delhi , Delhi 110049  Tel. +91 11 4524 2424 วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์  2558 08.00 น. 10.00 น. 10.30 น. 14.00 น. 15.00 น.                   18.00 น.   21.00 น.      - อาหารเช้า      - ออกจากโรงแรมที่พัก เพื่อไปซ้อมการแสดง      - ซ้อมการแสดงฟินาเล่ ร่วมกับนักแสดงอินเดีย  ที่ หอประชุมของ ICCR      - รับประทานอาหารกลางวัน ณ โรงแรมที่พัก      - พักผ่อนตามอัธยาศัย      - ชมการแสดงเทศกาลรามายณะ ของประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซีย ณ Ficci  Auditorium ICCR , Delhi      -รับประทานอาหารค่ำ ณ โรงแรมที่พัก วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม 2558 08.00 น. 10.00 น. 10.30 น.   14.00 น. 15.00 น.                                     18.30 น.   23.00 น.      - อาหารเช้า      - ออกจากโรงแรมที่พัก เพื่อไปซ้อมการแสดง      - ซ้อมการแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน ลักสีดา ณ Ficci  Auditorium ICCR , Delhi      - รับประทานอาหารกลางวัน ณ โรงแรมที่พัก      - เดินทางออกจากโรงแรมที่พักไปยัง Ficci  Auditorium ICCR , Delhi เพื่อ เตรียมการแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน ลักสีดา     - การแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์  ตอน ลักสีดา ณ Ficci  Auditorium ICCR , Delhi      -รับประทานอาหารค่ำ ณ โรงแรมที่พัก         วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558 06.00 น. 07.00 น. 13.00 น. 14.00 น. 15.00 น.                                     18.00 น. 22.00 น.      - อาหารเช้า      - ออกจากโรงแรมที่พัก เพื่อเดินทางไปเมืองชัยปุระ      - เดินทางถึงโรงแรม Lords Hotel      - รับประทานอาหารกลางวัน ณ โรงแรมที่พัก      - เดินทางออกจากโรงแรมที่พักไปยังหอประชุม Press  Club เพื่อเตรียมการแสดง โขน เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน ลักสีดา     - การแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์  ตอน ลักสีดา ณ หอประชุม Press  Club      -รับประทานอาหารค่ำ ณ โรงแรมที่พัก   วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2558 08.00 น. 10.00 น. 15.00 น. 16.00 น.                   20.00 น.      - อาหารเช้า      - ออกจากโรงแรมที่พัก ไปทัศนศึกษารอบเมืองชัยปุระ และซื้อของที่ระลึก      - รับประทานอาหารกลางวัน ณ โรงแรมที่พัก      - พักผ่อนตามอัธยาศัย      -รับประทานอาหารค่ำ ณ โรงแรมที่พัก   วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2558 07.00 น. 08.00 น. 15.00 น. 16.00 น.                   20.00 น.      - อาหารเช้า      - ออกจากโรงแรมที่พัก เดินทางกลับเดลลี      - รับประทานอาหารกลางวัน ณ โรงแรมที่พัก FOREST GREEN HOTEL      - พักผ่อนตามอัธยาศัย      -รับประทานอาหารค่ำ ณ โรงแรมที่พัก   วันอังคารที่ 3 มีนาคม 2558 08.00 น. 10.00 น. 14.00 น. 15.00 น. 16.00 น. 18.00 น.                   20.00 น. 21.00 น. 22.00 น.      - อาหารเช้า      - พักผ่อนตามอัธยาศัย      - รับประทานอาหารกลางวัน      - ออกเดินทางจากโรงแรมที่พัก ไปสนามบินภายในประเทศ เมืองเดลลี      - Check in และเตรียมสัมมภาระสำหรับการเดินทางไปเมืองพาราณสี      - ออกเดินทางด้วยสายการบินภายในประเทศ เที่ยวบิน SG 2179      - ถึงสนามบินภายในประเทศ  เมืองพาราณสี      - เดินทางถึงโรงแรมที่พัก The HHI Hotel เมืองพาราณสี      - รับประทานอาหารค่ำ  และพักผ่อนตามอัธยาศัย       วันพุธที่ 4 มีนาคม 2558 06.00 น. 09.00 น. 11.00 น.   14.00 น. 16.00 น. 17.00 น.                   20.00 น. 22.00 น. 23.00 น.      - เดินทางออกจากโรงแรมที่พัก เพื่อชมทัศนียภาพตลอดแม่น้ำคงคา      - รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก      - เดินทางออกจากโรงแรมที่พัก เพื่อเตรียมการแสดง ณ Shri  Nagari  Natak  Manclli  Banaras  ซึ่งเป็นโรงละครที่เก่าแก่ที่สุดในอินเดีย อายุกว่า 100 ปี      - รับประทานอาหารกลางวัน ณ โรงแรมที่พัก      - ออกเดินทางจากโรงแรมที่พักไปยัง Shri  Nagari  Natak  Manclli  Banaras       - เตรียมการแสดง      - การแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์  ชุด ลักสีดา      - เดินทางกลับโรงแรมที่พัก      - รับประทานอาหารค่ำ  และพักผ่อนตามอัธยาศัย วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2558 08.00 น. 09.00 น. 14.00 น. 16.00 น. 17.00 น.                   19.30 น. 21.00 น. 22.00 น.      - รับประทานอาหารเช้า      - ทัศนศึกษาและซื้อของที่ระลึก      - รับประทานอาหารกลางวัน ณ โรงแรมที่พัก และพักผ่อนตามอัธยาศัย      - ออกเดินทางจากโรงแรมที่พักไปยังสนามบินภายในประเทศ เมืองพาราณสี      - เดินทางถึงสนามบินเมืองพาราณสี      - ออกเดินทางด้วยเครื่องบินภายในประเทศ  เที่ยวบิน SG 2180      - เดินทางถึงสนามบินภายในประเทศ เมืองเดลลี      - เดินทางถึงที่พัก โรงแรม FOREST GREEN HOTEL รับประทานอาหารค่ำ และพักผ่อนตามอัธยาศัย วันศุกร์ที่6 มีนาคม 2558 08.00 น. 09.00 น. 14.00 น. 15.00 น. 19.00 น. 21.00 น.      - รับประทานอาหารเช้า      - ทัศนศึกษาและซื้อของที่ระลึก      - รับประทานอาหารกลางวัน ณ โรงแรมที่พัก      - พักผ่อนตามอัธยาศัย      - เดินทางออกจากโรงแรม FOREST GREEN HOTEL      - เดินทางถึงสนามบินนานาชาติอินทิรา  คานธี เพื่อ Check in และเตรียมสัมภาระ วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2558 00.15 น.   05.40 น. 07.00 น. 09.00 น.      - ออกเดินทางจากประเทศอินเดีย โดยสายการบินไทย TG 315 (ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง)      - เดินทางถึงสนามบินนานาชาติ สุวรรณภูมิ      - เดินทางออกจากสุวรรณภูมิ      - เดินทางถึงสำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โดยสัวสดิภาพ       ๘. คณะผู้แทนไทย  ประกอบด้วยข้าราชการ ของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร  จำนวน ๑๕ คน                    ๘.๑ นายสุรัตน์  เอี่ยมสอาด                  นาฏศิลปินอาวุโส / หัวหน้าคณะเดินทาง                    ๘.๒ นายเจตน์  ศรีอ่ำอ่วม                    นาฏศิลปินอาวุโส                    ๘.๓ นายศิริพงษ์  ทวีทรัพย์                  นาฏศิลปินชำนาญงาน                    ๘.๔ นายธรรมนูญ  แรงไม่ลด                นาฏศิลปินชำนาญงาน                    ๘.๕ นายปรัชญา  ชัยเทศ                    นาฏศิลปินชำนาญงาน                    ๘.๖ นายภีระเมศร์  ทิพย์ประชาบาล        นาฏศิลปินชำนาญงาน                    ๘.๗ นางสาวเสาวรักษ์  ยมะคุปต์            นาฏศิลปินชำนาญงาน                    ๘.๘ นายบุญสร้าง  เรืองนนท์                นาฏดุริยางคศิลปินอาวุโส                    ๘.๙ นายอนุชา  บริพันธ์                     นาฏดุริยางคศิลปินอาวุโส                    ๘.๑๐นายสุราช  ใหญ่สูงเนิน                 นาฏดุริยางคศิลปินชำนาญงาน                    ๘.๑๑นายภูธิชย์  พึ่งสัตย์                     นาฏดุริยางคศิลปินชำนาญงาน                    ๘.๑๒นายประยงค์  ทองคำ                   นาฏดุริยางคศิลปินชำนาญงาน                    ๘.๑๓นายกิตติคุณ  อยู่เจริญ                 คีตศิลปินปฏิบัติงาน                    ๘.๑๔นางสาวภมรรัตน์  โพธิ์สัตย์             คีตศิลปินปฏิบัติงาน                    ๘.๑๕นางสาวพิมพ์รัตน์  นะวะศิริ            นาฏศิลปินชำนาญงาน/เลขานุการคณะเดินทาง   ๙. สรุปสาระของกิจกรรม                   สำนักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย ร่วมมือกับสภาความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมอินเดีย ประเทศอินเดีย (ICCR : Indian  Council  for  Cultural  Relations) ในการจัดงานเทศกาลรามายณะ ณ เมืองเดลลี  เมืองชัยปุระ และเมืองพาราณสี ระหว่างวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ – ๗ มีนาคม ๒๕๕๘  เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมในกลุ่มประเทศเอเชียที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมรามายณะ ให้เป็นที่รู้จัก ชื่นชอบ อย่างกว้างขวางในกลุ่มชนประเทศอินเดีย และกลุ่มประเทศเอเชียผ่านการแสดงนาฏศิลป์ไทยและนาฏศิลป์นานาชาติของประเทศต่างๆ  โดยทางสำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้รับมอบหมายให้จัดการแสดงเพื่อมาเผยแพร่ในเทศกาลรามายณะ ดังนี้ ชุดการแสดงนาฏศิลป์ไทย                                                ·       โขน เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน ลักสีดา   ๑๐.ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม ๑. ควรมีการจัดงานเทศกาลรามายณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลอดจนเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และความเข้าใจทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมในเรื่องของรามายณะ  รวมถึงเป็นการขยายความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมของไทย ระหว่างประชาชนไทยกับประชาชนของประเทศเป้าหมาย            ๒.การจัดงานครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของกระทรวงวัฒนธรรมเช่น กลุ่มนาฏศิลป์ สำนักการสังคีตกับ  สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรมหรือกับเครือข่าย ทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชนทั้งของฝ่ายไทยและประเทศเป้าหมาย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน อันจะส่งผลประโยชน์ต่อประเทศไทยในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเมืองต่อไป            ๓. ส่งเสริมความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องและกว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้คงอยู่และเป็นที่แพร่หลายท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมโลก            ๔.การดำเนินงานการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในต่างประเทศควรคำนึงถึงการจัดทำงบประมาณในด้านเบี้ยเลี้ยงเดินทาง เนื่องจากบางประเทศที่เป็นหน่วยงานหลักในการจัดการแสดงนั้น มีความแตกต่างในเรื่องของวัฒนธรรมการกินและการดำรงชีพ  ทำให้เกิดความไม่สะดวกต่อคณะนาฏศิลป์ที่เดินทางไปเผยแพร่วัฒนธรรมไทย นอกจากนี้ยังควรคำนึงถึงการขนส่งสัมภาระทั้งในประเทศและต่างประเทศ หรือในด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกต่อการขนย้ายและการจัดเก็บอีกด้วย            ๕. ควรมีผู้ประสานการแสดงเดินทางและการจัดการแสดงของประเทศไทยเดินทางร่วมด้วย เพื่อช่วยเหลือ แนะนำ และอำนวยความสะดวกในการทำงาน


ก่อนจะเข้าสู่บทความแอดมิน วีรวัฒน์ขอให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ "นิราศ" ก่อนครับนิราศ...คือ เรื่องราวที่พรรณนาถึงการจากกันหรือจากที่อยู่ไปในที่ต่าง ๆ เป็นต้น มักแต่งเป็นกลอนหรือโคลง เช่น นิราศนรินทร์ นิราศเมืองแกลงนิราศ...มักถูกพบ เเละเก็บรักษาไว้ในเเหล่งเรียนรู้ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น ห้องสมุด หอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุ นักสะสมหนังสือ นักสะสมวรรณกรรมท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนิราศ...ถูกโต้เเย้งว่าจะเก็บไว้หอสมุดหรือหอจดหมายเหตุนิราศ...ถ้าเป็นต้นฉบับ เป็นลายมือเขียน รับมอบมาโดยตรง จะถูกเก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุนิราศ...ที่เป็นหนังสือ จัดพิมพ์ ทำซ้ำ สำเนา หรือพิมพ์เป็นหนังสืองานศพ จะถูกจัดเก็บในหอสมุดแห่งชาติ ฉบับพิมพ์ใหม่จะอยู่ในหมวดวรรณกรรมให้บริการในห้องหนังสือทั่วไป แต่ถ้าเป็นฉบับพิมพ์เก่า จะอยู่ใน ส่วนของหนังสือท้องถิ่น หนังสืองานศพ หนังสือหายากนิราศ...ถ้าถูกจัดเก็บสะสมโดยบุคคลเเละถูกส่งมอบต่อ ติดมาพร้อมเอกสารจดหมายเหตุที่บุคคลนั้นมอบให้ หรือประสงค์ให้กับหอจดหมายเหตุหรืออาจติดปะปนหนังสือราชการซึ่งผู้ปฏิบัติงานนั้นสะสมไว้ จะคัดเเยกเเละถูกเก็บไว้ในหอจดหมายเหตุ ใน ประเภท หนังสือหายากนิราศ...เป็น สารสนเทศ เพื่อการเผยแพร่ จัดเป็นสารสนเทศมรดกทางวัฒนธรรม ไม่แตกต่างกับ นวนิยาย หรือวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ เเต่ก็สามารถใช้ข้อมูล วันเวลา สถานที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้นิราศ...ที่ถูกจัดเก็บในหอจดหมายเหตุส่วนบุคคลนิราศก็จะกลายเป็นมรดกของบุคคลนั้น ที่เอามาเก็บในหอจดหมายเหตุเพื่อแสดงอัตลักษณ์ ว่า เขาผู้นั้น เป็นคนที่ชอบสะสม หนังสือนิราศ หรือวรรณกรรมต่าง ๆ เช่น นิราศทุ่งหวัง นิราศเทพา พบได้จากการสะสมของนายจรัส จันทร์พรหมรัตน์ หัวหน้างานจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษาโรงเรียงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา ที่ได้เเบ่งปันข้อมูลในทางกลับกัน ถ้านิราศนั้น คนสะสมหรืออาจารย์จรัส เป็นคนเขียนเป็นต้นฉบับ ก็กลายเป็นงานของเขา นิราศจะกลายเป็นจดหมายเหตุ ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม (CUTURAL HERITAGE)ซึ่งเอกสารจดหมายเหตุ (ARCHIVES) มาจาก เอกสารราชการ (RECORDS) + มรดกทางวัฒนธรรม (CUTURAL HERITAGE)นิราศ...ในความเห็นแอดมิน สามารถตีความได้กับการบันทึกเหตุการณ์สำคัญในขณะนั้น เพราะปรากฎ วัน เวลา สถานที่ เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ต่างเพียงเเค่ใช้ลีลาการเรียบเรียง โดยใช้ร้อยกรอง เช่นกลอน โคลง เเทนการใช้ร้อยเเก้วเรียบเรียงโดยการบันทึกเหตุการณ์นิราศ...สามารถนำข้อมูลมาเติมเต็มข้อมูลชั้นต้นทางประวัติศาสตร์ หรือเอกสารจดหมายเหตุได้ ถ้านิราศนั้นเขียนในสมัยบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์นั้นๆ เช่น นิราศทุ่งหวัง ประพันธ์โดยกระจ่าง แสงจันทร์ (ก. แสงจันทร์) ครูผู้ถวายพระอักษรพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ดำรงตำแหน่งอุปราชมณฑลปักษ์ใต้ ก็สามารถนำนิราศมาเติมเต็มเอกสารจดหมายเหตุในสมัยนั้นที่ขาดหายหรือไม่ได้กล่าวถึงในเอกสารราชการนั้นได้นิราศ...จึงไม่เป็นเพียงเเค่วรรณกรรมที่เขียนถึงคนรัก หรือเรื่องเชิงสังวาสดังเช่น นิราศทุ่งหวังนี้ ให้ประโยชน์ในการบันทึกเรื่องราวระหว่างการเดินทางลักษณะทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เรื่องราวท้องถิ่นดังพระประสงค์ ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์สนจิตคิดแต่ถ้อย ระยะทางไม่ประสงค์ถึงนาง แน่งน้อยนักอ่านอย่าอางขนาง โอษฐ์ขนาบ นาพ่อผิวผิดคำถ้อย ขัดข้อง ขออภัยสรุปว่า เราจะพบนิราศเก็บรักษาในห้องสมุดมากกว่าเเหล่งอื่นใด และพบอยู่ในนักสะสมที่มีหอจดหมายเหตุส่วนบุคคล จนกว่าท่านนั้นจะส่งมอบหรือประสงค์มอบให้กับหอจดหมายเหตุเพื่อใช้เติมเติมเอกสารจดหเป็นจดหมายเหตุ หรือท่านนั้น เป็นเครือข่ายงานจดหมายเหตุกับหอจดหมายเหตุนั้น ๆดังที่นายวีรยุทธ พุทธธรรมรงค์ นักจดหมายเหตุนำเสนอ บทความ เรื่อง จากสุนทรภู่ ถึง กระจ่าง แสงจันทร์ ๑๐๐ ปี นิราศเทพา และนิราศทุ่งหวังที่ได้ข้อมูลจากนายจรัส จันทร์พรหมรัตน์หัวหน้างานจดหมายเหตุเเละพิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษาโรงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา (นักสะสม) เเละนายวุฒิชัย เพชรสุวรรณ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ อบจ. สงขลา เก็บข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ตามรอยการเสด็จ ซึ่งทั้งสองเป็นเครือข่ายงานจดหมายเหตุ ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลาติดตามได้จากบทความนี้ใน แผ่นภาพบทความที่เเนบในอัลบั้มนี้ 


         พิพิธ(สาระ)ภัณฑ์ ตอน ขวานหินขัดรูปจงอยปากนก: หลักฐานการติดต่อของผู้คนจากใต้สู่เหนือ          ขวานหินขัด (polished stone axe) หมายถึง เครื่องมือเครื่องใช้ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยการนำหินจากธรรมชาติมากะเทาะ โกลนให้เป็นรูปร่าง และขัดฝนผิวจนเรียบ ใช้สำหรับแล่ สับ ตัด ฟัน ผ่า ขุด เป็นอาวุธในการล่าสัตว์ และเป็นของอุทิศในหลุมฝังศพ โดยการเข้าด้ามไม้หรือไม่เข้าด้ามก็ได้ หลายพื้นที่เรียกขวานหินขัดว่า “ขวานฟ้า” เนื่องจากมีความเชื่อว่าตกลงมาจากฟ้าขณะที่ฟ้าผ่า ในภาคเหนือเรียกขวานหินขัดแบบมีบ่าว่า ขวานฟ้า และเรียกขวานหินขัดแบบไม่มีบ่าว่า เสียมตุ่น          ขวานหินขัดมีรูปแบบที่หลากหลายโดยแบ่งตามลักษณะส่วนคม ดังนี้           1) ขวานหินขัดแบบ axe มีลักษณะส่วนคมลาดเท่ากัน ประกอบด้วยรูปทรงเรขาคณิตต่าง ๆ เช่น รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้ง รูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมู รูปทรงสามเหลี่ยม และรูปทรงมีบ่า          2) ขวานหินขัดแบบ adze  มีลักษณะส่วนคมลาดด้านเดียว และ คมลาดสองด้านไม่เท่ากัน ประกอบด้วยรูปทรงเรขาคณิตต่าง ๆ เช่น รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้ง รูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมู รูปทรงสามเหลี่ยม รูปทรงมีบ่า และรูปทรงพิเศษแบบจงอยปากนก          ขวานหินขัดรูปจงอยปากนก มีลักษณะรูปทรงห้าเหลี่ยม แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่           1) มีลักษณะรูปทรงห้าเหลี่ยม ส่วนปลายมีการลับคมทั้งด้านซ้ายและขวามาบรรจบกันตรงกลางเป็นเส้นแบ่งคมชัดเจน มีลักษณะคล้ายจงอยปากนก เมื่อมองจากมุมมองด้านบนเห็นเป็นรูปสามเหลี่ยมหัวกลับ          2) ส่วนคมมีลักษณะคล้ายจงอยปากนก แต่เส้นแบ่งคมตรงกลางหายไป          3) มีลักษณะรูปทรงห้าเหลี่ยม ส่วนคมทั้งด้านซ้ายและขวาลาดเอียงไปตามแนวยาวของตัวขวาน ส่วนคมไม่ได้เป็นสันมุมเหมือนแบบที่ 1 และมีสันยาวบริเวณตัวขวาน          พบหลักฐานของขวานหินขัดรูปจงอยปากนกในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันตกของประเทศไทย ดังนี้           จังหวัดยะลา พบที่แหล่งโบราณคดีถ้ำหินปูน อำเภอเบตง จำนวน 1 ชิ้น และอำเภอบันนังสตา จำนวน 2 ชิ้น           จังหวัดปัตตานี ไม่ทราบที่มา จำนวน 4 ชิ้น           จังหวัดสงขลา พบที่บ้านพลีควาย อำเภอสทิงพระ จำนวน 1 ชิ้น ถ้ำหงัง อำเภอสะบ้าย้อย จำนวน 1 ชิ้น และไม่ทราบที่มา จำนวน 1 ชิ้น          จังหวัดสตูล พบที่แหล่งโบราณคดีเพิงผาปาโต๊ะโระ อำเภอควนโดน ฝังร่วมกับโครงกระดูก กำหนดอายุ 3,000 ปีมาแล้ว จำนวน 1 ชิ้น           จังหวัดพัทลุง พบที่แหล่งโบราณคดีโคกโพธิ์ อำเภอเมืองพัทลุง จำนวน 2 ชิ้น โกลน จำนวน 1 ชิ้น และถ้ำเขาชัยสน อำเภอเขาชัยสน จำนวน 1 ชิ้น          จังหวัดตรัง พบที่แหล่งโบราณคดีถ้ำซาไก อำเภอปะเหลียน จำนวน 2 ชิ้น และถ้ำหินปูน อำเภอเมืองตรัง จำนวน 1 ชิ้น          จังหวัดพังงา พบที่แหล่งโบราณคดีแหลมป้อม อำเภอตะกั่วป่า จำนวน 1 ชิ้น และแหล่งโบราณคดี  บ้านช้างเชื่อ อำเภอปะกง จำนวน 1 ชิ้น          จังหวัดนครศรีธรรมราช พบที่แหล่งโบราณคดีคลองเขาแก้ว อำเภอลานสกา จำนวน 1 ชิ้น และที่เก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช จำนวน 1 ชิ้น          จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบที่บ้านนา คลองท่าใหญ่ อำเภอไชยา จำนวน 1 ชิ้น บ้านในมุย และบ้านบางเคียน อำเภอบ้านตาขุน จำนวน 2 ชิ้น และพบที่ที่ดินของนายเสวก บุญรัตน์ อำเภอเวียงสระ จำนวน  1 ชิ้น          จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบจากการสำรวจที่แหล่งโบราณคดีหุบผึ้ง อำเภอหัวหิน จำนวน 3 ชิ้น          จังหวัดราชบุรี พบที่แหล่งโบราณคดีบ้านนาขุนแสน อำเภอสวนผึ้ง จำนวน 1 ชิ้น และพบจาการสำรวจ ที่เก็บรักษาโดยชาวบ้าน จำนวน 2 ชิ้น          เก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ไม่ทราบที่มา จำนวน 2 ชิ้น          แหล่งโบราณคดีบ้านนาขุนแสน ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี สภาพพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบจนถึงลอนลูกคลื่นลอนลาด ลาดลงสู่ห้วยคลุมลำน้ำสาขาของแม่น้ำภาชี ปัจจุบันเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ผลจาการศึกษาของชาติชาย ร่มสนธิ์ และคณะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ในโครงการวิจัยเรื่อง การศึกษาแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์กับการใช้โลหะในบริเวณจังหวัดราชบุรี และบริเวณใกล้เคียง พบขวานหินขัดรูปจงอยปากนกจากการขุดค้นทางโบราณคดี จำนวน 1 ชิ้น โดยพบร่วมกับขวานหินขัดรูปทรงต่าง ๆ เศษภาชนะดินเผา ลูกปัดหิน และถ่าน การกำหนดอายุด้วยวิธีคาร์บอน-14 มีอายุระหว่าง 2,140±420 ปีมาแล้ว และที่เก็บรักษาโดยชาวบ้าน จำนวน 2 ชิ้น          ขวานหินขัดรูปจงอยปากนกที่พบจากการขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านนาขุนแสน มีขนาดกว้าง 7 เซนติเมตร ยาว 21 เซนติเมตร หนา 3 เซนติเมตร มีลักษณะรูปทรงห้าเหลี่ยม ส่วนปลายคมมีการลับคมทั้งด้านซ้ายและขวามาบรรจบกันตรงกลางเป็นเส้นแบ่งคมชัดเจน มีลักษณะคล้ายจงอยปากนก ทำจากหินควอทซ์ไซต์ (quartzite) ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ห้องสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี          และที่เก็บรักษาโดยชาวบ้าน ชิ้นที่ 1 มีขนาดกว้าง 5.7 เซนติเมตร ยาว 23 เซนติเมตร หนา 3 เซนติเมตร มีลักษณะคล้ายกับขวานหินขัดรูปจงอยปากนกที่พบจากการขุดค้น ชิ้นที่ 2 มีขนาดกว้าง 3.7 เซนติเมตร ยาว 11 เซนติเมตร หนา 2.5 เซนติเมตร มีส่วนคมทั้งด้านซ้ายและขวาลาดเอียงไปตามแนวยาวของตัวขวาน ส่วนคมไม่ได้เป็นสันมุมเหมือนแบบแรก และมีสันยาวตลอดตัวขวาน          ด้วยลักษณะส่วนคมที่คล้ายจงอยปากนกที่ต่างไปจากขวานหินขัดทั่วไป นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าขวานหินขัดจงอยปากนก มีหน้าที่ใช้งานในหลายบทบาท 1) หน้าที่ใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องเข้าด้ามไม้ เนื่องจากขนาดที่ยาว และมีน้ำหนักถ่วงพอเหมาะ จึงใช้เป็นเครื่องมือขุด เช่น ขุดดิน พรวนดิน ขุดหาพืชมีหัวในดิน (เผือกและมัน) และหน่อไม้ 2) หน้าที่ใช้งานในพิธีกรรมการฝังศพ โดยพบฝังร่วมกับโครงกระดูกมนุษย์ เช่น ที่แหล่งโบราณคดีเพิงผาโต๊ะโระ จังหวัดสตูล และแหล่งโบราณคดีถ้ำซาไก จังหวัดตรัง (ไม่มีร่องรอยใช้งาน) 3) หน้าที่ในการเป็นวัตถุแลกเปลี่ยน หรือเป็นของขวัญ เป็นหลักฐานของการเคลื่อนย้ายและติดต่อของกลุ่มคนจากหมู่เกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแผ่นดินใหญ่ โดยพบขวานหินขัดรูปจงอยปากนกกระจายตัวบริเวณหมู่เกาะ ได้แก่ อินโดนีเซีย เซเลเบส ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และปรากฏบนแผ่นดินใหญ่ที่มาเลเซีย ภาคใต้ และภาคตะวันตกของประเทศไทย พบขึ้นมาถึงจังหวัดราชบุรี (ในพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ อาจจะยังไม่พบบก็เป็นได้) การพบขวานหินขัดรูปจงอยปากนกในปริมาณที่ไม่มากนักและการมีรูปแบบพิเศษต่างจากขวานหินขัดแบบสามัญ และการพบร่วมกับโครงกระดูกและไม่มีร่องรอยใช้งาน จึงสรุปได้ว่าขวานหินขัดรูปจงอยปากนกนั้นผลิตขึ้นพิเศษเพื่อใช้แลกเปลี่ยน เพื่อใช้เป็นของอุทิศฝังร่วมกับศพเพื่อแสดงสถานะทางสังคมก็เป็นได้


รายงานการเดินทางไปราชการประเทศญี่ปุ่น 1.ชื่อโครงการ โครงการ “จัดแสดงนิทรรศการพิเศษฯ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๓๐ ปี ความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น” ภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนการศึกษาค้นคว้าอารยธรรมของสองประเทศ ไทย – ญี่ปุ่น กับโลกภายนอก 2.วัตถุประสงค์               2.1 เพื่อขอยืมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว และพิพิธภัณฑสถานแห่งอื่นๆ ในประเทศญี่ปุ่น               2.2 เพื่อประชุมหารือความคืบหน้าโครงการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษฯ ระหว่างทั้งสองประเทศที่จะจัดขึ้นในปีพ.ศ. 2560               2.3 เพื่อศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูล, วิธีการดูแลรักษา, การเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และวิธีการจัดแสดงที่เหมาะสมกับโบราณวัตถุของประเทศญี่ปุ่น 3.กำหนดเวลา                    ตั้งแต่วันที่ 21 – 26 กันยายน พ.ศ. 2558 4.สถานที่           พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู 4-7-2, Ishizaka, Dazaifu-city, Fukuoka, Japan, รหัสไปรษณีย์ 818-0118           พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว 13-9 Uenokoen, Taito, Tokyo, Japan, รหัสไปรษณีย์ 110-8712 5.หน่วยงานผู้จัด           พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว ร่วมกับกรมศิลปากร 6.หน่วยงานสนับสนุน           สำนักกิจการวัฒนธรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ประเทศญี่ปุ่น 7.กิจกรรม                    7.1 คณะผู้แทนจากกรมศิลปากรเข้าพบหารือกับผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู เพื่อประชุมรายงานความคืบหน้าโครงการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษฯ ระหว่างทั้งสองประเทศที่จะจัดขึ้นในปีพ.ศ. 2560                    7.2 คณะผู้แทนจากกรมศิลปากรเดินทางไปคัดเลือกโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุของ Tachibana Museum ตั้งอยู่เลขที่ 1 Shinhoka-machi, Yanagawa-shi City, Japan, รหัสไปรษณีย์ 832-0069                    7.3 คณะผู้แทนจากกรมศิลปากรเข้าพบหารือกับผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว เพื่อประชุมรายงานความคืบหน้าโครงการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษฯ ระหว่างทั้งสองประเทศที่จะจัดขึ้นในปี พ.ศ. 2560                    7.4 คณะผู้แทนจากกรมศิลปากรเข้าพบหารือผู้อำนวยการสำนักมรดกทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมเพื่อประชุมรายงานความคืบหน้าโครงการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษฯ ระหว่างทั้งสองประเทศที่จะจัดขึ้นในปีพ.ศ. 2560 8.คณะผู้แทนจากกรมศิลปากร 8.1 นายธนากร  กำทรัพย์ หัวหน้ากลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักโบราณคดี 8.2 นางสุภาวรรณ วิไลนำโชคชัย  หัวหน้ากลุ่มตรวจสอบภายใน 8.3 นางศาริสา  จินดาวงศ์  ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา 8.4 นางวัญญา  ประคำทอง  นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการพิเศษ 8.5 นางนฤมล  เก่าเงิน  หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก 8.6 นางเบญจวรรณ  พลประเสริฐ  หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย 8.7 นางสาววิภารัตน์  ประดิษฐ์อาชีพ  ภัณฑารักษ์ชำนาญการ                    8.8 นางสาวธนิกานต์  วรธรรมานนท์   ภัณฑารักษ์ชำนาญการ                    8.9 นางสาวปัทมา  ก่อทอง    ภัณฑารักษ์ชำนาญการ                    8.10 นางจิราพร  กิ่งทัพหลวง   นักโบราณคดีชำนาญการ                    8.11 นายจักรพันธ์  วัชระเรืองชัย   สถาปนิกชำนาญการ                    8.12 นายวรเดช  วลัยจำนง   นิติกรชำนาญการ                    8.13 นางศิริพร  คล้ำงาม   นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ                    8.14 นางสาวเอื้อมพร  ผิวผ่อง   นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ                    8.15 นางวรานี  เนียมสอน   นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ                    8.16 นางรัชนี  งามเจริญ   เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ชำนาญงาน                    8.17 นางสาวศิริจิตราภร  อ่อนแสงจันทร์   นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ                    8.18 นายอนันต์  พุ่มแจ่ม   เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน                    8.19 นางสาวขนิษฐา  อ่วมอิ่มพืช  เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน                    8.20 นายนราชัย  แซ่อึง    นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ                    8.21 นางสาวชลธิชา  มูลเนียม   นักวิเทศสัมพันธ์ปฏิบัติการ   9.สรุปสาระของกิจกรรม           9.1 ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแจ้งฝ่ายผู้แทนญี่ปุ่นให้ทราบว่ารายการโบราณวัตถุรวมทั้งสิ้น 100 รายการ ที่ประเทศญี่ปุ่นประสงค์ขอยืมจัดแสดงนิทรรศการพิเศษในปี  พ.ศ.2560 นั้น กรมศิลปากรอนุมัติให้ยืมและประเมินราคา จำนวน 97 รายการเรียบร้อยแล้ว   ทั้งนี้  มีโบราณวัตถุ 3 รายการ ประกอบด้วย พระสุวรรณมาลา ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ 20, พระแสงขรรค์ทองคำ ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ 20 เก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา และใบเสมาสลักภาพพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ 14 เก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น ซึ่งกรมศิลปากรพิจารณาแล้วเห็นว่าโบราณวัตถุทั้ง 3 รายการ มีสภาพชำรุดมากอาจเกิดปัญหาขณะทำการเคลื่อนย้าย จึงไม่อนุมัติให้ยืมโบราณวัตถุทั้ง 3 รายการดังกล่าว โดยให้คัดเลือกใบเสมาชิ้นอื่นของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่นทดแทน ซึ่งขณะนี้ยังไม่ผ่านการประชุมประเมินราคา  แต่จะเร่งดำเนินการและจะแจ้งให้ทางฝ่ายญี่ปุ่นทราบต่อไป ส่วนโบราณวัตถุรูปพระโพธิสัตว์หรือเทวดาดินเผา ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ 12 – 13 เก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการตรวจสภาพโดยนักวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ของกรมศิลปากร จากนั้นจะพิจารณาความเป็นไปได้ในการให้ยืมโบราณวัตถุดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง   และจะรีบแจ้งให้ทราบในโอกาสแรกต่อไป ทั้งนี้ได้สอบถามความประสงค์ฝ่ายญี่ปุ่นว่าจะคัดเลือกโบราณวัตถุรายการอื่นทดแทนหรือไม่ อนึ่ง โบราณวัตถุอีก 2 รายการ ได้แก่ สมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงศรีอยุธยา และสมุดภาพจำลองกระบวนพยุหยาตราสถลมารคซึ่งอยู่ในความครอบครองของสำนักหอสมุดแห่งชาตินั้น หากทางญี่ปุ่นยืนยันว่าโบราณวัตถุ 2 รายการดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษครั้งนี้ ทางสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจะประสานกับสำนักหอสมุดแห่งชาติต่อไป โดยฝ่ายไทยชี้แจงว่าโบราณวัตถุทั้งหมดที่กรมศิลปากรอนุมัติให้ยืมจัดแสดงครั้งนี้ บางรายการมีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น บางรายการมีคุณค่าสูง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บางรายการเป็นเครื่องใช้สอยส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ บางรายการไม่เคยให้ยืมจัดแสดงที่ใดมาก่อน การประเมินราคาจึงกระทำอย่างระมัดระวัง ราคาประเมินมูลค่าโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุอาจสูงมาก ฝ่ายประเทศญี่ปุ่นแจ้งให้ผู้แทนไทยทราบว่า เมื่อขอยืมโบราณวัตถุจากรัฐบาลประเทศใดก็ตาม จะมีการรับประกันอย่างดีที่สุด ขั้นต่ำ คือ 5,000 ล้านเยน สูงสุด คือ 100,000 ล้านเยน ขอให้ฝ่ายไทยวางใจได้ว่า ราคาประเมินที่ฝ่ายไทยแจ้งให้ทราบอยู่ในวงเงินประมาณ 6,000 ล้านเยน อยู่ในงบประมาณที่ฝ่ายญี่ปุ่นรับประกันได้อย่างแน่นอน             9.2 ทางฝ่ายผู้แทนญี่ปุ่นแจ้งให้ทราบว่า กำหนดการระยะเวลาจัดนิทรรศการพิเศษในประเทศญี่ปุ่นจะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน – มิถุนายน พ.ศ. 2560 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู และระหว่างเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2560 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว มีแผนดำเนินงานร่วมกันระหว่างภัณฑารักษ์ของทั้งสองประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่เคลื่อนย้ายโบราณวัตถุออกจากประเทศไทยภายในเดือนมีนาคมจนกระทั่งส่งคืนกลับประเทศไทยช่วงต้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2560 รวมทั้งสิ้น 6 เดือน โดยใช้บริษัทนิปปอน เอ็กซ์เพรส ซึ่งมีความชำนาญเชี่ยวชาญการบรรจุหีบห่อและเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุ ซึ่งฝ่ายผู้แทนญี่ปุ่นประสงค์จะขอยืมโบราณวัตถุประเภทผ้าไหมและใบเสมาเพิ่มเติม จะทำหนังสือขออนุมัติรายการมาโดยเร็ว พร้อมเน้นย้ำขอให้ฝ่ายไทยเร่งดำเนินการ เนื่องจากทราบว่าขั้นตอนการพิจารณาประเมินราคาของฝ่ายไทยใช้ระยะเวลาพอสมควร           9.3 ผู้แทนจากกรมศิลปากรสอบถามขั้นตอนและความเป็นไปได้ที่กรมศิลปากรมีความประสงค์จะขอยืมโบราณวัตถุที่อยู่ในความครอบครองของวัดและพิพิธภัณฑ์เอกชนในประเทศญี่ปุ่น ได้รับคำตอบว่ามีขั้นตอนยุ่งยาก ใช้ระยะเวลานาน ขอให้ฝ่ายไทยเตรียมรายการโบราณวัตถุที่สนใจและเกี่ยวข้องกับบทจัดแสดงนิทรรศการพิเศษที่จะจัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เช่นกัน ฝ่ายญี่ปุ่นจะประสานและดำเนินการเสนอขอยืมโบราณวัตถุของวัดและพิพิธภัณฑ์เอกชนต่อไป ทั้งนี้ฝ่ายผู้แทนจากกรมศิลปากรเสนอในที่ประชุมว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้ปรับปรุงพระที่นั่งศิวโมกขพิมานเพื่อจัดแสดงโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมของชาติ มีความเหมาะสมจะจัดแสดงนิทรรศการพิเศษที่มีความสำคัญและยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ โดยนิทรรศการความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ไทย-ญี่ปุ่น จะเป็นนิทรรศการ แรกที่จัดขึ้น ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน บทจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้เน้นให้เห็นพัฒนาการทางศิลปวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น โบราณวัตถุแต่ละชิ้นจะเล่าเรื่องราวความเป็นมาแต่ละยุคสมัยได้ดี โดยจะจัดแสดงควบคู่กับโบราณวัตถุที่จัดแสดงอยู่ในพระที่นั่งศิวโมกขพิมานไปพร้อมกัน เป็นการเปรียบเทียบช่วงเวลาระหว่างยุคสมัยศิลปวัฒนธรรมของไทยกับญี่ปุ่นซึ่งมีความเชื่อในพระพุทธศาสนาร่วมกัน           9.4 ฝ่ายญี่ปุ่นเสนอหัวข้อบทจัดแสดงนิทรรศการพิเศษที่จะจัดขึ้น ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมานว่า คัดเลือกโบราณวัตถุจำนวน 50 รายการ ซึ่งสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ตัวอย่างเช่น เครื่องมือเครื่องใช้ที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดี  จิตรกรรม  ประติมากรรม  งานประณีตศิลป์และเอกสารโบราณ ตั้งแต่ยุคโจมอน (Jomon Period) จนถึงยุคเอโดะ (Edo Period) จุดเด่นในนิทรรศการครั้งนี้ คือ เครื่องมือเครื่องใช้สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และงานศิลปะที่สะท้อนวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่โดดเด่นเป็นพิเศษและสามารถทำความเข้าใจศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้อย่างลึกซึ้ง  เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาอันยาวนานของประเทศญี่ปุ่นได้ดี ประกอบด้วยบทจัดแสดง 5 หัวข้อ ดังนี้           บทที่ 1 อรุณรุ่งแห่งศิลปะญี่ปุ่น (The dawn of Japanese art) วัตถุจัดแสดงที่สำคัญ คือ เครื่องปั้นดินเผา รูปปั้นดินเผาโดกูและฮานิวะ ภาชนะสำริด แสดงให้เห็นวัฒนธรรมการเพาะปลูก ตลอดจนพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์           บทที่ 2 พุทธศิลปะ (Buddhist art) ศาสนาพุทธเริ่มเข้ามาในดินแดนประเทศญี่ปุ่นราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 6 ไม่เน้นยุคใดยุคหนึ่ง แต่จะแสดงให้เห็นพัฒนาการและความเปลี่ยนการนับถือพระพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีทั้งพุทธแบบมหายาน ต่อมาภายหลังรับอิทธิพลจากจีนมีการนับถือพระพุทธศาสนาแบบตันตระ มีโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมจัดแสดง เช่น รูปเคารพ Fudo Myouo สมัย       เฮอัน (Heian Period) คริสต์ศตวรรษที่ 11            บทที่ 3 การปกครองโดยสภาขุนนางและซามูไร (Court aristocracy and Samurai) แนะนำให้ผู้ชมได้รู้จักศิลปะญี่ปุ่นที่ได้รับอิทธิพลมาจากชนชั้นสูงและกลุ่มซามูไรซึ่งมีอำนาจมากในช่วงเวลานั้น งานศิลปะในยุคนี้จะมีพลังน่าเกรงขาม มีโบราณวัตถุประเภท ชุดเกราะซามูไร ดาบซามูไร           บทที่ 4 วิถีเซนและพิธีชงชา (Zen and Tea Ceremony) วิถีเซนมีอิทธิพลต่อคนญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยคามาคูระ (Kamakura Period)  พิธีชงชามีพื้นฐานมาจากวิธการคิดแบบเซนและเป็นประเพณีวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างยิ่งของชาวญี่ปุ่น           บทที่ 5 วัฒนธรรมเอโดะอันรุ่งเรืองเจิดจรัสา (The multifaceted Edo culture) ตลอดช่วงระยะเวลาของสมัยเอโดะ กลุ่มคนในสังคมเมืองที่เรียกว่า โชนิน (Chonin) กลายมาเป็นกระดูกสันหลังของวัฒนธรรมญี่ปุ่น กลุ่มคนเมืองพัฒนาไปสู่สังคมหรูหราฟุ้งเฟ้อและนำไปสู่วัฒนธรรมวิถีชีวิตแบบเอกัตถบุคคล วัตถุชิ้นสำคัญ เช่น ชุดกิโมโน ภาพจิตรกรรมโบราณ           ผู้แทนญี่ปุ่นเสนอว่าโบราณวัตถุทั้ง 50 รายการที่คัดเลือกมามีความสำคัญและเป็นชิ้นเยี่ยมของชาติหลายรายการ มีความเห็นว่าจำนวนไม่น้อยเกินไป น่าจะเหมาะสมกับขนาดพื้นที่จัดแสดง เพราะบางรายการโบราณวัตถุมีขนาดใหญ่มาก ต้องใช้พื้นที่จัดแสดงมาก อีกทั้งบรรยากาศการจัดแสดงของประเทศญี่ปุ่นเน้นพื้นที่เปิดกว้างโล่ง ชูวัตถุแต่ละชิ้นให้โดดเด่น โบราณวัตถุน้อยชิ้นจะไม่ข่มกันเอง แต่ยังไม่อาจยืนยันได้ในขณะนี้ว่าจะให้ยืมโบราณวัตถุทั้ง 50 รายการนี้ทั้งหมดหรือไม่ อาจจะคัดเลือกเพิ่มจากพิพิธภัณฑ์เอกชนหรือวัดเพิ่มเติม ขอให้มีการประชุมคณะทำงานของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชูและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียวก่อน           นิทรรศการครั้งนี้เป็นนิทรรศการพิเศษที่ร่วมมือกันระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู ประเทศญี่ปุ่น กับกรมศิลปากรภายใต้กระทรวงวัฒนธรรมของไทย กำหนดระยะเวลาจัดแสดงนิทรรศการตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560 ถึง กลางเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561           ในการประชุมหารือครั้งนี้ ฝ่ายผู้แทนญี่ปุ่นมีความกังวลเป็นพิเศษเกี่ยวกับการควบคุมอุณหภูมิในตู้จัดแสดง ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อโบราณวัตถุที่มีความบอบบาง ละเอียดอ่อน เช่น ภาพจิตรกรรม ผ้า กระดาษ และโลหะ ผู้แทนจากกรมศิลปากรยืนยันว่าโบราณวัตถุของประเทศญี่ปุ่นที่ขอยืมมาจัดแสดงนิทรรศการพิเศษครั้งนี้จะได้รับการดูแลอย่างดีตามมาตรฐานสากล โดยนักวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ ทั้งการใช้หลอดไฟ เครื่องควบคุมความชื้นในตู้จัดแสดง ระบบป้องกันอัคคีภัย โดยขอความอนุเคราะห์ภัณฑารักษ์ของญี่ปุ่นเป็นผู้ให้คำแนะนำ ควบคุมการติดตั้งจัดแสดงให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผู้แทนฝ่ายญี่ปุ่นยินดีส่งนักอนุรักษ์และภัณฑารักษ์มาช่วยเหลือแลกเปลี่ยนความรู้อย่างใกล้ชิด           9.5 ผู้แทนจากกรมศิลปากรสอบถามความชัดเจนเกี่ยวกับงบประมาณในการบรรจุหีบห่อ ค่าประกันภัย และค่าขนส่งออกจากประเทศญี่ปุ่น ฝ่ายญี่ปุ่นจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ฝ่ายประเทศไทย  จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายในประเทศ ได้รับการยืนยันจากผู้แทนญี่ปุ่น ทั้งนี้จะมีการประชุมเจรจารายละเอียดความคืบหน้าเพิ่มเติมครั้งต่อไปในเดือนมกราคม พ.ศ. 2559 ระหว่างการเดินทางมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง 10. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม           การเดินทางมาประชุมและคัดเลือกโบราณวัตถุเพื่อเตรียมการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษครั้งนี้ ประสบผลสำเร็จและได้รับความรู้จากการทัศนศึกษาทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังการจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่นที่มีระบบวิธีการบริหารจัดการระดับมาตรฐานสากล ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสองประเทศในโอกาสต่อไป               นางสาววิภารัตน์  ประดิษฐ์อาชีพ  ผู้จัดทำรายงานการเดินทางไปราชการ


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศสิงคโปร์ ๑.      ชื่อโครงการ  การคาดการณ์การเกิดน้ำท่วมในอนาคต: การสำรวจด้วยวิธีการในศาสตร์แขนงต่าง ๆ เพื่อการพยากรณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดน้ำท่วม (Future Floods: An Exploration of a Cross-Disciplinary Approach to Flood Risk Forecasting) ๒.     วัตถุประสงค์ ๒.๑ เพื่อเชิญผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ประกอบด้วย นักอุตุนิยมวิทยา วิศวกร นักภูมิศาสตร์ อาจารย์ด้านเภสัชศาสตร์ เจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัยที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการประเมินความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วม นักประวัติศาสตร์ นักจดหมายเหตุ ๒.๒ เพื่อมาร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ เสนอข้อมูล ผลงานการศึกษาวิจัย ผลงานการออกแบบโมเดลประเมินความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำท่วมในอนาคตและความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ๒.๓ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้เกี่ยวกับน้ำท่วมระหว่างกัน ๒.๔ เพื่อร่วมกันจัดทำสิ่งพิมพ์ที่ได้นำเสนอในการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ๒.๕ เพื่อร่วมวางแผนการประสานความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต ๓.      กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๒๖ – ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘   ๔.      สถานที่ Research Division Seminar Room (AS7 06-42, Faculty of Arts and Social Sciences, มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (The National University of Singapore, NUS Kent Ridge Campus)   ๕.      หน่วยงานผู้จัด ประกอบด้วย ๒ หน่วยงาน คือ ๕.๑ The National University of Singapore - Faculty of Arts and Social Sciences - Environment Research Cluster - The Institute of Water Policy - Lee Kuan Yew School of Public Policy ๕.๒ องค์กรความเสี่ยงระดับโลก (AON Benfield Asia Pte. Ltd.) ๖.      กิจกรรม ประชุมเชิงปฏิบัติการ ๒ วัน ประกอบด้วย การประชุมเชิงปฏิบัติการ วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ การคาดการณ์การเกิดน้ำท่วมในอนาคต: การสำรวจด้วยวิธีการในศาสตร์แขนงต่าง ๆ เพื่อการพยากรณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดน้ำท่วม (Future Floods: An Exploration of a Cross-Disciplinary Approach to Flood Risk Forecasting) ๐๙.๐๐ – ๐๙.๓๐ น.  ลงทะเบียน ๐๙.๓๐ – ๑๐.๐๐ น.  กล่าวต้อนรับและบรรยายความเป็นมาของโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ วาระที่ ๑  วิธีการที่อุตสาหกรรมประกันภัยคาดการณ์เพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดน้ำ  ท่วม (Panel One:  The Insurance Industry’s Approach to Flood Forecasting      Chaired by Kieran Dunne)           ๑๐.๐๐ – ๑๑.๐๐ น.  Flooding in Singapore                                    By Clair Kennedy           ๑๑.๐๐ – ๑๑.๓๐ น.  Historical Flood Scenarios – How effective for loss estimation?                                     By Sastry Dhara            ๑๑.๓๐ – ๑๒.๐๐ น.   Realistic disaster scenario development of Asia                                    By Bachu Radha and Krishna Murthy         ๑๒.๐๐ – ๑๒.๓๐ น. Catastrophe Models                                   By Brad Weir           ๑๒.๓๐ – ๑๓.๐๐ น.  ถาม/ตอบ อภิปราย                                    By Kieran Dunne วาระที่ ๒ : การพยากรณ์น้ำท่วม: วิธีการ, แบบจำลอง และความท้าทาย  (Panel Two: Flood Forecasting: Method, Models and Challenges) Chaired by Brain Mcadoo           ๑๔.๐๐ – ๑๔.๓๐ น.  Don parametric flood frequency analysis                                    By Santhosh Dronamraju           ๑๔.๓๐ – ๑๕.๐๐ น.   Current challenges in flood modeling faced by the insurance                                    industry by   Marie Delalay           ๑๕.๐๐ – ๑๕.๓๐ น.  ถาม/ตอบ และอภิปราย             วาระที่ ๓ : การศึกษาในภูมิภาค: วิธีการ กรณีศึกษา เทือกเขาหิมาลัยและมาเลเซีย                    (Panel Three: Regional Studies: Methods and the Himalaya & Malaysia                    Chaired by Robert Wasson)             ๑๕.๓๐ – ๑๖.๐๐ น. Application of Optically Stimulated Luminescence Dating                                      Technique in understanding the fluvial landscape of Himalaya                                      By Pradeep Srivastava           ๑๖.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. Paleoflood records in Himalaya                                    By Pradeep Srivastava           ๑๖.๓๐ – ๑๗.๐๐ น. Historic Flood Records in Colonial Malaya: Sources and                                    Context by Fiona Williamson           ๑๗.๐๐ – ๑๗.๓๐ น  ถาม/ตอบ อภิปราย by Robert Wassan                      การประชุมเชิงปฏิบัติการ วันศุกร์ ที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘             ๐๙.๐๐ – ๐๙๓๐ น. บรรยายเกริ่นนำการประชุมเชิงปฏิบัติการในวาระที่ ๔ และวาระที่ ๕   วาระที่ ๔: การศึกษาในภูมิภาค: การศึกษาวิจัยน้ำท่วมในพื้นที่ประเทศไทย             (Panel Four: Regional Studies: Methods and Thailand)                               Chaired by Elisha Teo                      ๐๙.๓๐ – ๑๐๐๐ น. การศึกษาวิจัยเรื่องน้ำท่วมใหญ่จากการวิเคราะห์ชั้นตะกอนในก้อนหินจากแม่น้ำปิง  ประเทศไทย (Estimating Flood Discharges From Boulders With An Example From The Ping River System Thailand) โดย Lim Han She นักวิจัย มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ๑๐.๐๐ – ๑๐.๓๐ น. ประวัติศาสตร์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาของประเทศไทยที่มีการอ้างอิงว่ามีสาเหตุมาจากแม่น้ำปิงและผลจากปัญหาเชิงนโยบาย (A History of Large Floods in the Chao Phraya Catchment with Particular Reference to the Ping River, Thailand, and Some Policy Implication) โดย Robert Wassan ๑๑.๓๐ – ๑๒.๐๐ น. การประเมินความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมที่มีผลต่อตลาดการค้าข้าวของโลก: การวิเคราะห์สถานการณ์สภาพอากาศ (Flood Risk Assessment for Thailand Rice Supply-Chan: Climate Scenario Analysis) โดย Poon Thiengburanathum           ๑๑.๐๐ – ๑๑.๓๐ น. หลักฐานทางประวัติศาสตร์เรื่องน้ำท่วมในประเทศไทย (Documentary                                      Evidence of Floods in Thailand) by นันทกา พลชัย           ๑๑.๓๐ – ๑๒.๐๐ น. การค้นคว้าเอกสารจดหมายเหตุเรื่องน้ำท่วม : กรณีตัวอย่างของการ                                    ค้นคว้าในหอจดหมายเหตุประเทศไทย (Historical Archives in                                       Researching Floods: Example the National Archives of                                      Thailand) โดย วรนุช วีณะสนธิ ๑๒.๐๐ – ๑๒.๓๐ น. ความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมโดยวิเคราะห์เขื่อนกั้นน้ำ กรณีศึกษาในลุ่ม                           แม่น้ำเจ้าพระยา (Flood Risk Analysis Considering Fluvial Dyke                          Systems: A Case Study in the Chao Phraya River Basin)                            โดย Julien Oliver             ๑๒.๓๐ – ๑๓.๐๐ น. ถาม / ตอบ อภิปราย by Elisha Teo                           วาระที่ ๕:  ขั้นตอนที่จะดำเนินการต่อไป (Panel Five: Next Steps)                                   by Chaired by Alan Ziegler               ๑๔.๐๐ – ๑๔.๓๐ น. การวางแผนจัดพิมพ์เอกสารการประชุมเชิงปฏิบัติการ (A Plan for A                                      Publication from the Workshop) โดย Alan Ziegler           ๑๔.๓๐ – ๑๕.๓๐ น. แนวความคิดในการประสานความร่วมมือระหว่างกัน(Idea for Research                                      Collaboration โดย Adityam Krovvidi           ๑๕.๓๐ – ๑๖.๐๐ น.  พิธีปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ   ๗.      คณะผู้แทนประเทศไทยจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร มี ๒ คน คือ ๗.๑ นางสาวนันทกา พลชัย นักจดหมายเหตุชำนาญการพิเศษ บรรยายในหัวข้อ Documentary Evidence of Floods in Thailand ๗.๒ นางสาววรนุช วีณะสนธิ นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ บรรยายในหัวข้อ Historical Archives in Researching Floods: Example the National Archives of Thailand ๘.     สรุปสาระของกิจกรรม สถานการณ์น้ำท่วมในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้สร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น เป็นผลมาจากการเกิดน้ำท่วมมีความถี่เพิ่มสูงขึ้น น้ำท่วมมีขนาดใหญ่ขึ้นและได้สร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและผลกระทบที่มีต่อมนุษย์ สัตว์ พืช ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อมมีมากยิ่งขึ้น ทำให้มีความจำเป็นต้องหาวิธีการศึกษาเพื่อคาดการณ์การเกิดน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตที่แม่นยำ ซึ่งการประเมินเหตุการณ์น้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นงานที่ท้าทายอย่างมาก เนื่องจากข้อมูลหลักฐานและสถิติที่จะนำมาคำนวณมีไม่มากเพียงพอ โดยเฉพาะการคำนวณความเสี่ยงในการประกันน้ำท่วมของโรงงานอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าทรัพย์สินมหาศาล  การประชุมเชิงปฏิบัติการนี้ได้นำผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มารวมตัวกันเพื่อนำเสนอข้อมูลน้ำท่วมทั้งในเชิงอุทกศาสตร์แบบดั้งเดิม และข้อมูลสมัยใหม่ในการวิเคราะห์รูปแบบและความเสี่ยงของการเกิดน้ำท่วมในเชิงอุทกศาสตร์/ สถิติธรณีสัณฐาน / ธรณีวิทยา/ อุตุนิยมวิทยา /ประวัติศาสตร์ และจดหมายเหตุ วาระการประชุมเริ่มต้นด้วยการนำเสนอโดยบริษัทอุตสาหกรรมประกันภัย ซึ่งได้จัดyทำแบบจำลองความเสี่ยงสำหรับการพยากรณ์น้ำท่วมจากสถานการณ์น้ำท่วมที่สำคัญในประวัติศาสตร์และสถานการณ์ภัยพิบัติจริง ความท้าทายที่สำคัญสำหรับการสร้างแบบจำลองความเสี่ยงคือ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องมีการจัดเก็บข้อมูลให้ครบถ้วนรอบด้าน ทั้งข้อมูลดั้งเดิม และข้อมูลใหม่ ทั้งโดยนำองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ประกอบการศึกษา ซึ่งเป็นความท้าทายในการศึกษาที่จะให้ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด แม่นยำทึ่สุด   น้ำท่วมในอนาคต: การสำรวจด้วยวิธีการในศาสตร์แขนงต่าง ๆ เพื่อคาดการณ์การประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม วาระที่ ๑  วิธีการที่อุตสาหกรรมประกันภัยคาดการณ์เพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วม   เรื่องที่ ๑ น้ำท่วมในสิงคโปร์  โดย Claire Kennedy นักวิเคราะห์อาวุโสด้านอุตุนิยมวิทยา   Claire Kennedy ได้นำเสนอการศึกษาค้นคว้าเรื่องน้ำท่วมในสิงคโปร์ โดยได้ค้นคว้าและตรวจสอบสภาพภูมิอากาศของประเทศสิงคโปร์จากหลักฐานแผนภูมิสภาพอากาศและสถิติ ที่เป็นสาเหตุของการเกิดน้ำท่วม และได้ตรวจสอบเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งสำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์น้ำท่วมในเดือนธันวาคมปี ๑๙๖๙ และปี ๑๙๗๘  ที่มีผู้เสียชีวิต ๑๒ คน และทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่สำคัญ  การนำเสนอครั้งนี้ จะดูที่สถานการณ์น้ำท่วมในประเทศสิงคโปร์ในปัจจุบัน และพยายามที่จะมองเชื่อมโยงในบริบทใหญ่ของเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ มาเลเซีย, ไทย และอินโดนีเซีย เพื่อหาข้อสรุปโดยตรวจสอบเหตุการณ์น้ำท่วมในอดีตและมองไปในอนาคตเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมที่อาจจะสร้างความเสียหายให้ประเทศสิงคโปร์ในอนาคต   สถานการณ์น้ำท่วมในประวัติศาสตร์ – วิธีการประมาณค่าการสูญเสียอย่างมีประสิทธิภาพ Historical Flood Scenarios – How effective for loss estimation? โดย Sastry Dhara ผู้อำนวยการด้านการประเมินค่าความเสียหาย   Sastry Dhara เสนอสถานการณ์น้ำท่วมในประวัติศาสตร์ที่ทำให้มองเห็นภาพรวมของการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นอีก การสร้างแบบจำลองการสูญเสียจากน้ำท่วมมีการพัฒนาน้อยกว่าการสร้างแบบจำลองการสูญเสียที่เกิดจากแผ่นดินไหวและพายุไต้ฝุ่น การพัฒนารูปแบบความน่าจะเกิดขึ้นจากข้อมูลสถานการณ์น้ำท่วมในประวัติศาสตร์นั้นมีประโยชน์ต่อการสร้างแบบจำลองน้ำท่วมสำหรับอุตสาหกรรมประกันภัยในภูมิภาคนี้ ซึ่งสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ในการสร้างสถานการณ์ที่เป็นกรณีศึกษาจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในภูมิภาค   การพัฒนาสถานการณ์ภัยพิบัติจริงสำหรับเอเชีย (Realistic Disaster Scenario (EDS) Development for Asia) โดย Bachu Radha Krishna Murthy, นักอุทกวิทยาพื้นฐาน Principle Hydrologist, AON Benfield Ptd. Ltd.   การสร้างแบบจำลองจากเหตุการณ์ภัยพิบัติจริงที่เกิดขึ้นในเอเชียในปี ๒๐๑๑ แผ่นดินไหว Tohoku น้ำท่วมในประเทศไทยและแผ่นดินไหวที่นิวซีแลนด์ เพื่อพยากรณ์ผลกระทบ และวิเคราะห์ช่วงความถี่ของการเกิดเหตุการณ์เพื่อเตรียมรับมือภัยพิบัติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับการแก้ปัญหาความเสี่ยงในการบริหารจัดการทุนและโครงสร้างการรับประกันภัยทรัพย์สิน โดยได้ศึกษาครั้งแรกในเอเชียนอกประเทศญี่ปุ่น ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม และประเทศจีน และการสร้างแบบจำลองที่มีรายละเอียด รวมถึงคำนิยามสถานการณ์การประเมินอันตราย และการวิเคราะห์ความเสี่ยงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กำหนดระยะเวลา  ๕๐ ปี ๑๐๐ ปี และ ๒๕๐ ปีี ซึ่งสามารถใช้ในเชิงพาณิชย์ อุตสาหกรรมทั่วไป นิคมอุตสาหกรรม และพอร์ตการลงทุนด้านวิศวกรรม ซึ่งข้อมูลที่ได้จะช่วยให้ผู้ประกันมองเห็นความเสี่ยงที่มีการเปรียบเทียบจากเหตุการณ์จริงที่ได้สร้างแบบจำลองให้เห็นได้อย่างชัดเจน    Catastrophe Models โดย Brad Weir, หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ AON Benfield Ptd. Ltd.    Brand Weir ได้เสนอว่าเป็นเวลาเกือบยี่สิบปีที่แบบจำลองภัยพิบัติ CAT ได้ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมประกันภัยสำหรับการประเมินการสูญเสียของผู้ประกันที่คาดว่าจะเกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่นแผ่นดินไหว พายุไต้ฝุ่นหรือน้ำท่วม ในช่วงปลายทศวรรษที่ ๑๙๘๐ แบบจำลองภัยพิบัติ CAT ซึ่งใช้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับการประเมินความถี่ ความรุนแรงของความเสี่ยงจากการเกิดภัยพิบัติแผ่นดินไหวได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมประกันภัยหลังจากที่พายุเฮอริเคนแอนดรูถล่มไมอามี่ในปี ๑๙๒๑  ก่อให้กิดการสูญเสียของผู้ประกันที่มีมูลค่าสูงที่สุด ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ในอดีต มีเพียงแบบจำลองภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวและพายุ ในขณะที่น้ำท่วมเป็นภัยพิบัติใหม่ เนื่องจากมีเหตุการณ์น้ำท่วมที่รุนแรงในไม่กี่ปีมานี้ แต่ข้อมูลที่จำเป็นในการสร้างแบบจำลองน้ำท่วมยังคงเป็นความท้าทายที่จะหาข้อมูลที่เหมาะสมได้อย่างถูกต้อง เพื่อเป็นตัวแทนของภัยพิบัติจากน้ำท่วมที่มีปริมาณน้ำฝนในระดับสูงและข้อมูลการวัดน้ำท่วมทั้งในแง่ของความรุนแรงและความถี่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการวิเคราะห์ภัยพิบัติ ดังนั้นนักพัฒนาแบบจำลองน้ำท่วมต้องมองจากหลากหลายวิธีการ และพยายามหาวิธีที่เชื่อถือได้ในการสร้างแบบจำลองน้ำท่วมสำหรับการประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ ในพื้นที่ที่แตกต่างกันทั่วเอเชีย   วาระที่ 2 : การพยากรณ์น้ำท่วม: วิธีการ, แบบจำลอง และความท้าทาย                                                การวิเคราะห์ความถี่การเกิดน้ำท่วม Non-parametric Flood Frequency Analysis โดย Santhosh Dronamraju นักวิจัย Research Analyst, AON Benfield Pte. Ltd.   Santhosh Dronamraju ได้เสนอว่าน้ำท่วมทำให้เกิดความเสียหายอย่างกว้างขวางต่อชีวิตและทรัพย์สินในส่วนต่าง ๆ ของโลก จึงมีความสำคัญยิ่งในการพัฒนาวิธีการที่มีประสิทธิภาพสำหรับการออกแบบการประเมินความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วม เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น การศึกษาด้านอุทกศาสตร์สำหรับวิเคราะห์การเกิดน้ำท่วมมุ่งเน้นไปที่การประมาณค่าความถี่และความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องของปริมาณกระแสน้ำไหลและปริมาณน้ำท่วมสูงสุด ณ จุดที่กำหนด    ความท้าทายในปัจจุบันในการสร้างแบบจำลองน้ำท่วมของอุตสาหกรรมประกันภัย  (Current Challenges in Flood Modeling Faced by the Insurance Industry โดย Marie Delalay ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการคำนวณค่าการประกันภัย   Marie Delalay ได้เสนอการสร้างแบบจำลองทางภูมิศาสตร์เพื่อเป็นกรอบการวิจัยภัยพิบัติน้ำท่วม โดยได้อธิบายองค์ประกอบและข้อจำกัดของรูปแบบการเกิดน้ำท่วมที่พบมากที่สุดในอุตสาหกรรมประกันภัย แบบจำลองจะประกอบด้วย ๓ โมดูล โมดูลแรกคือ โมดูลที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์อันตรายจากข้อมูลเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ โมดูลที่ ๒ การกระจายความเสี่ยงของการสูญเสีย และโมดูลที่ ๓ ผลกระทบทางการเงิน ทั้งสามโมดูลแสดงได้เพียงบางส่วนของรูปแบบน้ำท่วม เนื่องจากข้อจำกัด ดังนี้ ขาดข้อมูลเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้ ขาดข้อมูลประสบการณ์การสูญเสีย และขาดข้อมูลเกี่ยวกับข้อผิดพลาดในกระบวนการทำงาน   วาระ ๓ การศึกษาในภูมิภาค: วิธีการ กรณีศึกษา เทือกเขาหิมาลัยและมาเลเซีย           การประยุกต์ใช้เทคนิคเรืองแสงในการศึกษาสภาพพื้นที่ของแม่น้ำในเทือกเขาหิมาลัย   โดย Pradeep Srivastava นักวิทยาศาสตร์ สถาบัน Wadia of Himalayan Geography           Pradeep Srivastava ได้เสนอเทคนิคพลังงานเรืองแสงในการศึกษาโครงสร้างชั้นหินที่สะท้อนให้เห็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น โดยปกติวิธีการนี้จะนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการศึกษาลำดับการตกตะกอนชั้นหินในแม่น้ำ น้ำแข็ง แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ การนำเสนอการประยุกต์ใช้เทคนิควิธีในการทำความเข้าใจสภาพทางภูมิศาสตร์ของเทือกเขาหิมาลัย โดยเริ่มจากการสำรวจภาคสนาม ค้นคว้าเอกสารจดหมายเหตุธรณีสัณฐานวิทยา การก่อตัวของชั้นดินในหุบเขา แม่น้ำสำคัญ และการศึกษาผลงานของผู้เขียนอื่น ๆ                บันทึกการเกิดน้ำท่วมใหญ่ในเทือกเขาหิมาลัย โดย Pradeep Srivastava นักวิทยาศาสตร์ สถาบัน Wadia of Himalayan Geography           Pradeep Srivastava ได้เสนอว่าน้ำท่วมทำให้เกิดการกัดเซาะดินอย่างสำคัญ และทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดินที่น้ำนำตะกอนดินมาทับถม ทำให้ผู้คนจำนวนมากเข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ ซึ่งเป็นความเสี่ยงภัยพิบัติจากกระแสน้ำท่วมบ่า ใน ค.ศ. ๒๐๑๓ น้ำท่วมได้คร่าชีวิตคน ๖,๐๐๐ คน และสร้างความเสียหาย ๒๕๐ ล้านดอลลาร์หสรัฐ ฉะนั้นเหตุการณ์น้ำท่วมแต่ละครั้งต้องการการศึกษาที่ดี การคาดการณ์น้ำท่วม การวางแผนเตรียมการ การประเมินสภาพภูเขา กระแสน้ำตามหลักภูมิศาสตร์           กรณีศึกษาเทือกเขาหิมาลัยเมื่อ ๑,๐๐๐ ปี จากตะกอนชั้นหิน แสดงให้เห็นว่าได้เคยมีการเกิดน้ำท่วมใหญ่บ่อยครั้ง การศึกษาต้นน้ำ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่คร่าชีวิตและทรัพย์สิน ใน ค.ศ. ๑๘๙๙, ๑๙๕๐ และ ๑๙๖๘           กรณีศึกษาที่ Ladakh Himalaya ว่าเกิดจากอิทธิพลของกระแสน้ำเหนือระดับน้ำปกติ และอิทธิพลของพายุ ซึ่งความสูงของกระแสน้ำเทียบเท่าหายนะน้ำท่วมใน ค.ศ. ๒๐๑๐           เอกสารจดหมายเหตุเกี่ยวกับน้ำท่วมในอาณานิคมมาลายา: แหล่งข้อมูลและเนื้อหาสาระ โดย Fiona Williamson อาจารย์อาวุโส มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์           Fiona Williamson ได้เสนอข้อมูลจดหมายเหตุเกี่ยวกับน้ำท่วม เป็นข้อมูลการวัดปริมาตรน้ำแบบดั้งเดิมเพื่อการวิเคราะห์และคาดการณ์ จากเอกสารที่ค้นคว้าได้แสดงให้เห็นความถี่ สถานที่ สาเหตุและขนาดของน้ำท่วมที่ผ่านมา ซึ่งวิธีการแบบดั้งเดิมทางอุทกศาสตร์ได้วิเคราะห์น้ำท่วมและการคาดการณ์ นักวิชาการมาเลเซียไม่ได้สนใจศึกษาเรื่องน้ำท่วมอย่างเป็นระบบก่อนปี ค.ศ. ๑๙๕๐ ในที่นี้ได้ศึกษาประวัติศาสตร์น้ำท่วมของแหลมมลายูในยุคอาณานิคมจากเอกสารของอังกฤษขณะปกครองอาณานิคม หนังสือพิมพ์ร่วมสมัย รายงานของทางราชการจากหอจดหมายเหตุและหอสมุดประเทศมาเลเซีย กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และประเทศสิงคโปร์ ทำให้ทราบรายละเอียดความสูงของน้ำท่วม ระยะเวลา ผลกระทบต่อสังคมท้องถิ่น เชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมของมนุษย์และความรุนแรงของน้ำท่วมที่เพิ่มขึ้น ที่จะส่งผลการะทบต่อชีวิตและ ทรัพย์สิน                 วาระที่ ๔ การศึกษาในภูมิภาค: วิธีการและประเทศไทย           การศึกษาวิจัยเรื่องน้ำท่วมใหญ่จากการวิเคราะห์ชั้นตะกอนในก้อนหินจากแม่น้ำปิง  ประเทศไทย โดย Lim Han She นักวิจัย มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์           Lim Han She ได้เสนอผลการศึกษาก้อนหินขนาดใหญ่ที่กระแสน้ำแม่น้ำปิงได้พัดเคลื่อนย้ายมาอีกที่หนึ่ง โดยการศึกษาเชิงประจักษ์และฟิสิกส์สัณฐานในการประเมินและการเริ่มต้นเคลื่อนย้ายก้อนหิน จากสมการไฮโดรลิคในการประเมินการเคลื่อนย้ายก้อนหิน ก้อนหินที่กลมเกลี้ยงและกึ่งโค้งมนแสดงให้เห็นการถูกเคลื่อนย้ายโดยกระแสน้ำท่วม ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าน้ำท่วมที่ย้ายก้อนหินขนาดใหญ่เช่นนี้ได้จะต้องมีระดับน้ำที่มีความสูงเกิน ๑ เมตร           ประวัติศาสตร์น้ำท่วมใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาของประเทศไทยที่มีการอ้างอิงว่ามีสาเหตุมาจากแม่น้ำปิงและผลของปัญหาเชิงนโยบาย โดย Robert James Wassan ศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์           Robert Wassan เสนอว่าเอกสารพงศาวดารเกี่ยวกับน้ำท่วมของแม่น้ำปิงขาดความน่าเชื่อถือ และมีข้อความสั้นเกินไปไม่สามารถนำมาใช้ในการศึกษาวิเคราะห์ได้ จึงต้องศึกษาโดยวิธีการอื่น ๆ อาทิ การศึกษาจากวงแหวนต้นไม้ ตะกอนน้ำท่วม การศึกษาทางธรณีวิทยา เป็นต้น           การศึกษาน้ำท่วมใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ๑๓ ครั้ง ระหว่าง ค.ศ. ๑๗๘๕ - ๒๐๑๑ จะเห็นว่าเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูฝน โดยจะเกิดจากพายุไซโคลนร้อยละ ๓๙ หลังจากช่วงอิทธิพลลานีญา ร้อยละ ๑๕ เกิดขึ้นในระหว่างอิทธิพลเอลนีโญ และร้อยละ๗ เกิดขึ้นในช่วงระหว่างอิทธิพลลานีญา และเอลนีโย  ร้อยละ ๓๑ เกิดขึ้นจากปริมาณน้ำฝน ร้อยละ ๗๕ เกิดขึ้นในฤดูฝนในช่วงที่แม่น้ำปิงไหลมารวมเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาและไหลมาถึงกรุงเทพฯ           จากการศึกษาตะกอนน้ำท่วมทำให้ทราบว่า แม่น้ำปิงทำให้เวียงกุงกามและเชียงดาวได้เกิดน้ำท่วมใหญ่ ๓ ครั้ง คือ ปี ๕๕๒ ๑๔๖๔ และ๑๖๕๘           จากการศึกษาพบว่าในปี ๑๘๓๑ แม่น้ำปิงได้ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่กรุงเทพ ฯ ซึ่งวัดระดับน้ำได้สูงที่สุดเท่าที่เคยเกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพ ฯ           โดยสรุป ประวัติศาสตร์อันยาวนาน ๖๐๐ ปี ได้มีการบันทึกเรื่องน้ำท่วมใหญ่ไว้ โดยดูเหมือนจะมีสาเหตุจากปริมาณน้ำจำนวนมากไหลจากทางภาคเหนือมาท่วมกรุงเทพ ฯ จากอิทธิพลของพายุไซโคลน และดูเหมือนว่าอิทธิพลของปรากฎการณ์ลานีญาจะทำให้น้ำท่วมมีปริมาณมากยิ่งขึ้น           การประเมินความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมที่มีผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการค้าข้าวของประเทศไทย : การวิเคราะห์สภาพอากาศ (Flood Risk Assessment for Thailand Rice Supply-Chain: Climate Scenario Analysis) โดย พูน เทียนบุรณธรรม รองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่           แนวโน้มความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมในประเทศไทยมีเพิ่มมากขึ้น และมีความถี่เพิ่มขึ้น ผลกระทบไม่เพียงแต่จะเกิดในท้องถิ่น แต่กลายเป็นพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด โดยนายพูนได้นำเสนอให้เห็นภาพห่วงโช่การปลูกข้าวเพื่อส่งออกขายในตลาดโลก และความเสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วมที่มีผลกระทบต่ออุปสงค์และอุปทานการค้าข้าวของโลก           หลักฐานทางประวัติศาสตร์เรื่องน้ำท่วมในประเทศไทย (Document Evidence of Flood in Thailand) โดย นันทกา พลชัย นักจดหมายเหตุ ชำนาญการพิเศษ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ           จดหมายเหตุได้มีการบันทึกเรื่องน้ำท่วมมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยแบ่งออกได้เป็น ๓ กลุ่ม คือ พงศาวดารก่อน พ.ศ. ๒๔๑๑ บันทึกการเดินทางของชาวต่างชาติ ก่อน ค.ศ. ๒๔๑๑ และเอกสารจดหมายเหตุ           บันทึกการเดินทางที่สำคัญคือ บันทึกการเดินทางของลาลูแบร์ ราชทูตพระเจ้านโปเลียนที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้เขียนรายละเอียดเกี่ยวกับสภาพภูมิประเทศของสยามไว้โดยละเอียด ว่าสยามเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำหลายสาย มีฤดูร้อนและฤดูฝน ผู้คน บ้านเรือน และสภาพน้ำท่วมในหน้าน้ำหลากเป็นวิถีชิวิตของชาวสยามที่คุ้นชินมาแต่ดั้งเดิม           สภาพพื้นที่ประเทศไทยเป็นภูเขาทางภาคเหนือ และที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงในภาคกลาง แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ได้ไหลมารวมตัวที่นครสวรรค์ จากนั้นได้แยกเป็น ๓ สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางประกง และแม่น้ำท่าจีน ไหลลงมาออกอ่าวไทย สภาพความเจริญเติบโตของเมือง ประชากร ความจำเป็นในการใช้พื้นที่เพื่ออยู่อาศัย ถนนหนทาง เขตอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่เดิมเคยเป็นที่ลุ่มรองรับน้ำท่วมในหน้าน้ำ เมื่อประสบปัญหาพายุที่เข้ามาจำนวนมาก ทำให้เกิดปริมาณน้ำมาก ประกอบกับน้ำทะเลหนุนจึงเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายมหาศาล เอกสารจดหมายเหตุได้แสดงให้เห็นการเกิดน้ำท่วมครั้งสำคัญ ใน พ.ศ. ๒๔๖๐ และ ๒๔๘๕ การค้นคว้าเอกสารจดหมายเหตุเรื่องน้ำท่วม : กรณีตัวอย่างของการค้นคว้าในหอจดหมายเหตุประเทศไทย (Historical Archives in Researching Floods: Example the National Archives of Thailand) โดย วรนุช วีณสนธิ เจ้าหน้าที่โสตทัศนจดหมายเหตุ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เอกสารจดหมายเหตุเป็นหลักฐานชั้นต้นที่สำคัญที่ให้ข้อมูลน้ำท่วม ทั้งเหตุที่เกิด ผลกระทบ หอจดหมายเหตุแห่งชาติมีเอกสารจดหมายเหตุที่เกี่ยวกับน้ำท่วม ตลอดจน ภาพ แผนที่ แบบแปลน และภาพยนตร์  โดยได้ยกตัวอย่างเอกสารจดหมายเหตุเกี่ยวกับน้ำท่วม ใน ค.ศ. ๑๙๓๒ – ๑๙๓๗ ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่าการใช้ข้อมูลเอกสารจดหมายเหตุ การวิเคราะห์ ตีความ จะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ค้นคว้าเป็นสำคัญ Flood Risk Analysis Considering Flucial Dyke System: A Case Study in the Chao Phraya River Basin โดย Julien Oliver, วิศวกรแหล่งน้ำอาวุโส, ผู้จัดการโครงการ SG-MHS KHI Water & Environment, Singapore ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ มนุษย์ใช้พื้นที่ริมน้ำเป็นที่ตั้งบ้านเรือนอาศัย  ปัจจุบันคนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมือง และเมืองส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มที่น้ำท่วม จึงเกิดผลกระทบจากน้ำท่วมเป็นประจำ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทำให้เกิดฝนตกหนัก  ได้มีความพยายามจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วม แต่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้ปัญหาทวีคูณ โครงการนี้ได้ออกแบบโมเดล Digital Elevation Model โดยใช้ข้อมูลหลากหลาย ทั้งภาพถ่ายทางอากาศ โดยเฉพาะข้อมูลสถิติในเว็บไซต์แหล่งต่าง ๆ เพื่อให้โมเดลเหมาะสมกับพื้นที่ต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้เงื่อนไข สภาพอากาศในขณะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ข้อมูลน้ำทะเลหนุน ความล้มเหลวในการกั้นเขื่อนป้องกันน้ำท่วม ได้มีกรณีศึกษา โดยการทดลองแบบจำลองและผลกระทบความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประเทศไทย     ๙.                 ข้อเสนอแนะของการจัดกิจกรรม           ๙.๑ สมควรส่งเสริมให้นักจดหมายเหตุได้เป็นวิทยากรบรรยายในการประชุมระดับนานาชาตินอกเหนือจากการประชุมจดหมายเหตุซึ่งมีกำหนดวาระเป็นประจำอยู่แล้ว เพื่อสร้างสมประสบการณ์การทำงานวิชาการ ๙.๒ การเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการการประชุมระดับนานาชาติในสาขาวิชาต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้เอกสารหลักฐานข้อมูลจดหมายเหตุ เป็นการประชาสัมพันธ์เอกสารจดหมายเหตุและการเข้าไปมีส่วนร่วมในสถาบันการวิจัย ๙.๓ การรับฟังผลการศึกษาค้นคว้าของผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา ทำให้ทราบความต้องการหลักฐานข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์กับงานวิชาการจดหมายเหตุในการนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินงานในขั้นตอนการติดตามรับมอบเอกสาร การประเมินคุณค่าเอกสาร และการจัดหมวดหมู่เอการจดหมายเหตุออกให้บริการ ๙.๔ ได้มีโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์กับผู้เข้าร่วมสัมมนา ๙.๕ ได้มีการประสานการทำงานร่วมกันในอนาคต และต่อยอดการศึกษาค้นคว้าวิจัย ๙.๖ เปิดโอกาสให้ได้นำบทความวิชาการที่นำเสนอไปจัดพิมพ์เผยแพร่ในเอกสารวิชาการระดับนานาชาติ     นางสาวนันทกา พลชัย ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ


รายงานการเดินทางไปราชการประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว   ตามโครงการจัดทำแผนแม่บทอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเสมา จังหวัดนครราชสีมา     สมเดช ลีลามโนธรรม นักโบราณคดีชำนาญการ                    สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา ดำเนินการโครงการจัดทำแผนแม่บทอนุรักษ์และพัฒนาเมืองโบราณเสมา จังหวัดนครราชสีมา โดยว่าจ้างคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นผู้ศึกษา ซึ่งแนวทางการศึกษาได้กำหนดให้มีการศึกษาดูงานโบราณสถานในต่างประเทศ ๑ ครั้ง และในประเทศ ๑ ครั้ง เพื่อให้คณะทำงานและผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับความรู้และเข้าใจการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานและเมืองโบราณของประเทศใกล้เคียงและภายในประเทศ                คณะทำงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย                ๑. ข้าราชการและเจ้าหน้าที่จากสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา และสำนักโบราณคดี กรมศิลปากร                ๒. คณะอาจารย์และเจ้าหน้าที่จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม                ๓. ข้าราชการจากหน่วยงานในจังหวัดนครราชสีมา                ๔. ผู้แทนชุมชนเมืองโบราณเสมา                การศึกษาดูงานโบราณสถานในต่างประเทศ กำหนดให้มีการศึกษาโบราณสถานในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระหว่างวันที่ ๕ – ๗ มีนาคม ๒๕๕๘  โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้                ๑. จัดทำแผนการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองโบราณเสมา จังหวัดนครราชสีมา                ๒. ศึกษาโบราณสถานปราสาทวัดพูและเมืองโบราณเศรษฐปุระ  ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับชุมชนโบราณในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และเป็นโบราณสถานที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(UNESCO)                ๓. ศึกษาการอนุรักษ์และการบริหารจัดการโบราณสถานปราสาทวัดพูและเมืองโบราณเศรษฐปุระในฐานะของแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม                กิจกรรมหลักของการปฏิบัติราชการ                ๑. ศึกษาดูงานการอนุรักษ์และบริหารจัดการโบราณสถานปราสาทวัดพูและเมืองโบราณเศรษฐปุระ แขวงจำปาสัก ทางตอนใต้ของประเทศลาว โดยคณะได้เข้าพบและฟังการบรรยายประวัติ ที่มา แนวคิด การอนุรักษ์และการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลก จากนายบุนลับ แก้วกันยา(Bonlap Keokangna) ผู้อำนวยการห้องการคุ้มครองมรดกโลกจำปาสักวัดพู กระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว                ๒. ศึกษาดูงานโบราณสถานวัดพู เมืองโบราณเศรษฐปุระ เมืองจำปาสักเก่า ซึ่งแบ่งออกได้เป็น ๒ กลุ่ม ได้แก่ โบราณสถานประเภทวัด เช่น วัดเชียงทอง  พระธาตุภูศรี  วัดวิชุนราช  วัดใหม่สุวรรณภูมาราม  เป็นต้น  และโบราณสถานประเภทอาคารที่พักอาศัยซึ่งเป็นอาคารเก่าสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงที่ประเทศฝรั่งเศสปกครองประเทศลาว  ชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง                ๓. ศึกษาภูมิประเทศและสภาพทางธรรมชาติ ได้แก่ น้ำตกคอนพะเพ็ง น้ำตกหลี่ผี                ๔. สัมมนาเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ การอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเสมา จากการศึกษาเปรียบเทียบกับการอนุรักษ์และบริการจัดการโบราณสถานของรัฐบาลลาวที่ปราสาทวัดพูและเมืองโบราณเศรษฐปุระ สาระสำคัญของการศึกษาดูงาน สรุปได้ดังนี้                ๑. การศึกษาโบราณสถานโบราณสถานวัดพู เมืองโบราณเศรษฐปุระ เมืองจำปาสักเก่า ประเทศลาว ทำให้คณะทำงานได้รับความรู้ใหม่ๆ เข้าใจและเห็นภาพของชุมชนและโบราณสถานในวัฒนธรรมเขมรโบราณที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมเขมรโบราณในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย จากร่องรอยหลักฐานและรูปแบบของโบราณสถานที่หลงเหลืออยู่ การใช้พื้นที่ และการใช้งานที่ยังคงต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน หลักและแนวความคิดในการอนุรักษ์โบราณสถานของรัฐบาลลาว ยังคงรักษารูปแบบความเป็นของแท้ดั้งเดิม การให้ความเคารพศรัทธาในฐานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งสำคัญทางจิตใจของประชาชนที่มีส่วนช่วยในการดูแลรักษาโบราณสถาน                ๒. โบราณสถานวัดพู เมืองโบราณเศรษฐปุระ ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี ค.ศ.๒๐๐๑(พ.ศ.๒๕๔๔) โดยรัฐบาลลาวได้เสนอความสำคัญตามหลักเกณฑ์ ๕ ข้อ ดังนี้                    ข้อ ๑ แสดงถึงอัจฉริยะภาพในการสร้างสรรค์ของมนุษยชาติ                    ปราสาทวัดพูมีการวางผังที่เป็นสัญลักษณ์ทางศาสนากับภูมิทัศน์ทางธรรมชาติ เป็นผลงานสร้างสรรค์ทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมชั้นเลิศ เป็นหลักฐานที่ที่สมบูรณ์ที่แสดงให้เห็นการตั้งถิ่นฐานในรูปแบบของเมืองยุคแรกๆของภูมิภาค                    ข้อ ๒ นำเสนอจุดเปลี่ยนที่สำคัญของคุณค่าของมนุษย์ผ่านกาลเวลาหรือในพื้นที่วัฒนธรรมของโลก บนพัฒนาการทางสถาปัตยกรรมหรือเทคโนโลยี, อนุสรณ์สถาน, การวางผังเมืองหรือการออกแบบภูมิทัศน์                    ภูมิทัศน์ของที่ราบจำปาสักแสดงให้เห็นถึงการวางผังเมืองโบราณ, เทคนิคทางวิศวกรรม, การใช้พื้นที่ที่สะท้อนให้เห็นความเชื่อทางศาสนา การใช้พื้นที่เพื่อการเกษตรกรรม การดำรงชีวิตของชาวเมือง สถาบันทางสาสนาและชนชั้นสูงของสังคม หลักฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นถึงการขยายตัวและการวางผังเมืองเพื่อตอบสนองการใช้สอย โดยเมืองโบราณเศรษฐปุระเป็นเมืองโบราณที่ยังสามารถใช้ศึกษาในฐานะตัวแทนของเมืองที่การตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยในสมัยก่อนเมืองพระนครและสมัยเมืองพระนคร จึงจัดเป็นเมืองโบราณที่มีความสำคัญอย่างสูง นอกจากนี้การวางผังของเมืองยังแสดงให้เห็นการผสมผสานแนวความคิดทางศาสนาฮินดูและศรัทธาของพื้นที่เกี่ยวกับการนับถือน้ำและภูเขา                    ข้อ ๓ เป็นหลักฐานแสดงความเป็นเอกลักษณ์อย่างน้อยในความไม่เหมือนใครถึงประเพณีวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ยังคงอยู่หรือสูญหายไปแล้ว                    วัฒนธรรมเขมรเป็นวัฒนธรรมที่ทรงอิทธิพลมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพื้นที่จำปาสักเป็นพื้นที่ที่แสดงให้เห็นภาพรวมของทุกองค์ประกอบทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ วิถีชีวิต ศรัทาในศาสนา และแนวคิดทางวัฒนธรรมการปกครองที่สุญหายไปแล้ว                    ข้อ ๔ เป็นตัวแทนที่โดดเด่นของสถาปัตยกรรม รูปแบบอาคาร เทคโนโลยี ภูมิทัศน์ ซึ่งมีคุณค่าของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ                    ข้อ ๕ สามารถสัมผัสได้ของความสัมพันธ์ของเหตุการณ์สำคัญ ประเพณี แนวความคิด ความศรัทธา สุนทรีย์ และวรรณคดีที่มีคุณค่าโดดเด่น                    พื้นที่จำปาสักแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมทางศาสนาฮินดูที่ส่งผลต่อแนวความคิด เทคนิคทางวิศวกรรมเพื่อการสร้างศาสนสถานให้สมบูรณ์ตามคติจักรวาล ซึ่งแนวความคิดได้ถูกนำเสนอในรูปของสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ มีการประยุกต์เอาลักษณะทางกายภาพของธรรมชาติ ความเชื่อทางศาสนา แรงบันดาลใจของคนดั้งเดิมในพื้นที่ วิทยาการ จนกลายเป็นมาตรฐานทางศิลปกรรมแห่งศตวรรษและพัฒนาคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์                    นอกจากนี้ ในปัจจุบันปราสาทวัดพูเป็นพุทธสถานที่สำคัญของชาวจำปาสักและลาวตอนใต้ ตลอดจนแนวความเชื่อเรื่องผีและสิ่งศักดิ์สิทิ์ก็ยังปรากฏร่วมกันในพื้นที่ วัดพูเป็นพื้นที่ทางจิตวิญญาณ เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชุมชนท้องถิ่นมาโดยตลอด                    ซึ่งความสำคัญของวัดพูได้รับการพิจารณาและประเมินคุณค่าเข้าเกณฑ์ของมรดกโลก ๓ ข้อ ได้แก่                    ข้อ ๓ เป็นเอกลักษณ์หรือเป็นหลักฐานสำคัญทางด้านขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม หรือทางด้านวิวัฒนาการของวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่กำลังจะหมดไป                    ข้อ ๔ เป็นตัวอย่างลักษณะหรือรูปแบบของสิ่งก่อสร้าง การตกแต่งทางด้านสถาปัตยกรรมหรือทางเทคนิควิทยาการหรือเป็นภูมิทัศน์ซึ่งแสดงให้เห็นสถานภาพที่โดดเด่นทางด้านประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ                    ข้อ ๕ เป็นตัวอย่างลักษณะที่เด่นชัด ที่เกี่ยวข้องกับขนบธรรมเนียมประเพณี การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ การใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งบนบกและในทะเล ซึ่งเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมหรือปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ สิ่งแวดล้อมที่มีความเปราะบางหรือเสื่อมสลายได้ง่าย ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนะรรมที่ไม่สามารถกลับคืนดังเดิมได้                ๓. การกำหนดเขตในการอนุรักษ์มรดกโลกวัดพู จำปาสัก กำหนดไว้ดังนี้                    ๑.เขตปกป้องรักษาวัดพู จำปาสัก  มีเนื้อที่ ๓๙๐ ตารางกิโลเมตร                    ๒.เขตรักษาสภาพแวดล้อมทางศาสนา มีเนื้อที่ ๙๒ ตารางกิโลเมตร                    ๓.เขตอนุรักษ์เพื่อดำเนินการศึกษาค้นคว้าด้านโบราณคดี มีเนื้อที่ ๒๑ ตารางกิโลเมตร                    ๔.เขตอนุรักษ์คุ้มครองอย่างเข้มข้น มีเนื้อที่ ๒.๘๕ ตารางกิโลเมตร                ๔. แนวทางการบริหารจัดการโบราณสถานของรัฐบาลลาว                    ๔.๑ การดำเนินการต่างๆ เช่น การเสนอชื่อเพื่อขึ้นเป็นมรดกโลก แผนปฏิบัติการ ทางรัฐบาลยังได้ให้ความสำคัญกับประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณา สร้างความร่วมมือกับประชาชน มีการประชุมร่วมกัน โดยรัฐบาลดำเนินการบริหารจัดการโบราณสถาน และให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในด้านการบริการ เช่น ร้านค้า ห้องน้ำ                    ๔.๒ การอนุรักษ์เมืองโบราณเศรษฐปุระและปราสาทวัดพู                         เมืองโบราณเศรษฐปุระเป็นเมืองในวัฒนธรรมเขมรสมัยก่อนเมืองพระนคร ที่เรียกกันว่า เจนละ สันนิษฐานว่าตั้งขึ้นเมื่อราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๐ ตัวเมืองมีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด ๑.๘ x ๒.๔ กิโลเมตร มีกำแพงเมืองที่ก่อด้วยดิน ๒ ชั้น เมืองโบราณแห่งนี้ ในปัจจุบันมีการตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยร่วมอยู่ด้วย การอยู่อาศัยของชุมชนที่ซ้อนทับกับเมืองโบราณ ทางรัฐบาลจึงการกำหนดระเบียบการใช้พื้นที่ เพื่อการอนุรักษ์และคุ้มครองโบราณสถาน โดยคำนึงถึงประชาชนที่อยู่อาศัย และการสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่จะต้องได้รับการตรวจสอบจากรัฐบาลก่อน  ปัจจุบันมีการสร้างถนนสายใหม่เพื่อรองรับการท่องเที่ยวและลดจำนวนรถจากถนนสายเดิมที่ผ่านเข้าไปในตัวเมืองโบราณ                          ถัดจากเมืองเศรษฐปุระไปทางทิศตะวันตก เป็นที่ตั้งของปราสาทวัดพูซึ่งตั้งอยู่ที่ลาดเชิงเขาภูเก้า นักวิชาการสันนิษฐานว่าปราสาทหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ – ๑๗    และมีการสร้างต่อเนื่องมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘  อย่างไรก็ตามบริเวณวัดพู อาจมีการใช้พื้นที่หรือให้ความสำคัญเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นต้นมา                    ๔.๓ สร้างความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส อินเดีย เกาหลีใต้ ในการศึกษาทางโบราณคดี การวางแผนในการคุ้มครองและพัฒนาโบราณสถาน การบูรณะโบราณสถาน รวมทั้งการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ในการบูรณะโบราณสถาน                    ๔.๔ การบูรณะโบราณสถานใช้เทคนิคเดิมผสมผสาน เช่น ใช้สิ่วสกัดหินทรายเพื่อให้ปรากฏร่องรอยเหมือนในอดีต                ๕. การจัดแสดงโบราณวัตถุที่พบจากปราสาทวัดพูในอาคารสำนักงานมรดกโลก มีความเรียบง่าย คำบรรยายไม่มาก แต่โบราณวัตถุและที่จัดแสดง เช่น ประติมากรรม ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม ก็ให้ข้อมูลด้านโบราณคดีและวัฒนธรรมเขมรเป็นอย่างมาก และมีข้อปฏิบัติห้ามถ่ายภาพโบราณวัตถุ และมีข้อสังเกตประการหนึ่งว่า บริเวณอาคารสำนักงานและโบราณสถานวัดพูจะไม่ปรากฏตราสัญลักษณ์มรดกโลกมากนัก                 ๖. การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ได้มีการรวบรวมข้อมูล ความคิดเห็น มุมมอง และประสบการณ์ของคณะทำงานจากทั้งหน่วยงานของกรมศิลปากร สถาบันการศึกษา หน่วยงานในจังหวัดนครราชสีมาและท้องถิ่น  ในด้านการอนุรักษ์ การบริหารจัดการโบราณสถานประเภทชุมชนและเมืองโบราณ ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้จะใช้เป็นแนวทางหนึ่งในการจัดทำแผนแม่บทที่กำลังดำเนินการ                                 ข้อเสนอแนะ                การศึกษาโบราณสถานในพื้นที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์หรือมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกับโบราณสถานเมืองเสมา เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เนื่องจากคณะทำงานจะได้เข้าใจลักษณะ รูปแบบของโบราณสถาน การอนุรักษ์ การพัฒนาโบราณสถานที่มีรูปแบบและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน  รวมทั้งวิธีการอนุรักษ์และบริหารจัดการโบราณสถานที่มีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่างกัน                 


         “จารึกเมืองศรีเทพ” ตามประวัติระบุว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพบที่เมืองโบราณศรีเทพ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ ตรงกับ ร.ศ.๑๒๕ เมืองศรีเทพปัจจุบันอยู่ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จารึกนี้ส่งมาเก็บรักษาที่คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๐           มีลักษณะเป็นเสากลมรูปคล้ายตะปูหัวเห็ดหรือคล้ายดอกบัวตูม ทำจากหินทรายเนื้อละเอียด จารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต จำนวน ๑ ด้าน มี ๖ บรรทัด มีคำว่า “ขีลัง” ซึ่งแปลว่า “หลัก” โดยปรากฏในหนังสือเรื่อง เที่ยวที่ต่างๆ ภาค ๓ เล่าเรื่องเที่ยวมณฑลเพชรบูรณ์ พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ หน้า ๒๐ ความว่า            “ ...ศิลาจารึกพบที่เมืองศรีเทพครั้งนี้แปลกมาก สัณฐานคล้ายตะปูหัวเห็ด ข้างปลายที่เสี้ยมแหลมเป็นแต่ถากโคลน สำหรับฝังดินขัดเกลี้ยง แต่ที่หัวเห็ดจารึกอักษรไว้ที่นั้นเป็นอักษรคฤนถ์ชั้นก่อนหนังสือขอม แต่ตรงที่จารึกแตกชำรุดเสียมาก ได้เอาศิลานี้มาที่กรุงเทพ (หอวชิรญาณ) ให้อ่าน ดูเป็นภาษาสันสกฤตมีคำว่า ขีลัง ซึ่งแปลว่าหลัก จึงเข้าใจว่าศิลาแท่งนี้คือหลักเมืองศรีเทพแบบโบราณ เขาทำเป็นรูปตะปูตอกไว้ลงในแผ่นดิน ประสงค์ว่าให้มั่นคง...”  และต่อมานายชะเอม แก้วคล้าย มีการอ่านชำระใหม่  เป็นคำว่า “ขิลํ” จากถ้อยความว่า “เวตฺตย ขิลํ สโจทฺยม” แปลว่า  เขาเป็นผู้รู้ความรุ่งเรืองทั้งสิ้น           เนื่องจากเนื้อหินด้านหนึ่งของจารึกแตกหาย ข้อความจารึกแต่ละบรรทัดจึงเหลืออยู่เฉพาะช่วงกลาง เนื้อหาที่เหลือโดยสรุปกล่าวถึงการสรรเสริญบุคคลว่าเป็นผู้เปี่ยมด้วยความรู้และยังเป็นผู้มีธรรม ซึ่งอาจเป็นพระราชาหรือเชื้อพระวงศ์ที่ปกครองเมืองศรีเทพ ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๑     อ้างอิง กรมศิลปากร. “จารึกในประเทศไทย เล่ม ๑ อักษรปัลลวะ หลังปัลลวะ พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๔”. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ภาพพิมพ์, ๒๕๒๙. ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา.  “เรื่องเที่ยวที่ต่าง ภาค ๓ เล่าเรื่องเที่ยวมณฑล เพชรบูรณ์และเรื่องความไข้ เมืองเพชรบูรณ์”. กรุงเทพฯ: วิศัลย์การพิมพ์, ๒๕๑๙.   ดูรายละเอียดสำเนาจารึกได้ที่ : ฐานข้อมูลเอกสารโบราณ จารึก สมุดไทย http://manuscript.nlt.go.th/.../ctrlObjec.../mid/1855/id/207 หรือติดตามอ่านได้ในหนังสือที่ระลึก “คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ”


องค์ความรู้จากสำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่เรื่อง  แม่ข่า : ลำน้ำ – คู(เมือง) – คลอง และการจัดการน้ำเมืองเชียงใหม่เรียบเรียงโดย : นายสายกลาง  จินดาสุ นักโบราณคดีชำนาญการ                       กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่          แม่ข่า ลำน้ำสายนี้เป็นที่รู้จักในฐานะลำน้ำที่ไหลเลาะเลียบกำแพงเมืองเชียงใหม่ชั้นนอก   (กำแพงดิน) อดีตที่ผ่านมาน้ำแม่ข่าทรุดโทรมจากการใช้ประโยชน์ จนยากจะเชื่อว่าปัจจุบันลำน้ำสายนี้กำลังได้รับการพัฒนาจนดีขึ้นทั้งคุณภาพน้ำและพื้นที่ริมน้ำ ตัวตนของแม่ข่าถูกเข้าใจไปในหลายทาง บางคนบอกว่า แม่ข่าเป็นลำน้ำ บ้างบอกว่าเป็นคูเมือง อีกไม่น้อยบอกว่าเป็นคลอง แล้วแม่ข่าที่เรารู้จัก คืออะไรกันแน่ วันนี้เราจะมาย้อนอดีตและทำความเข้าใจตัวตน ที่มาที่ไปของแม่ข่าและความหมายคุณค่าที่ลึกซึ้งที่มีต่อเมืองเชียงใหม่          เมื่อพิจารณากายภาพของลำน้ำสายนี้ พบว่าแม่ข่า เกิดจากน้ำสาขาที่ไหลจากดอยสุเทพ โดยไหลมาทั้งจากน้ำแม่สา ห้วยชะเยือง-ห้วยตึงเฒ่า ห้วยแม่จอกหลวง-ห้วยแม่หยวก ห้วยช่างเคี่ยน-ห้วยแก้ว ไหลรวมเป็นลำน้ำแม่ข่า ไหลลงมาทางทิศใต้อ้อมเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันออกเลาะตามแนวกำแพงเมืองชั้นนอกและวกลงทางทิศใต้ไปบรรจบกับน้ำอีกสายคือ ลำคูไหว ที่ไหลเลาะตามแนวกำแพงเมืองชั้นนอกที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ (สำหรับท่านที่ไม่ใช่ชาวเชียงใหม่หรือไม่คุ้นเคยในกายภาพเมืองให้พยายามดูภาพแผนที่และภาพถ่ายทางอากาศเมืองเชียงใหม่ประกอบเพื่อความเข้าใจ) จากนั้นจึงไหลลงทางใต้ไปบรรจบกับแม่น้ำปิงทางใต้ของเวียงกุมกาม (เมืองที่พญามังรายสร้างก่อนการก่อตั้งเมืองเชียงใหม่)          ถ้าดูจากต้นทางที่แม่ข่าไหลมาก่อนเลาะเลียบริมกำแพงเมืองชั้นนอก แม่ข่าน่าจะเป็นลำน้ำ แต่ถ้าดูจากการที่แม่ข่าไหลเลาะเลียบกำแพงเมืองชั้นนอก แม่ข่าคือคูเมืองชั้นนอก (การสร้างกำแพงเมือง คูน้ำและคันดินกำแพงเมืองเป็นองค์ประกอบที่ต้องมีคู่กัน เมื่อขุดคูเป็นแนวเขต ดินที่ได้จากการขุดจะถูกนำมากองเป็นคันยาวไปตามแนวคู) และความเข้าใจในปัจจุบัน แม่ข่าส่วนที่ผ่านเมือง ถูกใช้ประโยชน์เป็นคลอง ที่หลายส่วนมีการดาดคอนกรีต          เพื่อความเข้าใจ เราจะย้อนไปดูที่เอกสารประวัติศาสตร์กันก่อน          ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ มีเนื้อความกล่าวถึง แม่ข่า 2 ตอนสำคัญ          ในสมัยพญามังราย ก่อนการสถาปนาเมืองเชียงใหม่ ในต้นพุทธศตวรรษที่ 19 มีเนื้อหากล่าวถึงชัยมงคล 7 ประการ ในการสร้างเมืองเชียงใหม่ และแม่ข่าก็ปรากฏอยู่ใน ชัยมงคลที่ 5          กล่าวคือ มีลำน้ำที่ไหลจากดอยสุเทพ โดยไหลขึ้นทางทิศเหนือ แล้ววกไปทางตะวันออก แล้วไหลลงใต้ จากนั้นจึงไหลไปทางตะวันออกเกี้ยวเวียงกุมกาม          จากเนื้อความนี้ แสดงให้เห็นว่า แม่ข่ามีสถานะเป็นลำน้ำตลอดทั้งสายตั้งแต่ต้นน้ำจากดอยสุเทพจนไหลอ้อมมาทางตะวันออก และไหลลงทางใต้และไหลไปทางตะวันตกเล็กน้อยอ้อมเวียงกุมกาม          และการกล่าวถึงแม่ข่าอีกครั้งหนึ่งในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 20 ที่ทำให้เราทราบว่า ลำน้ำสายนี้ นอกจากรู้จักกันในนามแม่ข่าแล้ว ยังถูกเรียกขานอีกชื่อว่า “แม่โท”          เนื้อความกล่าวถึง นางจีมคำ อัครมเหสีของพญากือนา ไปเวียงกุมกาม โดยการจะไปถึงเวียง    กุมกามนั้นต้องข้ามน้ำแม่โท เมื่อพิจารณาจะเห็นว่าลำน้ำแม่โทนั้นก็คือสายน้ำเดียวกับลำน้ำแม่ข่าที่ไหลลงมาทางใต้เมืองเชียงใหม่และไหลผ่านเวียงกุมกามทางตะวันตก ดังนั้นจึงสรุปในขั้นต้นได้ว่า ก่อนสร้างเมืองเชียงใหม่และหลังจากสถาปนาเมืองเชียงใหม่ในระยะแรก น้ำแม่ข่า หรือแม่โทนี้ มีสถานะเป็นลำน้ำสายหนึ่งที่อยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำปิง และไหลเป็นคู่ขนานกันไป          ทั้งนี้หลักฐานที่ช่วยคลี่ให้เห็นพัฒนาการของลำน้ำแม่ข่านี้ชัดเจนขึ้น คือ แผนที่ผังเมืองเชียงใหม่ และภาพถ่ายทางอากาศเมืองเชียงใหม่ ที่ถ่ายใน พ.ศ.2497          แผนที่ผังเมืองเชียงใหม่ ที่จัดทำขึ้นในสมัยรัชการที่ 5 แสดงให้เห็นแนวเส้นเชื่อมต่อระหว่างเวียงสวนดอกกับลำคูไหวทางตะวันตก และยังเห็นแนวเส้นอีกแนวที่เฉียงออกไปจากมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัดสวนดอก เมื่อเรานำภาพถ่ายทางอากาศเมืองเชียงใหม่และพื้นที่โดยรอบ พ.ศ.2497 มาพิจารณาเพิ่ม ก็จะเห็นภาพกว้างและพบบริบทที่มีนัยยะสำคัญมากขึ้น คือ แนวเส้นนั้นไปเชื่อมต่อกับแนวเส้นที่วางตัวในแนวเหนือใต้ที่อยู่เฉียงขึ้นไปอีก ที่สำคัญคือ แนวเส้นดังกล่าวนี้เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของคันดินรูปสี่เหลี่ยมที่ปัจจุบันตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่          คันดินที่กล่าวถึงนี้ ปัจจุบันคือ คันดินที่สันนิษฐานว่าเป็นสันอ่างเก็บน้ำโบราณ ที่ตั้งอยู่ติดรั้วด้านทิศตะวันออกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเหลืออยู่สองจุด คือคันดินด้านตะวันตก ด้านหลังอาคารสนามกีฬาในร่ม และคันดินด้านตะวันออกที่อยู่ใกล้รั้วด้านตะวันออกของมหาวิทยาลัยโดยขนานไปกับแนวรั้ว อ่างเก็บน้ำโบราณนี้ทำหน้าที่เสมือนแก้มลิงที่รับน้ำที่หลากลงมาจากดอยสุเทพ อ่างเก็บน้ำนี้มีคันบังคับน้ำให้น้ำเลี่ยงออกไปทางทิศใต้ ไม่เข้าปะทะเมืองเชียงใหม่โดยตรง ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าในแผนที่เมืองนครเชียงใหม่ ที่ประกอบในแผนที่แสดงพระราชอาณาเขตสยามและหัวเมืองประเทศราช พ.ศ.2443 แสดงให้เห็นว่าคันดินนี้เชื่อมต่อกับคูเวียงสวนดอกด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ          ดังนั้นทางน้ำที่ต่อเนื่องจากคูเวียงสวนดอกทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ไปที่ลำคูไหว ที่ปรากฏในแผนที่โบราณ จึงอาจเป็นองค์ประกอบหนึ่งในระบบการจัดการน้ำที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน จากทางตะวันตกของเมืองเชียงใหม่ที่เป็นดอยสุเทพ ถ่ายเทสู่พื้นที่แก้มลิงรับน้ำคืออ่างเก็บน้ำโบราณในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากนั้นจึงถ่ายเทน้ำ ออกไป 2 ส่วน โดยส่วนแรกเข้าคูเมืองสวนดอก และถ่ายลงสู่คูเมืองชั้นนอกด้านทิศตะวันตก (ปัจจุบันคือลำคูไหว) และอีกส่วนหนึ่งที่น่าจะถ่ายเทเบี่ยงออกจากเมืองด้านตะวันออกเฉียงใต้โดยไม่ผ่านคูเวียงสวนดอก ระบบน้ำดังกล่าวทำให้เกิดการจัดการน้ำที่หลากจากดอยสุเทพมาชะลอและกักเก็บ และเลี่ยงการที่น้ำจะหลากเข้าปะทะเมืองและพื้นที่เกษตรกรรมรอบเมืองโดยตรง          คำถามต่อมาคือ ระบบการจัดการน้ำนี้ควรเกิดขึ้นเมื่อใด คำตอบที่พอจะวิเคราะห์ได้ในเบื้องต้น คือ ระบบการจัดการน้ำเหล่านี้ควรเกิดขึ้นหลังการสร้างเวียงและวัดสวนดอก ในสมัยพญากือนา ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 เนื่องจากระบบการจัดการน้ำเหล่านี้ ล้วนเป็นส่วนที่มาเชื่อมต่อกับคูเวียงสวนดอก ผลจากการขุดศึกษาบริเวณป้อมหายยาที่ตั้งอยู่มุมกำแพงเมืองชั้นนอกด้านตะวันตกเฉียงใต้ในปี 2546 พบว่าใต้ชั้นคันดินกำแพงเมืองชั้นนอกเป็นชั้นดินที่พบภาชนะดินเผาประเภทต่างๆ จากแหล่งเตาล้านนาและเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิงที่มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-21 จากข้อมูลนี้สรุปได้ว่าพื้นที่อันเป็นที่ตั้งของกำแพงเมืองชั้นนอก เป็นชุมชนที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-21 มาก่อนจากนั้นจึงมีการสร้างคูและกำแพงเมืองชั้นนอกขึ้นภายหลัง จึงแปลความได้ว่า ลำคูไหวที่เกิดขึ้นทางทิศตะวันตก เป็นลำน้ำที่เกิดจากการขุดลอกพื้นที่ชุมชนชานเมืองทางทิศใต้ของเมืองเชียงใหม่ ให้กลายเป็นคูและกำแพงเมือง          ทั้งนี้ถ้าหากเจาะจงระยะเวลาลงไปอีกนิด ช่วงเวลาที่น่าสนใจอย่างมากคือ สมัยพระเมืองแก้ว ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 21 เนื่องจากปรากฏหลักฐานกล่าวถึงการสร้างกำแพงเมืองขึ้นใหม่ในสมัยนี้ รวมถึงปรากฏเนื้อความในโคลงนิราศหริภุญชัยที่น่าจะแต่งขึ้นใน พ.ศ.2061 ที่เนื้อความกล่าวถึงการเดินทางจากเมืองเชียงใหม่ไปเมืองลำพูนโดยผ่านกำแพงเมืองถึงสองชั้น          ย้อนกลับมาที่คำถามว่า หากกำแพงเมืองชั้นนอกและการปรับเปลี่ยนลำน้ำแม่ข่าให้เป็นคูเมืองชั้นนอกรวมถึงการขุดคูเมืองชั้นนอกทางทิศใต้และทิศตะวันตก(ลำคูไหว) ในห้วงเวลาดังกล่าว อะไรคือเหตุผลของการสร้าง          เมื่อพิจารณากำแพงเมืองชั้นนอกนี้มิได้โอบรอบกำแพงเมืองชั้นในครบทุกด้าน และถ้าพิจารณาลักษณะทางจากกายภาพจะพบว่า กำแพงเมืองชั้นนอกมีจุดเริ่มต้นที่มุมเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือโดยบรรจบกับแจ่งศรีภูมิ และโอบรอบเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยววกมาทางใต้บรรจบกับมุมเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งจะสังเกตได้ว่ากายภาพของกำแพงเมืองชั้นนอกมีการวางตัวที่สอดรับกับความโค้งของลำน้ำปิงที่ตวัดเข้ามาใกล้เมืองเชียงใหม่ จึงพอจะเห็นเค้าลางว่า คูและกำแพงเมืองชั้นนอกทางด้านตะวันออก คือคันกันน้ำที่เป็นระบบป้องกันน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่และระบบการถ่ายเทน้ำจากพื้นที่ด้านเหนือของเมือง          เมื่อประกอบร่องรอยหลักฐานที่ปรากฏทั้งด้านตะวันตกและตะวันออกของเมืองเชียงใหม่เข้าด้วยกัน จึงสรุปได้ว่า ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 21 น่าจะมีการสร้างระบบการจัดการน้ำครั้งใหญ่ของเมือง ทำให้ปรากฏหลักฐานเป็นคูคลองและคันดิน ระบบการจัดการน้ำนี้ดำเนินการโดยทำการประยุกต์ลำน้ำแม่ข่าที่เป็นทางน้ำธรรมชาติช่วงที่เลาะเลียบเมืองเชียงใหม่ให้กลายเป็นคูเมืองชั้นนอกและกำแพงเมือง เพื่อจัดการน้ำด้านทิศเหนือและตะวันออกของเมือง และทำการขุดคูขึ้นใหม่และสร้างกำแพงเมืองทางทิศตะวันตกและใต้รวมถึงแนวทางน้ำที่เชื่อมกับคูเวียงสวนดอกรวมถึงอ่างเก็บน้ำโบราณ(แก้มลิงโบราณ)และคันบังคับน้ำ เพื่อจัดการน้ำด้านทิศตะวันตกของเมือง คือ น้ำป่าจากดอยสุเทพ          จากร่องรอยหลักฐานที่ได้เรียบเรียงและนำมาบอกเล่าทุกท่านในวันนี้ คงพอจะทำให้ทุกท่านเข้าใจพัฒนาการของน้ำแม่ข่า ที่มิได้มีคุณค่าและความหมายเฉพาะเพียงสายน้ำนี้ แต่ยังยึดโยงไปถึงทางน้ำและระบบการจัดการน้ำในส่วนอื่นๆ รวมถึงมองเห็นภาพความเชื่อมโยงสัมพันธ์ของธรรมชาติและการออกแบบสร้างสรรค์ของบรรพชนล้านนา กลายเป็นหลักฐานประจักษ์พยานที่ยิ่งใหญ่ที่บ่งบอกคุณค่าและความหมายทั้งการเป็นปัจจัยทางธรรมชาติอันเป็นมงคลเมือง การป้องกันยามศึกสงคราม และการบริหารจัดการน้ำ ที่ยากจะมีที่ใดเหมือน


กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น   กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้ ๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙   ๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ - โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท - โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน   ๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว   ๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้ ๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน ๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ ๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา ๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ ๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน   หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศ ราชอาณาจักรกัมพูชา   ๑.      ชื่อโครงการ The 2nd Workshop of Mekong Cultural Heritage ๒.     วัตถุประสงค์ เป็นตัวแทนจากประเทศไทย เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติในเขตลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ ๒ ตามคำเชิญของ Sophia Asia Center for Research and Human Development เป็นกิจกรรมสืบเนื่องจากที่เคยได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งที่ ๑ มาแล้วระหว่างวันที่ ๑๓ – ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๗ เพื่อนำเสนอผลงานวิชาการเรื่อง “Flood : Crisis and Opportunity in the Presentation of the Values of Ayutthaya” ตามหัวข้อของการประชุม “Water Control at Cultural Heritage Sites in Southeast Asia” ๓.      กำหนดเวลา วันที่ ๘ – ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๘ ๔.     สถานที่ เมืองเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา ๕.     หน่วยงานผู้จัด Sophia Asia Center for Research and Human Development, มหาวิทยาลัยโซเฟีย ประเทศญี่ปุ่น ๖.     หน่วยงานสนับสนุน APSARA Authority ๗.    กิจกรรม การเดินทางเพื่อการร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ The 2nd Workshop of Mekong Cultural Heritage ระหว่างวันที่ ๘ – ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๘ มีรายละเอียดดังนี้   ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสู่ท่าอากาศยานเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา เข้าสู่โรงแรมที่พัก   ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เดินทางสู่ ที่ทำการของ Sophia Asia Center ร่วมพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ The 2nd Workshop of Mekong Cultural Heritage การบรรยายเปิดการประชุม เรื่อง A Particular Contribution of Sophia University – The Case of Cambodia โดย Prof. Dr. Yoshiaki Ishizawa ผู้อำนวยการ Sophia Asia Center การบรรยายพิเศษเรื่อง Protection of Stone Heritages in South – East Asia โดย Prof. Kunikazu Ueno, Nara Woman’s University ช่วงบ่าย ดูงานการอนุรักษ์ที่กลุ่มโบราณสถาน Rolous ประกอบด้วย ปราสาทโลเลย ปราสาทพระโค และปราสาทบากอง ดูการบูรณะอาคารประเภทอิฐ การใช้เทคนิคการสออิฐแบบโบราณในการบูรณะ และการอนุรักษ์หินและปูนปั้นด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์   ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘                                                                                              ออกเดินทางไปดูการจัดการแหล่งน้ำโบราณ บารายตะวันตก ดูงานการอนุรักษ์ ปราสาทแม่บุญตะวันตก ซึ่งตั้งอยู่กลางบารายตะวันตก เป็นโครงการที่อยู่ในการดูแลของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ ร่วมสำรวจโบราณสถาน Spean Mamai สะพานโบราณสะพานแรกบนเส้นทางจากเมืองพระนครออกไปทางทิศตะวันตกสู่ปราสาทสด๊กก๊อกธม และปราสาทเจ้าศรีวิบูล ปราสาทขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านนอกเมืองพระนครบนเส้นทางทางด้านตะวันออก ไปสู่ปราสาทพระขรรค์กำปงสวาย   ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ การบรรยายเปิดประเด็นเรื่อง “Heritage Monuments and Rain water (Case study from Myanmar ancient cities)” โดย U Nyunt Han นักวิจัยอาวุโส SEAMEO-SPAFA การบรรยายเรื่อง “Rehabilitation of Ancient Hydraulic System for better Water Management in Angkor World Heritage Site and Siem Reap City” โดย Dr. Hang Peou, Deputy Director General, APSARA Authority การเสนอผลงานของผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย “Conservation Issues at Halin Pyu Ancient City (World Cultural Heritage Site)” โดย Dr. Than Htike “Man and Water: How Ancient Myanmar Societies Managed the Hydraulic Works for their Prosperity” โดย Tin Htut Aung “Flood: Crisis and Opportunity in the Presentation of the Values of Ayutthaya” โดย นายวสุ โปษยะนันทน์ “Water Management at Vat Phou World Heritage Site” โดย Orlany Phanthavong และ Khamseng “Effects of Rain Water and Collecting Experiences of the Consolidant products for Stone and Brick Built Materials of Cultural Heritage” โดย Nguyen Phuong Thao “Cat Tien Archaeological Complex Site the Risks and Solutions for Preservation” โดย Nguyen Khanh Trung Kien และ Nguyen Hoang Bach Linh ช่วงบ่ายเป็นการเสวนา ถามตอบ แสดงความคิดเห็น   ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เดินทางไปดูงานการอนุรักษ์และจัดการโบราณสถาน Kbal Spean ที่พนมกุเลน และ ปราสาทบันทายศรี การเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น   ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เดินทางไปดูงานที่พิพิธภัณฑ์บันเตียเมียนเจย เมืองศรีโสภณ ปราสาทบันทายฉมาร์ ปราสาทตาพรหม(บันทายฉมาร์) และบารายใหญ่ทางด้านทิศตะวันออกของปราสาทบันทายฉมาร์ พิธีปิดการประชุมที่ Sophia Asia Center   ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ออกเดินทางจากเมืองเสียมราฐ กลับสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย   ๘.     ผู้แทนประเทศไทย นายวสุ โปษยะนันทน์ ๙.     สรุปสาระของกิจกรรม เป็นการเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องที่เกี่ยวกับแผนการบริหารจัดการน้ำของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เป็นวิทยากรบรรยายข้อมูลทางวิชาการตามคำเชิญของผู้จัด ทั้งนี้ในการประชุมมีการบรรยายในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศในลุ่มน้ำโขง ได้แก่ เมียนมาร์ ไทย สปป.ลาว เวียดนาม และกัมพูชา นอกจากการประชุม ยังได้มีโอกาสไปดูงานการอนุรักษ์และการจัดการแหล่งมรดกโลก Angkor และแหล่งในบัญชีชั่วคราว ปราสาทบันทายฉมาร์ ๑๐.  ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม กรมศิลปากรน่าจะได้มีการประสานความร่วมมือทางวิชาการกับเครือข่ายนักวิชาการในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงดังเช่นกิจกรรมในครั้งนี้ หรือในระดับอาเซี่ยนอย่างต่อเนื่องต่อไป ด้วยการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ หรือเข้าร่วมกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ ในกลุ่มประเทศที่มีปัจจัย ปัญหาต่างๆร่วมกัน เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ   .....................................................ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ                                                                                    (นายวสุ โปษยะนันทน์)


สรุปผลเบื้องต้นการขุดตรวจสอบทางโบราณคดี แนวกำแพงเมืองเก่าเพชรบุรี   โดย กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี พื้นที่ดำเนินการ : บริเวณพื้นที่ริมถนนกำแพงเมืองเก่า ต.ช่องสะแก อ.เมือง จ.เพชรบุรี  ระยะเวลาดำเนินการ : วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๓ – ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓



ชื่อเรื่อง                    สรุปผลงานประจำปีในกรมศิลปากรผู้แต่ง                       กรมศิลปากรประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   สรุปผลงานประจำปีในกรมศิลปากรเลขหมู่                     706.1593 ศ528สสถานที่พิมพ์               พระนครสำนักพิมพ์                ศิวพรปีที่พิมพ์                    2507ลักษณะวัสดุ               100 หน้าหัวเรื่อง                     กรมศิลปากร—ประวัติภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก     จัดพิมพ์เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมศิลปากรในวันที่ 3 พฤษภาคม 2501 เนื้อหาภายในเป็นการสรุปผลงานประจำปีทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ในระหว่าง พ.ศ.2501-2507  


องค์ความรู้อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เรื่อง : พระวรุณ ณ ปราสาทพนมรุ้ง            เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมากรมอุตุนิยมวิทยานได้ประกาศเตือน “พายุโซนร้อนตาลิม” กำลังขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนาม ส่งผลให้ในประเทศไทยโดยเฉพาะ พื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง เกิดพายุฝนฟ้าคะนองในหลายจังหวัด โดยหากพูดถึง “ฝน” ในเชิงวิทยาศาสตร์ สามรถสรุปได้ว่าเกิดจากลมมรสุมลอยตัวขึ้นสูงในอากาศก่อตัวเป็นเมฆ และสะสมหยดน้ำไว้เรื่อย ๆ จนตกลงมาเป็นฝนในที่สุด แต่ในยุคที่วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ การเกิดขึ้นของ “ฝน” ถือว่าเป็นปรากกฎการเหนือทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้คนในสมัยโบราณ เช่น อินเดียโบราณ และขอมโบราณ ต่างเชื่อกันว่าปรากฏการณ์เหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของ “พระวรุณ” เทพแห่งสายฝน            พระวรุณ เป็นเทพบุตร ผิวกายสีขาวผ่อง มี ๔ กร หรือ ๖ กร พระหัตถ์ถืออาโภค (ร่มที่ถูกน้ำไม่เปียก) บ่วงบาศ (ใช้คล้องคนไม่ดี) บางทีก็ถือหม้อน้ำ คันศร หอยสังข์ หีบแก้วมณี หรือดอกบัว ทรงพัสตราภรณ์แบบกษัตริย์ มีพาหนะคือหงส์ พญานาค และจระเข้ มีวิมานแก้วอยู่บนยอดเขาปุษปะศีรีซึ่งอยู่ใต้ระดับทะเล ประทับบนบัลลังก์ใต้เศียรพญานาค เดิมทีพระวรุณเป็นเทพชั้นสูงในสมัยพระเวทของอินเดียโบราณ และได้รับยกย่องให้เป็นเทพแห่งน้ำและฝน แต่เนื่องด้วยการปรับเปลี่ยนของศาสนาพราหมณ์ฮินดูในช่วงเวลาต่อมา พระวรุณจึงถูกลดขั้นกลายเป็นเพียงเทพประจำทิศด้านทิศตะวันตก ตามคติเทพผู้รักษาทิศของเขาไกรลาส            จากหลักฐานพบที่ปราสาทพนมรุ้ง พบการสลักภาพ “พระวรุณทรงนาค” บนลูกบาศก์หินทราย  และ “พระวรุณทรงหงส์” บนบันแถลงซึ่งเป็นส่วนประดับบนส่วนเรือนยอดของปราสาทประธานด้านทิศตะวันตก จำนวน ๔ ภาพลดหลั่นขึ้นไปตามลำดับชั้น โดยจัดอยู่ในศิลปะขอมแบบนครวัด พุทธศตวรรษที่ ๑๗ เป็นที่น่าสนใจว่าปราสาทหินในวัฒนธรรมขอมโบราณภาพสลักพระวรุณทรงนาคนั้นพบที่ปราสาทพนมรุ้งเพียงแห่งเดียวเท่านั้น            ทั้งนี้เปรียบเทียบศาสนสถานวัฒนธรรมขอมแห่งอื่น ๆ พบว่า ภาพพระวรุณจะนิยมสลักไว้บริเวณทับหลังโดยมีพาหนะเป็นหงส์ ได้แก่ ทับหลังที่ปราสาทตาเล็ง จังหวัดศรีสะเกษ , ทับหลังที่กู่พราหมณ์จำศีล จังหวัดนครราชสีมา และทับหลังบริเวณปราสาทบริเวณองค์ทิศใต้ ปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น ซึ่งตำแหน่งของทับหลังและบันแถลงล้วนอยู่เหนือกรอบประตูขึ้นไป จึงตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นการจำลองขณะพระวรุณกำลังขี่หงส์เพื่อทำหน้าที่รักษาทิศตะวันตกของเขาพระไกรลาสบนสวงสรรค์ ส่วนภาพสลักพระวรุณทรงนาคบนลูกบาศก์ที่ปราสาทพนมรุ้ง มีจุดประสงค์เพื่อตั้งไว้บนพื้นราบจึงเป็นไปได้ว่าอาจสื่อถึงพระวรุณขณะประทับอยู่บนบัลลังก์นาค ณ วิมานแก้วบนยอดเขาปุษปะศีรีซึ่งอยู่ใต้ระดับทะเล หรืออาจสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากพระวรุณและนาคเป็นสัญลักษณ์ของน้ำและฝนสำหรับเกษตรกรรม           คติความเชื่อเรื่องพระวรุณได้ถูกสืบทอดและอยู่คู่กับสังคมไทยมาจนถึงในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากรากฐานของสังคมไทยคือเกษตรกรรมซึ่งพึ่งพาน้ำและฝนเป็นหลัก ตามความเชื่อว่าพระวรุณนั้นทรงสามารถบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ให้มีน้ำอุดมสมบูรณ์ หรือเป็นเทพที่ให้คุณทางด้านการเกษตร ดังนั้นในปัจจุบันจึงพบพระวรุณทรงนาคอยู่ในตราของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งหมายถึงถึงความอุดมสมบูรณ์นั่นเอง เรียบเรียงโดย : นายพงศธร ดาวกระจาย ผู้ช่วยนักโบราณคดี อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เอกสารอ้างอิง : ณัฐพล คำนงค์. “พระวรุณในสมัยรัตนโกสินทร์” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๗.  รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. ปราสาทขอมในดินแดนไทย ความเป็นมาและข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร: มติชน, ๒๕๕๑. เสน่  ประกอบทองและคณะ. เทพประจำทิศ เทพพาหนะ. พิมพ์ครั้งที่๑. นครราชสีมา: โจเซฟ พลาสติกการ์ด(โคราช)แอนด์ ปริ้นท์, ๒๕๔๗.


กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น   กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้ ๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙   ๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ - โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท - โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน   ๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว   ๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้ ๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน ๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ ๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา ๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ ๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน   หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต


black ribbon.