ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,685 รายการ

          ปราสาทพระเทพบิดร สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหา มกุฏวิทยมหาราช (รัชกาลที่๔) เดิมชื่อว่า “พุทธปรางค์ปราสาท” โดยมีพระราชประสงค์เดิมเพื่อจะอัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร(พระแก้วมรกต)มาประดิษฐาน แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้วมีขนาดไม่เพียงพอแก่การพระราชพิธีต่าง ๆ จึงอัญเชิญพระเจดีย์กาไหล่ทองของรัชกาลที่ ๔ มาประดิษฐานเป็นประธานแทน ต่อมาเกิดเหตุเพลิงไหม้เครื่องบนหลังคาปราสาททำให้เสียหายจนหมดสิ้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ปรับปรุงและบูรณะขึ้นใหม่และพระราชทานนามใหม่ว่า “ปราสาทพระเทพบิดร” เพื่อประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชแห่งราชวงศ์จักรีและให้มีพระราชพิธีถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัติยาธิราช ในวันที่ ๖ เมษายน ของทุกปี และทรงกำหนดให้เป็น“วันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี           ต่อมาพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช วันที่ ๑๓ – ๑๕ เมษายน ของทุกปีเนื่องในวันสงกรานต์และในวันที่ ๕ พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันฉัตรมงคลเป็นประจำทุกปี           เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สวรรคต พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดสร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์ โดยทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระบรมรูปเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๒ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง พระบรมรูปมีขนาดความสูง ๑๗๒ เซนติเมตร และมีความสูงของฐาน ๗ เซนติเมตร หล่อด้วยบรอนซ์ในฉลองพระองค์บรมราชภูษิตาภรณ์และทรงประกอบพิธีบวงสรวงพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรม ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๓ เพื่ออัญเชิญไปประดิษฐาน ณ ปราสาทพระเทพบิดร ในพระบรมมหาราชวัง ภาพ : วงปี่พาทย์พิธีในพิธีบวงสรวงพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ที่มาภาพ : https://ch3thailandnews.bectero.com/news/180908) ลำดับขั้นตอนพิธีบวงสรวงพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร           พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จลงจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงประกอบพิธีบวงสรวงพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ทรงจุดเทียนทอง และเทียนเงิน ที่โต๊ะเครื่องบวงสรวงสังเวย แล้วทรงจุดธูปหางปักที่เครื่องบวงสรวงสังเวย (ขณะนั้นฆ้องชัย สังข์แตร ประโคม วงปี่พาทย์พิธีบรรเลงเพลงสาธุการ ) ทรงตั้งพระราชสัตยาธิฐาน ถวายเครื่องราชสักการะ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์อ่านโองการบวงสรวง พราหมณ์แกว่งบัณเฑาะว์ (ขณะนั้นฆ้องชัย สังข์แตร ประโคม วงปี่พาทย์พิธีบรรเลงเพลงมหากาล ) เมื่อพราหมณ์อ่านโองการจบ (ฆ้องชัย สังข์แตร ประโคม วงปี่พาทย์พิธีบรรเลงเพลงมหาชัย) จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงโปรยข้าวตอกดอกไม้ แล้วจึงอัญเชิญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อไปประกอบพิธีประดิษฐานและสมโภชที่ปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง (ขณะนั้น ฆ้องชัย สังข์แตร ประโคมวงปี่พาทย์พิธีบรรเลงเพลงช้าเรื่องสร้อยสน) เสร็จพิธีบวงสรวงพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร           เมื่ออัญเชิญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มายังปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง (ขณะนั้นฆ้องชัย สังข์แตร ประโคม วงปี่พาทย์พิธีบรรเลงเพลงช้าเรื่องพระรามเดินดง)           เวลา ๒๐.๔๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร- มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ราชกัญญา ไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตน-ศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง ในการพระราชพิธีวันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ พุทธศักราช ๒๕๖๓ ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนนมัสการท้ายที่นั่งบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระพุทธะยอดฟ้าจุฬาโลกย์และพระพุทธเลิศหล้านภาไลย แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการทองใหญ่ที่หน้าธรรมาสน์ศิลา ทรงกราบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนนมัสการเครื่องทองทิศที่หน้าธรรมาสน์ศิลา (ขณะนั้นฆ้องชัย สังข์แตร ประโคม วงปี่พาทย์พิธีบรรเลง เพลงสาธุการ ) ทรงกราบ ทรงศีล สมเด็จพระอริยวงศาณาตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ทรงเป็นประธานสงฆ์ถวายศีล พระสงฆ์ ๑๐ รูป เจริญพระพุทธมนต์ ภาพ : วงปี่พาทย์พิธีบริเวณศาลารายพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (ที่มาภาพ : กิติศักดิ์ เขาสถิตย์)           จากนั้นเสด็จ ฯ ออกจากพระอุโบสถ เสด็จพระราชดำเนินไปยังปราสาทพระเทพบิดร ในพระบรมมหาราชวัง ทรงประกอบพิธีประดิษฐานและสมโภชพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมพระสุพรรณบัฏจารึกคำถวายราชสดุดีและดวงพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร แล้วทรงบรรจุที่ฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิม และทรงคล้องพวงมาลัยที่ฐานพระบรมรูป เสร็จแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะทองลงยาราชาวดี สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะทองลงยารอง แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ทรงกราบถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพ-มหากษัติยาธิราช (ขณะนั้นฆ้องชัย สังข์แตร ประโคม วงปี่พาทย์พิธีบรรเลงเพลงมหาฤกษ์ )           จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินออกจากปราสาทพระเทพบิดร ไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสด็จพระราชดำเนินกลับ (ขณะนั้น ฆ้องชัย สังข์แตร ประโคม วงปี่พาทย์พิธีบรรเลง เพลงกราวรำสองชั้น)           หลังจากเสด็จพระราชดำเนินกลับได้มีพิธีสมโภชพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เจ้าพนักงานตั้งบายศรีแก้ว ทอง เงิน พราหมณ์เบิกแว่นเทียน ข้าราชบริพารในพระองค์รับแว่นเวียนเทียนสมโภช พราหมณ์เป่าสังข์ แกว่งบัณเฑาะว์ (ฆ้องชัย สังข์แตร ประโคมเมื่อจบในแต่ละรอบจนครบ ๓ รอบ วงปี่พาทย์พิธีบรรเลงเพลงเรื่องเวียนเทียน ) เป็นอันเสร็จพิธี ภาพ : วงปี่พาทย์พิธีบริเวณปราสาทพระเทพบิดร ในพระบรมมหาราชวัง (ที่มาภาพ : ฐาปณัฐ ธรรมเที่ยง) ภาพ : เจ้าพนักงานตั้งบายศรีแก้ว ทอง เงิน พราหมณ์เบิกแว่นเทียน ข้าราชบริพารในพระองค์ รับแว่นเวียนเทียนสมโภช (ที่มาภาพ : ฐาปณัฐ ธรรมเที่ยง)           สำหรับพิธีบวงสรวงพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วงปี่พาทย์พระราชพิธี วงปี่พาทย์พิธีของกลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีต มีทั้งหมด ๓ วง ดังนี้            ๑.วงปี่พาทย์พิธี ณ พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต ในพิธีบวงสรวงพระบรมรูปพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพลงที่ใช้ประกอบพิธีมีทั้งหมด ๔ เพลง ได้แก่ เพลงสาธุการ เพลงมหากาล เพลงมหาชัย และเพลงช้าเรื่องสร้อยสน            ๒.วงปี่พาทย์พระราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง ในการพระราชพิธีวันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ เพลงที่ใช้ประกอบ พระราชพิธีมีทั้งหมด ๒ เพลง ได้แก่ เพลงสาธุการและเพลงกราวรำสองชั้น                  ๓.วงปี่พาทย์พิธี ณ ปราสาทพระเทพบิดร ในพระบรมมหาราชวัง เพลงที่ใช้ประกอบพิธีมีทั้งหมด ๓ เพลง ได้แก่ เพลงช้าเรื่องพระรามเดินดง เพลงมหาฤกษ์และเพลงเรื่องเวียนเทียน -------------------------------------------เรียบเรียงโดย : นายสุกิตติ์ ทำบุญ นักวิชาการละครและดนตรีปฏิบัติการ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร



ผู้แต่ง : จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, 2396-2453, กรมศิลปากร ฉบับพิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 1  สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : กรมศิลปากร ปีที่พิมพ์ : 2508 หมายเหตุ : อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ รองอำมาตย์สนัด สุวรรณะบุณย์ ต้นฉบับจากกรมศิลปากร มีรูปและชีวประว้ติผู้ตาย             โคลงสุภาษิต ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชนิพนธ์ในโอกาสต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้พสกนิกร ประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี มีคุณธรรม เมตตา กรุณา ซื่อสัตย์สุจริต    ส่วนสุภาษิตพระร่วงหรือบัญญัติพระร่วง   คัดจากประชุมจารึกวัด เชตุพล เล่ม 2 กล่าวกันว่าเป็นพระราโชวาทของพระร่วงเจ้า หรือพ่อขุนรามคำแหง ทรงแสดงสั่งสอนประชาชน ให้รู้จักหลักการดำเนินชีวิต




นายชำนาญ กฤษณสุวรรณ นายช่างเทคนิคอาวุโส รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา เข้าร่วมพิธีอัญเชิญถ้วยพระราชทานฯ การแข่งขันเรือยาวประเพณีเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชิงชนะเลิศถ้วยรางวัลพระราชทานฯ งานเทศกาลเที่ยวพิมายนครราชสีมา ประจำปี ๒๕๖๓ โดยเป็นผู้อัญเชิญถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประเภทเรือยาวกลาง 40 ฝีพาย



          พระวิษณุพบที่โบราณสถานหมายเลข 25 ซึ่งมีลักษณะเป็นโบราณสถานก่อด้วยศิลาแลง แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก สันนิษฐานว่าเป็นระเบียงล้อมรอบอาคารระหว่างระเบียงถึงตัวอาคารชั้นในใช้ดินลูกรังอัดเป็นพื้นโบราณสถาน ส่วนอาคารชั้นในเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีช่องทางเข้าด้านทิศตะวันตก มีผนังล้อมรอบตรงกลางเพื่อประดิษฐานรูปเคารพ ที่มุมอาคารชั้นในมีเสาศิลาแลงทรงกลมทั้ง 4 มุม แนวผนังอาคารชั้นในและความลึกของเสาไปสิ้นสุดที่พื้นเทลาดด้วยศิลาแลง ส่วนที่ประดิษฐานรูปเคารพอาคารชั้นในทางด้านหน้าทำเป็นมุขยื่นออกไปทางด้านทิศตะวันออกเล็กน้อย ด้านข้างของแท่นทำเป็นรอยบากรูปครึ่งวงกลม อาจจะใช้เสาไม้อีก 2 ต้น           พระวิษณุจตุรภุช หรือ พระวิษณุ 4 กร พบที่โบราณสถานหมายเลข 25 เมืองศรีมโหสถ อำเภอ ศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี แสดงให้เห็นว่าเมืองศรีมโหสถได้มีการเคารพนับถือและมีความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาฮินดูลัทธิไวษณพนิกายซึ่งได้รับอิทธิ-พลจากอินเดียผ่านเส้นทางการค้าประกอบกับศาสนาฮินดูมีการกำหนดชนชั้นและวรรณะชัดเจน จึงเอื้ออำนวยต่อชนชั้นการปกครองและชนชั้นผู้ประกอบพิธีกรรม หลักฐานที่แสดงถึงศาสนาฮินดูจึงพบได้ทั่วไปภายในบริเวณเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลาง ในขณะที่หลักฐานในศาสนาพุทธจะกระจายอยู่ทั่วไป           พระวิษณุองค์นี้มีลักษณะใกล้เคียงกลุ่มพระวิษณุในศิลปะเขมรซึ่งเป็นลักษณะที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะอินเดียหรืออาจได้รับอิทธิพลมาจากเมืองศรีมโหสถรวมทั้งพระวิษณุองค์นี้ยังมีลักษณะใกล้เคียงกับพระวิษณุที่พบในแถบภาคใต้ของประเทศไทยอีกด้วย ---------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ---------------------------------------------------อ้างอิง : กรมศิลปากร. “นำชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี” กรุงเทพฯ, 2542. กรมศิลปากร. “โบราณคดีเมืองศรีมโหสถ” กรุงเทพฯ, 2548. กรมศิลปากร. “ประวัติศาสตร์และโบราณคดี เมืองศรีมโหสถ”กรุงเทพฯ, 2535.





คาถาอาคมและหมอดู ชบ.ส. ๒๕ เจ้าอาวาสวัดต้นสน ต.บางปลาสร้อย เขต ๑ อ.เมือง จ.ฃลบุรี มอบให้หอสมุด ๒๐ ก.ค. ๒๕๓๕ เอกสารโบราณ (สมุดไทย)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.20/1-7 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ผ้าทอเมืองอุบล : ซิ่นทิวมุกจกดาว ผ้า คือปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ส่วนการทอผ้าเป็นการนำรากฐาน ความเป็นท้องถิ่นมาร้อยเรียงกับความคิดและความเชื่อผ่านลวดลายสัญลักษณ์ ต่างๆ รวมกับสีสันแห่งธรรมชาติ จนก่อเกิดเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน ในสมัยที่การทำเกษตรกรรมยังเป็น พื้นฐานของการดำรงชีวิต เมื่อเสร็จสิ้นจากภาระในการเพาะปลูก หน้าที่การทอผ้าสำหรับใช้งานและทำเป็นเครื่องนุ่งห่มจะเป็นของฝ่ายหญิง ในขณะที่อุปกรณ์ในการทอผ้าตกเป็นของฝ่ายชาย วิชาความรู้เรื่องการทอผ้าที่ ถ่ายทอดให้กันนั้นเป็นการส่งต่อผ่านรุ่นสู่รุ่น นอกเหนือจากความรู้ที่สืบทอดกันมาและผืนผ้าที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน การทอผ้ายังเป็นการบ่มเพาะนิสัย ความละเอียด อดทน ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์ในงานศิลปะให้แก่ลูกหลานอีกด้วย ผ้าซิ่นทิวมุกจกดาว ซิ่นทิวมุกจกดาว เป็นผ้าที่มีจำนวนน้อยมากและหาได้ยากยิ่ง ผ้าที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันไม่น่าจะเกิน ๗ ผืน ในส่วนที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี มี ๒ ผืน ผืนที่ ๑ บริจาคโดยนางสงวนศักดิ์ คูณผล ซึ่งได้รับสืบทอดมาจากมารดา คือ นางวรเวธวรรณกิจ (ทับทิม โชติบุตร) ผืนที่๒ เป็นสมบัติเดิมของญาแม่ลูกจันทน์ (ณ อุบล) ส่งศรี ซึ่งเป็นบุตรีของท้าวสิงห์ ณ อุบล นอกจากนี้พบเป็นผ้าห่อคัมภีร์ในพิพิธภัณฑ์วัดศรีอุบลรัตนาราม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี อีก ๑ ผืน และอีกส่วนหนึ่งอยู่ในความครอบครองของทายาทอาญาสี่ เช่น เรือตรีสุนัย ณ อุบล และพ่อบำเพ็ญ ณ อุบล รูปแบบ ซิ่นทิวมุกจกดาว มีโครงสร้างหลัก แบ่งออกเป็น ๒ ส่วนคือ ส่วนตัวซิ่น และหัวซิ่น เหมือนกับซิ่นทิว ซึ่งเป็นผ้าซิ่นชนิดเดียวของอีสานที่เป็นลายขวาง ซึ่งโดยปรกติการวางลวดลายจะวางแนวตั้งหรือลายล่อง กล่าวกันว่าเป็นซิ่นที่มีกระบวนยุ่งยากโดยเฉพาะในขั้นสืบเส้นยืน(ทางเครือ) เพราะต้องนับเส้น “หมี่แม่”, “หมี่ลูก” ให้เป็นระบบเท่าๆกันทั้งหมดทุกช่วง จนถึงขนาดว่าช่างทอบางคนจะไม่ยอมพูดคุยกับใครเลยขณะที่สืบเส้นยืนซิ่นทิว แต่ซิ่นทิวมุกจกดาวจะมีลักษณะพิเศษมากกว่าซิ่นทิวทั่วไปคือ นอกจากจะต้องทางเครือเป็น “หมี่แม่”, “หมี่ลูก” ให้เกิดลายทิวแล้ว ยังต้องยกมุก ซึ่งเป็นเทคนิคการทอโดยเพิ่มเส้นยืนพิเศษบนกี่ทอผ้า ทำให้เกิดเป็นลายริ้วสีเหลืองเล็กๆขวางไปตามตัวซิ่น และยังต้องใช้ไหมสีขาว หรือไหมเงินจกเป็นเส้นตั้งเรียงถี่ในช่วงที่เป็น “หมี่ลูก” จากนั้นก็จกด้วยลายตุ้มหรือลายหน่วย เป็นดาวเล็กๆตามช่อง เมื่อได้ขนาดเป็น “โต่ง” จึงนำมาต่อด้วยหัวซิ่นจกดาว ด้วยเหตุที่ผสมผสานหลายเทคนิคการทอคือ (๑)สืบเส้นยืน เป็นเครือทิว (๒)ยกมุก (๓)จกลายดาวหน่วย และจกเส้นขาว จึงเรียกซิ่นชนิดนี้ตามเทคนิคว่า “ซิ่นทิวมุกจกดาว”  



black ribbon.