ค้นหา

จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ

รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา   1.ชื่อโครงการ/กิจกรรม   สังเกตการณ์การขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดี La-ang Spean ณ จังหวัดพระตะบอง ราชอาณาจักรกัมพูชา 2.วัตถุประสงค์ ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล-ประสบการณ์การศึกษาโบราณคดีสมัยก่อนประวัติสาสตร์ 3.กำหนดเวลา วันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 5 มีนาคม พ.ศ.2558 4.สถานที่ แหล่งโบราณคดี La-ang Spean จังหวัดพระตะบอง ราชอาณาจักรกัมพูชา 5.หน่วยงานผู้จัด Cultural Heritage, Cambodia by Mr.Heng Sophady, Duputy Director. 6.หน่วยงานสนับสนุน Prehistoric Frence-Combidia mission,CRN. 7.กิจกรรม ร่วมสังเกตการณ์ ขุดค้นทางโบราณคดีและสำรวจพื้นที่ ณ แหล่งโบราณคดี La-ang Spean 8.คณะผู้แทนไทย นายชินณวุฒิ วิลยาลัย         นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ                                  กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี   9.สรุปสาระของกิจกรรม 9.1 สังเกตการณ์การขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดี La-ang Spean ณ จังหวัดพระตะบอง ราชอาณาจักรกัมพูชา ในปีนี้(พ.ศ.2558)เป็นปีที่ 7 โดยมี Mr.Heng Sophady และ Dr.Hubert Forestier เป็นผู้อำนวยการร่วม ภายใต้ Prehistoric Frence-Combidia mission.และได้รับความร่วมมือจาก APSARA(Authority for the Protection and Management of Angkor and the Region of Siem Reap.) ในการจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมขุดค้นทางโบราณคดี  นอกจากนี้ยังมีการฝึกขุดค้นทางโบราณคดีให้แก่นักศึกษาจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยพนมเปญ ตลอดการขุดค้นในครั้งนี้ 9.2 ขุดค้นทางโบราณคดี               แหล่งโบราณคดี La-ang Spean (อ่านว่า ละ อาง สะเปียน, ละอาง แปลว่า ถ้ำ, สะเปียน แปลว่า สะพาน มีความหมายว่า ถ้ำที่มีสะพาน ในถ้ำนี้มีสะพานหินที่เกิดจากเพดานถ้ำพังทลายลงแต่ยังเหลือเพดานบางส่วนที่ยังเชื่อมตอจากผนังฝั่งหนึ่งของถ้ำไปยังอีกฝั่ง มีลักษณะคล้ายสะพาน)                                จากการขุดค้นมาตั้งแต่ ค.ศ.2009 พบว่ามีการอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยหินโดยพบกลุ่มเครื่องมือหินที่เรียกว่า Hoabinhian กำหนดอายุได้ 9,000 ปีมาแล้ว  และพบหลักฐานการฝังศพของมนุษย์ในสมัยหินใหม่ กำหนดอายุได้ประมาณ 3,000-3,500 ปีมาแล้ว 9.3 สำรวจพื้นที่แหล่ง               บนภูเขาลูกนี้(Thalc Trang Mountain) ยังมีหนึ่งถ้ำที่พบหลักฐานทางโบราณคดีเช่นเดียวกับ La-ang Spean คือ ถ้ำ Som Bac Borei พบกลุ่มเครื่องมือหินที่เรียกว่า Hoabinhian กระจายทั่วไป(เนื่องจากพื้นดินถูกขุดขี้ค้างคาวและนำออกไปจากถ้ำ)และชิ้นส่วนภาชนะดินเผาสมัยหินใหม่ 10.ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม                    จากการเดินทางไปราชการในครั้งนี้ทำให้กระผมได้รับประสบการณ์โดยตรง  ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลหลักฐานทางโบราณคดี เช่น ภาชนะดินเผา โครงกระดูกมนุษย์ ชั้นดิน หรือื่นๆที่ได้สัมผัสด้วยตนเอง บรรยากาศในการทำงาน ลักษณะทางธรรมชาติของชาวขะแมร์ ลักษณะทางธรรมชาติของการทำงานร่วมกันระหว่างทีมงานจากหลายชาติ ความเป็นกันเองของชาวเอเชียที่แม้จะพูดกันคนละภาษาก็ยังแสดงความพยายามในการทำความรู้จัก สร้างความคุ้นเคย หรืออื่นๆ ทั้งหมดนี้เป็นการ Leaning by doing ที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากการอ่านเอกสารเพียงอย่างเดียว                    กระผมขอเสนอให้กรมศิลปากรสนับสนุนกิจกรรมในลักษณะนี้ต่อไปเพื่อในอนาคตนักวิชาการของกรมศิลปากรจะมีโอกาสสั่งสมประสบการณ์เพื่อนำมาพัฒนางานของตนเองของทีมงานและส่งต่อประสบการณ์ไปยังนักวิชาการท่านอื่นๆต่อไปซึ่งจะก่อให้เกิดการSharing and Together อย่างไม่สิ้นสุด           ................................................ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ                                                               (นายชินณวุฒิ วิลยาลัย)


เรื่องที่ 388 พระคัมภีร์ใบลานนี้ ได้มาจากวัดลาด ต.น้ำพุ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2532 เป็นคัมภีร์อักษรขอมทั้งผูก ชื่อเรื่องแปลเป็นภาษาบาลี-ไทย ตัวอักษรหนังสือเป็นเส้นจาร ฉบับทองทึบ-ล่องชาด ไม่มีไม้ประกับ มีทั้งหมด 11 ผูก หอสมุดแห่งชาติฯมีผูก 1-5,6,6ก-6ค,7,7ก เนื้อหาเกี่ยวกับพระธรรมเทศนา เป็นคัมภีร์เรื่องอภิธัมมาสังคิณีเป็นพระอภิธรรมลำดับที่ 1 ใน 7 คัมภีร์ มีเนื้อหาแบ่งออกเป็น 5 ตอนด้วยกันคือ 1 มาติกา เป็นที่รวมธรรมะหัวข้อหลัก โดยอภิธัมมมาติกามี 122 หัวข้อ และสุตตันตมาติกามี 42 หัวข้อ โดยในอภิธัมมมาติกาแบ่งหัวข้อธรรมเป็นกลุ่มละ3 ชนิด เช่นกลุ่มสนิทัสสนติกะ ประกอบด้วย 2 จิตตุปปาทกัณฑ์ อธิบายเรื่องการเกิดของจิตอย่างละเอียด 3 รูปกัณฑ์ อธิบายเรื่องรูปอย่างละเอียด 4 นิกเขปกัณฑ์ อธิบายหัวข้อธรรมในมาติกาขนาดยาวปานกลาง 5 อัตถุธารกัณฑ อธิบายหัวข้อธรรมในมาติกาอย่างย่อ คล้ายบทสรุปของคัมภีร์ทั้งหมดเลขทะเบียน จบ.บ.388/1-5,6:6ก-6ค,7:7ก


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร "๕๑ ปีแห่งการก่อตั้ง ย้อนความหลังแต่แรกเริ่ม" พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ชวนทุกท่านย้อนอดีตกลับไปเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๑๔ ซึ่งเป็นวันเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร อย่างเป็นทางการ นายประพัฒน์ ตรีณรงค์ ได้บันทึกรายละเอียดเหตุการณ์พิธีเปิด สรุปได้ดังนี้วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๑๔ เวลาเช้า เริ่มพิธีสงฆ์ ซึ่งพิธีดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องของคณะกรรมการจังหวัดกำแพงเพชรจัดทำ ณ ปะรำพิธีหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ซึ่งกรมศิลปากรได้เข้าร่วมด้วย เช่น จัดปีพาทย์ของกองการสังคีตมาบรรเลง และเจ้าหน้าที่ของหน่วยศิลปากรต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยศิลปากรที่ ๓ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร กับข้าราชการกรมศิลปากรที่มาจากพระนครเข้าช่วยดูแลประสานงานเวลา ๑๐.๐๐ น. นายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พระสงฆ์ ๙ รูป มีพระราชเมธี เข้อาวาสวัดเศวตรฉัตร จังหวัดธนบุรี และเจ้าคณะภาค ๔ เป็นประธานสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ และฉันภัตตาหารเพล รวมทั้งเตรียมจัดงานเพื่อรอรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งตามหมายกำหนดการว่า จะเสด็จพระราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งมาทรงเปิดตามกำหนดการ คือ เวลา ๑๕.๓๐ น. ต่อไปเวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น. รับทราบจากทางราชการทหารว่า อากาศไม่อำนวยงดการเสด็จพระราชดำเนิน ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่แทนพระองค์ในพิธีเปิดเวลา ๑๖.๐๐ น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในฐานะผู้แทนพระองค์มาถึงปะรำพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยและรับศีล จากนั้น นายเชื้อ สาริมาน อธิบดีกรมศิลปากร อ่านรายงานเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร เมื่ออธิบดีกรมศิลปากรรายงานเสร็จ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลงจากปะรำพิธีไปตัดริบขึ้นแพรแถบที่ประตูเข้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ปี่พาทย์กรมศิลปากรและแตรวงลูกเสือบรรเลงเพลงมหาฤกษ์ จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนำแขกผู้มีเกียรติเข้าชม โดยมีอธิบดีกรมศิลปากร นายชิน อยู่ดี ภัณฑารักษ์พิเศษ และนายมะลิ โคกสันเทียะ หัวหน้าหน่วยศิลปากรที่ ๓ เป็นผู้นำชม เมื่อชมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เสร็จแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลงนามในสมุดเยี่ยม จากนั้นได้ไปถ่ายภาพร่วมกับอธิบดีกรมศิลปากร และเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรที่มาในงาน หลังจากนั้นรับประทานน้ำชา เป็นเสร็จงานเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชรกรมศิลปากรได้จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร เพื่อเก็บรวบรวม สงวนรักษา และจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ได้จากการดำเนินงานทางโบราณคดีภายในเขตจังหวัดกำแพงเพชร เพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศิลปกรรมท้องถิ่นของจังหวัดกำแพงเพชร ทุกท่านสามารถเข้าชมได้ในวันพุธ – วันอาทิตย์ (หยุดวันจันทร์ วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ ๐ ๕๕๗๑ ๑๕๗๐ หรือส่งข้อความในกล่องข้อความเฟสบุ๊คแฟนเพจ


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศกัมพูชา ๑. ชื่อโครงการ  Dissemination Seminar The Living Angkor Road Project (LARP) a Khmer-Thai Joint Research Project (2005-2015) ๒. วัตถุประสงค์ของคณะเดินทาง             ๒.๑ ร่วมประชุมนำเสนอผลการศึกษาวิจัยเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในด้าน Cultural Relationship in Southern and Central Thailand through Archaeological Study ๓. กำหนดเวลา             ๑-๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ๔. สถานที่             ศูนย์การประชุมนานาชาติ องค์การอัปสรา จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ๕. หน่วยงานผู้จัด Angkor International Research and Documentation Center (AICRD), Department of Communication (DOC), Thailand Research Fund (TRF) and CRMA-Research Center  ๖. หน่วยงานสนับสนุน           ไม่มี ๗. กิจกรรม                 ๗.๑ บรรยายทางวิชาการ ๘. คณะผู้แทนไทย             ๘.๑ นายพงศ์ธันว์ สำเภาเงิน นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มวิจัยและพัฒนางานโบราณคดี กองโบราณคดี กรมศิลปากร ๙. สรุปสาระของกิจกรรม           บรรยายตามเนื้อหาตามกรอบและภาพนำเสนอตามเอกสารที่แนบ ๑๐. ข้อเสนอแนะ           ไม่มี


เรื่องที่ 389 พระคัมภีร์ใบลานนี้ ได้มาจากวัดบุญญวาสวิหาร ต.ท่าใหม่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2532 เป็นคัมภีร์อักษรขอมทั้งผูก ชื่อเรื่องแปลเป็นภาษาบาลี-ไทย ตัวอักษรหนังสือเป็นเส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม่มีไม้ประกับ มีทั้งหมด 14 ผูก หอสมุดแห่งชาติฯมีผูก 1-7,1ก-7กเนื้อหาเกี่ยวกับพระธรรมเทศนา เป็นคัมภีร์เรื่องอภิธัมมาสังคิณีเป็นพระอภิธรรมลำดับที่ 1 ใน 7 คัมภีร์ มีเนื้อหาแบ่งออกเป็น 5 ตอนด้วยกันคือ 1 มาติกา เป็นที่รวมธรรมะหัวข้อหลัก โดยอภิธัมมมาติกามี 122 หัวข้อ และสุตตันตมาติกามี 42 หัวข้อ โดยในอภิธัมมมาติกาแบ่งหัวข้อธรรมเป็นกลุ่มละ3 ชนิด เช่นกลุ่มสนิทัสสนติกะ ประกอบด้วย 2 จิตตุปปาทกัณฑ์ อธิบายเรื่องการเกิดของจิตอย่างละเอียด 3 รูปกัณฑ์ อธิบายเรื่องรูปอย่างละเอียด 4 นิกเขปกัณฑ์ อธิบายหัวข้อธรรมในมาติกาขนาดยาวปานกลาง 5 อัตถุธารกัณฑ อธิบายหัวข้อธรรมในมาติกาอย่างย่อ คล้ายบทสรุปของคัมภีร์ทั้งหมดเลขทะเบียน จบ.บ.389/1-7:1ก-7ก


         เมืองเพชรบุรีได้ชื่อว่างานช่างนั้นมีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนและงดงาม โดยรู้จักกันทั่วไปในกลุ่มงานช่างในชื่อว่า “สกุลช่างเมืองเพชร” เป็นสกุลช่างที่งานฝีมือเกิดจากช่างพื้นบ้านและได้พัฒนาทั้งระดับฝีมือ รูปแบบและเนื้อหา จนเกิดเป็นลักษณะเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น ช่างเมรุ ช่างต่อเรือ ช่างทำเกวียน ช่างเรือน ซึ่งบทความนี้ผู้เขียนได้รวบรวมองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยจะเน้นไปที่รูปแบบ โครงสร้าง และลักษณะของการสร้างธรรมาสน์ในเมืองเพชรบุรี          "ธรรมาสน์" หมายถึง ที่สำหรับพระภิกษุสามเณรนั่งแสดงธรรม (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554) โดยทั่วไปมักสร้างด้วยไม้ เป็นที่นั่งยกพื้นสูงกว่าระดับปกติ หรือรองรับด้วยฐานที่ตกแต่งอย่างงดงาม เพื่อแสดงถึงสถานะสูงส่งของพระสงฆ์ในฐานะผู้ถ่ายทอดพระธรรมเทศนาในวัฒนธรรมไทย และเป็นกิจกรรมที่แสดงฐานะและบุญบารมีของทั้งผู้อุปถัมภ์การสร้างและวัดที่เป็นเจ้าของธรรมาสน์เช่นกัน   ความสัมพันธ์ของธรรมาสน์กับกลุ่มช่างต่าง ๆ          ในยุคสมัยหนึ่งที่กระแสงานช่างเป็นที่นิยมมากในเมืองเพชร ตามเอกสารได้อธิบายยุคสมัยนี้ว่า “งานช่างยุคกระฎุมพอุปถัมภ์ (พ.ศ. 2400 – 2500)” ที่ลักษณะและรูปแบบของงานช่างจะสร้างขึ้นตามรสนิยมของช่างและผู้อุปถัมภ์ร่วมกัน ซึ่งความนิยมในการสร้างธรรมาสน์นั้นเริ่มมีขึ้นในช่วง 2460 เป็นต้นมา เป็นช่วงเวลาที่พบหลักฐานการสร้างธรรมาสน์จำนวนมากที่สร้างโดยกลุ่มช่างสำคัญ เช่น ธรรมาสน์กลุ่มช่างวัดเกาะ ธรรมาสน์กลุ่มช่างสำนักวัดยาง ธรรมาสน์กลุ่มช่างวัดพลับพลาชัย และธรรมาสน์กลุ่มช่างวัดพระทรง ซึ่งครอบคลุมระยะเวลายาวนานจนถึงช่วงปี 2509 ช่วงสุดท้ายของความนิยมในการสร้างธรรมาสน์       ดังนั้น จึงได้รวบรวมองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความเข้าใจ ความสัมพันธ์ของธรรมาสน์กับกลุ่มช่างต่าง ๆ ที่พบในแต่ละพื้นที่ และศึกษาว่าธรรมาสน์เหล่านั้นมีรูปแบบ โครงสร้าง และลักษณะการสร้างธรรมาสน์เป็นอย่างไรตามวิถีช่างในแต่ละกลุ่มช่าง โดยสรุปได้ดังนี้   กลุ่มช่างสำนักวัดยาง          กลุ่มช่างสำนักวัดยาง มีความเชี่ยวชาญงานไม้ด้านงานโครงสร้างมากที่สุด โดยเฉพาะในช่วงที่พระเทพวงศาจารย์ (หลวงพ่ออินทร์ อินทโชโต) เป็นเจ้าอาวาส (พ.ศ. 2478 ถึง พ.ศ. 2524) ท่านเป็นครูช่างที่มีบทบาทมากที่สุดในขณะนั้น ผู้ก่อตั้งโรงเรียนช่างไม้วัดยาง ในปี พ.ศ. 2478 หรือวิทยาลัยเทคนิคเพชรบุรีในปัจจุบัน           สำหรับการสร้างธรรมาสน์ของกลุ่มช่างสำนักวัดยาง แสดงให้เห็นการนำเอาขนบและรูปแบบทางศิลปกรรมที่ยึดโยงกับธรรมาสน์สมัยอยุธยาตอนปลายมาใช้เป็นต้นแบบ ธรรมาสน์ชิ้นสำคัญของช่างกลุ่มนี้ คือธรรมาสน์ที่ศาลาการเปรียญวัดยาง มีประวัติที่สันนิษฐานได้ว่าสร้างขึ้นใน พ.ศ.2423 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 มีผู้อุปถัมภ์หลัก คือ คุณแม่เลี่ยม พิชัยชลสินธุ์           ลักษณะสำคัญของธรรมาสน์ในกลุ่มนี้ มีจุดสังเกตที่สำคัญเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าสร้างมาก่อนธรรมาสน์หลังอื่นๆ ในช่วงที่นิยมสร้างธรรมาสน์ นั่นคือ แผ่นกระจกที่กระทงธรรมาสน์นั้นใช้กระจกเกรียบ ซึ่งนิยมใช้กันตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมา แต่ธรรมาสน์ในเมืองเพชรบุรีช่วงหลัง พ.ศ. 2460 กลับไม่นิยมใช้กระจกลักษณะนี้ กลุ่มช่างสำนักวัดยางพยายามปรับให้เข้ากับสมัยนิยม ส่วนยอดยังใช้เครื่องทรงแบบสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ขึ้นอยู่กับการสร้างสรรค์ คือ บางหลังมีบรรพแถลงกับบางหลังใช้กระจังแทน โดยตัวกระจังปฏิญาณจะมีลักษณะแข็ง ดุดัน ตวัดปลายสะบัดพลิ้วไหวอย่างทรงพลัง ให้ความรู้สึกที่เข้มแข็งมากกว่าและไม่นิยมลวดลายที่อ่อนช้อย           ธรรมาสน์กลุ่มนี้จะมีความสูงจากฐานถึงยอดราว 5.47 เมตร ฐานกว้าง 1.54 เมตร ยาว 1.54 เมตร เรือนธาตุสูง 1.89 เมตร ยอด 4 ชั้น ไม่นิยมใส่สาหร่าย ล่องถุนนิยมทำแบบอยุธยาคือ เปิดช่องลมให้โปร่งหรือทำแบบกระเท่เซ มีดอกประจำยามติดอยู่ที่กลางล่องราชวัตร บันไดนาคนิยมทำหางนาคม้วนตลบด้วยกระหนก 3 ตัวเช่นเดียวกับกลุ่มช่างอื่นๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน   กลุ่มช่างวัดเกาะ          กลุ่มช่างวัดเกาะมีชื่อเสียงในเชิงช่างหลายแขนง ทั้งงานโครงสร้างและงานแกะสลัก พบว่าในทศวรรษ 2460 พระครูญาณวิจัย (อธิการยิด สุวณฺโณ) เป็นครูช่างคนสำคัญที่ทำการสอนเขียนและแกะสลักลวดลายต่างๆ และมีพระอาจารย์ผูกเป็นผู้สอนงานโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม โดยงานช่างที่มีชื่อเสียงมากที่สุดจะเป็น งานช่างธรรมาสน์           ลักษณะที่โดดเด่นของธรรมาสน์ช่างวัดเกาะคือ เป็นการเลียนแบบงานศิลปกรรมสมัยอยุธยา ในลักษณะของรัตนโกสินทร์ มีการประดับลวดลายที่วิจิตร ตัวกระจังปฏิญาณและกระจังมุมที่มีลักษณะเป็น 3 มิติ แตกต่างจากสมัยอยุธยา ตรงคูหามีสาหร่ายหัวนาคแกะสลักอย่างสวยงามรายล้อมไปด้วยเทวดาถือพระขรรค์และลายกนก ยอดนิยมแบบทรงจอมแห ทั้งยอดและคูหาทำแบบแอ่นโค้งเว้าคล้ายงานสมัยอยุธยา บริเวณล่องถุนธรรมาสน์นิยมแกะสลักลวดลายเป็นเนื้อเรื่องตอนต่างๆ ในวรรณกรรมรามเกียรติ์และนิยมสร้างตัวแบกจำพวกลิง ครุฑ และนก ประดับกระจกและปิดทองทั้งหลัง โดยสรุปลักษณะเฉพาะของธรรมาสน์กลุ่มช่างวัดเกาะ ได้ว่า           1. กระจังของกลุ่มวัดเกาะจะมีลักษณะสะบัดตวัดไปมาซ้อนกัน 3 ตลบ           2. โดยส่วนใหญ่มักจะติดตัวแบกไว้ที่มุมของธรรมาสน์ทั้ง 4 ด้าน เช่น แกะเป็นหนุมานแบกที่วัดลาดโพธิ์ ครุฑที่วัดเกาะ และตัวกินกรวิกที่วัดชีว์ประเสริฐ          3. บริเวณล่องถุนธรรมาสน์มักจะเป็นพื้นที่สำหรับการอวดฝีมือไม่แพ้ส่วนอื่นๆ กล่าวคือ ที่ล่องถุนมักจะแกะลวดลายเช่นเดียวกับกลุ่มวัดพระทรง แต่ของกลุ่มวัดเกาะเป็นเรื่องราวของรามเกียรติ์ นิยมเขียนรายนามของผู้บริจาคและชื่อของช่างผู้สร้าง ปีที่สร้าง และจำนวนเงินที่สร้าง   กลุ่มช่างวัดพระทรง          กลุ่มช่างวัดพระทรงมีชื่อเสียงในด้านของงานวาดเขียน โดยมีช่างเขียนและครูช่างที่มีชื่อเสียง คือ ครูหวน ตาลวันนา ขุนศรีวังยศ (ขันธ์ เกิดแสงสี) และพระอาจารย์เป้า ปญฺโญ ผลงานที่โดดเด่นของสำนักวัดพระทรง ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของขุนศรีวังยศ โดยพระอาจารย์เป้า จะเป็นผู้แกะสลักลวดลาย คือ ธรรมาสน์วัดพระทรง ตั้งอยู่ในศาลาการเปรียญวัดพระทรง สร้างขึ้นประมาณ ปี พ.ศ. 2460          ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของธรรมาสน์กลุ่มช่างวัดพระทรงจะทำตามแบบที่ลอกเลียนโครงสร้างของงานแบบสมัยอยุธยามาสร้างสรรค์ให้เข้ากับยุคสมัยด้วยการประดับลวดลายสมัยรัตนโกสินทร์ มีการจำหลักไม้ด้วยความประณีต มีความละเอียดทุกชิ้นทุกส่วน ยอดเป็นทรงจอมแหและนิยมแกะสลักล่องถุนธรรมาสน์เป็นเรื่องทศชาติชาดก รามเกียรติ์ ลายเทพพนม เป็นต้น หรือลวดลายแบบตะวันตก เช่น วิวทิวทัศน์ และสัตว์ชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นมุมมองทางศิลปะที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้นโดยได้รับอิทธิพลจากราชสำนักกรุงเทพฯ ผ่านทางครูช่างของกลุ่มอย่างขุนศรีวังยศ ซึ่งเป็นข้าราชการในบังคับของเจ้าเมืองเพชรบุรีสมัยนั้น มีความเชี่ยวชาญในการดัดแปลงงานศิลปะตะวันตกให้เข้ากับงานศิลปกรรมไทยได้อย่างยอดเยี่ยม        กลุ่มช่างวัดพลับพลาชัย          กลุ่มช่างใหญ่อีกกลุ่มหนึ่ง โดย มีครูช่างที่ถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของยุคฟื้นฟูงานช่างของเมืองเพชร นั่นคือ หลวงพ่อฤทธิ์ ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอาจารย์ใหญ่ทางการช่าง ซึ่งผลงานของท่านมีจำนวนมากและมีความสามารถทางช่างหลายแขนง ทั้งงานไม้ งานแกะสลัก งานปั้น โดยเฉพาะงานเขียนภาพ มีลูกศิษย์คนสำคัญที่คอยสานต่อฝีมือช่างอย่าง นายเลิศ พ่วงพระเดช          กลุ่มช่างวัดพลับพลาชัยมีความเชี่ยวชาญงานเขียนและงานปูนปั้นมากเป็นพิเศษ มีผลงานจำนวนมากในช่วงครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 25 สำหรับธรรมาสน์ของกลุ่มช่างวัดพลับฯ เริ่มในปี 2465 บนศาลาการเปรียญวัดพลับพลาชัย ซึ่งเป็นผลงานของนายเลิศ พ่วงพระเดช ลักษณะของธรรมาสน์มีความแตกต่างจากกลุ่มช่างอื่นๆ ไม่มาก มีความละม้ายคล้ายคลึงจะไปเหมือนกับกลุ่มช่างวัดพระทรง ก็คือ ยอดของธรรมาสน์มีลักษณะเป็นยอดทรงจอมแหลดหลั่นชั้นลงมา เป็นเหลี่ยมตรงขึ้นไป ลดหลั่นระดับชั้นของยอดลงมาเป็นแนวตรงแบน มีสาหร่ายประดับ ล่องถุนธรรมาสน์นิยมแกะเป็นลายเทพพนม หัวสิงห์ หรือรามเกียรติ์ มีรายนามของผู้เป็นเจ้าภาพออกปัจจัยสร้างธรรมาสน์ อาจเป็นได้ว่า ช่างพลับพลาชัยกับช่างวัดพระทรงต่างเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์กัน เนื่องจากมีหลวงพ่อฤทธิ์ วัดพลับพลาชัยเป็นครูช่างใหญ่ ลักษณะที่มีกลิ่นอายของศิลปกรรมตะวันตกจึงปรากฏอยู่ทั่วไปในกลุ่มช่างทั้งสองแห่งนี้     เอกสารและหลักฐานการค้นคว้า       1. ธรรมาสน์กลุ่มช่างวัดเกาะ. ภาพถ่าย ธรรมาสน์วัดเกาะ, ธรรมาสน์วัดลาดโพธิ์วัดชีว์ประเสริฐ, ธรรมาสน์วัดชีว์ประเสริฐ, ธรรมาสน์วัดลาดโพธิ์.       2. ธรรมาสน์กลุ่มช่างวัดยาง. ภาพถ่าย ธรรมาสน์วัดยาง, ธรรมาสน์วัดสำมะโรง, ธรรมาสน์วัดหนองควง, ธรรมาสน์วัดราษฎร์ศรัทธา.       3. ธรรมาสน์กลุ่มช่างวัดพระทรง. ภาพถ่าย ธรรมาสน์วัดพระทรง, ธรรมาสน์วัดแรก, ธรรมาสน์วัดขุนตรา.       4. ธรรมาสน์กลุ่มช่างวัดพลับพลาชัย. ภาพถ่าย ธรรมาสน์วัดพลับพลาชัย, ธรรมาสน์วัดสามพราหมณ์, ธรรมาสน์วัดหนองจอก, ธรรมาสน์วัดกุฎีดาว, ธรรมาสน์วัดน้อย.       5. เหมือนพิมพ์ สุวรรณกาศ และ ชนัญญ์ เมฆหมอก, “ธรรมาสน์ไม้แกะสลักในเพชรบุรี: การวิจัยเชิงสำรวจ”, โครงการวิจัย คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2562)        6. ดวงกมล บุญแก้วสุข, “ศิลปะสกุลช่างเพชรบุรี : งานปูนปั้นปัจจุบันย้อนอดีต”, วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต, สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะไทย, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2557)       7. ชุชนัญญ์ เมฆหมอก.  (2561).  “ธรรมาสน์เมืองเพชร : พลวัตของวัฒนธรรมงานช่างไม้ในบริบทวัฒนธรรมท้องถิ่น”. วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์.             8. ชุชนัญญ์ เมฆหมอก.  (2563).  “ธรรมาสน์สำนักช่างวัดเกาะ : ประวัติศาสตร์วัตถุในบริบทวัฒนธรรมกระฎุมพีเมืองเพชร”. วารสารวิจิตรศิลป์ ปีที่ ฉบับ ที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม 2563.  


1.ชื่อโครงการ/กิจกรรม   ประสานงานเพื่อจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยดำเนินการแลกเปลี่ยนวิทยาการทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑสถาน  3.กำหนดเวลา วันที่ 28 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน พ.ศ.2558 4.สถานที่ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประธิปไตยประชาชนลาว 5.หน่วยงานผู้จัด กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย และกรมมรดก กระทรวงแถลงข่าว การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม สาธารณรัฐประธิปไตยประชาชนลาว 6.หน่วยงานสนับสนุน สถานเอกอัครราชฑูตแห่งราชอาณาจักรไทย ประจำนครหลวงเวียงจันทน์ 7.กิจกรรม ร่วมประชุมเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย และกรมมรดก กระทรวงแถลงข่าว การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม สาธารณรัฐประธิปไตยประชาชนลาว เพื่อปรับปรุงเนื้อหาของบันทึกความเข้าใจว่าด้วยดำเนินการแลกเปลี่ยนวิทยาการทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑสถาน  8.คณะผู้แทนไทย     1.1 นางจิตรปรีดี พร้อมศรีทอง               ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี       1.2 นางสาวนิธิวดี  หอมแย้ม                 หัวหน้ากลุ่มงานวิเทศสัมพันธ์                          1.3 ดร.ประสิทธิ์  เอื้อตระกูลวิทย์            อาจารย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร                                                     คณะทำงาน     1.4 นายกิตติพงษ์ สนเล็ก                     นักโบราณคดีชำนาญการ                                                                                            สำนักศิลปากรที่ ๙ ขอนแก่น                           1.5 นายชินณวุฒิ วิลยาลัย                   นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ                                                                                      สำนักศิลปากรที่ ๑๑ อุบลราชธานี                                  9.สรุปสาระของกิจกรรม 9.1 เข้าพบและขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชฑูตแห่งราชอาณาจักรไทย ณ เวียงจันทน์ สปป.ลาว คณะทำงานของกรมศิลปากรเข้าพบและขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชฑูตแห่งราชอาณาจักรไทย ณ เวียงจันทน์ สปป.ลาว คือ คุณรุจิธร แสงจันทร์ ที่ปรึกษาอัครราชทูตและคุณพศิกา พรประเสริฐ เลขานุการเอก สรุปประเด็น คือ การทำบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศไทยและ สปป.ลาว ที่ผ่านมาควรประสานความต้องการของทั้งสองฝ่ายให้ชัดเจน  ควรมีการประชุมร่วมเพื่อปรับปรุงเนื้อหาให้เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่ายและที่สำคัญ ควรมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนว่าหลังจากลงนามในบันทึกความเข้าใจแล้วจะปฏิบัติงานอะไรร่วมกันในอนาคตเนื่องจากทาง สปป.ลาว ถือว่าเมื่อลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันแล้วต้องปฏิบัติงานร่วมกันในอนาคต หากมีแผนปฏิบัติงานแนบไปกับบันทึกความเข้าใจจะทำให้ผู้บริหารระดับสูงของ สปป.ลาว เห็นว่าจะมีการปฏิบัติงานร่วมกันจริงในอนาคตและตัดสินใจลงนามในบันทึกความเข้าใจง่ายขึ้น 9.2 ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยดำเนินการแลกเปลี่ยนวิทยาการทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑสถาน  คณะทำงานของกรมศิลปากรเข้าพบกับเจ้าหน้าที่ของกรมมรดก สปป.ลาว คือ ท่านเวียงแก้ว สุกสะหวัดดี รองอธิบดีกรมมรดก, ท่านสำลาน หลวงอำไพ รองอธิบดีกรมมดก, ท่านทองลิด หลวงโคด ผู้อำนวยการกองโบราณวิทยาและนางพิมมะแสง คำดาลาวง รองผู้อำนวยการกองโบราณวิทยา ณ ห้องประชุมกรมมดก                   ทั้งสองฝ่ายร่วมกันพิจารณาเนื้อหาและปรับปรุงเนื้อหาบันทึกความเข้าใจว่าด้วยดำเนินการแลกเปลี่ยนวิทยาการทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑสถาน  จนเป็นที่ยอมรับทั้งสองฝ่าย(ดังแนบมาพร้อมนี้)                    9.3 แผนปฏิบัติงาน                    ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรไทย คณะทำงานของกรมศิลปากรจึงทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ของกรมมรดกในการจัดทำแผนปฏิบัติงานซึ่งเน้นศึกษาในประเด็นต่างๆ ที่ปรากฏในบันทึกความเข้าใจฯ โดยแต่ละฝ่ายจะจัดทำประเด็นที่ต้องการศึกษาและประชุมร่วมกันอีกครั้งเพื่อสรุปประเด็นที่จะศึกษาร่วมกัน ในวันที่ 25-27 มิถุนายน พ.ศ.2558 ณ กรมมรดก นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว   10.ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม                    จากคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรไทยและการทำความเข้าใจประเด็นศึกษาร่วมกันระหว่างกรมศิลปากรและกรมมรดกจึงควรมีการประชุมร่วมตามข้อ 9.3 เพื่อให้มีแผนปฏิบัติงานควบคู่กับบันทึกความเข้าใจฯ ซึ่งจะนำไปสู่การลงนามของทั้งสองฝ่ายโดยเร็ว                    ในการประชุมร่วมตามข้อ 9.3 เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ มีคณะกรรมการโครงการความร่วมมือระหว่างประทศไทย-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว : กิจกรรมประสานงานเพื่อจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยดำเนินการแลกเปลี่ยนวิทยาการทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑสถาน จำนวน 6 ท่าน คือ 1.นางอมรา ศรีสุชาติ                                   รองประธาน ภัณฑารักษ์เชี่ยวชาญ(ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ) 2.รศ.สุรพล  นาถะพินธุ                                 กรรมการ ข้าราชการบำนาญ มหาวิทยาลัยศิลปากร 3.ดร.ประสิทธิ์  เอื้อตระกูลวิทย์                        กรรมการ อาจารย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 4.นายกิตติพงษ์ สนเล็ก                                 กรรมการ นักโบราณคดีชำนาญการ 5.นางสาวเชาวนี  เหล็กกล้า                            กรรมการ ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ 6.นายชินณวุฒิ วิลยาลัย                                กรรมการและเลขานุการ นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ     ................................................ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ                                                                                                   (นายชินณวุฒิ วิลยาลัย)


องค์ความรู้เรื่อง : โบราณคดีเวียงลอ Ep.4โดย : นายจตุรพร  เทียมทินกฤต  นักโบราณคดีชำนาญการ         กลุ่มโบราณคดี  สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่- ใต้กำแพงเมืองมีกระดูกมนุษย์??.     ดังที่ทราบว่า ใน ปี พ.ศ. 2547-48 สำนักศิลปากรที่ 7 น่าน(ขณะนั้น) ได้ดำเนินทางโบราณคดี ขุดแต่งโบราณสถาน ขุดแต่งโบราณสถาน 14 แห่ง ขุดค้นทางโบราณคดีทั้งในและนอกกำแพงเมือง 19 จุด และขุดค้นขุดแต่งเพื่อทราบโครงสร้างการซ่อมแซม เสริมสร้างแนวกำแพง และขนาดของกำแพงเมือง จำนวน 8 จุดครอบคลุมทุกด้านของแนวกำแพงเมืองเวียงลอ ในการทำงานจะมีการขุดค้นลึกลงไปจนเลยพื้นใช้งานแรกสุดของกำแพงเมืองเพื่อให้ทราบถึงว่าไม่มีร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์อีกในพื้นที่นี้ หลุมขุดค้นอื่น ๆ ไม่มีปรากฏร่องรอยกิจกรรมมนุษย์ก่อนการสร้างกำแพงเมือง   แต่การดำเนินงานไปจนกระทั่ง หลุมที่ 5 (T.P.5) ตั้งอยู่ในบริเวณ ทางแนวกำแพงเมืองพื้นที่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ แตกต่างออกไป.     เมื่อการขุดตรวจลึกกว่าพื้นระดับใช้งานสุดท้ายของกำแพงเมือง  ได้พบหลักฐานแหล่งฝังศพของมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในวัฒนธรรมยุคโลหะตอนปลายจากการขุดค้นบริเวณใต้แนวกำแพงเมือง จากขุดค้น ในT.P.5 พบโครงกระดูก 3 โครง มีการฝังศพแบบนอนหงาย เหยียดยาว ต่อมาเมื่อการดำเนินงานจนแล้วเสร็จ ได้พบโครงที่ 4 พบส่วนกะโหลกศีรษะ แต่ไม่ได้ขยายออกไปเพิ่มเติมเนื่องจากปัญหางบประมาณสรุปได้พบว่า เป็นชุมชนขนาดใหญ่ วัฒนธรรมของผู้ตาย น่าจะมีความเชื่อการฝังศพหัวหน้าไปทางทิศตะวันออก นอกจากนั้นในการขุดค้นและขุดแต่งยังพบ สิ่งของเครื่องใช้ฝังร่วมกับร่างผู้ตาย และมีความแตกต่างปริมาณและความหลากหลายในโครงที่ 1และ 2 กับโครงที่ 3 อาจแสดงให้เห็นความแตกต่างทางสถานะสังคมหรือเศรษฐกิจก็เป็นได้.     โบราณวัตถุที่พบเช่น ภาชนะดินเผา  เครื่องมือหิน เครื่องมือเหล็ก เช่น มีด หอก ขวาน/สิ่ว(?) เป็นต้น แวดินเผา เครื่องประดับ เช่น กำไลสำริด  ลูกปัดหินคาร์เนเลี่ยน, ลูกปัดแก้วที่รู้จักกันในชื่อ “ลูกปัดลมสินค้า  (Trade-Wind Breads)”หรือลูกปัดทวาราวดี ด้วย นิยมมากในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 9 – 10 จนถึงพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 ในการศึกษาในปีพ.ศ. 2547 – 2548  เราจึงได้ลูกปัดเป็นตัวเปรียบเทียบว่าเจ้าของโครงกระดูกเหล่านี้น่าจะมีอายุในช่วง 2000 – 1500 ปีมาแล้ว หรือประมาณพุทธศตวรรษที่ 6 – 12 และต่อมาเราได้รับเงินงบประมาณ ในปีงบประมาณ 2560 ได้ดำเนินการ “โครงการขุดค้นทางโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์เมืองโบราณเวียงลอ” ได้วางแผนผังในการทำงานพื้นที่ประมาณ 200 ตารางเมตรครอบคลุม บริเวณพื้นที่บริเวณใกล้เคียงพื้นที่ T.P.5 และสุ่มพื้นที่เพื่อขุดค้น ครอบคลุมพื้นที่ ได้พบหลุมฝังศพจำนวน 6 โครง โบราณวัตถุโดยรวมเหมือนปี 2547 – 2548 (หากมีโอกาสจะนำเสนอในตอนต่อ ๆ ไป) และทางคณะทำงานได้ส่งตัวอย่างไปหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ ทั้งหมด 10 ตัวอย่าง ด้วยวิธีกำหนดอายุด้วยวิธีเรืองแสงความร้อน (Thermoluminescence : TL) ที่ ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้อายุระหว่าง 600-1050 ปีมาแล้ว ประมาณ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 – 20 ดังนั้น ทางคณะทำงานจึงได้กำหนดอายุของแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์เวียงลอ โดยใช้ค่าอายุทางวิทยาศาสตร์แทนแบบเปรียบเทียบรูปแบบที่ใช้แต่ปี 2548 ตัวอย่างเหล่านี้ได้จากจุดต่างๆในการขุดค้นจากชั้นบนสุดถึงล่างสุด แสดงถึงชุมชนเวียงลอมีการอยู่อาศัยก่อนการสร้างเมืองที่มีการสร้างกำแพงเมือง – คูน้ำที่สร้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 – 20 น่าจะมีชุมชนในช่วงที่พุทธศตวรรษที่ 16 – 17 และได้ในเอกสาร ตำนานเมืองพะเยาพงศาวดารโยก มีการกล่าวถึง “ขุนเจือง” ที่ประสูติปี 1642 (ประมาณ 900 ปีมาแล้ว) แสดงว่า “พันนาลอ” ก็เป็นชุมชนบริวารของเมืองพะเยามาแต่ต้นสมัยขุนจอมธรรม จากค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ของกลุ่มชนที่ได้ฝังร่างไว้ในที่นี้ร่วมสมัยกับขุนเจือง ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่มีความสามารถมากเป็นที่ยอมรับของชนชาติใน 2 ฝั่งแม่น้ำของตอนกลาง  ลาวตอนเหนือ จรดแม่น้ำแดง ในเวียดนาม ชุมชนพันนาลอได้อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องจนถึงสมัยล้านนา วัฒนธรรมจากยุคโลหะปลาย มารับพุทธศาสนาในพุทธศตวรรษที่ 19 – 20 การปลงศพเปลี่ยนจากฝังศพ เป็นการเผา               ------------------------------------------------------    อ้างอิงเฉลิมวุฒิ  ต๊ะคำมี. ตำนานเมืองพะเยา. เชียงใหม่:นครพิงค์การพิมพ์,2554ประชากิจกรจักร,พระยา. พงศาวดารโยนก. กรุงเทพฯ:คลังวิทยา,2516.ศิลปากร,กรม. รายงานการขุดค้น เมือง กำแพงเมือง  เวียงลอ (หลุมขุดค้นที่ 1-8). สำนักศิลปากรที่ 7 น่าน:2547 (เอกสารอัดสำเนา)


        สุรินทร์เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความเป็นมายาวนาน จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบ ข้อมูลในพงศาวดาร  เรื่องเล่าตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา  เป็นที่อยู่ของชนหลายเผ่าพันธุ์ทั้ง ไทย  เขมร ลาว กวยหรือกูย  ทำให้มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย             ตัวเมืองเมืองสุรินทร์   พื้นที่ในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์มีมนุษย์เข้ามาตั้งชุมชนแล้วตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย  ลักษณะชุมชนเป็นเนินดินมีคูน้ำคันดินล้อมรอบ  ขนาดกว้างประมาณ  1,000  เมตร  ยาวประมาณ  1,300  เมตร   เป็นลักษณะเฉพาะของแผนผังเมืองโบราณตั้งแต่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายถึงสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้นซึ่งพบทั่วไปในเขตภาคอีสานตอนล่าง กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองสุรินทร์ในราชกิจจานุเบกษา  เล่มที่  95  ตอนที่  98  ลงวันที่  19  กันยายน  2521            จากการสำรวจของหน่วยศิลปากรที่  6   ในปี พ.ศ. 2534  พบว่าตัวเมืองยังมีสภาพที่สมบูรณ์เห็นแนวคูน้ำ-คันดินแบ่งออกเป็น  2  ชั้น  คือ  เมืองชั้นในและเมืองชั้นนอก           เมืองชั้นใน  มีลักษณะเป็นรูปวงรีแบบสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายถึงสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้น  มีขนาดกว้างประมาณ  1,000  เมตร  ยาวประมาณ  1,300  เมตร  สภาพคูเมืองค่อนข้างสมบูรณ์  มีบางส่วนเท่านั้นที่ขาดหายไป   เมืองชั้นนอก  มีลักษณะแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบชุมชนขอมโบราณ มีคูน้ำ  2  ชั้น  คันดิน  1  ชั้นล้อมรอบ  ขนาดกว้าง  1,500  เมตร  ยาว  2,500  เมตร  สภาพคูเมืองค่อนข้างสมบูรณ์   ยกเว้นด้านทิศใต้           จากที่กล่าวมาข้างต้นนั้น  จะเห็นได้ว่า  ตัวเมืองสุรินทร์ในปัจจุบันนี้  เคยเป็นบ้านเมืองมาแล้วตั้งแต่สมัยโบราณกาล  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองสุรินทร์ในอดีต  ตลอดจนถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของชาวสุรินทร์ได้เป็นอย่างดี  ดังนั้น  จึงเป็นหน้าที่อย่างสำคัญที่คนสุรินทร์ในปัจจุบันจะช่วยกันรักษามรดกอันทรงคุณค่าชิ้นนี้ไว้ตราบชั่วลูกหลาน  ด้วยการไม่บุกรุกทำลายคูน้ำคันดินของเมืองโบราณสุรินทร์    สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในจังหวัดสุรินทร์    จากการศึกษาวิจัยการและสำรวจพบแหล่งโบราณคดีในจังหวัดสุรินทร์  กว่า 59 แห่ง ส่วนมากเป็นชุมชนโบราณที่มีคูน้ำ-คันดินล้อมรอบ ได้แก่    แหล่งโบราณคดีบ้านโนนสวรรค์ ตำบลนาหนองไผ่ อำเภอชุมพลบุรี  หมู่บ้านเป็นเนินสูงเกือบ 3 เมตร  พบโบราณวัตถุได้แก่ เศษภาชนะดินเผาแบบต่างๆ รวมทั้งภาชนะเคลือบสีน้ำตาลแบบขอม และพบภาชนะที่ใช้บรรจุมีลักษณะเป็นภาชนะก้นมนขนาดใหญ่ ที่ใช้ในการฝังศพครั้งที่สองของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์  ที่มีอายุอยู่ในราว 2,000-1,500 ปี มาแล้ว พบมากไปตลอดลุ่มแม่น้ำมูลตอนกลางแถบจังหวัดบุรีรัมย์  สุรินทร์  มหาสารคาม  ร้อยเอ็ด เป็นลักษณะของกลุ่มวัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้   ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์    แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท ตำบลปราสาททนง อำเภอปราสาท แหล่งโบราณคดีแห่งนี้เป็นที่ตั้งของปราสาททนง เป็นโบราณสถานขอมชึ่งกรมศิลปากรมีโครงการขุดแต่ง ในปี พ.ศ.2536 และได้ขุดตรวจชั้นดินทางด้านหลังของโบราณสถาน พบหลักฐานสำคัญแสดงให้เห็นถึงการอยุ่อาศัยของมนุษย์มาก่อนจะสร้างปราสาท คือ โครงกระดูกมนุษย์เพศชาย อายุประมาณ 35- 40 ปี ปัจจุบันได้นำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์   นอกจากแหล่งโบราณคดีทั้งสองแหล่งนี้แล้ว ยังไม่มีการขุดค้นตามหลักวิชาการในอีกกว่า 50 แห่ง อาศัยเพียงเทียบเคียงค่าอายุกับแหล่งอื่น ๆ พอสรุปได้ว่ามีอายุอยู่ในราว 2,000-1,500 ปีมาแล้ว     สมัยประวัติศาสตร์ในจังหวัดสุรินทร์             ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบหลักฐานชุมชนสมัยทวารวดีทั้งภูมิภาค  เมืองโบราณที่สำคัญ เช่น เมืองฟ้าแดดสงยาง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์  เมืองนครจำปาศรี อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม เมืองกันทรวิชัย อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เมืองโบราณบ้านคอนสวรรค์ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ เมืองเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งของวัฒนธรรมทวารวดี นั่นคือ การนับถือศาสนาพุทธ ซึ่งก่อให้เกิดงานศิลปกรรมที่เนื่องในศาสนา  ตามเมืองหรือชุมชนโบราณสมัยทวารวดีจะพบว่ามีการสร้างสิ่งก่อสร้าง หรือ รูปเคารพในศาสนาพุทธขึ้น ได้แก่ พระพุทธรูป พระพิมพ์ ใบเสมา เป็นต้น   แหล่งวัฒนธรรมทวารวดีในสุรินทร์             วัฒนธรรมทวารวดี  ประมาณพุทธศตวรรษที่  12-16 หรือราว 1,000-1,400  ปีมาแล้ว    ในภาคอีสานตอนล่าง   ชุมชนในวัฒนธรรมทวารวดี มีอายุเดียวกับชุมชน ในจังหวัดต่างๆ บริเวณลุ่มแม่น้ำมูล เช่น เมืองเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เมืองโบราณบ้านฝ้าย อำเภอหนองหงส์ เมืองโบราณบ้านประเคียบ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เมืองคงโคก อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ชุมชนโบราณบ้านไผ่ใหญ่ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ( กรมศิลปากร, 2532 : 114 - 116 ) เป็นต้น             ลักษณะชุมชนวัฒนธรรมทวารวดีที่พบในจังหวัดสุรินทร์มักจะมีคูน้ำคันดินล้อมรอบ มีโบราณวัตถุเนื่องในพุทธศาสนา เช่น ใบเสมา พระพุทธรูป  พระพิมพ์ เป็นต้น           ชุมชนโบราณบ้านตรึม ตำบลตรึม อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ บริเวณบ้านตรึม มีลักษณะเป็นชุมชนที่มีคูน้ำล้อมรอบ ทางด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้าน มีหนองน้ำขนาดใหญ่ เรียกว่า หนองสิม  ภายในวัดตรึม  เป็นเนินดินมีใบเสมาปักอยู่ 16 ใบ  ลักษณะเป็นแบบแผ่นรูปกลีบบัว ทำด้วยศิลาแลงและหินบะชอลต์ ใบเสมาทุกใบจะมีลักษณะของการตกแต่งที่เหมือนกัน นั่นคือ แกะสลักเป็นรูปหม้อน้ำ อยู่ตรงกลางใบทั้งสองด้าน ยอดเป็นกรวยแหลมบรรจบกับส่วนบนของใบเสมาพอดี ขอบใบเสมาแกะเป็นเส้นตรงโค้งไปตามขอบ ทำให้ดูเหมือนว่าผิวหน้าทั้งสองด้านของใบเสมายื่นออกมา  ปัจจุบันทางวัดได้สร้างอาคารคลุมใบเสมาและเนินดินไว้           ชุมชนโบราณบ้านไพรขลา ตำบลไพรขลา อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์  เป็นชุมชนที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ พบใบเสมา  ที่โนนสิมมาใหญ่ และโนนสิมมาน้อย             โนนสิมมาใหญ่             อยู่ภายในหมู่บ้านทางทิศใต้  มีกลุ่มใบเสมาจำนวนมาก  ปักอยู่ในตำแหน่งทิศทั้งแปดบางส่วนถูกเคลื่อนย้าย   มาเก็บรวมกันไว้ในอาคารขนาดเล็ก ใบเสมาทั้งหมดทำจากศิลาแลง เป็นแผ่นรูปกลีบบัว ตรงกลางใบเป็นรูปหม้อน้ำมียอดเป็นรูปกรวยแหลม  หรือเป็นสันขึ้นมาทั้งสองด้าน ลักษณะการตกแต่งเหมือนกับใบเสมาที่บ้านตรึม             โนนสิมมาน้อย             อยู่ทางทิศตะวันตกภายในหมู่บ้าน  บริเวณนี้พบใบเสมาจำนวนเล็กน้อยอยู่รวมกันเพียงจุดเดียว  ใบเสมาบางใบน่าจะปักอยู่ในตำแหน่งเดิม  โดยมีการย้ายใบเสมาใบอื่น ๆ มาวางรวมกันไว้  ลักษณะของใบเสมาเหมือนกับใบเสมาที่โนนสิมมาใหญ่  เป็นใบเสมาแบบแผ่นรูปกลีบบัว ตรงกลางใบทำเป็นสันทั้งสองด้าน ทั้งหมดทำจากศิลาแลง             ใบเสมาที่พบสันนิษฐานว่าปักไว้เพื่อกำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์  เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในสมัยนั้น   วัฒนธรรมขอมโบราณในสุรินทร์             จังหวัดสุรินทร์ด้านทิศใต้ติดต่อกับประเทศกัมพูชา  มีเทือกเขาพนมดงรักกั้นเขตแดน   มีการเดินทางติดต่อกันมาแต่โบราณผ่านทางช่องเขา เช่น ช่องจอม อ.กาบเชิง ช่องตาเมือน อ.พนมดงรัก เป็นต้น  ทำให้มีการติดต่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกันมาตลอด  โดยเฉพาะในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12-18   โดยศึกษาจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบดังนี้              ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 ตรงกับรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 แห่งอาณาจักรขอมโบราณ    จังหวัดสุรินทร์มีการสร้างปราสาทภูมิโพน ที่ ต.ดม อ.สังขะ เป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ในศาสนาฮินดูศิลปะขอมโบราณสมัยไพรกเมง (สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ,2532)ประกอบด้วยปราสาทอิฐ  3 หลัง และฐานอาคารก่อด้วยศิลาแลง 1 หลัง    พบชิ้นส่วนจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต   1 ชิ้น  ซึ่งมีใช้ราวพุทธศตวรรษที่ 12-13  ทับหลังรูปสัตว์ครึ่งสิงห์ครึ่งนก ประกอบวงโค้งที่มีวงกลมรูปไข่  ศิลปะขอมโบราณแบบไพรกเมง จำนวน 1 แผ่น               บริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากปราสาท  500 เมตร มีหนองปรือซึ่งเป็นบารายขนาดใหญ่ แบบวัฒนธรรมขอมโบราณ  รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 300X500 เมตร อยู่ 1 แห่ง             ราวกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 15 (ประมาณ 1,100 ปีมาแล้ว) ในเขตจังหวัดสุรินทร์  มีชุมชนวัฒนธรรมเขมรโบราณที่สำคัญอีก 2 แห่ง   คือ ชุมชนปราสาทหมื่นชัย บ้านถนน และชุมชนปราสาทบ้านจารย์  ต.บ้านจารย์  อ.สังขะ                ปราสาทบ้านจารย์  เป็นปราสาทศิลปะขอมโบราณสมัยเกาะแกร์ ราวกลาง-ปลายพุทธศตวรรษที่ 15  เป็นปราสาทองค์เดียว ก่อด้วยอิฐ มีคูน้ำรูปตัวยูล้อมรอบ  ปัจจุบันตัวปราสาทมีสภาพหักพังเหลือเพียงส่วนเรือนธาตุ  บนตัวปราสาทมีทับหลังขนาดใหญ่สลักรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ                      ปราสาทหมื่นชัย  เป็นปราสาทองค์เดียว ก่อด้วยอิฐ มีคูน้ำรูปตัวยูล้อมรอบ  ปัจจุบันตัวปราสาทมีสภาพหักพังเหลือเพียงส่วนเรือนธาตุ           ปราสาทตาเมือนธม  บ้านหนองคันนา ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์    เป็นปราสาทขนาดใหญ่ ก่อด้วยหินทราย และศิลาแลง             ปราสาททนง  บ้านปราสาท ต.ปราสาททนง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ เป็นปราสาทขนาดเล็ก ก่อด้วยอิฐ หินทราย และศิลาแลง  ตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ประกอบไปด้วยสองส่วน  คือ พลับพลาและปราสาทประธาน             ปราสาทบ้านไพล  บ้านปราสาท ต.เชื้อเพลิง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์  เป็นปราสาทอิฐ 3 องค์ มีขนาดเท่ากันตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงหันหน้าไปทางทิศตะวันออก  มีคูน้ำรูปตัวยูล้อมรอบ             ต่อมาในช่วงอารยธรรมขอมในประเทศกัมพูชาได้เจริญถึงขีดสุดราวพุทธศตวรรษที่  16 – 18 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างของประเทศไทย  พบปราสาทหินและเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบขอม  เป็นจำนวนมาก ได้แก่ เมืองพิมาย อันมีปราสาทพิมายเป็นศูนย์กลางของเมือง  ตัวเมืองมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่  เป็นต้น  ช่วงระยะเวลานี้มีหลักฐานว่าเมืองสุรินทร์ได้รับอิทธิพลอารยธรรมของขอมโบราณอย่างมากเช่นกัน มีการปรับแผนผังเมืองให้ใหญ่ขึ้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบขอมโบราณมีคูน้ำ  2  ชั้น  คันดิน  1  ชั้น  ล้อมรอบ  ขนาดกว้าง  1,500  เมตร  ยาว  2,500  เมตร  ล้อมรอบตัวเมืองเดิมรูปวงรีในสมัยก่อนหน้านั้นไว้ภายในอีกชั้นหนึ่ง ส่วนพื้นที่อำเภอต่างๆ พบปราสาทขอมโบราณอีกหลายแห่ง            ในช่วงหลังของพุทธศตวรรษที่ 18 อารยธรรมขอมโบราณเสื่อมลง  เมืองสุรินทร์น่าจะเป็นบ้านเมืองสืบมาจนถึงในราวสมัยอยุธยาตอนปลายราวต้นพุทธศตวรรษที่  24  สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์  พระมหากษัตริย์ แห่งอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา  โปรดเกล้าฯ ให้ยกชุมชนหลายแห่งในจังหวัดสุรินทร์เป็นเมือง  ตัวเมืองสุรินทร์ในขณะนั้นเรียกว่า  “ บ้านคูประทายสมัน “  จึงโปรดให้ยกขึ้นเป็นเมืองคูประทายสมัน มีพระสุรินทร์ภักดีเป็นเจ้าเมือง  ทำราชการขึ้นตรงต่อเมืองพิมาย            สมัยกรุงธนบุรี  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  โปรดเกล้าฯ ยกฐานะเจ้าเมืองคูประทายสมันขึ้นเป็นพระยา นามว่า พระยาสุรินทร์ภักดี ปกครองเมืองคูประทายสมัน ขึ้นตรงต่อเมืองพิมาย           สมัยรัตนโกสินทร์  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  โปรดเกล้าฯ ให้เมืองในบริเวณนี้หลายเมือง ได้แก่ เมืองคูประทายสมัน เมืองขุขันธ์  และเมืองสังฆะ อันเป็นเมืองที่มีความชอบในราชการสงคราม  ทำราชการขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ พร้อมกับโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเมืองคูประทายสมัน  เป็นเมืองสุรินทร์  ตามชื่อเจ้าเมืองในคราวเดียวกัน ต่อมาเปลี่ยนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปกครองสืบต่อมาถึงปัจจุบัน


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว   1.ชื่อโครงการ/กิจกรรม   โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศไทย-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว : กิจกรรมประสานงานเพื่อจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยดำเนินการแลกเปลี่ยนวิทยาการทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑสถาน  3.กำหนดเวลา วันที่ 25-27 มิถุนายน พ.ศ.2558 4.สถานที่ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประธิปไตยประชาชนลาว 5.หน่วยงานผู้จัด กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย และกรมมรดก กระทรวงแถลงข่าว การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 6.หน่วยงานสนับสนุน สถานเอกอัครราชฑูตแห่งราชอาณาจักรไทย ประจำนครหลวงเวียงจันทน์ 7.กิจกรรม ร่วมประชุมเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย และกรมมรดก กระทรวงแถลงข่าว การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อปรับปรุงเนื้อหาของบันทึกความเข้าใจว่าด้วยดำเนินการแลกเปลี่ยนวิทยาการทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑสถาน    8.คณะผู้แทนไทย 8.1 นางอมรา ศรีสุชาติ                       ภัณฑารักษ์เชี่ยวชาญ (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ) 8.2 นายกิตติพงษ์ สนเล็ก                    นักโบราณคดีชำนาญการ 8.3 นางสาวเชาวนี  เหล็กกล้า               ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ 8.4 นายชินณวุฒิ วิลยาลัย                   นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ 8.5 รศ.สุรพล  นาถะพินธุ                    ข้าราชการบำนาญ มหาวิทยาลัยศิลปากร 8.6 ดร.ประสิทธิ์  เอื้อตระกูลวิทย์            อาจารย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร   9.สรุปสาระของกิจกรรม 9.1 ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยดำเนินการแลกเปลี่ยนวิทยาการทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑสถาน  คณะทำงานของกรมศิลปากรเข้าพบกับเจ้าหน้าที่ของกรมมรดก สปป.ลาว คือ ท่านเวียงแก้ว สุกสะหวัดดี รองอธิบดีกรมมรดก, ท่านทองลิด หลวงโคด ผู้อำนวยการกองโบราณวิทยาและนางพิมมะแสง คำดาลาวง รองผู้อำนวยการกองโบราณวิทยา ณ ห้องประชุมกรมมรดก          ทั้งสองฝ่ายร่วมกันพิจารณาเนื้อหาและปรับปรุงเนื้อหาบันทึกความเข้าใจว่าด้วยดำเนินการแลกเปลี่ยนวิทยาการทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑสถาน  บางส่วนอีกเล็กน้อยโดยไม่กระทบต่อเนื้อหาหลักที่เคยพิจารณาร่วมกันแล้ว(ดังแนบมาพร้อมนี้)           9.2 แผนปฏิบัติงาน           คณะทำงานของกรมศิลปากรและเจ้าหน้าที่ของกรมมรดก ร่วมกันพิจารณาแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติงาน สรุป ดังนี้ -          ระยะเวลา 5 ปี -          ใช้การศึกษาเชิงพื้นที่เป็นหลัก คือ พื้นที่สองฝั่งของแม่น้ำโขง ตั้งแต่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายและเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ลงมาจนถึงอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานีและเมืองจำปาสัก แขวงจำปาสัก -          ปีที่ 1 เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูลและจัดทำมาตราฐานการปฏิบัติงาน โดยคณะทำงานของทั้งสองฝ่าย(ที่จะตั้งขึ้นหลังการลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ) จะร่วมกันพิจารณาความรู้และข้อมูลของพื้นที่ศึกษา(สองฝั่งของแม่น้ำโขง)ว่ามีประเด็นใดในพื้นที่ใดที่เกิดคำถามทางวิชาการร่วมกันและจากนั้นจึงร่วมกันจัดทำมาตราฐานในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำสู่วิธีปฏิบัติงานจริงต่อไป (โดยให้เน้นประเด็นหรือพื้นที่ที่ปรากฏหลักฐานหลายยุคหลายสมัย-Key settlement-ซึ่งจะสามารถให้นักวิชาการหลายสาขาเข้าร่วมในการศึกษาได้) -          ปีที่ 2-3 เป็นการปฏิบัติงานร่วมกันในพื้นที่และประเด็นที่ตั้งไว้ทั้งในประเทศไทยและ สปป.ลาว, แลกเปลี่ยนบุคลากรในการให้ความรู้ซึ่งกันและกัน, สัมมนาโต๊ะกลม(สำหรับคณะทำงานร่วม), เสวนาทางวิชาการ(เพื่อเผยแพร่ความรู้), รายงานประจำปี -          ปีที่ 4 เป็นการประชุมคณะทำงานเพื่อรวบรวม-คัดกรอง-ขมวดประเด็นศึกษาเพื่อนำไปสู่ชุดความรู้ที่จะประมวลผลการศึกษาจากนักวิชาการทุกสาขาที่เข้าร่วม, ประชุมทางวิชาการเพื่อเผยแพร่ความรู้, รายงานประจำปี -          ปีที่ 5 จัดพิมพ์หนังสือทางวิชาการ   10.ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม 10.1 จะนำเสนอ รายละเอียดของ ร่าง แผนปฏิบัติงาน อีกครั้ง 10.2 จะนำเสนอ ร่าง คณะกรรมการเพื่อพิจารณา ร่าง แผนปฏิบัติงาน อีกครั้ง เพื่อให้คณะกรรมการสามารถปฏิบัติงานได้หลังการลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ (ซึ่งจะประกอบด้วยผู้บริหารและนักวิชาการสาขาต่างๆที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องทั้งหมด)     ................................................ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ                                                        (นายชินณวุฒิ วิลยาลัย)


กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น   กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้ ๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙   ๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ - โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท - โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน   ๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว   ๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้ ๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน ๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ ๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา ๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ ๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน   หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ๑. ชื่อโครงการ           การประชุมและสัมมนาทางวิชาการของสมาคมอนุรักษ์สื่อโสตทัศน์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก (The Southeast Asia – Pacific Audio Visual Archives Association : SEAPAVAA) หัวข้อ Advocate : The why  And How of It and Succession Planning : A Step To Sustain   ๒. วัตถุประสงค์           ๒.๑ เพื่อเข้าร่วมประชุม 19th SEAPAVAA General Assembly           ๒.๒ เพื่อเข้าร่วมสัมมนาทางวิชาการ 19th “Advocate, Connect, Engage           ๒.๓ เพื่อร่วมงาน Archival Gems Screening           ๒.๔ เพื่อศึกษาดูงาน ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ  หอสมุด Esplanade Lee Kong Chain  Natural History Museum และพิพิธภัณฑ์ต่างๆ   ๓. กำหนดเวลา           วันอังคารที่ ๒๑ – วันพุธที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘   ๔. สถานที่           หอสมุดแห่งชาติ (National Library)   ๕. หน่วยงานผู้จัด           สมาคมอนุรักษ์สื่อโสตทัศน์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเเปซิฟิก Asia – Pacific Audio Visual Archives Association : SEAPAVAA ๖. หน่วยงานสนับสนุน           กลุ่มแผนงาน โครงการและวิเทศสัมพันธ์ สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร   ๗. กิจกรรม           การประชุม SEAPAVAA General Assembly   ๘. คณะผู้แทนไทย           ๘.๑ นางสาวนัยนา แย้มสาขา                ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ           ๘.๒ นางสาวกรพินธุ์ ทวีตา                   นักจดหมายเหตุ ชำนาญการพิเศษ           ๘.๓ นางสาวกษมาณัชญ์ นิติยารมย์          นักจดหมายเหตุ ชำนาญการ   ๙. สรุปสาระของกิจกรรม           ๙.๑ การประชุมคณะกรรมาธิการบริหารสมาคม (Executive Council Meeting)                    กรรมาธิการบริหารสมาคม ประกอบด้วย นายกสมาคมจากประเทศออสเตรเลีย เลขาธิการสมาคมจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติสิงคโปร์ และเหรัญญิกจากสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยคณะกรรมการจากประเทศต่างๆ           ๙.๒ การประชุมใหญ่สามัญประจำปี (19th SEAPAVAA General Assembly)                    มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการรับรองสมาชิกใหม่ ๑๐ ราย รายงานสถานภาพการเงินของสมาคม การนำเงินของสมาคมโอนจากประเทศฟิลิปปินส์มาฝากที่ธนาคาร OCBC ที่สิงคโปร์ การปรับปรุงเว็บไซต์ การอนุญาตให้นำตราสัญลักษณ์ของสมาคมไปใช้สำหรับการจัดกิจกรรมต่างๆ ในวาระครบรอบ ๒๐ ปี ในปีหน้า การพิจารณาข้อเสนอให้เกาะกวมเป็นสถานที่จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ ๒๐ และการประชุมทางวิชาการในปีหน้า การพิจารณาหลักเกณฑ์การมอบรางวัลต่างๆ เช่น SEAPAVAA Fellowship สำหรับบุคคลที่ปฏิบัติงานด้านอนุรักษ์ดีเด่น  รางวัล NFSA – SEAPAVAA Preservation Award ของหอภาพยนตร์และเสียงแห่งชาติของออสเตรเลีย ความร่วมมือระหว่างสมาคมกับหน่วยงานอนุรักษ์ ระดับ International Relations and Partnership ได้แก่ UNESCO AMIA FIAF INSA ICCROM PARBICA ฯลฯ           ๙.๓ การสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง Advocate, Connect, Engage (การสนับสนุน การเชื่อมต่อ และการมีส่วนร่วม)                    วิทยากรจากประเทศต่างๆ จำนวน ๔๔ คนนำเสนอเรื่องที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการอนุรักษ์เอกสารประเภทสื่อโสตทัศน์ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการแปลงข้อมูลสื่อโสตทัศน์ การจัดเก็บรักษา การให้บริการและเผยแพร่เอกสารสื่อโสตทัศน์ ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ปฏิบัติภารกิจในการเก็บเอกสาร การสำรวจ คำค้นเทคโนโลยี และวิธีการใหม่ๆ เพื่อส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วม ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยเพิ่มความสำเร็จและความยั่งยืนของการทำงานจดหมายเหตุ                    นายยาคอบ ฮิบราฮิม (Mr. Yaacob Ibrahim) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสารและสารสนเทศสิงคโปร์ เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมสัมมนา และนายบรรสาน บุนนาค เอกอัครราชทูตไทยประจำสิงคโปร์ มาร่วมเป็นเกียรติในงาน                    Keynote Speaker คือ Mr. Hisashi Okajima ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการอนุรักษ์สื่อโสตทัศน์ประเทศญี่ปุ่น ได้กล่าวในหัวข้อ Into the Digital Woods : Archival Utopia or Pandaemonium  เป็นเรื่ององค์ประกอบสำคัญสำหรับการอนุรักษ์สื่อโสตทัศน์ มี ๔ อย่าง ได้แก่ ความสามารถของบุคลากร งบประมาณ กฎหมาย และเทคโนโลยี แม้ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและเข้าใจยาก                            แต่นักจดหมายเหตุและนักอนุรักษ์รุ่นใหม่จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ ๙.๔ การฉายภาพยนตร์อนุรักษ์ดีเด่นของประเทศสมาชิก (Archival Gems Screening)           ประเทศสมาชิกได้คัดเลือกภาพยนตร์เก่าที่ได้รับการอนุรักษ์ จำนวน ๑๔ เรื่อง นำมาฉายรวมทั้งประเทศไทย พิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุกรมประชาสัมพันธ์ ได้นำภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับวันพระราชสมภพของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ มาร่วมในกิจกรรมนี้ ๙.๕ การศึกษาดูงาน ๙.๕.๑ หอจดหมายเหตุแห่งชาติสิงคโปร์ แบ่งส่วนงานเป็น ๕ ส่วน ได้แก่ ส่วนบริหารเอกสาร (Records Management) ทำหน้าที่ประเมินคุณค่าเอกสาร ซึ่งรวมถึงการช่วยเหลือหน่วยงานภาครัฐ ในด้านการจัดการเอกสาร ด้านการอนุรักษ์ ส่วนการบริการจดหมายเหตุ (Archives Services) ให้บริการข้อมูลออนไลน์มากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ เอง ศูนย์ประวัติศาสตร์จากการบอกเล่า (Oral History Center) แต่ละปีมีการกำหนดแผนงานและเป้าหมายในการสัมภาษณ์บุคคลเพื่อทำประวัติสาสตร์บอกเล่า ส่วนจดหมายเหตุสื่อโสตทัศน์ (Audio Visual Archives) ทำหน้าที่เก็บรวบรวมสื่อโสตทัศน์ที่มีความสำคัญทางสังคม วัฒนธรรมของสิงคโปร์ และแปลงสื่อโสตทัศน์ที่มีความเสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพจากระบบอนาล็อกเป็นดิจิทัล เพื่อรักษาข้อมูลที่มีคุณค่าไว้ให้คนรุ่นต่อไป ส่วนบริการภายนอก (Outreach) ทำหน้าที่เผยแพร่ประวัติศาสตร์ของประเทศผ่านเอกสารจดหมายเหตุที่มีคุณค่า โดยการจัดนิทรรศการ ผลิตสิ่งพิมพ์ และจัดโครงการกิจกรรมต่างๆ ๙.๕.๒ ห้องสมุด Esplanade อยู่บนศูนย์การค้า เป้นห้องสมุดสาธารณะแห่งแรกของสิงคโปร์ ที่เน้นศิลปะการแสดงโดยเฉพาะ ได้แก่ ดนตรี การเต้น ละครและภาพยนตร์ มีเอกสารที่อยู่ในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ประมาณ ๕๐,๐๐๐ เรื่อง และยังมีเวทีสำหรับจัดการแสดงและพื้นที่จัดนิทรรศการ ในขณะเข้าศึกษาดูงาน ห้องสมุดกำลังจัดนิทรรศการภาพยนตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สูญหาย (Southeast Asian lost Films Exhibition) โดยมีภาพยนตร์ ไทยเรื่อง “โชคสองชั้น” สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่สร้างโดยคนไทย จัดแสดงในรูปคลิปวิดีโอ ฟิล์มภาพยนตร์เรื่องนี้ชำรุดเสียหายมากไม่สามารถซ่อมแซมได้และสูญหายไป การเยี่ยมชมหน่วยงานทั้งสองแห่ง จะเห็นได้ว่าประเทศสิงคโปร์ให้ความสำคัญอย่างมากต่อการเก็บรักษาและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของประเทศ โดยการสนับสนุนงบประมาณสร้างแหล่งเรียนรู้ เพื่อให้ประธานในปัจจุบันและในอนาคตได้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูล ได้ศึกษารากเหง้า ประวัติศาสตร์ของประเทศ เกิดความตระหนักและหวงแหนมรดกทางวัฒนธรรม ในการสนทนากับเอกอัครราชทูตไทยประจำสิงคโปร์ มีข้อสรุปว่าทางสถานทูตไทย ณ  สาธารณรัฐสิงคโปร์ ขอความร่วมมือสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ในการค้นคว้าภาพจดหมายเหตุที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ไทย – สิงคโปร์ เพิ่มเติม เพื่อจัดนิทรรศการความสัมพันธ์ไทย –สิงคโปร์ และจัดพิมพ์หนังสือเพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ ๕๐ ปี   ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ควรมีแผนงานโครงการเรียนรู้การอนุรักษ์เอกสารโสตทัศนจดหมายเหตุ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญ วิทยากร ด้านการบริหารจัดการเอกสารประเภทนี้ของสมาคมอนุรักษ์สื่อโสตทัศน์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก (The Southeast Asia – Pacific Audio Visual Archives Association : SEAPAVAA) มาบรรยาย ให้ข้อมูลทางวิชาการ แลกเปลี่ยนประสบการณ์แก่นักจดหมายเหตุและบุคลากรของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เพื่อการเรียนรู้ เพิ่มพูนศักยภาพ และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อการอนุรักษ์เอกสารโสตทัศนจดหมายเหตุ ให้มีสภาพดี มีอายุยาวนานและสามารถเผยแพร่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าอย่างกว้างขวางสู่สาธารณชน                                                            นางสาวกรพินธุ์ ทวีตา ผู้สรุปรายงานการเดินทางไปราชการ


๑. ชื่อโครงการ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ในการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม : กรณีศึกษาหลวงพระบางและสุโขทัย ๒. วัตถุประสงค์ เพื่อร่วมประชุมกลุ่มย่อยเก็บข้อมูล เรื่อง กลยุทธ์การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ของเมืองหลวงพระบาง ๓. กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๑๖ – ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๘ ๔. สถานที่ มหาวิทยาลัยสุภานุวงศ์ เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ๕. หน่วยงานผู้จัด คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ๖. หน่วยงานสนับสนุน มหาวิทยาลัยสุภานุวงศ์ เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ๗. กิจกรรม                 ประชุมกลุ่มย่อยเพื่อนำข้อมูลด้านการอนุรักษ์ การพัฒนา และการบริหารจัดการเมืองหลวงพระบาง มาวิเคราะห์กลยุทธ์ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยรับฟังการบรรยายข้อมูลการบริหารจัดการเมืองมรดกโลกหลวงพระบาง และสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง โดยมีผู้แทนจากมหาวิทยาลัยสุภานุวงศ์ (Souphanouvong University)  ห้องการมรดกโลก (Luang Prabang World Heritage Office) ห้องการแถลงข่าว วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว (Department of Information, Culture and Tourism) และผู้แทนผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ตามรายละเอียด ดังนี้                วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ -          บรรยายเรื่อง “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของแหล่งมรดกโลกหลวงพระบาง” และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างคณะผู้วิจัยจากประเทศไทยและคณะผู้แทนจากองค์กร หน่วยงาน และภาคเอกชน ของเมืองหลวงพระบาง -          สัมภาษณ์เก็บข้อมูลกลุ่มย่อยในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ ๑. การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ๒. คุณภาพการให้บริการด้านการท่องเที่ยว ๓. การประชาสัมพันธ์ ๔. การสร้างชื่อเสียงและเครื่องหมายมรดกโลก ๕. การส่งเสริมทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ๖. การสร้างธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วม                    วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ -          เก็บข้อมูลและสัมภาษณ์เชิงลึกเจ้าหน้าที่ของห้องการมรดกโลก เมืองหลวงพระบาง -          เดินทางกลับประเทศไทย ๘. คณะผู้แทนไทย                    ประกอบด้วยคณะผู้ดำเนินการวิจัยและผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ๑. รองศาสตราจารย์ ดร. วรัชยา  ศิริวัฒน์ (หัวหน้าโครงการวิจัย) คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง                    ๒. รองศาสตราจารย์ ดร. วิพร  เกตุแก้ว   คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง                    ๓. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา  ไวสำรวจ   คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง                    ๔. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศุภัทรา  อำนวยสวัสดิ์  คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง                    ๕. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศิริลักษม์  ตันตยกุล   คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง                    ๖. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กรสรวง  ปาณินท์  คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง                    ๗. นางสาวจินตนา  พรหมนิมิตร   คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง                    ๘. ว่าที่ร้อยตรี พันตรี  มีจิตต์   นักศึกษา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง                    ๙. นายวีรชน  เกษสกุล   นักศึกษา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ๑๐. อาจารย์สุทิน  เกตุแก้ว  อาจารย์พิเศษ ๑๑. นายสถาพร  เที่ยงธรรม นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการ สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย ๑๒. นางสาวเนืองนิตย์  ชัยภูมิ  หัวหน้าฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย ๙. สรุปสาระของกิจกรรม                 กิจกรรมหลักประกอบด้วยการฟังบรรยายสรุป เรื่อง “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของแหล่งมรดกโลกหลวงพระบาง” โดยมีประเด็น ดังนี้ ๑. หลักสูตรการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยสุภานุวงศ์ โดยอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุภา- นุวงศ์ ๒. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อการคุ้มครองมรดกโลกหลวงพระบางโดยผู้แทนห้องการมรดกโลก(Mr.Saveuy Silavanh รองผู้อำนวยการ)                ๓. ภารกิจของห้องการแถลงข่าว วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ด้านการดูแลรักษาแหล่งมรดกโลกหลวงพระบาง โดย ผู้แทนห้องการแถลงข่าว วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว (Mr.Som-Ock Phanthavong รองผู้อำนวยการ ด้านวัฒนธรรม)                จากการประชุมกลุ่มย่อยและการสัมภาษณ์ในแง่มุมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งในห้องประชุมและการเข้าเยี่ยมชมสำนักงานห้องการมรดกโลก เมืองหลวงพระบาง พบว่าเมืองมรดกโลกหลวงพระบางได้รับการวางแบบแผนในการดำเนินงานอนุรักษ์และพัฒนาตามมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญของหลวงพระบาง คือ การขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักโบราณคดี และภูมิสภาปนิก โดยปัจจุบันต้องอาศัยความช่วยเหลือจากต่างประเทศในการให้ทุนการศึกษาแก่บุคลากรเพื่อศึกษาเพิ่มเติมในระดับทั้งปริญญาตรี โท และเอก โดยประเทศที่ให้การสนับสนุนได้แก่ ประเทศจีน ประเทศเวียดนาม และประเทศไทย                เป็นที่น่าสังเกตว่ามหาวิทยาลัยสุภานุวงศ์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักในการผลิตบุคลากรของแขวงหลวงพระบาง มีหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการท่องเที่ยวโดยเน้นด้านการโรงแรมและการบริการการท่องเที่ยว แต่ไม่มีหลักสูตรด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี วิศวกรรมศาสตร์ และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่จะผลิตบุคลากรเพื่อรองรับงานด้านการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งมรดกโลกแห่งนี้ ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม                 ด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้เป็นการเก็บข้อมูลด้านการอนุรักษ์ พัฒนา และบริหารจัดการพื้นที่เมืองมรดกโลกหลวงพระบาง โดยเน้นในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ดังนั้นจึงไม่มีโอกาสศึกษาโบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยวในเมืองหลวงพระบางอย่างลึกซึ้ง แต่จากการสังเกตด้านการดูแลสภาพภูมิทัศน์ของเมืองและการควบคุมสิ่งปลูกสร้าง นับว่าเมืองหลวงพระบางมีมาตรฐานในการควบคุมเป็นอย่างดี ทั้ง ๆ ที่หลวงพระบางเองยังขาดทรัพยากรบุคคลด้านโบราณคดีและภูมิสถาปนิก แต่ได้พยายามดัดแปลงสิ่งปลูกสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้มีรูปแบบสอดคล้องกับศิลปกรรมที่ปรากฏอยู่ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในการดูแลรักษาและคุ้มครองลักษณะทางกายภาพของเมืองมรดกโลกแห่งนี้


จากทองคำสู่ทองคำเปลว นายเสกสรรค์ ญาณพิทักษ์ นักวิชาการช่างศิลป์ ปฏิบัติการ: ผู้เรียบเรียง           ทองคำเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในจำพวกโลหะที่มีเนื้ออ่อนที่สุด มีความมันวาว มีอุณหภูมิในการหลอม ละลายที่ ๑,๐๖๓ องศาเซลเซียส สามารถยึดและตีให้เป็นแผ่นบาง ๆได้สูงสุดถึง ๐.๐๐๐๑ มิลลิเมตร หรือที่เรียกกันว่า “ทองคำเปลว” จากคุณสมบัติของทองคำที่มีลักษณะเฉพาะตัว มีเนื้อสีเหลืองสุกปลั่งเป็นประกาย ไม่เป็นสนิม ไม่หมอง ไม่มีคราบไคล จึงดูสะอาดตาและนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างมนุษย์รู้จักนำทองคำมาเป็นเครื่องใช้เครื่อง ประดับมากกว่า ๕,๐๐๐ ปี           ทองคำเป็นแร่ที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานกันตามธรรมชาติ ซึ่งทางวิชาการของกรมทรัพยากรธรณีได้แบ่ง แหล่งกำเนิดทองคำ เป็นสองชนิดคือ ทองคำที่เกิดจากแหล่งปฐมภูมิ (Primary deposit) และแหล่งทุติยภูมิ (Secondary deposit) ซึ่งมีใจความพอสรุปได้ดังนี้             ทองคำที่เกิดจากแหล่งปฐมภูมิ เป็นแหล่งแร่อยู่ในสายหรือทางแร่ทองคำ (gold bearing vien) ซึ่งเกิดร่วมกับ หินอัคนี เช่น เกิดร่วมในสายแร่ควอตซ์ปนกับแร่ไพไรต์ แร่คาลโดไพไรต์ แร่กาลีนา           ทองคำที่เกิดจากแหล่งทุติยภูมิ เป็นแหล่งแร่บนลานแร่ (placer deposit) ซึ่งมีธารน้ำไหลผ่าน มักปนกับแร่หนัก ชนิดอื่น ๆ ที่ทนกับการสึกกร่อน เช่น แร่แมกนี้ไทต์ แร่อิลเมในต์ แร่การ์เนต           ทองคำขาว โดยมีชั้นดินหรือกรวดทราย ปิดทับชั้นที่มีแร่ไว้ การเกิดแบบนี้ หินต้นกำเนิดมักอยู่ในภูมิประเทศที่เป็นภูเขาหรือพื้นที่ลาดชัน เมื่อเกิดการผสลาย ตัวไปตามธรรมชาติ ก็ถูกธารน้ำไหลพัดพาไปจากแหล่งเดิม           แต่ทองคำและแร่อื่นที่หนักและทนต่อการสึกกร่อนผุพัง มักจะแยกตัวออกจากเศษหินดินทรายอื่น ๆ และสะสมมากขึ้นตรงบริเวณที่เป็นแหล่งลานแร่ซึ่งถ้าเป็น แหล่งแร่ท้องน้ำ (streamdeposit) แร่จะสะสมรวมตัวกันมากขึ้นบริเวณท้องน้ำจนกลายเป็นแหล่งแร่ ส่วนการสะสมของแร่ที่มีอยู่ตาม ไหล่เขา หรือที่ลาดชันใกล้กับหินต้นกำเนิด หรือสายแร่เดิม จะเป็นแหล่งแร่พลัด (eluvial deposit) ซึ่งจะมีตะกอน ของดิน ทราย กรวดมาทับถมกันเป็นชั้นหนา จนเกิดเป็นลานหรือแหล่งแร่ทองคำ           คุณลักษณะของทองคำและการนำมาใช้ประโยชน์ คุณลักษณะของเนื้อทองคำเป็นเครื่องชี้บอกคุณภาพ ของทอง เป็นคำกล่าวที่พิจารณาเนื้อทอง โดยตั้งพิกัดราคาทองตามคุณลักษณะของเนื้อทองนั้น ๆ มีตั้งแต่เนื้อสี่ถึง เนื้อเก้า ตามประกาศของรัชกาลที่ ๔ เช่น ทองเนื้อหกคือ ทองหนัก ๑ บาท ราคา 5 บาท ทองเนื้อเก้าคือ ทอง หนัก ๑ บาท ราคา ๙ บาท ทองเนื้อเก้าเป็นทองที่มีความบริสุทธิ์มาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เนื้อทองจะสุกปลั่ง สีเหลือง อมแดงเป็นทองธรรมชาติ บางครั้งเรียกว่า “ทองชมพูนุท” หรือ “ทองเนื้อแท้” นอกจากนี้ในรัชกาลที่ ๔ ยังกำหนด อัตราแลกเปลี่ยนทอง (เหรียญทองกษาปณ์) ไว้ด้วย คือ - ทองทศ มีค่าเท่ากับ ๑ ใน ๑๐ ของชั่ง หรือเท่ากับ ๘ บาท (๑ ชั่ง = ๘๐ บาท) - ทองพิศ มีค่าเท่ากับ ๑ ใน ๒๐ ของชั่ง หรือเท่ากับ ๔ บาท  - ทองพัดดึงส์ มีค่าเท่ากับ ๑ ใน ๓๒ ของชั่ง หรือเท่ากับ ๒.๕๐ บาท นอกจากการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน ทองคำตามมูลค่าที่กำหนดโดยความบริสุทธิ์ของเนื้อทองแล้ว ยังได้ กำหนดคุณสมบัติของเนื้อทอง โดยพิจารณาจากรูปลักษณ์ สี และวิธีที่จะนำทองนั้นมาใช้งาน หรือแปรรูปให้เหมาะ กับงาน ที่นิยมเรียกกันคือ           ๑.ทองดอกบวบ หรือทองคำที่มีสีดอกบวบ เป็นทองเนื้อหก มีสีเหลืองอ่อนคล้ายดอกบวบ ซึ่งเรียกกันมา ตามความรู้สึก ของคนโบราณ นิยมนำมาทำเป็นภาชนะต่าง ๆ และพระพุทธรูป           ๒.ทองนพคุณ เป็นทองคำแท้ ทองคำบริสุทธิ์ หรือทองเนื้อเก้า           ๓.ทองแล่ง เป็นทองคำที่นำมาแล่งหรือทำเป็นเส้นลวดเล็ก ๆ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางแตกต่างกันหลายขนาด แล้วแต่จะนำไปใช้งานลักษณะใด เช่น สาน ขัด หรือทอเป็นผืนผ้า หรือใช้ตกแต่งเป็นเครื่อง นุ่งห่มประกอบพระราชพิธี หรือใช้จักสานเป็นเครื่องประดับต่าง ๆ เช่น สร้อยคอ สร้อยข้อมือ มงกุฏ อาจใช้เป็นส่วนย่อยของเครื่องประดับ ชนิดต่าง ๆ หรือใช้คาดรัดร้อยยอดเจดีย์ที่ห่อหุ้มปลียอดด้วยทองคำ เป็นต้น          ๔.ทองแป คือ เหรียญทองในสมัยโบราณชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้แลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา นำมาใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยน สินค้าตามมูลค่าได้          ๕.ทองใบ เป็นทองคำที่ตีแผ่เป็นแผ่นบาง ๆ ขนาดหรือความหนาขึ้นอยู่กับการนำไปใช้งาน จากนั้นนำไปตัด เป็นชิ้นๆเพื่อนำไปพับหรือม้วน บางครั้งก็เรียกว่า“ทองม้วน” ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่นำไปใช้           ๖.ทองเค เดิมเป็นชื่อใช้เรียกทองคำเพื่อเป็นเกณฑ์วัดความบริสุทธิ์ โดยทอง ๒๔ กะรัต หรือ ๒๔ เค ถือเป็นทองคำแท้ ส่วนทอง ๑๔ เค หมายถึง ทองที่มีจำนวนเนื้อทองคำ ๔ กะรัต ที่เหลือ ๑๐ กะรัตจะมีเนื้อโลหะ อื่นเจือปน ปัจจุบันคำนี้มักหมายถึง ทองที่มีเนื้อโลหะอื่นเจือปนอยู่ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ทองนอก”           ๗.ทองรูปพรรณ คือ ทองคำที่นำมาเป็นเครื่องประดับต่าง ๆ เช่น สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ต่างหู กำไล และแหวน ทองรูปพรรณนี้ยังใช้เป็นเครื่องสินสอดทองหมั้น เพื่อสู่ขอในพิธีแต่งงานของหญิงชายตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึงปัจจุบัน จนมีคำเรียกกันระหว่างคู่สมรสว่า“เป็นทองแผ่นเดียวกัน”           ๔.ทองคำเปลว เป็นทองคำที่ตีออกเป็นแผ่นบาง ๆ ชาวไทยรู้จักทองชนิดนี้เป็นอย่างดี ใช้สำหรับปิดองค์ พระพุทธรูป งานหัตถกรรมชั้นสูงอื่น ๆ เช่น ตู้พระธรรม งานไม้แกะสลักลาย มีการลงรักแล้วนำทองไปปิด จนเรียก กันต่อมาว่า“ลงรักปิดทอง” อันหมายถึงกระบวนการปิดทองที่ต้องการให้เนื้อทองติดบนวัตถุตามลวดลายที่ต้องการ           การทำทองคำเปลวหรือการตีทอง เป็นงานศิลปหัตถกรรมของคนไทยมาแต่โบราณกาล น่าจะมีใช้ในงานศิลปะ ตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้วแพร่หลายในสมัยอยุธยา ดังปรากฏหลักฐานทั้งจากเอกสารต่าง ๆ และศิลปะโบราณวัตถุที่ยังคง ให้เห็นทุกวันนี้ เมื่อสิ้นสุดยุคกรุงศรีอยุธยา ต่อเนื่องมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวบ้านที่มีอาชีพตีทองก็ย้ายมาตั้งถิ่นฐาน และประกอบอาชีพนี้ ในบริเวณที่เรียกว่า บ้านช่างทอง ณ บริเวณที่เรียกกันว่า ถนนตีทองถึงสี่แยกคอกวัวในปัจจุบัน           การทำทองคำเปลวเนื้อทองที่ใช้ต้องเป็นทองคำบริสุทธิ์ ถ้าทองที่ใช้มีส่วนผสมมาก จะทำให้ตียากและเนื้อทอง ที่ได้สีไม่สวย กรรมวิธีการทำทองคำเปลวนั้นช่างจะนำทองคำแท่งที่มีน้ำหนักตามต้องการ ไปทำการรีดทองให้เป็นแผ่น บาง ๆ เสียก่อน เมื่อรีดเสร็จแล้วนำแผ่นทอง นั้นมาตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาด 1 ตารางเซนติเมตร ภาษาช่างเรียกว่า “ การรอนทอง ”           นำกระดาษที่มีความมันและลื่นคล้ายกับกระดาษแก้วมาลูบด้วยแป้งหิน“กวาดสอ” ซึ่งมีลักษณะคล้าย ดินสอพองเนื้อละเอียด เพื่อไม่ให้ทองติดกระดาษเวลาตี นำกระดาษที่มีความมันและลื่นคล้ายกับกระดาษแก้วมาตัด ขนาด ๔ X ๔ นิ้ว มาทำการ ซัดร้อนกระดาษก่อน โดยนำกระดาษแก้วใส่ซองหนังแล้วตีกระดาษเปล่าประมาณ ๑ ชั่วโมง นำทองที่ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ มาวางบนกระดาษแก้ว หนึ่งชิ้นต่อหนึ่งแผ่น แล้วนำมา วางซ้อนกันประมาณ ๑, ๑๐๐ - ๑,๒๐๐ แผ่น ใส่ในซองหนังวัว “กบ” ซึ่งมีขนาดเท่ากับกระดาษ (๔ X 4นิ้ว) กุบนี้มีลักษณะเหมือนกลักไม้ขีดไฟ รูปสี่เหลี่ยมซ้อนกันสองชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็นที่บรรจุกระดาษเหมือนลิ้นชัก อีกชิ้นเป็นซองสำหรับสวมเพื่อทำให้กระดาษแก้ว ถูกห่อหุ้มอย่างมิดชิด เพื่อจะช่วยให้เกิดความร้อนได้มากพอที่จะทำให้ทองขยายตัวได้ขณะตี ใช้เวลาตีประมาณ ๑ ชั่วโมง             การตีทองนั้นต้องมีจังหวะในการตีคล้ายๆ กับการตีเหล็ก โดยวางซองหนัง กุบ วางลงบนแท่นหินแกรนิตหรือ หินอ่อน ผิวหน้าเรียบ ที่ขอบทั้ง ๔ ด้าน จะมีไม้ประกบเป็นกรอบ เพื่อไม่ให้ดิ้น ส่วนบนแท่นหินจะมีไม้อีกชิ้นยึดติดอยู่ นำไม้แหลมเล็กเรียกว่า“ไม้กลัด” สอดยึดซอง ไปยึดติดกับไม้ชิ้นบนและล่าง เพื่อประกบกันให้อยู่ ไม่ให้ซองหนังหรือ กุบเคลื่อนที่เวลาตี โดยส่วนมากแล้วแท่นหินที่รองรับนั้นจะแบ่งออกเป็นสองฝั่งเท่าๆ กัน เพื่อใช้สำหรับตีซองหนังกับ ดังกล่าวแล้ว อีกฝั่งหนึ่งจะทำการตีซองหนังฝักทอง ไปพร้อม ๆ กัน           ค้อนที่ใช้ในการตีทองนั้นจะทำมาจากทองเหลือง มีสองแบบคือ ค้อนที่ใช้ตีทองจะมีน้ำหนักประมาณ ๔ กิโลกรัม หน้าร้อนจะเล็ก ส่วนต้อนที่ตีฝักทองจะมีส่วนหน้ากว้าง การตีทอง คนตีทองต้องมีความชำนาญและศิลปะในการตี การตีกุบนั้นจะเริ่มตีอย่างเบา ๆ เพื่อให้ทองค่อย ๆ ขยายตัวก่อน แล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักในการตีให้แรงขึ้น จน ทองแผ่ขยายตัวออกไปจนมีรูปร่างกลมกว้างประมาณ ๒ นิ้วเศษ แล้วจึงนำแผ่นทองที่ได้นั้นมาเปลี่ยนใส่กระดาษที่มีขนาดใหญ่ ขึ้น ประมาณ 5x5 นิ้ว เรียกว่า “ ฝักทอง” แล้วนำไปเรียง ใส่ใน กุบอีกชุดหนึ่งที่มีขนาดใหญ่เท่ากับกระดาษ           การตีฝักทองนี้จะตีติดต่อกันไปประมาณ ๔ ชั่วโมง ช่างตีทอง จึงต้องมีสมาธิและมีความชำนาญ เมื่อเสร็จแล้วแผ่นทองที่ได้จะมี รูปร่างกลม และขนาดที่ใหญ่ขึ้น ประมาณ ๕-๖ นิ้ว ในการตีทองนั้นกรรมวิธีที่จะทำให้แผ่นทองขยายตัวได้ทั่วทั้งแผ่นนั้น ช่างต้องตีให้ได้ทั้งน้ำหนัก จังหวะจะต้องตีทั้งหนักและเบาไปเรื่อย ๆ ในการตีทองนั้นจะต้องวางน้ำหนักและตำแหน่งลูกค้อนลงไปบนซองหนังหรือกุบ ซึ่งจะขึ้น อยู่กับคนที่แต่ละคน แต่โดยมากมักจะตีวนจากซ้ายไปขวา จากขวาไปซ้าย จากบนลงล่าง และวกขึ้นบน ต้องควบคุมน้ำหนักหน้าค้อนให้กระทบ ซองหนังอย่างเต็มๆ จนกว่าแผ่นทองจะมีความบางได้ที่           นำแผ่นทองจากการตีทองครั้งที่ ๒ เสร็จแล้วก็จะนำมาเปลี่ยน ถ่ายไปยังฝักทองอีกอันหนึ่ง ด้วยกระดาษข่อย (ปัจจุบันใช้การดาษสา) เรียกว่า“ กระดาษดาม” แล้วจึงนำมาทำการตัดแผ่นทองให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม กรรมวิธีการตัดทองนี้ , การถ่ายทองจากกุบไปยังฝักทอง และถ่ายจากฝักทองลงกระดาษดามขั้นตอนเหล่านี้ต้องทำด้วยความ ระมัดระวังเพราะทองที่ได้นั้นเป็นแผ่นบางและเบา จะต้องทำในที่อับลม           เวลาตัดทองต้องนำมาวางลงบนวัสดุคล้ายหมอนที่ไม่นิ่ม และแข็งจนเกินไป แล้วใช้คมของไม้รวก หรือไม้ไผ่ หรือไม้เลี้ยะ ตัดทอง โดยให้ทางยาวของคมไม้รวกกดไปบนแผ่นทองไม่แรงนัก แล้วลากลงเล็กน้อยเพียงให้แผ่นทองขาดเท่านั้น เมื่อได้แผ่นทอง คำเปลวแล้วก็ใช้ไม้รวกนั้นแซะแผ่นทองมาวางลงบนกระดาษ ห่อทอง ซึ่งเป็นกระดาษฟางชนิดบาง โดยให้แผ่นทองวางลงบน ด้านที่สากของกระดาษ เพื่อกันไม่ให้แผ่นทองเลื่อยไหล ซึ่งโดยทั่วไปจะมีขนาด ๔ X ๔ เซนติเมตร ส่วนเศษทองที่เหลือจากการตัดจะนำมาหลอมเป็นก้อนแล้วนำไปตีใหม่ แผ่นทองคำเปลว ที่ได้จากการที่นั้นถ้าสังเกตดูดี ๆ จะมีสีที่ต่างกันคือสีของทองออก ทางเหลืองอมเขียว ภาษาช่างตีทองจะเรียกว่า “ทองเขียว” เพราะ เนื้อทองคำที่นำมาตีนั้นมีส่วนผสมมากเป็นทองที่ความบริสุทธิ์ ๙๗ % ส่วนทองคำเปลวเนื้อที่ดีนั้นจะมีสีเหลืองอร่ามอมแดง เพราะ เป็นทองที่มีความบริสุทธิ์ ๙๙.๙๙ % ภาษาช่างตีทองจะเรียกว่า “ทองซัว”           ทองคำเปลวที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตนี้เราสามารถแบ่ง แยกแผ่นทองคำเปลวออกเป็น ๒ แบบด้วยกันคือ           - ทองคำเปลวแบบที่เรียกว่า ทองคัด หมายถึง ทองคำ เปลว ที่ตัดออกมาตามขนาดที่กำหนดเป็นทองแผ่นเดียวกันทั้งแผ่น          -ทองคำเปลวแบบที่เรียกว่า ทองต่อ หมายถึง เศษที่เหลือของทองคำเปลวทั้งสี่ด้านนำมาเรียงต่อกันให้เป็น แผ่นใหม่ แล้วตัดให้เป็นสี่เหลี่ยมในขนาดที่ต้องการ          ปัจจุบันนี้ราคาทองคำเปลวมีราคาค่อนข้างแพงขึ้นอยู่กับราคาทองคำในท้องตลาด ซึ่งคาดว่าในอนาคตงาน ประณีตศิลป์ที่ต้องใช้ทองคำเปลวในการสร้างสรรค์งาน อาจจะขาดช่วงหรือสูญหายจากสังคมไทยเนื่องจากตัวช่าง ผู้สร้างสรรค์งานและผู้จ้างทนสู้กับราคาที่แพงขึ้นของทองคำไม่ไหว เหมือนงานช่างอื่น ๆ ที่สูญหายไปจากสังคมนี้     บรรณานุกรม ทวีศักดิ์ เกษปทุม. “การผลิตทองรูปพรรณ,” สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ ฉบับเสริมการเรียนรู้, เล่มที่ ๔. กรุงเทพฯ : โครงการสารานุกรม ไทยสำหรับเยาวชน, ๒๕๕๐. กรมศิลปากร. ภูมิปัญญาไทยในงานศิลป์ : ถิ่นเมืองกรุง. กรุงเทพฯ : อมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, ๒๕๔๓ ประภาพร ตราชูชาติ, โครงการสร้างต้นแบบเพื่อจัดทำองค์ความรู้ด้านศิลปกรรม ความรู้ด้านการปิดทองทึบ. นครปฐม : โครงการสร้างต้นแบบ เพื่อจัดทำองค์ความรู้ด้านศิลปกรรม ประจำปี ๒๕๕๒ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร, ๒๕๕๒ ที่มาภาพ : http://www siamwoodcarving .comองค์ความรู้ด้านศิลปกรรม ความรู้ด้านการปิดทองทึบ. นครปฐม : โครงการสร้างต้นแบบ เพื่อจัดทำองค์ความรู้ด้านศิลปกรรม ประจำปี ๒๕๕๒ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร, ๒๕๕๒ ที่มาภาพ : http://www siamwoodcarving .com


ชื่อเรื่อง :  หนังสือค่าวซอเรื่องดอยสุเทพ เชียงใหม่ผู้แต่ง : เพ็ง กาวิโลปีที่พิมพ์ : ๒๔๗๖สถานที่พิมพ์ :  เชียงใหม่ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์อเมริกันจำนวนหน้า : ๓๔ หน้าเนื้อหา : หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า ร่ำดอยสุเทพ เชียงใหม่ พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์อักษรที่โรงพิมพ์อเมริกัน ถนนเจริญเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2476 ผู้แต่งคือ นายหนานเพง กาวิโล อักษรล้านนา ภาษาล้านนา หนานเพ็ง กาวิโล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ได้แต่งคร่าวร่ำตำนานดอยสุเทพเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ.2476 สรุปความว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จมายังดอยสุเทพพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกเพื่อโปรดสัตว์ ได้มอบพระเกสาให้แก่ ย่าแสะ ชาวบ้านผู้ถวายภัตตาหาร ทรงกล่าวว่าหากพระองค์ทรงดับขันธปรินิพพานแล้ว จะมีลูกศิษย์ชื่อว่า พระสุมณ มาเผยแผ่ศาสนา พระอินทร์ได้พระเกศาจากมือย่าแสะแล้วเนรมิตพระธาตุขึ้นพร้อมด้วยเนรมิตโกฐ เงินชั้นนอก ชั้นในเป็นทองคำและสมบัติมากมาย เช่นแก้ว 7 ประการ ดอกไม้เงินดอกไม้ทอง เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า ในวันศุกร์ ที่ 15 เดือนแปดเป็ง และในทุกปีเมื่อตรงกับวันดังกล่าว พระยาอินทากับศรัทธาจะมาสระสรงพระธาตุบรรจุพระเกศาธาตุนั้น ณ ดอยสุเทพ บทที่ 2 กล่าวถึง กุมารลูกของย่าแสะได้บวชเรียนเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ถือศีล 227 ข้อ แล้วทำนุบำรุงศาสนาต่อไป เนื้อความกล่าวถึงวัดเก่าที่ผาลาดหลวงและธรรมชาติบริเวณดอยสุเทพ บทที่ 3 กล่าวถึง ราชครูเจ้าสมเด็จดับภัย วัดฝายหิน เจ้าคณะมณฑล ซึ่งพ่อเจ้าหลวงเชียงใหม่ และ พระราชชายาเจ้าดารารัศมีให้ความเคารพนับถือ ได้ร่วมปฏิสังขรณ์และสร้างวิหารหลวง แต่งเรื่องนี้เมื่อปี 2475 เดือนมีนาคม หากจักพัทธศีลธาตุที่ไหนก็ดีให้หันหน้าไปทางทิศใต้แล้วกล่าวว่า “โสภควาอิติปิอรหํ” 3 รอบ เช่น ไหว้พระเจ้าดอยสุเทพทั้ง 4 องค์ พระเจ้าทันใจ พระพุทธะ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตัวอย่างข้อความปริวรรตคร่าวร่ำตำนานดอยสุเทพ เชียงใหม่ หน้าที่ 1 บทที่ 1 นมัสการ                   ถวายสาส์น            นบน้อม                   สิบนิ้วตั้งเกล้า ก่ายดวงเกสา           ติรตฺตนา                 สามดวงแก้วเจ้า       ได้วิคหํ ฅ่าวธัมม์พระเจ้า      หื้อเป็นนิยาย           เล่าไว้                      ม่อนได้แต่งกลอน คำวอนค้อนไค้         ตามออกอั้น            ในธัมม์                    ที่พระกล่าวไว้ แน่หมั้นสจฺจํ            ตามออกตำนาน      สุเทพธาตุเจ้า           ตถาคโต พระองค์จอมเกล้า   เสด็จมายังที่นี้          กับสาวก                 พระองค์กล่าวชื่อ ห้าร้อยว่าอั้น          ตามมา                    พระอินท์เจ้าฟ้า        ก็ทวยรักษา โสภควา                 โคตมเจ้า                 ท่านแอ่วเมตตา        โปรดสัตโสกเจ้า หื้อได้บรรเทา[1]     บาปร้าย                  เสด็จมาเถิง              รอดเถิงเขตค้าย ดอยสุเทพเจ้า         เทพา                       บาฬีกล่าวไว้            อุจุปพฺพตา พระเสด็จมา           บิณฑบาตข้าว         ยังมีย่าแสะ               แถะสวนหมากเต้า กับองค์ชายเราลูกไธ้ พากันเพี่ยวสวน      ตัดฟันบั่นไม้             แปงไร่ข้าวนา เหลียวหันยังพระ    พุทโธสตฺถา              สะพายบาตรมาฯลฯ เลขทะเบียนหนังสือหายาก : ๗๒๒เลขทะเบียนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ : E-book_๒๕๖๗_๐๐๑๘หมายเหตุ : โครงการจัดเก็บและอนุรักษ์หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ สื่อโสตทัศนวัสดุ และเอกสารโบราณ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ [1] ปนฺโท / บรรเทา


black ribbon.