ค้นหา
จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ
การกำหนดอายุเจดีย์ประธานวัดช้างรอบ โดยวิธีศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบทางศิลปกรรมกับลวดลายเครื่องประดับเทวรูปพระอิศวร เมืองกำแพงเพชร..เทวรูปพระอิศวรสำริด แต่เดิมประดิษฐานอยู่ที่ศาลพระอิศวรอันเป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดูเพียงแห่งเดียวในเมืองกำแพงเพชร ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ลักษณะประทับยืนมี 1 เศียร 2 กร พระพักตร์รูปเหลี่ยม พระขนงเชื่อมต่อกันเหนือสันพระนาสิก พระโอษฐ์เม้มเป็นเส้นตรง ทรงไว้พระทาฐิกะ (เครา) เป็นรูปสามเหลี่ยม กลางพระนลาฏมีพระเนตรที่สาม สวมกระบังหน้า เกล้าพระเกศารูปทรงกระบอกปรากฏอุณาโลม ประดับกุณฑลที่พระกรรณ ด้านข้างพระเศียรมีกรรเจียก สวมกรองศอที่ประดับลายประจำยามและมีพวงอุบะขนาดเล็กห้อยตกลงมา ส่วนองค์ท่อนบนคล้องสายยัชโญปวีตและสวมพาหุรัดในรูปของนาค สวมทองพระกร ทองพระบาท พระธำมรงค์ทุกนิ้ว ทรงภูษาโจงกระเบนสั้นจีบเป็นริ้ว คาดทับด้วยเข็มขัดที่ประดับด้วยพวงอุบะขนาดเล็ก และชักขอบผ้านุ่งด้านบนให้แผ่ออกเป็นรูปสามเหลี่ยมมีชายผ้าห้อยตกลงมาทางด้านหน้า..การกำหนดอายุโดยการเปรียบเทียบตามความหมายในคู่มือการปฏิบัติงานด้านโบราณคดี หมายถึงอายุที่ไม่สามารถระบุเวลาเป็นจำนวนปีที่เทียบเคียงและเชื่อมโยงเข้ากับเวลาของปฏิทินปัจจุบัน กล่าวคือไม่สามารถระบุเป็นตัวเลขจำนวนปี หรือสมัยได้ ระบุได้เพียงว่าอายุเท่ากับ หรืออายุเก่ากว่า หรืออายุน้อยกว่าหลักฐานทางโบราณคดีชิ้นใด ชุดใด หน่วยใดเท่านั้น.ในที่นี้การพิจารณาวิวัฒนาการของรูปแบบในลักษณะศิลปกรรม โดยการคัดเลือกลวดลายตกแต่งของโบราณวัตถุ และโบราณสถาน อาศัยเหตุทั่วไปว่า ศิลปะทางศาสนา หรือที่ทำขึ้นตามระเบียบประเพณีนั้น ความคิดอ่านทางการช่างมีการสืบช่วงอายุต่อกัน เริ่มต้นจากอิทธิพลภายนอกแล้วกลายเป็นแบบของตนเองในภายหลัง หลักสำคัญอยู่ที่การคัดเลือกลวดลาย จำแนกลวดลายตามวัตถุนั้นๆ ออกเป็นกลุ่มๆ จากนั้นคัดเลือกวัตถุชิ้นใดชิ้นหนึ่งเป็นหลัก ซึ่งวัตถุชิ้นหลักนี้ต้องสามารถกำหนดอายุได้อย่างแน่นอน เช่น วัตถุที่มีจารึกบอกเวลาที่สร้าง หรือวัตถุที่สามารถเปรียบเทียบอายุจากวัตถุที่เป็นศิลปกรรมของพื้นที่อื่นที่ให้อิทธิพลแก่วัตถุชิ้นนั้น แล้วจึงคัดลวดลายจากโบราณวัตถุชิ้นอื่นๆ นำมาสืบช่วงก่อนหลังตามลักษณะลวดลายที่ปรากฏ..เทวรูปพระอิศวรสำริดนี้ปรากฏจารึกโดยรอบฐานอักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทย ระบุปีพุทธศักราช 2053 มีข้อความโดยสรุปว่า เจ้าพระยาศรีธรรมโศกราชได้ประดิษฐานเทวรูปพระอิศวรนี้ไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองมนุษย์และสัตว์ที่อาศัยอยู่ภายในเมืองกำแพงเพชร กล่าวถึงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามทั้งในเมืองและนอกเมืองกำแพงเพชร อีกทั้งยังมีรับสั่งให้ขุดลอกคลองแม่ไตรบางพร้อและคลองส่งน้ำจากเมืองกำแพงเพชรไปถึงเมืองบางพาน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จบพิตรพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ สันนิษฐานว่าพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์นั้นหมายถึงสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ผู้เสวยราชสมบัติเมืองอยุธยาสมัยนั้นพระองค์หนึ่ง และพระเจ้าอยู่หัวองค์ก่อนหน้านี้ คือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 หรืออาจหมายถึงพระอาทิตยวงศ์ผู้ที่ได้รับการสถาปนาเป็นอุปราชครองเมืองพิษณุโลก และขึ้นครองราชสมบัติพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 หน่อพุทธางกูร ในเวลาต่อมา .ตัวอย่างลวดลายเครื่องประดับที่ปรากฏบนกระบังหน้า กรองศอ และผ้านุ่งของเทวรูป อาทิ ลายประจำยาม ลายดอกไม้ก้านขด ลายกระหนก และลายดอกกลม อันมีลักษณะคล้ายคลึงกับลวดลายเครื่องประดับที่ปรากฏบนตัวช้างประติมากรรมที่ฐานเจดีย์ประธานวัดช้างรอบ บริเวณสร้อยคอ ข้อมือ และข้อเท้า .จารึกโดยรอบฐานเทวรูปพระอิศวรระบุปีพุทธศักราช 2053 (พุทธศตวรรษที่ 21) ลวดลายเครื่องประดับที่ปรากฏมีความสอดคล้องกับลวดลายเครื่องประดับที่ปรากฏบนประติมากรรมรูปช้างที่ฐานเจดีย์ประธานวัดช้างรอบ จึงอนุมานจากการกำหนดอายุโดยการเปรียบเทียบได้ว่าวัดช้างรอบ เมืองกำแพงเพชร น่าจะสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 ..เอกสารอ้างอิงกรมศิลปากร สำนักโบราณคดี. คู่มือการปฏิบัติงานด้านโบราณคดี. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณการพิมพ์, 2551.กรมศิลปากร. นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร. กรุงเทพฯ : บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด, 2557.กรมศิลปากร. ประชุมจารึก ภาคที่ 8 จารึกสุโขทัย. กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ, 2548.นารีรัตน์ ปรีชาพีชคุปต์, ธาดา สังข์ทอง และอนันต์ ชูโชติ ; ผู้แปลภาษาอังกฤษ, นันทนา ตันติเวสสะ และ สุรพล นาถะพินธุ. นำชมอุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร (Guide to Sukhothai Si Satchanalai and Kamphaeng Phet historical parks) (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ, 2542.
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศ มาเลเซีย
๑. ชื่อโครงการ
โครงการ UNESCO Regional Conference on Harmonizing Actions to Reduce Risks for Cultural Heritage in Asia and the Pacific
๒. วัตถุประสงค์
- ๑. การปรับปรุงการบริหารจัดการสารสนเทศด้านความเสี่ยงที่มีต่อมรดกวัฒนธรรม
- ๒. การสร้างความแข็งแกร่งในระบบบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีต่อมรดกวัฒนธรรม ( ทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรด้านเทคนิค กลไกและหลักการในการสื่อสาร / การประสานงาน )
- ๓. การเพิ่มความยืดหยุ่นและความพร้อมต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีต่อมรดกวัฒนธรรม
- ๔. การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินและการฟื้นฟู รวมทั้งการสร้างรูปแบบการตอบสนองที่ไวต่อมรดกวัฒนธรรม
๓. กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๖ ธันวาคม – ๙ ธันวาคม ๒๕๕๘
๔. สถานที่ ณ เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย
Hotel Jen, Penang , Malaysia
๕. หน่วยงานผู้จัด UNESCO เป็นผู้รับผิดชอบค่าบัตรโดยสารเครื่องบินระหว่างประเทศ ชั้นประหยัด
หน่วยงาน ThinkCity เป็นผู้รับผิดชอบคี่พักและค่าอาหารในประเทศมาเลเซีย
๖. กิจกรรม
๖ ธันวาคม ๒๕๕๘
เดินทางจากประเทศไทย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ( เที่ยวบิน TG 425 ) เวลา ๑๙:๔๕ น. เดินทางถึง ท่าอากาศยานปีนัง เวลา ๒๒.๓๐น. เดินทางโดยรถตู้ จากท่าอากาศยานปีนังไปยัง ที่พักโรงแรม Jen Penang, Malaysia
๗ ธันวาคม ๒๕๕๘
๘.๐๐ - ๙.๓๐ น. ลงทะเบียน ชั้น ๓ ของโรงแรมที่พัก
๙.๓๐ – ๑๐.๓๐ น. พิธีเปิดการประชุม
กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมโดย ผู้อำนวยการ ThinkCity คุณ Laurence Loh
กล่าวเปิดการประชุมโดย คุณ Vibeke Jensen , ผู้อำนวยการ UNESCO Islamabad
กล่าวชื่นชมในความสำเร็จ โดย พณ. Lim Guan Eng. Chief Ministry of Penang
๑๐.๓๐ – ๑๑.๐๐ น. พัก
๑๑.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. การบรรยายช่วงที่ ๑
Keynote ๑ : Heritage at risk : Spotlight on 2015 Nepal earthquake
Bresh Narayan Dahal . ผู้อำนวยการกรมโบราณคดี ประเทศเนปาล
Keynote ๒: Understanding disasters and culture to protect heritage : what can and cannot be done, and who should do it?
Dr. Terry Canon
๑๓.๐๐ – ๑๔.๑๕ น. การบรรยายช่วงที่ ๒ Heritage Under Attack
การบรรยายสรุปภาพรวมโดย คุณ Giovanni Boccardi , Chief, Emergency Preparedness and Response Unit, UNESCO
๑๕.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. กรณีศึกษา
Afganistan :Protecting heritage in conflict situation
บรรยายโดย ฯพณฯ Musaddiq Khalili, รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวง Information และ วัฒนธรรม, ประเทศอัฟกานิสถาน
Sri Lanka: Protecting heritage in conflict situations
บรรยายโดย Dr. Gamini Wijesuriya, Project Manager Sites Unit, Iccrom
๑๖.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. ช่วงการอภิปราย ดำเนินการโดย คุณ Masanori Nagaoka , UNESCO Kabul
๘ ธันวาคม ๒๕๕๘
๙.๐๐ – ๑๐.๑๕ น. การบรรยายช่วงที่ ๓ Heritage and Disaster risk reduction
การบรรยายสรุปภาพรวมโดย คุณ Giovanni Boccardi , Chief, Emergency Recap of Sendai Framework and follow up
บรรยายโดย คุณ Hang Thi Than Pham, Programme Officer UNISDR Asia Pacific Secretariat Application of the Sendai Framework for cultural heritage
บรรยายโดย คุณ Aparna Tandon, Coordinator of the DRM Programme, ICCROM
๑๐.๓๐ – ๑๑.๓๐ น. กรณีศึกษา
Integrating heritage into national disaster management plans/ policies: Japan case study
บรรยายโดย Dr. Kumio Shimotsuma, Senior Specialist for Cultural Properties, Agency for Cultural Affairs.
Integrating disaster risk reduction into World Heritage site management plans/policies
บรรยายโดย Dr. Rohit Jigyasu, President, ICOMOS International Scientific Committee on Risk Prepaedness
๑๓.๓๐ – ๑๗.๐๐ น. การบรรยายช่วงที่ ๔
การแบ่งกลุ่มเพื่ออภิปราย Failliating practical responses for protecting heritage at risk
แบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมเป็น ๔ กลุ่ม และแยกประชุมในห้องประชุมย่อย โดยผู้แทนกรมศิลปากรแยกอภิปรายในเรื่อง
Strengthening governance to manage risk to cultural heritage (technical and human resources, communication/ coordination mechanisms and platforms )
โดยจะมีการอภิปรายเป็นประเด็นดังนี้
1. ความท้าทาย และโอกาส ที่ประสบในงานวัฒนธรรม พิบัติภัย และภาคประชนชนในภูมิภาค
2. ข้อเสนอแนะในมาตรการการดำเนินการ ในแนวทางตามที่ได้รับการแนะนำจาก Sendai Framework
3. ความช่วยเหลือ ที่มีความประสงค์ให้ทาง UNESCOและภาคีที่มีส่วนร่วมช่วยเหลือ
๑๗.๐๐ น. สรุปผลการดำเนินการแบ่งกลุ่มอภิปราย
๙ ธันวาคม ๒๕๕๘
๙.๐๐ – ๑๐.๐๐ น. การบรรยายช่วงที่ ๕ บทสรุป
๑๐.๓๐ – ๑๒.๐๐ น. การประชุมโต๊ะกลม
Strengthening partnerships to implement proporsals for action
ICCROM, ICOMOS-ICORP, ADPC, IFRC, UNDP, UNISDR
๑๕.๓๐ – ๑๘.๐๐ น. การเดินทัศนศึกษาในเมืองปีนัง
๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๘
เดินทางกลับประเทศไทย ท่าอากาศยานปีนัง มาเลเซีย ( เที่ยวบิน TG 426 ) เวลา ๘:๑๐ น. เดินทางถึง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลาประมาณ ๙.๐๐ น.
(เวลาท้องถิ่นมาเลเซีย มากกว่า ประเทศไทย ๑ ชั่วโมง )
๗ . คณะผู้แทน จากประเทศไทย
จากกรมศิลปากร
1. นายพีรพน พิสณุพงศ์
รองอธิบดีกรมศิลปากร
2. นายสุรยุทธ วิริยะดำรงค์
สถาปนิกชำนาญการ
สำนักสถาปัตยกรรม
3. นายภุมรินทร์ เตาวโรดม
นักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
๘. สรุปสาระของกิจกรรม
๑. การบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนบริหารจัดการความเสี่ยงในด้านพิบัติภัยธรรมชาติ และจากความขัดแย้ง ผ่านกรณีศึกษาต่างๆ อาทิ แผ่นดินไหวในประเทศ เนปาล , ความขัดแย้งในประเทศอัฟกานิสถาน , และความขัดแย้งในประเทศศรีลังกา
๒. การวางแผนลดความเสี่ยงในมรดกวัฒนธรรม ผ่านแนวทางอนุสัญญา Sendai Framework และการนำไปประยุกต์ใช้ กรณีศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น
๓. การแบ่งกลุ่มอภิปราย ตามมาตรการใน Sendai Framework พร้อมหาข้อสรุปจากผู้เข้าร่วมประเทศต่างๆ เพื่อแสวงหาความร่วมมือการทำงานในอนาคต
๔. ทัศนศึกษา เมือง George Town, Penang
9.ข้อเสนอแนะจากการเข้าร่วมกิจกรรม
๑. เสนอให้รวบรวมข้อมูลด้านการวางแผนบริหารจัดการความเสี่ยงต่อภัยพิบัติของหน่วยงานภายใต้สังกัดกรมศิลปากร (อุทยานประวัติศาสตร์, พิพิธภัณฑ์, หอศิลป์, หอสมุด, หอจดหมายเหตุ, สำนักงานต่างๆ ฯลฯ การจัดตั้งคณะทำงานต่างๆในอดีตที่เกี่ยวข้อง และจัดการประชุมหารือเพื่อสรุปผลการดำเนินการ การจัดทำแผนบริหารจัดการความเสี่ยงภายในส่วนงานของกรมศิลปากรเท่าที่มีจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้เกิดความความเข้าเข้าใจร่วมกัน
๒. เสนอให้นำข้อสรุปผลการประชุมดังกล่าวมาวิเคราะห์เพื่อ พิจารณาหาแนวทางในการดำเนินการเพื่อวางแผนบริหารจัดการความเสี่ยงให้บรรลุผล
๓. เสนอให้มีการประสานงานในการวางแผนบริหารจัดการความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ ในระดับกรม, ระดับกระทรวง และ กับองค์กรระดับประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
๔. เสนอให้มีการเสนอตั้งงบประมาณเพื่อดำเนินการให้บรรลุผลตามแผน มีการติดตามและการประเมินผลการดำเนินการ เพื่อปรับปรุงแผนให้สอดคล้องกับนโยบายในระดับต่างๆสม่ำเสมอต่อไป
๕. เสนอให้มีการค้นคว้าวิจัยสร้างนวัตกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการบริหารจัดการความเสี่ยง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการในระยะยาว และเป็นการสร้างความปลอดภัย และมูลค่าเพิ่มให้แก่แหล่งมรดกวัฒนธรรม
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการต่อไป
(นายพีรพน พิสณุพงศ์)
รองอธิบดีกรมศิลปากร
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศไอซ์แลนด์
๑. ชื่อโครงการ
โครงการเข้าร่วมการประชุมและสัมมนาทางวิชาการของสภาการจดหมายเหตุสากล (International Council on Archives : ICA)
๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อเข้าร่วมประชุมและสัมมนาทางวิชาการของสภาการจดหมายเหตุสากล ICA General Assembly และ Forum of the National Archivists (FAN)
๒.๒ เพื่อศึกษาดูงานด้านจดหมายเหตุของ National Archives of Iceland
๓. กำหนดเวลา
วันที่ ๒๘ กันยายน – วันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘
๔. สถานที่
- Hilton Reykjavik Nordica Hotel, เมือง Reykjavik, Iceland
- National Archives of Iceland
๕. หน่วยงานผู้จัด
สภาการจดหมายเหตุสากล (International Council on Archives : ICA)
๖. หน่วยงานสนับสนุน
สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร
สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร
๗. คณะผู้แทนไทย
คณะผู้แทนไทยในการดำเนินโครงการเข้าร่วมการประชุมและสัมมนาทางวิชาการของสภาการจดหมายเหตุสากล (International Council on Archives : ICA) จำนวน ๒ ราย ดังนี้
๗.๑ นางสาวนัยนา แย้มสาขา ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
๗.๒ นางสาวกรพินธุ์ ทวีตา นักจดหมายเหตุ ระดับชำนาญการพิเศษ
๘. กิจกรรม
กิจกรรมในการดำเนินโครงการเข้าร่วมการประชุมและสัมมนาทางวิชาการของสภาการจดหมายเหตุสากล (International Council on Archives : ICA) ประกอบด้วยกิจกรรม ดังนี้
๘.๑ การเข้าร่วมประชุม Forum of the National Archives (FAN)
Forum of the National Archives (FAN) ได้รับการสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นตามธรรมนูญสภาการจดหมายเหตุ (International Council on Archives) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยได้กำหนดบทบาทสำคัญขององค์กรนี้ในการจัดทำยุทธศาสตร์เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการงานจดหมายเหตุ เพื่อให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติเป็นศูนย์เก็บข้อมูลจดหมายเหตุที่มีการบริหารจัดการที่ถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือและโปร่งใส สมาชิกประกอบด้วยหอจดหมายเหตุแห่งชาติจากประเทศสมาชิกสภาการจดหมายเหตุ (International Council on Archives) คณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วยผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากผู้แทนสภาการจดหมายเหตุในแต่ละภูมิภาค ได้แก่ แอฟริกาและประเทศกลุ่มอาหรับ เอเชียและโอเชียเนีย ยุโรปและอเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน และการคัดเลือกประธานและเลขานุการ วาระการประชุม Forum of the National Archives (FAN) จะกำหนดไว้ในการประชุมประจำปี ICA วันที่ ๒๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ เป็นการประชุมครั้งที่ ๓ นับตั้งแต่ได้มีการจัดตั้งได้มีการจัดตั้ง FAN ขึ้นในพุทธศักราช ๒๕๕๖ เพื่อเป็นเวทีการประชุม การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาการบริหารงานจดหมายเหตุของประเทศสมาชิก และกำหนดบทบาทขององค์กรนี้ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลจดหมายเหตุที่มีการบริหารจัดการอย่างถูกต้อง เป็นระบบ มีความน่าเชื่อถือและโปร่งใส สมาชิกประกอบด้วยหอจดหมายเหตุแห่งชาติจากประเทศสมาชิกสภาการจดหมายเหตุ (ICA)
๘.๒ การประชุม ICA General Assembly
การประชุม ICA General Assembly ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยคณะกรรมการของสภาการจดหมายเหตุสากล (International Council on Archives) และผู้แทนจากประเทศสมาชิกทั่วโลกในระดับหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หอจดหมายเหตุของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ สาระการประชุมประกอบด้วยประเด็นสำคัญเรื่องสมาชิกภาพซึ่งมีหลายระดับตั้งแต่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สมาคมระดับชาติหรือสมาคมระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารเอกสารราชการและเอกสารจดหมายเหตุ และบุคคลทั่วไป สิทธิในการลงคะแนนในที่ประชุม General Assembly รายงานของประธาน ICA เกี่ยวกับการประชุม ICA พุทธศักราช ๒๕๕๗ ณ เมือง Girona ประเทศสเปน การประชุม International Event Commemorating the Centenary of World War One Documents รายงานกิจกรรมและการดำเนินงานของรองประธาน ICA รายงานของเลขานุการ ICA รายงานการเงิน สถานะสมาชิก การชำระค่าสมาชิก การเห็นชอบข้อบังคับระหว่างประเทศฉบับใหม่ การประชาสัมพันธ์นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับประเทศสาธารณรัฐเกาหลีของผู้แทน หอจดหมายเหตุแห่งชาติเกาหลีซึ่งจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ICA ครั้งต่อไป ในหัวข้อ “Archive, Harmony and Friendship” ในเดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕ค๙ ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
คณะผู้แทนจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ได้เข้าร่วมประชุมและสัมมนาทางวิชาการ ดังนี้
๙.๑ การประชุม Forum of The National Archives (FAN) วันที่ ๒๗ กันยายน พุทธสักราช ๒๕๕๘ Forum of The National Archives (FAN) ได้รับการสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นตามธรรมนูญของ ICA เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่จัดทำยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อเป็นรูปแบบให้ประเทศสมาชิก สามารถนำไปใช้เพื่อการพัฒนาการบริหารจัดการจดหมายเหตุในยุคโลกาภิวัฒน์ ประกอบด้วยหอจดหมายเหตุแห่งชาติหรือหอจดหมายเหตุส่วนกลางของประเทศสมาชิก ICA ประธาน FAN เป็นคณะกรรมการของ ICA Executive Board และ Programme Commission คณะกรรมการบริหาร FAN ประกอบด้วยคณะกรรมการที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากผู้แทนสภาการจดหมายเหตุในแต่ละภูมิภาค ทุก ๔ ปี ได้แก่ แอฟริกา และประเทศกลุ่มอาหรับ เอเชียและโอเชียเนีย ยุโรปและอเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน
๙.๒ การประชุม ICA General Assembly
ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยคณะกรรมการของสภาการจดหมายเหตุสากล (International Council on Archives) และผู้แทนจากประเทศสมาชิกทั่วโลกในระดับหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หอจดหมายเหตุของหน่วยงาน องค์กร สถาบันต่างๆ การประชุมครั้งนี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับรายงานการปฏิบัติหน้าที่ของประธาน การเข้าร่วมประชุม การสัมมนาด้านจดหมายเหตุในประเทศต่างๆ รายงานการจัดประชุม ICA General Assembly ณ เมืองกีโรนา (Girona) ประเทศสเปน ในเดือนกันยายน – ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ การสิ้นสุดวาระของเลขานุการและเหรัญญิก ICA รายงานของรองประธาน ICA รายงานของเลขานุการ ICA รายงานการเงิน สถานะสมาชิก การชะระค่าสมาชิก การสนับสนุนแผนงาน โครงการเกี่ยวกับการบริหารจัดการเอกสาร ซึ่งในปัจจุบัน ICA เน้นให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกจากภูมิภาคแอฟริกา
๙.๓ การเข้าร่วมสัมมนาทางวิชาการจดหมายเหตุ
การสัมมนาทางวิชาการจดหมายเหตุได้กำหนดให้มีขึ้นพร้อมกับการประชุม ICA Genaral conference โดยใช้ชื่อว่า “Archives : Evidence, Security and Civil Rights Ensuring trustuor thy information ประกอบด้วยหัวข้อวิชาการจดหมายเหตุจำนวน ๙๕ เรื่อง เป็นการนำเสนอเรื่องการบริหารจัดการด้านจดหมายเหตุโดยวิทยากรจากประเทศสมาชิกทั่วทุกภูมิภาคของโลก เรื่องที่น่าสนใจ เช่น the Importance of archived information in cases of miscarriaqe of justice การนำเสนอเอกสารจดหมายเหตุไปเป็นประจักษ์พยานในชั้นศาล บางกรณีที่ศาลตัดสินแล้ว ทำให้มีการรื้อฟื้นคดีใหม่ หัวข้อ Recognition for the economic contribution of archives : inclusion in EU member state law on re-use of public sector information ได้มีการกำหนดไว้ในกฎหมายของสหภาพยุโรปถึงบทบาทและความสำคัญของหอจดหมายเหตุและข้อมูลเอกสารจดหมายเหตุที่มีต่อเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับบทบาทด้านสังคมและวัฒนธรรมและสิทธิของผู้ใช้ และในปัจจุบันหอจดหมายเหตุแห่งชาติและหอจดหมายเหตุระดับใหญ่ได้ใช้เอกสารจดหมายเหตุเพื่อเพิ่มรายได้ เช่น การให้เอกชนจัดพิมพ์เอกสารจดหมายเหตุ เพื่อเผยแพร่และความร่วมมือกับภาคเอกชนในเรื่อง digitization หัวข้อ The E-ARK (European Archival Records and Knowledge Preservation) เป็นโครงการบริหารจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ของยุโรปและความรู้ด้านการจัดเก็บเอกสารประเภทนี้ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก the European Commission โครงการนี้เป็นความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานของรัฐ บริษัทผู้ผลิตซอฟแวร์ และสมาคมทางวิทยาศาสตร์ หัวข้อ Risk Management in Digitizing Archives by Outsourcing Services เป็นเรื่องการให้ความสำคัญกับการให้บริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินการสแกนเอกสารจดหมายเหตุ โครงการวิจัยนี้หอจดหมายเหตุแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้จัดทำคู่มือการบริหารจัดการความเสี่ยง สำหรับการดำเนินงานสแกนเอกสารโดยใช้บริษัทหรือบุคลากรจากภายนอกหอจดหมายเหตุ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ ติดตาม ตั้งแต่การกำหนดรูปแบบ การบริหารจัดการโครงการ การกำหนดคุณสมบัติ การดูแลรักษาอุปกรณ์ การควบคุมกระบวนการ และตรวจสอบคลังข้อมูล หัวข้อ Data preservation, Open Data and protection of personal data : concurrent strategies at the Girona City Council เป็นตัวอย่างการดูแลรักษาข้อมูลเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ของสภาเมือง Girona ประเทศสเปน ซึ่งเน้นให้ความสำคัญกับข้อมูลที่แสดงถึงความเป็นข้อมูลที่แท้จริง น่าเชื่อถือ เช่นเดียวกับเอกสารประเภทกระดาษหรือประเภทอื่นๆ การปกป้องข้อมูลที่เป็นเรื่องส่วนบุคคลโดยพิจารณาถึงระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ
๙.๔ การศึกษาดูงาน ณ National Archives
หอจดหมายเหตุแห่งชาติไอซ์แลนด์ เป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม หอจดหมายเหตุแห่งชาติแห่งแรกมีอาคารที่อยู่ในส่วนของโบสถ์ ในพุทธศักราช ๒๕๔๑ ได้ย้ายมาอยู่ ณ อาคารปัจจุบัน ซึ่งเดิมเป็นโรงงานนม มีพื้นที่ ๑๐,๐๐๐ ตารางเมตร เอกสารที่เก็บรักษาในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ประกอบด้วยเอกสารที่เกี่ยวกับรัฐบาล ประมาณ ๙๕% เอกสารสถาบันและองค์กรเอกชน เอกสารของโบสถ์ โรงเรียน ภาวะวิกฤติของธนาคาร ๕% เป็นเอกสารที่เกี่ยวกับการให้บริการทางสุขภาพ สำหรับเอกสารส่วนบุคคลได้รับมอบจากพรรคการเมือง นักการเมือง สมาคม และส่วนบุคคล
เอกสารจดหมายเหตุมีจำนวน ๔๔ กิโลเมตร (Shelf Kilometres) เอกสารในหอจดหมายเหตุแห่งชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก เมื่อพุทธศักราช ๒๒๔๔ เป็นเอกสารทะเบียนราษฎร์ นอกจากนี้ยังมีเอกสารชุดสำคัญที่เกี่ยวกับการประชุมของชาวไอซ์แลนด์ เพื่อขอเสรีภาพแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ หอจดหมายเหตุแห่งชาติไอซ์แลนด์ มีนโยบายสแกนเอกสารชุดใหม่ ส่วนเอกสารชุดเก่าได้คัดเลือกสแกนเป็นบางชุดเท่านั้น ปัจจุบันมีเอกสารที่ On line ทางอินเตอร์เน็ตเป็นเอกสารเกี่ยวกับทะเบียนราษฎร์ เอกสารเกี่ยวกับเขตแดน และมีพระราชบัญญัติจดหมายเหตุ (The Archives Act) ใช้เป็นกฎหมายบริหารจดหมายเหตุ ช่วงพุทธศักราช ๒๔๔๖ –๒๔๖๓ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๔๗ และพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารพุทธศักราช ๒๐๑๒ เนื้อหาของพระราชบัญญัติจดหมายเหตุ มีสาระสำคัญเช่น เรื่องการดำเนินงานด้านบริหารจัดการเอกสาร (Records Management) ของหน่วยงานราชการ ต้องได้รับการยอมรับและตรวจสอบจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ การกำหนดบทลงโทษสำหรับข้าราชการที่มีส่วนทำลายเอกสารสำคัญ ในด้านงานบริการหอจดหมายเหตุแห่งชาติ มีผู้ค้นคว้าประมาณ ๓,๐๐๐ คน ต่อปี และมีคณะจากหน่วยงานต่างๆ เข้ามาศึกษาดูงาน ๖๕๐ คน ต่อปี ปัจจุบันเอกสารจดหมายเหตุบางส่วนได้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ต เช่น เอกสารทะเบียนราษฎร์ เอกสารเขตแดน เป็นต้น
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
การเข้าร่วมประชุม ICA General Assembly การประชุม Forum of the National Archives และการสัมมนาทางวิชาการจดหมายเหตุ นอกจากจะได้รับความรู้เรื่องการบริหารจัดการจดหมายเหตุในยุคใหม่ ซึ่งในปัจจุบันนี้หน่วยงานจดหมายเหตุทั่วโลกให้ความสำคัญและกำลังมุ่งเน้นการศึกษา วิเคราะห์ การบริหารเอกสารจดหมายเหตุอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Records) เริ่มตั้งแต่การผลิต การรับมอบ การประเมินคุณค่า การวางแผนระบบ การจัดเก็บข้อมูล ระบบฐานข้อมูล โดยยังคงให้ความสำคัญกับความเป็นของแท้ (authenticity) ของข้อมูล เช่นเดียวกับเอกสารจดหมายเหตุประเภทกระดาษและเอกสารจดหมายเหตุรูปแบบอื่นๆ ทั้งนี้ต้องมีการบูรณาการความรู้ระหว่างหน่วยงานจดหมายเหตุด้วยกัน และระหว่างหอจดหมายเหตุกับผู้ผลิต (Vend เพื่อร่วมพัฒนาโปรแกรมที่มีคุณภาพสำหรับการบริหารจัดการเอกสารจดหมายเหตุอิเล็กทรอนิกส์ สามารถเก็บรักษาเป็นข้อมูลสำคัญทางประวัติของหน่วยงานของชาติและของโลกได้อย่างยั่งยืนตลอดไป ผู้ปฏิบัติงานด้านจดหมายเหตุจึงควรให้ความสนใจ เพิ่มพูนความรู้ทางเทคโนโลยีสารสนเทศจดหมายเหตุเพื่อรองรับการปฏิบัติงานในอนาคต และการศึกษารูปแบบการบริหารจัดการการประชุมระดับนานาชาติและหอจดหมายเหตุแห่งชาติควรเตรียมความพร้อมหลังบุคคลากรด้านความรู้วิชาการ ประสบการณ์ และโดยเฉพาะการใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติ และเป็นผู้แทนเข้าร่วมการประชุม สัมมนาในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในระดับโลกต่อไป
นางสาวกรพินธุ์ ทวีตา ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
เอกสารประกอบการประชุมสรุปผลการศึกษาทางวิชาการโบราณคดีในพื้นที่ แหล่งโบราณคดีโนนพลล้าน ภายใต้โครงการศึกษาร่องรอยมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในพื้นที่เมืองนครราชสีมา บริเวณกำแพงเมืองนครราชสีมาด้านตะวันออก ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศมาเลเซีย
๑. ชื่อโครงการ
โครงการ Seminar Exchange of ASEAN Archivists – Digital Records Management
๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการเอกสารจดหมายเหตุอิเล็กทรอนิกส์
๒.๒ เพื่อให้นักจดหมายเหตุได้มีโอกาสเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านเอกสารจดหมายเหตุอิเล็กทรอนิกส์
๓. กำหนดเวลา
วันจันทร์ที่ ๒๓ ถึงวันเสาร์ที่ ๒๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ (รวมระยะเวลา ๖ วัน)
๔. สถานที่
กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
๕. หน่วยงานผู้จัด
หอจดหมายเหตุแห่งชาติมาเลเซีย (National Archives of Malaysia)
๖. หน่วยงานสนับสนุน
-
๗. คณะผู้แทนไทย
คณะผู้แทนไทยในการดำเนินโครงการเข้าร่วมการสัมมนา จำนวน ๒ ราย ดังนี้
๗.๑ นางกมลชนก ชวนะเกรียงไกร นักจดหมายเหตุชำนาญการ
๗.๒ นางสาวมณีรัตน์ พุทธอุปถัมภ์ นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ
๘. กิจกรรม
กิจกรรมในการดำเนินโครงการ Seminar Exchange of ASEAN Archivists – Digital Records Management ประกอบด้วยกิจกรรม ๓ ส่วน ดังนี้
๘.๑ การสัมมนาทางวิชาการเกี่ยวกับ Digital Records Management ณ ห้อง Avenue ๑๑ โรงแรม Grand Seasons
๘.๒ การฝึกปฏิบัติการใช้โปรแกรม HP Records Manager ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติมาเลเซีย (National Archives of Malaysia)
๘.๓ การศึกษาดูงาน ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ มาเลเซีย (National Archives of Malaysia), The Sri Perdana Gallery, The Tun Abdul Razak Memorial และเมืองมะละกา (Malacca)
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
๙.๑ การสัมมนาทางวิชาการ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ประกอบด้วยการนำเสนอเกี่ยวกับ Digital Records Management โดยผู้เข้าร่วมการสัมมนาจากประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการบรรยายเกี่ยวกับ Digital Records Management โดยวิทยากรจากประเทศมาเลเซีย
ส่วนที่ ๑ การนำเสนอ Country Report on Digital Records Management โดยผู้แทนจากหอจดหมายเหตุประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เข้าร่วมสัมมนา
ส่วนที่ ๒ การบรรยายเกี่ยวกับ Digital Records Management ประกอบด้วยหัวข้อต่างๆ ดังนี้
- Introduction to National Archives of Malaysia โดย Mr. Shaidin Shafie, Director Government Records Management Division, National Archives of Malaysia
- Introduction to Digital Records Management โดย Mrs. Norehan Jaaffar, Head Electronic Records Management Section, National Archives of Malaysia
- Introduction to recordkeeping standards – An overview
๑. ISO ๑๕๔๘๙ (MS ๒๒๒๓) Part ๑ & Part ๒
๒. MS ISO ๑๖๑๗๕ Part ๑, ๒ & ๓
โดย Mrs. Azimah Mohd Ali Director, Planning and Coordination Division, National Archives of Malaysia
- Prerequisites for ERMS Implementation โดย Mrs. Norehan Jaaffar, Head Electronic Records Management Section , National Archives of Malaysia
- Implementation of Electronic Records Management System in National Archives of Malaysia โดย Mrs. Hemalatha Ramasamy, Head Research and Access Section, National Archives of Malaysia
- Importance of Metadata in Electronic Records Management โดย Dr. Aliza Ismail, Senior Lecturer, Faculty of Information Management, University Technology Mara
- Strategic Alliances on Managing and Preserving Electronic Records โดย Mr. Zamrul Rosli Zamri, CEO Biz Objek Sdn Bhd
- Lessons Learnt in ERMS Implementation โดย Mrs. Hemalatha Ramasamy, Head Research and Access Section, National Archives of Malaysia
๙.๒ การฝึกปฏิบัติการใช้โปรแกรม HP Records Manager ณ อาคาร Menara Ilmu หอจดหมายเหตุแห่งชาติมาเลเซีย (National Archives of Malaysia) โดย Mrs. Normazlinalaila bt. Bahari, Archivist, Archive Section Audio Visual และMr. Zakaria Razali, Assistant Archivist, Policy Strategic and Quality Management Section, National Archives of Malaysia
๙.๓ การศึกษาดูงานสถานที่ต่าง ๆ
หอจดหมายเหตุแห่งชาติมาเลเซีย (National Archives of Malaysia)
ห้องบริการและค้นคว้า เป็นห้องสำหรับให้บริการเกี่ยวกับเอกสารจดหมายเหตุ แก่ผู้ค้นคว้าชาวมาเลเซียและชาวต่างประเทศ ตั้งอยู่บริเวณชั้น ๒ ของอาคาร Wisma Warisan ภายในห้องบริการและค้นคว้า แบ่งออกเป็น ๒ ชั้น ชั้นล่างเป็นส่วนให้บริการค้นคว้าเกี่ยวกับเอกสารจดหมายเหตุ ชั้นบนมีหนังสือและวิทยานิพนธ์ไว้บริการประกอบการค้นคว้าเอกสารจดหมายเหตุ นอกจากนี้ หอจดหมายเหตุแห่งชาติมาเลเซียยังมีระบบสืบค้นฐานข้อมูลออนไลน์ (http://ofa.arkib.gov.my) ให้บริการทั้งภาษามลายูและภาษาอังกฤษเพื่อให้ผู้ค้นคว้าสามารถสืบค้นผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้จากทั่วทุกมุมโลก
ห้องปฏิบัติการสำหรับให้เจ้าหน้าที่แปลงเอกสารเป็นไฟล์ดิจิตอล อาคาร PPPAV หลังจากการแปลงเอกสารแล้วเจ้าหน้าที่จะนำมาลงทะเบียนจัดเก็บเพื่อให้บริการค้นคว้าต่อไป
The Sri Perdana Gallery
The Sri Perdana Gallery เป็น บ้านพัก ของ ตุน ดร. มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด (Tun Dr. Mahathir bin Mohamad) อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่สี่ของประเทศมาเลเซียและครอบครัว ตั้งอยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ตุน ดร. มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด พักอาศัยในบ้านหลังนี้ตั้งแต่วันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๖ ถึงวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๒ ปัจจุบันบ้านพักหลังนี้อยู่ภายใต้การดูแลและจัดการโดยหอจดหมายเหตุแห่งชาติมาเลเซีย ภายในบ้านพัก ประกอบด้วย ห้องรับรอง ห้องจัดเลี้ยง โรงภาพยนตร์ ห้องไม้ไว้สำหรับทำงานแกะสลัก ห้องครัว ห้องซักรีด ห้องตัดผม ชั้นบน ประกอบด้วย ห้องนอน ห้องแต่งตัว ห้องอ่านหนังสือ ห้องพักรับรองแขก ด้านนอกอาคารจัดแสดงรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ของตุน ดร. มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด
The Tun Abdul Razak Memorial
The Tun Abdul Razak Memorial เป็นที่พักอาศัยและสถานที่ทำงานของ ตุน อับดุล ราซะก์ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่สองของมาเลเซีย ซึ่งเป็นบิดาของนายนาจิบ ราซะก์ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันอาคารหลังนี้อยู่ภายใต้การดูแลและจัดการโดยหอจดหมายเหตุแห่งชาติมาเลเซีย ภายในแบ่งเป็นห้องต่างๆ ประกอบด้วย ห้องรับแขก ห้องอาหาร ห้องทำงาน ห้องอ่านหนังสือ ห้องนอน ห้องพักแขก ห้องแต่งตัว เป็นต้น ภายในห้องต่างๆจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้สมัยเมื่อครั้งที่ตุน อับดุล ราซะก์ ยังมีชีวิตอยู่
เมืองมะละกา (Malacca)
เมืองมะละกา (Malacca) เป็นเมืองเอกของรัฐมะละกา ประเทศมาเลเซีย ในอดีตที่นี่เป็นเมืองท่าสำคัญ ที่เติบโตจนกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นเส้นทางเดินเรือค้าขายระหว่างชาติตะวันตกและตะวันออก สินค้าสำคัญมีทั้ง เครื่องเทศ ผ้าไหม ชา ฝิ่น ยาสูบ ทองคำ ฯลฯ ต่อมามะละกาได้ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก ได้แก่ โปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และญี่ปุ่น อาคารในมะละกาจึงมีลักษณะของสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างศิลปกรรมท้องถิ่นกับประเทศเจ้าอาณานิคมต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันได้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆในเมืองมะละกา ได้แก่ โบสถ์คริสต์ (Christ Church) อาคารสตัดธิวท์ (Stadhuys) ป้อมเอฟอร์โมซา (A'Formosa Fort) โบสถ์เซนต์พอล (St. Paul's Church) และตึกอนุสรณ์การประกาศเอกราช (Proclamation of Independence Memorial) เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๑ มะละกาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของมาเลเซีย ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ ๓๒ เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
จากการเข้าร่วมโครงการประชุมและสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ มีข้อเสนอแนะ ดังนี้
๑๐.๑ ควรสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนางานจดหมายเหตุทุกๆด้านของประเทศไทยอย่างจริงจังเพื่อให้ก้าวสู่ความเป็นสากล ทัดเทียมกับนานาประเทศ
๑๐.๒ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติควรสนับสนุนให้บุคลากรได้เพิ่มพูนทักษะภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรในการประสานงาน การติดต่อสื่อสาร การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนานาประเทศ
๑๐.๓ หน่วยงานควรจัดให้มีกิจกรรมสันทนาการเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแก่บุคลากรเป็นประจำสม่ำเสมอเพราะบุคลากรที่ดีมีคุณภาพจะสามารถร่วมมือกันทำงานตามนโยบายของผู้บริหารและทำกิจการงานใดๆ ของหน่วยงานให้สำเร็จเจริญก้าวหน้าได้
เรื่องที่ 350 พระคัมภีร์ใบลานนี้ ได้มาจากวัดบุญญวาสวิหาร ต.ท่าใหม่ อ.ท่าใหม่ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2532 เป็นคัมภีร์อักษรขอมทั้งผูก ชื่อเรื่องแปลเป็นภาษาบาลี-ไทย ตัวอักษรหนังสือเป็นเส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา มีทั้งหมด 9 ผูก พระอนุรุทธาจารย์ เป็นผู้แต่ง เนื้อหาเกี่ยวกับพระธรรมเทศนา เรื่องคัมภีร์อภิธัมมาสังคิณีเป็นพระอภิธรรมลำดับที่ 1 ใน 7 คัมภีร์ มีเนื้อหาแบ่งออกเป็น 5 ตอนด้วยกันคือ 1 มาติกา เป็นที่รวมธรรมะหัวข้อหลัก โดยอภิธัมมมาติกามี 122 หัวข้อ และสุตตันตมาติกามี 42 หัวข้อ โดยในอภิธัมมมาติกาแบ่งหัวข้อธรรมเป็นกลุ่มละ 3 ชนิด เช่นกลุ่มสนิทัสสนติกะ 2 จิตตุปปาทกัณฑ์ อธิบายเรื่องการเกิดของจิตอย่างละเอียด 3 รูปกัณฑ์ อธิบายเรื่องรูปอย่างละเอียด 4 นิกเขปกัณฑ์ อธิบายหัวข้อธรรมในมาติกาขนาดยาวปานกลาง 5 อัตถุธารกัณฑ อธิบายหัวข้อธรรมในมาติกาอย่างย่อ คล้ายบทสรุปของคัมภีร์ทั้งหมดเลขทะเบียน จบ.บ.350/1-5,7
รายงานสรุปผลการดำเนินงาน การประชุมสรุปผลการศึกษาทางวิชาการโบราณคดีในพื้นที่ แหล่งโบราณคดีโนนพลล้าน ภายใต้โครงการศึกษาร่องรอยมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในพื้นที่เมืองนครราชสีมา บริเวณกำแพงเมืองนครราชสีมาด้านตะวันออก
เรื่องที่ 351 พระคัมภีร์ใบลานนี้ ได้มาจากวัดบุญญวาสวิหาร ต.ท่าใหม่ อ.ท่าใหม่ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2532 เป็นคัมภีร์อักษรขอมทั้งผูก ชื่อเรื่องแปลเป็นภาษาบาลี-ไทย ตัวอักษรหนังสือเป็นเส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา มีทั้งหมด 9 ผูก พระอนุรุทธาจารย์ เป็นผู้แต่งเนื้อหาเกี่ยวกับพระธรรมเทศนา เรื่องคัมภีร์อภิธัมมาสังคิณีเป็นพระอภิธรรมลำดับที่ 1 ใน 7 คัมภีร์ มีเนื้อหาแบ่งออกเป็น 5 ตอนด้วยกันคือ 1 มาติกา เป็นที่รวมธรรมะหัวข้อหลัก โดยอภิธัมมมาติกามี 122 หัวข้อ และสุตตันตมาติกามี 42 หัวข้อ โดยในอภิธัมมมาติกาแบ่งหัวข้อธรรมเป็นกลุ่มละ3 ชนิด เช่นกลุ่มสนิทัสสนติกะ 2 จิตตุปปาทกัณฑ์ อธิบายเรื่องการเกิดของจิตอย่างละเอียด 3 รูปกัณฑ์ อธิบายเรื่องรูปอย่างละเอียด 4 นิกเขปกัณฑ์ อธิบายหัวข้อธรรมในมาติกาขนาดยาวปานกลาง 5 อัตถุธารกัณฑ อธิบายหัวข้อธรรมในมาติกาอย่างย่อ คล้ายบทสรุปของคัมภีร์ทั้งหมด เลขทะเบียน จบ.บ.351/1-9
รายงานการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ณ รัฐสุลต่านโอมาน
ระหว่างวันที่ ๑๓ มกราคม – ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘
๑. โครงการ งานเทศการแสดงสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้าน ณ กรุงมัสกัต รัฐสุลต่านโอมาน
สืบเนื่องจากการที่สถานเอกราชทูต ณ กรุงมัสกัต ได้ขอความอนุเคราะห์กระทรวง วัฒนธรรมจัดส่งคณะช่างฝีมือจำนวน ๘ คน เดินทางไปร่วมงานฝีมือระหว่างประเทศ (International Craft Activities) ภายใต้งาน Muscat Festival 2015 ตามคำเชิญของเทศบาลกรุงมัสกัต โดยเทศบาลมัสกัตจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปร่วมงานครั้งนี้ได้แก่ค่าตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศ ค่าที่พักค่าอาหาร ค่ายานพาหนะ ค่าขนส่งอุปกรณ์และค่ายารักษาพยาบาลในกรณีที่เจ็บป่วย (รายละเอียดแนบอยู่ในภาคผนวก) ในการนี้ เพื่อเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมให้กว้างขวางออกไปทั่วภูมิภาค โดยใช้มิติการทูตเชิงวัฒนธรรม ( Culture diplomacy ) ในการดำเนินงานวัฒนธรรมในเชิงรุกในระดับนานาชาติอันจะเอื้อประโยชน์การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและโอมานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นซึ่งส่งผลต่อการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระหว่างกันต่อไป รวมทั้งเพื่อให้คนในท้องถิ่นโอมานและนักท่องเที่ยวได้รับรู้ถึงความวิจิตรงดงามและความประณีตของหัตถกรรมไทย ดังนั้นเพื่อให้การเข้าร่วมงานดังกล่าวเป็นไปด้วยความโดดเด่นและสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน จึงเชิญช่างฝีมือด้านปิดทองประดับกระจก ช่างโลหะและศิลาภรณ์ ช่างเขียนและลายรดน้ำและเครื่องเคลือบดินเผาจากสำนักช่างสิบหมู่กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม คณะเจ้าหน้าที่จากกรมหม่อนไหมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะช่างฝีมือหัตถกรรมไทย ไปร่วมงานครั้งนี้ระหว่างวันที่ ๑๓ มกราคม - ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ (รวมวันเดินทาง)
๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อสาธิตและจัดการแสดงผลงานปิดทองประดับกระจก โลหะและศิลาภรณ์
ช่างเขียนและลายรดน้ำ เครื่องเคลือบดินเผา การสาธิตผ้าปัก การเขียนร่มบ่อสร้าง
และการเขียนตุ๊กตาพื้นบ้าน
๒.๒ เพื่อเป็นการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
๒.๓ เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและรัฐสุลต่านโอมานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
๓. กำหนดเวลา ๑๓ มกราคม – ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ โดยแบ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ
จำนวน ๒ ชุด ชุดละ ๔ คนรวม ๘ คนดังนี้
ปฏิบัติหน้าที่ราชการชุดที่ ๑ ระหว่างวันที่ ๑๓ มกราคม- ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘
(รวมวันเดินทาง) กลุ่มงานช่างปิดทองและประดับกระจก ช่างเขียนและลายรดน้ำ
ช่างโลหะและศิราภรณ์ ( หัวโขน )
ปฏิบัติหน้าที่ราชการชุดที่ ๒ ระหว่างวันที่ ๓๐ มกราคม- ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘
(รวมวันเดินทาง) กลุ่มงานช่างเขียนและลายรดน้ำ โลหะและศิราภรณ์
เครื่องเคลือบดินเผา
๔.สถานที่ กรุงมัสกัต รัฐสุลต่านโอมาน
สถานที่จัดงาน Al Amerat Park
๕.หน่วยงานผู้จัด เทศบาลกรุงมัสกัต
๖.หน่วยงานที่สนับสนุน สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
กระทรวงวัฒนธรรม
๗.กิจกรรม คณะเดินทางไปปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ
คณะผู้ร่วมเดินทาง
๑. นางอัฉริยา บุญสุข นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการ
กลุ่มงานช่างโลหะและช่างศิราภรณ์
สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กระทวงวัฒนธรรม
๒. นายทศพล ถังมณี นายช่างศิลปกรรมปฏิบัติงาน
กลุ่มงานช่างโลหะและช่างศิราภรณ์
สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กระทวงวัฒนธรรม
๓. นางสาวภัคนิจ สรณารักษ์ นักวิชาการช่างศิลป์ปฏิบัติงาน
กลุ่มงานศิลปประยุกต์และเครื่องเคลือบดินเผา
สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กระทวงวัฒนธรรม
๔. นายสุเพล สาตร์เสริม นายช่างศิลปกรรมชำนาญงาน
กลุ่มงานช่างเขียนและลายรดน้ำ
สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กระทวงวัฒนธรรม
๕. นางบุญสนอง เตชะศรี ช่างทำเครื่องดนตรีย่อส่วน
๖. นางพัชรา เป็งอ้าย ช่างเขียนร่มบ่อสร้าง
๗. นายนิคม นกอักษร ช่างเครื่องเงินดุนโลหะ
๘. นายธานินทร์ ชื่นใจ ช่างเขียนลายรดน้ำ
๙. นายจรูญ มุ่งชนะ ช่างเขียนลายบาติก
๑๐. นายหิรัณยากร พูลศักดิ์ ช่างเขียนลายไทย
๑๑. คณะข้าราชการจากกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน ๓ คน
สรุปสาระกิจกรรม
คณะเดินทางได้ดำเนินการสาธิตและจัดแสดงผลงานตามบันทึกระหว่างวันที่ ๑๓ มกราคมถึงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ โดยคณะเดินทางจำนวน ๔ คน เดินทางไปปฏิบัติงานในช่วงระหว่างวันที่ ๑๓ มกราคม ถึงวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น ๒๑ วัน (รวมวันเดินทาง) โดยมีการสาธิตและจัดแสดงผลงานของศิลปินจากประเทศต่างๆทั้งสิ้น ๑๑ ประเทศดังนี้
๑ .รัฐสุลต่านโอมาน ๒. ไทย
๓ .อุสเบกีสถาน ๔. ฝรั่งเศษ
๕. อียิปต์ ๖. อินเดีย
๗. แทนซาเนีย ๘. อิหร่าน
๙. ตุรกี ๑๐. โมรอคโค
๑๑ .จีน
คณะเดินทางได้เข้าเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆจำนวน ๕ แห่ง ดังนี้
๑. วังอัลอะลัม ( Al Alam Palace )
๒. มหามัสยิดสุลต่านคาบูส ( The Sultan Qaboos Grand MosQue )
๓. ตลาดมัตระห์ ( Matrah Soup)
๔. เขื่อน (Wadi Dayqah Dam)
๕. ป้อมนิชวา (Nizwa Fort)
ข้อเสนอแนะกิจกรรม
ปัญหาและอุปสรรค
๑. ห้องจัดแสดงงานไม่มีความเชื่อมต่อกันทำให้บางครั้งผู้เข้าชมงานอาจจะเดินไม่ถึงด้านในของห้องจัดแสดง
๒. ระยะเวลาในการจัดแสดงงานในช่วงเย็นตามเวลาท้องถิ่นต่างจากเวลาในเมืองไทยมากจึงทำ ให้คณะทำงานอ่อนเพลียและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
๓. ปัญหาเกี่ยวกับข้อมูลน้ำหนักสัมภาระไม่ชัดเจนจึงทำให้เกิดปัญหาในการเดินทาง
ข้อเสนอแนะ
ทางประเทศโอมานควรอำนวยความสะดวกให้แก่คณะที่ไปจัดแสดงงานให้มากกว่านี้เพื่อความสะดวกในการเดินทางและการนำของที่มาจัดแสดงงาน
SOCIAL DISTANCING ในสมัยนี้ใช้ในสังคมเครือข่ายออนไลน์เพื่อการแจ้งข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงทั้งช่องทาง เฟสบุ๊ค ไลน์ ทวิตเตอร์ ฯลฯโดยใช้อุปกรณ์ประเภทคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือและอื่น ๆ ที่อำนวยความสะดวก แต่เมื่อสมัย 100 ปีการสื่อสารประเภท SOCIAL DISTANCING จะอยู่ในแบบตราสาร ใบบอก หรืออย่างทันสมัยสุดคือ โทรเลข แต่ข้อจำกัดของโทรเลขคือส่งข้อความไม่ได้มากเท่าที่ควร การนำสารไปบอกในแต่ละเมืองอาจใช้เวลาหลายวันเนื่องจากการคมนาคม และระยะทาง ซึ่งต่างจากในสมัยนี้สามารถคลิกครั้งเดียวส่งข่าวสารกระจายไปได้ทั่วโลก แต่มีข้อดีว่าการติดต่อของโรคระบาดจะควบคุมได้ง่ายกว่าในสมัยนี้เช่นกันเพราะการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว สามารถลัดฟ้าไปมาหากันได้ภายในพริบตา SOCIAL DISTANCING การเพิ่มระยะห่างทางสังคม มีปรากฏในเอกสารจดหมายเหตุว่า พ.ศ.2464 เกิดโรคชนิดหนึ่งในเมืองจันทบุรี เรียกว่า “ไข้หวัดใหญ่” เหตุเกิดขึ้นครั้งแรกที่ตำบลตลาดและตำบลวัดใหม่ และชุกชุม ได้ติดต่อไปยังนักโทษของเรือนจำเป็นคราวเดียวกันถึง 25 คน รองอำมาตย์โท ขุนนรินทร์ประสาตร์ แพทย์ประจำจังหวัดจันทบุรี จึงได้กราบทูล อำมาตย์เอกหม่อมเจ้านพมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ความว่า “...ด้วยไข้หวัดใหญ่(อินพลูแวนซา) เกิดแก่นักโทษ...บัดนี้เห็นด้วยเกล้าว่าควรจัดการป้องกันราษฎรตามตำบลอำเภอต่าง ๆ เสียแต่ต้นมือ เพื่อโรคจะไม่รุกรามต่อไป ซึ่งมีวิธีการ “ห้าม... ควร... ระวัง...หลีกเลี่ยง...”ตามประกาศของกรมควบคุมโรคเรื่องโรคระบาดโควิด-19 ในสมัยนี้มีความคล้ายคลึงกับประกาศในสมัยร้อยปี ได้แก่ 1.มีคำสั่งให้จังหวัดประกาศให้ราษฎรทราบ 2.แนะนำให้ความรู้ถึงสาเหตุและการติดต่อของโรคชนิดนี้ 3.แนะนำวิธีการป้องกันและวิธีรักษา เหตุที่เกิดโรค ไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่เกิดโดยพันธุไม้อย่างละเอียด เรียกว่าเชื้อโรคนี้ ปัจจุบันนี้วงการแพทย์ได้เรียก”พันธุไม้อย่างละเอียด”ว่า ไวรัส และระบุว่าไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน เชื้อต้นเหตุเป็นไวรัสที่เรียกว่า influenza virus การติดต่อ 1. โรคนี้ติดต่อทางลมหายใจ และทางปาก เชื้อโรคนี้ออกจากน้ำลายและน้ำมูกของคนที่ป่วยแล้วปลิวตามอากาศ เราหายใจเข้าไปหรือน้ำลาย น้ำมูก เข้าจมูกเรา จึงป่วยเป็นโรคนี้ 2.หรือจะพูดได้ว่าเชื้อโรคออกจากปากหรือจมูก คนที่ป่วยเป็นโรคนี้แล้วติดเรา (โรคโควิด-19 จะมีการติดต่อได้จากการสัมผัสน้ำลายและน้ำมูกของผู้ป่วย เช่นกัน) การป้องกัน แพทย์สาธารณสุขเมืองจันทบุรี ได้แนะนำว่า 1.ให้อำเภอประกาศให้ราษฎรทราบว่าถ้ามีเหตุจำเป็นจริง ๆ แล้วอย่าให้ราษฎรไปที่ตลาดจันทบุรี 2.ให้รักษาบ้านเรือนให้สะอาดเก็บกวาดสิ่งโสโครกออกเผา ปิดประตูหน้าต่างให้อากาศพัดไปมาได้สะดวก 3.บำรุงร่างกายให้แข็งแรง เช่นระวังอย่าให้หิวและเหนื่อยเกินสมควร อย่าอดนอน 4.จงนอนและทำงานในที่มีอากาศโปร่ง เมื่อนอนต้องห่มผ้าให้หน้าอกและท้องอุ่นอยู่เสมอ 5.ออกกำลังกายในที่กลางแจ้งพอสมควรอย่าให้เหนื่อยเกินไป 6.จงอยู่ในที่ ๆ มีอากาศโปร่ง อย่าอยู่ยัดเยียดกัน 7.เมื่อกำลังเหนื่อยหรือมีเหงื่ออยู่หรือกำลังร้อนอย่าเพ่ออาบน้ำ ต้องปล่อยให้เหงื่อแห้งและหายร้อนหายเหนื่อย จึงอาบได้อย่านั่งให้ลมโกรกจนหนาวสะท้าน 8.เวลานี้ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายเปล่าควรใส่เสื้อหรือห่มผ้าให้ร่างกายอบอุ่นเสมอ 9.บำรุงธาตุให้ปรกติ อย่ารับประทานของเสาะท้อง หรือของที่ทำให้ท้องขึ้น เช่น ส้มเปรี้ยวต่าง ๆ ผักดิบผลไม้ดิบต่าง ๆ อาหารเผดร้อน และสุรา 10.การดูมโหรศพ ในเวลานี้ไม่ควรดู... 11.เมื่อทราบว่าใครเป็นขึ้นแล้วไม่จำเป็นไม่ควรเยี่ยม 12.อย่าเข้าใกล้ผู้ที่ไอหรือจามด้วยโรคนี้ 13.มือหรือสิ่งของต่าง ๆ ที่ใด้ถูกตัวคนป่วยแล้ว อย่าให้ถูกปากหรือจมูก เมื่อเวลารับประทานอาหาร ต้องล้างมือให้สะอาด ของต่าง ๆ ก็ต้องทำให้สะอาดเช่นเดียวกัน 14.อย่าใช้เครื่องใช้ต่าง ๆ ปนกับคนป่วย 15.อย่านอนในห้องหรือเรือนที่มีคนป่วย 16.เมื่อใครเป็นขึ้นมาแล้วเมื่อเวลาไอหรือจาม ต้องใช้ผ้าหรือผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกและปาก ถ้าไม่มีผ้าเมื่อเวลาไอแลจามต้องก้มหน้าลง 17.อย่าให้คนป่วยถ่มน้ำลายน้ำมูกลงบนพื้นบ้าน ต้องให้ถ่มน้ำลายน้ำมูกลงในกระโถน ในกระโถนต้องใช้ยาแซนนิตาสใส่ ถ้าไม่มีใช้น้ำมันก๊าศใส่แทน เมื่อถึงเวลาแล้วนำไปเทเผาเสียทุกครั้ง ห้ามไม่ให้เทบนพื้นดินหรือในน้ำ วิธีการรักษา โดยสรุป 1.ถ้ามีอาการตัวร้อน คัดจมูก เมื่อยและท้องผูก ให้รับประทานยาถ่าย และกินยาแก้ไข้ควินิน 2.คนป่วยห้ามอาบน้ำเย็นและตากลม 3.ให้คนป่วยรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย 4.เมื่อหายป่วยแล้วห้ามรับประทานของแสลง เช่นกล้วย ส้มต่าง ๆ และของเมือกมัน หวาน เช่นกะทิ มันหมู น้ำมันต่าง ๆ เป็นต้น และให้อำเภอรายงานคนป่วย คนตายโดยเร็ว และต่อเนื่องทุกสัปดาห์ จะเห็นได้ว่าการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เมื่อร้อยปี สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ที่โรคโควิด-19 ที่กำลังระบาดในปัจจุบันได้อย่างดี และจากมาตรการป้องกันอันเข้มข้นของรัฐบาล ณ ขณะนี้ และหวังว่าเรื่อง “SOCIAL DISTANCING" ของประเทศไทยที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ จะช่วยกระจายความรู้ความเข้าใจให้"ตระหนัก"อย่างถ่องแท้และโปรดอย่า"ตระหนก"จนเกินเหตุ เราจะก้าวผ่านโรคร้ายนี้ไปอย่างรวดเร็วเหมือนในอดีตได้เช่นกัน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านผู้เขียน นางสุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี นักจดหมายเหตุชำนาญการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรีอ้างอิง-เอกสารจดหมายเหตุ ชุด (13) มท2.3.1/14 เรื่อง ราษฎรป่วยเปนไข้หวัดใหญ่ (15-22 ม.ย.2464) -ประเสริฐ เชื้อวรากุล .(2553).ไข้หวัดใหญ่(Influenza).วันที่ค้นข้อมูล 31 มีนาคม 2563.เข้าถึงได้จาก https://www.si.mahidol.ac.th/sidoct…/e-pl/articledetail.asp… ที่มาของบทความ https://www.facebook.com/102943834583364/posts/146054520272295/
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา ๓-๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘
๑. ชื่อโครงการ การประชุมระดับโลกขององค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติและองค์การยูเนสโกว่าด้วยเรื่องวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ในหัวข้อเรื่อง “ การสร้างความเป็นหุ้นส่วนใหม่” UNWTO/UNESCO World Conference on Tourism and Culture: “Building a new Partnership” ณ จังหวัดเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา
๒. วัตถุประสงค์ เพื่อร่วมเป็นผู้คณะแทนกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมการประชุมระดับโลกขององค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติและองค์การยูเนสโกว่าด้วยเรื่องวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ในหัวข้อเรื่อง “ การสร้างความเป็นหุ้นส่วนใหม่” UNWTO/UNESCO World Conference on Tourism and Culture: “Building a new Partnership” ณ จังหวัดเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา
๓. กำหนดเวลา เดินทางไปตั้งแต่วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ และเดินทางกลับในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘รวมเวลาเดินทางไปราชการทั้งสิ้น ๔ วัน ๓ คืน
๔. สถานที่ โรงแรม Le Meridien Angkor Hotel ณ จังหวัดเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา
๕. หน่วยงานผู้จัด องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติและองค์การยูเนสโก
๖. หน่วยงานสนับสนุน เบิกค่าใช้จ่ายจากงบประมาณของกรมศิลปากร
๗. กิจกรรม
วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘
๙.๐๐ น. พิธีเปิดการประชุมและปาฐกถาพิเศษ
๑๔.๐๐ น. การหารือระดับรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการเจรจาทางด้านนโยบายและแนวคิดการกำกับดูแล
ที่จำเป็นต่อการสนับสนุนรูปแบบความร่วมมือใหม่ระหว่างการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม เพื่อสนับสนุนให้เกิดความรับผิดชอบและการตระหนักรู้ทางวัฒนธรรมรวมถึงการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน
๑๙.๐๐ น. งานเลี้ยงต้อนรับและการแสดงทางวัฒนธรรม ณ Elephant Terrace of Angkor Wat
พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดมสีหมุนีทรงเป็นเจ้าภาพ
วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ๙.๑๐ น. การประชุมครั้งที่ ๑ : การส่งเสริมและการคุ้มครองทางวัฒนธรรม ( Promoting and Safeguarding Culture)
๑๐.๕๐ น. การประชุมครั้งที่ ๒ : การคงอยู่ของวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์( Living Cultures and Creative Industries)
๑๔.๐๐ น. การประชุมครั้งที่ ๓ : การเชื่อมโยงประชาชนกับเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Linking People Along Cultural Tourism Routes)
๑๕.๒๐ น. การประชุมครั้งที่ ๔ : การฟื้นฟูเมืองผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม(Urban Regeneration Through Cultural Tourism)
๑๗.๐๐ น. พิธีปิดการประชุม
๑๙.๐๐ น. งานเลี้ยงอำลาและการแสดงทางวัฒนธรรม
๘. องค์ประกอบของคณะผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรม ประกอบด้วย
๑. นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ๒. นายสมชาย ณ นครพนม นักโบราณคดีทรงคุณวุฒิ กรมศิลปากร ๓. นางสาวดารุณี ธรรมโพธิ์ดล ผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ ๔. นางสาวขนิษฐา โชติกวณิชย์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักงานรัฐมนตรี
๙. สรุปสาระของกิจกรรม สรุปได้ดังนี้
ในการประชุมมีการหยิบยกเรื่องการท่องเที่ยวอาจเป็นอันตรายต่อวัฒนธรรม แต่หากมีการจัดการอย่างถูกต้องและเหมาะสม การท่องเที่ยวจะมีส่วนช่วยในการคุ้มครองและส่งเสริมวัฒนธรรม ขณะเดียวกันยังก่อให้ชุมชนเกิดความภาคภูมิในวัฒนธรรมของตนและแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลกด้วย
ทั้งนี้ การท่องเที่ยวถือเป็นส่วนที่ก่อให้มนุษย์มีประสบการณ์เพิ่มขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมสร้างสรรค์(Creative Industries) อาทิ เพลง ภาพยนตร์ หัตถกรรม สถาปัตยกรรมหรือการออกแบบ ต่างก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างประสบการณ์พิเศษให้แก่นักท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเองมีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆรวมถึงการเกิดประโยชน์ทางด้านเศรษบกิจและสังคมต่อชุมชนท้องถิ่น
ที่ประชุมได้อภิปรายถึงเรื่องเส้นทางวัฒนธรรม ก่อให้เกิดโอกาสกับการพัฒนาการท่องเที่ยว ด้วยเหตุนี้ การบูรณาการทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเชื่อมโยงด้านเศรษบกิจและวัฒนธรรมในระดับประเทศและระหว่างประเทศด้วย
ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงอีกเรื่องคือ การที่การท่องเที่ยวเติบโตอย่างรวดเร็วในเขตเมือง ด้วยเหตุนี้จึงต้องพึงระวังในการพัฒนาการท่องเที่ยว ควบคุ่ไปกับการคุ้มครองอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ตลอดจนการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจและการเพิ่มคุณค่าชีวิตในเมืองและต้องไม่ลืมว่า วัฒนธรรมในพื้นที่ชนบท เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการสนับสนุนให้ได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกัน เมื่อการท่องเที่ยวเริ่มที่จะรุกไปในพื้นที่เหล่านั้น
ที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันที่จะจัดทำเป็น Siem Reap Declaration on Tourism and Culture โดยประกาศเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ มีเนื้อหาสรุปได้ตามสาระของการประชุมข้างต้น ( ดังรายละเอียดตามเอกสารที่แนบ)
๑๐.ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
เป็นการประชุมในระดับนานาชาติที่สำคัญ ทำให้เห็นว่าทั่วโลกกำลังนำวัฒนธรรมเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และการท่องเที่ยวมิได้ก่อให้เกิดผลเสียต่อการปกป้องคุ้มครองวัฒนธรรม แต่ควรใช้โอกาสจากการท่องเที่ยว ส่งเสริมให้วัฒนธรรมมีชีวิตและได้รับการอนุรักษ์และเผยแพร่สู่ประชาคมโลก ซึ่งจะเป็นผลดีทางเศรษฐกิจและสังคมต่อชุมชนเจ้าของวัฒนธรรม ดังนั้นการบูรณาการร่วมกันระหว่างการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรม จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งในปัจจุบัน
นายสมชาย ณ นครพนม ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
๑. ชื่อโครงการ ศึกษาดูงานการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน
๒. วัตถุประสงค์
เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนา การบริหารจัดการและการสร้างสรรค์กิจกรรมการท่องเที่ยว
ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำเมืองโบราณอู่ทอง
๓. กำหนดเวลา วันที่ ๑๗ – ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘
๔. สถานที่
๑) กุ้ยหลิน
๒) หยางซั่ว
๓) เฟิ่งหวง
๔) จางเจี่ยเจี้ย
๕) อุทยานอู่หลิงหยวน
๕. หน่วยงานผู้จัด องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน)
๖. หน่วยงานสนับสนุน -
๗. กิจกรรม
วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๘
กุ้ยหลิน
- ศึกษาดูงานล่องเรือการพัฒนา ๒ แม่น้ำ ๔ ทะเลสาบ ได้แก่ ซาหู หลงหู กุ้ยหู และมู่หลงหู ในสมัยราชวงศ์ซุ้ง ซึ่งเป็นการพัฒนาคูเมืองโดยการขุดลอกคูเมืองทิ้ง เพื่อแก้ปัญหาน้ำเสีย และเป็นแหล่งท่องเที่ยวล่องเรือใจกลางเมืองชมแสง สี สะพานคริสตัล สะพานกำแพงเมืองจีน สะพานโกลเด้นท์ และลอดใต้สะพานสำคัญ มีรูปปั้นนูนต่ำตกแต่งเล่าเรื่องเมืองกุ้ยหลิน ชมเจดีย์เงิน เจดีย์ทอง ชมการแสดงวิถีชีวิตของชนเผ่าจ้วง และเผ่าม้งที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ
วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๘
หยางซั่ว (กุ้ยหลิน)
- ล่องเรือชมทะเลสาบนกนางแอ่น ตามวรรณกรรมท้องถิ่นเรื่องเมืองลับแล และการสาธิตผลิตสินค้า
หัตถกรรม
- ดูงานการท่องเที่ยวของหมู่บ้านชนชาติส่วนน้อยริมน้ำหลายเผ่า
- ดูงานการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำที่เมืองลับแล โดยใช้เรือแบตเตอรรี่รักษาสิ่งแวดล้อม ล่องเรือลอดถ้ำ ชมเกาะดอกท้อ และบ้านเจ้าสาว
- ชมการแสดงนิทรรศการ การแสดงชนเผ่าตุ้ง การแสดงชนเผ่าจ้วง และเผ่าเย้า
- ศึกษาดูงานที่ถ้ำเงิน (Silver Cave) เป็นถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยสวยงาม
- ศึกษาดูงานการท่องเที่ยวทางน้ำในรูปแบบของการล่องแพไม้ไผ่ ในแม่น้ำหลีเจียง
- ดูการแสดงริมน้ำ “หลิวซานเจี่ย” ที่ใช้ความเป็นธรรมชาติของแม่น้ำหลีเจียงเป็นฉากและเนื้อเรื่องของการแสดง จะเป็นวิถีชีวิตของชนเผ่าที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ
- ศึกษาดูงานถนนคนเดิน (ถนนฝรั่ง)
วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๘
กุ้ยหลิน
- ศึกษาดูงานการพัฒนาทำกระเช้าขึ้นเขาเหยาซาน สู่จุดชมวิว
- ประชุมรับฟังความคิดเห็นการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวจากสำนักงานการท่องเที่ยวกุ้ยหลิน
- ขึ้นรถไฟความเร็วสูงเดินทางสู่เมืองฉางซา
วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๘
เฟิ่งหวง
- ล่องเรือชมเมืองโบราณเฟิ่งหวง
- ชมกำแพงเมืองโบราณ “เฟิ่งหวางกู่เฉิง”
- ชมสะพานไม้โบราณหงเฉียว ที่มีหลังคาคลุมเหมือนสะพานข้ามคลองเวนิส
- ชมบ้านยกพื้นสูงเรียงรายกันบนริมน้ำ
- นั่งเรือแจวล่องตามลำน้ำถัวเจียง สัมผัสชีวิตบ้านเรือนริมน้ำ
- ประชุมรับฟังความคิดเห็นการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเมืองเฟิ่งหวง กับบริษัทเอกชน
วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๘
จางเจี่ยเจี้ย
- ประชุมการจัดการอุทยานแห่งชาติเขาเทียนเหมินซาน ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวเมืองจางเจี่ยเจี้ย
และบริษัทเอกชน
- ศึกษาดูงานเขาเทียนเหมินซาน สูงจากระดับน้ำทะเล ๑,๕๑๘.๖ เมตร หรือประตูสวรรค์ เป็น ๑ ใน ๔
ของภูเขาที่สวยงามที่สุดของประเทศจีน
- นั่งกระเช้าขึ้นเขาเทียนเหมืนซาน ที่มีความยาว ๗.๕ เมตร
- ดูงานจัดการแหล่งท่องเที่ยว ที่ได้สร้างพื้นทางเดินชมวิวเป็นพื้นกระจกยาวประมาณ ๖๐ เมตร สูงกว่า
ระดับน้ำทะเล ๑.๔ กิโลเมตร
- ศึกษาดูงานถ้ำเทียนเหมิน (ประตูสวรรค์) ผ่านถนนคดเคี้ยวไปมา ๙๙ โค้ง
- ชมการแสดงที่มีชื่อว่า “ชายตัดฟืนกับนางพญาจิ้งจอกขาว”
วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๘
อุทยานอู่หลิงหยวน
- ศึกษาดูงานในลิฟก์แก้วไป่หลง ที่มีความสูงถึง ๓๒๖ เมตร การก่อสร้างบางส่วนได้เจาะภูเขาเพื่อเป็น
ช่องลิฟท์
- ศึกษาดูงานในเขตอุทยานแห่งชาติอู่หลิงหยวน จางเจี่ยเจี้ย ซึ่งเป็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง AVATA นั่งกระเช้าขึ้นสู่ยอดเขา บริเวณเขตวิวเทียนเซี่ยตี้อี่เฉี่ยว (สะพานหนึ่งในใต้หล้า) สะพานหินลอยฟ้า เกิดเองตามธรรมชาติ เหมือนสะพานเชื่อมต่อระหว่างสองภูเขา
- ศึกษาดูงานภาพเขียนสิบลี้ ซึ่งเป็นทัศนียภาพของการขึ้นตามธรรมชาติของภูเขา โดยมีทางเดินและ รถไฟเล็กสำหรับชมภาพ
วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘
- ชมพิพิธภัณฑ์ภาพวาดทราย จัดแสดงผลงานของศิลปินหลิวจิงเฉิง ตั้งแต่ปี ๑๙๙๙ เป็นต้นมา
(สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เคยเสด็จทอดพระเนตรด้วย)
- เดินทางเข้าสู่นครฉางซา เพื่อเดินทางกับกรุงเทพฯ
๘. คณะผู้แทนไทย
๑) รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี (นายพิภพ บุญธรรม) เป็นหัวหน้าคณะ
๒) ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี
๓) ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสุพรรณบุรี
๔) นายอำเภออู่ทอง
๕) ที่ดินอำเภออู่ทอง
๖) หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์จังหวัดสุพรรณบุรี
๗) ตัวแทน อพท. อู่ทอง
๘) ตัวแทน บริษัท เอ เซเว่น คอร์ปอเรชั่น จำกัด
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
- ศึกษาดูงานการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และทางธรรมชาติของประเทศจีน
- เข้าร่วมประชุมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดการแหล่งท่องเที่ยวทั้งหน่วยงานของรัฐ และเอกชน
- การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวของประเทศจีน จะให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการ โดยการควบคุม กำกับ มาตรฐานโดยรัฐ นำส่งรายได้เป็นเปอร์เซ็นให้รัฐ
การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวมี ๒ แนวทาง
๑) รัฐลงทุนทั้งหมดหรือบางส่วน แล้วให้เอกชนสัมปทานให้รัฐ
๒) ให้เอกชนผู้ได้สัมปทานลงทุน และแบ่งรายได้จากค่าตั๋ว
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
การศึกษาดูงาน ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนครั้งนี้ ทำให้ทราบถึงแนวทางการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ซึ่งมีข้อดี และข้อจำกัด ดังนี้
๑. ข้อดี : รัฐไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับบุคลากรและการจัดการ ด้านการบำรุงรักษาและ
การบริหาร
๒. ข้อกำจัด : การจัดการแหล่งมรดกวัฒนธรรมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ยังไม่คำนึงถึงการอนุรักษ์ มุ่งพัฒนาท่องเที่ยวอย่างเดียว
..............................................................ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
(นายวิเศษ เพชรประดับ)
ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี
ในบรรดาประวัติศาสตร์ไทยทั้งหมด ไม่มียุคไหนที่มีเงื่อนงำคลุมเครือและฉงนสนเท่ห์มากเท่ากับประวัติศาสตร์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยเฉพาะในปลายรัชสมัยของพระองค์ โดยมีหลายประเด็นที่เป็นที่น่ากังขาเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เช่น
1. ทรงกู้เงินจากจีน 60,000 ตำลึง จริงหรือไม่ 2. ทรงพระสติฟั่นเฟือนจริง ๆ หรือทรงแกล้งทำเพื่อหนีหนี้จากจีน 60,000 ตำลึง หรือไม่ได้ทรงพระสติฟั่นเฟือนเลย 3. ทรงถูกสำเร็จโทษ หรือมีตัวแทนหน้าเหมือนพระองค์มารับโทษแทนจริงหรือไม่ 4. ทรงหนีไปผนวชที่นครศรีธรรมราชจริงหรือไม่
เนื่องจากในแต่ละประเด็นมีท่านผู้รู้หลายท่านได้เคยวิเคราะห์และวิจารณ์มาแล้ว1-8 โดยเฉพาะ คุณปรามินทร์ เครือทอง1, 2 แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนลงไปในทุกประเด็นที่ได้กล่าวมาแล้ว มีแต่การตั้งสมมติฐานไปต่าง ๆ นานา แม้กระทั่งประเด็นแรก “ทรงกู้เงินจากจีน 60,000 ตำลึง จริงหรือไม่” ก็ตาม ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างหาข้อสรุปไม่ได้ แต่ออกมาในรูปแบบพงศาวดารกระซิบเสียมากกว่าความจริง แล้วประเด็นต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวมาแล้วนั้นล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นที่น่าสนใจทั้งสิ้น หากแต่เนื่องด้วยประวัติศาสตร์ในยุคนั้นไม่ค่อยได้มีการบันทึกกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมากนักเช่นในปัจจุบันนี้ อีกทั้งประวัติศาสตร์ที่เขียนในต้นรัตนโกสินทร์นั้นก็เป็นประวัติศาสตร์ที่เขียนโดยฝ่ายตรงข้าม ทำให้อาจมีอคติในการเขียนประวัติศาสตร์ได้
ดังนั้น การที่จะเขียนวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ในกรณีนี้จึงต้องอาศัยเหตุการณ์แวดล้อมที่ทำให้น่าเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เราสงสัยไม่น่าจะเป็นความจริงได้ ในบทความนี้ผมก็จะใช้หลักการนี้เช่นเดียวกัน
หลังจากที่ผมได้ศึกษาประวัติศาสตร์ในยุคสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาพอสมควร (ในบทความนี้ขอเรียกพระองค์ว่า–พระเจ้าตาก) ผมรู้สึกว่าประเด็นต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นเสมือนตัวต่อหรือจิ๊กซอว์ที่จะทำให้ประวัติศาสตร์ในยุคนี้มีความสมบูรณ์มากที่สุด ผมจึงขอวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้โดยอิสระแยกเป็นประเด็น ๆ ไปโดยไม่นำประเด็นอื่น ๆ มาผูกกันซึ่งจะทำให้ยุ่งยากต่อการสรุป และเมื่อเราได้จิ๊กซอว์ที่สมบูรณ์แต่ละตำแหน่งแล้ว เราก็จะได้ประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์ในยุคธนบุรีนี้ในที่สุด โดยในบทความนี้ผมขอวิเคราะห์ประเด็นแรก “ทรงกู้เงินจากจีน 60,000 ตำลึง จริงหรือไม่” ส่วนในประเด็นอื่น ๆ นั้น ในโอกาสต่อไปหากผมมีเวลาและ/หรือมีหลักฐานใหม่ที่สามารถวิเคราะห์ได้แล้ว ก็จะนำมาวิเคราะห์ท่านผู้อ่านต่อไปครับ
การที่ผมหาญกล้าขึ้นมาวิเคราะห์ประเด็นนี้ขึ้นมาก่อน ก็เพราะว่าผมได้หลักฐานใหม่ 3 เล่ม โดยเฉพาะจากหนังสือที่เพิ่งออกใหม่เมื่อ พ.ศ. 2559 นี้ คือ
1. หมิงสือลู่–ชิงสือลู่ : บันทึกเรื่องจริงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ตอนว่าด้วยสยามฯ9 ซึ่งเขียนโดย อาจารย์วินัย พงศ์ศรีเพียร โดยที่มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดพิมพ์เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ วันที่ 2 เมษายน 2558 ซึ่งมีความละม้ายคล้ายคลึงกับและอีก 2 เล่ม
2. ญาณบารมีหลวงปู่โต รู้ความจริงจากหลวงปู่โต…ใครทุรยศพระเจ้าตากสิน ของ เตโชไชยการ ที่พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 255610 และ
3. มหาราช 2 แผ่นดิน ซึ่งแต่งโดย คุณ น.นกยูง ที่พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2555 หมิงสือ ลู่ – ชิงสือลู่ บันทึกเรื่องจริงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ตอนว่าด้วยสยาม และหนังสือ ระยะทาง ราชทูตไปกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ตั้งแต่ ณ เดือน 8 ปีกุญตรีศกและปีชวด จัตวาศก ในแผ่นดินสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอินทรมนตรีแย้ม ได้เรียบเรียงไว้ในราชกาลที่ 6
โดยผมจะวิเคราะห์เปรียบเทียบกับข้อมูลเดิมที่ คุณปรามินทร์ เครือทอง1 ได้เคยวิเคราะห์ไว้โดยอาศัยหลักฐานมาจากหนังสือ 3 เล่ม คือ
1. ใครฆ่าพระเจ้าตากสิน? ของ แม่สงฆนีวรมัย กบิลสิงห์5 2. ความหลงในสงสาร ของ สุทัสสา อ่อนค้อม6 3. เรื่องจริงอิงนิทาน พิเศษ ของ หลวงพ่อฤๅษี ลิงดำ1, 7
โดยผมต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมเขียนบทความนี้โดยที่ไม่ได้มีอคติใด ๆ ต่อผู้ใดทั้งสิ้น โดยพยายามวิเคราะห์ไปตามสิ่งที่มีการบันทึกไว้แล้วโดยหาเหตุผลสนับสนุนและคัดค้านที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันโดยพยายามนำความเห็นส่วนตัวใส่เข้าไปให้น้อยที่สุด
ผมขอย่อเรื่องแต่ละเรื่องสั้น ๆ โดยเริ่มจากเรื่อง ใครฆ่าพระเจ้าตากสิน5 ก่อนเป็นเรื่องแรก
พระอนุชาของพระเจ้าตาก 2 พระองค์ ชื่อ เจียนซื่อ และเจียนจิ้น ทำมาค้าขายและได้ถวายผลกำไรแก่พระเจ้าตาก (แต่ไม่ได้ระบุจำนวนเงิน) และได้รวบรวมเงินจากผู้ช่วยเหลือคนอื่นได้แล้ว 5,000-10,000 ตำลึง
ต่อมากรมอาวุธได้กราบทูลว่า อาวุธส่วนมากชำรุดทรุดโทรม และเนื่องจากมีข่าวศึกใหญ่ซึ่งพระเจ้าอังวะให้อะแซหวุ่นกี้เป็นแม่ทัพคุมพลมารบ ดังนั้น จึงต้องจัดดาบเหล็กดีอีกประมาณสามหมื่นเล่มเป็นดาบเหล็กดีและอาวุธของทหารจีนพวกง้าว หอก และทวนอีกห้าพันเล่มและพระองค์ได้ตรัสเรียกพระอนุชาและทหารจีนที่สนิทมาปรึกษาเป็นความลับเรื่องอาวุธนั้น พระยาราชาเศรษฐีจีนซึ่งเคยว่าราชการกรมท่ารับพระราชดำรัสแล้วออกไปปรึกษาหารือกันกับพรรคพวกเรื่องอาวุธนั้นเป็นการเร็ว และสรุปได้ว่า จีนคุงเซียนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กรมท่าและรู้จักนายทหารของพระเจ้ากรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นผู้ตรวจด่านเข้าออกและผู้มีหน้าที่ทูลเรื่องราวต่าง ๆ แก่พระเจ้ากรุงปักกิ่งด้วย และอาสาว่าจะไปกู้เงินพวกพ่อค้าและข้าราชการของพระเจ้ากรุงปักกิ่ง แล้วนำเงินกู้นั้นซื้อดาบและเหล็กมาตีดาบกับอาวุธต่าง ๆ ให้พอใช้ในสงครามครั้งนี้
ส่วนเงินกู้นั้น ไทยจะเอาสินค้าออกไปขายแล้วเอาเงินใช้เขาหรือเอาของไปให้ตีราคาใช้หนี้ แต่คราวนี้เงินมากอย่างน้อยต้องเป็นแสนตำลึงจึงจะพอใช้ จะต้องได้จดหมายและลายมือชื่อของพระเจ้าอยู่หัวไปจึงจะได้ มิฉะนั้นพระเจ้ากรุงปักกิ่งหรือข้าราชการคงจะไม่เชื่อถือ และได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลว่า จะขอยืมเงินข้าราชการจีนหรือพระเจ้ากรุงปักกิ่งมาซื้อปืน เหล็กตีดาบ และซื้อดาบที่ดีจากเมืองใกล้ ๆ มาใช้ พร้อมทั้งหอก ง้าว และทวน
ต่อมาจีนคุงเซียมได้ดำเนินการตามแผนการที่วางไว้ โดยยืมเงินจากข้าราชการ พ่อค้า และพระเจ้ากรุงปักกิ่ง รวมกันได้หกหมื่นตำลึง จึงได้จัดซื้อของมาจนครบที่ต้องการ ต่อมามีจดหมาย 3 ฉบับจากเมืองจีนถึงจีนคุงเซียม โดยมีฉบับหนึ่งส่งมาจากพ่อค้าพูดเรื่องเงินและทวงดอกเบี้ย และในที่สุดความทราบถึงแผนการของฝ่ายจีนซึ่งมีการวางแผนเป็น 3 แผน
แผนที่ 1 ให้เร่งเงินให้ได้อย่างจริงจังเร่งร้อน
แผนที่ 2 ให้พูดจาอ่อนโยนประเล้าประโลมใจให้ขอพระราชธิดาพระเจ้ากรุงปักกิ่งเป็นมเหสี โดยอ้างว่าเป็นญาติกันแล้ว พระเจ้ากรุงปักกิ่งจะได้ทรงช่วยเหลือเรื่องการเงินและเรื่องกองทัพจีนที่จะช่วยป้องกันบ้านเมือง
แผนที่ 3 บังคับให้พระเจ้าตากยอมรับว่าเป็นลูกจีนแม้เกิดในไทย แต่ทางพระเจ้ากรุงปักกิ่งถือว่าเป็นจีนตามพ่อและปู่ย่า ต้องเชื่อฟังพระเจ้ากรุงปักกิ่ง ถ้าไม่เชื่อฟังจะยกทัพมาให้แตกใน 7 วัน
ฝ่ายพระเจ้าตากได้ทรงปรึกษากับเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก โดยได้ทรงวางแผนทำเป็นเสียพระสติหรือสวรรคตไป เรื่องหนี้สินพัวพันจะได้หมดปัญหาไป ซึ่งความจริงเรื่องเงินหกหมื่นตำลึงก็ไม่มากนัก หากจะมีเวลาให้หาใช้ก็คงได้ แต่เจ้าหนี้มีอุบายเกิดไม่ยอมผ่อนผันขึ้นมา และทางฝ่ายไทยก็ยังมีทัพพม่าอยู่และรับสั่งว่าพระองค์ต้องกู้ยืมเงินซื้อปืน ซื้อข้าวเลี้ยงทหาร และเบี้ยหวัดเงินปีทหารและพลเรือน ทรงปรึกษานัดแนะให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพไปเมืองเขมรกับพระโอรสของพระองค์ ถ้าตีได้เมืองเขมรก็ให้โอรสของพระองค์ครองอยู่เมืองเขมร ส่วนทางกรุงธนให้พระยาคนหนึ่งทำเป็นว่าจับพระเจ้าแผ่นดินให้บวชเสียแล้วรักษาแผ่นดินไว้ให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เพื่อคนทั้งหลายจะได้ไม่นินทาว่าเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นกบฏชิงราชสมบัติ
แม่สงฆนีวรมัย กบิลสิงห์5 ไม่ได้เขียนว่าบทความของท่านอ้างอิงจากเอกสารใด แต่ผมได้อ่านพบในหนังสือ พระเจ้าตากสินยังไม่ตาย? ซึ่งเขียนโดย ว.วรรณพงษ์ และ ภมรพล ปริเชฏฐ์12 (2558) ได้เขียนบทความที่คล้ายคลึงของแม่สงฆนี (วรมัย) กบิลสิงห์มาก โดยอ้างหลักฐานจาก “บันทึกช่วยจำ สมุดบุดดำของพระยาบริรักษ์ภูเบศร์ (เอี่ยม ณ นคร)” ราชนัดดาของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (เจ้าน้อย) ราชบุตรของพระเจ้าตาก ความว่า
“ท่านไหฮอง (พระบิดาของสมเด็จพระเจ้าตากสิน ซึ่งเป็นชาวจีน) เป็นพระญาติกับพระเจ้ากรุงจีน (ฮ่องเต้เฉินหลง) ทำให้พระเจ้ากรุงจีนช่วยเหลือสนับสนุนด้านปืนไฟดินดำ อาวุธหอกดาบและเรือรบจำนวนหนึ่ง จึงทำให้สมเด็จพระเจ้าตากปราบก๊กต่าง ๆ ได้อย่างราบคาบ และได้สร้างเมืองใหม่ ณ กรุงธนบุรี ซึ่งนับได้ว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินนั้นเป็นหนี้พระเจ้ากรุงจีนก้อนโตเลยทีเดียว…”12
แต่ก็มีข้อแตกต่างของหนังสือพระเจ้าตากสินยังไม่ตาย?12 คือ ในหนังสือนี้กล่าวว่า พระเจ้ากรุงจีนเป็นพระองค์ใหม่ ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะรัชกาลของพระเจ้าเฉียน (เฉิน) หลงนั้นยาวมาก ประมาณ 60 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2279-23393 นั่นคือทรงสละราชสมบัติในสมัยรัชกาลที่ 1
ส่วนในเอกสารชิ้นที่ 2 คือ ความหลงในสงสาร6 กล่าวถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับการกู้เงิน 60,000 ตำลึง ดังนี้
“…ด้วง [รัชกาลที่ 1 – ผู้เขียน] เวลานี้ข้าเป็นหนี้ชาวจีนเขาอยู่ 60,000 ตำลึง ความจริงเงินจำนวนนี้ถ้าหากเขาจะให้เราผ่อนใช้เราก็จะพอหาได้ แต่ทางจีนเขาต้องการจะยึดประเทศไทยไปเป็นประเทศของเขา เขาต้องการจะกลืนเรา เขาจึงเร่งรัดจะเอาเงินจำนวนนี้ให้ได้ แล้วเจ้าก็รู้นี่ว่าข้าเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ยากจนเข็ญใจมากเพราะไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย เงินในท้องพระคลังก็ไม่มีสักแดงเดียว เวลานี้เบี้ยหวัดเงินปีของข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนก็ยังติดค้างเขาอยู่มาก
ข้าได้กู้เงินจากประเทศจีนมาใช้จ่าย เวลานี้ข้ากันเงินไว้ 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นเงินสำหรับให้แก่ข้าราชการเป็นเบี้ยหวัดเงินปีที่คั่งค้างอยู่ อีกส่วนหนึ่งเป็นเงินที่ข้าเก็บรักษาไว้เพื่อเจ้าจะได้มีใช้จ่ายเมื่อเจ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เพราะข้าเป็นพระเจ้าแผ่นดินมาก่อนไม่มีเงินทองมีความลำบากมาก ข้าเห็นใจจึงไม่อยากให้เจ้าเป็นอย่างข้า แต่เรื่องที่จะต้องให้เจ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็มีอยู่ว่า เมื่อเจ้าหนี้เขามาทวงข้า เมื่อข้าพ้นจากความเป็นพระเจ้าแผ่นดินเสียแล้ว เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบหนี้สินนี้แทนข้า เพราะเป็นคนละคนกัน
ที่ทำอย่างนี้ไม่ใช่เพราะข้าคิดจะโกงเขา แต่เขาจะเอาเราไปเป็นประเทศของเขา เขาคิดไม่ดีกับเราก่อน เราก็ต้องหาทางป้องกันรักษาประเทศของเราไว้ แต่การที่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินนั้น จู่ ๆ จะยกให้เจ้าเป็นแล้วข้าสละราชสมบัติอย่างนั้นทำไม่ได้เพราะเขาจะรู้ทันแผนการของเรา เราจึงต้องใช้กุศโลบายที่แยบยล เวลานี้เมืองเขมรเกิดจลาจลข้าจะให้เจ้ากับเจ้าพระยาสุรสีห์น้องชายของเจ้ายกกองทัพไปปราบเมืองเขมร แล้วเวลาที่เจ้าไปก็ให้เอาลูกชายของข้าไปด้วย
ถ้าตีเมืองเขมรได้เมื่อไรก็ให้ลูกชายของข้าครองเมืองที่นั่น แล้วข้าอยู่ทางนี้ก็จะทำเป็นวิกลจริต แล้วก็จะแนะให้ข้าราชการบางคนที่นี่จับข้าบวชเสีย ข้าก็จะทำเป็นบ้าไม่สามารถปกครองประเทศต่อไปได้ เมื่อเจ้ามาก็ให้ทำพิธีปราบดาภิเษกเถลิงราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้วเนรเทศข้าไปอยู่หัวเมืองเสีย เรื่องมันก็หมดเท่านี้ เรื่องหนี้สินต่าง ๆ ก็เป็นอันว่าหมดกันไป พระเถรเจ้า [พระเจ้าตาก – ผู้เขียน] เล่าเรื่องราวของธนบุรีที่ไม่มีในประวัติศาสตร์…”
ในเอกสารชิ้นที่ 3 เรื่องจริงอิงนิทาน พิเศษ ของ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ได้เขียนไว้ตามที่ คุณปรามินทร์ เครือทอง1, 7 ได้อ้างไว้ ผมไม่สามารถหาต้นฉบับได้ แต่ได้อ่านหนังสือญาณพระอริยะ : ไขปริศนาพระจ้าตาก ที่เขียนโดย ทิพยจักร7 ประกอบกับหนังสือพระเจ้าตากเบื้องต้น ของ คุณปรามินทร์ เครือทอง ได้บรรยายเหตุการณ์ที่พระองค์ทรงอธิบายว่า “…ท่านกู้เงินเพื่อใช้ทำสงครามกับเจ้าสัวใหญ่ของจีน อีกไม่นานเจ้าสัวคนนี้จะกลับจากเมืองจีนมาทวงเงินจากบ้านเมืองของเรา ถ้าเราไม่ให้มีหวังได้รบกับเมืองจีนอีก ตอนนี้แผ่นดินจีนมีอำนาจมากกว่าเราเห็นจะชนะลำบาก บ้านเมืองก็ผ่านสงครามมามากบอบช้ำมามากแล้ว…
…พระเจ้าตากทรงวางแผนผลัดแผ่นดินไว้ว่า ให้พระยาจักรีไปปราบกบฏเมืองเขมรซึ่งกำลังแข็งข้อขึ้นพอดี การรบครั้งนี้ให้เอาลูกชายท่าน 2 คนไปด้วย ถ้ายึดเขมรได้เรียบร้อยให้เอาลูกชายท่านไปครองไว้ที่นั่นไม่ต้องเอาลงมาพระนครอีก
หลังจากที่พระยาจักรีไปปราบขบถเมืองเขมรพอดีท่านก็ทราบข่าวในพระนครว่าเกิดกบฏมีการจับตัวพระเจ้าตาก เนื่องจากพระเจ้าตากมีสติฟั่นเฟือน พระยาสรรค์เป็นคนจับตัว พอทราบข่าวเจ้าพระยาจักรีรีบลงมาปราบกบฏในเมืองทันที พอเข้ามาถึงพระนครมีการอัญเชิญให้พระยาจักรีขึ้นเป็นกษัตริย์แทนพระเจ้าตาก…
เมื่อพระยาจักรีขึ้นทำหน้าที่แล้วก็รับสั่งให้ประหารชีวิตพระเจ้าตากสินโดยเอานักโทษมาประหารแทน พอตกดึกก็ส่งไปที่ปากท่อ ระหว่างนั้นให้ค้นหาสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อให้พระเจ้าตากสามารถเจริญภาวนาได้ ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 1 เห็นว่าเมืองนครศรีธรรมราชเป็นสถานที่สัปปายะและปลอดภัยจึงจัดส่งพระเจ้าตากไปอยู่ที่นั่น
…ในขณะที่เจ้าสัวผู้มาทวงเงิน เมื่อเดินทางไกลโพ้นมาจากเมืองจีนด้วยเรือสำเภาขณะเมื่อเข้าใกล้พัทยาถูกลมทะเลตีจนเรืออับปาง จากนั้นก็โดนโจรสลัดปล้นฆ่า เป็นอันว่าไม่ได้มาถึงเมืองหลวงตายไปซะก่อน…”7
ในเอกสารชิ้นที่ 4 ญาณบารมีหลวงปู่โต รู้ความจริงจากหลวงปู่โต…ใครทุรยศพระเจ้าตากสิน10 ในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนได้ค้นคว้าจากเอกสารหลายชิ้นคล้าย ๆ กับงานของ คุณปรามินทร์ เครือทอง1, 2
คุณเตโชไชยการไม่เชื่อว่าพระเจ้าตากทรงกู้เงินจากจีน โดยได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า
“…ข้อมูลนี้ไม่น่าที่จะเป็นไปได้ เพราะการที่เป็นนักรบ ผู้กล้าเยี่ยงพระองค์นี้ [สมเด็จพระเจ้าตากสิน – ผู้เขียน] มีหรือที่จะกระทำการไปลักษณะขลาดเขลา…ยอมลงจากบัลลังก์ด้วยเหตุผลแบบนี้ [ผลัดแผ่นดินแล้วหนี้ที่ค้างคากันนั้นก็ต้องแล้วต่อกันไม่ผูกพันกันกับแผ่นดินใหม่ ทำให้มีเรื่องราวต่าง ๆ ปรากฏมากมาย อาทิ เสียพระสติวิปลาส มีการนำพระองค์ไปสำเร็จโทษ เป็นต้น]
ผมว่าประวัติศาสตร์หน้านี้เป็นเพียงเรื่องแต่งขึ้นในชั้นหลัง ๆ และเป็นการหาข้อมูลสนับสนุนเพื่อให้ข้อมูลการลงจากบัลลังก์ของพระองค์ดูดี แต่ความเป็นจริง…ไม่ดีอย่างที่คิด เพราะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติมากกว่า เพราะเป็นถึงชนชั้นนำการปกครองระดับกษัตริย์ จะกล่าวว่าชักดาบไม่ยอมใช้หนี้ได้อย่างไร…”
คุณเตโชไชยการยังให้เหตุผลต่อไปว่า “…ตอนที่อยู่ในยุคระบบทุนนิยม หรือเริ่มมีระบบทุนเข้ามาจึงมองไปว่าการกู้จะต้องใช้เงินนับว่าเป็นข้อมูลที่ผิดและคลาดเคลื่อนอย่างมากและเป็นข้อมูลที่ไม่ควรเชื่ออีกต่อไป เพราะยิ่งเชื่อก็จะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติมากขึ้นไปอีกกับการยืมเงินแล้วไม่ชดใช้ให้
การกู้เงินจากจีนของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงไม่น่าจะใช่เรื่องจริง…”
นอกจากนี้ คุณเตโชไชยการยังเขียนต่อไปอีกว่า “…ต้องไม่ลืมว่า เราจะเห็นแต่จีนนั้นคอยรับเครื่องบรรณาการมากกว่าที่จะอุปถัมภ์ในลักษณะอื่น โดยเฉพาะอาณาจักรเล็ก ๆ อย่างกรุงศรีอยุธยา เพราะเราเองก็หาได้เป็นเมืองขึ้นของจีนไม่
การทำศึกสงครามในพื้นที่นั้น ๆ เรื่องของเงินจะไม่มีความหมาย สิ่งที่มีความหมายมากที่สุดคือเสบียงอาหาร กำลังพล อาวุธ ส่วนเรื่องเงินแม้ใครที่มีมากก็ไม่สามารถนำเอามาใช้ได้ เว้นเสียแต่ทองคำเพียงอย่างเดียวที่เป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นกลางและสากลทั้งโลก
การทำศึกสงครามจะอาศัยเพียงแค่เสบียงอาหาร กำลังพล และอาวุธ เท่านั้นจริง ๆ หากบอกว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจะต้องกู้เงินเพื่อเอามากู้ชาติฟังดูแปลก เรื่องนี้จึงเป็นเพียงแค่เรื่องของจินตนาการเท่านั้น บ้านเมืองมีศึกสงครามจะเอาเงินไปซื้ออะไรได้ ใครที่ไหนจะออกมาทำค้าขาย…
หากเราเชื่อว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกู้เงินจากจีน คำว่าจีนคำนี้หมายถึงอะไร
1 คนจีน (ที่อาศัยในเมืองไทย) 2 ประเทศจีนที่อยู่ไกลโพ้นทะเล
หากบอกว่า ยืมคนจีนที่อยู่ในแผ่นดินไทย ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ก็เพราะเมื่ออยุธยาล่มสลาย คนจีนส่วนหนึ่งก็ลงเรือล่องกลับประเทศจีน โดยเฉพาะพ่อค้า จะไหวตัวทันก่อนผู้อื่นทั้งสิ้น และหากเชื่อว่ากู้ยืมเงินจากประเทศจีนแล้วไม่มีเงินชดใช้ เลยต้องผลัดแผ่นดิน ยิ่งเป็นเหตุผลที่แย่มาก ๆ ใครก็ตามที่เชื่อกันว่า เป็นเพราะเหตุนี้ ผมว่าหากเราลองไปศึกษาประวัติศาสตร์ของจีนโดยแท้แล้วจะมองเห็นทันทีว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกู้เงินจากจีนมานั้น เป็นเพียงแค่ลิเกการเมืองฉากหนึ่งเท่านั้นจริง ๆ…
เพราะในยุคที่อยุธยาล่มสลายนั้นเป็นปลายรัชสมัยของจักรพรรดินามว่า เฉินหลง ซึ่งในขณะนั้นกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต ฟองสบู่แตก หรือถังแตกนั่นเอง เกิดจากมีขุนนางใหญ่คอร์รัปชั่นทุกรูปแบบและชอบแอบอ้างราชโองการเสมอ ๆ
ขุนนางคนนี้มีเงินสดและทองคำหลายร้อยไหทีเดียว กระทั่งสิ้นวาสนาของจักรพรรดิเฉินหลง จัดผลัดเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ ลูกชายขึ้นมาครองราชย์แทน จึงได้กาหัวของขุนนางผู้นี้ไว้ เพราะทราบข้อมูลดีว่าเขาคอร์รัปชั่น ต่อมาสืบทราบในทางลับ จึงดำเนินการจับตัวและยึดทรัพย์มาเป็นจำนวนมาก
สุดท้ายก็ประหารชีวิตของขุนนางท่านนั้นด้วยวิธีที่พิสดาร
ประเทศจีนเกิดวิกฤตฟองสบู่ ไม่มีทางให้กู้เงินแน่นอน คนจีนในประเทศไทยที่เป็นพ่อค้าหนีกลับจีนหมด
ดังนั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับเรื่องการกู้ยืมเงินจากจีนจึงเป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าเท่านั้นเอง
หากเราจำกันได้ตามประวัติที่พระองค์ให้ทหารหาญกินข้าวแล้วทุบหม้อข้าวให้แตกเพื่อที่ว่าหากรบกับเมืองจันทร์แพ้ก็จะอดกันหมด ปรากฏว่ารบชนะ เมื่อเข้าเมืองจันทร์ได้นอกจากได้อาหาร อาวุธ กำลังพลแล้ว ยังได้ทรัพย์จากเมืองจันทร์อีกในคราวนั้น เพราะเมืองจันทร์เป็นเมืองอุดมสมบูรณ์
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้กำลังคน กำลังทรัพย์ กำลังวัสดุในการต่อเรือพร้อมทั้งเรื่องของอาวุธพร้อมสรรพก็ที่เมืองจันทร์นี่เอง การตีเมืองจันทร์ยังมองในเชิงการศึกได้อีกว่า หากรบแพ้ยังสามารถหนีออกไปยังเขมรได้ ไปประเทศอื่น ๆ ได้อีก
ดังนั้นตำนานเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยืมกู้เงินจีนจึงเป็นเรื่องแต่งขึ้น ผมเขียนย้ำเรื่องนี้เพื่อที่จะให้ได้เห็นและเข้าใจอย่างชัดเจนว่า เลิกเชื่อเรื่องนี้ได้แล้วเพราะเป็นประวัติศาสตร์ทางความเชื่อที่ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ”
หมู่บ้านที่ประสูติของบิดาพระเจ้าตากสิน ในอำเภอเท่งไฮ้ จังหวัดซัวเถา (ต้วน ลี่ เซิง, 2526)
เกี่ยวกับหนังสือของคุณเตโชไชยการนั้น ผมมีข้อสังเกตบางประการว่าจีนในยุคนั้นอาจจะไม่ได้มีปัญหาเศรษฐกิจมากก็เป็นได้ เพราะคณะทูตได้รับพระราชทานของจากจักรพรรดิเฉียนหลงซึ่งเป็นจักรพรรดิจีนในขณะนั้นมากกว่าของที่ถวายแก่จักรพรรดิตามธรรมเนียมจีน7 แต่เหตุผลอื่นของคุณเตโชไชยการนั้นผมคิดว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างมาก
คราวนี้ผมขอประมวลทั้งหมดแล้วสรุปความเห็นของผมว่า “พระเจ้าตากไม่ได้ทรงกู้เงิน 60,000 ตำลึง จากประเทศจีน” ที่ถูกอ้างว่าเป็นเหตุผลหนึ่งที่ใช้ในการผลัดแผ่นดิน โดยการสำเร็จโทษพระเจ้าตากจริง หรือมีตัวแทนก็ตามแต่ โดยเหตุผลของผม มีดังนี้
ก. การที่อ้างว่าหากผลัดแผ่นดินเปลี่ยนราชวงศ์แล้วก็ให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้าตากสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อหนี้ 60,000 ตำลึง
แต่จากหนังสือหมิงสือลู่–ชิงสือลู่9 บรรยายว่า “…การเมืองสยามสมัยต้นรัชกาลที่ 1 ในเอกสารชิงสือลู่ เมื่อรัชกาลที่ 1 ทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 1782/พ.ศ. 2325 เป็นเวลาเดียวกันกับที่เรือคณะราชทูตสยามของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี แล่นกลับมาถึงพระนครพร้อมกับสิ่งของมีค่าเต็มลำเรือ เรือทูตคณะนี้เป็นผลแห่งความเพียรพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า กว่าสิบสี่ปีของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีที่ติดต่อไปยังจีน แต่ถูกจีนตอบปฏิเสธมาทุกครั้ง กระทั่งครั้งสุดท้ายใน ค.ศ. 1781/พ.ศ. 2324 จีนเพิ่งยอมรับสถานะกษัตริย์ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และยอมรับเครื่องราชบรรณาการจากสยาม
ปัญหาสำคัญที่จีนยกเป็นข้ออ้างในการไม่รับรองและไม่ติดต่อกับสยาม คือความชอบธรรมในการขึ้นเป็นกษัตริย์ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งจีนยึดมั่นในเรื่องการสืบสายเลือดวงศ์กษัตริย์เดิมอย่างเคร่งครัด ดังเห็นได้จากการตำหนิสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีหลายครั้งที่ไม่ยอมสืบหาหรือยกเจ้านายในราชวงศ์เดิมขึ้นเป็นกษัตริย์…
…ดังนั้น เมื่อพระเจ้าเฉียนหลงทรงยอมรับสถานะของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีในช่วงปีสุดท้ายของรัชกาล ภายหลังจากทรงพยายามอยู่หลายปี รัชกาลที่ 1 จึงทรงตระหนักดีว่าคงเป็นการยากที่จีนจะยอมรับการเปลี่ยนวงศ์กษัตริย์ใหม่ของสยามอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่จีนเพิ่งยอมรับสถานะราชวงศ์ธนบุรีไปไม่นาน และราชวงศ์จักรีคงต้องใช้เวลาอีกนานนับสิบปี กว่าที่จีนจะยอมรับรองและแต่งตั้งเช่นเดียวกับที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเผชิญมา
พระราชสาส์นฉบับแรกของพระองค์ที่ส่งไปเมืองจีนใน ค.ศ. 1782/พ.ศ. 2325 จึงระบุไว้ชัดเจนว่าพระองค์เป็น ‘พระราชโอรส’ ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยทรงเล่าให้ทางจีนทราบว่า ‘เจิ้งเจา พระบิดาประชวรถึงแก่พิราลัย’ ส่วนพระองค์คือ ‘เจิ้งหัว’ [แต้ฮั้ว – ภาษาแต้จิ๋ว] ผู้ได้รับการมอบหมายจากพระราชบิดาให้ปกครองดูแลอาณาประชาราษฎร์…”
นั่นก็คือรัชกาลที่ 1 ไม่ได้ทรงอ้างว่าเป็นกษัตริย์ในราชวงศ์ใหม่ แต่เป็นการสืบราชสมบัติต่อเนื่องกันมา ทำให้สมมติฐานที่ว่า “พระเจ้าตากทรงกู้เงิน 60,000 ตำลึงจากประเทศจีน” ไม่เป็นความจริงนั่นเอง
นอกจากนี้ในหนังสือมหาราช 2 แผ่นดิน11 และหนังสือหมิงสือลู่–ชิงสือลู่9 เขียนไว้ว่า รัชกาลที่ 2-รัชกาลที่ 5 ก็ยังใช้แซ่แต้เดียวกันกับพระเจ้าตากอีกด้วย คือ
รัชกาลที่ 2 แต้ฮก (เจิ้งฝอ – ภาษาจีนกลาง) รัชกาลที่ 3 แต้ฮุด (เจิ้งฝู – ภาษาจีนกลาง) รัชกาลที่ 4 แต้เม้ง (เจิ้งหมิง – ภาษาจีนกลาง) รัชกาลที่ 5 แต้เจี่ย
ซึ่งผมเห็นว่าเหตุผลข้อ ก. นี้สำคัญที่สุดในการคัดค้านการกู้เงินของพระเจ้าตาก
ข. สืบเนื่องจากเหตุผลข้อ ก. คือเมืองจีนยังไม่ยอมรับฐานะของสยามในยุคกรุงธนบุรีแล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่เมืองจีน (ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้ากรุงจีน ขุนนาง หรือเจ้าสัวชาวจีน) จะยอมให้สยามกู้เงิน 60,000 ตำลึง เพราะการที่ยังไม่มีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันนั้นทำให้ไม่มีหลักประกันใด ๆ เลยว่าเงิน 60,000 ตำลึงที่ให้กู้ไปนั้นจะได้กลับคืนมา
ค. ในสมัยพระเจ้าตาก (พ.ศ. 2310-25) ได้ส่งคณะราชทูตไปเข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงจีน 2 ครั้ง9 ครั้งแรก พ.ศ. 2320 ทรงส่งคณะทูต 3 คนโดยแต่งพระราชสาส์นถึงราชสำนักชิงว่า มีความประสงค์จะสถาปนาความสัมพันธ์กับราชวงศ์ชิง และได้คำตอบว่า “อนุญาตให้ดำเนินการได้”7
และครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2324 พระเจ้าตากทรงจัดแต่งคณะทูตคณะใหญ่โดยมีพระยาสุนทรอภัยเป็นราชทูต ไปเมืองจีน โดยมีเรือ 11 ลำ บรรทุกงาช้าง นอแรด ฝาง โดยเป็นเรือที่บรรทุกเครื่องราชบรรณาการ 4 ลำ เรือสินค้า 7 ลำ นอกจากนั้นยังมีฝางและงาช้างเป็นสิ่งของนอกบรรณาการ7
คณะทูตได้รับพระราชทานของจากจักรพรรดิเฉียนหลงซึ่งเป็นจักรพรรดิจีนในขณะนั้นมากกว่าของที่ถวายแก่จักรพรรดิตามธรรมเนียมจีน นอกจากนี้คณะทูตได้ซื้อถาดทองแดง เตาทองแดง วัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้าง แต่เมื่อถึงสยามก็ปรากฏว่ามีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินเป็นรัชกาลที่ 1 แล้ว7
คุณปรามินทร์ เครือทอง1 ได้อ้างเอกสารจดหมายเหตุที่บันทึกว่าการไป “จิ้มก้อง” ของคณะทูตสยามครั้งนี้ต้องใช้เงินไม่น้อยกว่า 3,900,000 ตำลึง ดังนั้นทำไมพระเจ้าตากต้องแกล้งบ้า แกล้งตายเพื่อหนีหนี้เพียง 60,000 ตำลึง ยังเป็นข้อน่าสงสัยอยู่ในกรณีนี้
ดังนั้น หากสภาวะเศรษฐกิจในกรุงธนบุรีตกต่ำขนาดต้องกู้ยืมจีน 60,000 ตำลึงจริง ๆ แล้วก็ไม่ควรจะมีความสามารถส่งเรือที่บรรทุกเครื่องราชบรรณาการ 4 ลำ และเรือสินค้าอีก 7 ลำ ไปยังเมืองจีนได้อย่างแน่นอน
ง. ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์และขุนนางในสมัยพระเจ้าตาก
เนื่องจากผมไม่สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์และขุนนางในสมัยพระเจ้าตาก ผมจึงขอยึดเอาเอกสารสมัยอยุธยาตอนปลายสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่ 2 ฉบับที่เขียนโดย มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์13 และ นิโกลาส์ แชรแวส14 ประมาณ พ.ศ. 2231 หรือประมาณกว่า 80 ปี ก่อนยุคพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยผมตั้งสมมติฐานว่าทั้ง 2 ยุคนี้ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก โดย ลาลูแบร์13 ได้เขียนว่า
“…ไม่มีขุนนางคนใดในสยามที่ได้ค่าจ้างแรงงานเลย พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ พระราชทานที่อยู่อาศัยให้ ซึ่งก็มิใช่เรื่องใหญ่โตอะไรมากนักแล้วก็พระราชทานเครื่องอุปโภคลางสิ่งให้ เช่นหีบทองคำหรือหีบเงินสำหรับใส่หมากพลู พระราชทานสาตราวุธ เรือยาวลำหนึ่ง สัตว์พาหนะ เช่น ช้าง ม้า และกระบือ เลกสมกำลังและเลกทาสสำหรับใช้สอย และที่ดินสำหรับทำเรือกสวนไร่นา แต่ของที่ได้รับพระราชทานทั้งปวงนี้ เมื่อต้องออกจากราชการเมื่อใดก็ต้องคืนกลับเป็นของหลวงทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อพิจารณาไปแล้วก็คล้ายกับว่า พระเจ้าแผ่นดินนั่นเองทรงเป็นทายาทของขุนนางทั้งปวง แต่รายได้สำคัญเกิดจากตำแหน่งหน้าที่ราชการนั้นอยู่ที่การฉ้อราษฎร์บังหลวง…
…รายได้ของพระเจ้ากรุงสยามมีได้จากหลายทาง เช่น เงินภาษีอากร แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ภาษีอากรในตัวเมืองกับภาษีอากรค่านา ตัวอย่างภาษีเช่น
1. พื้นที่นาที่ประกอบการกสิกรรมได้ 40 ตารางวา เรียกอากรค่า 1 มะยนหรือเสี้ยวของบาทต่อปี แต่อากรนี้แบ่งครึ่งกับเจ้าเมือง (ถ้ามี) 2. ภาษีเรือต่อหรือเรือขุด โดยราษฎรจะต้องเสียเป็นพิกัดตามความยาวของลำเรือคิดวาละหนึ่งบาท 3. ภาษีขาเข้าและออก เรียกเก็บจากสรรพสินค้าทุกชนิดที่นำเข้าหรือส่งออกทางด้านทะเล 4. อากรสุรา 5. อากรทุเรียน 6. อากรค้างพลู 7. อากรต้นหมาก 8. ภาษีอย่างใหม่ เช่น ภาษีโรงบ่อน”13
โดยมีพระคลังเป็นเจ้าหน้าที่พนักงานผู้ใหญ่ว่าการกรมการพาณิชย์ทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร ท่านเป็นผู้อำนวยการพระคลังมหาสมบัติของสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามด้วย13 นอกจากจัดการเกี่ยวกับคลังสินค้าของพระมหากษัตริย์แล้ว “พระคลัง” ยังทำหน้าที่เป็นเอกอัครราชทูตและทำงานเกี่ยวกับการต่างประเทศทั้งสิ้น มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครองประเทศด้านทะเลทั่วไป ตั้งแต่พิบพลี (เพชรบุรี) จรดถึงเทนนัสเซริม (ตะนาวศรี)14
เกี่ยวกับเรื่องเงินที่พระมหากษัตริย์ให้แก่ข้าราชการและทหารของพระองค์นั้น คุณหมอวิบูล วิจิตรวาทการ4 ได้เขียนในหนังสือแผ่นดินพระเจ้าตาก โดยอ้างถึงจดหมายของบาทหลวงในสมัยกรุงธนบุรีได้เขียนไว้เกี่ยวกับเบี้ยหวัดเงินเดือนแก่ข้าราชการและทหาร ความว่า
“…เมื่อวันที่ 22 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2322 เป็นวันที่จะต้องแจกเบี้ยหวัดเงินเดือนแก่ข้าราชการและทหารที่เข้ารีต พระเจ้าตากจึงได้รับสั่งให้พวกนี้เข้าไปเฝ้าและได้รับสั่งว่าพวกนี้ไม่ได้ไปการทัพมาหลายปีแล้ว เพราะฉะนั้นพวกนี้ไม่ได้ทำการใช้อาวุธอย่างใด จึงสมควรจะได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดเงินเดือน [ข้อความตรงนี้ ผมว่าน่าจะผิด ที่ถูกน่าจะเป็นสมควรจะได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดเงินเดือน มากกว่า – ผู้เขียน] เพราะเงินพระราชทรัพย์ที่มีอยู่ในห้องพระคลังนั้นเป็นเงินที่พระเจ้าตากได้ทรงหามาได้ด้วยทรงกระทำการดีและทรงได้มาด้วยอำนาจของพระพุทธเจ้า ก็เมื่อพวกเข้ารีตไม่ยอมทำการอย่างใดที่เกี่ยวด้วยการของพระพุทธเจ้าแล้ว พวกนี้ก็ไม่ควรได้รับเงินอย่างใด แต่ควรจะได้รับพระราชอาญาจึงจะถูก…”
จะเห็นได้ว่า พระมหากษัตริย์ในอดีตนั้นทรงมีรายได้มากกว่ารายจ่ายมากนัก แต่ก็อาจจะมีคนเถียงผมว่า ในสมัยพระเจ้าตากมีศึกสงครามเกือบตลอดรัชกาล แต่อย่าลืมว่าสงครามต่าง ๆ ส่วนใหญ่แล้วเป็นสงครามที่ทรงปราบปรามศึกต่าง ๆ ที่อยู่ไกลจากธนบุรี ทำให้ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์สามารถทำมาหากินได้โดยไม่เดือดร้อน1
คุณปรามินทร์ เครือทอง15 ก็มีความเห็นสอดคล้องกับผู้เขียนโดยเห็นว่า
“…เป็นที่ทราบกันดีว่ากรุงธนบุรีต้องอยู่ในภาวะสงครามอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่การทำไร่ไถนาเมื่อต้นรัชกาลก็มักประสบปัญหา…”
แต่เมื่อถึงช่วงกลางรัชกาลเป็นต้นมา รัฐบาลกรุงธนบุรีก็สามารถจัดเก็บรายได้จากส่วนต่าง ๆ จนสามารถตั้งตัวได้ เช่นรายได้จากหัวเมืองขึ้นที่ทรงไปปราบ และยึดทรัพย์สินมาได้ครั้งละมาก ๆ ยังมีรายได้จากส่วยเมืองขึ้นการค้าต่างประเทศ มีการสั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมาก จดหมายบาทหลวงฝรั่งเศสกล่าวถึงสภาพเศรษฐกิจกรุงธนบุรี เมื่อปีจุลศักราช 1141 ตอนปลายรัชกาลว่า
เวลานี้ในเมืองไทย การศึกสงครามได้สงบเงียบแล้ว พวกพม่าข้าศึกเก่าของเราไม่ได้คิดที่จะกลับมาตีเมืองไทยอีก และเสบียงอาหารข้าวปลา นาเกลือก็จะกลับบริบูรณ์ขึ้นอีกแล้ว
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเมื่อถึงช่วงปลายรัชกาลกรุงธนบุรี การเฉลิมฉลองในงานต่าง ๆ มักจะจัดอย่างยิ่งใหญ่ ใช้เงินทองจำนวนมาก เช่น งานเฉลิมฉลองพระแก้วมรกตในปีจุลศักราช 1141 เป็นงานใหญ่ใช้เงินจัดงานอย่างมหาศาล หรือแม้แต่ในเดือน 10 เดือน 11 ของปีฉลู “พระราชทานเงินคนยากจนแลข้าราชการน้อยใหญ่เป็นอันมาก” ซึ่งก็สอดคล้องกับความสามารถของกรุงธนบุรีที่ได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องราชบรรณาการถึง 4 ลำ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในข้อ ค. นั่นเอง
ดังนั้น รายได้ของพระเจ้าตากก็คงจะไม่น้อยไปกว่าพระมหากษัตริย์องค์อื่น ๆ ในอดีตเท่าไรนัก ความจำเป็นในการกู้ยืมเงิน 60,000 ตำลึง จึงมีความเป็นไปได้น้อยมาก
จ. การใช้แนวคิดของคนยุคปัจจุบันไปใส่ในความคิดของคนยุคกรุงธนบุรีทั้ง ๆ ที่บริบทต่างกันอย่างสิ้นเชิง อาจทำให้เกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ เช่น
จ.1 การกู้เงินจำนวนมาก (60,000 ตำลึง) นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งผมคิดว่าถ้าเมืองจีนยังไม่ยอมรับสยามในยุคพระเจ้าตากตั้งแต่ต้นดังที่ผมได้วิเคราะห์ไปแล้วในข้อ ข. นั้น แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่เมืองจีนจะให้สยามกู้เงิน
จ.2 ในเอกสารเรื่องจริงอิงนิทาน พิเศษ1, 7 ที่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำได้เขียนไว้นั้น ได้กล่าวถึงจีนเจ้าสัวเดินทางจากเมืองจีนเพื่อทวงเงินที่เมืองสยาม แต่สุดท้ายเรืออับปางและถูกโจรสลัดปล้นฆ่า ผมว่าเป็นเรื่องที่ดูจะไม่สมเหตุสมผลเท่าใดนัก เพราะว่า เป็นถึงเจ้าสัวแต่ต้องเดินทางมาทวงเงินด้วยตนเอง ทั้งที่สามารถใช้ลูกน้องคนสนิทมาทวงเงินแทนได้โดยไม่ต้องเสี่ยงต่ออันตรายจากการเดินทาง และถึงแม้ว่าเจ้าสัวเสียชีวิตก็น่าจะมีทายาทมาทวงเงินจากพระเจ้าตากต่อไปได้อยู่ดี ไม่ใช่ว่ายอมให้หนี้สูญไปอย่างนี้
จ.3 การที่จีนจะยกกองทัพมาตีกรุงสยามหากพระเจ้าตากไม่ยอมชำระหนี้เงินกู้เป็นเรื่องค่อนข้างจะเพ้อฝันมาก เพราะระยะทางจากเมืองจีนมายังกรุงสยามเป็นระยะทางเกินกว่า 1,000 กิโลเมตร และอาณาเขตทั้ง 2 อาณาจักรยังไม่ติดต่อกัน ถ้าจะรบจีนต้องยกทัพผ่านหลายเมือง เช่น ลาว พม่า เป็นต้น
ฉ. เหตุผลที่ผมมีความเห็นสอดคล้องกับเหตุผลได้จากหนังสือของคุณเตโชไชยการ9 ที่ไม่เห็นด้วยกับการที่พระเจ้าตากทรงกู้เงินจากจีน กล่าวคือ
ฉ.1 การทำศึกสงครามไม่ได้ใช้เงินเป็นหลัก แต่ใช้เสบียงอาหาร กำลังพล และอาวุธ เป็นหลักมากกว่า ฉ.2 เมืองจีนในขณะนั้นกำลังเกิดปัญหาเศรษฐกิจ ไม่น่าจะมีเงินให้กู้ยืมจำนวนมาก ฉ.3 พระเจ้าตากทรงเป็นวีรกษัตริย์ที่กู้ชาติไทยจากพม่า ไม่น่าจะทรงกระทำการเบี้ยวหนี้ อันเป็นการเสียพระเกียรติอย่างยิ่งสำหรับกษัตริย์มหาราชเยี่ยงพระองค์
สรุป
ผมคิดว่าจากหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไม่ได้ทรงกู้เงิน 60,000 ตำลึง จากเมืองจีน เพราะว่าเมืองสยามกับเมืองจีนยังไม่ได้มีความสัมพันธไมตรีกันจนถึงปลายรัชกาลของพระองค์ โดยพระองค์ทรงส่งเครื่องราชบรรณาการถวายพระเจ้ากรุงจีนมากมาย 4 ลำเรือ
และในยุครัตนโกสินทร์โดยเฉพาะรัชกาลที่ 1 ทรงบอกทางจีนว่า พระเจ้าตากเป็นพระราชบิดาของพระองค์โดยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงราชวงศ์แต่ประการใด
บรรณานุกรม
1 ปรามินทร์ เครือทอง. พระเจ้าตากเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน, 2557.
2 ปรามินทร์ เครือทอง. บรรณาธิการ. ปริศนาพระเจ้าตากฯ. กรุงเทพฯ : มติชน, 2555.
3 วิจิตรวาทการ, พลตรี หลวง. รวมเรื่องสั้นใครฆ่าพระเจ้ากรุงธน. กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์บุ๊คส์, 2544.
4 วิบูล วิจิตรวาทการ. แผ่นดินพระเจ้าตาก. กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์บุ๊คส์, 2545.
5 ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์. ใครฆ่าพระเจ้าตากสิน?. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : เคล็ดไทย, 2551.
6 สุทัสสา อ่อนค้อม. ความหลงในสงสาร. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, 2550.
7 ทิพยจักร. ญาณพระอริยะ ไขปริศนาพระเจ้าตาก. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี : กรีน–ปัญญาญาณ, 2555.
8 สุภา ศิริมานนท์. ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข. พิมพ์ครั้งที่ 7. นนทบุรี : กรีน–ปัญญาญาณ, 2553.
9 วินัย พงศ์ศรีเพียร. หมิงสือลู่–ชิงสือลู่ : บันทึกเรื่องจริงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ตอนว่าด้วยสยามฯ. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, 2559.
10 เตโชไชยการ. ญาณบารมีหลวงปู่โต รู้ความจริงจากหลวงปู่โต…ใครทุรยศพระเจ้าตากสิน. กรุงเทพฯ : ปราชญ์, 2556.
11 น.นกยูง. มหาราช 2 แผ่นดิน. นนทบุรี : กรีน–ปัญญาญาณ, 2555.
12 ว.วรรณพงษ์, ภมรพล ปริเชฏฐ์. พระเจ้าตากสินยังไม่ตาย?. กรุงเทพฯ : คลังสมอง, 2558
13 ลาลูแบร์, มองซิเออร์ เดอ. จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2559. (แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร).
14 แชรแวส, นิโกลาส์. ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2550. (แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร)
15 ปรามินทร์ เครือทอง. ชำแหละแผนยึดกรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ : มติชน, 2553.
“ที่เราเปรียบผู้ชายเหมือนกระต่าย ผู้หญิงเหมือนพระจันทร์นั้นเป็นของมาทางต่างประเทศ เราละเมอกันด้วยฤทธิ์ซึมซาบ ที่แท้เราเห็นด่างในดวงพระจันทร์เป็นรูปยายกะตาตำข้าวต่างหาก” จากพระวินิจฉัยหัวข้อ ‘สังเกต’ ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ในจดหมายเวรฉบับวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๔๘๕ นำมาซึ่งคอนเทนต์ประจำวันนี้ ด้วยวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๔ ตรงกับวันพระ และเป็นวันไหว้พระจันทร์ของคนจีน เพจคลังกลางฯ จึงใช้โอกาสนี้ นำเสนอเรื่องกระต่ายในดวงจันทร์ ที่มาของคำ คติ ตำนานของแต่ละวัฒนธรรม ตลอดจนงานศิลปกรรมที่ปรากฏในรูปแบบต่าง ๆ
คำว่า “กระต่าย” สันนิษฐานว่ามีรากศัพท์มาจากคำว่า “กะต้าย” ในภาษามอญ หมายถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง หูและขนยาว อาศัยอยู่ตามโพรงดิน ส่วนภาษาเขมรจะออกเสียงว่า ថោះ (เถาะฮ์) คำเดียวกับที่หมายถึงปีนักษัตรลำดับที่ ๔ ของไทย ส่วนความสัมพันธ์ของดวงจันทร์กับกระต่าย สามารถพบได้ในหลายชนชาติ โดยพิจารณาร่องหลุมบนดวงจันทร์แล้วจินตนาการว่ามีกระต่ายอาศัยอยู่บนนั้น อย่างทางจีนมีปกรณัมเล่าเรื่องว่ากระต่ายเป็นบริวารรับใช้เซียน ทำหน้าที่ปรุงยาอายุวัฒนะ เป็นสัตว์เลี้ยงของ “ฉางเอ๋อ” เทพีดวงจันทร์ หรือมีกระต่ายตำข้าวอยู่บนดวงจันทร์ เช่นเดียวกับทางเกาหลี - ญี่ปุ่น ที่เชื่อว่ามีกระต่ายถือสากยักษ์ตำแป้งอยู่บนดวงจันทร์ นอกจากนี้ ยังมีปกรณัมของฮินดูที่ระบุว่า ‘พระจันทร์’ เป็นเทพผู้ถือกระต่ายไว้ในพระหัตถ์ รวมถึงกระต่ายในภาษาสันสกฤตใช้คำว่า “ศศะ” จึงเป็นที่มาของคำเรียกดวงจันทร์ว่า “ศศินฺ” (แปลว่า ซึ่งมีกระต่าย) ส่วนความเชื่อของคนไทย มีหลักฐานที่ถูกตีความออกมาในงานศิลปกรรมชิ้นสำคัญคือ พระจันทร์ทรงราชรถเทียมม้าบนพื้นหลังสีเงินยวง ประดิษฐานบนหน้าบันด้านทิศตะวันตก (ถนนตีทอง) ของวัดสุทัศนเทพวรารามฯ
ความเปลี่ยนแปลงด้านรูปแบบศิลปกรรมเกิดขึ้นอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ ๗ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ระบุไว้ในจดหมายเวรฉบับวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๔๗๐ ว่าได้ทรงออกแบบธงประจำกองลูกเสือแต่ละมณฑล โดย “...ธงพระจันทร์มีรูปกะต่าย ประจำกองลูกเสือมณฑลจันทบุรี...” ลักษณะพื้นธงสีไพล กลางธงเป็นรูปสี่เหลี่ยมสีม่วง มีรูปกระต่ายในดวงจันทร์สีไพล อันหมายถึงเมืองสำคัญของมณฑลนี้ คือ เมืองจันทบุรี จนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ‘กระต่ายในดวงจันทร์’ ก็ยังคงถูกใช้เป็นตราประจำจังหวัดจันทบุรี ดังที่ระบุว่า กระต่ายเป็นส่วนหนึ่งของดวงจันทร์ เปรียบดั่งนามจันทบุรีอยู่คู่กรุงศรีอยุธยามาแต่แรกสถาปนานั่นเอง
นอกจากนี้ “กระต่าย” ยังหมายถึง เครื่องมือสำหรับขูดมะพร้าวที่ยังไม่ได้กะเทาะกะลา หรือที่รู้จักกันในชื่อ ..กระต่ายขูดมะพร้าว.. จึงขอยกเกร็ดความรู้ที่เกี่ยวข้องมานำเสนอ โดยเรื่องราวนี้ปรากฏในจดหมายเวรของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงไปได้ยินเรื่องของคุณมนตรีกับนายศรีแก้วว่า “...วันหนึ่งคุณมนตรีจะแกงไก่... เมื่อได้ลูกมะพร้าวมาเรียบร้อยแล้วคุณมนตรีก็สั่ง... “อ้ายศรีแก้ว ไปหากระต่ายมาตัวไป๊” ...พอดีไปพบหญิงมลายูคนหนึ่งซึ่งเขาเคยมาอยู่กรุงเทพฯ เขาซักว่าท่านจะต้องการกระต่ายนั้นท่านทำอะไรอยู่ นายศรีแก้วก็บอกว่าท่านจะแกงไก่ หญิงมลายูคนนั้นก็ว่า “อา ไม่ใช่ร้อก เล่กคู้ด เล่กคู้ด” นายศรีแก้วก็เข้าใจ เอาเหล็กขูดมะพร้าวมาให้คุณมนตรีก็เป็นที่เรียบร้อย แล้วยังได้ทราบต่อไปว่าทางพายัพเขาเรียกว่า “แมว” ...” ซึ่งคำว่าแมวในที่นี้ นอกจากจะหมายถึงเหล็กขูดมะพร้าวของชาวเหนือแล้ว “แมว” ยังถูกใช้แทนนักษัตรปีเถาะในบางวัฒนธรรมอย่างประเทศเวียดนาม (แม้จะเป็นประเทศที่ไม่ค่อยมีกระต่ายอาศัยอยู่ก็ตาม)
ก่อนจะจากกันไปขอส่งท้ายด้วยผลสรุปทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ “ร่องจันทรสมุทร” (Lunar mare) อันเป็นลวดลายที่มนุษย์มองว่าคล้ายกระต่ายนั้น นักดาราศาสตร์ได้อธิบายไว้ว่าเมื่ออุกกาบาตพุ่งชนดวงจันทร์จนเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่จำนวนมาก จากนั้นลาวาได้เข้าท่วมจนเกิดเป็นพื้นที่สีทึบเรียกว่า มาเร (mare) ส่วนพื้นที่ที่อยู่สูงกว่า บริเวณนั้นจะมีสีจางกว่า เรียกว่า ที่สูงดวงจันทร์ (Lunar highland) จึงอาจกล่าวได้ว่าแท้จริงแล้ว “กระต่ายเป็นทะเล... ไม่ใช่เขา”
เผยแพร่โดย ศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ / ภาพโดย กิตติยา เชื้อทอง นายช่างภาพปฏิบัติงาน / เทคนิคภาพโดย ณัฐดนัย อรุณมาศ ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ