ค้นหา

จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ

รายงานการเดินทางไปราชการ ในการสมโภชเพื่อเป็นพุทธบูชา  โครงการหุ้มทองคำยอดฉัตรพระมหาโพธิเจดีย์พุทธคยา  ณ พระมหาโพธิเจดีย์ เมืองคยา รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย .................................................. ๑. ชื่อโครงการ  หุ้มทองคำยอดฉัตรพระมหาโพธิเจดีย์พุทธคยา ๒. วัตถุประสงค์           ๒.๑ เพื่อประชาสัมพันธ์ประเทศไทยให้รู้จักมากขึ้นในหมู่พุทธศาสนิกชนทั่วโลก ผ่านการแสดงทางวัฒนธรรม           ๒.๒ เพื่อเป็นพื้นฐานในการส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทยและประชาชนอินเดีย           ๒.๓ เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น            ๒.๔ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ๓. กำหนดเวลา           ระหว่างระหว่างวันที่ ๒๓ - ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ๔. สถานที่           พระมหาโพธิเจดีย์พุทธคยา เมืองคยา รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย ๕. หน่วยงานผู้จัด           คณะกรรมการโครงการหุ้มทองคำยอดฉัตรพระมหาโพธิเจดีย์ พุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย ๖. หน่วยงานสนับสนุน           สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ๗. กิจกรรม           วันที่  ๒๓  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๗           ๐๓.๐๐ น.    คณะนาฎศิลป์ นักร้องและนักดนตรี ออกเดินทางจากสำนักการสังคีตไปสนามบินดอนเมือง           ๐๓.๓๐ น.    คณะนาฎศิลป์ นักร้องและนักดนตรี พร้อมกันที่สนามบินดอนเมือง เคาน์เตอร์แอร์เอเซีย           ๐๖.๐๐ น.    เดินทางออกจากสนามบินดอนเมือง โดยสายการบินแอร์เอเซีย เที่ยวบิน FD 1           ๐๗.๓๐ น.    ถึงสนามบินคยา เมืองคยา รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย           ๐๘.๓๐ น.    คณะนาฎศิลป์ นักร้องและนักดนตรี เข้าพักที่โรงแรมตถาคต (คณะนาฎศิลป์แต่งหน้า แต่งตัว                                                                                                                                       สำหรับการแสดงในห้องพักของตนเอง)                                  ๑๑.๐๐ น.    คณะนาฎศิลป์ นักร้องและนักดนตรี รับประทานอาหารกล่อง ที่ห้องอาหารของโรงแรม                                                                 ตถาคต              ๑๒.๓๐ น.    นักร้องและนักดนตรีเดินทางไปเวทีการแสดง เพื่อเตรียมเครื่องดนตรีและเครื่องขยายเสียง           ๑๓.๐๐ น.    คณะนาฎศิลป์เดินทางไปเวทีการแสดง เพื่อซ้อมกำหนดจุดบนเวทีและจัดเตรียมชุดการแสดง           ๑๔.๐๐ น.    การบรรเลงโหมโรงดนตรีไทย           ๑๔.๑๐ น.    การแสดงชุดระบำภารตะ น้อมอภิวาทพระศาสดา           ๑๔.๒๐ น.    เจริญพระพุทธมนต์พระปริตร             ๑๕.๐๐ น.     นั่งสมาธิ ๑๐ นาที           ๑๕.๑๐ น.     การแสดงละครเรื่อง พระมหาชนก  ตอน พระมหาชนกสดับธรรม                             หยุดการแสดงเพื่อเตรียมการรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี           ๑๕.๔๐ น.      สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  เสด็จถึงลานหน้าพระมหาโพธิเจดีย์                                 - ทรงวางพวงมาลา                                 - ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธเมตตา                                 - เสด็จถึงต้นมหาโพธิ์                                 - ทรงห่มผ้ารอบต้นพระศรีมหาโพธิ์                                 - ขั้นตอนพิธีการสมโภชหุ้มทองคำยอดฉัตรพระมหาโพธิเจดีย์                                 - ทรงเปิดแพรคุ้มแผ่นป้าย                                 - เสด็จออกจากมณฑลพิธี                       ๑๖.๐๐ น.     การแสดงชุดเทพประทานพร            ๑๖.๑๐ น.     การแสดงชุดระบำดอกบัวไทย            ๑๖.๓๐ น.     คณะนาฎศิลป์ นักร้องและนักดนตรี เดินทางกลับโรงแรมตถาคต เพื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย                                      จัดเก็บอุปกรณ์ เครื่องแต่งกายและเครื่องดนตรี            ๑๘.๐๐ น.     คณะนาฎศิลป์ นักร้องและนักดนตรี เดินทางไปรับประทานอาหารเย็นที่วัดเมตตาพุทธาราม                              และถวายปัจจัยไทยทานแด่เจ้าอาวาส (พระอาจารย์ ดร.กฤษฎา สิริวฑฺฒโน)                              วัดเมตตาพุทธาราม            ๑๙.๐๐ น.     คณะนาฎศิลป์ นักร้องและนักดนตรี เที่ยวชมและซื้อสินค้าจากร้านค้าใกล้โรงแรมตถาคต            ๒๑.๐๐ น.     เดินทางกลับโรงแรมตถาคต พักผ่อนตามอัธยาศัย           วันที่  ๒๔  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๗            ๐๙.๐๐ น.     คณะนาฎศิลป์ นักร้องและนักดนตรี Check out            ๐๙.๑๐ น.     เดินทางไปรับประทานอาหารเช้าที่วัดเมตตพุทธาราม            ๐๙.๕๐ น.     คณะนาฎศิลป์ นักร้องและนักดนตรีร่วมทำบุญทอดผ้าป่าทองคำกับคณะกรรมการโครงการ                              หุ้มทองคำยอดฉัตรพระมหาโพธิเจดีย์และพุทธศาสนิกชน ณ วัดเมตตาพุทธาราม            ๑๐.๓๐ น.     คณะนาฎศิลป์ นักร้องและนักดนตรีเดินทางไปพระมหาโพธิเจดีย์ พุทธคยาเพื่อเที่ยวชมและ                              สักการระ             ๑๑.๓๐ น.    คณะนาฎศิลป์ นักร้องและนักดนตรีเดินทางไปสนามบินคยา             ๑๔.๐๐ น.    เดินทางออกจากสนามบินคยา โดยสายการบินแอร์เอเซีย เที่ยวบิน FD 2             ๑๘.๓๐ น.    ถึงสนามบินดอนเมือง โดยสวัสดิภาพ             ๒๐.๐๐ น.    คณะนาฎศิลป์ นักร้องและนักดนตรี เดินทางถึงสำนักการสังคีต   ๘. คณะผู้แทนไทย  ประกอบด้วยข้าราชการ ของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร จำนวน ๒๕ คน คือ ลำ ดับ ชื่อ – นามสกุล ตำแหน่ง ปฏิบัติหน้าที่ ๑ นางพัชรา  บัวทอง นาฏศิลปินอาวุโส หัวหน้าคณะ ๒ นางนพวรรณ จันทรักษา นาฏศิลปินชำนาญงาน เลขาคณะและนักแสดง ๓ นายฉันทวัฒน์  ชูแหวน นาฏศิลปินชำนาญงาน นักแสดง ๔ นายวัลลภ  พรพิสุทธิ์ นาฏศิลปินชำนาญงาน นักแสดง ๕ นางสาวเยาวลักษณ์  ปาลกะวงศ์ นาฏศิลปินชำนาญงาน นักแสดง ๖ นางพรทิพย์  ทองคำ นาฏศิลปินชำนาญงาน นักแสดง ๗ นางนาฏยา  รัตนศึกษา นาฏศิลปินชำนาญงาน นักแสดง ๘ นางสาวมณีรัตน์  มุ่งดี นาฏศิลปินชำนาญงาน นักแสดง ๙ นางสาวรจนา  ทับทิมศรี นาฏศิลปินชำนาญงาน นักแสดง ๑๐ นางสาวสุชาดา  ศรีสุระ นาฏศิลปินชำนาญงาน นักแสดง ๑๑ นางสาวพิมพ์รัตน์  นะวะศิริ นาฏศิลปินชำนาญงาน นักแสดง ๑๒ นางสาวเอกนันท์  พันธุรักษ์ นาฏศิลปินชำนาญงาน นักแสดง ๑๓ นางสาวปภาวี  จึงประวัติ นาฏศิลปินชำนาญงาน นักแสดง ๑๔ นางสาวหนึ่งนุช   เคหา นาฏศิลปินชำนาญงาน นักแสดง ๑๕ นางสาวกษมา  ทองอร่าม นาฏศิลปินชำนาญงาน นักแสดง ๑๖ นางสาวจุฑามาศ  สกุลณี นาฏศิลปินชำนาญงาน นักแสดง ๑๗ นางสาวสุพัตรา  แสงคำพันธุ์ นาฏศิลปินปฎิบัติงาน นักแสดง ๑๘ นางสาวศรีสุคนธ์  บัวเอี่ยม นาฏศิลปินปฎิบัติงาน นักแสดง ๑๙ นายกัญจนปกรณ์  แสดงหาญ คีตศิลปินอาวุโส นักร้อง ๒๐ นางสาวกานต์สิณี  สังเวียนทอง คีตศิลปินชำนาญงาน นักร้อง ๒๑ นายวรศิลป์  สังจุ้ย ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน นักดนตรี ๒๒ นายถาวร  ภาสดา ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน นักดนตรี ๒๓ นายกิตติศักดิ์  อยู่สุข ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน นักดนตรี ๒๔ นายพรชัย  ตรีเนตร ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน นักดนตรี ๒๕ นายสุภร  อิ่มวงค์ ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน นักดนตรี               ๙. สรุปสาระของกิจกรรม           ในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีสมโภชหุ้มทองคำและทรงเปิดแพรคุ้มแผ่นป้าย ณ พระมหาโพธิเจดีย์พุทธคยา เมืองคยา รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดี ซึ่งคณะกรรมการโครงการ  หุ้มทองคำยอดฉัตรพระมหาโพธิเจดีย์ พุทธคยา สาธารณรัฐอินเดียเป็นผู้รับผิดชอบ ในการดำเนินการโครงการดังกล่าว           โครงการหุ้มทองคำยอดฉัตรพระมหาโพธิเจดีย์ พุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย โดยประธานอำนวยการ (ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ)  ได้มีหนังสือที่ ทกจ ๒๐๑๓/๑๑/๐๐๔ ลงวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗                           เรื่อง ขอความอนุเคราะห์นักแสดง ถึงอธิบดีกรมศิลปากร โดยมีสาระสำคัญขอรับรายชื่อคณะนาฏศิลป์ฯ และรายการแสดงกรมศิลปากรได้มอบหมายให้สำนักการสังคีตจัดการแสดงในครั้งนี้ ซึ่งมีนายปกรณ์  พรพิสุทธิ์  ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต เป็นผู้มอบหมายให้นางพัชรา บัวทอง นาฎศิลปินอาวุโสเป็นหัวหน้าคณะฯ และผู้กำกับการแสดง พร้อมด้วย  ข้าราชการสำนักการสังคีตอีก ๒๔ คน ปฏิบัติหน้าที่ เลขานุการคณะ นาฏศิลปิน ดุริยางคศิลปิน และคีตศิลปิน            กำหนดการเดินทางของคณะนาฎศิลป์ตามหนังสือที่ทกจ ๒๐๑๓/๑๑/๐๐๔ ลงวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ จะอยู่ระหว่าง วันที่ ๒๓ - ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ มีกำหนดการแสดง ๑ วัน ซึ่งกำหนดการแสดงเพื่อเป็นพุทธบูชา ณ บริเวณมลพิธีสมโภชหุ้มทองคำยอดฉัตรพระมหาโพธิเจดีย์ พุทธคยา ในวันที่  ๒๓  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๗ มี ๕ ช่วงคือ           ช่วงที่ ๑ เวลา ๑๔.๐๐ น.  การบรรเลงโหมโรงดนตรีไทย           ช่วงที่ ๒ เวลา ๑๔.๑๐ น.  การแสดงชุดระบำภารตะ น้อมอภิวาทพระศาสดา           ช่วงที่ ๓ เวลา ๑๕.๑๐ น.  การแสดงละครเรื่อง พระมหาชนก  ตอน พระมหาชนกสดับธรรม           ช่วงที่ ๔ เวลา ๑๖.๐๐ น.  การแสดงชุดเทพประทานพร           ช่วงที่ ๕ เวลา ๑๖.๑๐ น.  การแสดงชุดระบำดอกบัวไทย           ส่วนในวันที่ ๒๔  กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ คณะนาฎศิลป์ นักร้องและนักดนตรี ได้เดินทางไปรับประทานอาหารเช้าที่วัดเมตตพุทธารามและร่วมทำบุญทอดผ้าป่าทองคำกับคณะกรรมการโครงการหุ้มทองคำยอดฉัตรพระมหาโพธิเจดีย์ พร้อมกับพุทธศาสนิกชน ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยคณะนาฎศิลป์และนักดนตรี ได้มีโอกาสไปพระมหาโพธิเจดีย์  พุทธคยา เพื่อเที่ยวชมและสักการระ          ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม           ๑.สมควรให้การสนับสนุนการเดินทางไปปฏิบัติราชการเพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมในต่างประเทศเช่นนี้อีก            ซึ่งอาจจะเป็นการเสนอโครงการของกรมศิลปากร หรือการให้ความอนุเคราะห์กับหน่วยงานอื่น เพราะ                                       ๑.๑ เป็นการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมที่เป็นมรดกสำคัญของชาติให้ประจักษ์สู่สายตาชาวโลก                    ๑.๒ สร้างเสริมประสบการณ์การแสดงและการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องให้กับบุคลากร                    ๑.๓ เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ            ๒. รายการแสดงหรือชุดที่ใช้ในการแสดง ควรปรับให้เหมาะสมกับการแสดงเพื่อผู้ชมต่างชาติโดยเฉพาะ ไม่ควรจะใช้เวลาแสดงนานในแต่ละชุด เพื่อสร้างความประทับใจ             ๓.การประสานงานที่สำคัญเช่น                      -เรื่องเวลาที่ใช้สำหรับการแสดง ในแต่ช่วงหรือแต่ละชุด                      -ลักษณะเวทีที่ใช้แสดงและการเข้า-ออกของผู้แสดง                      -ห้องหรือสถานที่ที่นักแสดงต้องใช้เปลี่ยนเสื้อผ้า ระยะห่างของเวทีการแสดงกับสถานที่เปลี่ยนเสื้อผ้า                      ปัจจัยทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการประสานในเบื้องต้นให้ชัดเจน เพราะส่งผลถึงการจัดชุดการแสดง การซ้อมการแสดง การจัดชุดเครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ประกอบการแสดงและการขนส่งสัมภาระในการเดินทาง เช่นในการเดินทางไปแสดงครั้งนี้เป็นงานที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ชุดการแสดงต้องสอดคล้องกับงานบุญ การแต่งกายสำหรับแสดงควรเน้นความสวยงามแต่มิดชิด เนื่องจากมีคณะสงฆ์หรือนักบวชมาร่วมงานจำนวนมาก เวทีการแสดงเป็นลักษณะกลางแจ้ง สถานที่เปลี่ยนชุดการแสดงคับแคบมาก ประกอบกับมีฝนตกพร่ำๆ ซึ่งต้องระมัดระวังความเสียหายที่อาจจะเกิดกับเครื่องแต่งกาย                                                                                                          (นางนพวรรณ จันทรักษา)                                                                                                          นาฏศิลปินชำนาญงาน                                                                                                                 เลขาคณะฯ                                                                                                      ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ


          ถ้ำภูผาเพชร เป็นถ้ำขนาดใหญ่อยู่ในเทือกเขาบรรทัด เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสตูล และเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานธรณีสตูล และที่สำคัญก็คือเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์โบราณ เมื่อหลายพันปีก่อน           แหล่งโบราณคดีถ้ำภูผาเพชร ตั้งอยู่ หมู่ ๙ บ้านควนดินดำ ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล ตั้งอยู่บนเขาหินปูนในเขตเทือกเขาบรรทัดมีลำน้ำ ๒ สายไหลโอบภูเขา ได้แก่ คลองลำโลนไหลผ่านทางทิศเหนือ และคลองระเกดไหลผ่านทางทิศใต้ ที่มาของชื่อ “ถ้ำภูผาเพชร” หรือ “ถ้ำเพชร” มาจากหินงอก หินย้อยภายในถ้ำที่มีความระยิบระยับคล้ายกับเพชร           จากการศึกษาทางด้านโบราณคดีโดยสำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา พบว่าถ้ำภูผาเพชรเป็นแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญ โดยสำรวจพบหลักฐานทางโบราณคดีทั้งหมด ๔ จุด ได้แก่           จุดที่ ๑ เพิงผาทางเข้าถ้ำภูผาเพชร ปากถ้ำหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีลักษณะเป็นเพิงผากว้าง จากการสำรวจพบเครื่องมือหินกะเทาะ หน้าเดียวแบบสุมาตราลิทซ์ (Sumatralith) กำหนดอายุได้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว ชิ้นส่วนกรามสัตว์ เปลือกหอย กระดองเต่า เป็นต้น            จุดที่ ๒ ห้องพญานาคพันภายในถ้ำ จากการสำรวจพบชิ้นส่วนกะโหลก ศีรษะของมนุษย์และกระดูกรยางค์ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ ร่องรอยก้นภาชนะดินเผาที่ถูกหินปูนยึดเกาะอยู่และเปลือกหอย           จุดที่ ๓ ทางขึ้นปากปล่องถ้ำฝั่งทิศเหนือ จากการสำรวจพบชิ้นส่วน ภาชนะดินเผากระจายอยู่ทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อหยาบ มีการตกแต่งผิวเป็นลายเชือกทาบ ลายขูดขีด เป็นต้น           จุดที่ ๔ เพิงผาหน้าปากปล่องถ้ำด้านทิศเหนือ จากการสำรวจพบ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผา เครื่องมือหินกะเทาะ ขวานหินขัดมีคมด้านเดียว เป็นต้น           นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานโบราณวัตถุที่ชาวบ้านเก็บได้จากถ้ำภูผาเพชร ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลมะนัง ได้แก่ ภาชนะดินเผาก้นกลม จำนวน ๒ ใบ และภาชนะดินเผาฐานทรงกระบอกปากผายออก จำนวน ๒ ใบ ตกแต่งผิวด้านนอกด้วยการขัดมันและกดประทับลายเชือกทาบ และยังพบหลักฐานประเภทกระดูกสัตว์ เช่น เต่า เปลือกหอย บรรจุอยู่ในภาชนะดินเผาอีกด้วย จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบและสภาพภูมิศาสตร์ที่มีความเหมาะสม ต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์ จึงสรุปได้ว่าแหล่งโบราณคดีภูผาเพชรเป็นแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยใช้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับการฝังศพ ที่สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดสตูลได้เป็นอย่างดี-----------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา-----------------------------------------------------


"พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ : ช้างสำคัญคู่พระบารมีช้างแรกในรัชกาลที่ 9" ช้างเผือกมีความสำคัญต่อบ้านเมืองและเป็นพระราชพาหนะคู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์ มีฐานะเทียบเท่าเจ้านายชั้นเจ้าฟ้า เชื่อกันว่า ช้างเผือกเกิดขึ้นเพราะพระบารมีของพระมหากษัตริย์ เป็นมิ่งขวัญของราษฎร การได้ช้างเผือกจึงเป็นมงคลสำหรับบ้านเมือง หากผู้ใดจับช้างเผือกได้หรือช้างที่เลี้ยงไว้ตกลูกออกมาเป็นช้างเผือกจะต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ เป็นไปตามพระราชบัญญัติรักษาช้างป่า พ.ศ. 2464 มาตรา 12 คำว่า “ช้างเผือก” โดยส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าต้องมีสีขาวหรือขาวกว่าปกติ แต่ตามลักษณะของกรมพระคชบาลถือตามตำราพระคชศาสตร์กล่าวว่าช้างเผือกมีหลายสี ได้แก่ ขาว เหลือง เขียว แดง ดำ ม่วง เมฆ และต้องประกอบด้วยคชลักษณ์อื่น ๆ อีก เช่น ตา เพดาน อัณฑโกศ เล็บ ขน คางใน (ร่องผิวหนัง) ไรเล็บ สนับงา ช่องแมลงภู่ จึงเข้าลักษณะเป็นช้างเผือกได้ ซึ่งกรมคชบาลไม่เรียกว่า “ช้างเผือก” เรียกว่า “ช้างสำคัญ” เมื่อตรวจสอบตามตำรารวมทั้งกริยามารยาทอื่น ๆ ว่าถูกต้องตามคชลักษณ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางพระราชทานนามเป็นพระยาช้างต้นหรือนางพระยาช้างต้น ณ เมืองที่ได้ช้างนั้น หรือนำมากรุงเทพฯ แล้วแต่พระราชประสงค์ ถ้าจัดพระราชพิธีในกรุงเทพฯ ก่อนนำช้างมาจะมีการสมโภช ณ เมืองที่จับช้างได้ และเมื่อเดินทางหากพักแรมที่เมืองใดก็จะมีการสมโภชทุกเมือง คือ มีพระสงฆ์สวดมนต์ เวียนเทียน และมหรสพสมโภช ตลอดทุก ๆ เมือง ย้อนไปตั้งแต่สมัยพระเศวตคชเดชน์ดิลก ช้างคู่พระบารมีในรัชกาลที่ 7 ล้มลง ประเทศไทยก็ไม่พบช้างเผือกอีกเลย กระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยทราบว่าที่จังหวัดกระบี่มีช้างสีประหลาดเข้าคอกนายแปลก ฟุ้งเฟื่อง จึงให้พระราชวังเมืองสุริยชาติ สมุห (ปุ้ย คชาชีวะ) ผู้เชี่ยวชาญการดูลักษณะช้างมาตรวจสอบโดยละเอียด พบว่า ลูกช้างพลายเชือกนี้เป็นลูกช้างที่ต้องด้วยคชลักษณ์เป็นช้างสำคัญคู่บ้านคู่เมือง และเป็นเครื่องส่งเสริมพระบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์ กล่าวคือ เป็นช้างพลายรูปงาม อายุประมาณ 3 ขวบ สูง 154 ซม. งาขวาซ้าย งามเรียวเป็นต้นปลาย ยาว 29.5 ซม. หู หาง งามพร้อม หางปัดปลอก ตาขาวเจือเหลือง เพดานขาวเจือชมพู อัณฑโกศขาวเจือชมพู เล็บขาวเจือเหลืองอ่อน ขนโขมดสีน้ำผึ้งโปร่ง ขนหูยาว ขนบรรทัดหลังสีน้ำผึ้งโปร่งเจือแดง ขนตัวขึ้นขุมละ 2 เส้น ขนหางสีน้ำผึ้งแก่ เจือแดงแก่ สีกายสีบัวแดง สรุปคือ เป็นช้างที่มีลักษณะสมบูรณ์ตรงตามคชลักษณ์ อยู่ในตระกูลพรหมพงศ์ จำนวนอัฐิทิศ “กมุท” สีกายดังดอกโกมุท เสียงเป็นสรรพแห่งแตรงอน ประจำทิศหรดี องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยได้น้อมเกล้าฯ ถวายลูกช้างพลายสำคัญแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ สวนสัตว์ดุสิต (ขณะนั้นใช้ชื่อสวนสัตว์เขาดินวนา) เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501 เวลา 15 นาฬิกา 20 นาที และต่อมาจึงมีพระบรมราชโองการเหนือเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้างสำคัญ ณ โรงช้างต้น พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 10 – 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 และได้พระราชทานพระนามว่า “พระเศวตอดุลยเดชพาหน ภูมิพลนวมนาถบารมี ทุติยเศวตกรีกมุทพรรโณภาส บรมกมลาสนวิศุทธวงศ์ สรรพมงคลลักษณคเชนทรชาต สยามราษฎรสวัสดิประสิทธิ์ รัตนกุญชรนิมิตบุญญาธิการ ปรมินทรบพิตรสารศักดิเลิศฟ้า” ซึ่งถือเป็นช้างสำคัญคู่พระบารมีช้างแรกในรัชกาลที่ 9 พระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้างสำคัญ ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 เวลา 15 นาฬิกา ได้มีขบวนแห่ช้างสำคัญออกจากสวนสัตว์ดุสิตเข้าสู่โรงพระราชพิธี พระราชวังดุสิต พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถาและเจริญพระพุทธมนต์ พราหมณ์ทำพิธีบูชาพระเทวกรรม พระราชพิธีฯ ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 ประกอบด้วย ช้างสำคัญอาบน้ำ การตักบาตร เลี้ยงพระขึ้นระวาง ครั้นได้เวลาพระฤกษ์ โหรหลวงลั่นฆ้องชัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินขึ้นประทับเกยข้างเบญจพาษ ทรงหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ด้วยพระเต้าเทวบิฐและน้ำพระมหาสังข์พระราชทานแก่ช้างสำคัญ ทรงเจิมอ้อยแดงจารึกนามพระราชทานช้างสำคัญ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณรดน้ำสังข์ตามโบราณราชประเพณี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานเครื่องคชาภรณ์ให้แต่งช้างสำคัญ พราหมณ์อ่านฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้าง แล้วเบิกแว่นเวียนเทียนสมโภชพระยาช้างต้น และพราหมณ์เจิมพระยาช้างต้น เป็นอันเสร็จพิธี พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ยืนโรงที่โรงช้างต้น สวนสัตว์ดุสิต กระทั่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชเสาวณีย์โปรดเกล้าฯ ให้นำพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เข้าไปยืนโรงในโรงช้างต้น พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เมื่อ พ.ศ. 2519 และต่อมาได้เคลื่อนย้ายพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ไปยืนโรง ณ โรงช้างต้น พระราชวังไกลกังวล เมื่อวันที่ 17 - 18 มีนาคม พ.ศ. 2547 โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพระราชพิธีสมโภชโรงช้างต้น เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2547 ทั้งนี้ พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ล้มลงเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553 ณ โรงช้างต้น พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้เรียบเรียง : นางสาวดุษฎี ชัยเพชร นักจดหมายเหตุชำนาญการ คณะทำงานองค์ความรู้ของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หมายเหตุ : คงการสะกดชื่อพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ตามที่ปรากฏในเอกสารจดหมายเหตุ ------------------------------ อ้างอิง : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. กองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย มท 0201.2.1.31/42 เรื่อง พระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้างสำคัญ (31 ตุลาคม 2502) หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารบันทึกเหตุการณ์และจดหมายเหตุ จ/2502/40 เรื่อง พระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้างสำคัญ พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ระหว่างวันที่ 10 – 11 พฤศจิกายน 2502 (10 – 11 พฤศจิกายน 2502) เพลินพิศ กำราญ. โรงช้างต้น. กรุงเทพฯ : กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2521. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ภาพถ่ายเหตุการณ์สำคัญ ฉ/จ/1587 ภาพช้างสำคัญ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช. ภาพส่วนบุคคล ชุด นางเติมทรัพย์ จามรกุล ภ หจภ สบ2.3/11(1) ภาพพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช. ภาพชุดพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ภ หจภ อ2/78 (1) ภาพพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช. ภาพชุด สำนักพระราชวัง ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่) ภ หจภ พว2.1.2/130 (1) ภาพพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ


ซากเรือบ้านคลองยวน สำรวจพบที่บ้านเลขที่ ๑๑๙/๒ หมู่ที่ ๘ บ้านคลองยวน ตำบลทุ่ง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดย นางพรพิมล มีนุสรณ์ เจ้าของบ้านเล่าว่าได้พบซากเรือไม้ในที่ดินของตนเองระหว่างการขุดสระเพื่อกักเก็บน้ำใช้ทำสวนปาล์มและได้เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีโดยการก่อพื้นเทปูนมุงหลังคาคลุมซากเรือลำนี้ไว้ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๕นอกจากหลักฐานตัวเรือแล้ว บริเวณที่พบซากเรือก็นับว่ามีความสำคัญทางโบราณคดีด้วยเช่นกัน เนื่องจากตั้งอยู่ไม่ห่างจากคลองท่าชนะ (๓ กิโลเมตร) ซึ่งเป็นคลองที่ไหลออกสู่อ่าวไทย ณ บริเวณที่เรียกว่าแหลมโพธิ์ ต.พุมเรียง อ.ไชยาจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในพื้นที่แหลมโพธิ์บ่งชี้ว่า บริเวณนี้เป็นชุมชนเมืองท่าสำคัญมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔ ดังสะท้อนผ่านหลักฐานการค้านานาชาติ เช่น ลูกปัดโบราณ เครื่องถ้วยจีนและเปอร์เซียที่พบจากการตรวจสอบพบว่า บริเวณหลังบ้านของ นางพรพิมล เป็นพื้นที่สวนปาล์ม มีการขุดสระน้ำสำหรับใช้ภายในสวน ภายในมีซากของไม้เรือโบราณถูกเก็บรักษาอยู่ภายในโรงเปิดโล่งมีหลังคาคลุม ซากเรือดังกล่าวประกอบด้วยไม้ ๘๔ ชิ้น เป็นไม้กระดานขนาดยาว ไม้ที่ทำเป็นทรงแหลมสำหรับหัวเรือ และเศษไม้ที่ไม่สามารถระบุส่วนได้ไม้กระดานเรือแต่ละแผ่น มีการเจาะรูที่ด้านสันของไม้ตลอดความยาว อีกทั้งยังพบลูกประสักหรือสลักไม้สวนอยู่ในรูบางส่วน นอกจากนี้ที่แผ่นกระดานเปลือกเรือด้านในมีการทำปุ่มสันทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้านูนออกมาจากระดับพื้นกระดาน ยาวตลอดความยาวของแผ่นเปลือกเรือนอกจากไม้เรือแล้ว ในบริเวณที่เป็นที่เก็บซากเรือยังพบว่าเศษเชือกสภาพเปื่อยยุ่ยอยู่ที่พื้นและปะปนอยู่กับซากเรือ คาดว่าน่าจะเป็นเชือกที่มากับเรือ จึงได้ทำการเก็บตัวอย่างเพื่อนำไปตรวจหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์สภาพของซากเรือยังอยู่ในสภาพที่แข็งแรง แต่เนื่องจากไม่ได้รับการอนุรักษ์อย่างถูกวิธีตัวเรือจึงเริ่มเสื่อมสลายผุพังไปตามกาลเวลา เมื่อวิเคราะห์จากลักษณะของซากเรือลำนี้โดยคร่าวเป็นเรือที่ต่อด้วยเทคนิค Lashed-Lug หรือ เชือกรัดสันรูเจาะ เป็นเทคนิคแบบโบราณที่มีมานานกว่า ๑,๐๐๐ ปี พบแพร่กระจายอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทะเลกองโบราณคดีใต้น้ำจึงได้ขอให้ นางพรพิมล มีนุสรณ์ มอบซากเรือโบราณให้แก่กองโบราณคดีใต้น้ำ เพื่อนำกลับไปอนุรักษ์และศึกษาวิเคราะห์ยังกองโบราณคดีใต้น้า จังหวัดจันทบุรีเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการถ่ายรูปไม้เรือทุกชิ้นที่พบจากนั้นทยอยลำเลียงขึ้นบนรถบรรทุกเพื่อนำมาเก็บรักษาไว้ที่สำนักงาน การวิเคราะห์ชนิดไม้และการหาค่าอายุ หลังจากที่นำซากเรือบ้านคลองยวนกลับมาเก็บรักษาที่สำนักงานกองโบราณคดีใต้น้ำแล้ว ได้นำตัวอย่างไม้เรือส่งไปวิเคราะห์ตรวจหาชนิดของไม้ที่นำมาใช้ในการต่อเรือ ณ สํานักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้ โดยส่งตัวอย่างชิ้นไม้จำนวน ๓ ชิ้น ประกอบด้วย เปลือกเรือ ๑ ชิ้น และลูกประสัก ๒ ชิ้นผลการตรวจพิสูจน์พบว่า ไม้เปลือกเรือบ้านคลองยวนนั้นทำจากไม้ในสกุลตะเคียน (Hopea sp.) แต่ไม่ทราบชนิด และลูกประสักทำจากไม้ตะแบกเลือด (Terminalia mucronata Craib & Hutch.)นอกจากการตรวจหาชนิดไม้แล้ว กองโบราณคดีใต้น้ำยังนำตัวอย่างจากตัวเรือไปหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธี Accelerator Mass Spectrometry (AMS) ณ ห้องปฏิบัติการในประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย โดยส่ง ๓ ตัวอย่าง ประกอบด้วย ไม้เปลือกเรือ เศษเชือก และลูกประสัก ซึ่งผลของค่าอายุที่ได้บ่งชี้ว่า เรือบ้านคลองยวนมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔ (คริสต์ศตวรรษที่ ๙) รูที่สันไม้กระดาน (dowel & lashing holes) เปลือกเรือแต่ละแผ่นที่พบมีการเจาะรูที่ด้านสันของไม้กระดานยาวไปตลอดแนวของไม้เปลือกเรือและพบมีลูกประสักเสียบอยู่ในรูที่ถูกเจาะ จากการพินิจแล้วพบว่า การเจาะรูสันเปลือกเรือมีรูปแบบที่ซ้ำกันชัดเจน กล่าวคือ เจาะเพื่อใช้ยึดลูกประสัก ๔ รู สลับกับรูร้อยเชือกที่ด้านบนของกระดานทะลุกออกด้านสัน ๒ รู เป็นเช่นนี้ตลอดแนวสันเปลือกเรือ ถือเป็นลักษณะที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเรือบ้านคลองยวน ที่ไม่อาจพบได้ในการต่อเรือไม้สมัยใหม่ลูกประสักที่พบ มีลักษณะเป็นไม้ทรงกระบอกยาว ๔ เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒ ขนาด คือ ๗ และ ๑๐ มิลลิเมตร พบว่าลูกประสักที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑๐ มิลลิเมตร จะใช้กับส่วนไม้ที่ต่อกับหัวเรือเท่านั้น แผ่นไม้เปลือกเรือบ้านคลองยวนนั้น หนา ๓.๕ – ๔ เซนติเมตร กว้าง ๒๗ เซนติเมตร (ส่วนที่กว้างที่สุด) ฝั่งกราบขวามี ๕ แผ่น ส่วนกราบซ้ายมี ๓ แผ่น (เท่าที่เหลือ) เมื่อพิจารณาจากกระดานเปลือกเรือแผ่นที่ ๕ ของกราบขวาพบว่า ที่ด้านสันของเปลือกเรือยังมีการเจาะรูรับลูกประสักอยู่ สิ่งนี้บ่งชี้ว่ากระดานเปลือกเรือแผ่นที่ ๕ ยังไม่ใช่แผ่นสุดท้าย ที่ส่วนปลายของไม้เปลือกเรือแต่ละแผ่นจะมีการทำให้เป็นรูปทรงแหลม เพื่อให้สามารถเข้าไม้ได้อย่างพอดีกับไม้หัวและท้ายเรือไม้เปลือกเรือของเรือบ้านคลองยวนไม่ได้สมบูรณ์ตลอดลำเรือ ส่วนที่คาดว่าจะเป็นท้ายเรือได้ขาดหายไปจึงไม่อาจสรุปได้ว่าไม้เปลือกเรือแต่ละชั้นจะเป็นไม้แผ่นเดียวยาวตลอดลำเรือหรือไม่ แต่จากข้อมูลของเรือประเภทเดียวกันที่พบในต่างประเทศ เช่น แหล่งเรือ Punjurhajo บนเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซียนั้น พบเปลือกเรือเป็นไม้แผ่นเดียวยาวตลอดลำเรือ จึงพอสันนิษฐานได้ว่าน่าจะมีลักษณะเหมือนกัน สันรูเจาะ (lug) เปลือกเรือแต่ละแผ่น ทำขึ้นด้วยการถากไม้ให้เป็นแผ่นกระดานและรูปทรงตามที่ช่างต้องการเพื่อให้เข้ากับรูปทรงของเรือ และจะเว้นสันรูเจาะ หรือ lug ไว้ตลอดความยาวของเรือ เป็นลักษณะอันโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของเรือประเภทนี้ โดยสันรูเจาะเหล่านี้มีไว้สำหรับรองรับกงเรือที่จะถูกนำมาเสริมในภายหลัง มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใกล้เคียงกัน คือ ยกสูงกว่าส่วนเรียบของแผ่นกระดานประมาณ ๑.๕ – ๒ เซนติเมตร ยาว ๓๐ เซนติเมตร กว้างประมาน ๒๐ เซนติเมตร ในส่วนที่กว้างที่สุด และจะค่อย ๆ แคบลงเรื่อย ๆ ไปทางหัวและท้ายเรือ สันที่แคบที่สุดกว้างเพียง ๔ เซนติเมตร แต่ละสันจะเว้นระยะห่างกันประมาณ ๓๐ เซนติเมตร ยกเว้นบริเวณกึ่งกลางลำเรือบนกระดานกระดูกงูและเปลือกเรือแผ่นที่ ๑ และ ๒ ของทั้งสองกราบจะเว้นช่วงห่างมากกว่าส่วนอื่น คือ ห่างประมาณ ๑๒๐ เซนติเมตร ไม้กระดานกระดูกงู (keel plank) ไม้ส่วนที่เป็นแกนกลางของเรือบ้านคลองยวนหรือที่มักเรียกกันว่ากระดูกงูนั้น มีลักษณะเป็นกระดูกงูที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนเปลือกเรือไปด้วยหรือที่เรียกว่า keel plank ซึ่งกระดูกงูแบบนี้เป็นลักษณะเฉพาะของเรือที่ต่อแบบต่อเปลือกก่อนแล้วนำกงมาเสริมทีหลัง หรือ shell-basedเมื่อวางกระดูกงูบนพื้นราบพบว่าปลายกระดานกระดกขึ้นสูงจากพื้นประมาณ ๕๐ เซนติเมตร พิจารณาจากลักษณะแล้วคาดว่าเรือบ้านคลองยวนเป็นเรือที่มีหัวและท้ายเชิดขึ้นและท้องเรือแอ่นส่วนสันรูเจาะบนกระดูกงูมีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างไปจากสันรูเจาะบนกระดานแผ่นอื่น กล่าวคือ ระหว่างสันรูเจาะแต่ละสันจะมีสันแคบ ๆ กว้างประมาณ ๑๐ – ๑๒ เซนติเมตร เชื่อมต่อไปตลอดความยาวของกระดูกงู ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าช่างจงใจทำสันแคบ ๆ นี้ไว้เพื่ออะไร เบื้องต้นสันนิษฐานว่าอาจทำไว้เพื่อเสริมความแข็งแรงตามแนวยาวของเรือ หัวเรือและท้ายเรือ (wing-end) หัวและท้ายของเรือบ้านคลองยวนมีรูทรงและลักษณะที่โดดเด่นอย่างมาก ซึ่งเรือกว่า wing-end กล่าวคือ ช่างจะแกะไม้เป็นรูปทรงคล้ายตัว V และนำมาซ้อนกัน 2 ชั้น โดยแต่ละชั้นจะมีการเจาะรูเพื่อใส่ลูกประสักเตรียมไว้การเข้าไม้หัวและท้ายเรือ ช่างจะนำ wing ชั้นที่ ๑ มาวางบนกระดูกงู หัวเรือและกระดูกงูจะได้ระยะเสมอกันพอดี แขนของ wing จะต่อชนกับกระดานแผ่นที่ ๑ พอดี ด้านบนของแขนจะเว้นช่องว่างไว้เพื่อให้ไม้กระดานแผ่นที่ ๒ มาต่อชนกันส่วนโคนของแขนรูปตัว V เมื่อชั้นที่ ๑ สามารถต่อเข้ากับกระดูกงู ไม้กระดานแผ่นที่ ๑ และ ๒ ได้แล้ว จึงนำเอา wing ชั้นที่ ๒ มาวางซ้อนบนชั้นที่ ๑ แล้วนำกระดานชั้นที่ ๓ และ ๔ มาต่อแบบเดียวกับชั้นที่ ๑เป็นที่น่าสังเกตว่าหัวและท้ายเรือแบบ wing-end นั้น มีขนาดค่อนข้างใหญ่และทำจากไม้ชิ้นเดียว เป็นไปได้ว่าช่างในสมัยนั้นอาจนำไม้จากบริเวณของโคนต้นมาผ่าตามแนวขวางแล้วจึงแกะให้เป็นรูปตัว V ดังสังเกตได้จากวงปีไม้ที่มีลักษณะเป็นวงวางตัวขวางกับแนวเรือ ส่วนกลางลำต้นจะนำไปทำไม้กระดาน


ไฮไลท์ของแหล่งเรือจม “กลางอ่าว” ที่จะละเลยไม่ได้ นั่นก็คือ โบราณวัตถุที่ที่ถูกลักลอบนำขึ้นมาจากซากเรือ ซึ่งส่วนมากเป็นภาชนะดินเผาทั้งหมด 10,764 ชิ้น โดยในจำนวนนี้เป็นโบราณวัตถุที่ตรวจยึดมาได้ในครั้งแรกเมื่อปลายปี พ.ศ. 2534 ทั้งหมด 477 ชิ้น และโบราณวัตถุที่ยึดได้จากเรือออสเตรเลียไทด์เมื่อต้นปี พ.ศ. 2535 ทั้งหมด 10,287 ชิ้น เครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้ เกือบทั้งหมดผลิตขึ้นจากแหล่งเตาในประเทศไทย โดยสามารถแบ่งเบื้องต้น ได้ดังต่อไปนี้ ภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาแม่น้ำน้อย อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี พบ 3,425 ใบ เป็นเครื่องปั้นดินเผาเนื้อแกร่ง (Stoneware) แบบไหสี่หูซึ่งทำหน้าที่เป็นบรรจุภัณฑ์ มีตั้งแต่ขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ รวมไปถึงมีรูปทรงอื่นๆอีก ทั้ง ถ้วย โถ อ่าง โดยมีทั้งที่เคลือบสีน้ำตาลและแบบไม่เคลือบ นอกจากนี้ยังพบเครื่องใช้ภายในเรือจำพวก เตาเชิงกราน ตะเกียงแขวน และหม้อประกอบอาหาร ภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาบ้านป่ายาง อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย พบ 6,525 ชิ้น ส่วนใหญ่เป็นเครื่องสังคโลกขนาดเล็กเคลือบเขียว มีลวดลายขูดขีดใต้เคลือบ อาทิ ขวดสองหู กระปุก ตลับ จาน ชาม และโถมีผาปิด ไม่เพียงเท่านี้ยังมีตีกตาที่ทำขึ้นอย่างประณีต จำพวก ตุ๊กตารูปบุคคลในชีวิตประจำวัน บุคคลขี่ม้า มีจตุรงคบาท บุคคลขี่ช้าง ภาชนะดินเผาจากต่างประเทศพบเครื่องถ้วยจีนลายคราม 5 ใบ เครื่องถ้วยอันนัมประเภทตลับ 244 ใบ ตุ๊กตารูปกระต่ายและกบ 85 ตัว อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเสียดายยิ่งนักที่นักโบราณคดีแทบจะไม่ทราบลักษณะการจัดเรียงสินค้าภายในระวางของเรือลำนี้เลย เนื่องจากของทุกอย่างถูกลักลอบนำขึ้นมาจนหมด ทราบเพียงว่ามีการนำแคร่ไม้ไผ่มากั้นระหว่างภาชนะดินเผาบางประเภท ข้อมูลจากโบราณวัตถุที่พบทำให้สามารถสรุปได้ว่าเรือลำนี้เป็นเรือสำเภาของอยุธยา ซึ่งมีการแล่นค้าขายช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 จนถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 22 โดยการเดินทางครั้งสุดท้ายมีการเลือกซื้อสินค้าจากอยุธยาซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าขาย เพื่อนำสินค้าไปขายในต่างแดน และแล่นออกจากปากแม่น้ำเจ้าพระยาออกอ่าวไทย โดยขนาดของเรือกลางอ่าวนั้นยาวประมาณ 40-50 เมตร กว้างประมาณ 12 เมตร เป็นเรือสำเภาขนาดใหญ่ที่สุดที่ถูกค้นพบในน่านน้ำประเทศไทย ในการเดินทางจึงไม่จำเป็นต้องแล่นเรือเลียบชายฝั่งอย่างเรือสำเภาลำอื่นๆ แต่สามารถแล่นตัดอ่าวไทยมุ่งลงใต้ได้ ปลายทางนั้นมีการสันนิษฐานว่าอาจเป็นได้ทั้งการเดินทางแล่นผ่านช่องแคบมะละกาออกมหาสมุทรอินเดีย หรือไปสู่หมู่เกาะอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ แต่ก็ถึงคราวเคราะห์ร้ายประสบเหตุจมลงระหว่างการเดินทางเสียก่อน อ้างอิง จารึก วิไลแก้ว. 2535. “มรดกใต้ท้องทะเลไทย เรืออ่าวไทย 1.” นิตยสารศิลปากร 35 (2): 8-33. สายันต์ ไพรชาญจิตร์. 2535. “ความเคลื่นไหวของโบราณคดีใต้น้ำในประเทศไทยและหลักฐานการพาณิชย์นาวีสมัยกรุงศรีอยุธยา.” นิตยสารศิลปากร 35 (2): 34-70.


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศอินโดนีเซีย ๑.ชื่อโครงการ   International Seminar: Srivijaya in the Context of Regional Southeast Asia and South Asia ๒.วัตถุประสงค์                    ๑)เพื่อระดมความคิด-ความเห็นจากผลจากศึกษาค้นคว้าที่แสดงความก้าวหน้าใหม่ในอารยธรรมศรีวิชัยในบริบทของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้                    ๒)เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะ การประสานความร่วมมือระหว่างนักโบราณคดีและนักวิจัยอินโดนีเซียกับนักโบราณคดีและนักวิจัยใน ๒ ภูมิภาคข้างต้น                    ๓)เพื่อนำผลทางวิชาการมาเป็นแนวทางในการอนุรักษ์ บริหารจัดการ และเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการที่ถูกต้องและเหมาะสมมากขึ้นกว่าเดิม   ๓.กำหนดเวลา    ระหว่างวันที่ ๒๐ ถึง ๒๕  สิงหาคม  ๒๕๕๗   ๔.สถานที่        ๔.๑ โรงแรมGrand Abadi Hotel, Jl. Jend. Gatot Subroto No. 92-98, Jambi, Indonesia.                    ๔.๒ แหล่งโบราณคดี Muara Jambi Archaeological Site                    ๔.๓ พิพิธภัณฑสถาน Siginjai   ๖. หน่วยงานสนับสนุน Pusat Arkeologi Nasional (Centre of National Archaeology of Indonesia), Balai Pelestarian Cagar Budaya Jambi (Preservation Office for Cultural Properties of Jambi), กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม   ๗. กิจกรรม                    ๗.๑ การบรรยายนำเสนอ (speech and presentation) ของนักวิชาการต่างประเทศและของอินโดนีเซียที่ได้รับเชิญ                    ๗.๒ การถาม-ตอบและการอภิปรายเพิ่มเติมในแต่ละหัวข้อ                     ๗.๓ การศึกษาดูงานแหล่งโบราณคดีเมารา จัมบี  พิพิธภัณฑสถานซิกินไจ และนิทรรศการเรื่องศรีวิชัยในห้างสรรพสินค้า เมืองจัมบี    ๘.คณะผู้แทนไทย                     ดร. อมรา ศรีสุชาติ ภัณฑารักษ์เชี่ยวชาญ (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ) สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม     ๙. สรุปสาระของกิจกรรม                      ๙.๑ การบรรยายนำเสนอ(speech and presentation) จากนักวิชาการต่างประเทศที่ได้รับเชิญเข้าร่วม จำนวน  ๘ ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส อังกฤษ อินเดีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และนักวิชาการอินโดนีเซีย รวมทั้งสิ้น  ๒๖  คน มีผลงานการนำเสนอ รวม  ๒๖ เรื่อง ใน ๗ หัวข้อ   (7 Topics) ดังนี้           ๑.๑) Key Note Paper เรื่อง “Srivijaya on Our Nation” โดย  Dr. Harry Truman Simanjuntak           ๑.๒) Settlement and Environment: Pre Srivijaya (early settlement), urban settlement มีผู้บรรยาย ๕ คน  มีเรื่องบรรยายเสนอ ๕ เรื่อง ดังนี้ -Pierre-Yves Manguin : The History of Srivijaya: Facts, fancies…and informed            speculation -Daud Aris Tanudirdjo: The Proto-History of Srivijaya: the Emergence of Srivijaya in           Regional Context -Nurhadi Rangkuti: The Way of Life Pre-Srivijaya Society in Lowland Area of East Coast           of Sumatra -Agustijanto Indradjaja: The Pre-Srivijaya Period on the Eastern Coast of Sumatra:           Progress Report Research at the Air Sugihan Site -Bagyo Prasetyo: Megalithic in the Interior of Sumatra: the Communities that           Developed During the Srivijaya Period ๑.๓) Religion: Buddha and Islam มีผู้บรรยาย ๗ คน มีเรื่องบรรยายเสนอ ๗  เรื่อง ดังนี้ -John N. Miksic: Esoteric Buddhism and Political Structure of Jambi, 11th to 13th Centuries -Bambang Budi Utomo: Islam in Kadatuan Srivijaya -Hasan Djafar: The Invasion of Srivijaya to Bhumijawa (=Tarumanagara): The Spread of Mahayana Buddhism and the Art Style of Nalanda in the Temple Complex of Butujaya -Amara Srisuchat: A Reappraisal of Inscriptions and Icons in Southern Thailand Reflecting Religious Perceptions of the Srivijayan People -Rila Mukherjee: Between Land and Sea: The Bay of Bengal and Srivijaya 8th -11th centuries -Himanshu Prabha Ray: Contexualizing Nagapattinam: Srivijaya’s Maritime Links with the Tamil coast -Naoko Ito: The Traces of Tantric Buddhism in Srivijaya: Through the Analysis of            Statues and Instruments           ๑.๔) Technology มีผู้บรรยาย ๓  คน  มีเรื่องบรรยายเสนอ ๓ เรื่อง ดังนี้ -Nik Hassan Shuhaimi: Srivijayan Art -Ery Soedewo: Element Comparison on Bronze Artifacts From Srivijaya(Sumatra) and Mataram (Java) -Sukawati Susetyo: Motifs of Makaras during the Srivijaya Period           ๑.๕) Trade / Maritime มีผู้บรรยาย ๓ คน มีเรื่องบรรยายเสนอ ๓ เรื่อง ดังนี้ -M. Th. Naniek Harkantingsih: Natuna: The Peak Period of Srivijayan Trade -Edmund Edwards McKinnon: The Aceh Besar Coast: Pancu, Lamreh, and Relationship with Srivijaya Jambi -Sila Tripati: Maritime contacts of Odisha, East coast of India with Southeast Asia and the Roman World: Why are evidences limited on Odisha-Roman world contacts?           ๑.๖) Epigraphy มีผู้บรรยาย ๓ คน มีเรื่องบรรยายเสนอ ๓ เรื่อง ดังนี้ -Arlo Griffiths: The Nalanda Copperplate of Devapala and its Relevance for the History of Contacts between India and Indonesia -Tai Yew Sheng: The Inscriptions of Restoration of Tianqing Temple in Canton and the Chandi Kembarbatu Gong and other Chinese Sources -Kuo-wei Liu: Analysis on Tibetan Textual Sources Regarding Asita’s (982-1054) Travel to Sumatra           ๑.๗) Site Management of Maura Jambi มีผู้บรรยาย ๒ คน มีเรื่องบรรยายเสนอ ๒ เรื่อง ดังนี้ -Hariani Santiko: The Structure of the Buddhist Monuments At Muara Jambi -Retno Purwanti: Chandi Kedaton: Vihara from the 11th century A.D.                       ๙.๒ การถาม-ตอบและการอภิปรายเพิ่มเติมในแต่ละหัวข้อ           สรุปสาระของการถาม-ตอบและการอภิปรายเสริม สาระสำคัญ ดังต่อไปนี้                 ๑)การตั้งศูนย์ศรีวิชัยขึ้นในสุมาตรา ณ บริเวณ เมาราจัมบี น่าจะมีความเป็นไปได้ ทั้งนี้ต้องมีการร่วมมือกันทุกฝ่าย โดยมุ่งเน้นให้มองถึงอดีตที่มีรากฐานความเข้มแข็งในการพาณิชนาวี การบริหารจัดการ การศาสนา การสัมพันธ์ติดต่อข้ามพรมแดนระยะใกล้-ไกล การศึกษาความสำเร็จรุ่งเรืองเหล่านี้ควรเป็นแนวทางในการดำเนินการเพื่อให้ศูนย์ฯ เป็นองค์กรที่รับใช้สังคมในปัจจุบันและอนาคต ตามปาฐกถาพิเศษนำเสนอโดย Dr. Harry Truman Simanjuntak ๒) การศึกษาเรื่องศรีวิชัยแต่เดิมไม่ได้ศึกษาโดยถือเป็นส่วนหนึ่งของโบราณคดีประวัติศาสตร์วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันการค้นพบใหม่ๆ ข้อมูลทั้งทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยาควรนำมาใช้ในการศึกษาแบบองค์รวมให้มากขึ้น โดยถือให้ประวัติศาสตร์ศรีวิชัยเป็นส่วนหนึ่งโดยไม่แยกส่วนจากโบราณคดี-ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงได้           ๓) พัฒนาการของผู้คนและบ้านเมืองก่อนมีศรีวิชัย นับเป็นรากฐานสำคัญต่อความเติบโตและพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดของศรีวิชัยอย่างที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักฐานโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ที่ค้นพบพัฒนาการมนุษย์ในภูมิภาคนี้ เช่น วัฒนธรรมหินใหญ่ (Megalithic Culture) ชาวเรือที่เป็นออสโตรเนเซียนที่พัฒนาการมาก่อน คติความเชื่อดั้งเดิมของชนท้องถิ่น การปรับตัวและการรับวัฒนธรรมศาสนาในรุ่นแรกๆโดยเฉพาะวัฒนธรรมพระพุทธศาสนา ตามข้อเสนอของ Dr. Daud Aris Tanudirdjo, Dr. Agustijanto Indradjaya, Dr. Bagyo Prasetyo, Dr. Amara Srisuchat ควรนำมาใช้ในการทำความเข้าใจการรับ ปรับใช้ของชนท้องถิ่นที่นำไปสู่การสร้างรัฐศรีวิชัย และพลวัตพัฒนาการของรัฐศรีวิชัย           ๔)ศรีวิชัย ควรเรียกว่าเป็นราชอาณาจักร หรือ จักรวรรดิ (Kingdom or Empire) มากกว่าเรียกว่าเป็นเพียง รัฐ หรือ ประเทศ (state or country) ตามข้อเสนอของ Dr. Nik Hassan Shuhaimi ด้วยเหตุที่ว่า มีขอบเขตทั้งพื้นที่และอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่ครอบคลุมพื้นที่ส่วนมากของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่เกิดจากภูมิปัญญาของผู้คนในอาณาจักรนี้ เช่น ศิลปะศรีวิชัย (Srivijayan Art) ตามข้อสนับสนุนของ Dr. Amara Srisuchat และ Ms. Sukavati Susetyo, Dr. Hariani Santiko   ศรีวิชัยเป็นแหล่งกำเนิดของนักปราชญ์/นักปรัชญาทางพระพุทธศาสนาที่โดดเด่นในโลก (Srivijayan Scholars & Buddhist Philosophers) ตามข้อสนับสนุนจากการนำเสนอของ Mr. Kuo-wei Liu การพาณิชนาวีและยุทธนาวีที่เกรียงไกร ตามข้อสนับสนุนของ Dr. Pierre-Yves Manguin และ Prof. Edmund Edwards McKinnon รวมไปถึงเทคโนโลยีในการผลิตศิลปกรรมเครื่องมือเครื่องใช้ การติดต่อกับรัฐ/อาณาจักรภายนอกที่เชื่อมโยงเส้นทางการค้าและวัฒนธรรมของโลกตะวันตกกับตะวันออก ที่สำคัญคือมีประวัติศาสตร์การแผ่ขยายอำนาจ/อิทธิพลที่มีผลต่อความเชื่อ คตินิยมของผู้คนในช่วงเวลายาวนานช่วงเวลาหนึ่งที่ครอบคลุมทั้งภูมิภาค ตามข้อสนับสนุนของ Dr. Rila Mukherjee, M.Th. Naniek Harkantiningsih           ๖) ศูนย์อำนาจหรือศูนย์การแผ่อำนาจของราชอาณาจักรศรีวิชัย น่าจะอยู่ที่เกาะสุมาตราทั้งปาเล็มบังและเมารา จัมบี เพราะปัจจุบันพบหลักฐานที่เป็นศิลาจารึก พุทธสถานที่ใหญ่โต มากมายและเมืองท่าการค้านานาชาติในรุ่นแรกๆจนถึงรุ่นรุ่งเรืองต่อเนื่องไม่ขาดสาย สอดคล้องกับหลักฐานเอกสารจีนและทิเบตที่แสดงให้เห็นว่า ศรีวิชัยที่สุมาตราเป็นศูนย์กลางเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่สำคัญในพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๖ ตามการนำเสนอสนับสนุนของ Dr. John Norman Miksic, Dr. Pierre-Yves Manguin, Mr. Kuo-wei Liu, Mr. Bambang Budi Utomo, Dr. Hasan Djafar           ๗)ผลการวิเคราะห์วัตถุโลหะ โดยเฉพาะรูปเคารพที่ทำด้วยโลหะ จากแหล่งโบราณคดีศรีวิชัยในเกาะสุมาตรา ของ Mr. Ery Suededo พบว่า ผู้คนในศรีวิชัย ไม่ได้รับเทคโนโลยีหรือภูมิปัญญาช่างในการสร้างรูปเคารพ/เครื่องมือเครื่องใช้จากอินเดียแต่อย่างใด เนื่องจากผลวิเคราะห์พบว่า องค์ประกอบของการทำวัตถุต่างๆด้วยสำริด/ดีบุก/เงิน ล้วนแตกต่างออกไปจากองค์ประกอบของวัตถุจากอินเดีย แต่ทั้งนี้ยังต้องหาแหล่งผลิตที่ชัดเจนต่อไป ขณะนี้พบเพียงร่องรอยก้อนทองแดงหลอมในบางแหล่งบนเกาะสุมาตรา แต่ยังไม่พบเตาหลอมโลหะแต่อย่างใด หากข้ออภิปรายของDr. Amara Srisuchat ที่กล่าวว่า ปัจจุบันได้พบแหล่งผลิตโลหกรรมสำริด และดีบุกในประเทศไทยและประเทศลาวหลายแหล่งและกำหนดอายุที่แน่นอนจากการขุดค้นตลอดจนการวิเคราะห์องค์ประกอบวัตถุโลหะเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัตถุสำริดที่มีปริมาณดีบุกสูง (high tin bronze) ซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุด และน่าจะเป็นเทคโนโลยีของผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นนี้แล้ว ก็น่าจะมีความร่วมมือในการศึกษาค้นคว้าแลกเปลี่ยนข้อมูลในเรื่องนี้ต่อไป           ๘) เมือง ประเทศ หรือรัฐที่ศรีวิชัยไปสัมพันธ์ติดต่อในช่วงเวลาหนึ่งๆ ควรให้ความสนใจศึกษาค้นคว้ามากยิ่งขึ้น เพื่อเข้าใจบทบาทความสัมพันธ์ทางการทูต การเมือง การศาสนาและการค้า เช่น นาคปัฏฏินัม ทมิฬนาฑู นาลันทา เบงกอล เวียดนาม จีน ทิเบต ฯ หลักฐานจารึกและเอกสารที่เกี่ยวกับศรีวิชัยควรได้รับการตรวจสอบ ค้นคว้า ศึกษา ตีความใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับการนำเสนอเป็นแนวทางของ Dr. Amara Srisuchat, Dr. Himanshu Prabha Ray, Dr. Arlo Griffiths, Dr. Tai Yew Sheng, Dr. Kuo-wei Liu. และ Mr. Bambang Budi Utomo.   ๙.๓ การศึกษาดูงานแหล่งโบราณคดีเมารา จัมบี และพิพิธภัณฑสถานซิกินไจ และนิทรรศการเรื่องศรีวิชัยในห้างสรรพสินค้า ในเมืองจัมบี -แหล่งโบราณคดีเมารา จัมบี : เป็นกลุ่มวัดโบราณในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ มีศาสนสถาน ใหญ่-น้อยอยู่หลายหลัง สร้างด้วยอิฐทั้งสิ้น ขณะนี้ยังขุดค้น-ขุดแต่งต่อเนื่องตลอด พบหลักฐานที่เป็นอักษรจารึกข้างรูปมกรหินซึ่งเป็นบันไดทางขึ้นของโบราณสถาน ผู้นำชมหลัก ณ แหล่งโบราณสถานฯ บรรยายเป็นภาษาอินโดนีเซียทั้งหมด โดยไม่แปลเป็นภาษาอังกฤษเลย ทำให้นักวิชาการต่างชาติที่ไม่รู้ภาษาอินโดนีเซียประสบปัญหาที่จะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ จึงต้องถามหานักวิชาการอินโดนีเซียที่เข้าร่วมประชุมสัมมนาฯด้วยให้เป็นผู้พานำชมเป็นการเฉพาะ บางคนมีโอกาสดี ก็ได้ผู้ที่เป็นนักโบราณคดีที่ปฏิบัติงานอยู่ในแหล่งนั้นพานำชมก็จะได้ข้อมูลมาก แต่ก็ไม่เป็นไปเช่นนี้ทุกคน ความใหญ่โตและมากมายของศาสนสถานที่นี้แสดงให้เห็นว่า เมารา จัมบี น่าจะเคยเป็นราชธานีของศรีวิชัยรัฐใดรัฐหนึ่งในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ อย่างไรก็ดีพุทธสถานเหล่านี้ส่วนใหญ่พบเพียงส่วนฐาน และมีห้องกลางเพียงห้องเดียว จึงยากที่จะคาดคะเนหน้าที่ใช้สอยและรูปร่างของส่วนเรือนยอด มีเพียงแห่งเดียวที่พบยอดสถูปรูปกรวยที่ทำให้สันนิษฐานได้ว่า โบราณสถานหลังนี้เป็นสถูป นอกจากนี้ยังได้ชมพิพิธภัณฑ์โบราณคดี ซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้น-ขุดแต่งโบราณสถานเมารา-จัมบี และห้องปฏิบัติการเก็บและศึกษาโบราณวัตถุ ซึ่งผู้ดำเนินการขุดค้นนำเครื่องปั้นดินเผามาให้Dr. Amara Srisuchatพิจารณา วิเคราะห์แล้วพบว่าเป็นกุณฑีและเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งเตาเผาในภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะแหล่งเตาปะโอ ที่อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ซึ่งผลิตขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ ประเทศอินโดนีเซียมีแผนการที่จะนำเสนอแหล่งโบราณสถานเมารา จีมบีเพื่อประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แต่มีแนวความคิดว่า จะดำเนินการขุดค้น-ขุดแต่งโบราณสถานให้มากเพียงพอและมีเรื่องราวมากกว่านี้จึงจะนำเสนอ สำหรับการดำเนินงานทางโบราณคดีในแหล่งนี้อยู่ภายใต้หน่วยงานย่อยทางโบราณคดีของประเทศอินโดนีเซียซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่เมืองจัมบี การดำเนินงานทางโบราณคดีในแหล่งนี้ ในแต่ละปีจะไม่เร่งร้อนการทำงาน จะมีการขุดค้น-ขุดแต่งเพียง ๓ เดือน แล้วหยุดรวบรวมข้อมูลศึกษาวิเคราะห์ ระยะหนึ่ง จากนั้นจึงเริ่มใหม่อีก ๓ เดือน และหยุดพัก และจะใช้งบประมาณบริหารจัดการ ๒ ส่วน ส่วนแรกเป็นงบประมาณของหน่วยงานโบราณคดี ขึ้นตรงกับส่วนกลางเป็นงบประมาณการดำเนินการรวมทั้งเงินเดือนเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นข้าราชการ ส่วนที่สอง เป็นงบประมาณของจังหวัดจัมบีซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนงบประมาณเป็นค่าจ้างคนงานท้องถิ่นเข้ามาดำเนินการขุดค้น-ขุดแต่ง           -พิพิธภัณฑสถานซิกินไจ เป็นพิพิธภัณฑสถานประจำเมืองจัดแสดงเรื่องราวของเมืองจัมบีด้านธรณีวิทยา ภูมิศาสตร์ โบราณคดี ประวัติศาสตร์เมือง วัฒนธรรมความเป็นอยู่ ประเพณีท้องถิ่น แต่นักวิชาการส่วนใหญ่สนใจ ตู้จัดแสดง ๒ ตู้ที่แสดงโบราณวัตถุสมัยศรีวิชัย ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากหัวหน้าพิพิธภัณฑสถานฯให้เปิดตู้เพื่อให้นักวิชาการได้ศึกษาและถ่ายรูปวัตถุ คือ ฆ้องที่มีอักษรจีน ซึ่งตรงกับการค้นคว้าศึกษาของ Dr. Tai Yew Sheng ผู้ศึกษาค้นคว้าเรื่องฆ้องที่มากับเรือจีนมาสู่ศรีวิชัย และ รูปเคารพสำริด ซึ่ง Dr. Amara Srisuchat วิเคราะห์ว่า บางองค์มีรูปแบบคล้ายกับที่พบที่แหล่งสทิงพระ จังหวัดสงขลา           -นิทรรศการเรื่องศรีวิชัยที่ห้างสรรพสินค้าของเมืองจัมบี: เป็นแนวความคิดที่ดีในการนำนิทรรศการมาเผยแพร่ไว้ในห้างสรรพสินค้าแห่งใหญ่ที่สุดของเมือง และอยู่ตอนหน้าสุดเมื่อผ่านประตูเข้าห้างมาทีเดียว แม้จะเป็นนิทรรศการเล็กๆ จัดแสดงเรื่องราวด้วยภาพ หุ่นจำลองและเนื้อหาบรรยายภาษาอินโดนีเซียและภาษาอังกฤษ ไม่มีของจริงเลย แต่คำบรรยายและเนื้อหาดีมาก ภาษาอังกฤษที่ใช้สละสลวยและเป็นวิชาการที่เข้าใจง่าย ทำให้เข้าใจในแนวคิดรวมของศรีวิชัยได้ทั้งหมด และเชิดชูเกียรติบุคคลของอินโดนีเซียผู้บุกเบิกศึกษาเรื่องศรีวิชัยด้วย  ข้อบกพร่องมีเพียงว่า ไม่มีแผ่นพับนำชมนิทรรศการที่บรรจุเนื้อหาย่อๆหรือหนังสือประกอบนิทรรศการที่มีเนื้อหาการจัดแสดงอันน่าสนใจและดีมากครั้งนี้   ๑๐. ข้อเสนอแนะของกิจกรรม           ๑. การบริหารจัดการในการจัดประชุมสัมมนา: คณะกรรมการจัดการประชุมสัมมนา (Organizing Committee of the International Seminar)ซึ่งมีศูนย์กลางการดำเนินการจากหน่วยงานที่เรียกว่า Pusat Arkeologi Nasional (Centre of National Archaeology of Indonesia) เป็นหน่วยงานกลางในการรับผิดชอบงานโบราณคดีทั้งหมดในประเทศอินโดนีเซีย แม้จะได้เตรียมการล่วงหน้าเป็นเวลานานและแจ้งการเชิญล่วงหน้า ตลอดจนให้ระยะเวลาของวิทยากรหรือผู้ที่จะมาบรรยายมากพอที่จะเตรียมการจัดทำบทคัดย่อ และเอกสารฉบับเต็มประกอบการประชุมสัมมนา แต่ในการประชุมสัมมนามีเพียงบทคัดย่อที่รวมพิมพ์พร้อมกำหนดการ รายนามและสถานที่ติดต่อของวิทยากรเท่านั้น บทความฉบับเต็มส่วนใหญ่มาจากวิทยากรต่างประเทศ ส่วนที่ขาดไปคือ บทความฉบับเต็มของนักวิชาการอินโดนีเซียซึ่งนำเสนอการบรรยายถึง ๑๒ คน แต่มีบทความวิชาการฉบับเต็มเพียง ๒ คนเท่านั้น นอกจากนั้นแล้ว ในที่ประชุมสัมมนานักวิชาการบางคนยังนำเสนอการบรรยาย หรือการตอบคำถามและอภิปราย เป็นภาษาอินโดนีเซียด้วย บางครั้งผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการอภิปรายแปลสรุปให้บ้าง บางครั้งไม่แปลเลย ทำให้นักวิชาการต่างชาติที่ไม่รู้ภาษาอินโดนีเซีย ไม่อาจมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ได้ ดังนั้นจึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า การจัดประชุมนานาชาติที่มีนักวิชาการต่างชาติหรือชาวต่างชาติร่วมอยู่ด้วย และใช้ชื่อการสัมมนาว่า “International Seminar”และระบุว่าภาษาที่ใช้ในการสัมมนาคือ “ภาษาอังกฤษ” ก็ไม่ควรยอมให้มีการนำเสนอบทความเป็นภาษาท้องถิ่นหรือภาษาอื่นใด โดยปราศจากการแปลความหรือจัดหาการแปลอย่างจริงจังให้กับที่ประชุมฯ แม้ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่จะเป็นชาวท้องถิ่นของประเทศผู้จัดก็ตาม           ๒.การให้ผู้ดำเนินการอภิปรายแต่ละหัวข้อในแต่ละsessionเป็นนักวิชาการอินโดนีเซียทั้งหมด ถือได้ว่า เป็นสิ่งที่น่ายกย่องของการทำงานวิชาการของฝ่ายจัดการประชุมสัมมนานานาชาติของอินโดนีเซีย เพราะแสดงความสง่างามทางวิชาการและการสื่อสารระดับสากลที่ให้ชาติตะวันตกยอมรับ การสัมมนานานาชาติในบางประเทศมักเชิญชาวต่างชาติที่สันทัดภาษามาเป็นผู้ดำเนินการอภิปราย ซึ่งย่อมจะแสดงความอ่อนด้อยของนักวิชาการประเทศตน           ๓. การประชุมสัมมนาครั้งนี้มีข้อจำกัดเรื่องเวลา ผู้จัดให้นักวิชาการแต่ละท่านบรรยายเพียง ๒๐ นาทีและควบคุมเวลาอย่างเข้มงวด การบรรยายในsessionวันแรก แน่นมากเกินไป ขณะที่วันที่ ๒ หลวมมากเกินไป ควรปรับให้สมดุล ควรย้ายบาง topic ของ session วันแรกมาอยู่วันที่ ๒ เพื่อได้มีช่วงเวลาการซักถามมากยิ่งขึ้น และไม่ให้ผู้ฟังอ่อนล้าในการรับฟังมากเกินไปในวันแรก ๔. เนื้อหาที่ผู้นำเสนอในการบรรยายในที่ประชุมสัมมนาครั้งนี้ มีทั้งการประมวลข้อมูลเดิม การนำเสนอข้อมูล/ความรู้ใหม่ๆ/การตีความ แปลความหมายใหม่ๆ จึงน่าสนใจมาก เมื่อเวลาจำกัดผู้บรรยายบางคนที่มีเนื้อหามาก จึงต้องตัดทอนหรือข้ามสิ่งที่ต้องการนำเสนอบางตอนไป หรือบรรยายอย่างรวดเร็วเกินไป หรือบรรยายไม่จบก็ต้องหยุดตามคำแจ้งของผู้ดำเนินการอภิปราย ถึงกระนั้น ข้อนี้ผู้จัดฯได้แจ้งล่วงหน้าถึงระยะเวลาที่กำหนดให้นำเสนอฯแล้ว ดังนั้นผู้ที่ได้รับเชิญให้บรรยายควรเตรียมการที่จะสามารถกระชับการบรรยายตามกำหนดเวลาให้ได้ และควรมีบทความฉบับเต็มประกอบเพื่อแจกให้กับผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาฯ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มี  ผู้จัดได้จัดพิมพ์เฉพาะบทคัดย่อของแต่ละการบรรยายเท่านั้น (เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหากับนางอมรา ศรีสุชาติ ผู้แทนจากประเทศไทยที่ได้รับเชิญครั้งนี้ เพราะบรรยายกระชับ รักษาเวลาได้ดี และนำเสนอครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด จึงเป็นที่พึงพอใจของผู้ดำเนินการอภิปราย และ ผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา ทั้งยังส่งบทคัดย่อและบทความฉบับเต็มตามกำหนดเวลา และผู้จัดฯได้จัดพิมพ์บทความฉบับเต็มนี้แจกจ่ายให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับทั้งหมด) ๕.ผู้จัดควรจัดพิมพ์บทความหรือสื่อการนำเสนอเพิ่มเติมหลังจากการประชุมสัมมนาแล้ว หรือแม้แต่ข้อคิดเห็นในการประชุมระดมความคิดก็ควรจัดพิมพ์ในลักษณะเอกสารที่เรียกว่า Proceedings of the International Seminar และเผยแพร่ จะทำให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี คณะผู้จัดฯครั้งนี้ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องนี้โดยทำสำเนาpower point presentation ของนักวิชาการผู้บรรยายทุกท่านแจกให้ผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาหลังการสัมมนาเสร็จสิ้นลง           ๖.การศึกษาดูงานแหล่งโบราณคดีเมารา จัมบี ฝ่ายจัดการฯ ควรจัดหานักวิชาการที่จะเป็นผู้สื่อสารทางภาษาให้นักวิชาการต่างชาติสามารถเข้าใจและสามารถซักถามได้ประจำตัวนักวิชาการต่างชาติแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่ม           ๗. ควรมีเอกสารหรือหนังสือนำชมพิพิธภัณฑสถานและเอกสารนำชมนิทรรศการเป็นภาษาอังกฤษ           ๘. เอกสารวิชาการที่ผู้จัดให้กับผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาพอสมควร แต่ส่วนใหญ่เป็นภาษาอินโดนีเซีย มีภาษาอังกฤษเพียงเล่มเดียวเท่านั้นคือนำชมแหล่งโบราณคดีเมารา จัมบี การจัดประชุมสัมมนาวิชาการนานาชาติ ฝ่ายจัดการควรจัดเตรียมเอกสารที่เป็นภาษาที่ใช้ในการประชุมสัมมนา(ภาษาอังกฤษ)เพื่อให้เกิดการเผยแพร่ความรู้ไปในวงกว้าง           หากประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสัมมนาวิชาการเรื่องใดๆในอนาคต ข้อคิดเห็นและเสนอแนะข้างต้นจากบทสรุปการไปร่วมการประชุมสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้ในประเทศอินโดนีเซีย ควรได้รับการนำมาพิจารณาเพื่อจะนำมาบริหารจัดการและดำเนินการให้เหมาะสมและเป็นมาตรฐานสากลต่อไป                                                      นางอมรา ศรีสุชาติ ภัณฑารักษ์เชี่ยวชาญ (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณวัตถุศิลปวัตถุ) ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศมาเลเซีย ๑. ชื่อโครงการ            MALAYSIAN TECHNICAL COOPERATION PROGRAMME (MTCP) ๒. วัตถุประสงค์           ๒.๑ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการพัฒนาด้านจดหมายเหตุกับนานาประเทศ                                 ๒.๒ สนับสนุนในการพัฒนาเทคนิคการดำเนินงาน           ๒.๓ สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศมาเลเซียและประเทศที่กำลังพัฒนา ๓. กำหนดเวลา           ระหว่างวันที่ ๒-๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๘ ๔. สถานที่           ๔.๑  ห้อง Jusmine Bunga โรงแรม Seri Pacific กรุงกัวลาลัมเปอร์           ๔.๒  The National Archives of Malaysia           ๔.๓  The Wisma Putra, Putrajaya           ๔.๔  Memorial Tun Abdul Razak           ๔.๕  Galeria Sri Perdana           ๔.๖  Malacca ๕. หน่วยงานผู้จัด           National Archives of Malaysia ๖. หน่วยงานสนับสนุน           Ministry of Foreign Affairs Malaysia ๗. กิจกรรม           อบรมการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และการแปลงข้อมูลจากเอกสารจดหมายเหตุต้นฉบับไปสู่ระบบดิจิทัล ๘. คณะผู้แทนไทย           นางวิรัลยา เชี่ยวสุขตระกูล นักจดหมายเหตุชำนาญการ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ     ๙. สรุปสาระของกิจกรรม           การจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ มีวิธีการจัดการใน ๒ ลักษณะ คือ           ๑. การจัดการเอกสารที่เกิดขึ้นในรูปอิเล็กทรอนิกส์ หรือเรียกว่า Born digital เป็นการดำเนินงานระหว่างหอจดหมายเหตุแห่งชาติร่วมกับกระทรวงต่างๆ เพื่อให้การรับมอบเอกสารตั้งแต่การผลิต การรับส่ง การจัดเก็บในระยะยาว โดยมีการกำหนดอายุของเอกสารยึดหลักตารางกำหนดอายุเอกสารเป็นเกณฑ์ ซึ่งเกณฑ์การกำหนดอายุเอกสารจะมีการกำหนดรหัสของหัวข้อเอกสาร โดยใช้ทุกกระทรวง และทุกหน่วยงาน เพื่อกำหนดรหัสเอกสารแต่แรกเริ่ม ตารางกำหนดอายุเอกสารจะเป็นเครื่องมือในการกำหนดอายุของเอกสารในการจัดเก็บหรือทำลายเอกสาร มีเจ้าหน้าที่ Records Manager ในการควบคุมดูแลการดำเนินงานจากกระทรวงต่างๆ เพื่อจัดการเอกสารสู่ระบบจดหมายเหตุ การจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์จึงสำคัญและอำนวยประโยชน์ต่อการจัดเก็บรักษาเอกสารสำคัญที่อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ให้คงอยู่และใช้ประโยชน์ทางประวัติศาสตร์ได้มากที่สุด ทั้งนี้ ประเทศที่เข้าร่วมอบรมมีการดำเนินงานในลักษณะคล้ายกับประเทศมาเลเซีย ประกอบด้วย ประเทศฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย แต่ประเทศฟิลิปปินส์จะใช้โปรแกรมในลักษณะ open source           ๒.  การแปลงข้อมูลจากเอกสารจดหมายเหตุต้นฉบับไปสู่ระบบดิจิทัล หรือ Digitization เป็นวิธีการสแกนเอกสารและภาพ จัดเก็บในรูปแบบ jpg สำหรับบริการ และ tiff สำหรับจัดเก็บเป็นไฟล์ต้นฉบับ โดย tiff จะไม่มีการดัดแปลงใดๆ สำหรับเสียงจะแปลงไปสู่รูปแบบ wav และ mp3 และภาพเคลื่อนไหวจะแปลงไปสู่ในรูป mp2 และ mp4           การดำเนินงานในการเข้าสู่ระบบดิจิทัล จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดเตรียมทรัพยากรบุคคล งบประมาณ อุปกรณ์ การดูแลรักษา และการป้องกันจากปัจจัยภายใน ภายนอก รวมถึงภัยธรรมชาติ           ข้อมูลในรูปดิจิทัลง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูล การกำหนดรหัสผ่านและการใช้ลายน้ำจึงเป็นสิ่งที่สามารถช่วยได้ในการเรื่องของลิขสิทธิ์และกำหนดการใช้งาน แม้แต่ไฟล์เสียงและภาพเคลื่อนไหวก็ต้องใส่ลายน้ำ เพื่อแสดงให้เห็นถึงแหล่งที่มาของเอกสาร           คลังเอกสารจดหมายเหตุ แม้แต่คลังที่จัดเก็บไฟล์ดิจิทัล หอจดหมายเหตุแห่งชาติประเทศมาเลเซียได้กำหนดคนเข้าออกอย่างเข้มงวด ไม่เปิดให้บุคลากรทั้งภายในและภายนอกเข้าออกได้สะดวก           การแปลงไฟล์หนังสือและเอกสารจะใช้โปรแกรม Omniscan V12.4 โดยทำการสแกน ๑ ครั้ง ได้ไฟล์เอกสารหรือหนังสือรูปแบบ tiff และ jpg ในคราวเดียวกัน จากนั้น ไฟล์ tiff จะส่งไปเก็บใน server เพื่อจัดเก็บเป็นต้นฉบับ ส่วน jpg จะถูกส่งไปยังอีก server เพื่อทำการปรับแต่ง โดยใช้วิธี crop ให้เอกสารมีสภาพที่น่าอ่าน เมื่อดำเนินการเรียบร้อยจะถูก save ไปจัดเก็บยัง server เดิม เพื่อนำออกใช้บริการต่อไป           การบริการ จะมีการจัดพื้นที่สืบค้นด้วยระบบอินเตอร์เน็ตนอกห้องบริการ เมื่อสืบค้นได้รหัสเอกสารตามต้องการแล้ว ต้องเก็บของทุกชนิดไว้ในล็อกเกอร์ที่จัดให้ โดยผู้ยืมกุญแจล็อกเกอร์จะต้องทำการลงทะเบียนโดยวิธีการกรอกด้วยมือ จากนั้นเข้าไปยังห้องบริการ ซึ่งอนุญาตให้นำดินสอและเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาเข้าไปข้างในเท่านั้น สำหรับมือถือหรืออุปกรณ์ชนิดอื่นงด เมื่อเข้าไปภายในจะพบห้องบัญชีสืบค้นสำหรับผู้ที่ต้องการสืบค้นด้วยระบบเดิม ภายในจะบรรจุด้วยบัญชีเอกสารจดหมายเหตุทุกประเภท จากนั้น เมื่อได้รหัสเอกสารแล้วสามารถติดต่อที่เคาท์เตอร์บริการ เพื่อแจ้งความประสงค์ขอใช้เอกสาร โดยข้อมูลใดที่ได้มีการแปลงเป็นรูปดิจิทัลแล้วจะไม่อนุญาตให้ใช้เอกสารต้นฉบับ และสามารถขอทำสำเนาโดยกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มแจ้งเคาท์เตอร์ สำหรับห้องไมโครฟิล์มและห้องอ่านหนังสือพิมพ์ จะจัดพื้นที่ในลักษณะเป็นห้องมิดชิด เพื่อป้องกันเสียงในการทำงานของเครื่องอ่านไมโครฟิล์ม และเสียงชัตเตอร์ของกล้องที่จะต้องแจ้งขออนุญาตเจ้าหน้าที่ในกรณีขอถ่ายภาพหนังสือพิมพ์ ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม           ๑๐.๑ กิจกรรมเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อศึกษาความก้าวหน้าในงานจดหมายเหตุระหว่าง         หอจดหมายเหตุแห่งชาติของประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงจำเป็นต้องกำหนดบุคลากรที่ดำเนินงานด้านจดหมายเหตุเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อให้มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกิจกรรม ดังเช่น ผู้แทนสาธารณรัฐประชาชนลาวส่งบุคลากรด้าน IT ที่ไม่ได้มาจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จึงไม่สามารถตอบข้อซักถามของวิทยากรได้ และยากต่อการบรรลุเป้าประสงค์ของผู้จัดในการนำเทคนิคไปดำเนินงานด้านจดหมายเหตุ           ๑๐.๒ ตามที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเสนอให้แต่ละประเทศสมาชิกเสนอบุคลากร จำนวน ๒ คน มาร่วมกิจกรรม เป็นโอกาสในการพัฒนาทักษะด้านจดหมายเหตุแก่บุคลากรด้านจดหมายเหตุ ซึ่งในบางประเทศจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วยผู้สามารถใช้ทักษะภาษาอังกฤษ ๑ คน และผู้ที่ขาดทักษะภาษาอังกฤษ ๑ คน ซึ่งระหว่างการอบรมจะมีการช่วยเหลือกันในกลุ่มประเทศสมาชิกในการอธิบายให้กับผู้ที่ขาดทักษะ แล้วนำสู่การแลกเปลี่ยนความรู้ในงานด้านจดหมายเหตุกับผู้ที่ขาดทักษะภาษาอังกฤษแต่มีความชำนาญในจดหมายเหตุ ดังเช่นการอบรมในครั้งนี้ ผู้แทนประเทศไทยแปลเป็นภาษาไทยให้กับผู้แทนลาว ผู้แทนลาวแปลเป็นภาษาเวียดนาม ด้วยลักษณะงานเหมือนกันจึงง่ายต่อการอธิบายในหลากหลายรูปแบบ           ๑๐.๓ การจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เป็นสิ่งที่ตรงกับวัตถุประสงค์ของแผนการดำเนินงานของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ที่ต้องการปรับกลยุทธ์เข้าสู่ระบบดิจิทัล จึงทำให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงาน ทั้งนโยบายในการแปลงข้อมูล โปรแกรมที่จะจัดการกับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่จะรับมอบจากหน่วยงานต่างๆ แผนในการเตรียมการ ตลอดจนวิธีการกำหนดเลขหมู่หัวข้อสำหรับจัดทำตารางกำหนดอายุเอกสาร           ๑๐.๔ การเดินทางในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนทุนจริง แต่ผู้เดินทางควรเตรียมสำรองงบประมาณส่วนตัวด้วย เนื่องจากได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงก่อนวันเดินทางกลับ ๒ วัน ค่าอาหารเย็นต้องรับผิดชอบทุกมื้อ บางวันต้องรับผิดชอบค่าอาหารกลางวันและค่าเดินทางเอง ซึ่งค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง     นางวิรัลยา เชี่ยวสุขตระกูล ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ 


พัฒนาการทางวัฒนธรรมก่อนสมัยสุโขทัยในจังหวัดตาก โดย นางรัตติยา ไชยวงศ์ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย . จากการศึกษาทางโบราณคดีในพื้นที่จังหวัดตาก ทำให้สามารถสรุปภาพรวมพัฒนาการทางวัฒนธรรมได้ว่า จังหวัดตากมีพัฒนาการทางวัฒนธรรมที่ยาวนานมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยกรมศิลปากรได้สำรวจพบพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับการฝังศพและพบว่า พื้นที่บางส่วนใช้เป็นพื้นที่ผลิตเครื่องมือหิน โดยสามารถแบ่งกลุ่มพื้นที่ที่พบแหล่งโบราณคดีได้ ดังนี้ . ๑. บริเวณแอ่งแม่สอด พื้นที่บริเวณแอ่งแม่สอดอันมีแน่น้ำเมยเป็นลำน้ำสายหลัก การสำรวจบริเวณนี้พบแหล่งเตรียมวัตถุดิบในการผลิตเครื่องมือหินหลายแห่ง เช่น แหล่งโบราณคดีคอกช้างและแหล่งโบราณคดีวังตะเคียนในพื้นที่อำเภอแม่สอด และสันนิษฐานว่าในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเมยในฝั่งตะวันตกซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ของสหภาพเมียนม่าร์น่าจะมีแหล่งโบราณคดีที่มีความสัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดีที่สำรวจพบในประเทศไทยเช่นกัน . ๒. แหล่งโบราณคดีบนเทือกเขาถนนธงชัย แหล่งโบราณคดีเหล่านี้ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงในเทือกเขาถนนธงชัยส่วนที่กั้นระหว่างที่ราบลุ่มแม่น้ำเมยกับลุ่มแม่น้ำปิง ได้แก่ แหล่งโบราณคดีดอยส้มป่อย แหล่งโบราณคดีดอยมะขามป้อม ๑ และ ๒ ในเขตอำเภอแม่สอด แหล่งโบราณคดีดอยสระกุลี และแหล่งโบราณคดีถ้ำผาวอก ในเขตอำเภอเมืองตาก จากตำแหน่งที่ตั้งและสภาพภูมิประเทศอาจกล่าวได้ว่า มนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์เคยใช้พื้นที่ดังกล่าวในช่วงราวยุคหินใหม่หรือต้นยุคโลหะ และมีการใช้พื้นที่เรื่อยมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ จึงทำให้แหล่งโบราณคดีบริเวณนี้พบโบราณวัตถุที่หลากหลายตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมา เช่น เครื่องมือหินขัด เครื่องใช้และเครื่องประดับสำริด เครื่องประดับที่ทำด้วยแก้ว และโบราณวัตถุในยุคประวัติศาสตร์ ได้แก่ เครื่องสังคโลก และเครื่องถ้วยจีน เป็นต้น . ๓. แหล่งโบราณคดีในพื้นที่ใกล้แม่น้ำปิงทางฝั่งตะวันออกของเทือกเขาถนนธงชัย แหล่งโบราณคดีกลุ่มนี้อยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองตากและอำเภอบ้านตาก โดยพบแหล่งโบราณคดีในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายในบริเวณวัดดอยข่อยเขาแก้ว และมีรายงานว่าพบเครื่องมือหินขัดในพื้นที่สนามบินจังหวัดตาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในพื้นที่ใจกลางของอำเภอเมืองตากน่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่โบราณ แหล่งโบราณคดีเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับแม่น้ำปิงเพราะตำแหน่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำปิง . ๔. แหล่งโบราณคดีในกลุ่มห้วยแม่สลิด คลองขะยาง และคลองแม่ระกา เป็นกลุ่มแหล่งโบราณคดีที่สำคัญตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของเทือกเขาถนนธงชัย ในเขตอำเภอบ้านตากและอำเภอเมืองตาก พบแหล่งโบราณคดีบ้านเด่นไม้ซุง อำเภอบ้านตาก อยู่บริเวณห้วยแม่สลิด แหล่งโบราณคดีบ้านโป่งแดง อำเภอเมืองตาก มีคลองขะยางไหลผ่าน ส่วนแหล่งโบราณคดีแถบคลองแม่ระกา ได้แก่ กลุ่มแหล่งโบราณคดีในพื้นที่ตำบลวังประจบ อำเภอเมืองตาก ที่สำรวจพบได้แก่ แหล่งโบราณคดีบ้านวังประจบ แหล่งโบราณคดีบ้านแก่งหิน แหล่งโบราณคดีนายเสียน และแหล่งโบราณคดีบ้านหนองร่ม ซึ่งพบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายในช่วงสมัยโลหะเรื่อยมา . หลักฐานที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่าพื้นที่จังหวัดตากเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีการรับและถ่ายทอดวัฒนธรรมกับกลุ่มคนภายนอกมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ถึงแม้ว่าจะพบแหล่งผลิตเครื่องมือหินในแถบลุ่มแม่น้ำเมย แต่ยังไม่สามารถกำหนดอายุสมัยได้อย่างชัดเจน หรือแหล่งโบราณคดีบางแห่งที่น่าจะกำหนดอายุได้ในช่วงตั้งแต่สมัยหินใหม่เป็นต้นมาก็ยังมีหลักฐานไม่ชัดเจนนัก เพราะยังมีการศึกษาน้อยเนื่องจากพื้นที่ที่พบแหล่งโบราณคดีเหล่านั้นเป็นพื้นที่ป่าและภูเขาสูง การเดินทางไม่สะดวก อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในช่วงเวลาดังกล่าวแหล่งโบราณคดีในพื้นที่แถบจังหวัดตากน่าจะมีความสัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดีในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนรวมถึงพื้นที่ในเขตเทือกเขาสูงที่ติดต่อกับจังหวัดกาญจนบุรี ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยโลหะ พบว่ามีการติดต่อกับชุมชนภายนอกอย่างชัดเจนโดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง เพราะพื้นที่จังหวัดตาก มีเส้นทางบกที่สามารถเดินทางเชื่อมโยงไปทางทิศตะวันออกสู่จังหวัดลำปาง สุโขทัย และกำแพงเพชร ได้โดยสะดวก และยังสามารถเชื่อมโยงไปยังพื้นที่ในเขตประเทศเมียนม่าร์ ส่วนเส้นทางน้ำที่สามารถเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาในภาคกลางได้แก่ แม่น้ำปิง นอกจากการคมนาคมทางน้ำแล้ว ยังมีหลักฐานการติดต่อกับชุมชนภายนอก เช่น การพบโบราณวัตถุประเภทเครื่องประดับสำริดและเครื่องประดับที่ทำด้วยแก้วที่แพร่หลายมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางของประเทศไทย


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ ๔ – ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘   ๑. ชื่อโครงการ                        โครงการหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับใช้ในการปฏิบัติงาน  (Intensive Language Course : ILC) ๒. วัตถุประสงค์                         เพื่อพัฒนาความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษให้แก่ข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจให้อยู่ในระดับที่จะปฏิบัติงานในหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ ที่เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน ๓. กำหนดเวลา                          อบรมระหว่างวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๘ – ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ รวมระยะเวลา ๖ สัปดาห์ (๑๘๐ ชั่วโมง) ตั้งแต่วันจันทร์ – วันศุกร์ (๐๘.๓๐ – ๑๕.๓๐ น.)  โดยเดินทางไปราชการ เพื่อศึกษาดูงาน ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ ๔ – ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘   ๔. สถานที่                               ๑) อบรม ณ สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ อาคารรัฐประศาสนศาสตร์  ระหว่างวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๘ – ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ และ ระหว่างวันที่ ๙ – ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘                         ๒) เดินทางศึกษาดูงาน ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ ๔ – ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ๕. หน่วยงานผู้จัดโครงการ                       สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ กระทรวงการต่างประเทศ ๖. หน่วยงานสนับสนุน                       มหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนามฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ๗. กิจกรรม                             กิจกรรมระหว่างวันที่ ๔ – ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เกี่ยวข้องกับการศึกษาดูงาน เรียนรู้วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประเทศ ในกลุ่มอาเซียน เพื่อเปิดโลกทัศน์ และสร้างประสบการณ์ในการนำทักษะ ที่ได้จากการฝึกอบรมในชั้นเรียนไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง ๘. คณะผู้แทนไทย                               ข้าราชการของสถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ กระทรวงการต่างประเทศและ ข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ จากส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่ได้รับการคัดเลือก    เข้าอบรมในโครงการหลักสูตรภาษาอังกฤษ สำหรับใช้ในการปฏิบัติงาน (Intensive Language Course : ILC) ๙. สรุปสาระของกิจกรรม                       ๑) ศึกษาขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม ของประชาชนในพื้นที่ เมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม                       ๒) ศึกษารูปแบบการดูแลรักษาสถานที่ให้ความรู้ด้านวัฒนธรรมของประชาชน  ในพื้นที่เมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม                       ๓) ศึกษารูปแบบการแสดงทางวัฒนธรรมประจำเมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ที่มีความน่าสนใจ  โดยมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของประเทศระหว่างสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และประเทศไทย ๑๐. ข้อมูลสำคัญของลักษณะวิถีชีวิตของประชาชน ระบบการศึกษา และวัฒนธรรมของประชาชนในเมืองฮานอย  สามารถสรุปได้ดังนี้                        ๑) วิถีชีวิตของประชาชน                             - ประชาชนในเมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีลักษณะการดำรงชีวิตในรูปแบบเรียบง่าย ประชาชนชอบการเข้าสังคม มีความอดทน รอคอยสิ่งที่ต้องการในระดับสูง และชอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ  สำหรับในเรื่องอาหารนั้น อาหารมีความหลากหลาย แต่ในเรื่องความสะอาดในด้านโภชนาการของอาหารที่ตั้งในโรงแรมหรือภัตตาคารขนาดใหญ่ จะมีมาตรฐานสูงกว่าร้านค้าตามย่านชุมชน ดังนั้นควรเลือกทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ                             - ประชาชนในเมืองฮานอย ส่วนใหญ่มีนิสัยไม่เร่งรีบในการดำเนินการในเรื่องต่างๆ  แต่หากมีการนัดหมายที่ชัดเจน จะเป็นคนที่ตรงต่อเวลาที่นัดหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าราชการ และทหาร มีความเคร่งครัดในเรื่องระเบียบ วินัย และ เวลานัดหมายทางราชการสูง                             - ประชาชนในเมืองฮานอย ส่วนใหญ่มีนิสัยชอบดื่มน้ำชาและเบียร์ มากกว่าเครื่องดื่มชนิดอื่น                       ๒) ระบบการศึกษา                             - ประชาชนในเมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ทั้งเพศชายและเพศหญิง ได้รับโอกาสจากภาครัฐ ในการเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนามฮานอย โดยรัฐบาลตั้งงบประมาณส่วนหนึ่งในการสนับสนุนค่าครองชีพ และค่าลงทะเบียนนักศึกษาของมหาวิทยาลัย เพื่อลดภาระของผู้ปกครองของนักศึกษา ทั้งนี้ นักศึกษาต้องมีระดับความรู้ความสามารถในเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด                       ๓) วัฒนธรรม                             - ภาครัฐและประชาชนในเมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามให้ความสำคัญต่อการดูแลรักษา และการจัดแสดงโบราณวัตถุ โบราณสถานของส่วนราชการในระดับสูงพื้นที่ตั้งของโบราณสถานของส่วนราชการ มีความสะอาดมาก มีการติดป้ายอธิบายสถานที่ต่างๆ และป้ายห้ามกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอย่างชัดเจน  ในขณะที่ พื้นที่สาธารณะที่อยู่ภายนอกส่วนราชการมีระดับความสะอาดน้อยกว่า                                - ประชาชนในเมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีความเคร่งครัดในเรื่อง ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเคารพผู้บังคับบัญชา หรือผู้นำของครอบครัว                             - ประชาชนในเมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีการตรึกตรองคำพูดก่อนการบอกกล่าวออกมา โดยมีทัศนคติเชิงบวกสูง แม้ในการกล่าวปฏิเสธก็จะไม่กล่าวปฏิเสธโดยตรง และมักจะแสดงออกกลบเกลื่อนโดยการยิ้มแย้มเสมอ ซึ่งทำให้คู่สนทนาไม่ทราบความคิดที่แท้จริงของประชาชนชาวเวียดนาม                             - ประชาชนในเมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีความหลากหลายของภาษาในการเจรจาภายในประเทศ เนื่องจากมีชาติพันธ์มากกว่า ๓๐ ชาติพันธ์  รวมทั้ง การออกเสียงวรรณยุกต์ของภาษาราชการของชาวเวียดนาม มีถึง ๖ วรรณยุกต์ ในขณะที่ ภาษาทางราชการของไทย มีเพียง ๕ วรรณยุกต์   ซึ่งการออกเสียงคำในแต่ละวรรณยุกต์ของภาษากลางของเวียดนามมีความหมายแตกต่างกันสูง เช่น “มา” แปลว่า ผี, “ม่า” แปลว่า แต่, “ม้า” แปลว่า แม่  เป็นต้น                              - การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างเมืองที่ตั้งในพื้นที่ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีมากกว่า การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างเมืองที่ตั้งในพื้นที่ด้านทิศเหนือและทิศใต้ของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เนื่องจากภูมิประเทศเป็นรูปตัวเอส (S shape)                             - ข้อห้ามทางวัฒนธรรมของชาวเวียดนาม มีจำนวนมาก ได้แก่  (๑) ห้ามจับหัว  หรือไหล่ของคู่สนทนา, (๒) การส่งของให้ผู้ใหญ่ที่มีคุณวุฒิหรือวัยวุฒิมากกว่า ต้องยื่นสิ่งของด้วยมือทั้งสองข้าง, (๓) ห้ามชี้นิ้วไปบุคคลที่สนทนาด้วย, (๔) ห้ามกอดอกเวลาสนทนา, (๕) ห้ามโยนสิ่งของข้ามหัวบุคคลอื่น, (๖) เพศหญิงห้ามจับมือกับเพศตรงข้าม, (๗) ระดับเสียงในการสนทนากับผู้สูงวัยกว่าต้องชัดเจนและไม่ดังเกินไป      ๑๑. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม สามารถสรุปได้ดังนี้                                          ๑.เนื่องจากการดำเนินชีวิตของประชาชนมีรูปแบบเรียบง่าย และมีลักษณะดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ให้ความสำคัญกับการนัดหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนราชการ รวมทั้ง นิสัยประจำของชาวเวียดนาม ชมชอบการดื่มน้ำชาและเบียร์เป็นเครื่องดื่มหลัก จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ประเทศต่างๆ ต้องเรียนรู้ เพื่อสร้างและส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดี รวมถึง มีแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการค้าระหว่างกัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อไปในอนาคต อันใกล้  ดังนั้น ภาครัฐของประเทศไทย ควรสนับสนุนการเรียนรู้ข้อมูลสำคัญทั้งด้านวัฒนธรรม, สังคมและเศรษฐกิจ เพื่อเป็นประโยชน์ในการติดต่อประสานงานกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เป็นสมาชิกในอาเซียน                       ๒.ระบบการศึกษาของชาวเมืองฮานอย แม้มีการส่งเสริมในด้านการศึกษา แต่จากการสำรวจในชุมชน พบว่า ระบบการศึกษาในเมืองฮานอย ยังจำกัดในเรื่องงบประมาณ ส่งผลให้นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษา ยังไม่จำนวนไม่มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่สำเร็จการศึกษาส่วนใหญ่ เป็นทายาทของผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมในเมืองฮานอย  สำหรับในเนื้อหาการสอนทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคม  พบว่า ภาครัฐส่งเสริมงบประมาณการศึกษาด้านวัฒนธรรมมากกว่าหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อเทียบกับกระทรวงวัฒนธรรมของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมศิลปากร จะพบว่า ในปัจจุบันระดับการส่งเสริมความรู้ด้านวัฒนธรรมของประเทศไทยยังมีระดับที่สูงมากกว่าการส่งเสริมของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม แต่เนื่องจากภาครัฐของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พยายามเรียนรู้ ความรู้จากประเทศต่างๆ ในประเทศอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง     ประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย โดยระดับความรู้ด้านวัฒนธรรมของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีโอกาสเทียบเคียงกับประเทศไทยในอนาคตได้  ดังนั้น ภาครัฐของประเทศไทยควรสนับสนุนการศึกษาและการเรียนรู้ รวมถึงการต่อยอดความรู้ทั้งด้านวัฒนธรรม, สังคมและเศรษฐกิจ เพื่อเป็นประโยชน์ในการติดต่อประสานงานกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เป็นสมาชิกในอาเซียน                       ๓.ในเรื่องวัฒนธรรมของชาวเวียดนาม นั้น ภาครัฐและประชาชนในเมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ให้ความสำคัญต่อการดูแลรักษา และการจัดแสดงโบราณวัตถุ โบราณสถานของส่วนราชการในระดับสูง พื้นที่ตั้งของโบราณสถานของส่วนราชการ มีความสะอาด  ในระดับสูง มีการติดป้ายอธิบายสถานที่ต่างๆ และป้ายห้ามกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอย่างชัดเจน  ในขณะที่ พื้นที่สาธารณะที่อยู่ภายนอก ส่วนราชการมีระดับความสะอาดน้อยกว่า ซึ่งเมื่อเทียบกับ การให้บริการแหล่งความรู้ของกรมศิลปากร ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ และโรงละครแห่งชาติ พบว่า มาตรฐานในการดูแลรักษาโบราณวัตถุ โบราณสถาน อุทยาน ทั้งภายในและภายนอกตัวอาคาร นั้น  การบริหารจัดการของกรมศิลปากร ยังมีมาตรฐานที่ดีกว่าการบริหารจัดการของภาครัฐของสาธารณรัฐสังคมเวียดนาม ซึ่งจากการเข้าสอบถามเจ้าหน้าที่และประชาชนชาวเวียดนาม ของนายอุษณะ อำนาจสกุลฤทธิ์ พบว่าสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีความคิดเห็นว่าประเทศไทยมีสถานที่ให้บริการด้านความรู้ทางวัฒนธรรมที่ดี และต้องการให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ระหว่างประเทศไทยและประเทศของตนมากขึ้น และมีความต่อเนื่อง แต่มีข้อวิจารณ์ของประชาชนชาวเวียดนามว่า การเดินทางเป็นกรุ๊ปทัวร์ของชาวเวียดนามมายังประเทศไทย ถูกจำกัดในเรื่องสถานที่เข้าเยี่ยมชม เนื่องจากเจ้าของกรุ๊ปทัวร์ ส่วนใหญ่ พาไปยัง พระบรมมหาราชวัง, วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และสถานที่จำหน่ายสินค้าของภาคเอกชนเป็นหลัก โดยไม่มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่างๆ ตามที่ตั้งใจไว้  ซึ่งหากต้องเดินทางมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติด้วยตนเอง ก็ไม่สามารถมาได้เนื่องจากชาวเมืองส่วนใหญ่ ไม่สามารถใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษได้ ดังนั้น กรมศิลปากร และกระทรวงวัฒนธรรมจึงควรมีการประสานงานกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และกระทรวงการท่องเที่ยวมากขึ้น  รวมทั้งเพิ่มเติมแนวทางการประชาสัมพันธ์ สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมของประเทศไทย  โดยใช้ภาษาอาเซียนมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในด้านวัฒนธรรมระหว่างประเทศต่างๆ  ในอาเซียนตั้งแต่ปัจจุบัน ต่อไปในอนาคตอันใกล้        


เรียกว่าเป็นเกม Singleplayer ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ณ ขณะนี้ ที่เหล่าสตรีมเมอร์ชื่อดังหลาย ๆ คน เลือกที่จะไม่พลาดการเล่น กับเกมในจักรวาลแฮร์รี่ พอตเตอร์ล่าสุดในชื่อ “HOGWARTS LEGACY” โดยเว็บไซต์ SteamDB รายงานว่า ในช่วง ๖ ชั่วโมงที่ผ่านมา มีผู้เล่นพร้อมกันสูงสุดถึง ๘๐๗,๑๑๒ คน ถือเป็นเกมที่มีกระแสตอบรับดีมากเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ดี เกมนี้ยังมีกระแสดราม่า  เนื่องจากกลุ่ม Woke และผู้ต่อต้านนักเขียนนิยายแฟนตาซีจักรวาลแฮร์รี่ พอตเตอร์ – คุณเจ. เค. โรว์ลิ่ง ได้รวมตัวกันประกาศคว่ำบาตรเกมนี้ รวมถึงคนในกลุ่มดังกล่าวจำนวนหนึ่ง ยังตามก่อกวนซึ่งส่งผลกระทบถึงสตรีมเมอร์ที่ออกมาไลฟ์เกมนี้กันถ้วนหน้า ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น หอสมุดขอสรุปเรื่องราวประเด็นดราม่านี้กันค่ะ     เริ่มจากเดือนธันวาคม ๒๐๑๙ Maya Forstater นักวิจัยวัย ๔๕ ปี ทวีตข้อความในเชิงแสดงความเห็น ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของ Trans (หนึ่งในตัวย่อของชื่อย่อ LGBTQ+ โดยตัวอักษร T ย่อจาก Trans ที่แปลว่าคนข้ามเพศ หมายถึง ผู้ชายที่ต้องการแสดงออกเป็นหญิง และผู้หญิงที่ต้องการแสดงออกเป็นชาย) เพราะเชื่อว่าเพศต้องถูกแบ่งตามโครโมโซม ตามหลักชีววิทยา ไม่ใช่แบ่งตามความรู้สึก หลังจากที่เธอเผยแพร่ทวีตออกไป ก็โดนโลกออนไลน์โจมตีว่าเป็นพวกเหยียดเพศ สุดท้ายไม่ได้รับการต่อสัญญาจากองค์กรที่ทำงานอยู่ จากนั้น เจ. เค. โรว์ลิ่ง ผู้เขียนนิยายแฟนตาซีชื่อดังแฮร์รี่ พอตเตอร์ ออกมาตอบโต้ เธอทวีตข้อความในเชิงตั้งคำถามที่สรุปได้ว่า “Trans มีสิทธิ์ที่จะดำรงชีวิตอย่างไรก็ได้ แต่การที่ไปทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งต้องโดนไล่ออกจากงาน เพราะเธอแสดงความเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับ Trans มันไม่ถูกต้องหรือเปล่า ?” เมื่อแสดงความเห็นแบบนั้น แน่นอนว่าทำให้เธอโดนวิจารณ์อย่างหนัก ว่าเป็นเธอเป็น TERF หรือที่แปลว่า ผู้นิยมสิทธิสตรีหัวรุนแรงที่กีดกันบุคคลข้ามเพศ ซึ่งการทวีตของเธอ สร้างความผิดหวังให้แฟนหนังสือที่เป็นกลุ่ม Trans อย่างมาก     ต่อมาในเดือนมิถุนายน ๒๐๒๐ เธอไปเห็นข่าวหนึ่งที่ใช้พาดหัวว่า People who menstruate หรือ “คนที่มีประจำเดือน” ซึ่งผู้เขียนนั้นเลือกใช้คำนี้ เพราะมองว่าคนที่มีประจำเดือน ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น แต่ผู้ชายข้ามเพศก็ยังสามารถมีประจำเดือนได้ เธอจึงออกมาทวีต ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเธอมีความเชื่อ “Sex is real” หมายถึง เพศต้องแบ่งเป็นเชิงชีววิทยา คือมีแค่ชายกับหญิงเท่านั้น ซึ่งเธอก็โดนต่อว่า ว่าเป็น Transphobia คือพวกที่ไม่ต้องการให้คนข้ามเพศมีสิทธิเทียบเท่ากับชายหรือหญิง แม้เหตุการณ์จะผ่านมานานแล้ว แต่เจ. เค. โรว์ลิ่ง ยังคงถูกต่อต้านจากกลุ่ม Trans มาตลอด โดยจะคว่ำบาตรทุก ๆ ผลงานที่เธอสรรสร้าง     และในปี ๒๐๒๓ นี้ ค่ายเกม Avalance Software เปิดตัวเกมชื่อ Hogwarts Legacy ลงขายทั้งในแพลตฟอร์ม PlayStation, XBOX และใน PC เป็นเกมที่จะเล่าเรื่องราวของโรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา ๑๐๐ ปีก่อนหน้าที่นิยายแฟนตาซีแฮร์รี่ พอตเตอร์ จะเริ่มต้นขึ้น โดยเกมนี้ได้รับคำชื่นชมจากสื่อสายเกมต่าง ๆ แทบทั้งหมดว่า เป็นเกมในจักรวาลแฮร์รี่ พอตเตอร์ที่ดีที่สุด พร้อมเรตติ้งคะแนน ๙ เต็ม ๑๐ เป็นส่วนใหญ่ จากกระแสตอบรับที่ดีของเกม ทำให้กลุ่มสตรีมเมอร์ทั่วโลก ต่างพากันแคสต์เกมนี้อย่างพร้อมเพรียง และยอดขายของเกมก็พุ่งทะยานเป็นอันดับ ๑ ในปีนี้ แต่ก็มีดราม่าเกิดขึ้น เพราะเกม Hogwarts Legacy ถือเป็นส่วนหนึ่งในจักรวาลของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่ต้องได้รับการอนุมัติจากเจ. เค. โรว์ลิ่ง ในการสร้าง ทำให้กลุ่ม Woke ที่สนับสนุนความเท่าเทียม และสนับสนุน Trans จึงรวมตัวกันต่อต้าน และคว่ำบาตรเกมนี้ ดราม่ารุนแรงมากขึ้น โดยกลุ่ม Woke นั้นได้โจมตีทั้งสำนักข่าวเกม และกลุ่มสตรีมเมอร์ที่แคสต์เกมนี้ในต่างประเทศ เช่นเดียวกับที่ประเทศไทย คุณ “เอก Heartrocker” สตรีมเมอร์ชื่อดัง ก็ถูกโจมตีด้วยถ้อยคำหยาบคาย ระหว่างที่เล่นเกม Hogwarts Legacy อยู่นั้น ว่าเป็นพวกสนับสนุนคนเหยียดเพศ ซึ่งทำให้เจ้าตัวประกาศออกมาว่า จะรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ เพื่อดำเนินการทางกฏหมายอย่างจริงจังกับผู้ที่จงใจฉวยโอกาสด่าทอจากการเล่นเกมนี้     นี่เป็นเพียงการสรุปประเด็นดราม่านี้จากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ที่หอสมุดหยิบยกเรื่องนี้มากล่าวถึงเพราะที่หอสมุดเอง ก็มีนิยายแฟนตาซีจักรวาลแฮร์รี่ พอตเตอร์ ของคุณเจ. เค. โรว์ลิ่ง มีให้บริการอยู่ ณ ห้องหนังสือทั่วไป, หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา หากผู้ใดสนใจแนวคิดของนักเขียนเจ. เค. โรว์ลิ่ง ก็สามารถมาใช้บริการศึกษาอ่านหนังสือได้นะคะ อ้างอิง Jordan Moreau.  J.K. Rowling Gets Backlash Over Anti-Trans Tweets.  [ออนไลน์]  สืบค้นเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2566, จาก: https://variety.com/.../jk-rowling-transphobic-tweets.../  Fiona Ward.  A breakdown of the J.K Rowling transgender comments and why the Hogwarts Legacy video game is so controversial.  [ออนไลน์]  สืบค้นเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2566, จาก: https://www.glamourmagazine.co.uk/.../jk-rowling...  Gemma Stone.  The Maya Forstater case, what happened?.  [ออนไลน์]  สืบค้นเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2566, จาก: https://medium.com/.../the-maya-forstater-case-what...  Helen-Ann Smith.  Maya Forstater: Woman who lost job over transgender views warns of 'scary' precedent if her tribunal appeal fails.  [ออนไลน์]  สืบค้นเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2566, จาก: https://news.sky.com/.../maya-forstater-woman-who-lost...  จัดทำโดย พัชมณ ศรีสัตย์รสนา บรรณารักษ์ชำนาญการ


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศ ญี่ปุ่น   ๑.      ชื่อโครงการ  โครงการ การประชุมเครือข่ายความร่วมมือทางวัฒนธรรมอาเซียน+๓ ( APTCCN) ครั้งที่ ๔  ณ  ประเทศญี่ปุ่น ๒.     วัตถุประสงค์      -          ๑. เพื่อติดตามความคืบหน้า ของการดำเนินงานโครงการต่างๆ  ที่ได้รับการอนุมัติภายใต้แผนการดำเนินงานเสริมสร้างความร่วมมือทางวัฒนธรรมอาเซียน + ๓  ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๕๖ – ๒๕๖๐ ( Work Plan on Enhancing ASEAN Plus Three Cooperation in Culture 2013 – 2017 ) และหารือความร่วมมือที่จะดำเนินการต่อไปภายใต้กรอบอาเซียน  + ๓ -          ๒. เข้าร่วมการสัมมนาหัวข้อ  “ การรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ : การป้องกันและการบูรณะด้วยพลังของศิลปะและวัฒนธรรม  “ ( Coping  with Natural Disaster : Prevention and Reconstruction by the Power of Arts and Culture )” -          ๓. เข้าร่วมงานเทศกาล  “ Water  and Land Niigata Art Festival “ ครั้งที่ ๓ ณ Northern Culture Museum  เมือง Niigata  ซึ่งเป็นเมืองที่ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในเมืองวัฒนธรรมแห่งเอเซียตะวันออก  ( East Asian City of Culture ) เนื่องจากในปี พ.ศ. ๒๕๕๙  ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม APTCCN ครั้งที่ ๕  ดังนั้นในการประชุมครั้งนี้ หัวหน้าคณะผู้แทนไทยจะได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่รองประธานการประชุม ( ตามแนวปฏิบัติของอาเซียน ) ๓.      กำหนดเวลา  ระหว่างวันที่   ๙  กันยายน –  ๑๑  กันยายน  ๒๕๕๘ ๔.     สถานที่  Niigata city  340 km จากกรุงโตเกียว ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงครึ่งจาก สนามบินนาริตะ -          การประชุม The 4th APTCCN : International Conference Room,                                                 Niigata Convention Center TOKI  MESSE                                                 6-1 Bandaijima, Chuo-ku, Niigata City 950-0078 Japan -          การสัมมนา โดย Agency for Cultural Affairs of Japan                                       Niigata – City Performing Arts Center  RYUTOPIA 3-2 Ichibanboridori-cho,Chuo-ku, Niigata City 951-8132 Japan -          Cultural Tour:  Water and Land Niigata Arts Festival 2015, Northern Cultural Museum  ๕.     หน่วยงานผู้จัด   Agency for Cultural Affair of Japan ๖.     กิจกรรม ๙  กันยายน ๒๕๕๘              เดินทางจากประเทศไทยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ( เที่ยวบิน TG 642 )      เวลา ๒๓:๕๐ น.  ของค่ำวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๘ เดินทางถึง  ท่าอากาศยาน  นาริตะ กรุงโตเกียว     เวลา ๐๘.๑๐ น.  เช้าวันที่  ๙ กันยายน  ๒๕๕๘ เดินทางโดยรถไฟ  จากท่าอากาศยานนาริตะไปยัง  สถานที่จัดกการประชุม โรงแรม Nikko Niigata ๑๖:๐๐ น.   การประชุมเพื่อเตรียมการประชุม  ASEAN Secretariat and Host (Japan)             สถานที่ ห้อง Conference Room ๓๐๗ , Niigata Convention Center TOKI  MESSE ๑๗:๓๐น.   การประชุมเพื่อเตรียมการประชุม  ASEAN Secretariat , Heads of  Delegation and Hosts               สถานที่ ห้อง Conference Room ๓๐๗ , Niigata Convention Center TOKI  MESSE ๑๙:๐๐น. งานเลี้ยงต้อนรับผู้เข้าร่วมทุกท่าน               สถานที่  ห้องจัดเลี้ยง Toki  โรงแรม Nikko Niigata ๑๐  กันยายน  ๒๕๕๘ ๙:๐๐ น.  การประชุมระดับทวิภาคี  ระหว่าง Japan และ ประเทศต่างๆ ๑๒:๐๐ น. พักรับประทานอาหารกลางวัน ๑๓:๓๐ น. การประชุมใหญ่ Plenary Session               สถานที่ ห้อง International Conference Room,   Niigata Convention Center TOKI  MESSE ๑๕:๐๐น. พักรับประทานอาหารว่าง ๑๕:๓๐ น. การประชุมใหญ่ ( ต่อ ) ๑๗ :๐๐ น. จบการประชุมใหญ่ ๑๘:๓๐ น. งานเลี้ยงรับรองโดย  ผู้จัด Agency for Cultural Affair ,Japan ๑๑  กันยายน  ๒๕๕๘ ๘:๐๐ น. ออกเดินทางไปเข้าร่วมกิจกรรมการสัมมนา ๙:๐๐ น. การสัมมนาหัวข้อ  “ การรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ : การป้องกันและการบูรณะด้วยพลังของศิลปะและวัฒนธรรม  “ ( Coping  with Natural Disaster : Prevention and Reconstruction by the Power of Arts and Culture )”             สถานที่ โรงละคร Noh Theatre- City Performing Arts Center RYUTOPIA ๑๔:๓๐ น. Cultural Tour:  Water and Land Niigata Arts Festival 2015, Northern Cultural Museum ๑๗:๐๐ น.จบการทัศนศึกษาทางวัฒนธรรม  ๑๑  กันยายน  ๒๕๕๘             เดินทางกลับประเทศไทย   ท่าอากาศยานนาริตะ( เที่ยวบิน TG 677 )      เวลา ๑๗:๒๕ น.  เดินทางถึง  ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  เวลา ๒๑.๕๕ น.       ๗ . คณะผู้แทน ๑.      นางสาวดารุณี  ธรรมโพธิ์ดล               ทำหน้าที่  หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ  สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ๒.     นางสาวอุรุษยา  อินทรสุขศรี ผู้อำนวยการกลุ่มความร่วมมือพหุภาคี สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ  สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ๓.      นายสุรยุทธ   วิริยะดำรงค์ สถาปนิกชำนาญการ ผู้แทนกรมศิลปากร ๙. สรุปสาระของกิจกรรม  ๑. ในส่วนของการประชุม ASEAN PLUS THREE CULTURAL COOPERATION NETWORK ( APTCCN )  ที่ประชุมมีมติรับรองรายงานการประชุม  ครั้งที่ ๓  ที่ประเทศ สิงคโปร์  เมื่อ วันที่ ๒๗  - ๒๘  สิหาคม  ๒๕๕๗ ส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับกรมศิลปากรคือ วาระที่ ๕.๕ People to People Exhange ๕.๕.๑  ASEAN Plus Three people –to –people    CULTURAL Exchange Programme : Workshop , Creation and Exhibition of Ceramic Arts Proponent  ผู้นำเสนอ : ประเทศไทย งบประมาณ :  Cost Sharing   โดยประเทศไทยเสนอจัดในปี ๒๕๕๘   รับผิดชอบโดยกระทรวงวัฒนธรรม จะเชิญผู้ออกแบบผลงานเซรามิกจากประเทศอาเซียน และ + ๓  ประเทศละ ๒ ท่าน เข้าร่วมกิจกรรม  ระยะเวลา ๒ อาทิตย์  ในกรุงเทพมหานคร ,  นครปฐม  และ ราชบุรี  ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการสร้างสรรงานที่สำนักช่างสิบหมู่  กรมศิลปากร  ร่วมกันสร้างผลงานและนำไปจัดนิทรรศการในท้ายของการปิดกิจกรรม   ทั้งนี้ในที่ประชุม  ครั้งที่ ๔ ที่ Niigata  ผู้แทนประเทศไทยได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า  กิจกรรมดังกล่าว  จะขอเลื่อนการจัดออกไป อาจเป็นในปี ๒๕๕๙  ทั้งนี้ขอให้ติดตามการรายงานจากผู้แทนฝ่ายไทยเป็นทางการต่อไป   ๒. ในส่วนการสัมมนา หัวข้อ  “ การรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ : การป้องกันและการบูรณะด้วยพลังของศิลปะและวัฒนธรรม  “ ( Coping  with Natural Disaster : Prevention and Reconstruction by the Power of Arts and Culture )” ทางผู้จัดได้นำเสนอประเด็นจากการที่ประเทศญี่ปุ่นประสบภัยพิบัติ  จากแผ่นดินไหว และซึนามิ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยมีวิทยากรสำคัญอาทิ ๑.     Mr. Kitano Nobuhiko  ( Head, Technical  Standard Section ) จากสถาบันวิจัยมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติ ณ กรุงโตเกียว กรุณาบรรยายในหัวข้อ Project for rescuing cultural heritage damaged by the Great East Japan Earthquake โดยมีเนื้อหาทั้งการเก็บกู้โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบ  การตรวจสอบโบราณสถาน และการร่วมกันวางแผนป้องกันและบรรเทาและสร้างเครือข่าย เพื่อลดผลกระทบความจากความเสี่ยง ซึ่งจะเกิดกับมรดกวัฒนธรรม ๒.     “Cinema Yell Tohoku” โดย คุณ Yuko Iwasdaki ( secretariat, Japan Community Cinema Center.  และ คุณ Kazunori Kushigeta ( Executive Director,Movie Co-op Miyako, Theater Manager,Cunemarine   มีเนื้อหาคือการจัดฉายภาพยนต์  ในพื้นที่ประสบพิบัติภัย  โดยได้รับการสนับสนุนจากอาสาสมัคร โรงภาพยนต์ในพื้นที่ และบริษัทผู้สร้างภาพยนตื  เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ประสบภัย ๓.     “ Rikuzentakata Artist in Residence” โดย คุณ Junichi Hasegawa Director , Natsukashii Mirai Sozo Co.,Ltd.  และ คุณ Teiko  Hinuma  Program Director, Rikuzentakata  AIR program  มีเนื้อหาคือกลุ่มธุรกิจท้องถิ่นร่วมกันอนุรักษ์เมืองของตน คือเมือง Rikuzentakata ใน มรฑล Iwate ศิลปินจากประเทศญี่ปุ่น และต่างประเทศรับเชิญมาเพื่อประสานงานกับศิลปินท้องถิ่น  และศึกษาค้นคว้ามรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นอาทิ การแสดงพื้นบ้าน  ก่อนนำมาประยุกต์สร้างผลงานตามแต่ประสบการณ์ของศิลปินแต่ละท่านในขณะพักอาศัยอยู่ในเมืองนั้น ๔.     “The Japan Foundation Asia Center “ โดยคุณ Koji Sato Director of General Affairs Section, The Japan Foundation Asia Center  ได้บรรยายกิจกรรมต่างๆในชื่อโครงการ “ HANDs! Hope and Dream Project! “เพื่อให้สมาชิกรุ่นใหม่จากประเทศกลุ่ม ASEAN “ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในเรื่องการป้องกันพิบัติภัยในประเทศของแต่ละคน ๕.     “ IZA! KAERU CARAVAN!” โดยคุณ Hirokazu  Nagata Chairperson ,Plus Arts NPO โดยมีชุดของกิจกรรมซึ่งเด็ก และครอบครัวสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการป้องกันพิบัติภัย  ผ่านกิจกรรมเกมต่างๆ  โดยมีแนวคิดจาก  กบ   กิจกรรมนี้มิได้ดำเนินการพียงแต่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น  ยังริเริ่มในประเทศอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย , ประเทศไทย และ ฟิลิปปินส์  โดยมีการออกแบบกิจกรรมประยุกต์ให้เหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่นและตัวการ์ตูนต่างๆ ๖.     “ Reviving the Tangible & Intangible Culture of Heritage Post Disaster: The Case of Kotagede Historical City, Togyakarta Indonesia” โดย ดร. Ikaputra    Professor .Department of Architecture&Planning Faculty of Engineering, Gadjah Mada University  มีเนื้อหาคือ กระตุ้นมาตรการป้องกัน ความเสียหายจากภัยพิบัติ ด้วยการนำศิลปะการออกแบบแฟชั่น  ของประดับตกแต่งโดยความรู้ทางด้านสถาปัตยกรรมของท่าน  มาสร้างเป็นรายได้กลับมาอนุรักษ์และพัฒนาท้องถิ่นโดยเฉพาะที่มีอาคารเรือนพื้นถิ่น ( old folk house )และประสบภัยพิบัติ เป็นการสร้างเสริมทางด้านเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยการมีส่วนร่วมของช่างทำเครื่องเงิน     ๑๐.ข้อเสนอแนะจากการเข้าร่วมกิจกรรม       ๑.คณะทำงานของกรมศิลปากรที่มีกรอบหน้าที่ดูแลกิจการด้านอาเซียน และ อาเซียน+๓ ควรที่จะได้รับทราบข้อมูลของการประชุม APTCCN ครั้งที่ ๔ นี้      ๒. คณะทำงานที่เตรียมการด้านการจัดกิจกรรมความร่วมมือ  ควรที่จะได้มีการประสานงานกับทางผู้แทนประเทศไทย  เพื่อที่จะได้ร่วมรับทราบนโยบายและแนวทางของการเตรียมความพร้อมในการจัดกิจกรรมที่จะมีในปี  พ.ศ.  ๒๕๕๙    ๓. ในส่วนที่ทางเจ้าภาพ ประเทศญี่ปุ่น โดย Agency for Cultural Affairs  เสนอแนวทางในการที่จะกระตุ้นให้ประเทศในกลุ่มอาเซียน และอาเซียน + ๓ เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการจัดกิจกรรมความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการป้องกันและบรรเทาพิบัติภัย  โดยผ่านการสัมมนาที่ผู้จัดแนะนำผ่านกรณีศึกษาต่างๆ ซึ่งเป็นกิจกรรมทางด้านศิลปกรรม และวัฒนธรรมต่างๆ   ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้เข้าร่วมทุกประเทศ  และควรที่จะได้มีการปรึกษาหารือเพื่อเฟ้นหาแนวทางที่จะเป็นประโยชน์ให้ชัดเจนยิ่งๆ ขึ้นต่อๆไป  ทั้งนี้กรมศิลปากรซึ่งมีภาระหน้าที่ตามกฏหมายหลักคือ พ.ร.บ. โบราณสถานฯ  จึงถือว่าเป็นหน่วยงานที่ควรจะเป็นหลักในการริเริ่มและวางแนวทางไปสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง                 จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการต่อไป


          การวิเคราะห์และพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์โบราณคดีเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์ความรู้ประวัติศาสตร์โบราณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยาถือได้ว่าเป็นที่สนใจและถูกจับตานำมาต่อยอดโดยนักวิชาการอย่างกว้างขวาง จึงขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ “พระราชวังหลวงแห่งกรุงศรีอยุธยา” ซึ่งเป็นการศึกษาและวิเคราะห์ตีความจากพระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ และบันทึกชาวต่างชาติ ข้อมูลดังกล่าวเรียบเรียงโดย นายประทีป เพ็งตะโก ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมศิลปากร และถูกตีพิมพ์ไว้ในหนังสือ “สถาปัตยกรรมในสถาบันพระมหากษัตริย์” โดยสรุป พระราชวังหลวงแห่งกรุงศรีอยุธยามีพัฒนาการการใช้พื้นที่เป็น 3 ระยะ คือ          1. ระยะแรก ตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ถึงรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 รวม 98 ปี โดยเป็นช่วงที่พระราชวังหลวงตั้งอยู่บริเวณวัดพระศรีสรรเพชญ์ ช่วงแรกพระราชวังหลวงน่าจะประกอบด้วยพระที่นั่งอย่างน้อย 5 องค์ ที่ล้วนสร้างด้วยไม้ คือ - พระที่นั่งไพฑูรย์มหาปราสาท - พระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาท - พระที่นั่งไอศวรรย์มหาปราสาท และ - พระที่นั่งตรีมุข          2. ระยะที่สอง ตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลก ถึงรัชกาลสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ รวม 182 ปี >> สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงยกเขตพระราชวังเดิมให้เป็นเขตพุทธาวาส และสร้างพระราชวังใหม่ชิดไปทางด้านเหนือริมแม่น้ำลพบุรี  ในช่วงนี้จะประกอบไปด้วยพระที่นั่งองค์สำคัญได้แก่ - พระที่นั่งเบญจรัตนมหาปราสาท - พระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท - พระที่นั่งวิหารสมเด็จ ทั้งนี้ ส่วนพระราชวังมีกำแพงกั้นกับวัดพระศรีสรรเพชญ์          3. ระยะที่สาม ตั้งแต่รัชกาลของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ถึงสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ รวม 137 ปี  เป็นช่วงที่บ้านเมืองรุ่งเรืองอย่างมาก มีการขยายพระราชวังออกไปทุกทิศทุกทาง ด้านเหนือจรดกำแพงเมือง ด้านตะวันออกจรดท้ายวัดธรรมิกราช ด้านใต้จรดวัดพระศรีสรรเพชญ์ พระราชวังมีกำแพงสูง 4 เมตร มีป้อม 8 ป้อม ประตูบก 20 ประตู ประตูน้ำ 2 ประตู และช่องกุด 1 ช่อง ภายในพระราชวังประกอบด้วย - พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ตั้งอยู่ด้านเหนือสุด - พระคลังมหาสมบัติ (ด้านใต้ลงมา) - พระที่นี่งจักรวรรดิ์ไพชยนต์ตั้งอยู่พระราชฐานชั้นนอกเป็นที่ประทับทอดพระเนตรฝึกพลสวนสนาม - พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์เป็นที่ประทับท้ายพระราชวัง - พระตำหนักตึกเป็นที่ประทับของพระมเหสี - พระที่นั่งทรงปืน - ตำหนักสวนกระต่าย - ตำหนักสระแก้ว - ตำหนักศาลาลวด - ถังประปา           จากข้อมูลดังกล่าวจึงได้มีการวิเคราะห์และจัดทำผังสันนิษฐานของพระราชวังหลวงในระยะต่างๆ ไว้ด้วย >> ทั้งนี้ สรุปข้อมูลมาจาก หนังสือสถาปัตยกรรมในสถาบันพระมหากษัตริย์ผู้สนใจสามารถอ่านต่อได้ที่ https://pubhtml5.com/iytc/tiym           หากมีการนำข้อมูลการศึกษาวิเคราะห์ไปต่อยอด การอ้างอิงข้อมูลพื้นฐานเป็นมารยาทที่พึงกระทำในแวดวงนักวิชาการ ----------------------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : อุทยานประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา https://www.facebook.com/AY.HI.PARK/posts/1395881527427348----------------------------------------------------------------------


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ๑.  ชื่อโครงการ The Study Visit to Hanoi, Vietnam หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับการใช้ในการปฏิบัติงาน (Intensive Language Course: ILC) ประจำปี ๒๕๕๘ ๒.  วัตถุประสงค์ ๒.๑ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่ข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ในด้านการพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการทำงาน (Working Language) ของอาเซียน ๒.๒ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพสังคม วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประเทศในกลุ่มอาเซียน ตลอดจนเป็นการเปิดโลกทัศน์และสร้างประสบการณ์ที่เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน ๓.  กำหนดเวลา           วันที่ ๔ – ๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๘ ๔.  สถานที่           เมืองฮานอย  ประเทศเวียดนาม ๕.  หน่วยงานผู้จัด           สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ กระทรวงการต่างประเทศ ๖.  หน่วยงานสนับสนุน           มหาวิทยาลัยฮานอย (Hanoi University of Foreign Studies) ๗.  กิจกรรม           กิจกรรมการศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ณ เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ ๔ – ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘  ๘.  คณะผู้แทนไทย ผู้เข้ารับการฝึกอบรมตามหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับการใช้ในการปฏิบัติงาน (Intensive Language Course: ILC) ประจำปี ๒๕๕๘ ๙.  สรุปสาระของกิจกรรม กิจกรรม The Study Visit to Hanoi, Vietnam ตามหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับการใช้ในการปฏิบัติงาน (Intensive Language Course: ILC) ประจำปี ๒๕๕๘ เป็นการเปิดโลกทัศน์และสร้างประสบการณ์เกี่ยวกับประชาคมอาเซียนให้แก่ผู้เข้าอบรมเป็นอย่างมาก ทั้งจากกิจกรรมการฟังบรรยาย การแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจ ล้วนทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศเวียดนามในแง่มุมต่างๆ อาทิ ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ สภาพสังคม เศรษฐกิจ ภาษาและวัฒนธรรม อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมแก่บุคลากรให้มีทักษะ ความรู้ความสามารถที่กว้างขวางหลากหลาย และสามารถทำงานในเวทีประชาคมอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๑๐.  ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม จากการเข้าร่วมกิจกรรม The Study Visit to Hanoi, Vietnam ผู้เข้าอบรมได้เยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจหลายแห่งด้วยกัน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่ากิจกรรมครั้งนี้มิได้จัดให้มีการเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติเวียดนาม (The National Museum of Vietnamese History) ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และพัฒนาการของประเทศเวียดนามในแต่ละช่วงเวลาไว้อย่างครบถ้วน อันจะช่วยให้ผู้เข้าอบรมเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาพรวมของประเทศเวียดนามมากยิ่งขึ้น ในการจัดกิจกรรมทัศนศึกษาต่างประเทศครั้งต่อไป จึงควรจัดให้มีการเข้าศึกษาเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติของประเทศนั้นๆ ด้วย เพื่อสร้างพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศนั้นๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาแง่มุมอื่นเกี่ยวกับประเทศนั้นต่อไป     นางสาวระชา ภุชชงค์   ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ


          เอกสารโบราณและบันทึกชาวต่างชาติ มักกล่าวถึงพื้นที่บริเวณกรุงรัตนโกสินทร์และ กรุงธนบุรีในนาม “เมืองบางกอก” โดยในสมัยอยุธยาเมืองบางกอกอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา๑ ในสมัยธนบุรีได้รับการสถาปนาเป็นราชธานีแห่งใหม่หลังเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๒ เมืองถูกสร้างโดยใช้พื้นที่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำฯ ราชธานีอยู่ฝั่งตะวันตก วังลูกเจ้าเมืองบางกอก บ้านพระยาราชาเศรษฐี และชุมชนชาวจีนอยู่ฝั่งตะวันออก๒ กระทั่งสมัยรัตนโกสินทร์พื้นที่ ฝั่งตะวันออกนี้ได้สร้างราชธานีและพระบรมมหาราชวังสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน๓ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์และมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ มีร่องรอยของชุมชนเรื่อยมาตั้งแต่สมัยอยุธยา สมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์           พ.ศ.๒๕๖๐ บริษัท กันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ดำเนินงานการปรับปรุงภูมิทัศน์รวมทั้งอาคารต่าง ๆ และงานขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ เริ่มขุดค้นในปี พ.ศ.๒๕๖๒ โดย นายอนันต์ กลิ่นโพธิ์กลับ จำนวน ๕ หลุมขุดค้น (ขณะวิเคราะห์เครื่องถ้วยจีนดำเนินงานเพียง ๔ หลุมขุดค้น) จากการขุดค้นพบหลักฐานประเภทต่าง ๆ เช่น สิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับวังท่าพระ เศษภาชนะดินเผาประเภทเนื้อแกร่ง (Stoneware) เศษภาชนะดินเผาประเภทเนื้อกระเบื้อง (Porcelain) รวมถึงเครื่องถ้วยจีนที่เป็นหลักฐานประเภทหนึ่งของเศษภาชนะดินเผาประเภทเนื้อกระเบื้อง พบจำนวน ๒๓๐ ชิ้น (จาก ๔ หลุมขุดค้น) จากการวิเคราะห์เครื่องถ้วยจีน แบ่งอายุสมัยได้ ๒ สมัย ได้แก่ สมัยราชวงศ์ชิง มีอายุตั้งแต่ กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๕ ตรงกับรัชกาลที่ ๑-๕ และสมัยสาธารณรัฐ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๕๔ ตรงกับรัชกาลที่ ๖ ส่วนใหญ่มีแหล่งผลิตจากเตาจิ่งเต๋อเจิ้น มณฑลเจียงซี เตาเต๋อฮั่วและเตาอันซี มณฑลฝูเจี้ยน เตาต้าปู้ มณฑลกว่างตง และกลุ่มเตาในมณฑลกว่างตงหรือมณฑลฝูเจี้ยน รูปแบบของเครื่องถ้วยจีนส่วนใหญ่เป็นจาน จานเชิง ชาม ชามมีฝา ถ้วย ถ้วยชา และโถ ตกแต่ง ด้วยการเขียนลายสีครามใต้คราม รวมทั้งการพิมพ์ลายสีครามใต้คราม เขียนลายสีบนเคลือบ เขียนสีลงยาบนเคลือบ (เครื่องถ้วยเบญจรงค์และเบญจรงค์แลทอง) เคลือบสีเขียว และเคลือบสีขาว           จากการวิเคราะห์เครื่องถ้วยจีนที่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระนี้ สรุปได้ว่า เครื่องถ้วยจีนมีอายุร่วมสมัยกับรัชกาลที่ ๑-๖ มีความเกี่ยวข้องกับการใช้งานสำหรับชนชั้นสูงภายในวังท่าพระ แต่ยังไม่พบเครื่องถ้วยจีนที่มีอายุในช่วงสมัยอยุธยาและสมัยธนบุรี อาจเพราะพื้นที่นี้ถูกใช้ในกิจกรรมการทำไร่สวนในสมัยอยุธยาที่ถูกกล่าวถึงในบันทึกชาวต่างชาติ พื้นที่นี้ไม่ได้มีความสำคัญมากเท่ากับบริเวณมิวเซียมสยามและรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีสนามไชย ซึ่งเป็นที่ตั้งของป้อมบางกอกหรือป้อมวิไชยเยนทร์ และในสมัยธนบุรีมีระยะเวลาความเป็นราชธานีอันสั้นจึงยังไม่พบหลักฐานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามจากการขุดค้นยังพบภาชนะดินเผาเนื้อดินแกร่ง หากมีการศึกษาหลักฐานประเภทนี้หรือขุดค้นในพื้นที่อื่นเพิ่มเติม อาจพบหลักฐานที่มีอายุร่วมสมัยอยุธยาและสมัยธนบุรีและได้ข้อมูลมากขึ้น เพราะการขุดค้นทางโบราณคดี การ “ไม่พบ” ใช่ว่าจะ “ไม่มี” แผนผังที่ ๑ ตำแหน่งหลุมขุดค้นทางโบราณคดี หลุมขุดค้นที่ ๑-๕ (TP.1-5) ภายในมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระภาพที่ ๑ ตัวอย่างเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ชิง มีอายุตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๕ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๕ (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๔๕๓)ภาพที่ ๒ ตัวอย่างเครื่องถ้วยจีนสมัยสาธารณรัฐ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๕๔ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๖ (พ.ศ.๒๔๕๓ เป็นต้นมา)ภาพที่ ๒ ตัวอย่างเครื่องถ้วยจีนสมัยสาธารณรัฐ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๕๔ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๖ (พ.ศ.๒๔๕๓ เป็นต้นมา)-----------------------------------------------------เชิงอรรถ (๑) อ้างอิงจากแผนที่โบราณในบันทึกชาวต่างชาติ เช่น แผนที่นิรนามเขียนขึ้นโดยชาวฮอลันดาราวปี พ.ศ.๒๑๘๕ แผนที่ใน “จดหมายเหตุลา ลู แบร์” พ.ศ.๒๒๓๑ แผนที่ใน “ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม” โดย นิโกลาส์ แซรแวส พ.ศ.๒๒๓๑ เป็นต้น (๒) อ้างอิงจากพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ หลักฐานกำแพงเมืองธนบุรีบริเวณอนุสาวรีย์สหชาติ และแผนที่สงครามจราชลพม่า (๓) อ้างอิงจากพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ต านานวังเก่า และแผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ.๒๓๖๗----------------------------------------------------- ผู้เขียน : กิจสุวรรณ โพธิ์สุวรรณ์ นักวิชาการวัฒนธรรม กลุ่มวิจัยและพัฒนางานโบราณคดี กองโบราณคดี กรมศิลปากร-----------------------------------------------------รายการอ้างอิง กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์. “กรุงธนบุรี ในสมัยอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์.” วิทยานิพนธ์ปริญญา ดุษฎีบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๕. _______. โบราณคดีเมือง โบราณคดีกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), ๒๕๖๒. กิจสุวรรณ โพธิ์สุวรรณ์. “การศึกษาเครื่องถ้วยจีนที่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ หลุมขุดค้นที่ ๑-๔.” เอกสารการศึกษาเฉพาะส่วนบุคคล ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๖๒. ซิมอน เดอ ลา ลู แบร์. จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม. พิมพ์ครั้งที่ ๒. แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร. นนทบุรี: ศรีปัญญา, ๒๕๔๘. เจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ข า บุนนาค). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑. กรุงเทพฯ: ไทยควอลิตี้บุ๊คส์ (๒๐๐๖), ๒๕๖๒. ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช. กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๔๙. แน่งน้อย ศักดิ์ศรี, หม่อมราชวงศ์, และคณะ. องค์ประกอบทางกายภาพกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๔. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑. กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๔๒. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๓. กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๔๒. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๕. กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๔๒. ปริวรรต ธรรมาปรีชากร. “การใช้เครื่องถ้วยจีนและเครื่องถ้วยเวียดนามในการกำหนดอายุหลักฐาน ทางโบราณคดีและรูปแบบศิลปะ : กรณีศึกษาลวดลายปูนปั้นประดับบนโบราณสถานใน ประเทศไทยระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๔.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๗. ปริวรรต ธรรมาปรีชากร และจิราภรณ์ อรัณยะนาค. เครื่องปั้นดินเผาจีนและเบญจรงค์ ที่พบใน พระราชวังหลวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา. กรุงเทพฯ: ศูนย์อนุรักษ์เครื่องปั้นดินเผา โบราณโรงเรียนถนอมบุตร, ๒๕๖๒. ปริวรรต ธรรมาปรีชากร, สว่าง เลิศฤทธิ์ และกฤษฎา พิณศรี. ศิลปะเครื่องถ้วยในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: โอสถสภา, ๒๕๓๙. รูนีย์, ดอว์น เอฟ. เครื่องถ้วยเบญจรงค์และลายน้ำทอง. แปลโดย จุฑามาศ อรุณวรกุล. กรุงเทพฯ: ริเวอร์ บุ๊คส์, ๒๕๖๐. หฤษฎ์ แสงไพโรจน์. “การใช้พื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์บริเวณฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีจากหลักฐาน ทางโบราณคดี.” เอกสารการศึกษาเฉพาะส่วนบุคคล ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๖๒.


         ปราสาททามจาน           ปราสาททามจาน องค์ปราสาทประธานสร้างด้วยศิลาแลง มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง มีมุขยื่นออกไปทางทิศตะวันออกเป็นประตูทางเข้า ส่วนอีกสามด้านทำเป็นประตูหลอก กรอบประตูและทับหลังทำด้วยหินทราย ทับหลังเหนือกรอบประตูทางทิศใต้สลักลวดลายเสร็จเพียงครึ่งเดียว เป็นรูปหน้ากาลกำลังคายท่อนพวงมาลัย โดยใช้มือยึดจับพวงมาลัยลายใบไม้ม้วน เหนือหน้ากาลมีรูปบุคคลนั่งสมาธิ ลักษณะเป็นพระพุทธรูป มีบุคคลสองคนนั่งพนมมืออยู่บริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปราสาทประธาน มีอาคารวิหารหรือบรรณาลัย 1 หลัง สร้างด้วยศิลาแลง หันด้านหน้าไปทางทิศตะวันตก แนวกำแพงแก้ว สร้างด้วยศิลาแลงล้อมรอบปราสาทประธานและอาคารหรือบรรณาลัยไว้ โคปุระหรือซุ้มประตูทางเข้าอยู่ทางด้านหน้าปราสาทประธาน ระหว่างโคปุระกับปราสาทมีแนวทางเดินต่อเนื่องถึงกัน สร้างด้วยศิลาแลง ที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของโคปุระมีแนวทางเดินสร้างออกจากโคปุระยาวต่อเนื่องไปถึงบริเวณหนองน้ำใหญ่ ด้านนอกของโบราณสถานที่บริเวณมุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือนอกแนวกำแพง มีสระน้ำ 1 สระ แผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่อเรียงขอบสระด้วยศิลาแลงโดยรอบทั้งสี่ด้าน           จากลักษณะรูปแบบและแผนผังดังที่กล่าวมา สรุปได้ว่า ปราสาททามจาน เป็นสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า อโรคยาศาลา หรือศาสนสถานประจำโรงพยาบาล ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าวรมันที่ 7 มหาราชองค์สุดท้ายของอาณาจักรเขมร ในพุทธศตวรรษที่ 18 ดังปรากฏหลักฐานในจารึกที่กล่าวถึงพระองค์ทรงโปรดให้สร้าง อโรคยาศาลา ขึ้นทั้งหมด 102 แห่ง ทั่วราชอาณาจักรของพระองค์เพื่อบำบัดทุกข์ของประชาชน รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของโบราณสถาน           1. ปราสาทประธาน เป็นปราสาทหลังเดี่ยว ก่อด้วยศิลาแลง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดกว้างด้านละ 5 เมตร สูง 0.90 เมตร ทางด้านทิศตะวันออกมีฐานของส่วนห้องมุขเชื่อมต่อออกไปด้านหน้าปราสาทประธาน ขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร ส่วนฐานทั้งหมดตกแต่งขอบฐานเป็นบัวคว่ำ-หน้ากระดาน-บัวหงาย และก่อเรียงเป็นขั้นบันไดทั้งสามด้าน (ทิศเหนือ, ทิศตะวันตกและทิศใต้) กว้าง 0.90 เมตร มีขั้นบันได 3 ขั้น ฐานนี้รองรับชั้นเรือนธาตุของปราสาทประธานซึ่งมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างด้านละ 3 เมตร สูง 4.5 เมตร ก่อลักษณะเพิ่มมุม ผนังด้านทิศเหนือ ด้านทิศใต้ และด้านทิศตะวันตก ก่อเรียงเป็นประตูหลอก ไม่เห็นหลักฐานหินที่ก่อเรียงเป็นส่วนกรอบประตู แต่ประกอบด้วยเสาประดับกรอบประตูทั้งสองข้างและทับหลังที่วางเหนือเสาประดับกรอบประตู ส่วนบานประตูหลอกก่อด้วยศิลาแลงแล้วสลักเป็นสันฝาผิดบานประตู ส่วนทับหลังเหนือกรอบประตูของปราสาทประธานมีภาพสลักเฉพาะที่ด้านทิศใต้เท่านั้น เป็นภาพหน้ากาลอยู่ตรงกึ่งกลางภาพ และมีภาพบุคคลนั่งพนมมืออยู่ทางด้านขวาของหน้ากาล ส่วนทางซ้ายของหน้ากาลยังไม่สลักภาพ ด้านทิศตะวันออกของปราสาทประธานซึ่งเป็นห้องมุขนั้น เป็นประตูทางเข้าสู่ห้องครรภคฤหะที่อยู่ด้านในของปราสาทประธาน ผนังห้องมุขด้านทิศใต้ก่อเรียงหินเป็นช่องหน้าต่างและกรอบหน้าต่างทำจากหินทรายเช่นกัน ส่วนผนังมุขด้านทิศเหนือไม่มีข่องหน้าต่าง ด้านบนของห้องมุขทำเป็นหลังคาโค้งโดยการก่อเรียงหินแบบซ้อนเหลื่อมกันจนถึงสันหลังคา ส่วนเรือนยอดหรือชั้นยอดของปราสาทประธาน ก่อเรียงหินในลักษณะเป็นชั้นลดเรียงซ้อนหลั่นกันขึ้นไปอีกสี่ชั้นเป็นชั้นหลังคาขององค์ปราสาทประธาน หลักฐานชั้นบัวยอดของปราสาทประธานที่พบจากการขุดแต่ง ซึ่งได้ทดลองประกอบและนำขึ้นไปติดบนยอดของปราสาทประธานเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมของปราสาทที่สมบูรณ์           2. ศาลาจัตุรมุข บริเวณด้านทิศตะวันออกของปราสาทประธาน เป็นฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมแบบจัตุรมุข ก่อเรียงหินเชื่อมติดกับส่วนฐานของห้องมุขด้านหน้าปราสาทประธาน ขนาดกว้างด้านละ 5 เมตร สูง 0.50 เมตร ย่อมุมทั้งสี่มุมเข้าไปด้านละ 0.50 เมตร ที่ขอบโดยรอบก่อเรียงหินสูงกว่าพื้นด้านใน 0.25 เมตร มีหลุมเสารูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้าง 0.30 เมตร ที่มุมทุกมุม พื้นด้านในก่อเรียงด้วยหินทรายสลับกับศิลาแลง           3. โคปุระ หรือซุ้มประตูทางเข้าสู่โบราณสถาน ก่อด้วยศิลาแลง ส่วนกรอบประตูและหน้าต่างทำจากหินทราย แผนผังเป็นรูปกากบาท ขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 8 เมตร สูง 4.5 เมตร ผนังของโคปุระทั้งสี่ด้านมีสภาพสมบูรณ์แต่ส่วนหลังคาพังทลายลงเกือบทั้งหมดคงเหลือเฉพาะด้านทิศใต้เท่านั้น ประตูทางเข้ามีสองด้าน คือ ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ซึ่งเป็นช่องประตูตรงกัน ประตูด้านทิศตะวันออกเป็นประตูที่ใช้เป็นทางเข้าสู่ภายในซุ้มประตู ก่อเป็นมุขยื่นออกไป ขนาดกว้าง 2 เมตร และประดับหน้าต่างหลอกไว้ที่ผนังทั้งสองข้าง ส่วนประตูด้านทิศตะวันตกเป็นประตูที่เข้าสู่พื้นที่ภายในโบราณสถาน อยู่ภายในกำแพงแก้ว ประตูด้านทิศนี้เป็นประตูติดผนัง ไม่มีมุขยื่นออกมา ลักษณะแผนผังรูปกากบาทของโคปุระ ที่มีแนวยาวในแนวทิศเหนือ - ทิศใต้ ทำให้แบ่งพื้นที่ภายในออกเป็น 3 ห้อง คือ ห้องตรงกลาง ห้องด้านทิศเหนือ และห้องด้านทิศใต้ ห้องตรงกลางมีขนาด 4x4 เมตร ผนังด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ของห้องตรงกลางนี้มีช่องประตูไปยังห้องด้านทิศเหนือและห้องด้านทิศใต้ ซึ่งมีขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร ส่วนพื้นภายในห้องโคปุระทั้งหมดวางเรียงด้วยศิลาแลง           4. บรรณาลัย เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 9 เมตร สูง 3.5 เมตร ก่อสร้างด้วยศิลาแลง หันด้านหน้าไปทางทิศตะวันตก ผนังของบรรณาลัยด้านทิศตะวันออก มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ยังคงเหลือตั้งแต่ส่วนฐานถึงผนังรับหลังคา และมีการสลักเป็นประตูหลอกไว้ด้วย ด้านทิศเหนือและด้านทิศตะวันตกคงสภาพอยู่ได้ด้วยรากไม้ขนาดใหญ่โอบรัดไว้ และผนังด้านทิศใต้พังทลายเกือบหมดเนื่องจากรากไม้ขนาดเล็กแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทางด้านทิศตะวันตกของบรรณาลัยยังพบหลักฐานศาลารูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างด้านละ 3 เมตร ยาว 6 เมตร สูง 0.5 เมตร ก่อสร้างด้วยศิลาแลง ฐานศาลานี้ก่อเรียงหินเชื่อมต่อไปยังศาลาจัตุรมุขที่อยู่ด้านหน้าของปราสาทประธาน           5. กำแพงแก้ว ล้อมรอบโบราณสถาน แผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้าง 22 เมตร ยาว 48 เมตร สูง 2 เมตร หนา 0.5 เมตร มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ทั้งสี่ด้าน ทางด้านทิศตะวันออกซึ่งก่อสร้างเชื่อมต่อออกมาจากโคปุระ ทำให้แบ่งแนวกำแพงแก้วออกเป็นสองส่วน คือ ด้านทิศตะวันออกซีกด้านทิศเหนือและด้านทิศตะวันออกซีกด้านทิศใต้ ซึ้นด้านนี้ยังได้พบหลักฐานการก่อเรียงหินเป็นช่องประตูทางเข้าขนาดกว้างประมาณ 1 เมตร การก่อสร้างกำแพงแก้ว ก่อเรียงจากชั้นฐานเป็นชั้นฐานบัวแผ่ลดหลั่นกันสามชั้นแล้วจึงก่อเรียงเป็นส่วนกำแพงขึ้นไปจนถึงส่วนสันกำแพง แล้วจึงก่อเรียงเป็นบัวกลุ่มยาวตลอดแนวกำแพง           6. สระน้ำ ตั้งอยู่ด้านนอกโบราณสถาน ห่างจากมุมกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 3 เมตร ก่อเรียงศิลาแลงเป็นของสระรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 14 เมตร ยาว 18 เมตร ลึก 4 - 5 เมตร โดยก่อศิลาแลงลดหลั่นเป็นขั้นบันไดลงไปสู่ก้นสระ จำนวน 13 - 15 ขั้น แต่ละขั้นสูงประมาณ 25 -30 เซนติเมตร           7. ทางเดินหรือชาลา ด้านทิศตะวันออกของโบราณสถาน ก่อเรียงหินเป็นทางเดินรูปกากบาทสองชั้นที่ด้านทิศตะวันออกของโคปุระหรือซุ้มประตูทางเข้า ทางเดินนี้เป็นแนวตรงไปถึงถนนลูกรังติดกับกุดปราสาทหนองน้ำใหญ่ ก่อด้วยศิลาแลงและแทรกสลับหินทราย บริเวณติดกับโคปุระ ก่อเรียงหินเป็นทางเดินขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 2 เมตร แล้วก่อเรียงหินเป็นชาลารูปกากบาท กว้างด้านละ 7 เมตร จากนั้นลดขนาดทางเดินให้แคบลงจนกว้างเพียง 1.5 เมตร ยาว 2 เมตร แล้วก่อเป็นชาลารูปกากบาทชั้นที่สอง กว้างด้านละ 7 เมตร ยาวไปจนถึงบริเวณถนน ปราสาททามจาน ตำบลสมอ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ


black ribbon.