ค้นหา
จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ
-- องค์ความรู้ --
วันหยุดเมื่อร้อยกว่าปีก่อน
วันหยุด คือวันเว้นว่างจากการทำงานหรือวันพักผ่อน นอกจากวันเสาร์และอาทิตย์แล้ว ราชการจะประกาศวันหยุดเทศกาลตามวาระแห่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
หากในอดีตคนไทยมีวันหยุดอะไรบ้าง แล้วใครยังต้องทำงานอีกรึไม่ ?
จากเอกสารจดหมายเหตุของสำนักงานปกครองจังหวัดสุโขทัย เรื่องรวมระเบียบคำสั่งต่างๆ นั้น มีประกาศวันหยุดราชการเพราะเหตุต่างๆ ประจำ พ.ศ.๒๔๕๙ จำนวน ๗ ครั้ง รวม ๔๐ วัน ได้แก่
๑. พิธีตรุษสงกรานต์ ตั้งแต่วันที่ ๒๘ มี.ค. - ๑๕ เม.ย. รวม ๑๙ วัน
๒. วิสาขบูชา ตั้งแต่วันที่ ๑๕ - ๑๗ พ.ค. รวม ๓ วัน
๓. เข้าปุริมพรรษา ตั้งแต่วันที่ ๑๓ - ๑๙ ก.ค. รวม ๗ วัน
๔. ทำบุญพระบรมอัฐิพระพุทธเจ้าหลวง วันที่ ๒๓ ต.ค. รวม ๑ วัน
๕. ทำบุญพระอัฐิ แล พระราชพิธีฉัตรมงคล ตั้งแต่วันที่ ๙ - ๑๒ พ.ย. รวม ๔ วัน
๖. เฉลิมพระชนม์พรรษา ตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธ.ค. - ๓ ม.ค. รวม ๕ วัน
๗. มาฆบูชาจาตุรงคสันนิบาต วันที่ ๖ ก.พ. รวม ๑ วัน
แต่กระนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการปฏิบัติราชการ จึงมีระเบียบเพิ่มเติม คือ
" ..... ให้ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยทุกน่าที่ผลัดเปลี่ยนกันมารักษาราชการ ..... จะทิ้งการไว้ให้คั่งค้างหรือให้เสียราชการโดยอ้างว่าเปนเวลาหยุดราชการนั้นไม่ได้ "
และ " ถ้าเปนเวลามีราชการฉุกเฉินที่จำเปนจะต้องทำในระหว่างวันหยุดราชการ ก็จำเปนจะต้องทำให้แล้วอย่าให้เสียราชการได้ ..... "
สรุปว่า เมื่อ ๑๐๐ กว่าปีก่อน ประเทศไทยมีวันหยุดราชการ " ยาวนาน " หากรัฐบาลไม่ทอดทิ้งภาระงานให้หยุดชะงักไปด้วย ใครมีหน้าที่สำคัญและจำเป็นก็ต้องมาทำให้เรียบร้อย
มีข้อสังเกตเรื่องหนึ่ง สาเหตุที่ประกาศให้พิธีตรุษสงกรานต์หยุดนานถึง ๑๙ วันนั้น เพราะสมัยก่อนวันตรุษสงกรานต์ คือ วันขึ้นปีใหม่ของประเทศ หาใช่วันที่ ๑ ม.ค. อย่างปัจจุบันไม่ ฉะนั้นปีใหม่ทั้งทีย่อมพิเศษไม่ธรรมดา
ผู้เขียน : นายธานินทร์ ทิพยางค์ ( นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติฯ พะเยา )
เอกสารอ้างอิง : หจช.พะเยา. เอกสารจังหวัดสุโขทัย สำนักงานปกครองจังหวัด สท 1.2.2 / 1 เรื่องรวมระเบียบคำสั่งต่างๆ ( 6 มี.ค. 2446 - 24 ก.พ. 2502 )
ชื่อผู้แต่ง พระเทพวิสุทธิเมธี
ชื่อเรื่อง คู่มือมนุษย์
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ บริษัท สยามบรรณ จำกัด
ปีที่พิมพ์ ๒๕๒๗
จำนวนหน้า ๑๖๔ หน้า
หมายเหตุ จัดพิมพ์ในโอกาสสยามจดหมายเหตุขึ้นสู่ปีที่ 9
รายละเอียด คู่มือมนุษย์เป็นผลงานการแต่งของท่านพุทธทาสภิกขุเล่มนี้ ปี๑๐ เรื่องดังต่อไปนี้ ๑.ท่านชอบพุทธศาสนาในเหลี่ยมไหน ๒.พุทธศาสนามุ่งชี้อะไรเป็นอะไร ๓.ลักษณะสามัญของสิ่งทั้งปวง ๔.อำนาจของความยึดติด ๕.ชั้นของการปฏิบัติศาสนา ๖.คนเราติดอะไร ๗. การทำให้รู้แจ้งตามวิธีธรรมชาติ ๘.ลำดับแห่งความหลุดพ้นจากโลกและ ๑๐.สรุปความ
แหล่งโบราณคดีบ้านวังแดง : ชุมชนโบราณสมัยทวารวดีที่ถือว่าเก่าที่สุดในจังหวัดพิจิตร #โบราณคดีจังหวัดพิจิตร #พี่โข่ทั๋ยมี๋เรื๋องเล๋า..#แหล่งโบราณคดีบ้านวังแดง ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร เป็นชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในยุคประวัติศาสตร์ที่ถือว่าเก่าที่สุดในจังหวัดพิจิตร ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มต่ำ มีลำน้ำหลายสายในพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบ ผังเมืองมีรูปร่างไม่สม่ำเสมอคล้ายรูปวงกลม พบหลักฐานทางโบราณคดีเป็นฐานศิลาแลงขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันคงเหลือหลักฐานไม่มากนัก เนื่องจากที่ตั้งปัจจุบันอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม จึงทำให้ถูกทำลายไปส่วนใหญ่ ชุมชนวังแดงนับว่าเป็นชุมชนสำคัญ เพราะมีการขุดสระกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่บ้านสระเพ็ง เรียกอีกชื่อว่า “#สระเพ็ง” นอกจากนี้ ยังปรากฎว่ามีการค้นพบเหรียญเงินสมัยทวารวดี ลักษณะคือด้านหนึ่งเป็นรูปพระอาทิตย์ ส่วนอีกด้านเป็นรูปสัญลักษณ์พระนารายณ์ หรือ ที่เรียกว่า “#เหรียญเงินศรีวัตสะ” ซึ่งมีอายุสมัย ๑,๒๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว.พ.ศ. ๒๕๓๒ ศาสตราจารย์พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม ได้สำรวจและตีพิมพ์เรื่องราวเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีบ้านวังแดงไว้ในหนังสือเรื่อง “เมืองโบราณในอาณาจักรสุโขทัย” โดยเรียกว่า ชุมชนบ้านคลองเดื่อ ซึ่งมีการสำรวจพบหลักฐานทางโบราณคดีในสมัยทวารวดี เช่น ซากเจดีย์ก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่ และมีเหรียญเงินแบบทวารวดีที่มีผู้ขุดพบเป็นจำนวนมาก ชุมชนโบราณที่บ้านคลองเดื่อนี้ ยังปรากฏร่องรอยของคูน้ำคันดินให้เห็นบางส่วน ห่างออกไปทางทิศตะวันออกเป็นระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร ในเขตบ้านวังแดงได้มีการสำรวจพบสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ ปรากฏเศษภาชนะดินเผาแบบเนื้อไม่แกร่ง หรือ ประเภทเนื้อดิน (Earthenware) กระจายตัวทั่วไปตามเนินดินที่อยู่ใกล้เคียง ดังนั้นชุมชนโบราณที่บ้านคลองเดื่อจึงสัมพันธ์กับสระน้ำขนาดใหญ่ที่บ้านวังแดง .ต่อมา พ.ศ. ๒๕๔๓ สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย (ในขณะนั้นคือ สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๕ สุโขทัย) ได้รับแจ้งจากพระครูพิลาศธรรมวิมล เจ้าอาวาสวัดวังแดง ให้มาตรวจสอบโบราณสถานที่บ้านวังแดง ซึ่งจากการสำรวจได้พบซากโบราณสถานหลายจุดก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่ที่มีร่องรอยของแกลบข้าวเป็นส่วนผสม แต่เนื่องจากอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรมจึงทำให้ร่องรอยเหล่านั้นถูกทำลายไปจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบเหรียญเงินรูปพระอาทิตย์และศรีวัตสะซึ่งอยู่ในความครอบครองของราษฎรในพื้นที่ ในเบื้องต้นจึงกำหนดอายุของแหล่งโบราณคดีอยู่ในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔.ในเวลาต่อมา พ.ศ. ๒๕๕๖ สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย จัดทำ #โครงการโบราณคดีภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งมีแผนการดำเนินงานส่วนหนึ่ง คือ การขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีบ้านวังแดง เพื่อศึกษาแหล่งวัฒนธรรมสมัยทวารวดี ที่ปรากฏอยู่ไม่มากนักในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและจังหวัดพิจิตร โดยคาดว่าผลการศึกษาจะเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่เชื่อมโยงให้เห็นถึงพัฒนาการของชุมชนโบราณต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างก่อนจะเกิดอาณาจักรสุโขทัย.ผลจากการศึกษาข้างต้นทำให้ได้ข้อสรุปว่า แหล่งโบราณคดีบ้านวังแดงเป็นชุมชนโบราณสมัยทวารวดี โดยปรากฎร่องรอยกิจกรรมการอยู่อาศัยของมนุษย์ในสมัยนั้น มีการพบเศษภาชนะดินเผาเนื้อไม่แกร่งประเภทเนื้อดิน (earthenware) ในรูปแบบต่าง ๆ ที่มักพบอย่างแพร่หลายในแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีแห่งอื่น ๆ เช่น เมืองนครปฐมโบราณ เมืองจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ เมืองโบราณอู่ตะเภา จังหวัดชัยนาท เป็นต้น รูปแบบภาชนะที่พบแบ่งได้เป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ กลุ่มภาชนะใช้ในครัวเรือน เช่น หม้อมีสัน หม้อก้นกลม ไห อ่างและชามต่าง ๆ ส่วนอีกกลุ่มได้แก่ กลุ่มภาชนะที่ใช้ในโอกาสอื่น ๆ รวมทั้งกิจกรรมทางศาสนา พบน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มแรก ส่วนใหญ่เป็นภาชนะประเภทจานหรือชามมีเชิงสูง หม้อน้ำมีพวย ตะเกียง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังพบโบราณวัตถุประเภทอื่นที่อยู่ในความครอบครองของราษฎรในพื้นที่ซึ่งมีความร่วมสมัยกับชุมชนสมัยทวารวดีแห่งอื่น เช่น เหรียญเงินรูปพระอาทิตย์และศรีวัตสะ แม่พิมพ์เหรียญรูปสังข์ ลูกปัดหิน ลูกปัดดินเผา เป็นต้น.เมื่อนำผลการศึกษาโบราณวัตถุที่พบจากการขุดค้นและการสำรวจมาวิเคราะห์เปรียบเทียบร่วมกับการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้นำตัวอย่างดิน อิฐ และเศษภาชนะดินเผาไปทำการวิเคราะห์ จึงสันนิษฐานว่า แหล่งโบราณคดีบ้านวังแดง มีอายุสมัยอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔.:: เอกสารอ้างอิง ::กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย. โบราณคดีภาคเหนือตอนล่าง แหล่งโบราณคดีบ้านวังแดง ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร. กรุงเทพฯ : บริษัท บางกอกอินเฮ้าส์ จำกัด, ๒๕๕๗.ศรีศักร วัลลิโภดม. เมืองโบราณในอาณาจักรสุโขทัย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๓๒...#โบราณคดีจังหวัดพิจิตร #พี่โข๋ทั๋ยมี๋เรื๋องเล๋า#โบราณคดีภาคเหนือตอนล่าง#องค์ความรู้ออนไลน์
เมืองนครไทย .#เมืองนครไทย_ตอนที่๑#โบราณคดีจังหวัดพิษณุโลก #พี่โข่ทั๋ยมี๋เรื๋องเล๋า..#เมืองนครไทย เป็นเมืองโบราณเมืองหนึ่งที่มีความสัมพันธ์และมีวัฒนธรรมร่วมสมัยกับสมัยสุโขทัย โดยที่ตั้งของเมืองอยู่ในที่ราบหุบเขาในเส้นทางคมนาคมระหว่างสุโขทัยกับดินแดนชุมชนโบราณในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย .เมืองนครไทยในปัจจุบันตั้งอยู่ที่ตำบลนครไทย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก อยู่ห่างจากตัวจังหวัดพิษณุโลกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๙๘ กิโลเมตร .ลักษณะภูมิสัณฐานของเมืองนครไทยโบราณเป็นที่ราบหุบเขาที่มีรูปร่างแบบกะทะหงาย มีที่สูงและภูเขาเป็นขอบของที่ราบ ตัวเมืองตั้งอยู่บนเนินดินสูงริมแม่น้ำแควน้อย น้ำไม่ท่วมถึง และมีแนวกำแพงเมือง - คูเมือง สร้างด้วยดิน ล้อมรอบไปตามเนินดินธรรมชาติ ผังเมืองมีรูปร่างไม่สม่ำเสมอคล้ายรูปวงรี มีขนาดประมาณ ๘๐๐ x ๔๐๐ เมตร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๒๐๐ ไร่ สภาพปัจจุบันยังคงปรากฎร่องรอยหลักฐานของโบราณสถานประเภทวัดหลายแห่งตั้งอยู่ภายในและนอกเขตกำแพงเมือง - คูเมือง เมืองนครไทย ส่วนแนวกำแพงเมือง – คูเมือง ในปัจจุบันมีสภาพไม่สมบูรณ์ โดยยังปรากฎร่องรอยหลงเหลืออยู่ทางด้านทิศตะวันตกและทิศเหนือเป็นส่วนใหญ่ .มีการพบโบราณวัตถุที่บ่งบอกถึงความเก่าแก่ของเมือง ได้แก่ พระพุทธรูปศิลาประทับนั่งขัดสมาธิเพชรศิลปะแบบทวารวดีและพระพุทธรูปนาคปรกฝีมือช่างท้องถิ่น รวมถึงเสมาหินศิลปะแบบทวารวดี ซึ่งหลักฐานต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเก่าแก่ของเมืองนครไทยที่เป็นชุมชนโบราณที่มีมาก่อนสมัยสุโขทัย.นับตั้งแต่ก่อนหน้า พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา การศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองนครไทยนั้นถือว่าได้รับความสนใจมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า “#เมืองนครไทยสร้างขึ้นเมื่อใดและใครเป็นผู้สร้าง” ซึ่งได้มีนักวิชาการและผู้รู้หลายท่านต่างสันนิษฐานว่า เมืองนครไทย คือ เมืองบางยางของพ่อขุนบางกลางหาว หรือ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงแห่งอาณาจักรสุโขทัย ได้เคยตั้งบ้านเมืองอยู่ที่นครไทยมาก่อนจะไปครองกรุงสุโขทัย แต่ทั้งนี้ ก็ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนยืนยันเรื่องนี้แต่อย่างใด .การศึกษาเรื่องเมืองนครไทยที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะเป็นการสำรวจและศึกษาจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ ส่วนการขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่เมืองนครไทยนั้น มีเพียงงานวิจัยของรองศาสตราจารย์ปราณี แจ่มขุนเทียน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ และการดำเนินงานทางโบราณคดีของสำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๐ - ๒๕๖๑ ผลจากการศึกษาทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบดังกล่าว ทำให้พบหลักฐานที่มีความสำคัญหลายประการและทำให้ภาพของเมืองนครไทยมีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยได้ข้อสรุปว่า เมืองนครไทยเป็นชุมชนโบราณที่พบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในอดีตที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ โดยมีพัฒนาการเป็นชุมชนขนาดใหญ่ระดับเมืองที่มีความสัมพันธ์กับชุมชนโบราณต่าง ๆ ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เป็นต้นมา จากนั้นจึงเข้าสู่พัฒนาการในสมัยสุโขทัยในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐ และมีพัฒนาการของบ้านเมืองเป็นลำดับเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน..#โบราณคดีจังหวัดพิษณุโลก #เมืองนครไทย #พี่โข่ทั๋ยมี๋เรื๋องเล๋า #องค์ความรู้ออนไลน์..::: อ้างอิง :::. นาตยา ภูศรี. เมืองนครไทย : ข้อมูลใหม่จากงานโบราณคดีที่วัดหน้าพระธาตุ. (เอกสารอัดสำเนา). ม.ป.ท : สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย, ๒๕๖๑. ปรานี แจ่มขุนเทียน. การศึกษาเครื่องถ้วยจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองนครไทย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๙. สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย. รายงานการขุดแต่งทางโบราณคดีวิหารและเจดีย์ วัดหน้าพระธาตุ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก. (เอกสารอัดสำเนา). ม.ป.ท : สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย, ๒๕๖๐. หวน พินธุพันธ์. พิษณุโลกของเรา. พระนคร : โรงพิมพ์กรุงสยามการพิมพ์, ๒๕๑๔...………………………………………………………………………………… ช่องทางออนไลน์ : สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย …………………………………………………………………………………กดไลก์ กดแชร์ กดกระดิ่ง และกดติดตาม เพื่อไม่พลาดข่าวสารกันได้ที่ Facebook Fanpage ::: https://www.facebook.com/fad6sukhothai Youtube Channel ::: https://www.youtube.com/channel/UCD2W0so8kn4bL-WOu8Doqnw
เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น
กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้
๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙
๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ
- โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท
- โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน
๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว
๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้
๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน
๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔
๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา
๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ
๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน
หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต
เข็มทิศ ทะเบียน ๒๗/๓๖/๒๕๓๖ (๑๕/๒๕๓๖/๑) อายุสมัย รัตนโกสินทร์ วัสดุ(ชนิด) ทองเหลือง ขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง ๗.๕ เซนติเมตร สูง ๒ เซนติเมตร ประวัติ ใช้สำหรับการเดินทางเรือเล็กบริเวณชายฝั่ง เมื่อประมาณ ไม่ต่ำกว่า ๘๐ ปีมาแล้ว เป็นของขุนวิจารณ์โลหะกิจ นายเริก ณ ตะกั่วทุ่ง อดีตนายอำเภอถลางคนแรก สถานที่เก็บรักษา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง เข็มทิศ คือ เครื่องมือสำหรับใช้หาทิศทาง มีเข็มแม่เหล็กที่แกว่งไกวได้อิสระในแนวนอนทอดตัวในแนวเหนือ-ใต้ ตามแรงดึงดูดของแม่เหล็กโลก และที่หน้าปัดมีส่วนแบ่งสำหรับหาทิศทางโดยรอบ เข็มทิศจึงมีปลายชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ การบอกทิศทางในแผนที่โดยทั่วไป คือ การบอกเป็นทิศที่สำคัญ ๔ ทิศ สันนิษฐานกันว่าเข็มทิศเป็นการค้นพบของชาวจีน โดย โจเซฟ นีดแฮม(Joseph Needham) นักวิทยาศาสตร์สาขาชีวเคมี ชาวอังกฤษ ผู้ที่ใช้เวลาค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับจีนอย่างยาวนาน กล่าวว่า ชาวจีน “ล้ำหน้าความรู้เกี่ยวกับการเบี่ยงเบนขั้วแม่เหล็กของชาวยุโรปไปราวหกศตวรรษ ชาวจีนคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการเบี่ยงเบนขั้วแม่เหล็กก่อนที่ยุโรปจะรู้จักขั้วแม่เหล็กด้วยซ้ำ” ไม่มีการกล่าวถึงเข็มทิศแม่เหล็กและขั้วสนามแม่เหล็กโลกในงานเขียนใดๆ ของตะวันตกจนกระทั่งปี ค.ศ.๑๑๙๐ (พ.ศ.๑๗๓๓) ซึ่งชาวจีนมี เข็มทิศมาแล้วถึงหนึ่งพันห้าร้อยปีก่อนหน้านั้น โจเซฟ นีดแฮม สรุปไว้ว่า ยุโรปได้รับเข็มทิศมาจากชาวจีน และไม่ได้เข้าสู่ยุโรปผ่านทางชาวอาหรับ เป็นไปได้ว่าชาวยุโรปและชาวอาหรับดูเหมือนจะรับเข็มทิศแม่เหล็กมาใช้เดินเรือในช่วงเวลาประมาณเดียวกันจากการเดินทางติดต่อทางเรือกับประเทศจีน ถือได้ว่าจีนเป็นชาติแรกของโลกที่ประดิษฐ์เข็มทิศขึ้น และนำเข็มทิศไปใช้ในการเดินเรือ สันนิษฐานว่าในประเทศไทยน่ามีการได้รับการใช้เข็มทิศจากจีนด้วยเช่นกัน เข็มทิศ แม้เป็นเครื่องมือที่เห็นได้ทั่วไปในปัจจุบันแต่เป็นเครื่องแสดงในเห็นถึงความสามารถของชาวจีนตั้งแต่อดีตที่มีการค้นพบเครื่องมือชิ้นสำคัญให้กับโลกใบนี้ไว้ใช้ประโยชน์ จวบจนปัจจุบัน -----------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง-----------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง -โรเบิร์ต เทมเพิล. ต้นกำเนิด ๑๐๐ สิ่งแรกของโลก. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๔.
รำตงนอกจากจะเป็นสื่อกลางเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีแล้วยังเป็นการส่งเสริมให้สังคมของชาวกะเหรี่ยงเติมเต็มทางด้านวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ศิลปะการแสดงพื้นบ้านนี้ยังมีลักษณะเด่นและความน่าสนใจในด้านที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา โดยมุ่งเน้นไปที่หลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งนี้เพื่อให้ชาวกะเหรี่ยงทั้งหลายได้ซึมซับเอาคุณค่าความดีงามในคติธรรม ตลอดจนแนวทางในการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่ชาวกะเหรี่ยงนับถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคติธรรมเรื่องการสร้างความสามัคคี อันเป็นการสร้างค่านิยมที่ดีให้กับกลุ่มชน อีกทั้งยังเป็นทางออกและทางต่อสู้สำหรับความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดจนเป็นการกล่อมเกลาจิตใจและปลูกฝังความดีงามให้กับลูกหลาน วันนี้แม้มีเพียงแค่คนกลุ่มน้อยที่จะได้ชมการแสดงรำตงของชาวกะเหรี่ยง แต่สำหรับพี่น้องชาวกะเหรี่ยงเองแล้ว การแสดงรำตงถือเป็นภูมิปัญญาที่เชื่อมโยงคนในชุมชนให้ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น เชื่อมโยงคนกับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติที่แสดงถึงภูมิปัญญาในการเรียนรู้และอยู่ร่วมกับธรรมชาติ เป็นวิถีการแสดงออกที่สอดคล้องกับความเป็นไปในสังคม การแสดงรำตงที่นำไปแสดงในทุกครั้งจะต้องผ่านการสร้างสรรค์ด้วยความประณีตบรรจง รูปแบบของการแสดงต้องผ่านกระบวนการอันละเอียดอ่อน ทั้งนี้เพื่อให้คุณค่าของงานเป็นการตอบสนองผู้สร้างสรรค์ที่ต้องการมอบสิ่งดีๆให้กับสังคมสมกับเจตนารมณ์ของผู้สร้างงานที่มิได้หวังผลทางด้านธุรกิจอื่นใด สิ่งสำคัญอีกประการของความสำคัญในการแสดงรำตง คือ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นชุมชนนักอนุรักษ์ ทั้งในด้านเอกลักษณ์และจารีตประเพณี การแสดงรำตงยังคงปรากฏถึงจารีตปฏิบัติ อันถือเป็นธรรมเนียมสำคัญได้แก่ การบูชาในสิ่งที่ควรแก่การบูชา ในที่นี้คือ การบูชาแม่พระโพสพในพิธีกรรมทำบุญข้าวใหม่ ซึ่งชาวกะเหรี่ยงให้ความสำคัญในฐานะที่เป็น เทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพทางเกษตรกรรมโดยตรง ดังนั้นพวกเขาจึงทำการบูชาด้วยการมอบสิ่งที่ดีต่อผู้มีพระคุณ และถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาในสังคม-----------------------------------------------------------ผู้เรียบเรียง : นางภควรรณ คุณากรวงศ์ บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ-----------------------------------------------------------ข้อมูลอ้างอิง ณัฐกานต์ บุญศิริ. การแสดงพื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง : กรณีศึกษารำตงบ้านใหม่พัฒนา อำเภอสังขละบุรี จังหวัด กาญจนบุรี. วิทยานิพนธ์ กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548. ปรียา ดวงเที่ยง (และคนอื่นๆ). การแสดงรำตงของชาวไทยเชื้อสายกระเหรียงโป บ้านห้วยดินดำ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี. ศิลปนิพนธ์ ( ศศ.บ) สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์. กรุงเทพฯ : สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์. 2551. สรุปผลการจัดกิจกรรม : การจัดพิพิธภัณฑ์วิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงบ้านตะเพินคี่. สุพรรณบุรี : ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอด่านช้าง. 2550. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) “รำตง วัฒนธรรมกะเหรี่ยง” [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก : http://www.prapayneethai.com (วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564) สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี. การแสดงรำตง.. สุพรรณบุรี : สำนักงานฯ , 2550.
กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์
เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร
ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น
กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้
๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙
๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ
- โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท
- โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน
๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว
๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้
๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน
๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔
๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา
๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ
๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน
หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ขอเผยแพร่ องค์ความรู้ประจำเดือนธันวาคม ๒๕๖๖ เรื่อง "ตามรอยรัชกาลที่ ๙ เสด็จฯ เมืองศรีสัชนาลัย” ตลอดช่วงระยะเวลาแห่งการครองราชย์ ๖๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ ๙) พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยพระวิริยอุตสาหะ พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปในทุกพื้นที่ที่ทุรกันดารและทุกพื้นที่ที่ห่างไกล ในอดีตเมืองศรีสัชนาลัยถือว่าเป็นเมืองที่อยู่ห่างไกลและเดินทางยากลำบาก แต่ความยากลำบากเหล่านี้มิได้เป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรของพระองค์ ทั้งนี้จึงได้รวบรวมพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงเสด็จฯ เมืองศรีสัชนาลัย ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ถึง พ.ศ. ๒๕๑๕ เพื่อน้อมรำลึกและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการในการอนุรักษ์ ส่งเสริม สืบทอด และพัฒนามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของแผ่นดิน เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฎร เสด็จพระราชดำเนินครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๐๑ วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จประพาสภาคเหนือทรงเยี่ยมประชาชนจังหวัดต่างๆ รวมทั้งจังหวัดสุโขทัย เสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังเมืองศรีสัชนาลัยในเวลาบ่ายและได้เสด็จพระราชดำเนินโดยพระบาท เสด็จเข้าทอดพระเนตรวัดช้างล้อม วัดเจดีย์เจ็ดแถว วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง เสด็จพระราชดำเนินครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๐๙ วันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๙พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จในพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ถึงเวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น. หลังประกอบพระราชพิธีแล้ว ได้เสด็จไปยังบ้านรับรองหน่วยศิลปากรที่ ๓ เมืองศรีสัชนาลัย ทอดพระเนตรรูปจำลองเมืองศรีสัชนาลัย และเสวยพระกระยาหารกลางวัน แล้วจึงได้เสด็จทอดพระเนตรโบราณสถาน วัดช้างล้อม วัดเจดีย์เจ็ดแถว วัดสวนแก้วอุทยานใหญ่ วัดนางพญา หลักเมือง พระราชวัง และวัดสวนแก้วอุทยานน้อย โดยมีนายมะลิ โคกสันเทียะ หัวหน้าหน่วยศิลปากรที่ ๓ กราบบังคมทูลถวายคำบรรยายสรุปการปรับปรุงขุดแต่งและบูรณะที่เมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งในครั้งนั้นได้มีพระราชกระแสรับสั่งกับเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรว่า “โบราณสถานเมืองศรีสัชนาลัยนี้ เมื่อได้บูรณะเสร็จแล้วให้จัดการดูแลรักษาไว้ให้เป็นอย่างดี อย่าให้กลับชำรุดทรุดโทรมลงอีก โดยเฉพาะบริเวณพระราชวังที่ได้ขุดพบรากฐานนั้น ควรจะได้ขุดดูให้ทั่วถึง เพราะอาจพบจารึกหรือหลักฐานอันจะเป็นประโยชน์แก่ประวัติศาสตร์” กระแสพระดำรัสนี้ได้เป็นการพระราชทานแนวทางการบริหารจัดการโบราณสถานและแนวทางการศึกษาทางวิชาการโบราณคดี ซึ่งกรมศิลปากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้น้อมนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินงานจวบจนประทั่งปัจจุบัน เสด็จพระราชดำเนินครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๑๕ วันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๑๐) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ทอดพระเนตรเมืองโบราณศรีสัชนาลัย ได้เสด็จทอดพระเนตรเขาพนมเพลิง เขาสุวรรณคีรี วัดช้างล้อม วัดเจดีย์เจ็ดแถว (ทอดพระเนตรภาพเขียนในสถูป) วัดนางพญา (ทอดพระเนตรวิหารและลวดลายปูนปั้น) วัดสวนแก้วอุทยานน้อย และวัดเจดีย์เจ็ดยอด (วัดเจดีย์เก้ายอด) เอกสารอ้างอิงกรมศิลปากร. จดหมายเหตุการอนุรักษ์เมืองโบราณศรีสัชนาลัย. กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร, ๒๕๓๓.สมาคมนักโบราณคดี. ๑๑๑ ปี โบราณคดีสโมสร. กรุงเทพฯ: สมาคมนักโบราณคดี, ๒๕๖๑.สำนักงานจังหวัดสุโขทัย. สุโขทัยใต้ร่มพระบารมี. (ม.ป.ท., ๒๕๔๕.).
รายงานผลการปฏิบัติงานราชการ ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์
ระหว่างวันที่ ๒๖-๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๗
๑.โครงการ การประชุมเครือข่ายความร่วมมือทางวัฒนธรรมอาเซียน+๓ ครั้งที่ ๓
3rd ASEAN Plus Three Cultural Cooperation Network (APTCCN)
การประชุม APTCCNเป็นการประชุมประจำปีภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+๓ โดยเป็นการประชุมที่สืบเนื่องมาจากการประชุมเครือข่ายมรดกวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก(NEACH) ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมของไทยเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งและได้จัดการประชุมครั้งที่ ๑ เมื่อปีพ.ศ.๒๕๔๘ และมีการประชุมต่อเนื่องปีละครั้ง จำนวน ๗ ครั้งก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น APTCCN เพื่อให้ครอบคลุมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมในทุกด้าน ทั้งนี้จะมีการพิจารณาสถานะและรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการต่างๆและการนำเสนอโครงการใหม่ภายใต้แผนปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมอาเซียน+๓ ( WorkPlan on Enhancing ASEAN Plus Three Cooperation in Culture) ซึ่งมีสาขาความร่วมมือได้แก่
๑. เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญมรดกวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก(Network of Experts in East Asian
Cultural Heritage)
๒. การบริหารจัดการ การอนุรักษ์ และการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องได้และจับต้อง
ไม่ได้ (Management, Conservation and Preservation on Tangible and Intangible
Cultural Heritage)
๓. พิพิธภัณฑ์และโบราณคดี (Museums and Archaeology)
๔. จดหมายเหตุ หอสมุด ทัศนศิลป์ และเอกสารสิ่งพิมพ์ (Archives, Libraries, Visual Arts
And Documentation)
๕. ภาพยนตร์และแอนิเมชั่น (Cinematography, Films and Animation)
๖. สถาปัตยกรรมและการอนุรักษ์เมือง (Architectural and Urban Conservation)
๗. ศิลปะและหัตถกรรม (Arts and Crafts)
๘. ขนบธรรมเนียมประเพณีวิถีชีวิต (Living Traditions)
๙. ศิลปะการแสดง (Performing Arts)
๑๐. งานเทศกาลวัฒนธรรม (Cultural Events)
๑๑. การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน (People-to-People Exchange)
๑๒. กิจกรรมเยาวชน (Youth Activities)
๑๓. กิจกรรมระดับภูมิภาคด้านวิสาหกิจทางวัฒนธรรมขนาดกลางและขนาดย่อม
(Regional Forum on SMCEs)
ทั้งนี้ โดยในการประชุมที่ผ่านมาคณะผู้แทนไทยได้นำเสนอโรงการในสาขาการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน คือ โครงการASEAN Plus Three People to People Cultural Exchange Programme : Workshop, Creation and Exhibition of Ceramic Arts ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ)ร่วมกับ กรมศิลปากร (สำนักช่างสิบหมู่) ตามรายละเอียดดังแนบ
และเนื่องด้วยคณะกรรมการมรดกแห่งชาติ สาธารณรัฐสิงคโปร์แจ้งว่า สิงคโปร์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเครือข่ายความร่วมมือทางวัฒนธรรมอาเซียน+๓ ครั้งที่ ๓ ระหว่างวันที่ ๒๖-๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๗ ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ และขอเชิญผู้แทนประเทศกลุ่มอาเซียน+๓ (อาเซียน จีน ญี่ปุ่นและเกาหลี)เข้าร่วมการประชุมประเทศละ ๓ คน ประกอบด้วย หัวหน้าคณะ ๑ คน และผู้บริหาร/เจ้าหน้าที่ด้านวัฒนธรรม จำนวน ๒ คน โดยเจ้าภาพรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมและค่ายานพาหนะภายในประเทศสิงคโปร์และผู้เข้าร่วมประชุมรับผิดชอบค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าที่พัก สำหรับการประชุม APTCCNครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการประสานงานและดำเนินงานฝ่ายไทยภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+๓ สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมจึงพิจารณาเห็นชอบองค์ประกอบคณะผู้แทนไทย จำนวน ๓ คน ที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบและมีภารกิจเกี่ยวข้องเข้าร่วมในการประชุม ดังต่อไปนี้
๑. ผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย
๒. ผู้อำนวยการกลุ่มความร่วมมือพหุภาคี สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ
๓. ผู้แทนกรมศิลปากร ในฐานะผู้เสนอโครงการฝ่ายไทย
๒.วัตถุประสงค์
๒.๑ สร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้
๒.๒ ส่งเสริมความตระหนักในอัตลักษณ์ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก
๒.๓ แสวงหาจุดร่วมด้านการบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ใน
บริบททางวัฒนธรรมและการพัฒนาวิสาหกิจทางวัฒนธรรมขนาดกลางและขนาดย่อม
(SMCE)
๓.กำหนดเวลา ๒๖-๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๗ (รวมวันเดินทางไป-กลับ)
๔.สถานที่ สาธารณรัฐสิงคโปร์
๕.หน่วยงานผู้จัด คณะกรรมการมรดกแห่งชาติ สาธารณรัฐสิงคโปร์
๖.หน่วยงานสนับสนุน สำนักงานเลขาธิการอาเซียน
๗.กิจกรรม คณะผู้แทนไทยได้ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆโดยสรุปสาระกิจกรรมได้ดังต่อไปนี้
วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๗
คณะผู้แทนไทยเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ เที่ยวบินTG ๔๐๓ เวลา ๐๘.๐๐-๑๑.๑๕ น.
และมีทีมงานเจ้าภาพที่ดูแลคณะผู้แทนไทยมารับที่สนามบินนานาชาติชางฮี สาธารณรัฐสิงคโปร์และมีรถมารับ
คณะผู้แทนไทยและสัมภาระต่างๆ เข้าพักที่โรงแรม Orchard Hotel Singapore เวลาท้องถิ่นประมาณ
๑๓:๐๐ น.
คณะผู้แทนไทยรับประทานอาหารกลางวันและศึกษาดูงานพิพิธภัณฑ์ดังต่อไปนี้
-Peranakan Museum
-National Museum of Singapore
เวลา ๑๙.๐๐ น. หัวหน้าคณะผู้แทนไทยร่วมรับประทานอาหารเย็นและเตรียมการประชุมกับ
หัวหน้าคณะผู้แทนจากกลุ่มประเทศอาเซียน+๓ ณ ห้อง Nutmeg Room Orchard Hotel
วันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๗
-คณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมเครือข่ายความร่วมมือทางวัฒนธรรมอาเซียน+๓ ครั้งที่ ๓
-พิธีเปิดการประชุม เริ่มเวลา ๙.๐๐ น. ณ Ballroom3 Orchard Hotel. โดย Ms. Rosa Daniel, Deputy Secretary of Ministry of Culture, Community and Youth Singapore กล่าวต้อนรับคณะ
ผู้แทนที่เข้าร่วมประชุม กล่าวสุนทรพจน์ และร่วมถ่ายภาพที่ระลึกกับคณะผู้แทนจากกลุ่มประเทศอาเซียน+๓
-เริ่มการประชุมเวลา ๑๐.๓๐ น. โดยแต่ละประเทศที่เข้าร่วมประชุมได้รายงานความ
คืบหน้าการดำเนินงานโครงการต่างๆและการนำเสนอโครงการใหม่ภายใต้แผนปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมความ
ร่วมมือด้านวัฒนธรรมอาเซียน+๓ ตามลำดับ โดยในส่วนของประเทศไทยนั้น หัวหน้าคณะผู้แทนไทยนางสาว
ดารุณี ธรรมโพธิ์ดล ผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้กล่าว
สรุปรายละเอียดและความคืบหน้าของโครงการ ASEAN Plus Three People to People Cultural
Exchange Programme : Workshop, Creation and Exhibition of Ceramic Arts ที่มีเนื้อหาสำคัญคือ
การเชิญตัวแทนศิลปินด้านเครื่องเคลือบดินเผาจากกลุ่มประเทศอาเซียน+๓ ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้
ประสบการณ์และสร้างสรรค์ผลงานเครื่องเคลือบดินเผา ณ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร และจัดแสดง
นิทรรศการผลงานดังกล่าว ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนินโดยจะดำเนินโครงการภายในปีงบประมาณ ๒๕๕๘
ซึ่งการเตรียมงานได้วางแผนการดำเนินโครงการไว้เรียบร้อยแล้ว และกล่าวเชิญชวนกลุ่มประเทศอาเซียน+๓
ส่งตัวแทนศิลปินเข้าร่วมในโครงการดังกล่าว โดยเมื่อกำหนดระยะเวลาที่จะดำเนินโครงการแน่นอนแล้วจะส่ง
หนังสือเชิญอย่างเป็นทางการในลำดับต่อไป
-พักรับประทานอาหารกลางวัน
-เริ่มการประชุมต่อ เวลา ๑๓.๓๐ น. หัวหน้าคณะผู้แทนจากกลุ่มประเทศอาเซียน+๓ ได้รายงาน
ความคืบหน้าโครงการต่างๆและการนำเสนอโครงการใหม่ภายใต้แผนปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้าน
วัฒนธรรมอาเซียน+๓ ต่อจนแล้วเสร็จทุกประเทศ* ปิดการประชุม ณ เวลา ๑๕.๓๐ น
หมายเหตุ* สำนักงานเลขาธิการอาเซียนจะจัดทำรายงานการประชุมโดยละเอียดและส่งให้กับหัวหน้าคณะ ผู้แทนจากทุกประเทศต่อไป
-เวลา ๑๖.๐๐ น. คณะผู้แทนไทยและฟิลิปปินส์ได้ไปศึกษาดูงาน ณ ASIAN CIVILISATIONS
MUSEUM
-เวลา ๑๘.๔๕ น. คณะผู้แทนจากกลุ่มประเทศอาเซียน+๓ ร่วมรับประทานอาหารเย็น ในงาน
เลี้ยงต้อนรับ จัดโดย Ministry of Culture, Community and Youth Singapore ณ Ballroom1 Orchard
Hotel.
วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๗
-คณะผู้แทนจากกลุ่มประเทศอาเซียน+๓ ร่วมเดินทางศึกษาดูงาน Cultural Tour ณ สถานที่ที่เจ้าภาพได้จัดเตรียมไว้ดังต่อไปนี้
๑. Singapore Botanical Gardens
๒. Gardens by the Bay
-เวลา ๑๘.๐๐ น. คณะผู้แทนไทยเดินทางออกจากที่พักไปสนามบินนานาชาติชางฮี สาธารณรัฐสิงคโปร์ และเดินทางกลับประเทศไทย* เที่ยวบินTG ๔๑๐ เวลา ๒๐.๕๐- ๒๒.๑๐ น.
หมายเหตุ *นางสาวดารุณี ธรรมโพธิ์ดล ผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เดินทางไปปฏิบัติราชการ ณ ประเทศอินเดียต่อ
๘.คณะผู้ร่วมเดินทาง
๑.นางสาวดารุณี ธรรมโพธิ์ดล ผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ
สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
๒.นางสาวอุรุษยา อินทรสุขศรี ผู้อำนวยการกลุ่มความร่วมมือพหุภาคี
สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ
๓.นางวีรยา จันทรดี นักวิชาการช่างศิลป์ ชำนาญการพิเศษ
กลุ่มศิลปประยุกต์และเครื่องเคลือบดินเผา
สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร
๙.สรุปสาระกิจกรรม
๑. คณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมเครือข่ายความร่วมมือทางวัฒนธรรมอาเซียน+๓ ครั้งที่ ๓ เพื่อ
รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมอาเซียน+๓
๒. คณะผู้แทนไทยได้ศึกษาดูงาน ณ สถานที่ต่างๆดังนี้
- Peranakan Museum
- National Museum of Singapore
- Singapore Botanical Gardens
- Gardens by the Bay
๑๐.ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
ปัญหาและอุปสรรค -
ข้อเสนอแนะ -
นางวีรยา จันทรดี
ผู้จัดทำรายงานผลการปฏิบัติราชการ
1. หัวข้อเรื่อง เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมเทศกาลลอยกระทง ณ เมืองพารามัตตา เครือรัฐ ออสเตรเลีย
2. วัตถุประสงค์
2.1 ส่งเสริมสนับสนุนและให้ความร่วมมือ ในการถ่ายทอดศิลปะการแสดงระหว่างสำนักการสังคีต กรมศิลปากร และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในออสเตรเรีย
2.2 เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมด้านการนาฏศิลป์ไทยในต่างประเทศ
2.3 สนับสนุนและร่วมแสดงในงาน เทศกาลลอยกระทง ในเมืองพารามัตตา ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
3. กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ 17-25 พฤศจิกายน 2557
4. สถานที่
4.1 เครือรัฐ พารามัตตา ประเทศออสเตรเลีย
5. หน่วยงานผู้จัด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
6. หน่วยงานสนับสนุน -
7. กิจกรรม ทำหน้าที่ผู้แสดงในการแสดง อาทิเช่น การแสดงพื้นบ้าน การแสดงสร้างสรรค์ และการการแสดงในขบวนแห่
8. คณะผุ้แทนไทย นายภีระเมศร์ ทิพย์ประชาบาล นาฏศิลปินปฏิบัติงาน กลุ่มนาฏศิลป์ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
9. สรุปสาระของกิจกรรม
การร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ได้สำเร็จบรรลุตามวัตถุประสงค์ และประสบความสำเร็จไปได้ ด้วยดี
10. ข้อเสนอแนะจากกิจกรรม
เห็นควรให้องค์กรสนับสนุนโครงการที่มีบุคคลจากกกรมศิลปากรไปร่วมดำเนินการ ช่วยจัดกิจกรรมด้านนาฏศิลป์ไทยแก่องค์กาต่างๆในต่างประเทศ เพราเป็นการชี้นำให้องค์กรเหล่านั้น ได้เรียนรู้ ได้เห็น การแสดงนาฏศิลป์ไทยที่งดงาม ตามแบบกรมศิลปากร
รายงานการเดินทางไปราชการต่างประเทศ
ระหว่างวันที่ 17-25พฤศจิกายน 2557
ณ รับพารามัตตา ประเทสออสเตรเรีย
17 พ.ย. 57
12.00 น. ออกเดินทางไปท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
17.00 น. ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย สู่ ท่าอากาศยาน ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเรีย
18 พ.ย.. 57
07.30น. ถึงท่าอากาศยานซิดนีย์ ประเทศออสเตรเรีย
10.00น. เดินทางเข้าที่พัก พักผ่อน
11.00น. เดินทางไปการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ณกรุง ซิดนีย์
12.20น. พักรับประทานอาหารเที่ยง
14.00น. เดินทางเค้าที่พัก โรงแรมเมโทร
15.15น. พักผ่อนตามอัธยาศัย
19.00น รับประทานอาหารเย็น
20.00น. พักผ่อนตามอัธยาศัย
19 พ.ย. 57
08.00น. รับประทานอาหารเช้า ณที่พัก
09.30น ซ้อมการแสดงย่อย ณที่พัก
12.00น. พักเที่ยงและรับประทานอาหาร ณที่พัก
13.30น. เดินทางไปสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งแระเทศไทย ณ กรุง ซิดนีย์ ประเทศ ออสเตรเรีย
14.30น. ซ้อมการแสดง ณ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
18.10น. ไปเตรียมทำการแสดงเปิดตัวเทศการงานลอยกระทง ณสำนักงานการบินไทย
19.00น. รับประทานอาหารเย็น ณ ที่ทำการแสดง
19.30น. เริ่มการแสดง ลาวกระทบไม้ ,สกัวกันตรึม,อีสานเมดเลย์
22.00น. เสร็จสิ้นการแสดง
23.00น เดินทางกลับที่พัก พักผ่อนตามอัธยาสัย
20 พ.ย..57
07.30น. รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก
09.30น. เดินทางไปสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ณ กรุงซิดนีย์ประเทศออสเตรเรีย เพื่อประชุมในเรื่องการแสดง งานเทศกาลวันลอยกระทง ณ เมืองพารามัตตา ประเทศออสเตรเรีย
13.30น. พักรับประทานอาหารเที่ยง
14.30น. เดินทางไปทัศนศึกษา ณ ซิดนีย์ โอเปร่าเฮ้าว์
15.30น. เดินทางกลับสำนักงานเพื่อจัดเตรียมอุปกรณ์การแสดง ณ เมือง พารามัตตา
18.30น. พักรับประทานอาหารเย็น ณ สำนักงาน
20.10น. เดินทางกลับที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย
21 พ.ย.57
07.00น. รับประทานอาหารเช้า ณ ที่พัก
08.30น. จัดและขนสำภาระ
09.20น. ออกเดินทางไปเมืองพารามัตตา
11.30น. ถึงเมืองพารามัตตา
12.30น. เข้าที่พัก โรงแรม มาร์คัส โอเทล
13.00น. พักรับประทานอาหารเที่ยง
14.30น. ออกเดินทางไปจัดสถานที่ ณ พารามัตตา ริเวอร์ สถารที่จัดงานลอยกระทง และเริ่มฝึกซ้อมการแสดง
17.30น พักรับประทานอาหารเย็น
18.30น. เดินทางกลับโรงแรมที่พัก
19.00น. พักผ่อนตามอัธยาศัย
22 พ.ย.57
07.00น. รับประทานหารเช้า
08.30น. ออกเดินทางไปสถาณที่แสดง
10.10น. เริ่มทำการฝึกซ้อมการแสดง
12.30น. รับประทานอาหารเที่ยง
13.30น. เริ่มทำการฝึกซ้อมการแสดงต่อ
17.00น. พักรับปประทานอาหารเย็น
17.30น. เริ่มแต่งหน้าแต่งกายเตรียมพร้อมแสดง
19.45น. ทำการแสดงในชุดตำนานลอยกระทง ชุดที่ 1 -12 แบบสร้างสรรค์
21.40น. เสร็จสิ้นการแสดง
22.00น. จัดเก็บอุปกณณ์ สัมภาระในการแสดง
22.50น. กลับที่พักและทำการประชุม
23.20น. พักผ่อนตามอัธยาศัย
23 พ.ย..57
08.00น. รับประทานอาหารเช้าเก็บสำภาระออกจากโรงแรมที่พัก
08.30น. เดินทางไปวัดพุทธรังษี
09.30น. มีกิจพรรมพิเศษ สอนศิลปะไทย ให้กับคณะเด็กเล็กและนักเรียน รวมถึงบุคคลทั่วไป ในวัดพุทธรังษี
10.30น. เริ่มกิจกรรมการสอนเด็กเล็ก
12.45น. รับประทานอาหารเที่ยง
13.30น. เริ่มกิจกรรมการสอนเด็กโตและบุคคลทั่วไป
17.00น. พักรับประทานอาหารเย็น
17.30น. เดินทางกลับที่พักกรุงซิดนีย์
18.30น. ถึงที่พักโรงแรมเมโทค โฮเทล จัดเก็บสัมภาระ
20.30น. พักผ่อนตามอัธยาศัย
24 พ.ย. 57
08.00น. รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก
10.30น. เดินทางไปลาท่านผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยงแห่งประเทศไทย ณ กรุงซิดนีย์ ประเทศออสเตรเรีย
12.00น. พักรับประทานอาหารเที่ยง ณ สำนักงาน
13.00น. เดินทางกลับที่พัก
14.30น. พักผ่อนตามอัธยาศัย
25 พ.ย. 57
07.00น. รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก
08.10น. เดินทางไปท่าอากาศสยาน ซิดนีย์ ประเทศ ออสเตรเรีย
09.00น. ถึงท่าอากาศยาน เช๊คอินโหลดสัมภาระเตรียมขึ้นเครื่อง
10.20น. ออกเดินทางจากท่าอากาศยานซิดนีย์ประเทศออสเตรเรีย
16.45น. ถึงท่าอากศยานแห่งชาตฺสุวรรณภูมิ (ตามเวลาประเทศไทย)
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
๑. ชื่อโครงการ โครงการจัดการแสดง และแลกเปลี่ยนทางวิชาการด้านนาฏศิลป์และดนตรี แบบบูรณาการ
(ประจำปี ๒๕๕๗)
๒. วัตถุประสงค์
๑. ส่งเสริม สนับสนุนการเสริมสร้างประชาสังคม และวัฒนธรรมระหว่างประเทศตามนโยบายของรัฐบาล
๒. เพื่อใช้วัฒนธรรมเป็นสื่อกลางในการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศ คู่เจรจา (Dialogue Partners) ผ่านการแสดงนาฏศิลป์ ดนตรีชั้นสูง ของกรมศิลปากร และเป็นการเสริมสร้าง พันธมิตรทางวัฒนธรรมเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาว
๓. เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และงานวิชาการเพื่อพัฒนาการแสดงนาฏศิลป์ ดนตรีของไทย
๔. เพื่อส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีในมิติทางวัฒนะรรมระหว่างองค์กรทางด้านศิลปวัฒนธรรม ซึ่งจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประชาคมโลก โดยเฉพาะประชาคมอาเซียน เพื่อขยายสู่ความร่วมมือด้านอื่นๆ ต่อไป
๕. เพื่อให้ประเทศไทยมีบทบาทในการสร้างประชาคมและวัฒนธรรมไนเวที ด้านวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างเกียรติภูมิให้แก่ประเทศไทยและสร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนไทยรวมทั้งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเมืองและเศรษฐกิจของไทยมากขึ้น
๓. กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๒๘ – ๒ มิถุนายน ๒๕๕๗
๔. สถานที่ โรงละคร Sadler's Wells Theatre กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
๕. หน่วยงานผู้จัด สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
๖. หน่วยงานสนับสนุน -
๗. กิจกรรม
วันพุธที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗
๐๑.๑๐ น. เดินทางออกจากประเทศไทยโดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG910
๐๗.๑๕ น. เดินทางถึงสนามบินฮีทโธรว์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
๐๙.๐๐ น. คณะนาฏศิลป์ และดนตรี จำนวน ๓๐ คน เดินทางจากราชอาณาจักร
เนเธอร์แลนด์ โดยรถโค้ชปรับอากาศเพื่อขึ้นเรือโดยสาร Ferries จากเมืองร็อตเตอร์ดัม มุ่งหน้าสู่เมืองฮัลล์ ประเทศอังกฤษ จากนั้นโดยสารรถโค้ชปรับอากาศ เดินทางเข้าสู่ที่พัก ณ โรงแรม Lancaster Terrace, London มาร่วมสมทบกับคณะนาฏศิลป์ และดนตรี ที่เดินทางจากกรุงเทพฯ จำนวน ๒๙ คน รวมทั้งสิ้นจำนวน ๕๙ คน
๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน
๑๔.๐๐ น. ประชุมวางแผนการจัดการแสดง
๑๙.๐๐ น. รับประทานอาหารค่ำ
วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗
๐๘.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก
๑๐.๐๐ น. ดูสถานที่จัดการแสดง ณ โรงละคร Sadler's Wells Theatre
๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน
๑๔.๐๐ น. จัดเตรียมสถานที่สำหรับจัดนิทรรศการ ณ โรงละคร Sadler's Wells Theatre
๑๙.๐๐ น. รับประทานอาหารค่ำ
วันศุกร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗
๐๘.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก
๑๐.๐๐ น. จัดนิทรรศการ ณ โรงละคร Sadler's Wells Theatre
๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน
๑๔.๐๐ น. เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญ ของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
๑๙.๐๐ น. รับประทานอาหารค่ำ
วันเสาร์ที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗
๐๘.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก
๑๐.๐๐ น. เตรียมการด้านเทคนิค แสง เสียง ณ โรงละคร Sadler's Wells Theatre
๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน
๑๔.๐๐ น. ซ้อมการแสดง / เตรียมตัวนักแสดง
๑๙.๐๐ น. จัดการแสดง โขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด พระจักรีอวตารปราบมารร้าย
๒๑.๓๐ น. รับประทานอาหารค่ำ
วันอาทิตย์ที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๗
๐๘.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก
๐๙.๐๐ น. จัดเก็บนิทรรศการ และสัมภาระของการแสดง
๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน
๑๗.๐๐ น. เดินทางถึงสนามบินฮีทโธรว์
๒๑.๓๐ น. เดินทางกลับประเทศไทย โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG917
วันจันทร์ที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๗
๑๕.๒๐ น. เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพมหานคร
๘. คณะผู้แทนไทย ประกอบด้วย ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร จำนวน ๖๒ คน คือ
ลำดับที่
ชื่อ – นามสกุล
ตำแหน่ง
๑.
นายเอนก สีหามาตย์
อธิบดีกรมศิลปากร
๒.
นางสาววันทนีย์ ม่วงบุญ
นักวิชาการละครและดนตรีทรงคุณวุฒิ
๓.
นายลสิต อิศรางกูร ณ อยุธยา
นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการพิเศษ
๔.
นางสาวนิธิวดี หอมแย้ม
นักวิเทศสัมพันธ์ชำนาญการ
๕.
นางสาวหัทยา สิริพัฒนากุล
ภูมิสถาปนิกชำนาญการ
๖.
นายรัฐศาสตร์ จั่นเจริญ
นักวิชาการละครและดนตรีปฏิบัติการ
๗.
นายสุรัตน์ เอี่ยมสอาด
นาฏศิลปินอาวุโส
๘.
นายคมสันฐ์ หัวเมืองลาด
นาฏศิลปินอาวุโส
๙.
นายศตวรรษ พลับประสิทธิ์
นาฏศิลปินอาวุโส
๑๐.
นายธนพัชร์ ขาวรุ่งเรือง
นาฏศิลปินอาวุโส
๑๑.
นายสมรักษ์ นาคปลื้ม
นาฏศิลปินอาวุโส
๑๒.
นายเจตน์ ศรีอ่ำอ่วม
นาฏศิลปินอาวุโส
๑๓.
นางวลัยพร กระทุ่มเขต
นาฏศิลปินอาวุโส
๑๔.
นายเลียว คงกำเนิด
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๑๕.
ว่าที่ ร.ต.ศิลปิน ทองอร่าม
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๑๖.
นายจุลทรัพย์ ดวงพัตรา
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๑๗.
นายวัชรวัน ธนะพัฒน์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๑๘.
นายเสกสม พานทอง
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๑๙.
นายกฤษกร สืบสายพรหม
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๐.
นางสาวพิมพ์รัตน์ นะวะศิริ
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๑.
นางสาวเอกนันท์ พันธุรักษ์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๒.
นางสาวกษมา ทองอร่าม
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๓.
นายทรงพล ตาดเงิน
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๔.
นายเอกภชิต วงศ์สิปปกร
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๕.
นายธรรมนูญ แรงไม่ลด
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๖.
นายธีรเดช กลิ่นจันทร์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๗.
นายหัสดินทร์ ปานประสิทธ์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๘.
นางสาวเสาวรักษ์ ยมะคุปต์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๒๙.
นางนาฏยา รัตนศึกษา
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๐.
นางสิริวรรณ อาจมังกร
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๑.
นางสาวมณีรัตน์ มุ่งดี
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๒.
นางสาวหนึ่งนุช เคหา
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๓.
นางสาวรจนา ทับทิมศรี
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๔.
นางสาวเยาวลักษณ์ ปาลกะวงศ์
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๕.
นางพรทิพย์ ทองคำ
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๖.
นางสาวอัญชลิกา หนอสิงหา
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๗.
นางสุพรทิพย์ ศุภรกุล
นาฏศิลปินชำนาญงาน
๓๘.
นางสาวอาภัสรา นกออก
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๓๙.
นายสุวรรณ กลิ่นอำพร
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๔๐.
นายรัฐพร เคหา
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๔๑.
นายคณิต เพิ่มสิน
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๔๒.
นายอนุชา สุมามาลย์
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๔๓.
นายสิบทิศ คาระวะ
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๔๔.
นายศุภชัย ศุภรกุล
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๔๕.
นายเอก อรุณพันธ์
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๔๖.
นายภีระเมศร์ ทิพย์ประชาบาล
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๔๗.
นายอนุชา เลี้ยงสอน
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๔๘.
นางสาวปภาวี จึงประวัติ
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๔๙.
นางสาวธาราทิพ วังกาวี
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๕๐.
นางสาวจริยา แดงรุน
นาฏศิลปินปฏิบัติงาน
๕๑.
นางสาวทองสุข ศรีแก้ว
ช่างตัดเย็บผ้า ช ๒
๕๒.
นางสุมาลี เรืองศิลป์
ช่างตัดเย็บผ้า ช ๒
๕๓.
นายเอนก อาจมังกร
ดุริยางคศิลปินอาวุโส
๕๔.
นายกัญจนปกรณ์ แสดงหาญ
ดุริยางคศิลปินอาวุโส
๕๕.
นายไพรัตน์ จรรย์นาฏย์
ดุริยางคศิลปินอาวุโส
๕๖.
นายบุญเชิด จิรสันติธรรม
ดุริยางคศิลปินอาวุโส
๕๗.
นายพรชัย ตรีเนตร
ดุริยางคศิลปินชำนาญงาน
๕๘.
นายเมธา จันทร์แก้ว
ดุริยางคศิลปินปฏิบัติงาน
๕๙.
นายสุชีพ เพ็ชรคล้าย
ดุริยางคศิลปินปฏิบัติงาน
๖๐.
นายฐาปณัฐ ธรรมเที่ยง
ดุริยางคศิลปินปฏิบัติงาน
๖๑.
นายพิเชฎ โยธี
ดุริยางคศิลปินปฏิบัติงาน
๖๒.
นายวิรัตน์ คำแข็งขวา
นายช่างไฟฟ้าชำนาญงาน
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
ตามที่ได้มีการจัดทำโครงการจัดการแสดง และแลกเปลี่ยนทางวิชาการด้านนาฏศิลป์ และดนตรี แบบบูรณาการ เพื่อสร้างและตอบสนองภารกิจหลักขององค์กรในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาติให้ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก รวมทั้งพัฒนาศักยภาพของศิลปิน นักวิชาการที่ปฏิบัติงานด้านศิลปะการแสดง ให้มีความรู้ ประสบการณ์ ในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป จะเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมอันนำไปสู่ความเข้มแข็งให้แก่ประเทศชาติได้อีกวิธีหนึ่ง อนึ่ง ภารกิจนี้สามารถสร้างเครือข่ายด้านศิลปวัฒนธรรม และกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ด้วยมิติทูตวัฒนธรรมอันจะส่งผลให้เกียรติภูมิของชาติแพร่หลายในวงกว้างยิ่งขึ้น โดยสำนักการสังคีต กรมศิลปากร เป็นผู้รับผิดชอบ จากการดำเนินงานในครั้งนี้ ได้มีการนิทรรศการ และการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด พระจักรีอวตารปราบมารร้าย เนื่องในการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ ๑๓๐ ปี ที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงส่งศิลปินไทย จำนวน ๑๙ คน ไปถวายการบรรเลงหน้าพระที่นั่งสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย พุทธศักราช ๒๔๒๗ ณ โรงละคร Sadler's Wells Theatre
๑๐. ข้อเสนอแนะจากกิจกรรม
สมควรให้การสนับสนุนการเดินทางไปปฏิบัติราชการเพื่อจัดการแสดง และแลกเปลี่ยนทางวิชาการด้านนาฏศิลป์และดนตรี แบบบูรณาการในลักษณะเช่นนี้ เพราะ
๑. เป็นการส่งเสริมให้บุคลากร ได้รับความรู้ และประสบการณ์ เพื่อพัฒนาศักยภาพ และนำความรู้มาบูรณาการกับการปฎิบัติงานในองค์กร
๒. เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี หรือสร้างเครือข่ายทางพันธมิตรทางด้านวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยกับประชาคมโลก
(นายลสิต อิศรางกูร ณ อยุธยา)
นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการพิเศษ
ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
พรรณไม้ในศิลาจารึกหลักที่ ๑. ศิลาจารึกหลักที่ ๑ เป็นศิลาจารึกหลักแรกที่ใช้ตัวอักษรไทยและภาษาไทย ถูกพบโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๖ บริเวณเนินปราสาท โดยพบร่วมกันกับพระแท่นมนังคศิลาบาตร โดยเนื้อความในศิลาจารึกเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของพ่อขุนรามคำแหง ตั้งแต่ประสูติจนได้เสวยราชสมบัติ ธรรมเนียมในเมืองสุโขทัย คำสรรเสริญยอพระเกียรติของพ่อขุนรามคำแหง และอาณาเขตเมืองสุโขทัยที่แผ่ออกไป นับว่าศิลาจารึกหลักที่ ๑ เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงเห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวสุโขทัยในอดีต โดยองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศให้ศิลาจารึกหลักที่ ๑ เป็นมรดกความทรงจำของโลก (The Memory of the World Register) นอกจากเนื้อความที่กล่าวถึงข้างต้นแล้วยังปรากฏชื่อของพรรณไม้ในสมัยสุโขทัยอีกด้วย ดังนี้ หมากส้ม หมายถึง ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ปรากฏอยู่ในด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๑๒ – ๑๓ ความว่า “...เนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู กูได้หมากส้ม หมากหวาน อันใดกินอร่อยกินดี กูเอามาแก่พ่อกู...” หมากหวาน หมายถึง ผลไม้ที่มีรสหวาน ปรากฏอยู่ในด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๑๒ – ๑๓ ความว่า “...เนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู กูได้หมากส้ม หมากหวาน อันใดกินอร่อยกินดี กูเอามาแก่พ่อกู...” ข้าว ปรากฏอยู่ในด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๑๘ - ๑๙ ความว่า “…เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว...” หมาก ปรากฏอยู่ในด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๒๓ ความว่า “…ป่าหมากป่าพลูพ่อเชื้อมัน ไว้แก่ ลูกมันสิ้นไพร่ฟ้า...” ด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๓๔ ความว่า “…มีทะเลหลวง มีป่าหมากป่าพลู...” พลู ปรากฏอยู่ในด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๒๓ ความว่า “…ป่าหมากป่าพลูพ่อเชื้อมัน ไว้แก่ ลูกมันสิ้นไพร่ฟ้า...” ด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๓๔ ความว่า “…มีทะเลหลวง มีป่าหมากป่าพลู...” มะพร้าว เป็นพืชเขตร้อนที่ให้ประโยชน์แก่สัตว์และมนุษย์แทบทุกส่วน ปรากฏอยู่ในด้านที่ ๓ บรรทัดที่ ๒ ความว่า “…เมืองสุโขทัยนี้ มีตลาดปสาน มีพระอจนะ มีปราสาทมีหมากพร้าว...” และด้านที่ ๓ บรรทัดที่ ๕ “…มีป่าพร้าว ป่าลาง มีป่าม่วง ป่าขาม...” หมากลาง ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าเป็นพืชชนิดใด โดยนักวิชาการสันนิษฐานว่า หมากลาง น่าจะหมายถึง ขนุน เป็นคำไทยใหญ่ ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปเอเชียใต้ บริเวณประเทศอินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ แต่นายพิทูร มลิวัลย์สันนิษฐานว่า หมากลาง น่าจะหมายถึงต้นไม้ชนิดหนึ่งจำพวกปาล์ม ที่พบอยู่ในพื้นที่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีลักษณะคล้ายมะพร้าว ผลมีรสหวานโดยเฉพาะส่วนกาบ ปรากฏอยู่ในด้านที่ ๓ บรรทัดที่ ๒ – ๓ ความว่า “…ป่าลาง มีไร่ มีนา มีถิ่นถาน...” และด้านที่ ๓ บรรทัดที่ ๕ ความว่า “…มีป่าพร้าว ป่าลาง มีป่าม่วง ป่าขาม...” มะม่วง เป็นพรรณพืชที่เกิดในเขตร้อน นักพฤกษศาสตร์เชื่อว่ามีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย ปรากฏอยู่ในด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๓๕ ความว่า “…มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก มีป่าม่วง…” ด้านที่ ๓ บรรทัดที่ ๕ ความว่า “…มีป่าพร้าว ป่าลาง มีป่าม่วง ป่าขาม...” มะขาม เป็นไม้เขตร้อนมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกา ในแถบประเทศซูดาน ปรากฏอยู่ในด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๓๕ ความว่า “…มีป่าขาม ดูงามดังแกล้...” และด้านที่ ๓ บรรทัดที่ ๕ ความว่า “…มีป่าพร้าว ป่าลาง มีป่าม่วง ป่าขาม...” ต้นตาล ปรากฏอยู่ในด้านที่ ๓ บรรทัดที่ ๑๐ - ๑๓ ความว่า “..พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัยนี้ ปลูกไม้ตาลนี้ ได้สิบสี่เข้า จึงให้ช่างฟันขดานหินตั้งหว่าง กลางไม้ตาลนี้ วันเดือนดับเดือนโอก แปดวัน...” และด้านที่ ๓ บรรทัด ๒๔ - ๒๕ ความว่า “…มีในถ้ำรัตนธาร ในกลางป่าตาลมีศาลาสองอัน...” ปัจจุบัน ต้นไม้ที่ปรากฏภายในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เป็นต้นไม้ที่ปลูกขึ้นในช่วงที่มีการดำเนินการพัฒนาเมืองโบราณสุโขทัยให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นโครงการที่มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์โบราณสถานของเมืองสุโขทัยไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และอารยธรรม โดยอ้างอิงจากพรรณไม้ที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย.อ้างอิง กรมศิลปากร. (๒๕๔๗). ศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ ๑ จารึกพ่อขุนรามคำแหง. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด. เข้าถึงเมื่อ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๗. เข้าถึงได้จากhttp://164.115.27.97/.../fc038bc8986859d9600f3ba9795d9a22... ประโชติ สังขนุกิจ. (๒๕๖๗). บันทึกสุโขทัย ในวัยสนธยา. พิษณุโลก: โฟกัสมาสเตอร์พริ้นท์. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). จารึกพ่อขุนรามคำแหง. เข้าถึงเมื่อ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๗. เข้าถึงได้จาก https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/47
เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๔ กรมศิลปากร จัดกิจกรรม “เปิดบ้านศิลปากร” ครั้งที่ ๓ “สืบทอดช่าง
สิบหมู่” นำคณะสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมกิจกรรมของสำนักช่างสิบหมู่ ถนนพุทธมณฑล สาย ๕ ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โดยนางสาวนิรมล เรืองสม ผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่ และเจ้าหน้าสำนักช่างสิบหมู่ ให้การต้อนรับ โดยนางสาวนิรมล เรืองสม ผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่ ได้บรรยายสรุปภารกิจภาพรวมของสำนักช่างสิบหมู่ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
จากนั้นได้นำคณะสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมการทำงานส่วนต่างๆ อาทิ เยี่ยมชมกลุ่มประติมากรรม ชมการปั้นอนุสาวรีย์รัชกาลที่ ๕ และเจ้าฟ้าศิริราช เยี่ยมชมกลุ่มจิตรกรรม การเขียนภาพไตรภูมิ และจิตรกรรมพุทธรัตนสถาน งานฉากลับแล เยี่ยมชมกลุ่มศิลปประยุกต์ การออกแบบดวงตราสัญลักษณ์ และงานเครื่องเคลือบดินเผาชมอาคารศูนย์ศิลปะและการช่างไทย การจัดแสดงผลงานช่างสิบหมู่ เยี่ยมชมกลุ่มประณีตศิลป์ อาคาร ๑ ผ้าลายทองแผ่ลวดหลังคาเรือพระราชพิธี เยี่ยมชมกลุ่มประณีตศิลป์ อาคาร ๒ เรือจำลองศรีประภัทรศรชัย และการทำ พู่ประกอบเรือพระราชพิธี การแกะสลักงานไม้ และเยี่ยมชมกลุ่มประณีตศิลป์ อาคาร ๓ บานประตูประดับมุก งานปั้นปูนตำ งานโลหะประณีต การจัดสร้างตู้พระธรรมลายรดน้ำฯลฯ กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์การทำงานของสำนักช่างสิบหมู่ ให้สื่อมวลชนได้รับทราบและเข้าใจการทำงานของกรมศิลปากรมากยิ่งขึ้น และจะได้นำข้อมูลความรู้ไปเผยแพร่สู่สาธารณชนอย่างกว้างขว้าง