ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,593 รายการ

           เศียรพระพรหมปูนปั้นประดับศาสนสถาน ได้จากวัดพระแก้ว กลางเมืองกำแพงเพชร ลักษณะพระพักตร์ค่อนข้างยาว แสดงให้เห็นเพียงสามพักตร์ สวมกระบังหน้า พระขนงโกงต่อกันเหนือสันพระนาสิก พระเนตรเบิกโต พระโอษฐ์บางอมยิ้มเล็กน้อย            พระพรหมเป็นเทพสำคัญหนึ่งในสามองค์ของศาสนาฮินดูที่เรียกว่า ตรีมูรติ ซึ่งประกอบไปด้วยพระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ แต่ในคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนานั้น พระพรหมถือเป็นเทวดาองค์หนึ่งที่สถิตบนสวรรค์ชั้นสูงที่เรียกว่าชั้นพรหม (พรหมภูมิ) ซึ่งอยู่สูงกว่าเทวดาทั่วไป พระพรหมยังคงมีการเวียนว่ายตายเกิด อยู่ในกามาวจรภพ            พุทธศาสนาได้แบ่งพระพรหมออกเป็น ๒ ประเภท คือ พรหมที่มีรูป เรียกว่า "รูปพรหม" มีทั้งหมด ๑๖ ชั้น และพรหมที่ไม่มีรูป เรียกว่า "อรูปพรหม" มีทั้งหมด ๔ ชั้น โดยอรูปพรหมจะสูงกว่ารูปพรหม พระพรหมได้ปรากฏอยู่ในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในพระพุทธศาสนาอยู่หลายครั้งทั้งชาดกและพุทธประวัติ ซึ่งเรื่องราวตอนสำคัญที่พบในงานศิลปกรรม คือ พุทธประวัติตอนเสด็จลงจากดาวดึงส์หลังจากเทศนาโปรดพุทธมารดา โดยพระพรหมได้ตามเสด็จลงมาทางบันไดแก้วที่อยู่ทางซ้ายของพระพุทธเจ้า ดังปรากฏเป็นภาพปูนปั้นเล่าเรื่องที่มณฑปวัดตระพังทองหลาง เมืองเก่าสุโขทัย-------------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร -------------------------------------------------------------บรรณานุกรม กรมศิลปากร. นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร. กรุงเทพฯ : รุ่งศิลป์การพิมพ์, ๒๕๕๗.



วันพุธที่ ๑๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๓ นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานเปิดงาน “นิทรรศการวารสาร และนิตยสารฉบับแรก” พร้อมด้วยนายพนมบุตร จันทรโชติ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายอรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรร่วมในพิธีเปิด ณ ห้องวชิรญาณ ๒ - ๓ ชั้น ๑ อาคาร ๒ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ถนนสามเสน แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพฯ          นิทรรศการวารสาร และนิตยสารฉบับแรก เป็นกิจกรรมภายใต้โครงการพัฒนาและส่งเสริมหอสมุด แห่งชาติ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยนำวารสาร และนิตยสารฉบับแรก หรือฉบับปฐมฤกษ์ ที่จัดเก็บและให้บริการที่สำนักหอสมุดแห่งชาติ มาจัดแสดงแบ่งเนื้อหาออกเป็น ๕ ส่วน ประกอบด้วย           ส่วนที่ ๑ ประวัติความเป็นมาของวารสารในประเทศไทย จัดแสดงวารสาร นิตยสารหายาก ที่เผยแพร่ ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๐            ส่วนที่ ๒ วารสารและนิตยสาร จัดแสดงตามช่วงระยะเวลา ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ – ๒๕๕๙           ส่วนที่ ๓ วารสารและนิตยสาร แบ่งตามประเภทเนื้อหา เช่น ด้านศาสนา ด้านวิศวกรรมศาสตร์           ส่วนที่ ๔ วารสารของหน่วยงานภาครัฐ เช่น นิตยสารศิลปากร วารสารวิชาการหอสมุดแห่งชาติ           ส่วนที่ ๕ วารสาร นิตยสารอิเล็กทรอนิกส์ และผลงานของอาจารย์ศุภชัย ราชพิตร ผู้ที่มอบวารสาร และนิตยสารฉบับปฐมฤกษ์ที่สะสมไว้ให้กับสำนักหอสมุดแห่งชาติ           ขอเชิญผู้สนใจชมความเป็นมาของวารสารและนิตยสารในประเทศไทยตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๐ และการเปลี่ยนแปลงของวารสารและนิตยสารในช่วงเวลาต่าง ๆ ว่ามีความแตกต่างจากวารสาร และนิตยสารในยุคปัจจุบันอย่างไร ณ ห้องวชิรญาณ ๒ - ๓ ชั้น ๑ อาคาร ๒ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๓




     ตอนที่แล้วได้กล่าวถึงชุมชนมอญซึ่งเป็นชุมชนกลุ่มใหญ่ที่สุดในพื้นที่ในพื้นที่บ้านโป่งถึงบ้านเจ็ดเสมียน โพธาราม  สำหรับตอนที่ ๓ นี้จะกล่าวถึงชุมชนชาวไทยและเขมร       ไทย  ดังที่กล่าวไว้ในตอนแรกว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นลุ่มแม่น้ำแม่กลองบ้านโป่ง - บ้านเจ็ดเสมียน พบว่าชุมชนชาวไทยจะอยู่กันเป็นกลุ่มๆ แทรกกระจายตัวอยู่เป็นจุดๆ โดยมีวัดไทยเป็นศูนย์กลาง คนไทยเหล่านี้ตั้งรกรากอยู่ในบริเวณนี้ตั้งแต่สมัยธนบุรี และต้นรัตนโกสินทร์แล้ว        แต่สำหรับคนไทยพื้นถิ่นในเขตพื้นที่จังหวัดราชบุรีนั้นที่เด่นชัดนั้น คือ ชุมชนบ้านโพหัก ตำบลโพหัก อำเภอบางแพ ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่าเป็นกลุ่มที่อพยพมาจากบริเวณป่าหลวงหรือป่าน้อย โดยมีเรื่องเล่าว่า หลวงพ่อทองดีเป็นผู้นำในการอพยพเนื่องจากบริเวณป่าหลวงเกิดกันดารน้ำ จากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศพบว่าบริเวณป่าหลวงมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีเส้นทางเชื่อมโยงทางเหนือได้ถึงเมืองอู่ทองเก่า ทางใต้ลงสู่แม่น้ำท่าจีน บริเวณป่าหลวงยังปรากฏซากอาคารก่อด้วยศิลาแลงเรียก โคกยายชี อีกด้วย ภาษาและสำเนียงของคนโพหักมีลักษณะเฉพาะ ดังตัวอย่าง การเรียกชื่อผู้หญิงด้วยคำนำหน้าว่า “ออ” , บางทีเรียก “ลางที” , สมัยก่อน “กะแรก หรือ ตะก่อน” เป็นต้น       นอกจากกลุ่มคนไทยโพหักกลุ่มนี้แล้ว ในอำเภอวัดเพลง ยังมีกลุ่มคนไทยดั้งเดิมตั้งรกรากกระจายกันอยู่ใน ๓ ตำบล ได้แก่ ตำบลวัดเพลง ตำบลเกาะศาลพระ ( บ้านหนองเกสร บ้านเวียงทุน บ้านหัวดอน บ้านบางนางทวย ) ตำบลจอมประทัด  ( บ้านกล้วย บ้านบางกระลี้ บ้านต้นพลับ บ้านหมู่ใหญ่ บ้านปลายคลองเล็ก บ้านปากสระ บ้านดอนกลาง บ้านตาสน ) เป็นต้น                เขมร  มีการแบ่งกลุ่มชาวเขมรในจังหวัดราชบุรีออกเป็นสองกลุ่ม คือ       ๑. กลุ่ม (ไทย) เขมรลาวเดิม ถิ่นฐานดั้งเดิมนั้นมีเพียงคำบอกเล่าว่า ถูกกวาดต้อนมาจากทางเหนือ  กลุ่มนี้ที่ตั้งบ้านเรือนกระจัดกระจายในหลายท้องที่ คือ อำเภอเมือง ( บางส่วนของตำบลคุ้งกระถิน และตำบลคุ้งน้ำวน) อำเภอปากท่อ ( ตำบลวัดยางงาม หมู่ ๓ บ้านกอไผ่ ตำบลบ่อกระดาน บ้านบ่อตะคร้อ บ้านหัวถนน และบางสาวนของตำบลดอนทราย บ้านหนองจอก )  อำเภอวัดเพลง ( ตำบลวัดเพลงบริเวณวัดศรัทธาราษฎร์ บ้านนางสูญ  ตำบลเกาะศาลพระ บ้านคลองขนอน คลองพะเนาว์ บ้านโคกพริก ) อำเภอบางแพ ( ตำบลหัวโพ บ้านดอนมะขามเทศ ตำบลวังเย็น บ้านเตาอิฐ บ้านหนองม่วง ตำบลวัดแก้ว บ้านเสาธง บ้านทำนบ ตำบลบางแพ บ้านท่าราบ) เป็นต้น   เขมรลาวเดิมมีภาษาพูดสำเนียงคล้ายภาษาอีสาน ศัพท์สำนวนบางคำคล้ายกับภาษาไทยเหนือและอีสาน เช่น คำว่า พูด = เว้า ,ปวดฟัน = ปวดแค้ว , ไม่กลัว = บ่หย่าน เป็นต้น      ๒. กลุ่มเขมร ซึ่งมีถิ่นฐานเดิมในเมืองบารายและโพธิสัตว์ โดยถูกกวาดต้อนครัวมาแต่ครั้งกรุงธนบุรี ในคราวที่เจ้าพระยาจักรี และเจ้าพระยาสุรสีห์ไปตีเขมร และกวาดต้อนครัวเขมรประมาณหมื่นเศษเข้ามายังกรุงธนบุรี และโปรดฯให้ไปตั้งบ้านเรือนที่เมืองราชบุรีเพื่อเป็นกำลังในการสู้รบกับพม่าก่อน “ศึกบางแก้ว”ในปีพ.ศ.๒๓๑๗  มีคำบอกเล่าว่า ชาวเขมรรุ่นปู่ย่าตายายล้วนพูดภาษาเขมร เคยเป็นกองเลี้ยงช้างไว้ทำสงคราม และเลี้ยงช้างให้หลวง กลุ่มนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่สองฝั่งแม่น้ำแม่กลองด้านทิศตะวันออก คือ อำเภอเมือง (บ้านพงสวาย บ้านคลองแค บ้านคุ้งกระถิน บ้านคุ้งน้ำวน บ้านอู่เรือ บ้านรากขาม บ้านห้วยหมู ) อำเภอโพธาราม ( ตำบลบางโตนด บ้านสมถะ ตำบลเจ็ดเสมียน บ้านสนามชัย ) อำเภอปากท่อ ( ตำบลปากท่อ บ้านโคกพระ ตำบลหนองกระทุ่ม บ้านหนองกระทุ่ม )        สำหรับวัดในกลุ่มชาวไทยและเขมร นี้พบว่ามีวัดริมสองฝั่งแม่น้ำแม่กลอง บ้านโป่ง - บ้านเจ็ดเสมียน รวม ๑๕ วัด ได้แก่  ๑.) วัดมะเดื่อ (วัดอุทุมพรวนาราม) ๒.) วัดกล้วย ๓.) วัดโพธิ์ไพโรจน์ ๓.) วัดจอมประสาท ๔.) วัดกลาง ๕.) วัดวิหารสูง ๖.) วัดมณีโชติ ๗.) วัดตึกหิรัญราษฎร์ * ๘.) วัดสนามชัย * ๙.) วัดเจ็ดเสมียน * ๑๐.) วัดโพสฆาวาส(โพธิ์บัลลังก์) ๑๑.) วัดขนอน ๑๒.) วัดท่าหลวงพล ๑๓.) วัดบางโตนด* ๑๔.) วัดสมถะ* หมายเหตุ * เป็นวัดที่คนไทยปะปนกับเขมร วัดเหล่านี้ สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี โดยกลุ่มโบราณคดี ได้ดำเนินการสำรวจในช่วงระหว่างปีพ.ศ.๒๕๓๙ – ปัจจุบัน ซึ่งข้อมูลที่ได้ยังมีจำนวนไม่มากนัก วัดขนอน  วัดขนอน        วัดขนอน ตั้งอยู่หมู่ที่ ๔ ตำบลสร้อยฟ้า อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี        ประวัติ  วัดขนอนแต่เดิมเป็นวัดร้าง จากคำบอกเล่า กล่าวว่าเป็นที่อาศัยของนกนานาชนิด โดยเฉพาะนก กา ลิงและชะนีตลอดจนสัตว์ป่าต่างๆ  บริเวณโดยรอบวัดเป็นป่าไม้เต็ง  ไม้แดงขึ้นรกครึ้ม พอค่ำลงบรรดานกกา ลิงค่าง ก็จะพากันมาเกาะกิ่งไม้เต็มไปหมด ชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า “วัดกานอนกีนอนโปราวาส” ในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสต้น ณ มณฑลราชบุรี ทรงบันทึกประวัติของวัดขนอนไว้ในพระราชหัตถเลขา ฉบับที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ร.ศ. ๑๒๘ ตอนหนึ่งความว่า……….. พระราชหัตถเลขาตอนนี้แสดงให้เห็นถึงสภาพของวัดวาอารามต่าง ๆ ในมณฑลเมืองราชบุรี ยกเว้นในเมืองราชบุรีซึ่งไม่ถูกผลกระทบของสงคราม คงจะรกร้างหรือเกือบร้าง หรือพังทลายเสียหาย ทิ้งรกรุงรังเป็นส่วนใหญ่ ชาวบ้านเองคงปลูกบ้านห่างวัดมาก  และคงไม่ค่อยมีใครสนใจ หรืออยากเข้าไปใกล้วัดร้างด้วยเหตุผลของความกลัว และวัดร้างในลักษณะนี้ นก กา ลิง ค่าง บ่าง ชะนี หรือแม้แต่สัตว์ป่า จึงกล้ากรายเข้ามาใกล้หรืออาศัยหลับนอน นานไปผู้คนก็คงจะลืมเลือนแม้กระทั่งชื่อวัด โดยเฉพาะวัดขนอนที่รกร้างมากว่า ๑๐๐ ปีสันนิษฐานว่าชาวบ้านคงเรียกตามสภาพที่เห็นว่า “วัดกานอนกีนอนโปราวาส” ซึ่งประโยคนี้อาจจะแยกเป็น ๓ คำ  คือ “กานอน” เข้าใจง่ายว่าเป็นที่กานอนส่วน “กีนอน” คงจะเพี้ยนเสียงจากชะนี และคำว่า “โปราวาส” “แสดงให้เห็นชัดว่า เป็นคำเรียกกระทบกระแทกเปรียบเปรย เนื่องจากเป็นวัดรกร้างเก่าแก่ นกกาอาศัยนอนจึงนำคำว่า โปราวาส (หมายถึงสถานที่โบราณ) มาเติมเป็นสร้อยข้างท้าย นั่นคือ “วัดกานอนกีนอนโปราวาส”  และคงไม่ใช่ชื่อจริงของวัดอย่างแน่นอน      จากคำบอกเล่าของชาวบ้านว่า หลวงปู่กล่อม ผู้ทำการบูรณะวัดและชาวบ้านได้พบใบเสมาหินเก่ามีจารึกเป็นตัวเลข “๒๓๒๗” เมื่อครั้งรื้อพระอุโบสถหลังเก่าออกเพื่อก่อสร้างโบสถ์ใหม่ จากหลักฐานนี้ทำให้มีผู้สันนิษฐานว่า วัดนี้คงสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๗ สำหรับชื่อของวัดขนอนนั้นสืบเนื่องจากหลังจากที่มีการบูรณะวัดขึ้นใหม่แล้ว ชาวบ้านก็เลยพากันเรียกชื่อ วัดเสียใหม่ตามชื่อของด่านเก็บภาษีทางน้ำที่เรียกว่า “ขนอน” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าวัด เป็นวัดขนอน แทนวัดกานอนกีนอนโปราวาสตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สิ่งสำคัญภายในวัดขนอน มีดังนี้      อุโบสถ  แต่เดิมอุโบสถมีรูปแบบลักษณะใดไม่มีหลักฐานปรากฏ ต่อมาหลวงปู่กล่อม (จันทโชโต) หรือพระครูศรัทธาสุนทร เข้ามาอยู่ ณ วัดขนอนเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ได้เริ่มทำการก่อสร้างใหม่โดยมีช่างชาวจีนเป็นแม่งาน ในการก่อสร้างหลวงปู่กล่อม เป็นผู้ออกแบบคิดประดิษฐ์ผูกลายประตู หน้าต่าง หน้าบัน ฯลฯ โบสถ์ใหม่ที่หลวงปู่กล่อมสร้างขึ้นนั้น มีลักษณะคล้ายกับพระอุโบสถของวัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี เนื่องจากในสมัยนั้นกำลังเป็นที่นิยม เนื่องจากพระกระแสรับสั่งชมเป็นพิเศษในเรื่องความงามจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อุโบสถ      ลักษณะของอุโบสถเป็นอาคารทรงไทย ก่ออิฐถือปูน หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องลดชั้น ๓ ชั้น ซ้อนกันชั้นละ ๓ ตับ มีมุขลดทั้งด้านหน้าและด้านหลังด้านละ ๑ ห้อง โดยมีเสาสี่เหลี่ยม ๔ ต้นรองรับโครงหลังคา ด้านข้างมีชายคาปีกนกคลุมมีเสาสี่เหลี่ยมรองรับด้านๆ ละ ๙ ต้น ช่อฟ้าใบระกาปูนปั้นประดับกระจก หน้าบันปูนปั้นลวดลายพันธุ์พฤกษาตรงกลางเป็นรูปวงกลม ฐานอุโบสถยกพื้น ๒ ชั้น ชั้นแรกอยู่ในแนวเดียวกับเสารองรับชายคาปีกนก ตั้งซุ้มใบเสมาปูนปั้นย่อมุมไม้สิบสอง          ผนังด้านหน้าและด้านหลังก่ออิฐถือปูนเรียบ มีประตูทางเข้าด้านละ ๒ ประตู ซุ้มประตูปูนปั้นทรงเจดีย์ บานประตูไม้แกะสลักลงรักปิดทองประดับกระจก ลวดลายดอกไม้กลมส่วนล่างเป็นภาพทวารบาลยืนถืออาวุธ ซุ้มประตูด้านหลังบริเวณมุมซุ้มด้านขวาตอนบน มีจารึกภาษาไทย คำว่า“เจกหัว” ซึ่งอาจจะหมาย ถึง ชื่อของนายช่างชาวจีน ผนังด้านข้างก่ออิฐถือปูนมีช่องหน้าต่างด้านละ ๖ บาน บานหน้าต่างไม้แกะสลักลงรักปิดทองประดับกระจก ลวดลายตอนบนเป็นลายตาข่ายดอกไม้ ตอนล่างเป็นลายรูปสัตว์ลวดลายของบานหน้าต่างแต่ละบานจะไม่ซ้ำกัน ด้านหน้าอุโบสถมีบันไดเตี้ยๆขึ้นทางด้านข้าง เสาบันไดมีภาพจิตรกรรมจีนและอักษรจีน ด้านหนึ่งมีอักษรภาษาไทยว่า “โบษเจ๊กถ้ำงาม” พระพุทธรูปสำริดประทับนั่ง แสดงปางมารวิชัย ศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย-ต้นกรุงรัตนโกสินทร์      ภายในอุโบสถประดิษฐาน พระพุทธรูปสำริดประทับนั่ง แสดงปางมารวิชัย ศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย-ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ด้านข้างซ้าย-ขวามีพระอัครสาวกยืนพนมมือ ฐานชุกชีด้านหลังพระประธานประดิษฐาน พระพุทธรูปปูนปั้นประทับนั่ง แสดงปางมารวิชัย และปางสมาธิ ศิลปะรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ ๕ หลายองค์    ภายนอกอุโบสถมีระเบียงคตก่ออิฐถือปูนล้อมรอบ มีซุ้มประตูทางเข้าอยู่ทั้งสี่ทิศ ภายในระเบียงมีพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัยจำนวน ๑๒๐ องค์ ประดิษฐานรายรอบ      เจดีย์ราย  ตั้งอยู่ด้านหน้าอุโบสถเรียงกันเป็นแถวจำนวน ๖ องค์ ลักษณะเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนย่อมุมไม้สิบสอง ฐานเจดีย์เป็นฐานสิงห์ซ้อนกันสองชั้น องค์ระฆังขนาดเล็กมีบัวรองรับปากระฆัง ส่วนยอดมีบัลลังก์สี่เหลี่ยมรองรับชุดบัวคลุ่มเถาและปลียอด ด้านหลังอุโบสถมีเจดีย์ทรงระฆังก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่  ฐานเจดีย์เป็นฐานบัวทรงสี่เหลี่ยม รองรับฐานบัวกลมและชุดมาลัยเถาโดยที่ชั้นมาลัยเถานี้จะมีซุ้มพระ  ๘ ซุ้ม ซ้อนกันเป็นสองชั้นชั้นละ ๔ ซุ้ม องค์ระฆังกลมมีสายสังวาลรัด ส่วนยอดมีบัลลังก์สี่เหลี่ยมรองรับบัวและปลียอด ลักษณะของส่วนยอดคล้ายกับเจดีย์มอญ   อีกด้านหนึ่งของถนนด้านหน้าวัด มีเจดีย์อยู่ ๑ องค์ ลักษณะเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทรงระฆังสีขาวนวล ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมมีกำแพงสี่เหลี่ยมทึบเตี้ยๆ ล้อมรอบ ฐานด้านล่างเป็นฐานบัวกลมซ้อนกัน ๓ ชั้น องค์ระฆังมีการตกแต่งปูนปั้นรูปใบโพธิ์ทั้ง ๔ ด้าน ส่วนยอดเป็นมาลัยเถาและปลียอด ซุ้มประตูวัด      ซุ้มประตูวัด  ตั้งอยู่ด้านหน้าวัด ติดกับแม่น้ำแม่กลองทางด้านทิศตะวันออก ลักษณะเป็นซุ้มประตูก่ออิฐถือปูน ทรงมณฑป สูงประมาณ ๓ เมตร กว้าง ๑.๘ เมตร      สำเภาก่ออิฐถือปูน  ตั้งอยู่ทางด้านขวามือของซุ้มประตู ลักษณะเป็นสำเภาจีนด้านบนเดิมมีเจดีย์บรรจุอัฐิ ปัจจุบันชำรุดพังไปไม่เหลือสภาพ สำเภามีความยาวประมาณ ๑๐ เมตร กว้าง ๑.๕ เมตร หอระฆัง      หอระฆัง  ก่ออิฐถือปูนทรงมณฑป ด้านล่างเป็นฐานสี่เหลี่ยม ตกแต่งเป็นช่องอาร์คโค้งด้านละ ๓ ช่อง ตอนบนมีระเบียงสี่เหลี่ยมทึบมีบันไดทางขึ้นด้านข้าง ตัวหอระฆังตั้งอยู่บนฐานบัวลูกแก้วอกไก่ ด้านหนึ่งเป็นผนังสี่เหลี่ยมทึบมีอักษรระบุ “สร้างแล้วเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑” เรือนธาตุโปร่งด้านบนเป็นส่วนโค้งส่วนยอดเป็นเจดีย์ทรงระฆังย่อมุมไม้สิบสอง หอระฆังหลังนี้ได้รับอิทธิพลของสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกเข้ามาปะปนอย่างมาก ซุ้มประตูหมู่กุฏิสงฆ์      ซุ้มประตูหมู่กุฏิสงฆ์  ก่ออิฐถือปูนทรงมณฑป ด้านหน้ามีบันไดทางขึ้นเตี้ย ส่วนยอดมีลวดลายปูนปั้นตกแต่ง ตัวซุ้มสูงประมาณ ๓ เมตร      หนังใหญ่  หลวงปู่กล่อมได้สร้างขึ้นโดยมี นายอั๋ง ซึ่งเคยแสดงโขนอยู่ในคณะของพระแสนทองฟ้า เจ้าเมืองราชบุรี เป็นผู้ร่วมสร้างตัวหนังใหญ่ขึ้น โดยมีช่างจาดและช่างจ๊ะนายช่างชาวมอญในราชบุรีและช่างพ่วง จากบ้านโป่งเป็นคณะผู้ร่วมสร้างตัวหนังใหญ่วัดขนอน หนังชุดแรกที่สร้าง คือ ชุดหนุมานถวายแหวน และได้สร้างต่อมาอีกหลายชุดรวมทั้งสิ้นประมาณ ๓๒๐ ตัว ลักษณะของตัวหนังใหญ่นั้น จะแกะเป็นรูปโปร่งตามตัวที่ต้องการ เช่น พระ นาง ลิง ยักษ์ เพื่อให้แสงสว่างผ่าน เพื่อให้เห็นรูปทรงตัวหนังทำจากหนังโคทั้งตัว ตัวหนังใหญ่ของวัดขนอนปัจจุบันมีอายุราว ๑๕๐ ปีมาแล้ว บางตัวชำรุดมาก สมเด็จพระเทพ-รัตนราชสุดาฯ ทรงมีพระราชดำริให้หาช่าง มาสร้างหนังชุดใหม่แทนชุดเก่า แล้วเสร็จในปี พ.ศ.๒๕๓๘ จำนวนทั้งสิ้น ๓๑๓ ตัว เท่ากับจำนวนตัวหนังเก่าที่เหลือในปัจจุบัน      โบราณวัตถุที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ของวัด  ส่วนใหญ่เป็นของที่เรียกเก็บเป็นภาษีผ่านด่านขนอน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยนำมาเก็บรักษาไว้พระอุโบสถของวัดขนอน ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องถ้วยลายครามของจีน ได้แก่ แจกัน โถ กระโถน ป้านน้ำชา และชามขนาดเล็ก นอกจากนั้นก็เป็นเครื่องถ้วยเบญจรงค์ จำพวกโถ พาน สมัยรัตนโกสินทร์ และสิ่งของที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา เช่น ผ้าพระบถ ภาพวาดพุทธประวัติบนกระจก สมุดข่อย เป็นต้น เรียบเรียง : นางจิรนันท์  คอนเซพซิออน นักโบราณคดีชำนาญการ  สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี    หนังสืออ้างอิง กรมศิลปากร. ราชบุรี ,พระนคร : บริษัท อัมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊ป จำกัด ,๒๕๓๔. (พิมพ์เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๓๔ ) สุภาภรณ์ จินดามณีโรจน์. ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ความหลากหลายของผู้คน ชุมชน และวัฒนธรรม บ้านโป่ง-เจ็ดเสมียน , มปท. หจก.เอราวัณการพิมพ์ , ๒๕๕๔. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี . ชุมชน ๘ เผ่า ในจังหวัดราชบุรี .เอกสารอัดสำเนา  ,๒๕๔๖. สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี กลุ่มโบราณคดี , รายงานการสำรวจโบราณสถาน จังหวัดราชบุรี ,เอกสารโรเนียว , ๒๕๓๙ -ปัจจุบัน .



เลขทะเบียน : นพ.บ.147/9ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  44 หน้า ; 4 x 51 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 90 (377-391) ผูก 9 (2564)หัวเรื่อง : ธมฺมปปทวณฺณนา ธมฺมปทฎกถา ขุทฺทกนิกายฎฐกถา (ธรรมบท)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.126/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  54 หน้า ; 4.5 x 50.5 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 73 (257-266) ผูก 4 (2564)หัวเรื่อง : แปดหมื่นสี่พันขันธ์ (8 หมื่น)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.16/1-2 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง : นิทานอิหร่านราชธรรม (ประชุมปกรณัม) เล่ม 1 ชื่อผู้แต่ง : -ปีที่พิมพ์ : 2506 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์คุรุสภาจำนวนหน้า : 356 หน้า สาระสังเขป : นิทานอิหร่านราชธรรม เป็นนิทานแขก ในหนังสือเรื่องนี้มีศัพท์ ที่แปลแปลกอยู่ในนิทานเรื่องที่ ๕ ศัพท์หนึ่งส่อให้เห็นว่าแปลมาเก่าแก่ เช่น เรียกสัตว์อันเกิดแต่ม้ากับลาผสมกันว่า “แม้” ไม่เคยเห็นเรียกในหนังสือเรื่องอื่นเลย ในหนังสือเล่มนี้ จะมีทั้งหมด ๔ ภาคด้วยกัน ภาคที่ ๑ นิทานอิหร่านราชธรรม ภาคที่ ๒ ปักษีปกรณัม ภาคที่ ๓ ปีศาจปกรณัม ภาคที่ ๔ เวตาลปกรณัม


          โบราณสถานพุหางนาค หมายเลข ๒ เป็นเจดีย์สมัยทวารวดีที่ตั้งอยู่บนเทือกเขารางกะปิด ในพื้นที่บ้านเขาพระ ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี สภาพปัจจุบันเหลือเพียงส่วนฐานก่ออิฐรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนกัน ๓ ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นหินที่เกิดจากการนำหินธรรมชาติมาถมปรับพื้นที่เพื่อรับน้ำหนักเจดีย์และเป็นลานประกอบกิจกรรม พบร่องรอยการก่อสร้างซ้อนทับกัน ๒ สมัย            จากการขุดแต่งพบโบราณวัตถุที่เป็นส่วนประกอบของเจดีย์ได้แก่อิฐและศิลาแลง พระพิมพ์ดินเผาประดับศาสนาสถาน ทั้งยังพบภาชนะดินเผาจำนวน ๓ ใบบรรจุโบราณวัตถุเนื่องในศาสนา ฝังอยู่ในพื้นหินที่ตั้งของโบราณสถาน            ในภาชนะดินเผาใบหนึ่งพบพระพิมพ์ดินเผามีจารึกอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ (ประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว) ระบุนามกษัตริย์ผู้สร้างพระพิมพ์ จึงสันนิษฐานว่าโบราณสถานแห่งนี้เป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นโดยกษัตริย์หรือชนชั้นปกครอง เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาตามคติความเชื่อเรื่องการสร้างบุญกุศล มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ ต่อมาเจดีย์องค์นี้พังทลายลง จึงมีการสร้างเจดีย์สมัยที่ ๒ ครอบทับ            โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ พระพิมพ์ดินเผามีจารึก พระพิมพ์ดินเผาปิดทองคำเปลว พระพุทธรูปสำริดปางสมาธิ แผ่นตะกั่วรูปพระโพธิสัตว์และแผ่นตะกั่วรูปสตรี ปัจจุบันโบราณวัตถุเหล่านี้จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง -----------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี-----------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง ปรัชญา รุ่งแสงทอง. ผลการขุดแต่งโบราณสถานพุหางนาคหมายเลข ๒ กับการตอบคำถามเรื่อง “หินตั้ง”ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี. พุหางนาคและคอกช้างดินร่องรอยพุทธและพราหมณ์บนเขาศักดิ์สิทธิ์. สมุทรสาคร:บางกอกอินเฮ้าส์, ๒๕๖๑. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. พระพุทธรูปและพระพิมพ์ทวารวดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๒.


          นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กรมศิลปากร โดยสำนักวรรณกรรมและ ประวัติศาสตร์ ได้จัดทำโครงการอนุรักษ์ สืบทอด และเผยแพร่ต้นฉบับหนังสือเก่าทรงคุณค่า เพื่อให้สาธารณชนนำไปจัดพิมพ์เผยแพร่ในโอกาสต่าง ๆ บุคคลหรือหน่วยงานใดประสงค์จะจัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ และจารีตประเพณี สามารถติดต่อได้ที่ กลุ่มภาษาและวรรณกรรม สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร โทร. ๐ ๒๑๖๔ ๒๕๐๑ ต่อ ๖๐๗๖ หรือดูรายชื่อหนังสือที่อนุญาตให้นำไปจัดพิมพ์เผยแพร่ได้ที่ www.finearts.go.th/literatureandhistory           สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร มีภารกิจสำคัญในการอนุรักษ์ สร้างสรรค์ สืบทอด และเผยแพร่หนังสือและเอกสารเก่าอันทรงคุณค่า ทั้งด้านวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ และจารีตประเพณี โดยเปิดโอกาสให้สาธารณชนร่วมสืบทอดอายุหนังสือเก่า ด้วยการนำต้นฉบับหนังสืออันทรงคุณค่าเหล่านี้ไปจัดพิมพ์ในโอกาสต่าง ๆ เช่น งานอายุวัฒนมงคล งานบำเพ็ญกุศลศพ และงานฉลองในโอกาสต่าง ๆ เพื่อเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ให้กว้างขวาง โดยคัดเลือกและจัดหมวดหมู่หนังสือและเอกสารเก่าที่ทรงคุณค่า จัดทำฐานข้อมูลในระบบดิจิทัล รวบรวมรายชื่อหนังสือและเอกสารเผยแพร่แก่ผู้สนใจที่ประสงค์จะนำไปจัดพิมพ์ เพื่อร่วมกันอนุรักษ์และ สืบทอดหนังสือและเอกสารเก่าอันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่สืบไป           สำหรับรายชื่อหนังสือที่อนุญาตให้นำไปจัดพิมพ์ขณะนี้มีทั้งสิ้น ๒๑๓ เรื่อง แบ่งเป็น ประเภทวรรณกรรม จำนวน ๙๖ เรื่อง เช่น กากีคำฉันท์ ประชุมสุภาษิตสอนหญิง อิศปปกรณัม: วรรณกรรมแปลจากตะวันตกยุคแรกของไทย ประเภทประวัติศาสตร์ จำนวน ๒๖ เรื่อง เช่น เรื่องกรุงเก่า กรมพระราชวังบวรสถานมงคลสมัยรัตนโกสินทร์ พระเมรุมาศสมัยรัตนโกสินทร์ ประเภทจารีตประเพณี จำนวน ๓๗ เรื่อง เช่น มหาทิพมนต์: ความสืบเนื่องของบทพระพุทธมนต์ในสังคมไทย ย้อนรอยพิธีโล้ชิงช้าในสยาม ประเภทแปลและเรียบเรียง จำนวน ๕๔ เรื่อง เช่น ห้าปีในสยาม เล่ม ๑ – ๒ บันทึกสัมพันธภาพระหว่างประเทศสยามกับนานาประเทศ เล่มที่ ๔ – ๖ ตามรอยบันทึกชาวต่างชาติจากอ่าวสยามสู่ลำน้ำเจ้าพระยา สยามและลาวในสายตามิชชันนารีชาวอเมริกัน           ทั้งนี้ รายละเอียดในการจัดพิมพ์ยึดตามระเบียบกรมศิลปากร เรื่อง การขออนุญาตพิมพ์หนังสือ พ.ศ.๒๕๒๐


อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง บุรีรัมย์ Phanom Rung Historical Park 10 มิถุนายน เวลา 08:58 น.  ·  องค์ความรู้ : อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เรื่อง : ไศวนิกายแบบปศุปตะ ณ ปราสาทพนมรุ้ง ปศุปตะ เป็นลัทธิไศวนิกายแบบแรก ๆ ที่กำเนิดขึ้นในประเทศอินเดีย สันนิษฐานว่าเจริญเติบโตขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ ๘ โดยแสดงความเป็นเจ้าแห่งสรรพสัตว์ทั้งปวง ดั่งพระนามหนึ่งของพระศิวะ คือ “ปศุปติ” แปลว่า เจ้าแห่งสรรพสัตว์ หรือเจ้าแห่งปศุปตะ หรือเจ้าแห่งจิตวิญญาณ ปรากฏอยู่ในคัมภีร์เก่าแก่ ไศวภาควัต มหากาพย์มหาภารตะ กล่าวถึงพวกปศุปตะว่านิยมบูชาพระศิวะในรูปศิวลึงค์ ทาตัวด้วยเถ้าถ่านจากการเผาศพเช่นเดียวกับพระศิวะ มีลาคุลิสะหรือนาคุลิสะ (Lakulisa or Nakulisa) เป็นศาสดาและเป็นผู้นำของนิกายนี้ เป็นผู้รจนา “ปศุปตะสูตร” (Pasupata Sutra) ซึ่งเป็นคัมภีร์หลักว่าด้วยการปฏิบัติตามลัทธิไศวนิกาย แบบปศุปตะ มีสานุศิษย์ที่สำคัญ ๔ ท่าน คือ คุสิกะ การ์กะ มิหิระ (มิตระ) และเการุสยะ (ภาพฤๅษี ๕ ตนที่ปราสาทพนมรุ้ง สันนิษฐานว่าอาจเป็นลาคุลิสะและสานุศิษย์ทั้ง ๔) โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือ การเป็นหนึ่งเดียวกับพระเป็นเจ้า (พระศิวะ) ในทุกหนแห่ง ทั้งภายในและภายนอก ด้วยการเริ่มฝึกปฏิบัติภายนอก ได้แก่ การทรมานกาย การปฏิบัติโยคะ การปฏิบัติตนตามหลักของปศุปตะ ไปจนถึงการปฏิบัติภายใน ได้แก่ การฝึกบำเพ็ญสมาธิ จากการศึกษาศิลาจารึกหลักต่าง ๆ พบที่ปราสาทพนมรุ้ง จารึก K.๓๘๔ ซึ่งเป็นจารึกภาษาสันสกฤต มีข้อความหลายตอนกล่าวถึงการปฏิบัติโยคะของนเรนทราทิตย์และเหล่าโยคีที่อาศัยอยู่บนเขาพนมรุ้ง ที่สำคัญปรากฏคำว่า “ปศุปตะ” ดังความว่า “sthuladripasupata pada parayanena เป็นที่พึ่งของปศุปตะ แห่งสถูลาทริ (พนมรุ้ง)” นเรนทราทิตย์ ผู้สถาปนาปราสาทพนมรุ้ง ได้เลือกรับศรัทธาในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ลัทธิไศวนิกาย แบบปศุปตะ อันเป็นนิกายที่เน้นการปฏิบัติโยคะและการบำเพ็ญพรตอย่างยิ่งยวด ดังความในจารึกว่า “เป็นเวลา ๗ เดือน พระองค์ผู้ทรงเสวยอาหารที่เป็นผลไม้และใบไม้ ปรากฏเสมอกับผู้บริโภคโภชนะและน้ำดื่ม อย่างมั่นคง เมื่อหมู่โยคีประพฤติตาม หมู่โยคีไม่สามารถที่จะอดอาหารเพราะความลำบาก...” และ “โดยการปฏิบัติการอดกลั้นถึง ๘ วัน รวมทั้งการกลั้นปัสสาวะ ฯลฯ บุคคลจึงจะถึงซึ่งความสนุกสนานในสวรรค์ชั้นฟ้าได้ทั้งหมด...” หลักฐานการบำเพ็ญพรตและวัตรปฏิบัติดังกล่าว ปรากฏอยู่ ณ ปราสาทพนมรุ้ง ทั้งที่เป็นจารึกและภาพแกะสลักประดับตามส่วนต่าง ๆ ของปราสาทพนมรุ้ง จากการศึกษาในภาพรวมนั้น ทำให้ทราบว่าปราสาทพนมรุ้ง เป็นสถานที่สำหรับฝึกปฏิบัติ ทำสมาธิ จาริกแสวงบุญของเหล่าผู้ศรัทธาในองค์พระศิวะ มีลักษณะเป็นสถานศึกษาและที่พำนักสำหรับผู้ที่ต้องการบรรลุเป็นหนึ่งเดียวกับพระศิวะ ผู้ที่มีความปรารถนาและผู้ที่สวดมนต์อ้อนวอนเพื่อขอพรให้พระผู้เป็นเจ้าประทานพรเพื่อให้สมความปรารถนา โยคีบางตนเมื่อถึงวาระอันสมควรก็จะภิกขาจารไปในป่า เพื่อปลีกวิเวก รอคอยการละสังขาร เพื่อรวมเป็นหนึ่งกับพระมหาเทพหรือพระศิวะในที่สุด เรียบเรียงโดย : นางสาวกมลวรรณ นิธินันทน์ นักโบราณคดีชำนาญการ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เอกสารอ้างอิง : กมลวรรณ นิธินันทน์. ภาพสลักสลักโยคี ณ ปราสาทพนมรุ้ง. บุรีรัมย์: อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา กรมศิลปากร, ๒๕๖๓. เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระ. “จารึกพบที่ปราสาทพนมรุ้ง.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๑. พิสิฐ เจริญวงศ์ และคณะ. ปราสาทพนมรุ้ง. พิมพ์ครั้งที่ ๖. บุรีรัมย์: สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร, ๒๕๕๑. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์, หม่อมราชวงศ์. ปราสาทพนมรุ้ง ศาสนบรรพตที่งดงามที่สุดในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๓๙.  


     ย้อนรอยแผ่นดินพระจอมเกล้าฯ : เรื่องเล่าจากพงศาวดาร (ตอนที่ ๒ ราชทูตสยามไปประเทศฝรั่งเศส)      ราชอาณาจักรสยามกับฝรั่งเศสเริ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างกันตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ซึ่งได้ทรงส่งราชทูตมาเจริญทางพระราชไมตรีกับสยามเมื่อปี ๒๒๒๘ ต่อมาราชทูตสยาม (โกษาปาน) ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ณ พระราชวังแวร์ซายส์ เมื่อปี ๒๒๒๙ ภายหลังรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรสยามกับฝรั่งเศสก็เสื่อมลง จนกระทั่งสมัยรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสยามกับฝรั่งเศสก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง จากการที่ราชอาณาจักรสยามทำสนธิสัญญากับสหราชอาณาจักร หรือที่รู้จักกันในนาม “สนธิสัญญาเบาว์ริง” ทำให้ประเทศตะวันตกอื่น ๆ ทยอยเข้ามาทำสนธิสัญญากับราชอาณาจักรสยามในทำนองเดียวกันนี้ ฝรั่งเศสซึ่งในขณะนั้น ตรงกับสมัยจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ ได้ส่งราชทูตมาเจริญทางพระราชไมตรี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริแต่งคณะราชทูตสยามให้เชิญพระราชสาส์นและเครื่องมงคลราชบรรณาการไปถวายพระจักรพรรดิ เป็นการตอบแทน จึงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งคณะราชทูตไปยังประเทศฝรั่งเศส ในปี ๒๔๐๔ นำโดย พระยาศรีพิพัฒน์ (แพ  บุนนาค) เป็นราชทูต เจ้าหมื่นไวยวรนารถ (วร  บุนนาค) เป็นอุปทูต พระณรงค์วิชิต (จอน  บุนนาค) เป็นตรีทูต เชิญพระราชสาส์น และเครื่องมงคลราชบรรณาการไปถวายแด่พระจักรพรรดิฯ  ณ พระราชวังฟงแตนโบล     ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ของเจ้าพระยาทิพากรวงษ์ (ขำ  บุนนาค) ไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในคราวนี้ไว้ หากมีรายละเอียดเหตุการณ์ ปรากฏอยู่ในประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๐ จดหมายเหตุของพระณรงค์วิชิต (จอน บุนนาค) เรื่องราชทูตไทยไปประเทศฝรั่งเศส ในรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีระกา พุทธศักราช ๒๔๐๔ เล่าถึงการเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ ไว้ความว่า “...วันพฤหัสบดีเดือน ๘ แรม ๕ ค่ำ เวลาเช้า ๒ โมงมองติคนีพาขุนนางเจ้าพนักงารมารับเครื่องมงคลราชบรรณาการ ไปตั้งที่พระราชวังฟอเตลโปล ราชทูตจึงให้หลวงอินทรมนตรี ขุนมหาสิทธิโวหาร แต่งตัวตามบันดาศักดิ์ ๒ นายกำกับไปจะได้จัดตั้งด้วย ครั้นเวลาบ่าย ๒ โมงครึ่ง มาเชอวายยางขุนนางฝ่ายทหาร ๑ มารอนเตลริศ ขุนนางฝ่ายกรมท่า ๑ มองติคนี ๑ สามคนจักรถมารับทูตานุทูตที่โฮเต็ล ๕ รถ เทียมม้า ๔ ม้า สารถีขับรถใส่หมวกภู่ทอง ใส่เสื้อปักทองขับรถละ ๒ คน ราชทูต อุปทูต ตรีทูต แต่งตัวใส่สนับเพลานุ่งยกทอง คาด เข็ดขัด คาดกรองทอง ใส่เสื้อเยียระบับอย่างน้อยชั้นใน เสื้อกรุยกรองทองชั้นนอก ราชทูตขัดกระบี่ฝักทองคำลงยา ใส่มาลามีพระตราจอมเกล้าประดับเพ็ชร์ อุปทูตขัดกระบี่ฝักนาคบ้างทองคำประดับพลอย ใส่มาลา มีพระตราจอมเกล้าประดับทับทิม ตรีทูตขัดกระบี่ฝักกาไหล่ทอง ใส่ทรงประพาสมีพระตราปิ่นเกล้าทองคำ บาดหลวงลุยวิศลอนนาดีล่าใหญ่ นายสรรพวิชัย หมื่นจักรวิจิตร นายสมบุญบุตรราชทูต นายชาย บุตรอุปทูต ขุนสมบัติบดี หลวงชาติสุรินทร์ ขุนจรเจนทเลล่าม นายเปีย ล่ามมหาดเล็ก นายเอี่ยมมหาดเล็ก แต่งตัวตามบันดาศักดิ์ ๑๒ คน รถที่หนึ่งเปนรถราชทูตเชิญหีบพระราชสาส์นขึ้นรถมีขุนนางไปด้วยในรถมาเชอวายยางขุนนางฝ่ายทหาร ๑ มองติคนี ๑ บาดหลวงลุยวิศ ลอนนาดี๑รถที่สองนั้นอุปทูต ตรีทูต มารอนเตลริศขุนนางฝ่ายกรมท่า ๑ นายชายบุตรอุปทูต ๑ รวม ๔ นาย ผู้กำกับเครื่องมงคลราชบรรณาการเสมียน ล่ามไป ๓ รถ ออกจากโฮเต็ลทางไมล์หนึ่งถึงที่โรงพักรถไฟ มีขุนนางฝ่ายทหารพลเรือนคอยรับทูตานุทูตอยู่ที่ท่ารถไฟหลายนาย      แล้วมองติคนีเชิญทูตานุทูตให้เชิญพระราชสาส์นขึ้นรถไฟ ขุนนาง ที่มาคอยอยู่ที่นั้นก็ไปพร้อมกับทูตานุทูต ทาง ๑๒๐ ไมล์ ถึงที่พักรถไฟ ณพระราชวังฟอเตลโปล ทูตานุทูตลงจากรถไฟแล้วเชิญพระราชสาส์นขึ้นรถเทียมม้า 4 ม้าทุกรถไปตามถนน ราษฏรยกธงตามหน้าต่างทุกตึกไปทาง ๓๐ เส้นถึงพระราชวัง มีปี่พาทย์ประโคมสำรับหนึ่ง ๓๖ คน มีทหารแต่งตัวถือปืนไรแฟนยืนข้างถนนข้างละ๒แถวเปนทหาร๒,๐๐๐คน ทหารใส่เสื้อเกราะขี่ม้ายืนหลังทหารปืนข้างละ ๒ แถวเปนทหาร๔๐๐ม้า รวมทหาร ๒,๔๐๐ คน กำแพงวังด้านทางทูตเข้านั้นเปนรั้วเหล็กยอดปิดทอง มีประตูใหญ่ ๔ ประตู รถทูตานุทูตเข้าไปในพระราชวังถึง บันไดเกย ทูตลงจากรถแล้ว ขุนนางพาทูตานุทูตขึ้นไปบนตำหนัก เข้าพระทวารลดเลี้ยวไปประมาณเส้นหนึ่ง มีทหารใส่เสื้อเกราะยืน๒ แถวถือดาบถือขวานประมาณ ๕๐๐ คน ครั้นถึงห้องพระตำหนักแห่งหนึ่ง ขุนนางฝ่ายกรมวังออกมารับให้ทูตานุทูตหยุดพัก เปิดหีบพระราชสาส์น ออกแล้ว ราชทูตเชิญพระราชสาส์นในพระบวรราชวังรวมลงในพานพระราชสาส์นใหญ่ มองติคนีกับขุนนางกรมวังนำราชทูตเชิญพระบรมราชสาส์นแลพระบวรราชสาส์น กับทูตานุทูตเข้าไปถึงท้องพระโรง ที่เสด็จออก แล้วคลานตามลำดับเข้าไปถึงพระที่นั่ง ราชทูต ก็วางพานพระราชสาส์นลง ห่างกับที่สมเด็จพระเจ้าแอมเปอเรอเสด็จออกประทับอยู่นั้นประมาณ ๘ ศอก ทูตานุทูตพร้อมกันถวายบังคมครั้งหนึ่งแล้วหมอบอยู่ ราชทูตอ่านทูลเบิกถวายพระราชสาส์นเครื่องมงคล ราชบรรณาการเปนคำไทยก่อน แล้วบาดหลวงลุยวิศลอนนาดีล่ามอ่านแปลเปนคำฝรั่งเศสถวายจบแล้ว ๆ ทูตานุทูตพร้อมกันถวายบังคมอิกครั้งหนึ่ง      สมเด็จพระเจ้าแอมเปอเรอมีรับสั่งตอบว่า ขอบพระทัยสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามทั้งสองพระองค์ ที่ได้รับทูตแลขุนนางเรือรบซึ่งเข้าไปกรุงเทพมหานครโดยความยินดี แล้วสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามแต่งทูตานุทูตให้เชิญพระราชสาส์นเครื่องมงคลราชบรรณาการมาเจริญทางพระราชไมตรีอิกนั้น ขอบพระทัยสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามเปนอันมากแต่ก่อนกรุงฝรั่งเศสกับกรุงสยามอยู่ไกลกัน เดี๋ยวนี้ฝรั่งเศสตีได้เมือง ไซ่ง่อนเขตแดนญวนเปนของฝรั่งเศส แผ่นดินก็ใกล้กันกับกรุงสยาม คอเวอนแมนต์ทั้งสองฝ่ายมีธุระการงารสิ่งใดจะได้ปรึกษาหารือกัน พระราชไมตรีก็จะได้สนิทกันมากทวีขึ้นไป ขอให้สมเด็จพระเจ้ากรุงสยาม ทั้งสองพระองค์ ทรงพระชนมายุยืนยาวให้มาก พระราชไมตรีทั้งสองพระนครจะได้ถาวรวัฒนาสืบไปภายหน้าชั่วฟ้าแลดิน ทูตถวายบังคมพร้อมกันอิกครั้งหนึ่ง แล้วราชทูตเชิญพานพระราชสาส์นเข้าไปถวายสมเด็จพระเจ้าแอมเปอเรอทรงรับต่อพระหัดถ์ แล้วส่งพระราชสาส์นให้มินิศเตอทูวแนลผู้สำเร็จราชการต่างประเทศ ราชทูตคลานถอยออกมาถึงที่เฝ้าทูตานุทูตถวายบังคมอิกครั้งหนึ่ง ขุนนางบอกว่าจะเสด็จขึ้นทูตานุทูตพร้อมกันถวายบังคมคลานถอยหลังออกมา แล้วมีรับสั่ง ให้ทูตานุทูตยืนขึ้นทุกคน สมเด็จพระเจ้าแอมเปอเรอแลแอมเปรศพระ มเหษีพระเจ้าลูกยาเธอเนโปเลียน เสด็จมาไต่ถามทุกข์สุขถึงสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามทั้งสองพระองค์ แลพระบรมวงศานุวงศท่านเสนาบดีผู้ใหญ่แลทูตานุทูต แล้วรับสั่งให้หาตัวนายชายมาให้พระเจ้าลูกยาเธอเนโปเลียนจับมือนายชาย สมเด็จพระเจ้าแอมเปอเรอนั้นตรัสภาษา ฝรั่งเศส แอมเปรศพระมเหษีนั้นตรัสภาษาอังกฤษ แล้วเสด็จเลย ไปทอดพระเนตรเครื่องมงคลราชบรรณาการ รับสั่งว่าฝีมือช่างไทยทำ สิ่งลงยาลายสลักประดับเพ็ชร์ประดับพลอยงามกว่าของในประเทศอื่นแล้วเสด็จขึ้น...”      เหตุการณ์ดังกล่าว นับเป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย และเป็นจุดเริ่มต้นสัมพันธไมตรีระหว่างสยามกับฝรั่งเศสที่สืบเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน   ภาพ : คณะราชทูตสยามที่เดินทางไปเจริญทางพระราชไมตรี สมัยรัชกาลที่ ๔ พุทธศักราช ๒๔๐๔


black ribbon.