ค้นหา

จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ

ขั้นตอนการทำลายเอกสาร ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ข้อ 66-70 ได้กำหนดขั้นตอนการทำลายเอกสาร ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้1.สำรวจเอกสารที่จะทำลาย ภายใน 60 วัน นับจากวันสิ้นปีปฏิทิน ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการเก็บเอกสาร ดำเนินการสำรวจเอกสารที่สิ้นกระแสการใช้งานและครบอายุการเก็บรักษาตามที่กฎหมายหรือระเบียบกำหนด2.การจัดทำบัญชีหนังสือขอทำลาย ให้หน่วยงานของรัฐจัดทำบัญชีหนังสือขอทำลายตามแบที่ 25 ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ.2526 โดยจัดทำอย่างน้อย 2 ฉบับ คือ ต้นฉบับและสำเนาคู่ฉบับเพื่อเก็บไว้ที่หน่วยงานของรัฐเจ้าของเรื่อง 1 ฉบับ และส่งมอบให้สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร พิจารณา 1 ฉบับ2.1 การลงรายการในบัญชีหนังสือขอทำลาย(1) ชื่อบัญชีขอทำลายประจำปี ให้ลงเลขของปี พ.ศ. ที่จัดทำบัญชี(2) กระทรวง ทบวง กรม กอง ให้ลงชื่อส่วนราชการที่จัดทำบัญชี(3) วันที่ ให้ลงวันที่ที่จัดทำบัญชี(4) แผ่นที่ ให้ลงลำดับของแผ่นที่(5) ลำดับที่ ให้ลงเลขลำดับของเรื่องที่ขอทำลาย(6) รหัสแฟ้ม ให้ลงหมายเลขรหัสหมวดหมู้ของแฟ้มเอกสาร(7) ที่ ให้ลงเลขของหนังสือแต่ละฉบับ(8) ลงวันที่ ให้ลง วัน เดือน ปี ของหนังสือแต่ละฉบับ(9) เลขทะเบียนรับ ให้ลงเลขทะเบียนรับของหนังสือแต่ละฉบับ(10) เรื่อง ให้ลงชื่อเรื่องของหนังสือแต่ละฉบับ(11) การพิจารณา ให้คณะกรรมการทำลายเอกสารลงผลการพิจาณา(12) หมายเหตุ ให้ลงข้อความอื่นใด (ถ้ามี) เช่น ความเห็นแย้ง เห็นสมควรขยายเวลา ในกรณีขยายเวลาขยายเวลา ให้ระบุระยะเวลาที่ขอขยายเวลา และปี พ.ศ. ที่ครบกำหนดเวลาไว้ ทั้งในบัญชีและบนปกแฟ้มหรือบนปกเอกสารแต่ละฉบับ2.2 การลงบัญชีหนังสือขอทำลาย กรณีส่วนราชการมีระบบจัดเก็บเอกสารและประสงค์จะขอทำลายทั้งแฟ้มเรื่อง ให้ลงรายการในบัญชีหนังสือขอทำลาย ดังนี้(1) ลำดับที่ ให้ลงลำดับที่แฟ้มที่จะขอทำลาย(2) รหัสแฟ้ม ให้ลงหมายเลขรหัสหมวดหมู่ของแฟ้ม(3) ที่ เรื่อง ให้เว้นว่าง ไม่ต้องลงรายละเอียด (4) ลงวันที่ ให้ลงวัน/เดือน/ปี พ.ศ. ที่เปิดปิดแฟ้ม เช่น 2 มกราคม - 29 ธันวาคม 2560(5) เลขทะเบียนรับ ให้เว้นว่าง ไม่ต้องลงรายละเอียด(6) เรื่อง ให้ลงชื่อเรื่องแฟ้มเอกสาร(7) การพิจารณา ให้คณะกรรมการทำลายเอกสารลงผลการพิจารณา(8) หมายเหตุ ให้ลงข้อความอื่นใด(ถ้ามี)3.การแจ้งผลการสำรวจให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณา เมื่อจัดทำบัญชีหนังสือขอทำลายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในกรณีราชการส่วนกลางให้จัดทำบันทึกเสนอหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม หรือในกรณีราชการบริหารส่วนภูมิภาคให้เสนอผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมบัญชีหนังสือขอทำลาย และเสนอรายชื่อคณะกรรมการทำลายเอกสาร4.หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการทำลายเอกสาร คณะกรรมการทำลายเอกสารประกอบด้วยประธานกรรมการ 1 คน และคณะกรรมการอย่างน้อย 2 คน รวม 3 คน ก็ได้ คณะกรรมการทำลายเอกสารโดยปกติให้แต่งตั้งจากข้าราชการระดับ 3 หรือเทียบเท่าขึ้นไป หน้าที่ของคณะกรรมการทำลายเอกสาร(1)พิจารณาเอกสารที่ขอทำลายตามบัญชีหนังสือขอทำลาย การพิจารณามี 2 กรณี คือ ควรทำลาย ให้ทำเครื่องหมาย (x) ในช่องการพิจารณาในบัญชีหนังสือขอทำลาย ไม่ควรทำลาย ในกรณีขยายเวลาการเก็บหรือห้ามทำลาย ให้แก้ไขอายุการเก็บ หรือระบุไว้ว่า "ห้ามทำลาย" ในช่องการพิจารณาในบัญชีหนังสือขอทำลาย โดยให้ประธานกรรมการทำลายหนังสือลงลายมือชื่อกำกับการแก้ไข(2)รายงานผลการพิจาณา ให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาสั่งการต่อไป(3)เมื่อได้รับอนุมัติให้ทำลายหนังสือแล้ว รายงานผู้อนุมัติทราบ5.การพิจารณาสั่งการของหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับรายงานการขอทำลายเอกสารจากหน่วยงานของรัฐให้ดำเนินการ ดังนี้5.1 หากพิจารณาเห็นว่าหนังสือฉบับใดควรขยายเวลาการเก็บหรือห้ามทำลายให้สั่งการส่วนราชการที่ขอทำลายเก็บเอกสารไว้ต่อไปจนกว่าจะครบระยะเวลาทำลาย5.2 หากพิจารณาเห็นว่าหนังสือฉบับใดควรทำลาย ให้ส่งบัญชีหนังสือขอทำลายให้สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร พิจารณาก่อน เว้นแต่เอกสารที่ได้รับความตกลงเป็นหลักการไว้กับสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ส่วนราชการไม่ต้องส่งเรื่องให้พิจารณา แต่จะส่งสำเนาเรื่องแจ้งผลการดำเนินการทำลายเอกสารตามข้อตกลงเพื่อให้สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เก็บไว้เป็นสถิติการทำลายเอกสารต่อไป6.ผลการพิจารณาของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากรสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ มีหน้าที่พิจารณาคัดเลือกเอกสารประวัติศาสตร์จากบัญชีหนังสือขอทำลายส่วนราชการส่งมาภายใน 60 วัน ในกรณีที่ต้องการข้อมูลประกอบการพิจารณาเพิ่มเติม สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ อาจส่งนักจดหมายเหตุไปสำรวจเอกสารหรือประสานขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ผลการพิจารณาของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ มี 2 กรณี คือ6.1 ขอสงวนเอกสารประวัติศาสตร์ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จะมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาขอสงวนเอกสารประวัติศาสตร์ทั้งหมดหรือบางส่วนให้หน่วยงานของรัฐทราบและให้หน่วยงานขิงรัฐดำเนินการส่งมอบเอกสารประวัติศาสตร์ที่ขอสงวนตามรายการที่ระบุไปในหนังสือให้สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ6.2 เห็นชอบให้ทำลายเอกสาร สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ พิจารณาบัญชีหนังสือขอทำลายแล้วไม่ประสงค์จะสงวนเอกสาร สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จะมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการทำลายเอกสารนั้นได้ตามระเบียบต่อไป


#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่วิหารจำลอง (โลหะเชตวันวิหาร)รูปแบบ ศิลปะล้านนา พุทธศักราช 2269วัสดุ สำริดประวัติ  - สันนิษฐานว่าที่ตั้งเดิมอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงแสน เนื่องจากข้อความในจารึกมีการกล่าวถึง บ้านของผู้สร้างคือหมื่นสรภิรมย์ ว่าตั้งอยู่หน้าวัดขาวป๊าน ซึ่งคงเป็น วัดผ้าขาวป้าน ในตัวเมืองเชียงแสน ใกล้แม่น้ำโขง- วิหารจำลองหลังนี้ถูกนำไปไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม และย้ายไปไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ----------------------------------------------------ลักษณะวิหารจำลองเป็นการจำลองรูปแบบและโครงสร้างคล้ายกับวิหารขนาดจริงที่เป็นอาคารหลังคาคลุมเครื่องไม้มุงกระเบื้อง โดยย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลงและอยู่ในวัสดุสำริด .แผนผังของวิหารจำลองอยู่ในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีมุขด้านหน้า 3 มุข ด้านหลัง 2 มุข (เป็นที่มาของหลังคาลดชั้นที่นิยมเรียกว่า หน้า 3 หลัง 2) ซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะของศิลปะล้านนา .มีฐานเขียงรองรับฐานบัวลูกแก้วอกไก่ บริเวณฐานด้านหน้าทางเข้าประดับประติมากรรมรูปสัตว์ครึ่งตัว สันนิษฐานว่าเป็นสิงห์ จำนวน 2 ตัว .ตัวอาคารเป็นแบบมีฝาผนัง โดยทำฉลุลายคล้ายก้อนเมฆหรือลายช่องกระจกในศิลปะจีน และสลักลายรูปยักษ์ถือกระบอง เปรียบเสมือนทวารบาลที่มักอยู่ที่บานประตู คอยปกป้องสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้าภายในวิหาร มีซุ้มประตูทางเข้าที่ด้านหน้า และด้านข้างทั้งสอง.เครื่องบนหลังคา ในส่วนของปราสาทเฟื้อง (ส่วนประดับกลางสันหลังคา) ขอบป้านลม และหางหงส์ ถูกประดับด้วยรูปหงส์ โดยรูปแบบนี้เป็นการจำลองเครื่องบนซึ่งอาจจะทำจากเครื่องเคลือบดินเผาประดับร่วมอยู่ด้วย เป็นการจำลองวิหารที่เกิดขึ้นในยุคที่ล้านนาอยู่ภายใต้ปกครองของพม่า.วิหารจำลองหลังนี้มีจารึกอักษรธรรมล้านนา ภาษาไทยยวน ปรากฏอยู่ที่ ฝาผนังหลังวิหารด้านนอก ส่วนฐานวิหาร และรอบกรุเจดีย์ในวิหาร ข้อความที่จารึกมีใจความเหมือนกับการจารึกที่ฐานพระพุทธรูป เพียงแต่นำออกมามาจารึกที่ตัววิหารแทน กล่าวคือ บอกวันเดือนปีที่สร้าง นามผู้สร้างพร้อมคณะ บอกสิ่งที่สร้าง เจตนาการสร้าง คำปรารถนาของผู้สร้าง และคำบาลี .โดยสรุปใจความโดยย่อได้ว่า... เมื่อจุลศักราช 1088 (ตรงกับปีพุทธศักราช 2269) หมื่นสรภิรมย์ และนางหมื่นสรภิรมย์ บ้านอยู่ที่หน้าวัดขาวป๊าน (คาดว่าเป็นวัดผ้าขาวป้าน) เป็นประธาน พร้อมลูกหลานเหลน วงศาคณาญาติทุกคน มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพุทธศาสนา จึงสร้างโลหะเชตวันวิหารหลังนี้ และยังได้สร้างพระพุทธรูปองค์หนึ่งและมหาเจดีย์เจ้าหลังหนึ่ง ตั้งไว้ในวิหารจำลองหลังนี้ด้วย (แต่ปัจจุบันภายในเหลือเพียงส่วนฐานของพระพุทธรูปและเจดีย์) เพื่อให้เป็นที่ไหว้สักการะ และสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ถึง 5,000 พระวัสสา ขอให้ผลบุญที่ได้นำไปสู่นิพพาน .นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึง น้ำหนักทองสำริดที่ใช้ในการสร้างหมดไป 120,000 (ประมาณ 132 กิโลกรัม) เป็นเงิน 1,170 อีกด้วย.แม้ว่าจะการสร้างวิหารจำลอง อาจจะมีสัดส่วนผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่ก็ยังคงมีการเก็บรายละเอียดโดยรวมให้คล้ายคลึงกับวิหารขนาดจริงมากที่สุด อาจเป็นไปได้ว่ามีความเชื่อเกี่ยวกับอานิสงค์ของการสร้างวิหารจำลองว่าเปรียบเสมือนได้สร้างวิหารขนาดจริง เพียงแต่สร้างเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปที่สร้างถวายไว้----------------------------------------------------อ้างอิง - ฮันส์ เพนธ์, ศรีเลา เกษพรหม และศราวุธ ศรีทา. ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 8 : จารึกในจังหวัดเชียงใหม่. เชียงใหม่ : โรงพิมพ์มิ่งเมือง, 2547. หน้า 299-304- ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะล้านนา. กรุงเทพฯ : มติชน, 2556. หน้า 170-174.- ฐาปกรณ์ เครือระยา. เครื่องเคลือบดินเผาประดับในศิลปกรรมล้านนา. เชียงใหม่ :โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (อพ.สธ.-มจ.), 2566. หน้า 100 – 103.


แหล่งเรือจมเกาะมันนอก หรือเรือเมล์  ตำบลกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง    ความเป็นมาของแหล่งโบราณคดี           กลุ่มโบราณคดีใต้น้ำได้รับทราบข่าวเกี่ยวกับแหล่งเรือจมเกาะมันนอก จากคำบอกเล่าของคุณวิเชียร  สิงห์โตทอง  เจ้าของกิจการและเรือเช่าท่องเที่ยวดำน้ำ ตกปลา ชื่อ The Toy Tourโดยคุณวิเชียรได้เล่าว่าพบแหล่งเรือจมเกาะมันนอกเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2535 ระหว่างการไปตกปลา จากนั้นได้ลงดำน้ำสำรวจพบซากเรือเหล็ก และชิ้นส่วนโลหะกระจัดกระจายอยู่ภายในลำเรือ แหล่งเรือจมเกาะมันนอก อยู่ที่ความลึกประมาณ 18 – 20 เมตร ต่อมาจึงได้แจ้งให้กลุ่มโบราณคดีใต้น้ำทราบเพื่อดำเนินการสำรวจแหล่งเรือดังกล่าว ปัจจุบันแหล่งเรือเกาะมันนอกเป็นที่รู้จักทั่วไปในหมู่ชาวประมงที่ลากอวนจับปลาอยู่ในบริเวณนั้น    ที่ตั้ง           แหล่งเรือจมเกาะมันนอก ตั้งอยู่ที่ตำบลกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ห่างจากเกาะมันนอกมาทางทิศใต้ประมาณ 4 ไมล์ทะเล หรือ 7.4 กิโลเมตร ละติจูด 12 องศา 30 ลิปดา 19.9 ฟิลิปดา เหนือ และ ลองติจูด 101 องศา 42 ลิปดา 25.9 ฟิลิปดา ตะวันออก    สภาพแหล่งโบราณคดี          จากการสำรวจแหล่งเรือจมเกาะมันนอกเบื้องต้น พบว่าเป็นเรือเหล็ก หัวเรืออยู่ทางทิศใต้ ท้ายเรืออยู่ทางทิศเหนือ ขนาดของตัวเรือ ยาว 41.20 เมตร  กว้าง 6.50 เมตร ที่ใช้เทคนิคการต่อเปลือกเรือหรือแผ่นเหล็กเข้าด้วยกันโดยการเจาะรูย้ำหมุด แนวกราบเรือขวาหายไปบางส่วน ชิ้นส่วนแผ่นเหล็กตัวเรือที่ผุพังกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป พบอิฐที่ใช้ปูพื้นดาดฟ้าเรือกระจายทั่วไป พบชิ้นส่วนไม้บ้างเล็กน้อย และท่อที่ทำจากทองแดง นอกจากนี้ยังมีเศษอวนลากมาติดบริเวณซากเรือโดยทั่วไป สภาพตัวเรือที่เหลืออยู่สูงจากพื้นทรายประมาณ 1 เมตร และส่วนที่ยังจมอยู่ในพื้นทรายอีกประมาณ 1 เมตร รอดำเนินการขุดค้นต่อไป    หลักฐานโบราณวัตถุ   โบราณวัตถุที่พบจากการสำรวจครั้งนี้ จำแนกได้ดังนี้   1.  ส่วนประกอบต่างๆของตัวเรือ   - วัสดุเป็นโลหะเหล็ก เช่น ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ไอน้ำ, ช่องกระจกเรือ, ชิ้นส่วนประตู ชุดกุญแจ            รอก ฯลฯ   - วัสดุเป็นไม้ เช่น แผ่นไม้มีร่องรอบไหม้ไฟ เป็นต้น   - วัสดุอื่นๆ เช่น ผ้ากันความร้อน, ซิลิโคนยาเรือ, อิฐ เป็นต้น   2. เหรียญเงินกษาปณ์ชนิดต่างๆ   - เหรียญกษาปณ์ของไทยสมัยรัชกาลที่ 5และ 6ปะปนกัน จำนวน 430เหรียญ   - เหรียญกษาปณ์ของฝรั่งเศส จำนวน 2เหรียญ   - เงินพดด้วงของไทยจำนวน 3ชิ้น   3.โบราณวัตถุประเภทโลหะ พบหลากหลายประเภท   - ส่วนประกอบต่างๆของตู้เซฟยี่ห้อ CHUBB เช่น ประตูตู้เซฟ, ป้ายยี่ห้อCHUBB} ฝาบานพับ     ตู้, กรอบตู้, แป้นยึดน็อต, และโลหขาตู้                        - นาฬิกาพกทรงกลม                        - กระดุมทองขนาดเล็กจำนวน 3เม็ด   4.โบราณวัตถุอื่นๆ   - จุกปิดขวดน้ำหอมรูปทรงหยดน้ำ, ชิ้นส่วนแก้วมีอักษร “GAPOR”   - อิฐดินเผาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า   5.เศษภาชนะดินเผา  มี 2ประเภท คือ   - เศษภาชนะดินเผาแบบ Stone ware จำนวน 5ชิ้น   - เศษภาชนะดินเผาแบบ Porcelain จำนวน 11ชิ้น             โบราณวัตถุทั้งหมดได้ส่งให้กลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์สงวนรักษาเรียบร้อยแล้ว   การวิเคราะห์แปลความเบื้องต้น       จากหลักฐานต่างๆ ที่คาดว่าน่าจะเป็นโครงสร้างของหม้อไอน้ำ อีกทั้งพบชิ้นส่วนหลักเดวิด ที่ใช้สำหรับชักหย่อนเรือบด กอปรกับชื่อเรียกเรือลำนี้ที่ใช้เรียกขานกันมานานว่า เรือเมล์ ซึ่งอาจจะหมายความถึงเรือโดยสาร จึงสันนิษฐานว่าเรือลำนี้น่าจะเป็นเรือจักรกลไอน้ำที่อาจจะใช้เป็นเรือโดยสารที่แล่นขึ้นล่องระหว่างกรุงเทพฯและเมืองท่าต่างๆ เนื่องจากในอดีตการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทาง  อีกทั้งจันทบุรีมีหลักฐานเอกสารระบุว่าในอดีตเคยเป็นเมืองท่าของป่าและเครื่องเทศ จึงมีความเป็นไปได้ที่อาจจะเป็นเรือโดยสารระหว่างกรุงเทพฯ และจันทบุรี นอกจากนี้การพบประตูตู้นิรภัยและเหรียญกษาปณ์จำนวนมากซึ่งอาจจะเป็นที่เก็บรักษาเงินค่าโดยสารและสิ่งของมีค่าอื่นๆ ที่มากับเรือลำนี้         การกำหนดอายุแหล่งเรือจมนี้จากเหรียญกษาปณ์ไทยที่สามารถทราบปีที่เริ่มต้นผลิตจนถึงปีที่สิ้นสุดการผลิต (เหรียญที่อายุเก่าสุด ผลิตเมื่อปี พ.ศ. 2412) และเหรียญกษาปณ์ฝรั่งเศสที่ระบุปี ค.ศ. 1913 (พ.ศ. 2456) แหล่งเรือจมเกาะมันนอกน่าจะมีอายุประมาณ 100ปี อย่างไรก็ตามเป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นที่ยังไม่ได้ข้อสรุป หากได้มีการการขุดค้นตลอดทั้งลำเรือเพื่อเก็บข้อมูลโดยละเอียด คาดว่าน่าจะได้หลักฐานเพิ่มเติมที่จะช่วยในการวิเคราะห์แปลความมากยิ่งขึ้น         รายงานข้อมูลแหล่งเรือจมเกาะมันนอก หรือเรือเมล์  ตำบลกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง พร้อมภาพประกอบ                   


รายงานการดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี ในพื้นที่แหล่งโบราณคดีบ้านวังหาด   ตำบลตลิ่งชัน อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย   สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย โดยมีนายธีรศักดิ์  ธนูศิลป์ เป็นนักโบราณคดีผู้ดำเนินการขุดค้น พบโครงกระดูก 2 โครงในแหล่งโบราณคดีบ้านวังหาด ตำบลตลิ่งชัน อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งขุดบริเวณที่ราบเชิงเขาใกล้อ่างเก็บน้ำแม่กองค่าย กำหนดอายุเบื้องต้นราว 2,500 ปี พบเครื่องใช้สอยในชีวิตประจำวัน อาทิ ภาชนะดินเผา เครื่องมือโลหะแบบต่างๆ รวมไปถึงเครื่องมือที่ใช้ในการทอผ้า ตลอดจนพบเครื่องประดับที่ทำจากหินกึ่งอัญมณี และ ลูกปัดแก้วสีต่างๆ อุทิศให้กับศพ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการขุดค้น และวิเคราะห์ตีความ โดยผู้เชี่ยวชาญในลำดับต่อไป   นายธีรศักดิ์ ธนูศิลป์ ได้ดำเนินการทางโบราณคดีภายใต้โครการโบราณคดีภาคเหนือตอนล่าง : แหล่งโบราณคดีบ้านวังหาด ตำบลตลิ่งชัน อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งได้ดำเนินงานสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีแล้วเสร็จ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการวิเคราะห์ตีความ จึงรายงานผลการดำเนินงานเบื้องต้น   การดำเนินงานขุดค้นทางโบราณคดีในครั้งนี้ ได้เลือกพื้นที่การขุดค้นบริเวณที่ราบเชิงเขา ใกล้คลองแม่กองค่าย ติดกับอ่างเก็บน้ำห้วยแม่กองค่ายมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โดยแบ่งพื้นที่การขุดค้นเป็น 7 หลุม (PITI - PIT7) เริ่มดำเนินการขุดค้นเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2559  พบหลักฐานที่สำคัญดังนี้                      1. หลุมฝังศพที่ 1 พบจากการขุดค้นในหลุมขุดค้น PIT 2ที่ระดับสมมติที่ 6:70-80 cm.dt.ความลึกจากพื้นผิวดิน (Surface) ประมาณ 50-60 เซนติเมตร ยังไม่พบโครงกระดูก สันนิษฐานว่าอยู่ในผนังด้านทิศเหนือ พบภาชนะดินเผา 3 ใบ แต่สภาพไม่สมบูรณ์ พร้อมทั้งเครื่องมือโลหะ (ใบหอก)                      2.หลุมฝังศพที่ 2  พบในหลุมขุดค้น PIT 3-5 ที่ระดับชั้นดินสมมติที่ 5 :80-90 cm.dt. ลึกลงไปจากพื้นผิวดิน(Surface)  ประมาณ 70-80 เซนติเมตรจัดอยู่ในชั้นดินที่3 ลักษณะดินบริเวณที่พบหลักฐานเป็นดินปนทราย อัดแน่นและแข็งมาก                      โครงกระดูกที่พบมีลักษณะโครงที่เปื่อยยุ่ย จนแทบไม่เหลือสภาพเดิม แต่ยังคงเหลือกระดูกยาว เช่น  Humerus ,Radius , Ulna .ให้เห็นอยู่บ้าง จึงไม่สามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับเพศ อายุ และสาเหตุการตายได้ แต่สามารถศึกษาทิศทางและรูปแบบการฝังได้ ว่าฝังแบบนอนหงายเหยียดยาว หันศีรษะไปทางทิศตะวันออก มีการฝังภาชนะดินเผาอุทิศวางไว้บริเวณปลายเท้าให้กับศพ พบแวดินเผา จำนวน  3 อัน ภายในภาชนะดินเผาที่วางติดกับปลายเท้าของศพ   นอกจากภาชนะดินเผา ยังพบว่ามีการฝังข้าวของอื่นๆอุทิศให้ศพด้วย พบสร้อยลูกปัดหินเรียงอยู่บริเวณส่วนคอของศพ ซึ่งมีร่องรอยกระดูกส่วน Clavicle ซ้อนกันอยู่ จึงทำให้สร้อยลูกปัดมีการพับทบกัน ซึ่งสังเกตได้จากการขุดค้น ลูกปัดมีจำนวน 23 ลูก ทำมาจากหินคาร์เนเลี่ยน 21 ลูก และหินควอตซ์ 2 ลูก ทั้งยังมีลูกปัดแก้วสีดำและสีน้ำตาล ขนาดเล็กเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.3-0.4 เซนติเมตร คั่นอยู่ในสร้อยเส้นเดียวกัน บริเวณส่วนข้อมือมีลูกปัดแก้วสีเขียวอมฟ้าจำนวนมาก และส่วนข้อเท้ามีลูกปัดแก้วสีแดงทึบจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งสันนิษฐานว่าร้อยอยู่ที่ข้อมูลและข้อเท้าของศพ และยังมีเครื่องมือเหล็กแบบต่างๆ วางไว้บนตัวศพและด้านข้างศพเพื่อเป็นการอุทิศ                      3.หลุมฝังศพที่ 3 พบในหลุมขุดค้น PIT 6-7ที่ระดับชั้นดินสมมติที่ 7: 110-120 cm.dt. ลึกลงไปจากผิวดิน (Surface) ประมาณ 1.10 เมตรจัดอยู่ในชั้นดินที่4 ลักษณะดินบริเวณที่พบหลักฐานเป็นดินปนทราย อัดแน่นและแข็งมาก   โครงกระดูกที่พบยังดำเนินการขุดค้นไม่แล้วเสร็จ ขุดแต่งเพียงส่วนกะโหลกศีรษะและพบเครื่องประดับอยู่ในตำแหน่งของหูด้านซ้าย มีการฝังศพในท่านอนหงายเหยียดยาว มีภาชนะดินเผาสภาพสมบูรณ์วางอยู่ทิศ และเป็นที่น่าสนใจว่า หลุมฝังศพนี้มีการขุดหลุมเป็นรูปสี่เหลี่ยม ก่อนนำดินเหนียวหรือดินที่มีการเตรียมไว้มาเทราดก่อนวางศพและวางภาชนะดินเผาลงไป เพราะดินที่รองศพนั้นแตกต่างจากดินที่ขุดค้นโดยรอบ และจากการวัดค่าสีดินและลักษณะของดินอย่างต่อเนื่อง จึงสรุปได้ว่าไม่ใช่ดินที่พบจากชั้นดินที่ขุดมา   บริเวณปลายเท้า 4 ใบ มีขนาดลดหลั่นกัน จากเล็กไปใหญ่ นับจากปลายเท้าออกไปตามลำดับ เนื่องจากสภาพดินค่อนข้างแข็งและสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมจึงทำการขุดแต่งและยกแท่นขึ้น มายังสำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย เพื่อขุดค้นตามกระบวนการอย่างมัดมัดระวังเนื่องจากหลักฐานมีความเสี่ยงที่จะเสียหายได้ง่าย ซึ่งการดำเนินการจะอยู่ภายใต้การดูและและวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญต่อไป  รายงานการดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี ในพื้นที่แหล่งโบราณคดีบ้านวังหาด (ข้อมูล พร้อมภาพประกอบ)           


๑. ชื่อโครงการ            โครงการเข้าร่วมประชุมและสัมมนาทางวิชาการของสภาการจดหมายเหตุสากล (International Council on Archives : ICA)   ๒. วัตถุประสงค์           ๒.๑ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสัมมนาทางวิชาการของสภาการจดหมายเหตุสากล (ICA General Assembly) และ Forum of the National Archivists (FAN)           ๒.๒ เพื่อศึกษาดูงานด้านจดหมายเหตุของ Archives of the Crown of Aragon   ๓. กำหนดเวลา           วันที่ ๑๐  – ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๗   ๔. สถานที่           - เมือง Girona ราชอาณาจักรสเปน           - Archives of the Crown of Aragon เมืองบาร์เซโลนา ราชอาณาจักรสเปน   ๕. หน่วยงานผู้จัด           สภาการจดหมายเหตุสากล (International Council on Archives : ICA)     ๖. หน่วยงานสนับสนุน           สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร   ๗. กิจกรรม           ๗.๑ การเข้าร่วมประชุม Forum of the National Archives (FAN)                    Forum of the National Archives (FAN) ได้รับการสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นตามธรรมนูญสภาการจดหมายเหตุ (International Council on Archives) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยได้กำหนดบทบาทสำคัญขององค์กรนี้ในการจัดทำยุทธศาสตร์เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการงานจดหมายเหตุ เพื่อให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติเป็นศูนย์เก็บข้อมูลจดหมายเหตุที่มีการบริหารจัดการที่ถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือและโปร่งใส สมาชิกประกอบด้วยหอจดหมายเหตุแห่งชาติจากประเทศสมาชิกสภาการจดหมายเหตุ (International Council on Archives) คณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วยผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากผู้แทนสภาการจดหมายเหตุในแต่ละภูมิภาค ได้แก่ แอฟริกาและประเทศกลุ่มอาหรับ เอเชียและโอเชียเนีย ยุโรปและอเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน และการคัดเลือกประธานและเลขานุการ วาระการประชุม Forum of the National Archives (FAN) จะกำหนดไว้ในการประชุมประจำปี ICA                    การประชุม Forum of the National Archives (FAN) ในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ณ เมือง Girona ราชอาณาจักรสเปน เป็นการประชุมครั้งที่ ๒ นับจากการประชุมครั้งแรกที่กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม มีสาระสำคัญ ได้แก่ การเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ และการนำเสนอหัวเรื่องต่างๆ ต่อที่ประชุม ได้แก่ Fund for the International Development of Archives, Declassification of sensitive records, Fan Workspace, PERSIRI Project, News from the Working Group on Human Rights ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการเลือกตั้งประธานคนใหม่ ซึ่งได้แก่ ผู้อำนวยการหอจดหมายเหตุแห่งชาติสาธารณรัฐสิงคโปร์           ๗.๒ การเข้าร่วมประชุม ICA General Assembly                    ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยคณะกรรมการของสภาการจดหมายเหตุสากล (International Council on Archives) และผู้แทนจากประเทศสมาชิกทั่วโลกในระดับหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หอจดหมายเหตุของหน่วยงาน องค์กรต่างๆ สาระการประชุมมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับรายงานของประธาน ICA รายงานกิจกรรมและการดำเนินงานของรองประธาน ICA รายงานของเลขานุการ ICA รายงานการเงิน สถานะสมาชิกและการชำระค่าสมาชิก การสนับสนุนแผนงานและโครงการเกี่ยวกับการบริหารจัดการเอกสาร ซึ่งในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการบริหารเอกสารประเภทอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Records) การปรับปรุงธรรมนูญ ICA การปรับเปลี่ยนรูปแบบการออกเสียงของผู้แทนประเทศสมาชิก การรับสมาชิก ICA โครงการและกิจกรรมต่างๆโดยเน้นเรื่องธรรมาภิบาล เอกสารจดหมายเหตุอิเล็กทรอนิกส์และการอนุรักษ์ การจัดตั้งผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านเพื่อพิจารณาดำเนินโครงการและการจัดตั้ง The Programme Commission บทบาทของ the Fund for the International Development of Archives (FIDA) การสนับสนุนและให้ความร่วมมือแก่นักจดหมายเหตุในประเทศสมาชิก ๑๑ ประเทศ การจัดทำ e-newsletter นอกจากนั้นได้มีการแนะนำผู้แทนจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติเกาหลีซึ่งจะเป็นเจ้าภาพจัด ICA Congress ในปี พ.ศ. ๒๕๕๙           ๗.๓ การเข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อวิชาการจดหมายเหตุ ได้แก่                    การสัมมนาทางวิชาการจดหมายเหตุ ซึ่งคณะผู้แทนจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ประเทศไทย ได้เข้าร่วมการสัมมนาประกอบด้วยหัวข้อต่างๆ ได้แก่ Protect and Enable opening up the National, Digital Preservation on the Cloud, Learning and Networking : Preservation Planning for audiovisual collections, A(nother) Quest for Power : Photographic Documentation in Ottoman Empire, Archives online for users : towards a user – centered quality model including a comparative evaluation framework for user studies, Digital Cultural Heritage Works and Object Description within the scope of Europeana ฯลฯ           ๗.๔ การเข้าร่วม workshops หัวข้อ                    - Understanding Digital Records Preservation Inititive                    - ICA – Reg Principles and Functional Requirements for Records in Electronic Office Environments                    - The PARBICA Good Recordkeeping for Good Governance Toolkit       ๘. คณะผู้แทนไทย           ๘.๑ นางสาวนัยนา แย้มสาขา                ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ           ๘.๒ นางสาวกรพินธุ์ ทวีตา                   นักจดหมายเหตุ ชำนาญการพิเศษ   ๙. สรุปสาระของกิจกรรม           คณะผู้แทนสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ได้เข้าร่วมประชุมและการสัมมนา ดังนี้           ๙.๑ การประชุม Forum of The National Archives (FAN) วันอาทิตย์ที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๗                     Forum of The National Archives (FAN) ได้รับการสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นตามธรรมนูญของ ICA  เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่จัดทำยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อเป็นรูปแบบให้ประเทศสมาชิก สามารถนำไปใช้เพื่อการพัฒนาการบริหารจัดการจดหมายเหตุในยุคโลกาภิวัฒน์ ประกอบด้วยหอจดหมายเหตุแห่งชาติหรือหอจดหมายเหตุส่วนกลางของประเทศสมาชิก ICA ประธาน FAN เป็นคณะกรรมการของ ICA Executive Board และ Programme Commission คณะกรรมการบริหาร FAN ประกอบด้วยคณะกรรมการที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากผู้แทนสภาการจดหมายเหตุในแต่ละภูมิภาค ทุก ๔ ปี ได้แก่ แอฟริกา และประเทศกลุ่มอาหรับ เอเชียและโอเชียเนีย ยุโรปและอเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน           ๙.๒ การประชุม ICA General Assembly  ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยคณะกรรมการของสภาการจดหมายเหตุสากล (International Council on Archives) และผู้แทนจากประเทศสมาชิกทั่วโลกในระดับหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หอจดหมายเหตุของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ สาระการประชุมมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับรายงานของประธาน ICA รายงานกิจกรรมและการดำเนินงานของรองประธาน ICA รายงานของเลขานุการ ICA รายงานการเงิน สถานะสมาชิกและการชำระค่าสมาชิก การสนับสนุนแผนงานและโครงการเกี่ยวกับการบริหารจัดการเอกสาร ซึ่งในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการบริหารเอกสารประเภทอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Records) การปรับปรุงธรรมนูญ ICA การปรับเปลี่ยนรูปแบบการออกเสียงของผู้แทนประเทศสมาชิก การรับสมาชิก ICA เพิ่ม โครงการและกิจกรรมโดยเน้นเรื่องธรรมาภิบาลเอกสารจดหมายเหตุอิเล็กทรอนิกส์และการอนุรักษ์ การจัดตั้งผู้เชี่ยวชาญตามประเด็นดังกล่าวเพื่อพิจารณาดำเนินโครงการและจัดตั้ง the Programme Commission บทบาทของ the Fund for the International Development of Archives (FIDA) การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือแก่นักจดหมายเหตุในประเทศสมาชิก ๑๑ ประเทศ การจัดทำ e-newsletter นอกจากนั้นได้มีการแนะนำผู้แทนจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติเกาหลี ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพจัด ICA Congress ในปี พ.ศ. ๒๕๕๙           ๗.๓ การเข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อวิชาการจดหมายเหตุ ได้แก่  การสัมมนาทางวิชาการจดหมายเหตุได้กำหนดให้มีขึ้นพร้อมกับการประชุม ICA General Assembly โดยใช้ชื่อว่า Archives and Cultural Industries ประกอบด้วยหัวเรื่องสำคัญที่เกี่ยวงานจดหมายเหตุประมาณ ๑๖๐ เรื่อง เป็นการนำเสนอตัวอย่างกรณีศึกษาของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจดหมายเหตุและผูแทนจากประเทศสมาชิก เช่น การแปลงเอกสารจดหมายเหตุประเภทภาพถ่ายและเอกสารลายลักษณ์เป็นอิเล็กทรอนิกส์ การบริหารจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์และการอนุรักษ์ การจัดการฐานข้อมูลจดหมายเหตุ โดยมีกรณีศึกษาตัวอย่างจากประเทศสมาชิก เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา สเปน ประเทศในแอฟริกา และประเทศยุโรป นอกจากนั้นยังมีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหัวข้อต่างๆ เช่น Image Quality Assessment in Digitization Records, Tronir and Trainer, The open souree platform toolkit supporting archives and cultural institutions to easily create and publish digital exhibitions, Understanding Digital Records Preservation initiative, Principles and Functional Requirements for Records in Electronic office Environments.           ๙.๔ การศึกษาดูงาน ณ Archivo dela Corona de Aragon วันศุกร์ที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗                     หอจดหมายเหตุแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมือง Girona จัดเก็บเอกสารจดหมายเหตุตั้งแต่สมัยยุคกลาง เป็นหอจดหมายเหตุที่จัดเก็บเอกสารการปฏิบัติงานของราชวงศ์ Aragon ตั้งแต่ศตวรรษที่ ๙ ถึงศตวรรษที่ ๒๐ เอกสารชุดสำคัญและเก่าสุดเป็นเอกสารในศตวรรษที่ ๑๓ เป็นภาษาละติน เอกสารเหล่านี้ได้มีการแปลเป็นภาษาสเปนเพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลได้ ปริมาณเอกสารในหอจดหมายเหตุทั้งหมดจำนวน ๖ กิโลเมตร ปัจจุบันหอจดหมายเหตุได้พิจารณาคัดเลือกเอกสารชุดสำคัญให้บริการผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เอกสารเอกสารเหล่านี้ได้สแกนเป็น Digital file มีปริมาณ ๕ ล้านแผ่น และเอกสารสำคัญทั้งหมดได้จัดทำเป็นไมโครฟิล์มเรียบร้อยแล้ว คลังเก็บเอกสารจดหมายเหตุแยกส่วนจากส่วนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ มีห้องเก็บเอกสารทั้งหมดจำนวน  ๑๒ ห้อง มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในห้องเก็บเอกสารและมีการตรวจสอบการควบคุมอุณภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ประจำทุกสัปดาห์ กล่องใส่เอกสารจดหมายเหตุเป็น Acid free เพื่อให้เอกสารมีอายุยาวนาน เอกสารที่ชำรุดจะดำเนินการซ่อมแซมโดยใช้กระดาษสา (Tissue Paper) จากประเทศญี่ปุ่น และใช้ครุภัณฑ์เรียกว่า lift casting ซ่อมเฉพาะส่วนที่ชำรุดหรือเป็นรู  ในส่วนห้องบริการเป็นห้องขนาดใหญ่มีโต๊ะให้บริการสำหรับผู้ค้นคว้า จำนวน ๖๔ โต๊ะ มีฐานข้อมูลเพื่อให้บริการค้นคว้า กำหนดระเบียบเอกสาร ผู้ค้นคว้าสามารถขอยืมอ่านได้ ๙ ชิ้นต่อวัน ๑๐.  ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม           การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ณ เมือง Girona ราชอาณาจักรสเปน ได้แก่ การประชุม ICA General Assembly การประชุม Forum of the National Archives และการสัมมนาในหัวข้อมากกว่า ๑๐๐ เรื่อง รวมทั้งการเลือกเข้าร่วมประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เป็นกิจกรรมสำคัญระดับโลก ที่มีผู้แทนจากประเทศสมาชิกเข้าร่วมมากกว่า ๑๐๐ ประเทศ จำนวน ๙๐๐ กว่าคน นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้แทนจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติที่ได้รับความรู้ด้านการบริหารจัดการเอกสารจดหมายเหตุ การแปลงเอกสารจดหมายเหตุเป็น Digital File การจัดการฐานข้อมูลจดหมายเหตุ การเผยแพร่เอกสารจดหมายเหตุสู่สาธารณะและการอนุรักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในปัจจุบันสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติยังไม่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้เนื่องจากเอกสารที่หน่วยงานของรัฐส่งมอบให้สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติเป็นเอกสารกระดาษ ๑๐๐% ในขณะที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติในหลายประเทศได้มีการรับมอบ และดำเนินการบริหารจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ การวิเคราะห์ใช้โปรแกรมและครุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับเอกสารจดหมายเหตุอิเล็กทรอนิกส์ การวางแผน กำหนดแนวทางการอนุรักษ์เอกสาร เนื่องด้วยงบประมาณที่จำกัดนักจดหมายเหตุของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้ทุกคน สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติจึงสมควรพิจารณาจัดทำโครงการโดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติในต่างประเทศมาเป็นวิทยากร เผยแพร่ความรู้ในเรื่องการจัดการเอกสารจดหมายเหตุอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้นักจดหมายเหตุของประเทศไทยได้รับความรู้อย่างทั่วถึงและสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการจดหมายเหตุในยุคใหม่                                                     นางสาวกรพินธุ์ ทวีตา ผู้สรุปรายงานการเดินทางไปราชการ


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ๑.ชื่อโครงการ    พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน (The Metropolitan Museum of Art) ประเทศสหรัฐอเมริกา ขอยืมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ๗ แห่ง รวมทั้งสิ้น ๔๑ รายการ เพื่อนำไปจัดนิทรรศการเรื่อง “Lost Kingdoms of Early Southeast Asia Hindu Buddhist Sculpture 5th -9th Century” ระหว่างวันที่ ๘ เมษายน ถึงวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๗ ๒.วัตถุประสงค์   เพื่อบรรจุหีบห่อและการนำโบราณวัตถุที่พิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิทัน ขอยืมไปจัดแสดงกลับประเทศไทย ๓.กำหนดเวลา   ๒-๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๗ ๔. สถานที่        พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน (The Metropolitan Museum of Art) นิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ๕. หน่วยงานผู้จัด          พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน (The Metropolitan Museum of Art) ประเทศสหรัฐอเมริกา ๖. หน่วยงานสนับสนุน    กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ๗. กิจกรรม       รายละเอียดของกิจกรรม ตามเอกสารดังแนบ ๘. คณะผู้แทนไทย         นางสาวโสภิต  ปัญญาขัน ๙. สรุปสาระของกิจกรรม เดินทางไปที่พิพิธภัณฑศิลปะเมโทรโพลิทัน ด้วยเครื่องบินโดยสาร Cathy Pacific และดำเนินการตรวจสภาพโบราณวัตถุ ก่อนที่จะบรรจุหีบห่อร่วมกับนักอนุรักษ์ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน รวมทั้งควบคุมการบรรจุหีบห่อ และนำวัตถุโบราณ จำนวน ๑๐ ลังพร้อมด้วยแท่นฐาน (Mouth) ที่ทางพิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิทันมอบให้อีก ๑ ลัง โดยเดินทางโดยสารมากับเครื่องบินขนส่งสินค้า (Cargo) ของสายการบิน Cathy Pacific ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการทำกิจกรรม        จากภาระกิจที่ได้รับมอบหมายในครั้งนี้ ขอเสนอว่าหากมีการยืมวัตถุโบราณของกรมศิลปากรไปจัดแสดงต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ต้องใช้เวลาในการเดินทางที่ยาวนานนั้น ขอให้ผู้ที่จะนำวัตถุโบราณไปหรือกลับ จากประเทศไทย มีจำนวน ๒ คน เพราะทุกขั้นตอนในระหว่างการนำวัตถุโบราณเข้าเครื่องบินขนส่งสินค้านั้นมีความสำคัญมาก มีความระมัดระวังทุกขั้นตอน และมีข้อสังเกตว่าประเทศเพื่อนบ้านของเราที่ไปในครั้งนี้ ไปพร้อมกัน ตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป


องค์ความรู้จากสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่เรื่อง  ร่องรอยสุโขทัยในล้านนาจากหลักฐานทางโบราณคดีเรียบเรียงโดย  นายสายกลาง  จินดาสุ นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี  สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่---------------------------------     การนำเสนอข้อมูลครั้งนี้ผู้เขียนต้องขอออกตัวก่อนว่าเนื้อหาอาจจะยาวกว่าทุกครั้งที่เคยเรียบเรียง เนื่องจากเป็นการประมวลข้อมูลเพื่อให้เห็นทั้งภาพกว้างและรายละเอียด ซึ่งครั้งนี้มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมค่อนข้างมาก รวมถึงมีศัพท์เฉพาะทางประวัติศาสตร์ศิลปะตลอดทั้งเนื้อหา ผู้เขียนจึงอยากให้ผู้อ่านค่อยๆทำความเข้าใจและดูภาพประกอบตาม คิดว่าสิ่งที่ผู้เขียนนำมาบอกเล่าในวันนี้คงไม่ยากเกินที่ผู้อ่านทุกท่านจะทำความเข้าใจได้แน่นอน และเรื่องราวที่จะนำเสนอในวันนี้ คือ “ร่องรอยสุโขทัยในล้านนาจากหลักฐานทางโบราณคดี”     สุโขทัยและล้านนา คือ สองอาณาจักรยิ่งใหญ่ ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงและสถาปนาขึ้นในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน สุโขทัยสถาปนาขึ้นก่อนในปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ส่วนล้านนาสถาปนาต่อมาในต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ทั้งสองอาณาจักรมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันทั้งในแบบมิตรภาพช่วยเหลือและเป็นคู่แข่งทางการเมืองตามวิถีการก้าวสู่ความเป็นหนึ่ง สิ่งที่เป็นผลพวงตามมาหลงเหลือเป็นหลักฐานทางโบราณคดีจวบจนปัจจุบันสะท้อนออกมาในรูปแบบผังเมือง สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม ฯ     ครั้งนี้เราจะมาลองคลี่ร่องรอยหลักฐานและแนวคิดของสุโขทัย ที่ทิ้งไว้ในพื้นที่ล้านนา ว่ามีอะไร และปรากฏที่ใดบ้าง     ก่อนอื่นถ้าลองลิสต์เรื่องราวที่ปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์ของล้านนามาคร่าวๆ เราพอจะเห็นกรอบความสัมพันธ์ว่าล้านนากับสุโขทัยสัมพันธ์ในเรื่องใด ห้วงเวลาใด     ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ กล่าวถึงการสร้างเมืองเชียงใหม่ของพญามังรายว่าได้เชิญพญางำเมืองกับพญาร่วง(พ่อขุนรามคำแหง) มาให้คำปรึกษาในการสร้างเมือง      ตำนานมูลศาสนา กล่าวถึง พญากือนาอาราธนาพระสุมนเถระจากสุโขทัยมาจำพรรษาที่เชียงใหม่เพื่อเผยแพร่พุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์     ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ กล่าวถึงท้าวยี่กุมกามพาพระยาไสลือไทเข้ามาตีเอาเมืองเชียงใหม่จากพญาสามฝั่งแกน แต่ไม่สำเร็จ ส่วนหลักฐานเชิงประจักษ์ อะไรคืออัตลักษณ์แห่งสุโขทัยที่เป็นสิ่งบ่งชี้ว่า ความเป็นสุโขทัยได้มาตั้งมั่นอยู่ในที่ต่างๆของล้านนาแล้ว     เท่าที่ผู้เขียนพอจะวิเคราะห์ได้ อัตลักษณ์ความเป็นสุโขทัยที่เด่นชัดในสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม ประกอบด้วยสิ่งดังนี้1.เจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์2.บัวถลา (องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมเจดีย์)3.เจดีย์ช้างล้อม4.มณฑป5.การขุดคูน้ำล้อมรอบศาสนสถานนอกจากนั้นยังมีหลักฐานสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยมีการพูดถึงมากนักที่น่าจะเป็นอิทธิพลแนวคิดของสุโขทัยที่ปรากฏในล้านนา คือ รูปแบบผังเมืองที่เมืองที่เชียงใหม่อาจได้รับอิทธิพลการวางผังเมืองและระบบน้ำจากสุโขทัย     จากการเปรียบเทียบผังเมืองเชียงใหม่และสุโขทัย พบว่ามีความคล้ายคลึงกันอย่างมีนัยยะทั้งในเรื่องรูปแบบ แผนผังและขนาด โดยพบว่าผังเมืองเป็นรูปเกือบสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยทิศตะวันตกของเมืองเป็นภูเขา มีการชักน้ำจากเขาด้านตะวันตกมาสัมพันธ์กับเมือง เมืองสุโขทัยมีการวางระบบชลประทานด้วยการสร้างคันดินกั้นระหว่างเขาเกิดเป็นเขื่อนดินเก็บกักน้ำที่เรียกกันว่า สรีดภงส์ น้ำจากสรีดภงส์ไหลเข้าสู่คูเมืองสุโขทัยบริเวณมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้  ส่วนเมืองเชียงใหม่นั้นชักน้ำจากดอยสุเทพผ่านห้วยแก้วมาเข้าคูเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือคือแจ่งหัวลิน ทั้งสองเมืองมีสระน้ำขนาดใหญ่ที่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สุโขทัยมีบารายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ เป็นทำนบ 3 ด้าน ระบบชลประทานเหล่านี้ของสุโขทัยน่าจะมีมาแล้วตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ดังปรากฏคำจารึกจากศิลาจารึกหลักที่ ๑  (พ.ศ.1835) ว่า “เบื้องตะวันออกเมืองสุโขทัยนี้มีพิหาร มีปู่ครู มีทะเลหลวง...เบื้องหัวนอนเมืองสุโขทัยนี้ มีกุฏี พิหาร ปู่ครูอยู่ มี สรีดภงส์...”  ถ้าดูในส่วนของเมืองเชียงใหม่จะพบว่าแผนที่โบราณนครเชียงใหม่ พ.ศ.2436 แสดงตำแหน่งสระขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “หนองบัว” ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือนอกเมือง สอดคล้องกับเนื้อความในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ที่กล่าวถึงชัยมงคลข้อหนึ่งในการสร้างเมืองที่เป็นหนองน้ำใหญ่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง  ด้านขนาดพบว่าทั้งสองเมืองมีขนาดใกล้เคียงกัน โดยเมืองเชียงใหม่มีขนาดกว้างด้านละประมาณ 1,600 เมตร ส่วนเมืองสุโขทัย กว้าง 1,400 เมตร ยาว 1,810 เมตร เมื่อเทียบเวลาการครองราชย์และช่วงเวลาสร้างเมืองพบว่าพญาร่วงครองราชย์ปี 1822 โดยเวลานั้นมีการย้ายเมืองจากบริเวณวัดพระพายหลวงมาเป็นเมืองสุโขทัยที่มีผังเมืองเป็นรูปเกือบสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาดใหญ่นี้แล้ว โดยเมืองเชียงใหม่ถูกการสถาปนาขึ้นให้หลังไปอีกเล็กน้อยในปี 1839 ทำให้สันนิษฐานได้ว่าเมืองเชียงใหม่อาจได้รับรูปแบบการวางผังเมืองจากสุโขทัย (ในประเด็นนี้ได้มีการเสนอแนวคิดใหม่ในปัจจุบันว่า อาจมีความเป็นไปได้เช่นกันที่ผังเมืองเชียงใหม่จะได้รับอิทธิพลจากทางพม่าหรือจีนด้วยอีกทาง)     มาสู่เรื่องหลักฐาน รูปแบบ องค์ประกอบเจดีย์ของสุโขทัย ที่ปรากฏตามที่ต่างๆของล้านนา อัตลักษณ์แรกของสุโขทัยที่จะหยิบยกมากล่าว คือ “เจดีย์แบบพุ่มข้าวบิณฑ์” ที่ถือเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุด เพราะไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร ชนิดที่ว่าไปอยู่ที่ไหน เหมือนมีเสียงตามสายประกาศว่า สุโขทัยมาแล้วจ้า     ในล้านนาพบเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ทั้งหมด 4 องค์ คือ เจดีย์ธาตุกลาง ซึ่งเป็นวัดร้างนอกประตูเมืองเชียงใหม่ทิศใต้ เจดีย์วัดพระเจ้าดำ เจดีย์ประจำมุมของวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ และเจดีย์วัดสวนตาล จังหวัดน่าน ปัจจุบันปรากฏสภาพหลงเหลือเพียง 2 องค์ คือ เจดีย์ธาตุกลาง และเจดีย์วัดพระเจ้าดำ     เจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ คืองานรังสรรค์ออกแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของสุโขทัย เพราะเป็นการนำของเก่า คือ องค์ประกอบของปราสาทขอม ล้านนา ผสมผสานเข้ากับการออกแบบใหม่ การนำฐานบัวลูกแก้วอกไก่แบบล้านนา ต่อด้วยฐานบัวลูกฟักแบบขอม เหนือขึ้นไปเป็นเรือนธาตุแบบขอมที่บีบให้สูงเพรียวประดับด้วยกลีบขนุนที่มุม คือการนำอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิมประยุกต์และผนวกเข้ากับส่วนยอดที่เป็นองค์ระฆังแบบดอกบัวตูมซึ่งเป็นการออกแบบใหม่ ทำให้เกิดเป็นเจดีย์รูปแบบใหม่ต่างจากเจดีย์ทุกแบบที่มีในโลก ทั้งนี้เจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ในล้านนาที่มีความเหมือนกับต้นแบบในเมืองสุโขทัยมากที่สุด  คือ เจดีย์วัดพระเจ้าดำ โดยมีสัดส่วนและระเบียบเหมือนกับที่มีในสุโขทัย ประกอบกับการพบกำแพงแก้วล้อมรอบวัดเป็นลักษณะเสาระเนียด แบบเดียวกันกับที่ปรากฏที่เมืองศรีสัชนาลัยที่วัดช้างล้อม ต่างเพียงเสาระเนียดของวัดช้างล้อมสร้างด้วยศิลาแลง แต่วัดพระเจ้าดำสร้างด้วยอิฐหน้าวัวก่อเรียงขึ้นรูปเป็นเสากลม จึงกล่าวได้ว่าวัดแห่งนี้มีความเป็นสุโขทัยอย่างแท้จริง ในส่วนเจดีย์วัดธาตุกลางนั้น มีลักษณะที่กลายไปจากต้นแบบพอสมควร คือ เหนือเรือนธาตุเป็นองค์ระฆังแทนที่จะเป็นลักษณะดอกบัวตูมตามแบบเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ และเหนือองค์ระฆังมีบัลลังค์ในผังกลม ซึ่งตามระเบียบเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ไม่มีองค์ประกอบดังกล่าวนี้ ส่วนเจดีย์อีกสององค์ที่ไม่ปรากฏสภาพในปัจจุบันแต่ทราบได้จากภาพถ่ายเก่าคือเจดีย์วัดสวนตาล จังหวัดน่าน และเจดีย์ประจำมุมวัดสวนดอก ซึ่งถูกก่อครอบในสมัยครูบาเจ้าศรีวิชัย ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 25 เมื่อพิจารณาถึงอายุสมัยและเนื้อหาประวัติศาสตร์พบว่า เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์น่าจะมีมาแล้วตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนรัชสมัยพระเจ้าลิไท ของสุโขทัย เนื่องจากปรากฏข้อความในจารึกเขาสุมนกูฎ ที่ระบุว่าพระยาลิไทเสด็จไปปิดทองพระมหาธาตุเมืองพิษณุโลก ในปี พ.ศ.1912 แสดงให้เห็นว่าเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์น่าจะมีมาก่อนต้นพุทธศตวรรษที่ 20 และได้กลายเป็นรูปแบบหลักของเจดีย์ประธานช่วงสมัยพระเจ้าลิไท ในพุทธศตวรรษที่ 20 ซึ่งช่วงดังกล่าวนี้มีเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์และการแพร่เข้ามาของอิทธิพลสุโขทัยในล้านนา คือ การที่พญากือนาอาราธนาพระสุมนเถระจากสุโขทัย มาประดิษฐานศาสนาพุทธแบบลังกาวงศ์ในเมืองเชียงใหม่ ทำให้รูปแบบทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมของสุโขทัยที่เกี่ยวข้องกับศาสนาแพร่หลายเข้าสู่ล้านนาในช่วงเวลานี้     อัตลักษณ์ความเป็นสุโขทัยลำดับสองที่จะขอกล่าวถึง คือ “บัวถลา” ซึ่งเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่มักจะพบในเจดีย์ทรงระฆังแบบสุโขทัย     ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่าเจดีย์ทรงระฆังแบบสุโขทัย มีลักษณะอย่างไร      เจดีย์ทรงระฆังแบบสุโขทัยเป็นเจดีย์ทรงระฆังที่มีรูปแบบเรียบง่าย ประกอบด้วยฐานเขียงผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสและต่อด้วยบัวคว่ำซ้อนกันหรือที่เรียกว่าบัวถลาซ้อนกันสามชั้น เหนือขึ้นไปเป็นบัวปากระฆัง องค์ระฆังมีขนาดใหญ่ ส่วนบนเป็นปล้องไฉนและปลียอด  ในล้านนามีการนำองค์ประกอบสำคัญในเจดีย์สุโขทัยมาประยุกต์ใช้กับเจดีย์ล้านนา คือ การนำบัวถลา (ชุดบัวคว่ำ) มารองรับองค์ระฆังแทนชุดบัวคว่ำ-หงาย     เจดีย์ทรงระฆังแบบสุโขทัยที่เหมือนกับต้นแบบในสุโขทัยที่สุดที่พบในล้านนา คือ กู่ม้า จังหวัดลำพูน โดยเป็นเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่อยู่บนฐานเขียงแบบเรียบง่าย องค์เจดีย์รองรับด้วยบัวถลาซ้อน 3 ชั้น กู่ม้านี้กำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่ 19-20 จากการเทียบเคียงกับเครื่องถ้วยล้านนาจากการขุดทางโบราณคดีในพื้นที่ เมื่อพิจารณาร่วมกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ สันนิษฐานได้ว่ากู่ม้าอาจสร้างขึ้นในคราวที่พระสุมนเถระพำนักอยู่ที่เมืองลำพูนก่อนจะไปจำพรรษายังเมืองเชียงใหม่ อีกแห่งคือเจดีย์วัดป่าแดงบุนนาค จังหวัดพะเยา วัดแห่งนี้พบจารึกระบุผู้สร้างคือพญาร่วง ซึ่งน่าจะหมายถึง พญายุธิษฐิระ ที่มาจากเมืองสองแควมาสวามิภักดิ์ต่อพญาติโลกราชและได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าเมืองพะเยา ภายในเจดีย์พบพระพุทธรูปที่ระบุว่าสร้างปี 2019 หลักฐานดังกล่าวจึงยืนยันถึงอิทธิพลสุโขทัยที่มีอย่างต่อเนื่องในต้นพุทธศตวรรษที่ 21     การปรากฏของบัวถลาในล้านนาในเวลาต่อมาเริ่มมีการนำส่วนรองรับองค์ระฆังที่เป็นบัวถลาผสมผสานเข้ากับชุดฐานบัวแบบล้านนา ดังปรากฏในเจดีย์กลุ่มเมืองลำปาง อาทิ เจดีย์วัดพระธาตุลำปางหลวง ที่น่าจะกำหนดอายุได้ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 21 ตามหลักฐานจารึกที่กล่าวถึงการบูรณะพระธาตุลำปางหลวงในปี 2019 และเจดีย์วัดพระแก้วดอนเต้า ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบดูว่าการนำบัวถลาไปเป็นองค์ประกอบเจดีย์ทรงระฆังปรากฏอยู่ที่พื้นที่ใดของล้านนามากที่สุด พบว่าเชียงใหม่คือพื้นที่ที่ปรากฏบัวถลาในเจดีย์มากที่สุด อาทิ บัวถลาในผังกลม ที่วัดป่าพร้าวใน วัดหนองหล่ม วัดแสนตาห้อย วัดกลางเวียง (เวียงท่าท่ากาน)  / บัวถลา 8 เหลี่ยม  วัดเชษฐา วีดเจดีย์หลวง วัดเชียงมั่น วัดป่าอ้อย วัดอุโมงค์อารยมณฑล / บัวถลา 12 เหลี่ยม พระธาตุดอยสุเทพ วัดชมพู วัดหมื่นพริก วัดหัวข่วง วัดต้นโพธิ์ (เวียงท่ากาน) ฯ ในส่วนของบัวถลาที่ปรากฏในเจดีย์พื้นที่เมืองแพร่นั้น เป็นกรณีพิเศษแยกออกมากล่าวถึงเป็นการเฉพาะ เนื่องจากมีการสร้างรูปแบบเป็นลักษณะโดดเด่นเฉพาะตน โดยขอหยิบยกเจดีย์พระธาตุช่อแฮมาเป็นกรณีศึกษา     พระธาตุช่อแฮมีความเป็นสุโขทัยปรากฏในการทำส่วนรองรับองค์ระฆังเป็นบัวถลา  ส่วนความเป็นล้านนา คือ การทำส่วนรองรับองค์ระฆังในผังแปดเหลี่ยม หากพิจารณาถึงหลักฐานการมีขึ้นของเจดีย์ทรงระฆังที่มีส่วนรองรับองค์ระฆังในผังแปดเหลี่ยม พบว่าเกิดขึ้นในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 21 สมัยพระเจ้าติโลกราช ปรากฏที่เจดีย์หลวงเมืองเชียงใหม่ ทั้งนี้หากทบทวนการเกิดขึ้นของรูปแบบเจดีย์ในผังแปดเหลี่ยมพบว่าเกิดขึ้นตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 18 ที่รัตนเจดีย์ เมืองหริภุญชัย(ลำพูน)ก่อน จากนั้นจึงมาปรากฏหลักฐานในราวพุทธศตวรรษที่ 19-20 ที่เจดีย์อินทขิล เชียงใหม่ และมาปรากฏหลักฐานอีกครั้งที่อนิมิสเจดีย์ หนึ่งในสัตมหาสถานของวัดเจ็ดยอดในปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ จึงค่อนข้างแน่ชัดว่ารูปแบบการสร้างเจดีย์ในผังแปดเหลี่ยมเกิดขึ้นบริเวณล้านนาฝั่งตะวันตก (แอ่งที่ราบเชียงใหม่-ลำพูน) แต่สิ่งที่เมืองแพร่ปรับปรุงให้มีความเป็นเฉพาะตนคือ การมีหน้ากระดานของชุดบัวถลาแต่ละชุดมีขนาดใหญ่กว่าบัวถลาค่อนข้างมาก บัวถลาในผังแปดเหลี่ยมของวัดพระธาตุช่อแฮ (และในเมืองแพร่) มีพัฒนาการต่อเนื่องจากบัวถลาซ้อน 7 ชั้น สู่ 10 ชั้น ที่เจดีย์วัดพระธาตุจอมแจ้ง ส่วนในพื้นที่เมืองเชียงใหม่พบการทำชั้นบัวถลาเพียง 3 – 5 ชั้น จึงกล่าวได้ว่าเจดีย์ทรงระฆังที่มีส่วนรองรับองค์ระฆังในผังแปดเหลี่ยมซ้อน 7 – 10 ชั้น เป็นรูปแบบเฉพาะของเจดีย์เมืองแพร่ที่ผนวกทั้งความเป็นสุโขทัย ล้านนาฝั่งตะวันตก และความเป็นตัวของตัวเอง     ผู้เขียนมีข้อสันนิษฐานประการหนึ่งเกี่ยวกับการทำส่วนรองรับองค์ระฆังเป็นรูปแบบต่างๆ ว่าตั้งแต่ช่วงพญาสามฝั่งแกน – พญาติโลกราช (กลางพุทธศตวรรษที่ 20 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 21) รูปแบบเจดีย์น่าจะเป็นเรื่องสำคัญของสังคมสงฆ์ในเวลานั้นที่ค่อนข้างแบ่งฝักฝ่าย แต่ละนิกายจึงต้องมีรูปแบบทางศิลปกรรมของตนเองที่ชัดเจนและพยายามรักษารูปแบบของตนเองเพื่อแสดงอัตลักษณ์ของนิกาย เมื่อพิจารณาข้อมูลพื้นฐาน เจดีย์แบบดั้งเดิมที่นิยมในพื้นที่เชียงใหม่ ลำพูน เชียงแสน คือเจดีย์ทรงทรงปราสาท (เจดีย์กู่กุด เจดีย์เชียงยืน เจดีย์วัดธาตุเขียว เจดีย์วัดป่าสัก เจดีย์กู่คำ) โดยมีการปรากฏขึ้นของเจดีย์ทรงกลมที่เก่าแก่ที่สุดคือ วัดอุโมงค์เถรจันทร์ เจดีย์องค์นี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับเจดีย์ในพุกามที่เป็นศิลปะลังกา คือ เจดีย์ฉปัฏ ที่สร้างขึ้นต้นพุทธศตวรรษที่ 18 ถ้าพิจารณาตามนี้จะเห็นว่ารูปแบบเจดีย์ในนิกายพื้นเมืองเดิมก่อนการเข้ามาของพระสุมนเถระ คือ เจดีย์แบบปราสาทยอดที่น่าจะได้รับอิทธิพลจากหริภุญชัย และเจดีย์ทรงระฆังแบบลังกาที่ได้รับมาจากพุกาม ซึ่งอย่างหลังนี้ได้ถูกพัฒนาต่อโดยการรักษาส่วนรองรับองค์ระฆังที่เป็นชุดบัวคว่ำ-หงายไว้ แต่ดัดแปลงเปลี่ยนเส้นลูกแก้วทั้งสองเส้นที่คาดที่ท้องไม้ชุดบัวไปเป็นลูกแก้วอกไก่ และเปลี่ยนจากฐานเขียงไปเป็นชุดฐานบัวสองฐานในผังยกเก็จ ซึ่งรูปแบบนี้มีระเบียบสมบูรณ์ครั้งแรกในเจดีย์พระธาตุหริภุญชัย     ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าเจดีย์ที่เป็นจุดเปลี่ยนทางรูปแบบที่สำคัญ คือ เจดีย์วัดป่าแดง และเจดีย์หลวงเมืองเชียงใหม่ ถ้าพิจารณาดูจะเห็นว่า พญาติโลกราชเลือกสร้างเจดีย์วัดป่าแดง (พ.ศ.1991) ให้มีส่วนรองรับองค์ระฆังเป็นเป็นบัวถลาและฐานมีช้างล้อมแทนที่จะเป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา เพราะเจดีย์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิพระราชบิดา (พญาสามฝั่งแกน) และพระราชมารดา ซึ่งสองพระองค์น่าจะอุปถัมป์สงฆ์นิกายวัดสวนดอก(ลังกาวงศ์สายรามัญ) ที่สืบองค์ความรู้ทางโบราณคดี กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่*********โบราณโลหะวิทยาเชิงทดลอง (Experimental Archaeometallurgy) :กรณีศึกษาการทดลองถลุงเหล็กสมัยโบราณตามแบบเตาถลุงเหล็กของแหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้ม ตำบลบ่อเหล็กลอง อำเภอลอง จังหวัดแพร่โดย นายพลพยุหะ ไชยรส นักโบราณคดีชำนาญการ เรียบเรียง*********ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณการดำเนินงานโบราณคดีของกรมศิลปากร โครงการโบราณโลหะวิทยาในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565*********กิตติกรรมประกาศ (Acknowledgement) : ขอขอบพระคุณ คุณประพจน์ เรืองรัมย์และคุณเพชร เรืองรัมย์ นายช่างถลุงและตีเหล็กแบบโบราณแห่งบ้านน้ำพี้ ตำบลน้ำพี้ อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ช่วยอนุเคราะห์ข้อมูลเทคโนโลยีการถลุงเหล็กแบบโบราณจากประสบการณ์การการถลุงเหล็กและตีเหล็กมาอย่างยาวนานและเป็นผู้ทดลองสาธิตการถลุงเหล็กในครั้งนี้ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ กรมศิลปากร ขอขอบพระคุณในความเอื้อเฝื้อและความเป็นพันธมิตรทางวิชาการเป็นอย่างสูง*********ข้อตกลงเบื้องต้น (Assumption) : บทความนี้เป็นงานโบราณคดีเชิงการทดลองทางวิทยาศาสตร์ โดยเป็นผลการทดลองนำร่องครั้งที่ 1 โดยมีการควบคุมตัวแปรควบคุมต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่งบประมาณ ระยะเวลาและทักษะเชิงช่างจะเอื้ออำนวย ซึ่งโดยธรรมชาติของการทดลองทางวิทยาศาสตร์จะต้องมีการทดลองซ้ำหลายๆ ครั้ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่มีความแม่นยำและชัดเจนมากที่สุด (อาจได้ผลลัพธ์ที่ต่างไปจากการทดลองครั้งนี้ได้) โดยการนำเสนอผลการทดลองนี้มีจุดมุ่งหมายหลักที่จะสะท้อนให้ผู้อ่านได้เห็นกระบวนทัศน์ทางโบราณโลหะวิทยาเชิงทดลอง (Experimental Archaeometallurgy) และการประยุกต์ใช้กับงานโบราณคดีจริงของวงการวิชาการโบราณคดีไทย อันเป็นตัวอย่างในการทำงานที่สามารถนำผลการทดลองไปทำการทดลองซ้ำหรือต่อยอดวิจัยในอนาคตต่อไปได้ ******** โบราณโลหะวิทยาเชิงทดลอง (Experimental Archaeometallurgy) เริ่มมีความตื่นตัวในการศึกษาวิจัยตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1950s ภายใต้แนวคิดของนักโบราณคดีสำนักคิดโบราณคดีกระบวนการ (Processaul Archaeology) หรือโบราณคดีใหม่ (New Archaeology) ของโลกตะวันตก ที่เน้นการตรวจสอบสมมุติฐานหรือข้อสันนิษฐานทางโบราณคดีด้วยกระบวนการและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์  โดยเริ่มแรกเป็นงานทดลองถลุงโลหะประเภทต่างๆ โดยเฉพาะการถลุงทองแดงและเหล็กทั้งในสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ โดยในปัจจุบันยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความนิยมจากนักโบราณคดีที่มีความสนใจเรื่องการถลุงโลหะจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งนี้ ในประเทศไทยเริ่มมีการศึกษาวิจัยในประเด็นนี้โดยเฉพาะเรื่องการถลุงเหล็กจากนักโบราณคดีไทยรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาถือเป็นประเด็นใหม่ที่ท้าทายการตั้งคำถามและการวิจัยต่อวงวิชาการโบราณโลหะวิทยาของประเทศไทยเป็นอย่างมาก การทดลองถลุงโลหะดังกล่าวข้างต้นมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบคำถามทางด้านกระบวนการถลุงโลหะสมัยโบราณ (Smelting Operation) โดยมีหลักการสำคัญคือการออกแบบงานทดลอง รื้อฟื้น (Reconstruction) และควบคุมตัวแปรต่างๆ ให้มีความสอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดค้นพบในแหล่งถลุงโลหะนั้นๆ ให้ได้มากที่สุด เช่น วัสดุในการสร้างเตา แร่ ระบบลม อุณหภูมิ เชื้อเพลิง หรือแม้กระทั่งพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการถลุง เป็นต้น ยังมีการประยุกต์ใช้การเก็บข้อมูลทางโบราณคดีชาติพันธุ์ในกลุ่มคนที่ยังคงรักษาเทคโนโลยีการถลุงโลหะแบบโบราณดั้งเดิมเอาไว้ เพื่อนำข้อมูลมาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนงานทางโบราณโลหะวิทยา นอกจากนี้ยังมีการใช้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ จดหมายเหตุความทรงจำหรือแม้กระทั่งมุขปาฐะ มาประกอบกับหลักฐานทางโบราณคดีอีกด้วย  โดยจุดมุ่งหมายสูงสุดคือเพื่อลำดับกระบวนการผลิตมวลโลหะ (Chaîne Opératoire of Ingot) จากก้อนแร่ (Iron Ore) สู่การเป็นมวลโลหะ (Ingot) ซึ่งจะช่วยทำให้เข้าใจถึงพฤติกรรมและอิทธิพลของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่มีต่อการพัฒนาเทคโนโลยีการถลุงโลหะสมัยโบราณได้  ในบทความนี้ ผู้เขียนจะนำเสนอผลการทดลองถลุงเหล็กสมัยโบราณตามกระบวนทัศน์ดังกล่าวข้างต้น โดยเป็นการจำลองเตาถลุงเหล็กที่ขุดค้นพบในแหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้ม จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นแหล่งถลุงเหล็กสมัยโบราณแบบทางตรง (Direct Process) แห่งสุดท้ายของดินแดนล้านนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 23 – 25 (ประมาณ 100 – 200 ปีมาแล้ว) ซึ่งถือเป็นการทดลองถลุงเหล็กสมัยโบราณแบบทางตรงที่ใช้แร่เหล็กฮีมาไทต์ (Hematite/แร่เหล็กสีเลือดนก) ซึ่งเป็นแร่เหล็กที่ไม่เหนี่ยวนำแม่เหล็กเป็นครั้งแรกของกรมศิลปากร โดยเป็นแร่เหล็กที่ใช้ในการทดลองถลุงเป็นแร่เหล็กชนิดและเหมืองแร่เหล็กเดียวกัน (เหมืองแร่เหล็กดอยเหล็ก)กับที่ขุดค้นพบในแหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้มและยังกำหนดตัวแปรควบคุมต่างๆ ในการทดลองให้ใกล้เคียงกับหลักฐานทางโบราณคดีมากที่สุด เช่น เชื้อเพลิง ปริมาณแร่ วัสดุที่ก่อสร้างเตา รูปแบบโครงสร้างเตา เป็นต้น โดยการจำลองเตาจะใช้ขนาดและรูปแบบเดียวกันกับที่ขุดค้นพบในแหล่งโบราณคดีฯ จากการรวบรวมข้อมูลลักษณะทางกายภาพของโครงสร้างเตาถลุงเหล็กจากผลการดำเนินงานทางโบราณคดีของกรมศิลปากรในปี พ.ศ.2561 พ.ศ.2562 และ พ.ศ.2565 พบว่าเตาถลุงเหล็กทั้งหมดที่ขุดค้นพบก่อด้วยดินและมีขนาดเกือบจะเท่ากันทุกเตา เมื่อคำนวณค่าเฉลี่ยแล้วเตาถลุงเหล็กของแหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้มมีลักษณะเป็นรูปทรงวงรี มีความกว้างเฉลี่ยประมาณ 29.75 เซนติเมตร (หรือ 30 เซนติเมตร) ยาวไม่ต่ำกว่า 1 เมตร  ผนังมีความหนาประมาณ 10-15 เซนติเมตร มีความสูงไม่ต่ำกว่า 70 เซนติเมตร สัณฐานของเตาถลุงเมื่อมองจากมุมบนจะมีลักษณะเป็นรูปวงรี โครงสร้างแต่ละเตาก่อด้วยดินเผาเรียงตัวในแนวเดียวกัน (ทิศเหนือ – ใต้) มีการเสริมความมั่นคงให้กับผนังเตาแต่ละเตาด้วยการเติมช่องว่างระหว่างเตาที่มีระยะห่างประมาณ 0.5 – 1 เมตร ด้วยการก่อแนวอิฐ แนวหิน หรือใช้ก้อนตะกรันผสมดินเหนียวก่อเติมเต็มช่องว่างระหว่างเตาเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้ผนังเตาทุกเตา สันนิษฐานว่าเตามีลักษณะเป็นทรงสูง (Sharf Furnace) ที่มีส่วนยื่นยาวออกมาทางด้านหน้าเตาเป็นทางระบายตะกรัน พื้นเตามีลักษณะลาดเอียงประมาณ 25 องศา ปล่องเตามีความกว้างไม่ต่ำกว่า 30 เซนติเมตร ที่ปลายก้นเตาด้านตะวันออกของเตามีการเจาะช่องวงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 13 – 15 เซนติเมตร สำหรับเป็นที่ใส่ช่องปลายหุ้มท่อลมดินเผา ปลายปากเตาด้านหน้าเป็นช่องระบายตะกรันออกมีขนาดกว้างประมาณ 10 เซนติเมตร จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่ามีการใช้ก้อนอิฐอุดปากเตาในขณะที่ทำการถลุง โดยพบก้อนอิฐบริเวณด้านหน้าเตาจำนวนหนึ่ง  ขั้นตอนการถลุงจะเริ่มจากการอุ่นเตาโดยการเติมถ่านเชื้อเพลิงอัดแน่นภายในห้องถลุงจนถึงปากปล่องเตาและปล่อยให้เชื้อเพลิงเผาไหม้เป็นเวลาประมาณ 15 นาที เมื่อมีเปลวไฟพ่นออกจากปล่องเตาแล้วจึงเริ่มเติมแร่เหล็กลงไป โดยเริ่มต้นที่ 0.5 กิโลกรัม เมื่ออุณภูมิห้องถลุงคงที่แล้ว จึงเริ่มใส่แร่เหล็กครั้งละ 1 กิโลกรัม สลับกับเติมถ่านเชื้อเพลิงครั้งละ 2 กิโลกรัม โดยเว้นระยะการเติมแร่และถ่านเชื้อเพลิงตามลักษณะการยุบตัวของถ่านเชื้อเพลิงที่บริเวณปากปล่องเตา จากการทดลองใช้ระเวลาทิ้งช่วงประมาณ 6 – 10 นาที ในการเติมแร่และถ่านเชื้อเพลิงในแต่ละครั้ง ในช่วงระหว่างการถลุงให้สังเกตสีไฟ การไหลของตะกรันเหลว และการก่อตัวของก้อนเหล็กแข็งหรือกึ่งของแข็งมีตะกรันปะปน (Bloom) ภายในเตาโดยดูได้จากช่องดูไฟที่อยู่ติดกับท่อลมโลหะ หากมีการสะสมตัวของตะกรันเหลวมากจนเกินไปให้รีบเจาะผนังเตาหรือเปิดปากเตาเพื่อระบายเอาตะกรันออกไม่ให้อุดตันช่องลมในห้องเผา เมื่อเติมแร่เหล็กจนครบปริมาณ 30 กิโลกรัมและภายในเตามีการก่อตัวของก้อนเหล็กแข็งหรือกึ่งของแข็งมีตะกรันปะปน (Bloom) (ใช้เหล็กยาวเรียวกระทุ้งเข้าไปในช่องดูไฟจะสัมผัสได้ถึงลักษณะก้อนเหล็กแข็งแน่นเหล็กเรียวยาวไม่สามารถทะลุผ่านได้เมื่อกระทุ้ง) แล้ว ให้ปล่อยให้ถ่านเชื้อเพลิงทำการเผาไหม้ต่อประมาณ 30 – 45 นาที จึงเปิดผนังเตานำเอาก้อนเหล็กแข็งหรือกึ่งของแข็งมีตะกรันปะปน (Bloom) ออกจากเตาแล้วแช่น้ำเย็น ก่อนจะทิ้งไว้ให้เย็นตัวลงแล้วนำไปตีกำจัดมลทินต่อไป  จากการทดลองเบื้องต้นพบว่าการถลุงให้ผลผลิตเป็นปริมาณมวลเหล็กเกือบบริสุทธิ์ (Iron Ingot) ในปริมาณที่น่าพอใจ โดยได้มวลเหล็กเกือบบริสุทธิ์ (Iron Ingot) น้ำหนัก 2 กิโลกรัม โดยตีกำจัดมลทินออกจากก้อนเหล็กแข็งหรือกึ่งของแข็งมีตะกรันปะปน (Bloom) น้ำหนัก 11 กิโลกรัม ในการถลุงใช้แร่เหล็กฮีมาไทต์ปริมาณ 30 กิโลกรัม ถ่านเชื้อเพลิงปริมาณ 86.1 กิโลกรัม มีอัตราส่วนแร่และถ่านอยู่ที่ 1 : 2 และอัตราส่วนมวลเหล็กเกือบบริสุทธิ์และแร่เหล็ก อยู่ที่ 15 : 1 ใช้ระยะเวลาในการถลุงประมาณ 4 ชั่วโมง จากการทดลองครั้งนี้สามารถเติมเต็มองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีการถลุงเหล็กสมัยโบราณของแห่ลงโบราณคดีบ้านนาตุ้มให้มีความชัดเจนและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามในการทดลองในอนาคตควรมีการศึกษาประเด็นเรื่องการประยุกต์ใช้ระบบสูบลมแบบโบราณที่ยังมิได้ทดลองในการดำเนินงานครั้งนี้ เนื่องด้วยปัญาด้านวิธีการสร้าง วัสดุ งบประมาณ ระยะเวลา รวมถึงทักษะในการสูบลม อย่างไรก็ตามจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ ข้อมูลทางโบราณคดีชาติพันธุ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่และงานประติมากรรมโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปรากฏลักษณะร่วมของระบบสูบลมโบราณโดยเป็นลักษณะระบบสูบลมแบบสองสูบ (Double piston bellow) ซึ่งในประเด็นนี้ควรได้รับการจำลองและทดลองทางโบราณคดีอย่างยิ่งในอนาคต*******เอกสารอ้างอิง :จตุรพร เทียมทินกฤตและพลพยุหะ ไชยรส, รายงานการขุดค้นทางโบราณคดีเบื้องต้น แหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้ม ตำบลบ่อเหล็กลอง อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ปี พ.ศ.2562. กรมศิลปากร : สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่, 2562. เอกสารอัดสำเนา.ชิดชนก ถิ่นทิพย์, รายงานการขุดค้นทางโบราณคดีเบื้องต้น แหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้ม ตำบลบ่อเหล็กลอง อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ระยะที่ 2 ภายใต้โครงการโบราณโลหะวิทยาพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ปีงบประมาณ พ.ศ.2565. กรมศิลปากร : สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่, 2565. เอกสารอัดสำเนา.พลพยุหะ ไชยรส. รายงานการสำรวจทางโบราณคดีแหล่งโลหกรรมสมัยโบราณในบริเวณแอ่งที่ราบลองวังชิ้น จังหวัดแพร่ ตามหลักกระบวนงานโบราณโลหะวิทยา (Archaeometallurgy).          กรมศิลปากร : สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่, 2561. เอกสารอัดสำเนา. สว่าง เลิศฤทธิ์, 2547. โบราณคดี : แนวคิดและทฤษฎี. กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).Doonan R. C. P. and Dungworth D, 2013. “Experimental archaeometallurgy in perspective”, in Accidental and Experimental Archaeometallurgy. London. 1-11.Forrest, Carolyn, 2008. "The Nature of Scientific Experimentation in Archaeology: Experimental Archaeology from the Nineteenth to the Mid Twentieth Century" in Experiencing Archaeology by Experiment. Oxford: Oxbow Books.Heather Margaret-Louise Miller,2009. Archaeological Approaches to Technology. California: Left Coast Press Inc.Justine Bayley, David Crossley and Matthew Ponting, 2008. Metal and Metalworking : A research framework for Archaeometallurgy. London : English Heritage.Michael Charlton, 2010. “Explaining the evolution of ironmaking recipes – An example from northwest Wales.”in Journal of Anthropological Archaeology. 29, 357.Roberts, Benjamin W. and others, 2014. Archaeometallurgy in Global Perspective : Methods and Syntheses. NewYork : Springer.Stanley J. O'Connor, 1985.. "Metallurgy and Immortality at Candi Sukuh, Central Java" in Indonesia. 39: 57.


  ๑.     ชื่อโครงการ พิธีมหากุศลการพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิตอุโบสถ วัดนวมินทรราชูทิศ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี *         งานThai Festival Chicago ๒๐๑๔  *         โครงการคาราวานวัฒนธรรมไทยในมิดเวสต์ *         งาน International Club of DC   ๒.     วัตถุประสงค์       ๒.๑ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานการทูตทางวัฒนธรรมและการทูตสาธารณะเพื่อให้ประชาชน รัฐบาลและประชาคมนานาชาติรู้จัก และมีทัศนคติในทางบวกต่อประเทศไทยและประชาชนไทย ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการดำเนินงานของภาคเศรษฐกิจ สังคมและการท่องเที่ยว       ๒.๒ เป็นการดำเนินการเพื่อส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชน เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีในมิติทางวัฒนธรรมกับประเทศเป้าหมายเพื่อขยายสู่ความร่วมมือด้านอื่น ๆ ต่อไป       ๒.๓ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เครือข่ายวัฒนธรรมไทยในต่างประเทศ       ๒.๔ เพื่อนำเสนอคุณค่าของความหลากหลายทางวัฒนธรรมในรูปแบบศิลปะการแสดง ซึ่งจะก่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความซาบซึ้ง และตระหนักในอัตลักษณ์ คุณค่าและความสำคัญของวัฒนธรรมที่เป็นองค์ประกอบในสังคมไทยทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ อันจะเป็นปัจจัยในการสร้างความสมานฉันท์ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และเกื้อหนุนความมั่นคงของชาติ ตลอดจนส่งเสริมการแสดงออกทางวัฒนธรรม      ๒.๕  เพื่อสนับสนุนศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์       ๒.๖ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลฉลอง                    สิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี เมื่อวันที่๙ มิถุนายน ๒๕๔๙       ๒.๗ เพื่อร่วมแสดงเฉลิมฉลองพิธีสมโภชวัดนวมินทราชูทิศ           ๓. กำหนดเวลา                         ระหว่างวันที่ ๑๑ – ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗               ๔. สถานที่                         ๑. เมือง เรย์นแฮม  เคมบริดจ์  นครบอสตัน                         ๒. นครชิคาโก  เมืองเซนต์หลุยส์  รัฐมิสซูรี  เมืองเมดิสัน  รัฐวิสคอนซิน                          ๓. กรุงวอชิงตันดี.ซี.                               ๕. หน่วยงานผู้จัด                         สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม             ๖. หน่วยงานสนับสนุน                         ๑. สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม                         ๒. สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตันดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา                         ๓. สถานกงสุลไทย  ประจำนครชิคาโก                     ๗. กิจกรรม กำหนดการคณะนาฏศิลป์และดนตรีไทย กระทรวงวัฒนธรรม ณ นครบอสตัน นครชิคาโก และกรุงวอชิงตันดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ ๑๑–  ๓๐  มิถุนายน ๒๕๕๗                                                                                                                                                                                                                                       วันพุธที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๗ ๒๒. ๓๐  น.                   -           Check-in ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ๐๑.๓๕ น.                     -           ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเที่ยวบิน EK ๓๘๕   วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๗ ๐๔.๔๐ น.                     -           เดินทางถึงสนามบินนานาชาติดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ตามเวลา                                                 ท้องถิ่น) ๐๘.๕๐ น.                     -           ออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติดูไบ โดยเที่ยวบิน EK ๒๓๗ ๑๔.๔๕ น.                     -           เดินทางถึงสนามบินโลแกน นครบอสตัน (ตามเวลาท้องถิ่น)                                     -           Check-in ณ โรงแรม นครบอสตัน วันศุกร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ ช่วงเช้า                          -           ซ้อมการแสดง ช่วงบ่าย                         -           ฝึกซ้อมการแสดงนาฏศิลป์ร่วมกับนักเรียนนาฏศิลป์ไทยในบอสตัน   วันเสาร์ที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๗ ช่วงเช้า                          -           ซ้อมการแสดง ๑๑.๐๐ น.                     -           บรรเลงดนตรีไทย ๑๕.๐๐ น.                     -           บรรเลงดนตรีไทย ๑๗.๐๐ – ๑๗.๓๐ น.      -           การแสดงนาฏศิลป์และดนตรีไทย งานฉลองสมโภช ณ วัดนวมินทรราชู-                                                 ทิศ วันอาทิตย์ที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๗ ช่วงเช้า                          -           ซ้อมการแสดง ๑๑.๐๐ น.                     -           บรรเลงดนตรีไทย ๑๕.๐๐ น.                     -           บรรเลงดนตรีไทย ๑๗.๐๐ – ๑๗.๓๐ น.      -           การแสดงนาฏศิลป์และดนตรีไทย งานฉลองสมโภช ณ วัดนวมินทรราชู-                                                 ทิศ วันจันทร์ที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ ช่วงเช้า                          -           ทัศนศึกษา   วันอังคารที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๗ ช่วงเช้า                          -           เดินทางจากนครบอสตันไปยังนครชิคาโก ช่วงบ่าย                         -           ซ้อมการแสดง   วันพุธที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๗ ๑๑.๐๐ – ๑๘.๐๐ น.      -           การแสดงนาฏศิลป์และดนตรีไทย งาน Thai Festival ณ                                                 Federal Plaza วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๗ ๑๑.๐๐ – ๑๘.๐๐ น.      -           การแสดงนาฏศิลป์และดนตรีไทย งาน Thai Festival ณ Federal Plaza   วันศุกร์ที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ ๑๑.๐๐ -๑๘.๐๐            -          การแสดงนาฏศิลป์และดนตรีไทย งาน Thai Festival ณ Federal Plaza   วันเสาร์ที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๗ ช่วงเช้า/ช่วงบ่าย             -           ทัศนศึกษา   วันอาทิตย์ที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๗ ช่วงเช้า                          -           ออกเดินทางจากโรงแรมไปยัง มหาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี ๑๖.๐๐ -๑๘.๐๐            -           การแสดงนาฏศิลป์และดนตรีไทย งาน Enchanting Thailand ณ                                                 หอประชุมมหาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี   วันจันทร์ที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ ช่วงเช้า/ช่วงบ่าย             -           ทัศนศึกษา   วันอังคารที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๗ ช่วงเช้า                          -           ออกเดินทางจากโรงแรมไปยัง Olbrich Botanic Gaden รัฐวิสคอนซิน ๑๗.๓๐ -๑๙.๐๐น.         -           การแสดงนาฏศิลป์และดนตรีไทย งาน Enchanting Thailand ณ                                                 Olbrich Botanic Gaden รัฐวิสคอนซิน วันพุธที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๗ ๑๑.๐๐ -๑๒.๓๐น.         -           การแสดงนาฏศิลป์และดนตรีไทย งาน Enchanting Thailand ณ                                                 Chicago  Botanic Garden วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ ช่วงเช้า                          -           เดินทางจากนครนครชิคาโกไปยักรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ช่วงบ่าย                         -           ทัศนศึกษา   วันศุกร์ที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๗ ช่วงเช้า                          -           ซ้อมการแสดง ช่วงค่ำ                           -           การแสดงนาฏศิลป์และดนตรีไทย งาน International Club of DC   วันเสาร์ที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๗ ช่วงเช้า                          -           ซ้อมการแสดง ช่วงค่ำ                           -           การแสดงนาฏศิลป์และดนตรีไทย วันอาทิตย์ที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๗ ๑๐.๐๐ น.                     -           Check-out ๑๐.๕๕ น.                     -           ออกเดินทางจากสนามบินวอชิงตัน ดันเลส โดยเที่ยวบิน EK ๒๓๒   วันจันทร์ที่ ๓๐  มิถุนายน ๒๕๕๗ ๐๘.๐๐ น.                     -           เดินทางถึงสนามบินนานาชาติดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ตามเวลา                                                 ท้องถิ่น) ๐๙.๔๐ น.                     -           ออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติดูไบ โดยเที่ยวบิน EK ๓๗๒ ๑๙.๑๕ น.                     -           เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพมหานคร          ๘. คณะผู้แทนไทย  ประกอบด้วยข้าราชการ ของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร จำนวน ๒๑ คน คือ   คณะนักแสดงจากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร   ๑.  นางสาววันทนีย์  ม่วงบุญ                               นักวิชาการละครและดนตรีทรงคุณวุฒิ (หัวหน้าคณะฯ) ๒.  นางสาววนิตา  กรินชัย                                               นาฏศิลปิน (เลขาคณะฯ) ๓.  นางสาวสุชาดา  ศรีสุระ                                             นาฏศิลปิน ๔.  นายฉันทวัฒน์  ชูแหวน                                              นาฏศิลปิน ๕.  นายกิตติ  จาตุประยูร                                                 นาฏศิลปิน ๖.  นายวัลลภ  พรพิสุทธิ์                                                 นาฏศิลปิน ๗.  ว่าที่ ร.ต.ดำริ  กิตติพงษ์                                             นาฏศิลปิน ๘.  ว่าที่ ร.ต.เอกสิทธิ์  เนตรานนท์                                     นาฏศิลปิน ๙.  นายเกริกชัย  ใหญ่ยิ่ง                                                 นาฏศิลปิน ๑๐. นายสุทธิ  สุทธิรักษ์                                                  นาฏศิลปิน  ๑๑. นายสราวุธ  อารมณ์ชื่น                                             นาฏศิลปิน  ๑๒. นางสาวจุฑามาศ  สกุลณี                                         นาฏศิลปิน                                 ๑๓.  นางสาวสุพัตรา  แสงคำพันธุ์                                    นาฏศิลปิน ๑๔.  นางสาวศรีสุคนธ์  บัวเอี่ยม                                       นาฏศิลปิน ๑๕.  นางสาวภาสินี  ปั้นศิริ                                              นาฏศิลปิน ๑๖.  นายสุรสิทธิ์  เขาสถิต                                               ดุริยางคศิลปิน ๑๗.  นางนงลักษณ์  แก้วนุช                                            ดุริยางคศิลปิน ๑๘.  นายปิยะ  แสวงทรัพย์                                              ดุริยางคศิลปิน ๑๙.  นายพรศักดิ์  คำส้อม                                               ดุริยางคศิลปิน ๒๐.  นายประดิษฐ์  หนูจ้อย                                             ดุริยางคศิลปิน ๒๑.  นายวรวิทย์  ข้าวสามรวง                                          ดุริยางคศิลปิน          ๙. สรุปสาระของกิจกรรม กระทรวงวัฒนธรรมร่วมมือกับสถานกงสุลใหญ่ ณ นครชิคาโก และเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี(ในการจัดงานเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในสหรัฐอเมริกาโดยเข้าร่วมงาน พิธีมหากุศลการพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิตอุโบสถ วัดนวมินทรราชูทิศ เฉลิมพระเกียรติหระบาทสมเด้จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี งาน Thai Festival Chicago ๒๐๑๔  โครงการคาราวานวัฒนธรรมไทยในมิดเวสต์ งาน International Club of DC ระหว่างวันที่ ๑๑– ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในต่างประเทศผ่านการแสดงนาฏศิลป์ไทย โดยได้จัดชุดการแสดงนาฏศิลป์ไทยดังนี้   ชุดการแสดงนาฏศิลป์ไทย                                                         ·       โขน ตอน ยกรบ และหนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา                                      ·       การต่อสู้ป้องกันตัว (พลองไม้สั้น กระบี่กระบอง และฟันดาบ)                        ·       การแสดง ๔ ภาค                                                                    - ใต้          มโนราห์บูชายันต์ ตารียอเกส ทักษิณสโมสร ระบำชนไก่ ตารีกีปัส         - เหนือ      ฟ้อนขันดอก ฟ้อนผาง ฟ้อนที ฟ้อนแพน         - กลาง      เถิดเทิงกลองยาว ระบำฉิ่ง ระบำวิชนี         - อิสาน      ฟ้อนภูไท กั๊บแก๊บ กะโป๋  แหย่ไข่มดแดง ·       finale               จากการร่วมมือระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมไทย ผ่าน สถานกงสุลใหญ่ ณ นครชิคาโก และเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ในการจัดงานเผยแพร่วัฒนธรรม มีรายละเอียดการจัดงาน ดังนี้      ๑.การเข้าร่วมงาน พิธีมหากุศลการพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิตอุโบสถวัดนวมินทรราชูทิศ เฉลิมพระเกียรติหระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี       โดยกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับวัดนวมินทรราชูทิศ จัดงานในระหว่างวันที่ ๑๔-๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๗ได้จัดการแสดงเป็นเวลา ๓๐ นาที รูปแบบงานแสดงภายในวัด มีผู้เข้าร่วมงาน ประมาณ ๒,๐๐๐ คน สร้างความประทับใจและความสนุกสนานให้แก่ผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก                   ๒. การเข้าร่วมงาน Thai Festival Chicago ๒๐๑๔            งาน Thai Festival Chicago ๒๐๑๔  โดยสถานกงสุลใหญ่ ระหว่างวันที่  ๑๘-๒๐  มิถุนายน  ๒๕๕๗  ณ  ลาน  Federal  Plaza  ใจกลางนครชิคาโก  รูปแบบงานเป็นการออกร้านเพื่อประชาสัมพันธ์ประเทศไทย  ศิลปวัฒนธรรมไทย  ภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย  อาหาร  สินค้าไทย  และการท่องเที่ยวไทย                         ในพิธีเปิดงาน  มีผู้แทนชุมชนไทยในมลรัฐอิลลินนอยส์เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง  โดยนาย  Rahm Emanuel  นายกรัฐมนตรีนครชิคาโกได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมและกล่าวสุนทรพจน์แสดงความชื่นชนไทยในการการจัดงานครั้งนี้  ในการนี้คณะนาฏศิลป์ไทยและดนตรีไทย  สำนักการสังคีต  กระทรวงวัฒนธรรมได้เข้าร่วมในขบวนแห่กลองยาวและมีการแสดงนาฏศิลป์ไทยและดนตรีบนเวทีหลายชุดเป็นเวลา ๓ วัน  โดยมีผู้เข้าร่วมงานตลอด๓วันไม่ต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐คน  ครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนท้องถิ่น  สิ่งพิมพ์  สื่อโทรทัศน์  และสื่อออนไลน์  สร้างความประทับใจและความสนุกสนานให้แก่ผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก                   ๓. งาน Enchanting Thailand            สถานกงสุลใหญ่ฯ ได้จัดงาน  Enchanting Thailand ณ Anheuser-Busch Auditorium,John Cook School of Business มหาลัยเซนต์หลุยส์  เมื่อค่ำวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๗ โดยร่วมมือกับสมาคมไทยของเมืองเซนต์หลุยส์ นำคณะนาฏศิลป์ไทยและดนตรีจัดการแสดงเป็นเวลา ๒ ชั่วโมง ๓๐ นาที โดยมีชาวอเมริกันในเมืองเซนต์หลุยส์และรัฐมิสซูรีมาร่วมงานประมาณ ๔๐๐ คน ทั้งภาครัฐและเอกชน นักวิชาการ สื่อมวลชน รวมทั้ง ส.ส. ปรำจำรัฐมิสซูรีอีกหลายคน                 ๔. การเข้าร่วมงาน ๒๐๑๔ Summer Concert in the Garden Series             การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ณ ศาลาไทย สวนพฤษศาสตร์ Oibrich เมืองเมดิสัน รัฐวิสคอนซิน สถานกงสุลใหญ่ได้นำคณะนาฏศิลป์และดนตรีไทยเข้าร่วมแสดงในงาน ๒๐๑๔ Summer Concert in the Garden Series เมื่อเย็นวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๗ จัดการแสดงนาฏศิลป์และดนตรีไทยเป็นเวลา ๑ ชั่วโมง ๓๐นาที บริเวณศาลาไทย ในงานมีชาวไทยและชาวอเมริกันในเมืองเมดิสันและรัฐวิสคอนซินมาร่วมงานประมาณ ๕๐๐ คน รวมทั้ง Ms. Roberta Sladky ผอ. สวนพฤษศาสตร์ Oibrich ผอ. ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณาจารย์มหาวิทยาลัย และนักเรียนไทยและชาวต่างชาติที่สนใจอีกจำนวนมาก           การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ณ สวนพฤษศาสตร์ของนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ในช่วงสายของวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๗  จัดการแสดงเป็นเวลา ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที โดยมีเข้าร่วมงานประมาณกว่า ๒๐๐ คน               ๕. การเข้าร่วมงาน International Club of DC           การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ณ สถานทูตไทย ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๗ ได้จัดการแสดงเป็นเวลา ๔๕ นาที มีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ประมาณ ๕๐๐ คน             การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ณ วัดธรรมประธีป ในวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๗ ได้จักการแสดงเป็นเวลา ๒ ชั่วโมง มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ ๒,๐๐๐ คน สร้างความประทับใจและความสนุกสนานให้แก่ผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก    ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม ๑. ควรมีการจัดงานในลักษณะนี้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการส่งเสริมงานด้านวัฒนธรรมของไทยและงานด้านความสัมพันธ์และการท่องเที่ยวระหว่างกัน ตลอดจนการขยายความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมของไทย ระหว่างประชาชนไทยกับประชาชนของประเทศเป้าหมาย ๒.การจัดงานครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของกระทรวงวัฒนธรรมเช่น กลุ่มนาฏศิลป์ สำนักการสังคีตกับ  สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรมหรืกับเครือข่าย ทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชนทั้งของฝ่ายไทยและประเทศเป้าหมาย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน อันจะส่งผลประโยชน์ต่อประเทศไทยในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเมืองต่อไป ๓. ส่งเสริมความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องและกว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้คงอยู่และเป็นที่แพร่หลายท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมโลก ๔.การดำเนินงานการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในต่างประเทศควรคำนึงถึงการจัดทำงบประมาณในด้านการขนส่งสัมภาระทั้งในประเทศและต่างประเทศ หรือในด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกต่อการขนย้ายและการจัดเก็บ                                                                                                                                             (นาง วนิตา  กรินชัย)                                                                                                                      นาฏศิลปินอาวุโส                                                                                                                              เลขาคณะฯ                                                                                                              ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ


เทวดาหมายถึง ผู้ที่อยู่ต่างภพกับมนุษย์และมีอำนาจเหนือธรรมชาติ ดลบันดาลให้เกิดสิ่งต่างๆขึ้นได้ทั้งร้ายและดี ในประเทศไทยคำว่า “เทวดา” เป็นคำยืมจากภาษาบาลี  ซึ่งโดยความหมายแล้วกินความตั้งแต่เทวดาหรือเทพเจ้าในศาสนาฮินดู (พราหมณ์)  พุทธศาสนา รวมไปถึงเทวดาประจำถิ่นตามความเชื่อพื้นเมืองด้วย ในดินแดนไทย คำว่าเทวดาหรือเทพยดาปรากฏในจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ หรือจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชความว่า “... มีพระขะพุงผี เทพยดาในเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้...”  ซึ่งในศิลาจารึกนี้ คำว่าเทวดาและผีจะถูกใช้ปะปนกันไป โดยเชื่อว่า คำว่า ผี น่าจะมีใช้มาก่อนคำว่า เทวดา  อันเป็นคำในอารยธรรมอินเดียซึ่งแพร่เข้ามาในชั้นหลัง   ต่อมาในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๒ หรือจารึกวัดศรีชุมปรากฏว่ามีคำว่า ผีฟ้าเพิ่มเข้ามา  ดังข้อความในจารึกว่า  “... เมื่อก่อนผีฟ้าเจ้าเมืองสรีโสธรปุระ ...”  จะเห็นได้ว่า คำว่าผีฟ้าในที่นี้มีความหมายถึง พระเจ้าแผ่นดิน  ซึ่งชี้ให้เห็นว่าคติการนับถือพระเจ้าแผ่นดินในฐานะสมมติเทพมีอย่างน้อยตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว การเกิดขึ้นของความเชื่อเกี่ยวกับเทวดาในชั้นเดิมนั้น คงเริ่มจากการที่มนุษย์พิจารณาความเป็นไปของธรรมชาติแล้วเห็นว่า อาจจะมีสิ่งใดบันดาลเหตุการณ์ต่างๆ  ดังนั้น เทวดาในระยะแรกจึงสะท้อนลักษณะของธรรมชาติ  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เทวดาในลักษณะนี้เป็นบุคลาธิษฐานของอำนาจแห่งธรรมชาตินั่นเอง เช่น พระอัคนี (ไฟ) พระวรุณ (ฝน) เป็นต้น   ในระยะแรกนี้ พิธีพลีกรรมหรือบวงสรวงต่อเทวดายังไม่มีความซับซ้อน ดังเช่น อาจตั้งสำรับอาหารไว้กับพื้นดินแล้วเชิญเทวดาลงมาเสวยเพียงเท่านั้น   ต่อเมื่อชาวอารยันได้เข้ามาตั้งรกรากในเขตประเทศอินเดียแถบลุ่มแม่น้ำสินธุตอนบนราว ๖๕๐ ปีก่อนคริสตกาล จึงได้พัฒนาความเชื่อเกี่ยวกับเทวดาจนกลายเป็นศาสนาพราหมณ์ขึ้น ซึ่งความเชื่อนี้ได้แพร่เข้ามาในดินแดนไทยในกาลต่อมา  ความเชื่อเกี่ยวกับเทวดาเนื่องในศาสนาพราหมณ์นี้เองที่ทำให้พิธีพลีกรรมหรือการบวงสรวงมีขั้นตอนและหลักการที่พิสดารซับซ้อนมากขึ้น จากเดิมที่เทวดามีลักษณะพื้นฐานเกี่ยวพันกับธรรมชาติ  ต่อมาในสมัยหลังโดยเฉพาะในศาสนาพราหมณ์ เทวดาบางองค์ได้ปรากฏขึ้นในลักษณะเฉพาะตน  โดยที่เทวดาแต่ละองค์จะมีหน้าที่หรือลักษณะที่สำคัญแตกต่างกันไปด้วย เช่น พระพรหมได้รับการนับถือในฐานะเทพผู้สร้าง   พระสุรัสวดีได้รับการนับถือว่าเป็นเทพแห่งสรรพวิทยา เป็นต้น  โดยนัยนี้ ลักษณะที่เป็นสภาวะธรรมชาติที่เคยมีอยู่ได้ค่อยๆเลือนไป  และภาวะที่แสดงถึงความเป็นเทพเช่น ความศักดิ์สิทธิ์จะโดดเด่นขึ้นมาแทน   อย่างไรก็ดี ลักษณะที่เทวดาหรือเทพทั้งหลายมีร่วมกันไม่ว่าจะเป็นเทวดาในฝ่ายร้ายหรือดีคือ ทรงไว้ซึ่งพลังอำนาจเหนือมนุษย์  ทั้งนี้ ในการนับถือเทวดาว่าองค์ใดมีสถานะเหนือองค์ใดหรือองค์ใดเป็นใหญ่ที่สุดนั้นจะแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นหรือกลุ่มชน เช่น ในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกายจะนับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด  ส่วนลัทธิไวษณพนิกายจะนับถือพระนารายณ์เป็นเทพเจ้าสูงสุด เป็นต้น ในวัฒนธรรมไทย  สามารถจำแนกได้ว่า ความเชื่อเกี่ยวกับเทวดามีอยู่ด้วยกัน ๓ กลุ่มคือ ๑.   เทวดาในพุทธศาสนา ๒.  เทวดาในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ๓.   เทวดาประจำถิ่นหรือประจำท้องถิ่น ๑.   เทวดาในพุทธศาสนา  คัมภีร์และอรรถกถาในพุทธศาสนาหลายเรื่องระบุว่ามีเทวดาหรือเทพต่างๆเป็นอันมากและจัดแยกเป็นกลุ่มไว้ชัดเจนดังปรากฏใน ไตรภูมิพระร่วง อันเป็นวรรณคดีสำคัญทางพุทธศาสนาของไทย  แม้ในพระไตรปิฎกก็มีเนื้อความเกี่ยวกับเทวดาอยู่หลายเรื่อง เช่น ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค สิกขาบทที่ ๑ แห่งภูตคามวรรค   ทั้งนี้เทวดาในพุทธศาสนามีกำเนิดที่แตกต่างจากเทวดาในศาสนาพราหมณ์ (กล่าวคือ เทวดาในศาสนาพราหมณ์บางส่วนเกิดโดยสยมภูหรือกำเนิดขึ้นมาเอง)  ทว่า การกำเนิดเป็นเทวดาในพุทธศาสนานั้นเนื่องมาจากผลแห่งกุศลกรรม คือการจะถือกำเนิดเป็นเทวดาได้จะต้องกระทำความดีประการต่างๆ เช่น ทำบุญรักษาศีล ปฏิบัติสมาธิ  ข้อสำคัญคือเทวดาในพุทธศาสนาย่อมอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม เทวดาในพุทธศาสนาอาจแบ่งออกได้เป็น ๓ กลุ่มคือ ๑. สมมติเทพ คือ กษัตริย์ พระเจ้าแผ่นดิน หรือพระราชา ซึ่งทรงมีอำนาจเปรียบประดุจเทวดา   ๒. อุปปัตติเทพ คือ เทวดาผู้อยู่อีกภพหนึ่งโดยนับตั้งแต่เทวดาในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกภูมิขึ้นไปจนตลอด ๒๖ ชั้น   ๓. วิสุทธิเทพ คือ พระขีณาสพซึ่งแบ่งได้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ ในพระพุทธศาสนา ทวยเทพย่อมมาน้อมนมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อสดับฟังพระธรรมเทศนา บางครั้งก็จะเข้าเฝ้าทูลถามข้อธรรมะ  ในแง่นี้ วิสุทธิเทพจึงทรงไว้ซึ่งสถานะที่เด่นกว่าเทพทั้งหลาย   บทบาทของเทวดาในพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์จึงแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย เช่น พระอินทร์หรือท้าวสักกเทวราชเป็นผู้พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา กระทั่งในตำนานการสร้างพระพุทธชินราชก็มีการกล่าวว่าพระอินทร์ลงมาช่วยหล่อจนสำเร็จ  หรือท้าวสหัมบดีพรหมผู้เป็นราชาของพรหมก็มีบทบาทในการผดุงพระธรรมในพุทธศาสนา เหล่านี้เป็นต้น ๒.  เทวดาในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู  คติจักรวาลวิทยาในคัมภีร์พระเวทได้ปรากฏความคิดหลายประการว่าด้วยการสร้างโลกและกำเนิดของเทวดา  ซึ่งจุดร่วมของความเชื่อในพระเวทนี้ถือว่า มีเทพสูงสุดเพียงองค์เดียวซึ่งทรงสร้างทุกสิ่งทั้งเทพและอสูร  และเทวดาต่างๆเหล่านี้เป็นอมตะ คือไม่มีวันสิ้นชีวิต   ซึ่งแตกต่างจากเทวดาในพุทธศาสนาที่ยังคงอยู่ในวัฏสังสาร ทั้งนี้เทวดาในศาสนาพราหมณ์ยังมีอำนาจอันถาวรอีกด้วย ตามพระเวทนั้น เทวดาเป็นที่มาของความมั่งคั่ง อำนาจ และคุณธรรม โดยคุณสมบัติที่สำคัญของเทวดาแต่ละองค์จะต่างกันไป  และในแง่หนึ่งเทวดาในพระเวทคือ วิถีทางที่องค์เทพสูงสุดจะสำแดงองค์ให้มนุษย์ได้ประสบกับอำนาจที่เทวดาหรือเทพทั้งหลายมีอยู่ และอำนาจนั้นจะสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกับอำนาจที่ปกครองสกลจักรวาล๓.  เทวดาประจำถิ่นหรือประจำท้องถิ่น  ในประเพณีไทยเทวดาประจำท้องถิ่นนี้มีอยู่ด้วยกันหลายประเภท ได้แก่ เทวดาที่คอยดูแลรักษาประจำถิ่นที่ เช่น พระภูมิเจ้าที่ เจ้าทุ่ง เจ้าป่า เจ้าเขา ซึ่งเป็นใหญ่ในที่แห่งใดแห่งหนึ่งโดยเฉพาะ  บ้างก็เรียกว่า เทพารักษ์ หากเป็นกรณีเทวดาที่สถิตอยู่ตามต้นไม้เรียกว่า รุกขเทวดา   นอกจากนี้ ในหลายกรณี เมื่อบรรพบุรุษของครอบครัวหรือชุมชนเสียชีวิตลงก็อาจมีการยกย่องให้เป็นผีบรรพบุรุษ ซึ่งอาจรวมได้เป็นเทวดาประจำท้องถิ่นประเภทหนึ่งด้วย นอกจากเทวดาประจำถิ่นที่ คติความเชื่อของไทยยังมีการนับถือเทวดาประจำเมืองอีกด้วย โดยเมื่อสถาปนาบ้านเมืองขึ้นครั้งแรกก็ต้องตั้งศาลหรือหอขึ้นไว้เพื่อเป็นที่สถิตของผีบ้านผีเมือง  บางครั้งเราก็เรียกขานเทวดาประเภทนี้ว่า ผีเสื้อเมืองหรือ พระเสื้อเมือง บ้างก็เรียกว่า ผีหลวง  ทั้งนี้ ยังมีเทวดาอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งได้รับการนับถือด้วยว่าเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของผู้คนเป็นอย่างมาก เช่น พระแม่คงคา พระแม่โพสพ เป็นต้น สำหรับคติในการบูชาบวงสรวงเทวดานั้นสามารถพบได้ในพิธีและประเพณีหลายอย่างของไทย  นัยว่าหากเราต้องดำเนินชีวิตสัมพันธ์กับพื้นที่หรือสิ่งใด รวมถึงถ้าจะทำกิจการงานใดเป็นพิเศษ ก็จำต้องสังเวยบอกกล่าวให้เทวดาทราบ เพื่อความสุขสวัสดีหรือบันดาลการบรรลุผลสำเร็จตามแต่กรณี  มิฉะนั้นหากมิได้บวงสรวงสังเวยหรือปฏิบัติผิดจารีตธรรมเนียม   เทวดาอาจจะบันดาลให้เกิดเหตุการณ์ร้ายต่างๆได้  การบวงสรวงสังเวยนี้ มีอาทิ การตั้งศาลหรือหอ ในกรณีของเทวดาพระภูมิเจ้าที่  การไหว้ครู ในกรณีของเทวดาแห่งศิลปวิทยาต่างๆ  การบวงสรวงเมื่อจะทำการตัดโค่นไม้ใหญ่ ในกรณีของรุกขเทวดา  หรือหากคนไทยสมัยก่อนจะปลูกเรือนก็ต้องบวงสรวงทำบัตรพลีไหว้พระภูมิเจ้าที่เพื่อขอที่ดินต่อผู้รักษาพื้นดินก่อน  บัตรพลีดังกล่าวมีหมากพลู มะพร้าวอ่อน ขนมต้ม กล้วยน้ำว้า เป็นต้น  อย่างไรก็ดี คติในการบูชาบวงสรวงเทวดานั้นจะพบเห็นโดยมากในความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์และความเชื่อท้องถิ่น  ในพุทธศาสนานั้น การบูชาเทวดามิได้มีระบุไว้ในพระบาลีแต่อย่างใด  และแม้ชาวพุทธจะทำการบูชาเทวดาหรือเทพ ก็จะให้สถานะด้อยกว่าพระพุทธรูป  เช่นในบ้านเรือนทั่วไป หิ้งบูชาพระจะอยู่เหนือแท่นบูชาทวยเทพต่างๆ โดยที่ตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ การบูชาเทวดามีหลักการปฏิบัติกำหนดไว้อย่างชัดเจน ซึ่งพิธีจำนวนมากต้องให้พราหมณ์เป็นสื่อกลางในการติดต่อระหว่างผู้บวงสรวงกับเทพเจ้า  แม้ในสังคมไทยปัจจุบันคติการบูชาเทวดาก็มิได้เสื่อมถอยลงไปแม้แต่น้อย ดังจะเห็นได้จากศาลเทพเจ้าขนาดใหญ่ที่มีผู้คนจำนวนมากเข้าไปสักการะกราบไหว้ กล่าวโดยสรุป คติความเชื่อเรื่องเทวดาหรือเทพเจ้าในสังคมไทยนี้มีมาแต่ครั้งก่อนสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย โดยในชั้นต้นความเชื่อเรื่องเทวดาน่าจะมีอยู่ในรูปของเทวดาประจำถิ่น หรือเทวดาที่เกี่ยวพันกับกิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้คนอยู่แล้วครั้นเมื่อชาวไทยยอมรับนับถือพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ ความเชื่อเรื่องเทวดาจึงได้พัฒนาขึ้นเป็นรูปแบบที่ชัดเจนโดยเฉพาะในคติทางศาสนาพราหมณ์อย่างไรก็ตาม คติความเชื่อเรื่องเทวดาก็ได้ผสมผสานกันในพุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ์ และความเชื่อท้องถิ่น โดยจะมีสัดส่วนแตกต่างกันไปตามกลุ่มชนหรือพิธีกรรมต่างๆ และยังคงเป็นความเชื่อที่ดำเนินคู่ไปกับหลักการทางศาสนามาตราบจนปัจจุบัน บรรณานุกรม พลูหลวง (นามแฝง). เทวโลก. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๐. ส. พลายน้อย (นามแฝง). เทวนิยาย. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: บำรุงสาส์น, ๒๕๓๔. สัจจาภิรมย์, พระยา (สรวง ศรีเพ็ญ). เทวกำเนิด. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามงกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๑๖ (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางสุด สุทเธนทร์ ณ วัดบางขวาง อ. เมือง จ.นนทบุรี  วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๖). เสฐียรโกเศศ (นามแฝง). การศึกษาเรื่องประเพณีไทย. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๐๒. เสฐียรโกเศศ (นามแฝง). เรื่องผีสางเทวดา. ม.ป.ท., ๒๕๐๒ (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางสาย ปิณฑะสุต ณ วัดหิรัญรูจีวรวิหาร (วัดน้อย) วันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๒). อุดม รุ่งเรืองศรี. เทวดาพระเวท. ม.ป.ท.,๒๕๒๓.   นายชญานิน นุ้ยสินธุ์นักอักษรศาสตร์ชำนาญการ กลุ่มจารีตประเพณีสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ค้นคว้าเรียบเรียง  


สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม   รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา   ๑. ชื่อโครงการ           กรมศิลปากรให้ยืมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ไปจัดนิทรรศการเรื่อง “อาณาจักรแห่งอดีตอันลางเลือนสมัยแรกเริ่มของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : ฮินดู-พุทธ ประติมากรรม คริสต์ศตวรรษที่ ๕-๘” (Lost Kingdoms : Hindu-Buddhist Sculpture of Early Southeast Asia, 5th to 8th Century) ณ พิพิธภัณฑสถานศิลปะเมโทรโปลิตัน (The Metropolitan Museum of Art) กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ ๑๔ เมษายน - ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๗   ๒. วัตถุประสงค์           ๒.๑ ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการอย่างเป็นทางการในวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๗           ๒.๒ หารือเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรกับกองทุนโบราณสถานโลก (World Monuments Fund)           ๒.๓ ศึกษาดูงานพิพิธภัณฑสถานและสถานที่สำคัญในกรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา   ๓. กำหนดเวลา           ตั้งแต่วันที่ ๖ ถึง ๑๑ เมษายน ๒๕๕๗ รวม ๕ วัน   ๔. สถานที่           พิพิธภัณฑสถานศิลปะเมโทรโปลิตัน ตั้งอยู่เลขที่ ๑๐๐๐ ถนนสายที่ ๕ ย่านที่ ๘๒ กรุงนิวยอร์ก รหัสไปรษณีย์ NY๑๐๐๒๘ ห้องจัดแสดงนิทรรศการชื่อ “The Tisch Galleries” ชั้น ๒ ของอาคารพิพิธภัณฑสถาน   ๕. หน่วยงานผู้จัด           พิพิธภัณฑสถานศิลปะเมโทรโปลิตัน กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ร่วมกับหน่วยงานจากประเทศต่างๆรวม ๘ ประเทศ ดังนี้            ๕.๑ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย           ๕.๒ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กัมพูชา กรุงพนมเปญ           ๕.๓ กรมโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถาน ประเทศเมียนมาร์           ๕.๔ พิพิธภัณฑสถาน ๕ แห่ง ในประเทศเวียตนาม           ๕.๕ กรมโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถาน ประเทศมาเลเซีย           ๕.๖ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกีเมต์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส           ๕.๗ พิพิธภัณฑสถานวิกตอเรียและอัลเบิร์ต กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ           ๕.๘ พิพิธภัณฑสถานอีก ๖ แห่งในสหรัฐอเมริกา   ๖. หน่วยงานสนับสนุน           การดำเนินการจัดนิทรรศการ การจัดทำและจัดพิมพ์หนังสือนำชมประกอบนิทรรศการ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนมูลนิธิและองค์กรภาคเอกชนรวม ๑๐ ราย ดังนี้           ๖.๑ The Placido Arango Fund           ๖.๒ The Fred Eychaner Fund           ๖.๓ The Doris Duke Fund           ๖.๔ The Andrew W.Mellon Foundation            ๖.๕ The Henry Luce Foundation           ๖.๖ The William Randolph Hearst Foundation           ๖.๗ The E.Rhodes and Leona B. Carpenter Foundation           ๖.๘ Jim Thompsan America,Inc.           ๖.๙ Bangkok Broadcasting & T.V. Co.,Ltd.           ๖.๑๐ The National Endowment for the Arts.           ๗. กิจกรรม           วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๗           - อธิบดีกรมศิลปากรและคณะเดินทางโดยเครื่องบินโดยสารสายการบินแห่งชาติเกาหลี เที่ยวบิน KE660 จากราชอาณาจักรไทยไปยังท่าอากาศยานอินชอน กรุงโซล ประเทศเกาหลี  เพื่อต่อเที่ยวบิน KE85 เดินทางไปยังกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา           - เข้าที่พักโรงแรมลูเซิร์น (The Lucerne Hotel) กรุงนิวยอร์ก             วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๗           - อธิบดีกรมศิลปากรและคณะเข้าชมพิพิธภัณฑสถานศิลปะเมโทรโปลิตัน ชาวอเมริกันนิยมเรียกโดยย่อว่า “The Met” ตัวอาคารเป็นโบราณสถานก่ออิฐถือปูนสองชั้นขนาดใหญ่มีเนื้อที่มากกว่าสองล้านตารางฟุต        ยาวเกือบหนึ่งส่วนสี่ไมล์ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๓ เปิดบริการเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๕ จัดแสดงศิลปกรรมชิ้นเยี่ยมๆหลากยุคสมัยจากหลายประเทศเกือบทั่วโลกจากอดีตจนถึงศิลปะสมัยใหม่ จำนวนกว่าสองล้านชิ้น โดยแบ่งการจัดแสดงออกเป็น ๑๙ หมวดหมู่ ไม่สามารถชมทั้งหมดได้ภายในหนึ่งวัน เปิดให้บริการทุกวัน วันอาทิตย์ถึงวันพฤหัสบดี เวลา ๑๐.๐๐ น.- ๑๗.๓๐ น. วันศุกร์และเสาร์เวลา ๑๐.๐๐ น. - ๒๑.๐๐ น. หยุดเพียงปีละ ๓ วัน คือ           วันที่ ๒๕ ธันวาคม , ๑ มกราคม และวันจันทร์แรกของเดือนพฤษภาคม            - ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการเรื่อง Lost Kingdoms : Hindu-Buddhist Sculpture of Early Southeast Asia, 5th to 8th Century ณ ห้อง Patrons Lounge ชั้นบนของอาคารพิพิธภัณฑสถาน                          เวลา ๑๗.๓๐ - ๑๘.๓๐ น. โดยมีนาย Thomas P. Campbell ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานศิลปะเมโทรโปลิตันกล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติพร้อมขอบคุณหน่วยงานต่างๆทั้งภายในและภายนอกประเทศ ผู้ให้ยืมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ผู้สนับสนุนงบประมาณ คณะทำงานและผู้มีส่วนร่วมทุกภาคส่วน Dr.John Guy ภัณฑารักษ์หัวหน้าคณะดำเนินงานและควบคุมนิทรรศการ กล่าวถึงวัตถุประสงค์และรายละเอียดของนิทรรศการครั้งนี้ แล้วเยี่ยมชมนิทรรศการและร่วมงานเลี้ยงรับรอง ณ ห้อง The Carroll and Milton Petrie European Sculpture Court ชั้นล่างของอาคารพิพิธภัณฑสถาน             วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๗           - ช่วงเช้า Dr.John Guy ภัณฑารักษ์หัวหน้าคณะดำเนินงานและควบคุมนิทรรศการ บรรยายนำชมนิทรรศการ“Lost Kingdoms : Hindu-Buddhist Sculpture of Early Southeast Asia, 5th to 8th Century” ซึ่งจัดแสดงภายในอาคารพิพิธภัณฑสถานชั้นบนชื่อห้อง “ The Tisch Galleries” บอกเล่าเรื่องราวทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะและวัฒนธรรมของบ้านเมืองต่างๆ ในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงต้นประวัติศาสตร์ราวกว่า ๑,๐๐๐ ปีมาแล้วผ่านโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุเนื่องในศาสนาฮินดูและพุทธจากพยูทางภาคกลางของ      เมียนมาร์ ฟูนันทางตอนใต้ของเวียตนาม เจนละในกัมพูชา จัมปาทางภาคกลางของเวียตนาม ทวารวดีในประเทศไทย เคดาร์ในมาเลเซียและศรีวิชัยในสุมาตรารวมจำนวน ๑๖๐ ชิ้น แล้วร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารกลางวัน           - ช่วงบ่าย เข้าชมนิทรรศการถาวรภายในอาคารพิพิธภัณฑสถานศิลปะเมโทรโปลิตัน (ต่อ)             วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๗           - ช่วงเช้า เข้าเยี่ยมและรับฟังการบรรยายสรุปความเป็นมาและผลการดำเนินการของกองทุนโบราณสถานโลก (World Monuments Fund) ซึ่งตั้งอยู่ภายในตึกแอมไพร์เสตท (Empire State Building) กองทุนฯนี้ก่อตั้งในปี พ.ศ.๒๕๓๙ ดูแลปกป้องแหล่งโบราณคดี เมืองเก่าและโบราณสถานที่เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย เช่น อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ในปี ๒๕๕๗             มีโบราณสถาน ๖๗ แหล่งใน ๔๑ประเทศที่กองทุนฯให้การสนับสนุนด้านศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และอนุรักษ์อยู่จากนั้นหารือร่วมกันเกี่ยวกับความร่วมมือและแนวทางดำเนินงานของกองทุนโบราณสถานโลกในประเทศไทยในปีต่อๆไป           - ช่วงบ่าย ศึกษาดูงานพิพิธภัณฑ์และสถานที่สำคัญ ได้แก่           ๑. เข้าชมพิพิธภัณฑ์รำลึกเหตุการณ์วันที่ ๑๑ กันยายน (The National September 11 Memorial and Museum เรียกย่อว่า 9/11 Memorial) ตั้งอยู่บริเวณศูนย์กลางการค้าโลก จัดแสดงเรื่องราวเหตุการณ์ บุคคลและวัตถุสิ่งของที่เกิดขึ้นในวันที่ตึกแฝดเวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์ ๒ หลัง ถูกวินาศกรรมทลายลงในวันที่          ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๔ เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำของมนุษยชาติ           ๒. ชมอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ (Statute of Liberty) ซึ่งชาวฝรั่งเศสมอบเป็นของขวัญให้ชาวอเมริกันในวันฉลองวันชาติครบ ๑๐๐ ปี เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๑๙ ต่อมาองค์การ UNESCO ประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกของโลกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง มากที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา           ๓. ชมเส้นทางเดินรถไฟยกระดับสายเก่ายกเลิกการใช้งานแล้วมาพัฒนาปรับเป็นสวนสาธารณะที่เรียกว่า “High Line” ความยาวกว่าสองกิโลเมตร เส้นทางรถไฟสายไฮไลน์สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๓ ไม่ได้ใช้งานตั้งแต่     พ.ศ.๒๕๒๓ ต่อมาชุมชนและคณะเทศมนตรีนิวยอร์กร่วมกันพัฒนาปรับเป็นสวนสาธารณะเปิดบริการเมื่อ       พ.ศ.๒๕๕๒             วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๗           ออกเดินทางจากท่าอากาศยานจอห์น เอฟ เคเนดี้ กรุงนิวยอร์กโดยสายการบินแห่งชาติเกาหลีเที่ยวบิน KE82 มายังท่าอากาศยานอินชอน กรุงโซล เพื่อต่อเที่ยวบิน KE659 เดินทางกลับประเทศไทย             วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๗           อธิบดีกรมศิลปากรและคณะถึงราชอาณาจักรไทยโดยสวัสดิภาพ   ๘. คณะผู้แทนไทย           ๘.๑ นายเอนก สีหามาตย์           อธิบดีกรมศิลปากร           ๘.๒ นายอนันต์ ชูโชติ               รองอธิบดีกรมศิลปากร           ๘.๓ นางสุนิสา จิตรพันธ์            ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง รักษาราชการแทน                                                 ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ           ๘.๔ นางสาวพัชรินทร์ ศุขประมูล  ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ           ๘.๕ นาวสาวหัทยา สิริพัฒนากุล   ภูมิสถาปนิกชำนาญการ           ๘.๖ นางสาวสิริอร อ่อนทรัพย์      นักวิเทศสัมพันธ์ชำนาญการ   ๙. สรุปสาระของกิจกรรม           ๙.๑ การเข้าร่วมพิธีเปิดนิทรรศการเรื่อง “Lost Kingdoms : Hindu-Buddhist Sculpture of Early Southeast Asia, 5th to 8th Century” อย่างเป็นทางการ ณ พิพิธภัณฑสถานศิลปะเมโทรโปลิตัน               เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๗           ๙.๒ การเข้าเยี่ยมรับฟังการบรรยายสรุปและหารือเกี่ยวกับการปกป้องคุ้มครองดูแลโบราณสถานของไทย ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมกับคณะเจ้าหน้าที่กองทุนโบราณสถานโลก        (World Monuments Fund)           ๙.๓ การศึกษาดูงานพิพิธภัณฑสถาน ได้แก่ The Metropolitan Museum of Art และ                The National September 11 Memorial and Museum           ๙.๔ การเยี่ยมชมสถานที่สำคัญ ได้แก่ อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ และเส้นทางรถไฟเก่าปรับเป็นสวนสาธารณะชื่อ “ไฮไลน์”   ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม           ๑๐.๑ พิธีเปิดงานนิทรรศการพิเศษหรือชั่วคราวของฝ่ายสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ เรียบง่าย        มีเพียงการกล่าวสุนทรพจน์ของผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานซึ่งเป็นประธานพิธีเปิดและนักวิชาการ (ภัณฑารักษ์) ผู้เป็นหัวหน้าดำเนินงานและควบคุมการจัดนิทรรศการครั้งนี้ เท่านั้น ห้องประกอบพิธีเปิดงานเป็นเพียงห้องรับรอง(Lounge) ขนาดเล็กจุผู้ร่วมงานประมาณไม่เกิน ๕๐ คน ส่วนห้องจัดเลี้ยงรับรองเป็นห้องนิทรรศการถาวร       จัดแสดงประติมากรรมโบราณขนาดใหญ่ของยุโรป           ๑๐.๒ การจัดนิทรรศการพิเศษเรื่อง “อาณาจักรแห่งอดีตอันลางเลือนสมัยแรกเริ่มของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : ฮินดู-พุทธประติมากรรม คริสต์ศตวรรษที่ ๕-๘” มีข้อสังเกตน่าสนใจ เช่น           - เนื้อหาสาระของนิทรรศการเน้นเหตุแห่งการรังสรรค์งานศิลปะประเภทประติมากรรมเนื่องในศาสนาฮินดูและพุทธศาสนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ โดยแบ่งออกเป็น ๗ หัวข้อ เรื่องที่เขียนด้วยข้อความสั้นกะทัดรัดแต่ได้ใจความกว้างขวางครอบคลุมสาระที่นำเสนอ ได้แก่           ๑. Exotic Imports แสดงวัตถุสิ่งของจากอินเดียและตะวันตกที่เข้ามาสู่ภูมิภาคนี้ เป็นตัวจุดประกาย    ให้ช่างพื้นเมืองพัฒนาฝีมือ           ๒. Nature Cults แสดงให้เห็นว่าศาสนาจากอินเดียเริ่มฝังราก โดยผสมผสานกับความเชื่อพื้นเมืองดั้งเดิมที่มีอยู่           ๓. Arrival of Buddhism แสดงหลักฐานการแผ่ขยายของพุทธศาสนาในภูมิภาคนี้ราวคริสตวรรษที่ ๕-๖ โดยเฉพาะการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ซึ่งพบในดินแดนพม่า ไทย กัมพูชาและเวียตนาม           ๔. Vishnu and Kingship แสดงให้เห็นว่าชนชั้นผู้ปกครองภูมิภาคนี้ศรัทธาในศาสนาฮินดู โดยเฉพาะไวษณพนิกาย หลักฐานคือเทวรูปพระวิษณุขนาดใหญ่           ๕. Shiva’s World ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๗ ศาสนาฮินดูไศวนิกายรุ่งเรืองมาก ที่น่าสนใจคือเทวรูปฝีมือช่างเขมรที่มีลักษณะเฉพาะตนต่างจากอินเดีย           ๖. State Art แสดงพุทธประติมากรรมศิลาที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของบรรดารัฐหรือเมืองทวารวดี    ทางภาคกลางของไทยโดยเฉพาะพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ ธรรมจักร ภาพสลักเล่าเรื่องพุทธประวัติ           ๗. Savior Cults ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๘ ศาสนาพุทธฝ่ายมหายานเป็นที่ศรัทธามากของบ้านเมืองแถบนี้ มีการสร้างรูปพระโพธิสัตว์ที่ได้รับต้นแบบมาจากอินเดียอย่างแพร่หลาย พร้อมกับการขยายตัวทางการค้าทั้งภายในดินแดนและโพ้นทะเลไกล           - ส่วนจัดแสดงทั้ง ๗ หัวข้อเรื่อง แต่ละส่วนจะมีคำบรรยายรวมแบบสรุปเพียงแผ่นเดียว พื้นสีดำตัวอักษรสีขาว ขนาดตัวอักษรไม่ใหญ่มาก           - การจัดวางโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เน้นความสง่างามด้วยแสงและเงา ป้ายคำอธิบายวัตถุตัวอักษรขนาดเล็ก ไม่รบกวนการชมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ           - มีภาพโปสการ์ดรูปโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่จัดแสดง หนังสือประกอบนิทรรศการตลอดจนศิลปหัตถกรรมพื้นเมืองของชาติต่างๆที่ให้ยืมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ มาวางจำหน่ายบริเวณท้ายส่วนจัดแสดง           - สองข้างของผนังบริเวณทางเข้าส่วนจัดแสดง แสดงรายนามของผู้ให้การสนับสนุนการจัดนิทรรศการครั้งนี้           - นิทรรศการครั้งนี้จัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ รวมจำนวน ๑๖๐ รายการ จากนานาชาติ ๘ ประเทศทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรปและสหรัฐอเมริกา ขอยืมจากไทยมากที่สุดถึง ๔๑ รายการ ผู้จัดให้ความสำคัญกับโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุศิลปะทวารวดีมาก โดยใช้ธรรมจักรศิลาเป็นจุดเด่น (Hihglight) นำเข้าสู่นิทรรศการด้วยการตั้งแสดงเป็นชิ้นแรกพร้อมกับชื่อนิทรรศการ หนังสือประกอบนิทรรศการใช้พระพักตร์พระพุทธรูปศิลาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นหน้าปก และปกหลังเป็นภาพปูนปั้นพระพักตร์พระโพธิสัตว์จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ นอกจากนี้ภาพพระพักตร์พระพุทธรูปศิลายังใช้เป็นภาพประกอบบัตรเชิญ โปสเตอร์งาน และแผ่นปลิวกิจกรรมด้วย           ๑๐.๓ พิพิธภัณฑสถานศิลปะเมโทรโปลิตัน เป็นพิพิธภัณฑสถาน ๑ ใน ๕ แห่งที่มีผู้เข้าชมจากทั่วโลก มากที่สุด นับเป็นอันดับสองรองจากพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ประเทศฝรั่งเศส เพราะมีความโดดเด่นทั้งด้านตัวอาคาร โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุชิ้นเยี่ยม เกือบของทั่วโลก การจัดกิจกรรมต่างๆอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะที่ยิ่งใหญ่ระดับนานาชาติ เช่น นิทรรศการพิเศษครั้งนี้ มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกประเภทตามมาตรฐานพิพิธภัณฑสถานสากลสำหรับผู้เข้าชมและผู้ให้บริการ และเปิดให้บริการทุกวัน หยุดเพียงปีละ ๓ วัน   นางสาวพัชรินทร์  ศุขประมูล ผู้สรุปการเดินทางไปราชการ


         มีประวัติโดยคร่าวกล่าวว่าศิลาจารึกหลักนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) เมื่อครั้งทรงผนวช มีรับสั่งให้นำลงมาจากเมืองสุโขทัย เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๗๖ เก็บรักษาไว้ในหอพระสมุดวชิรญาณ กระทั่งวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๑ นายเชื้อ สาริมาน อธิบดีกรมศิลปากรในสมัยนั้น ให้นำมาจัดแสดงในห้องสุโขทัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร           ส่วนความเป็นที่สุดของจารึกหลักนี้ มีจุดเริ่มต้นอยู่ในจดหมายเวร ฉบับลงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๔๗๕ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระวินิจฉัยต่อพระดำริในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ว่าด้วยเรื่องวรรณยุกต์ โดยทรงได้เทียบเคียงกับสำเนียงแต่ละภูมิภาค กระทั่งทรงพบหลักฐานชิ้นสำคัญ มีเนื้อหาระบุไว้ความว่า “...ครั้นเช้าวันนี้หม่อมฉันไปพิพิธภัณฑสถาน เรื่องปรารภที่ทูลมาติดใจไป จึงแวะไปดูหลักศิลาจารึกของพระเจ้ารามคำแหงมหาราช เห็นใช้หมายกากะบาด ไม่มีโท แต่มีเอก ก็นึกว่าจะมีวิธีอ่านและออกสำเนียงเปนอย่างอื่น ไม่เหมือนเช่นเราชาวกรุงเทพฯใช้กัน จึ่งทูลมาเพื่อทรงวินิจฉัย”           ต่อมา สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงพิจารณาตรวจสอบเรื่องไม้เครื่องหมายเสียงและสำเนียงภาษาแล้ว จึงได้ถวายรายงานตอบกลับในจดหมายเวร ฉบับลงวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๔๗๕ ความว่า “...ไม้เอกโทนั้น ได้พบในหนังสืออันแก่ที่สุดก็ที่จารึกหลักศิลาของขุนรามคำแหงเมืองสุโขทัย ... ไม้เอกแปลว่าไม้อันเดียวขีดเดียว ไม้โทแปลว่าไม้สองอันขีดก่ายกันเป็นกากบาท ต่อมาภายหลังเขียนอย่างง่ายๆ ไม่ยกเหล็กจาร ทุกวันนี้จึ่งกลายรูปเป็นไม้สองอันต่อกันเป็นมุมฉาก ... เมื่อจารึกหนังสือไทยลงหลักศิลานั้นมีไม้เอกโทแล้ว หลักศิลานั้นเป็นหนังสือไทยที่จารึกในแผ่นดินขุนรามคำแหง และมีความปรากฏว่าขุนรามคำแหงเป็นผู้คิดหนังสือไทย ก็ต้องถือว่าไม้เอกโทมีมาพร้อมแต่แรกคิดหนังสือไทยในครั้งขุนรามกำแหงนั้น..." ดังนั้น จากพระวินิจฉัยข้างต้น จึงสรุปได้ว่าศิลาจารึกหลักที่ ๑ ถือเป็น “หนังสืออันแก่ที่สุด” ที่กล่าวถึงวรรณยุกต์เอกโท ทั้งยังถือว่าเป็นจารึกอักษรไทย ภาษาไทยที่เก่าที่สุดด้วย             (เผยแพร่ข้อมูลโดย นายศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ / เทคนิคภาพโดย นายอริย์ธัช นกงาม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ / ภาพประกอบจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)


         พระพิมพ์พระสาวกมีจารึก “สาริปุตฺโต” จากเจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง          พระพิมพ์พระสาวกมีจารึก “สาริปุตฺโต” พบร่วมกับพระพิมพ์พระสาวกมีจารึกองค์อื่น ๆ รวม ๗ องค์ จากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง          พระพิมพ์พระสาวก กว้าง ๖.๓ เซนติเมตร สูง ๑๐.๒ เซนติเมตร เศียรเรียบไม่มีอุษณีษะและเม็ดพระศกเหมือนพระพุทธรูป จึงสันนิษฐานว่าเป็นรูปพระสาวก มีพักตร์กลม ขนงต่อกันเป็นปีกกา เนตรเหลือบต่ำ นาสิกใหญ่ โอษฐ์แบะ ครองจีวรเรียบห่มเฉียงเปิดอังสาขวา หัตถ์ทั้งสองประสานกันในท่าสมาธิ นั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานหน้ากระดานเรียบ มีแผ่นหลังรูปสามเหลี่ยมปลายมน ด้านหลังพระพิมพ์แบนเรียบ มีจารึกตัวอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี จำนวน ๑ บรรทัด กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒  หรือประมาณ ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว ความว่า “สาริปุตฺโต” หมายถึง พระสารีบุตร            พระสารีบุตร เป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า เป็นเอตทัคคะผู้เป็นเลิศทางปัญญามากกว่าพระภิกษุทั้งปวง มีความรู้ความสามารถแตกฉานในการสอนพระอภิธรรมและได้รับการยกย่องว่าเป็นพระธรรมเสนาบดี พระสารีบุตรมีนามเดิมว่าอุปติสสะ อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาหลังจากได้ฟังพระอัสสชิหนึ่งในปัญจวัคคีย์ตรัสคาถาเย ธมฺมา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนาที่สรุปใจความสำคัญของอริยสัจสี่ อันได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ได้อย่างครบถ้วน โดยได้ชักชวนสหายสนิทนามโกลิตะอุปสมบทด้วย โกลิตะหลังจากอุปสมบทแล้วมีนามว่าพระโมคคัลลานะ เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้าและเป็นเอตทัคคะในด้านมีฤทธิ์           อนึ่ง พระสารีบุตร ยังเป็นหนึ่งใน “พระอสีติมหาสาวก” ซึ่งหมายถึงพระสาวกสำคัญจำนวน ๘๐ รูป ของพระพุทธเจ้าตามคัมภีร์ภาษาบาลีของพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เช่นเดียวกันกับพระพิมพ์พระสาวกมีจารึกองค์อื่นที่พบร่วมกัน ได้แก่ พระมหากัสสปะ หรือ พระมหากัจจายนะ พระโสณโกฬิวิสะ พระกังขาเรวตะ และพระปุณณะสุนาปรันตะ การพบพระพิมพ์พระสาวกมีจารึกเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงคติการนับถือพระอสีติมหาสาวกในสมัยทวารวดี ซึ่งในปัจจุบันมีหลักฐานว่าพบเพียงที่เมืองอู่ทองเท่านั้น จึงอาจเป็นคติที่เกิดขึ้นเฉพาะท้องถิ่นก็เป็นได้   เอกสารอ้างอิง จิรัสสา คชาชีวะ. “คำ “เมตเตยยะ” ที่เก่าที่สุดที่ได้พบจากหลักฐานประเภทจารึกในประเทศไทย”. ดำรงวิชาการ ๒, ๓ (มกราคม - มิถุนายน ๒๕๔๖) : ๒๙ - ๓๘. ธนกฤต ลออสุวรรณ. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่าจีน :  กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖.  ปีเตอร์ สกิลลิ่ง และศานติ ภักดีคำ. “จารึกพระสาวกและจารึกพระเจ้าศุทโธทนะ พบใหม่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี.” ใน เอกสารประกอบการประชุมสัมมนา เรื่อง ความก้าวหน้าใน การศึกษาโบราณคดีและเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดี. โรงแรมสองพันบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี,  ๒๔ – ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๖.


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา   ๑.      ชื่อโครงการ  การจัดนิทรรศการพิเศษ เรื่อง อาณาจักรแห่งอดีตอันลางเลือนสมัยแรกเริ่มของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮินดู : พุทธประติมากรรมศริสต์ศตวรรษที่ ๕-๘  ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิตัน กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ๒.      วัตถุประสงค์ เพื่อทำหน้าที่เปิดหีบห่อโบราณวัตถุจากประเทศไทย และตรวจสอบสภาพเพื่อติดตั้งนิทรรศการดังกล่าว ๓.      กำหนดเวลา  ระหว่างวันที่ ๕ – ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๗   ๔.     สถานที่ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิตัน กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา   ๕.      หน่วยงานผู้จัด  พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิตัน กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ๖.      หน่วยงานสนับสนุน  พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิตัน กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ๗.     กิจกรรม ๑.      เดินทางไปพร้อมกับโบราณวัตถุ ด้วยสายการบิน Cargolux ๒.      ควบคุมดูแลการขนส่งโบราณวัตถุ ทุกกระบวนการ ๓.      เปิดหีบห่อที่บรรจุโบราณวัตถุจากประเทศไทย และตรวจสภาพ ๔.      ให้คำปรึกษาแนะนำ ในการติดตั้งโบราณวัตถุ ๘.      คณะผู้แทนไทย  นางสาวสิรินทร์  ย้วนใยดี ๙.      สรุปสาระของกิจกรรม ๑.      การเดินทางร่วมกับโบราณวัตถุ -          เดินทางไปรับมอบโบราณวัตถุพร้อมกับรถบรรทุกขนส่ง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เพื่อนำไปผ่านด่านกรมศุลกากร และจัดวางบนพาเลท (Pallet) สำหรับรอขนย้ายขึ้นเครื่องบิน ๒.      ออกเดินทางโดยเครื่องบินของสายการบิน Cargolux โดยแวะพักที่ฮ่องกงเป็นเวลา ๑ คืน โดยในระหว่างที่มีการเปลี่ยนเครื่องนั้นได้ร่วมตรวจสอบขั้นตอนการขนย้าย และการจัดวางโบราณวัตถุว่าอยู่ในสภาพปกติ ไม่มีร่องรอยการแกะ หรือกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง อีกทั้งยังอยู่ภายใต้การดูแลโดยกล้องทีวีวงจรปิดตลอด ๒๔ ชั่วโมง ๓.      เมื่อถึงยังจุดหมาย คือ สนามบินขนส่งสินค้า JFK ณ กรุงนิวยอร์ก ได้ร่วมสังเกตการณ์กระบวนการเคลื่อนย้าย และเดินทางร่วมไปกับรถขนส่งโบราณวัตถุเพื่อนำโบราณวัตถุไปเก็บ ณ ห้องคลังเก็บโบราณวัตถุ ภายในพิพิธภัณฑ์อย่างปลอดภัย ๔.      ปฏิบัติหน้าที่ในการเปิดหีบห่อ ตรวจสภาพโบราณวัตถุ และร่วมให้คำแนะนำในการติดตั้งโบราณวัตถุ   ๑๐.ข้อเสนอแนะจากการเดินทาง             การเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้พบว่า การที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิตัน ณ กรุงนิวยอร์ก ประสบความสำเร็จสูง โดยมียอดผู้เข้าชมต่อปีมากกว่า ๔.๕ ล้านคนนั้น เนื่องจากมีปัจจัย สนับสนุนหลากหลายด้าน ทั้งในเรื่องของพื้นที่ซึ่งมีความกว้างใหญ่  ตลอดจนการให้บริการ และการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้แก่ผู้เข้าชม ดังนั้นหากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในประเทศไทย ต้องการที่จะได้รับการตอบสนองจากผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก อาจจะต้องกลับมาคิดทบทวนถึงส่วนประกอบอันดีซึ่งพิพิธภัณฑ์ชั้นดีควรจะมีที่นอกเหนือไปจากโบราณวัตถุ อาทิ จัดอุณหภูมิให้เหมาะสม จัดการบริการที่ดี  มีการให้ความรู้ที่หลากหลาย เป็นต้น  


ชื่อผู้แต่ง         ปรีดา  ศรีชลาชัย ชื่อเรื่อง           ประวัติพระแก้วมรกต  ฉบับตรวจสอบ ครั้งที่พิมพ์       พิมพ์ครั้งที่ 2 สถานที่พิมพ์     กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์       บริษัทประยูรวงศ์ จำกัด ปีที่พิมพ์          2525 จำนวนหน้า      78 หน้า หมายเหตุ        พิมพ์เป็นอนุสรณ์งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี   รายละเอียด      หนังสือประวัติพระแก้วมรกต ฉบับตรวจสอบเล่มนี้จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๗๕ เนื้อหาประกอบด้วย  บทที่ ๑ ตำนานพระแก้วมรกต  บทที่๒ ว่าด้วย ข้อสังเกตบางประการ บทที่ ๓ ว่าด้วยอาณาจักรไทนสมัยโบราณ บทที่ ๔ ว่าด้วยมหาอาณาจักรไทยศรีธรรมราชฯ และบทที่ ๕ สรุปเรื่องพระแก้วมรกต


-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : ตามรอยบันทึก : เมื่อข้าราชการต้องย้ายที่ (ตอนที่ 2) -- ความเดิมจากตอนที่แล้ว พระเจดีย์รัฐธำรง ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปรับตำแหน่งปลัดจังหวัดหล่มศักดิ์ และเริ่มออกจากเดินทางจากจังหวัดพิษณุโลก พักตามศาลาที่พักหลายแห่งจนถึงอำเภอป่าหมากและพักแรมที่นั่น ต่อไปนี้คือการเดินทางของคุณพระและคณะในช่วงต่อไป- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - คนเก่าเล่าตำนาน ก่อนที่จะเดินทางต่อไปนั้น คุณพระจำเป็นต้องหาคนหาบหามชุดใหม่ ได้ขอความช่วยเหลือจากหลวงพำนักนิกรราษฎร์ นายอำเภอป่าหมาก แต่โชคไม่ดีที่นายอำเภอหาคนจ้างไม่ได้ในวันนั้น จึงต้องอยู่ที่อำเภอป่าหมากอีกวัน ระหว่างรอเดินทางได้เดินดูตลาดในเมือง และเช่นเคย คุณพระได้บันทึกสภาพการค้าขายที่ตลาดอำเภอป่าหมาก พบว่าต้องอาศัยเรือสินค้าที่ล่องไปตามลำน้ำวังทองเป็นหลัก ขาไปเอาข้าวเปลือกซึ่งเป็นสินค้าพื้นเมืองไปขายกรุงเทพฯ ขากลับซื้อสินค้าจากกรุงเทพฯ เข้ามาขาย ช่วงระหว่างที่พักอยู่ที่อำเภอป่าหมากนั้น คุณพระได้ฟังเรื่องเล่าตำนานเขาสมอแครง (สะกดตามต้นฉบับ) จากนายถนอม ครูโรงเรียนวัดป่าหมาก สรุปความได้ว่า สองสามีภรรยาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บึงราชนก มีลูกสาวสวยอยู่คนหนึ่ง เป็นที่รักใคร่ของวานรที่อาศัยอยู่บนเขาฟ้า วันหนึ่งเกิดฝนตกหนัก มีปลาหมอยักษ์มาอยู่ที่บันไดเรือน สองสามีภรรยาจึงปลาหมอมาต้มกินและแจกจ่ายให้คนอื่นกินด้วย ต่อมาเกิดเหตุน้ำท่วมมีผู้คนตาย วานรทราบข่าวจึงหักหินที่ยอดเขาฟ้าจะมาทดน้ำหวังช่วยหญิงสาวที่รักให้รอด แต่สุดท้ายก็ไม่ทันกาล วานรจึงทิ้งหินก้อนนั้นที่ทุ่งนาบ้านหนองกระทอน และกลายเป็นเขาสมอแครงในที่สุด- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - เดินทางเข้าป่า วันที่ 25 ธันวาคม 2468 เมื่อได้คนหาบหามแล้ว คุณพระและคณะจึงออกเดินทางเลียบลำน้ำวังทองไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ การเดินทางในช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่เริ่มเข้าสู่ป่าอย่างแท้จริง โดยคุณพระได้บันทึกไว้ว่าระหว่างทางต้องผ่านทั้งป่าไม้สักและป่าไม้เต็งรัง รวมถึงต้องฝ่าภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูง เช่น เขาวัวหัก เขาฟอง และเขาปลาตะเพียร มีข้อสังเกตประการหนึ่งคือ จุดพักระหว่างการเดินทางไม่ใช่ศาลาอย่างที่เคยเป็น หากแต่เป็นลำห้วยต่างๆ ที่มีน้ำพอใช้อุปโภคบริโภค เช่น ห้วยฟอง ห้วยสพานหิน ห้วยม่วง คณะได้เดินทางออกจากป่ามาถึงศาลาห้วยหนองปรือที่เป็นทุ่งนาเมื่อเวลา 18.30 น. จึงพักค้างคืนที่นั่น- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - ฝ่าด่าน 33 ห้วย วันรุ่งขึ้น คุณพระและคณะออกเดินทางจากบ้านหนองปรือตั้งแต่ 6 โมงเช้า ไปตามเส้นทางที่บุกป่าฝ่าดงอีกครั้ง รวมถึงต้องขึ้นเขากระยางซึ่งคุณพระบรรยายว่า “สูงเป็นชั้น 5 กระพัก [ไหล่เขาที่เป็นขั้นๆ พอพักได้] ถึงยอดเขาระยะ 100 เส้น [4 กิโลเมตร]” ซึ่งถึงแม้จะเป็นยอดเขาสูง แต่คุณพระก็ยังได้พบเห็นชาวบ้านไล่ต้อนกระบือลงจากเขาถึง 120 ตัว เพื่อนำไปขายทางใต้ ชาวบ้านบอกว่าได้กำไรดีแต่เสียค่าโสหุ้ยมาก นอกจากเขากระยางแล้ว คุณพระยังต้องขึ้นลงเนินเขาจำนวนมาก และต้องขึ้นลงห้วยอีก 33 แห่ง รวมระยะทางในการเดินทางตลอดทั้งวัน 700 เส้น (28 กิโลเมตร) กว่าจะถึงจุดหมายที่พักที่ศาลาวัดบ้านหนองกระเท้าก็เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว การเดินทางอันแสนทรหดของคุณพระเจดีย์รัฐธำรงยังไม่จบแค่นี้ ในตอนต่อไปจะเล่าเรื่องราวการเดินทางช่วงสุดท้ายจนถึงจังหวัดหล่มศักดิ์และชะตากรรมของคุณพระหลังจากไปรับตำแหน่งใหม่แล้วผู้เขียน: นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารส่วนพระองค์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สบ 2.42/25 เรื่อง รายงานเดินทางของพระเจดีย์รัฐธำรงไปเมืองหล่มศักดิ์ [ 6 ม.ค. 2468 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ


black ribbon.