ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,788 รายการ
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
เลขที่ ชบ.บ.12/1-6
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
ชื่อเรื่อง : ประชุมพงศาวดาร เล่ม 18 (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 31)ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2508 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : องค์การค้าคุรุสภาจำนวนหน้า : 322 หน้า สาระสังเขป : ประชุมพงศาวดารภาคที่ 31 จดหมายเหตุเรื่องมิชชันนารีอเมริกันเข้ามาประเทศสยาม ของ หมอบรัดเล แปลจากหนังสือบางกอกคาเลนดา ซึ่งนอกจากปฏิทินและลงบัญชีรายชื่อผู้มีบรรดาศักดิ์และพวกพ่อค้าชาวต่างประเทศ เช่นเดียวกับหนังสือนาครสงเคราะห์ หมอบรัดเลมักเก็บเรื่องต่าง ๆ ซึ่งมีผู้แต่งว่าด้วยเรื่องเมืองไทยพิมพ์ไว้ มีบางเรื่องซึ่งให้ความรู้น่าอ่าน
พวงปลา เครื่องประดับ กลุ่มชาติพันธุ์ลีซู
เครื่องประดับโลหะเงินสวมคอด้านหล้ง ทำเป็นสร้อยสี่เสา ประดับจี้และตุ้งติ้งขนาดใหญ่ห้วยยาวจนถึงกลางลำตัว
แบ่งเป็น 3 แถว แถวบนประกอบด้วย จี้ทรงกลม(คล้ายดอกเบญจมาศ)ห้อยกระพวน และตุ้งติ้งรูปน้ำเต้า แถวกลางเป็นจี้รูปผีเสื้อห้อยกระพวน ตุ้งติ้งรูปปลาและตุ้งติ้งรูปน้ำเต้าแถวล่างทำเป็นจี้รูปปลาห้อยกระพวน ตุ้งติ้งรูปปลาและตุ้งติ้งรูปน้ำเต้า
การสื่อความหมายในเครื่องประดับ
ดอกเบญจมาศ (จวี๋ฮวา) แทนคำว่าซิ่วหมายถึงความยั่งยืน
ในความเชื่อของชาวจีนสื่อถึงความยั่งยืน
อ้างอิงhttps://www.baanlaesuan.com
ดอกเบญจมาศ สื่อถึงความมีชีวิตชีวาและความเจริญรุ่งเรือง สัญลักษณ์ ของฤดูใบไม้ร่วง ในคติความเชื่อโบราณของจีน ดอกเบญจมาศคือความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของความมีอายุยืนและความงามนิรันดร์ ดอกเบญจมาศ เป็นดอกไม้แห่งความรื่นเริงและความบริสุทธิ์ใจ ผู้ที่ชอบแสดงว่าเป็นคนมองโลกในแง่ดี หากอยากแสดงถึงความรื่นเริงชื่นบาน ให้ใช้ดอกไม้นี้มอบแก่ผู้รับ
ดอกเบญจมาศสีแดง เป็นดอกไม้แห่งความรัก นิยมมอบดอกเบญจมาศสีแดง เพื่อแสดงถึงความรักใคร่ชอบพอ
ดอกเบญจมาศสีเหลือง เป็นดอกไม้แห่งความโชคดี นิยมมอบดอกเบญจมาศเหลืองแก่ผู้หลักผู้ใหญ่หรือคนรู้จักกันเมื่อไปเยี่ยมเยียนหลังจากไม่ได้พบกันมานาน หรือเพิ่งไปมาหาสู่บ้านเขาเป็นคราวแรก (แสดงถึงรักที่บางเบา อ่อนไหว)
ดอกเบญจมาศสีขาว ถือเป็นดอกไม้สูงศักดิ์ และทรงเกียรติ เป็นสัญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์ สามารถมอบดอกเบญจมาศสีขาวให้แก่ผู้ใดก็ได้ เพื่อแสดงความซื่อสัตย์ภักดี
อ้างอิงhttps://www.fruitnflora.com/meaning-of-flower/
ดอกเบญจมาศมีถิ่นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่นและจีน ซึ่งเป็นสื่อแทนความหมายได้หลายรูปแบบ อาทิเช่น ตามความเชื่อของชาวจีน ดอกเบญจมาศ เป็นสัญลักษณ์ ของฤดูใบไม้ร่วงในเดือน 9 ของชาวจีน เปรียบได้กับตัวแทนของความงามและความยั่งยืน ชาวจีนจึงนิยมนำมาไหว้พระ ถ้าเป็นเบญจมาศขาวจะหมายถึง สัจจะและความซื่อสัตย์ ส่วนดอกเบญจมาศสำหรับชาวญี่ปุ่น เป็นดอกไม้ประจำราชวงศ์ ทั้งจีนและญี่ปุ่นมีเทศกาลชมดอกเบญมาศเหมือนกัน คือ ในเดือน 9 หรือเดือนกันยายน ตามความเชื่อที่ว่าเพื่อให้มีอายุยืนและขจัดสิ่งชั่วร้ายออกไป
อ้างอิงhttps://www.panthachok.co.th
ผีเสื้อสื่อถึงความงดงามและอุดมสมบูรณ์
ตามหลักฮวงจุ้ยนั้น ผีเสื้อ เป็นสัญลักษณ์ของความรัก และความมีอิสระ เราสามารถนำรูปหรือสัญลักษณ์ผีเสื้อมาใช้ได้ในหลายลักษณะ เช่นเดียวกับนก เพราะทั้งนก และผีเสื้อ เป็นสัตว์ที่บินได้อย่างเสรี เป็นที่กล่าวถึงกันมานานแล้วว่า นกและผีเสื้อเป็นเครื่องหมายของความสุข ความมีอิสระในชีวิต ความใกล้ชิดกันสวรรค์ แต่ทั้งนี้ การใช้สัญลักษณ์ผีเสื้อนี้ จะมีความหมายที่แตกต่างกันไป ตามลักษณะของการนำมาใช้ และความสร้างสรรค์ด้วย ตามหลักฮวงจุ้ยจะใช้สัญลักษณ์ผีเสื้อเพื่อสื่อถึงความรักและความโรแมนติก ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าความรักนั้นเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดออกมาเป็นความรู้สึกในลักษณะที่ว่า เมื่อมีความรัก ก็เหมือนได้โบยบินอย่างมีความสุข นอกจากนั้น ผีเสื้อยังให้ความรู้สึกถึงความอ่อนไหว การมีแรงบันดาลใจ ความสนุก ความสวยงามซึ่งก็เปรียบเสมือนความรู้สึกเมื่อมีความรัก
อ้างอิง https://www.sanook.com
ปลาถือเป็นสัตว์มงคลสำหรับชาวจีน ความหมายส่วนใหญ่จะเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง การมีเงินทองล้นหลาม ความอุดมสมบูรณ์ โชคลาภ ความมั่งคั่งและแข็งแกร่ง สัญลักษณ์ของผลกำไรหรือผลประโยชน์จากการทำธุรกิจ ดังนั้น ชาวจีนที่ทำธุรกิจการค้าขายจึงมักชอบเลี้ยงปลา หรือมีของประดับตกแต่งที่ทำงาน บ้านเกี่ยวกับปลา ซึ่งสื่อถึงความมั่งมีและอุดมสมบูรณ์
อ้างอิง http://www.dmodernart.com
ปลา เป็นสัตว์มงคล เพราะคำว่า หยู ที่หมายถึงปลา พ้องเสียงกับคำว่า หยู ที่หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ ปลาจึงเป็นสัญลัษณ์ของความมั่งคั่ง เด็กกับปลา จะหมายถึง “ขอให้จงมีความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์จากลูกชายที่ได้รับตำแหน่งสูงขึ้น” ปลาคาร์ฟ มาจากคำว่า “หลี่” หมายถึง ผลกำไรหรือประโยชน์ ปลาคาร์ฟ จึงเป็นสัญลักษณ์ของความปรารถนาจะได้ผลกำไรหรือประโยชน์จากการทำธุรกิจ
ปลาคาร์ฟข้ามซุ้มประตูมังกร ปลาหลี่ฮื้อ หรือหลี่อวี๋ หมายถึง ความสำเร็จ โดยมีตำนานว่า ปลาหลี่ฮื้อตัวใดสามารถว่ายมาถึงประตูมังกรที่ปากทางสวรรค์ แล้วกระโดดข้ามไปได้ จะกลายเป็น "ปลามังกร" ซึ่งเป็นคติสอนใจชาวจีนว่า คนจนก็มีสิทธิ์รวยได้ ถ้ามีความมุ่งมั่นและพยายามเหมือนปลาหลี่ฮื้อ ที่เพียรว่ายน้ำมาจนถึงปากทางสวรรค์ และใช้แรงพยายามสุดชีวิตเพื่อให้เข้าประตูมังกรได้สำเร็จ ซึ่งจะได้เปลี่ยนเป็นปลาที่มีเกียรติยศสง่างาม ถ้าปลาตัวใดกระโดดข้ามไม่ได้ก็ยังคงเป็นปลาหลี่ฮื้อตามเดิม จึงนิยมใช้ปลาหลี่ฮื้อแทนคำอวยพรที่ว่า "ขอให้ประสบความสำเร็จในชีวิต และให้มีเพียงพอ"
อ้างอิง http://www.richystar.com
น้ำเต้า สื่อถึง ความเชื่อ เก่าแก่ ที่เชื่อว่า คน ถือกำเนิดมาจากน้ำเต้า จากเรื่องเล่าสืบต่อกันมา จากตำนานน้ำเต้าปุง
บรรพชนคนพื้นเมืองในดินแดนตั้งแต่แม่น้ำแยงซี (ฉางเจียง) ลงมาจนถึงอุษาคเนย์ทั้งภาคพื้นดินและภาคสมุทร มีรากเหง้าอารยธรรมร่วมกันคือ วิถีชีวิตเพาะปลูกข้าว, การเคารพบูชาน้ำเต้า และผีฟ้า (แถน)
คนพื้นเมืองกลุ่มนี้เป็นคนละชาติพันธุ์กับชาวหัวเซี่ย-บรรพชนของชนชาติฮั่น (จีนแท้) ชาวฮั่นเรียกพวกเขาว่า กลุ่มชนไป่ผู (ชาวผูร้อยจำพวก) ต่อมาเรียกเป็นไป่เยวี่ย (พวกเยวี่ยร้อยจำพวก หรือพวกเวียดร้อยจำพวก) กลุ่มชนเหล่านี้มีคติความเชื่อดั้งเดิมตรงกันอย่างหนึ่งคือ บูชาน้ำเต้า
สมมุติฐานเรื่องทำไมคนบูชาน้ำเต้า มีสองสมมุติฐาน
สมมุติฐานแรกเสนอว่า “น้ำเต้า” คือสิ่งเคารพศักดิ์สิทธิ์แรกเริ่มเลยของมนุษย์ (ก่อนจะนับถือโทเทม totem นับถือเทพเจ้า) “น้ำเต้า” เป็นสัญลักษณ์ของ “กายแม่” การบูชาน้ำเต้าก็คือการเคารพบูชาแม่ (ทางโลกตะวันตก ยุคหินใหม่มีรูปเคารพหินสลักเป็นรูปผู้หญิง คนปัจจุบันเรียกกันว่า “ตุ๊กตาวีนัส”) คนมาจากน้ำเต้าและกลับคืนสู่น้ำเต้าเมื่อตาย ดังนั้นวัฒนธรรมของชนกลุ่มนี้จึงมีเครื่องดนตรีที่เป็นสัญลักษณ์ของน้ำเต้า บรรเลงในพิธีศพ เช่น แคนน้ำเต้า, ปี่น้ำเต้า, กลองมโหระทึก และฝังศพครั้งที่สอง (กระดูก) ในไหหิน, ไหดินเผา, กลองมโหระทึก, โกศ (สัญลักษณ์ของน้ำเต้า)
ที่มา เว็ปไซด์/https://e-shann.com
น้ำเต้าทั่วไปมีรูปทรงกลมป่อง ดูเหมือนท้องแม่ใกล้คลอดลูก แต่คอดตรงกลาง คนแต่ก่อนจินตนาการว่าเหมือนมดลูกของแม่ที่ให้กำเนิดลูกทุกคน น้ำเต้ามีเมล็ดมากอยู่ข้างใน ถ้าแม่มีลูกมากเหมือนเมล็ดน้ำเต้าจะทำมาหากินได้ผลผลิตมาก เพราะมีลูกช่วยทำ
ลูกน้ำเต้ามีรูปต่าง ๆ หลากหลาย มีทั้งกลมทั้งแป้น ตั้งกับพื้นได้ มีคอคอดหรือไม่มีก็ได้ จนถึงมีรูปทรงรีหรือยาว และมีเมล็ดมาก เมื่อแห้งผิวกร้านแข็ง น้ำเต้าแห้งมีพื้นที่ข้างในกว้าง ใส่น้ำไปกินเมื่อเดินทางไกลได้ (โบราณว่าใครกินน้ำในน้ำเต้าทุกวันจะมีอายุยืนยาว) ใส่ของสำคัญบางอย่างก็ได้ เช่น เมล็ดพันธุ์พืช ฯลฯ บางกลุ่มชาติพันธุ์แขวนหรือวางน้ำเต้าแห้งไว้ในบ้าน เป็นเครื่องรางป้องกันผีร้าย โรคภัยไข้เจ็บ
ภาชนะยุคแรก ๆ ทำเลียนแบบรูปทรงน้ำเต้า แล้วส่งอิทธิพลให้ภาชนะหล่อด้วยสำริดทำตาม
น้ำเต้าให้กำเนิดคน
สามัญชนชาวบ้านเชื่อว่าคนทั้งสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์เกิดจากน้ำเต้าปุง (ปุง หมายถึง ภาชนะใส่ของ) เป็นพี่น้องท้อง (น้ำเต้าปุง) เดียวกัน 5 คน สองคนแรกออกมาก่อนเป็น ข้า สามคนหลังออกตามมาเป็น ไทย (หมายถึง ไม่เป็น ข้า และไม่ใช่คนไทย อย่างปัจจุบัน ไทย คำนี้ แปลว่า คน, ชาว เป็นคำร่วมสุวรรณภูมิ ในภาษาลาว, เขมร ก็มี) ทั้งหมดล้วนเป็นไพร่ของผู้เป็นนาย
ความเชื่อของสามัญชนยุคดึกดำบรรพ์ ว่าคน 5 จำพวกเกิดจากน้ำเต้าปุงเดียวกัน ย่อมเป็นเครือญาติพี่น้องท้องเดียวกัน เหมือนคนที่เกิดจากท้องแม่เดียวกัน คน 5 จำพวกเป็นสัญลักษณ์ของชาติพันธุ์ในภูมิภาคอุษาคเนย์ ทั้งผืนแผ่นดินใหญ่แม่น้ำลำคลอง กับชายฝั่งทะเลและหมู่เกาะ ได้แก่ คนในตระกูลมอญ-เขมร, ตระกูลมาเลย์-จามหรือชวา-มลายู, ตระกูลม้ง-เย้า, ตระกูลไทย-ลาว-เวียดนาม, ฯลฯ เรื่องนี้อาจอธิบายความหมายเป็นตระกูลอื่นต่างไปก็ได้ ไม่จำเป็นต้องตรงกัน
อ้างอิง
“คนเกิดจากน้ำเต้า”. จากหนังสือ“วัฒนธรรมร่วม อุษาคเนย์ในอาเซียน”. โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ. สำนักพิมพ์นาตาแฮก. 2559
ตราดินเผามีจารึก“ศรี” และสัญลักษณ์โอม พบจากเมืองโบราณอู่ทอง จัดแสดง ณ ห้องบรรพชนคนอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
ตราดินเผารูปกลม มีรอยประทับเป็นจารึกตัวอักษรและสัญลักษณ์ขนาดใหญ่เกือบเต็มพื้นที่ ปัจจุบันนักวิชาการมีความเห็นเกี่ยวกับตัวอักษรที่ปรากฏเหมือนกัน ว่าเป็นภาษาสันสกฤต อ่านว่า “ศรี” แต่มีความเห็นที่แตกต่างกันออกไปเรื่องรูปแบบตัวอักษรและการกำหนดอายุว่า เป็นอักษรปัลลวะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๓ (ประมาณ ๑,๓๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว) หรือเป็นอักษรหลังปัลลวะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐ ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว) ด้านบนของตัวอักษร มีสัญลักษณ์เป็นขีดสองขีดและมีจุดกลมด้านบน ซึ่งนักวิชาการบางท่านเสนอว่าเป็นสัญลักษณ์ “โอม”
คำว่า “ศรี” หมายถึง สิริ ดี งาม ประเสริฐ เป็นคำที่มีความเป็นมงคลที่พบประกอบอยู่กับจารึกในสมัยทวารวดีจำนวนมาก ที่สำคัญ เช่น เหรียญเงินมีจารึก “ศฺรีทฺวารวตีศฺวรปุณฺย” แปลว่า “บุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี” หรือ “พระเจ้าศรีทวารวดีผู้มีบุญอันประเสริฐ” พบจากเมืองโบราณสมัยทวารวดีหลายแห่ง เช่น เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองนครปฐมโบราณ จังหวัดนครปฐม เป็นต้น นอกจากนี้ที่เมืองโบราณอู่ทอง ยังพบชิ้นส่วนภาชนะดินเผาทรงหม้อน้ำ มีจารึกคำว่า “ศรี” บริเวณก้นภาชนะ จากการขุดแต่งโบราณสถานบ้านศรีสรรเพชญ์ ๓ สันนิษฐานว่าเป็นภาชนะสำหรับใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อความเป็นสิริมงคล ส่วน “โอม” เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นมงคลเช่นเดียวกับคำว่า “ศรี”
ตราดินเผาชิ้นนี้ อาจเป็นตราดินเผาที่พ่อค้า นักเดินทาง หรือนักบวชชาวอินเดีย นำติดตัวเข้ามาในดินแดนแถบนี้เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสาร อาจเกี่ยวข้องกับด้านการค้า การศาสนา หรือเป็นเครื่องรางเพื่อความเป็นสิริมงคล หรืออาจเป็นตราดินเผาที่ผลิตขึ้นโดยคนท้องถิ่นสมัยทวารวดี ที่ผลิตตราดินเผาขึ้นใช้เองในท้องถิ่นโดยรับอิทธิพลด้านภาษาและคติความเชื่อเรื่องสัญลักษณ์มงคลจากชาวอินเดียก็เป็นได้
เอกสารอ้างอิง
กรมศิลปากร. จารึกในประเทศไทย เล่ม ๑ (อักษรปัลลวะ อักษรหลังปัลลวะ พุทธศตวรรษที่ ๑๑ – ๑๔). กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๕๙.
เด่นดาว ศิลปานนท์. โบราณสถานบ้านศรีสรรเพชญ์ ๓ ปริศนาวิหารถ้ำเมืองอู่ทอง. กรุงเทพ : อรุณการพิมพ์, ๒๕๕๙.
วิภาดา อ่อนวิมล. เหรียญตราในประเทศไทยช่วงพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๖. วิทยานิพนธ์ปริญญา ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๖๑.
อนันต์ กลิ่นโพธิ์กลับ. การศึกษาความหมายและรูปแบบตราประทับสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๗.
องค์ความรู้จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี จันทบุรี เรื่อง "ฆ้องสำริด พบในแหล่งเรือจมรางเกวียน จังหวัดชลบุรี"
ชื่อเรื่อง วินยธรสิกฺขปท (สิกขาบท)
สพ.บ. 390/5
หมวดหมู่ พุทธศาสนา
ภาษา บาลี/ไทยอีสาน
หัวเรื่อง พุทธศาสนา
พระวินัยปิฎก
ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลาน
ลักษณะวัสดุ 60 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 55.2 ซม.
บทคัดย่อ
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
ชื่อเรื่อง ปฐมมูลมูลี (ปถมมูลี)
สพ.บ. 231/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 56 หน้า กว้าง 4.5 ซ.ม. ยาว 57 ซ.ม. หัวเรื่อง พุทธศาสนา ชาดก เทศน์มหาชาติ คาถาพัน
บทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดทุ่งอุทุมพร ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
ชื่อเรื่อง สงฺคีติกถา (ปฐมสังคายนา)
สพ.บ. 378/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 36 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 56 ซม.หัวเรื่อง การสวดมนต์
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม ภาษาบาลี-ไทย เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
//ลัวะบ้านบ่อหลวง กลุ่มชนผู้ทรงภูมิปัญญาด้านการถลุงเหล็กรุ่นสุดท้ายของเมืองเชียงใหม่//.เรียบเรียงโดย นายยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีปฏิบัติการ.- ลัวะ กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีพัฒนาการทางวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน มีการเคลื่อนไหวทางสังคมปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มชนต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย อย่างน้อยตั้งแต่ก่อนที่พญามังรายจะสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นมาในช่วงครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 19.- ข้อมูลจากหลักฐานเอกสารทางประวัติศาสตร์ พับสา "รวมเรื่องเมืองเชียงใหม่: หลักฐานประวัติศาสตร์" ปริวรรตโดย สรัสวดี อ๋องสกุล (2559) ได้ระบุว่า ราวช่วงครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 24 "ลัวะ" เป็นกลุ่มชนที่มีความสำคัญในฐานะผู้ผลิตเหล็ก โดยหัวหน้าชุมชนลัวะจะต้องรวบรวมทรัพยากรเหล็กจำนวนมากพร้อมกับเงินตราส่งส่วยให้แก่เมืองเชียงใหม่ ทำให้ลัวะเหล่านี้จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องถูกเรียกเกณฑ์แรงงาน.- หลักฐานเอกประวัติศาสตร์ข้างต้นสอดคล้องกับงานศึกษาของ Hutchinson (1934) ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2477 ระบุว่า ลัวะบ้านบ่อหลวง (ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่) ให้ความสำคัญกับผีที่ดูแลเหมืองแร่เหล็ก ซึ่งสอดคล้องกับงานศึกษาของ บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ (2506) ที่ระบุว่า ลัวะบ้านบ่อหลวง มีพิธีกรรมฆ่าสัตว์สังเวยและให้สาวพรหมจารีย์เข้าไปขุดสินแร่เหล็กออกมาถลุง ข้อมูลข้างต้นสะท้อนให้เห็นถึงองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการทำเหล็ก ของกลุ่มชนลัวะบ้านบ่อหลวงได้เป็นอย่างดี .- จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลของทีมนักโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มชนลัวะบ้านบ่อหลวงได้เลิกกิจกรรมการถลุงเหล็กไปเมื่อราว 80 ปีมาแล้ว อันเนื่องจากการเข้ามาของเหล็กอุตสาหกรรมสมัยใหม่ แต่อย่างไรก็ตามยังมีความผูกพันกับแหล่งทรัพยากร ต้องกลับไปทำพิธีกรรมเซ่นไหว้ผีบ่อเหล็กที่บ้านแม่โถ ในห่วงเวลาทุก ๆ 3 ปี สืบมากระทั่งถึงปัจจุบัน.- นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลหลักฐานทางโบราณคดีในพื้นที่บ้านบ่อหลวง ยังพบประจักษ์พยานเกี่ยวกับกิจกรรมการทำเหล็กหลายประการ เช่น ก้อนแร่ ทั่งย่อยแร่ ตูแยร์ ทั่งตีเครื่องมือเหล็ก และก้อนโลหะเหล็ก เป็นต้น ซึ่งมีความเหมือนกันกับหลักฐานที่พบในกลุ่มแหล่งถลุงเหล็กโบราณบ้านแม่โถ ทั้งในแง่ของวัสดุ รูปแบบ และเทคนิควิธีการ.- จากข้อมูลเชิงมานุษยวิทยาและเชิงโบราณคดีที่กล่าวมาข้างต้น จึงสามารถตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่า กลุ่มชนลัวะบ้านบ่อหลวง เดิมน่าจะเคยตั้งถิ่นฐานชุมชนถลุงเหล็กขนาดใหญ่อยู่บริเวณยอดดอยบ้านแม่โถเมื่อราว 400 ปีมาแล้ว ก่อนที่จะมีการย้ายถิ่นฐานมาที่บ้านบ่อหลวง เมื่อราวช่วง 200 - 150 ปีที่ผ่านมา ตามความทรงจำที่บอกเล่าต่อกันมาของผู้คนในชุมชน.- ถึงแม้ปัจจุบันกลุ่มชนลัวะบ้านบ่อหลวง จะเลิกกิจกรรมการถลุงเหล็กแบบโบราณไปแล้ว แต่ยังคงมีความผูกพันทางจิตวิญญาณกับการทำเหล็ก ผ่านพิธีกรรมโบราณเฉกเช่นบรรพชนที่กระทำสืบเนื่องมาหลายร้อยปี นับเป็นมรดกภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าสำคัญของดินแดนล้านนา ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์สืบไป.- ภาพประกอบภาพแรก คุณลุงเปี้ย อายุ 90 ปี ทายาทตระกูลถลุงเหล็ก ลัวะบ้านบ่อหลวง ที่อยู่ร่วมในกระบวนการถลุงเหล็กแบบโบราณครั้งสุดท้ายเมื่อราว 80 ปีมาแล้ว ส่วนในมือที่ถืออยู่ คือ ก้อนโลหะเหล็ก (Iron Bloom) ผลผลิตที่ได้จากการถลุง และมีดที่ตีขึ้นจากเหล็กถลุงแบบโบราณ
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
ชบ.บ.42/1-2
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
อฎฺฐงฺคิกมคฺค (พรอฎงฺคิกมคฺค)
ชบ.บ.83/1-5
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)