ค้นหา

จากคำค้น "สรุป" พบรายการทั้งหมด 631 รายการ

//แม่โถ​ ร่องรอยแหล่งโลหกรรมของเมืองเชียงใหม่ ใจกลางเทือกเขาสูง// #บ่อเหล็กแม่โถ #โบราณโลหะวิทยาดินแดนล้านนา . โดย​: นายยอดดนัย​ สุขเกษม​ นัก​โบราณคดี​ปฏิบัติ​การ สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ . - ในห้วง​ 1-2​ ปีที่ผ่านมา​ ดอยแม่โถ อ.ฮอด​ จ.เชียงใหม่​ เป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งท่องเที่ยวบนยอดดอยสูงที่มีทุ่งหญ้า​สะวันนา​ และวิวทิวทัศน์​ที่​สวยงาม​ แต่รู้หรือไม่​ว่าดอยแม่โถแห่งนี้ยังซ่อนหลักฐาน​ความรุ่งเรืองทางภูมิปัญญา​ของอดีต​ ในฐานะ​แหล่งผลิตเหล็ก​โบราณ​ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอาณาจักรล้านนาเอาไว้อีกด้วย . - การค้นพบดังกล่าว​ เริ่มต้นราวปี​ พ.ศ.​ 2561​ เป็น​ต้นมา​ เมื่อสำนัก​ศิลปากร​ที่​ 7​ เชียงใหม่​ ได้เบาะแสจากหลักฐาน​ทางประวัติศาสตร์​ จึงได้เข้าไปสำรวจในพื้นที่บ้านแม่โถ​ จนพบกลุ่มแหล่ง​โลห​กรรมโบราณ​ขนาดใหญ่​  ประกอบด้วย​ 1. แหล่งถลุง​เหล็ก​ 2.​ ร่องรอยเหมืองแร่​ และ 3.​ ร่องรอยชุมชนผลิตเหล็ก​ จำนวนรวมไม่ต่ำกว่า​ 15​ แหล่ง​ กระจายตัวอยู่ตามสันเขา​ ครอบคลุมพื้นที่กว่า​ 3 ตารางกิโลเมตร . - ในเบื้องต้น​ ผู้ศึกษา​ได้นำตัวอย่างถ่านที่ตกค้างในก้อนตะกรันไปศึกษา​ค่าอายุทางวิทยา​ศาสตร์​ ด้วยวิธี​ AMS​ Dating พบว่า​ มีอายุกิจกรรมอยู่ในช่วงครึ่งหลัง​ของพุทธศตวรรษ​ที่​ 22​ ทั้งนี้เมื่อวิเคราะห์​ร่วมกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์​จะพบว่า​ ตรงกับช่วงที่กองทัพพม่าเข้ายึดเมืองเชียงใหม่​ครั้งที่สอง ในปี​ พ.ศ.​ 2157 โดย​ อนอคเปตลุน​ กษัตริย์​ราชวงศ์​ตองอูตอนปลาย​ หรือที่เอกสารล้านนาจดบันทึกในนาม​ "พระเจ้าสุทโธธรรมราชา" (แท้จริงนามของ​ อนอคเปตลุน​ คือ​ มหาธรรมราชา)​ . - จากขนาดและจำนวนของแหล่งโบราณคดี​ ที่สะท้อนถึงกิจกรรมการผลิตเหล็กในปริมาณมหาศาล​  ประกอบกับค่าอายุทางวิทยา​ศาสตร์​ และเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้นทางประวัติศาสตร์​ สามารถตั้งข้อ​สันนิษฐาน​เบื้องต้นได้ว่า​ บริเวณ​บ้านแม่โถ​ น่าจะเป็น​แหล่งผลิตทรัพยากร​เหล็กให้กับเมืองเชียงใหม่มาแล้วแต่เดิม​ ต่อมาเมื่อพม่าเข้ายึดครองเมืองเชียงใหม่​ ในครั้งที่​ 2​ สมัยกษัตริย์​อนอคเปตลุน​ ซึ่งมีนโยบายสร้างจักรวรรดิพม่าให้ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับบุเรงนอง​ น่าจะมีความต้องการทรัพยากรเหล็กอย่างมหาศาล​ ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของกลุ่มชุมชนถลุงเหล็กขนาดใหญ่​ กระจายตัวทั่วพื้นที่สันเขาล้อมรอบบ่อเหล็ก​แม่โถ​ มีการผลิตเหล็กอย่างต่อเนื่อง​​จนเกิดเป็นชั้นตะกรันทับถมหนาหลายเมตร​ อย่างไรก็ตามบ่อเหล็กแม่โถน่าจะมีการเข้าไปใช้สอยหาทรัพยากรแร่เหล็กต่อมาอีกหลายยุคสมัย​ จนกระทั้งสิ้นสุดเมื่อราว​ 100​ ปีที่ผ่าน​มา​ ตามความทรงจำของกลุ่มคนลัวะบ้านบ่อหลวง . - ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นยังไม่ถือเป็นข้อสรุป​ จำเป็นต้องมีการขุดค้นทางโบราณคดี​ต่อไปในอนาคต​  . - ท้ายที่สุดนี้ ​ในนามของสำนักศิลปากร​ที่​ 7​เชียงใหม่​ ​ขอขอบคุณ​เจ้าหน้าที่อุทยาน​แห่งชาติ​แม่โถทุกท่าน​ กำนันตำบลบ่อหลวง​ กำนันตำบลบ่อสลี​ และองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อสลี​ ที่กรุณาให้ควา​มอนุเคราะห์และสนับสนุนการศึกษา​ทางโบราณคดี​ใน​ครั้งนี้​ จนเริ่มเห็นภาพประวัติ​ศาสตร์ที่สำคัญ​ของดินแดน​ล้านนาชัดเจนมากยิ่งขึ้น​ และหวังเป็น​อย่างยิ่งว่า ​จะได้ร่วมกันสร้างสรรค์​องค์​ความรู้​ในโอกาส​ต่อไป


องค์ความรู้ : อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เรื่อง : เรื่องราวการอุทิศสิ่งของถวายแด่เทวาลัยพนมรุ้ง ปราสาทพนมรุ้ง สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๘ เป็นศาสนสถานบูชาพระศิวะ เทพเจ้าสูงสุดในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย การสร้างปราสาทพนมรุ้งบนยอดภูเขาเป็นการจำลองวิมานที่ประทับของศิวะบนเขาไกรลาส นอกจากการสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระศิวะแล้ว ปราสาทแห่งนี้ยังถูกใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมตามประเพณีของศาสนาฮินดูอีกด้วย เช่น การบูชาเทพเจ้าด้วยการสังเวยเครื่องบัตรพลีต่าง ๆ การสรงน้ำศิวลึงค์ซึ่งเป็นรูปเคารพแทนองค์พระศิวะในห้องครรภคฤหะของปราสาทประธาน เป็นต้น ในการสร้างศาสนสถานถวายแด่เทพเจ้าในวัฒนธรรมเขมรโบราณ ผู้สร้างจะอุทิศทรัพย์สิน และสิ่งของต่าง ๆ เป็นเครื่องบูชาแด่เทวสถานนั้น ๆ ในส่วนของปราสาทพนมรุ้ง “นเรนทราทิตย์” เจ้านายเชื้อสายราชวงศ์มหิธรปุระองค์สำคัญผู้สร้างปราสาทแห่งนี้ ได้ทำนุบำรุงศาสนาฮินดู โดยปฏิบัติตามความเชื่อของลัทธิไศวนิกายแบบปาศุปตะ ท่านได้อุปถัมภ์ พราหมณ์ ดาบส โยคี ถวายทรัพย์สิน ที่ดิน ข้าทาส รวมถึงสิ่งของมีค่าเป็นเครื่องบูชาแด่ปราสาทพนมรุ้งจำนวนมาก เรื่องราวในจารึกพบที่ปราสาทพนมรุ้ง กล่าวถึงสิ่งของที่กลุ่มชนชั้นสูงได้อุทิศถวายแด่เทวาลัยพนมรุ้งเป็นจำนวนมาก สำหรับเลี้ยงข้าพระประจำเทวาลัยซึ่งทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยต่าง ๆ เช่น จารึกพนมรุ้ง ๓ กล่าวถึงการถวายน้ำนม จารึกพนมรุ้ง ๔ กล่าวถึงการถวายข้าวสุก จารึกพนมรุ้ง ๘ กล่าวถึงสิ่งของสำหรับบริโภค เช่น กองข้าว ข้าวเปลือก น้ำผึ้ง วัว (ให้น้ำนม) เครื่องเทศ เช่น จันทร์แดง กานพลู ของหอมสำหรับพิธีกรรม เช่น การบูร ไม้จันทร์ จารึกพนมรุ้ง ๙ กล่าวถึงการถวายราชยานขนาดใหญ่แด่เทพเจ้า (พระศิวะ) แห่งภูเขาใหญ่ (พนมรุ้ง หมายถึง ภูเขาใหญ่) นอกจากสิ่งของแล้วยังปรากฏการกัลปนาถวายที่ดินด้วย โดยบริเวณรอบเขาพนมรุ้งพบหลักหินกระจายเป็นจำนวนมากอยู่ทุกทิศ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นขอบเขตที่ดินที่ถูกถวายแด่ศาสนสถาน ซึ่งที่กล่าวมาเหล่านี้ล้วนถวายแด่ “พระกมรเตงชคตวนัมรุง” หรือ “เทพแห่งปราสาทพนมรุ้ง” นั่นเอง เป็นที่น่าสนใจว่าการถวายสิ่งของแด่ปราสาทพนมรุ้ง สามารถสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของชุมชนโบราณรอบเขาพนมรุ้ง ซึ่งมีลักษณะเป็นสังคมเกษตรกรรมเพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์ มีระบบการจัดการบริหารคนสำหรับดูแลศาสนสถาน มีหลักเขตบอกอาณาเขตที่ดิน รวมไปถึงมีการแลกเปลี่ยนทรัพยากรกับชุมชนโบราณอื่น ๆ โดยเฉพาะเครื่องหอมสำหรับพิธีกรรม ซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งของที่ถูกผลิตขึ้นในท้องถิ่น ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่าบทบาทของชุมชนโบราณในบริเวณนี้คือการผลิตทรัพยากรเพื่อถวายแด่ปราสาทพนมรุ้ง ซึ่งเป็นหน้าที่และหลักปฏิบัติสำคัญของผู้ปกครองรวมไปถึงประชาชนที่มีความเลื่อมใสศรัทธาต่อ “พระกมรเตงชคตวนัมรุง” เรียบเรียงโดย : นายพงศธร ดาวกระจาย ผู้ช่วยนักโบราณคดี อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เอกสารอ้างอิง : เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระ. “จารึกพบที่ปราสาทพนมรุ้ง.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๑. พิสิฐ เจริญวงศ์ และคณะ. ปราสาทพนมรุ้ง. พิมพ์ครั้งที่ ๖. บุรีรัมย์: สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร, ๒๕๕๑. อนุรักษ์ ดีพิมาย. “การศึกษารูปแบบและหน้าที่ของหลักหินในวัฒนธรรมเขมรที่พบบริเวณรอบเขาพนมรุ้ง.” เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคลปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๒.


ชื่อเรื่อง                      การอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานวัดพระธาตุ ตำบลศาลาขาว อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรีผู้แต่ง                        สุภมาศ ดวงสกุลผู้แต่งเพิ่ม                   อนันต์ กลิ่นโพธิ์กลับประเภทวัสดุ/มีเดีย        หนังสือท้องถิ่นISBN/ISSN                 978-974-417-948-7หมวดหมู่                   ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ เลขหมู่                      959.373 ส833กสถานที่พิมพ์               กรุงเทพฯสำนักพิมพ์                 กรมศิลปากรปีที่พิมพ์                    2551ลักษณะวัสดุ               98 หน้า : ภาพประกอบ ; 29 ซม.หัวเรื่อง                     วัดพระธาตุ                              สุพรรณบุรี – โบราณสถาน – การบำรุงรักษาและการซ่อมแซมภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก          ประวัติความเป็นมาและที่ตั้งของวัดพระธาตุ การขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดีบริเวณพระปรางค์ พร้อมทั้งเจดีย์ราย อุโบสถเก่าและแนวกำแพงแก้ว โบราณวัตถุต่าง ๆ ที่พบภายในวัด รวมถึงร่องรอยหลักฐานสิ่งก่อสร้างเดิมที่ร่วมสมัยกับการสร้างพระปรางค์ด้วย ตลอดจนวิวัฒนาการทางสถาปัตยกรรมของโบราณสถานประเภทปรางค์ การบูรณะโบราณสถานและการศึกษาเพื่อสรุปผลการดำเนินงานทางโบราณคดี


         คนจากไหน ไทยทรงดำ           พระนครคีรี สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2402 ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 4 โดยมีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้ซึ่งเคยออกแบบหมู่พระอภิเนาว์นิเวศ ในพระบรมหาราชวัง มาเป็นแม่กองในการก่อสร้าง ด้วยพระมหากรุณาธิคุณและพระอัจฉริยภาพขององค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกทั้งความปรีชาสามารถของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จึงก่อให้เกิดพระราชวังนาม “พระนครคีรี” พระราชวังคู่บ้านคู่เมืองเพชรบุรีขึ้นมา          แต่ถึงอย่างนั้น “แรงงาน” ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดพระราชวัง “พระนครคีรี” โดยผู้ที่เป็นแรงงานสำคัญในการก่อสร้างพระราชวังในขณะนั้น คือ “ลาวทรงดำ” หรือ “ลาวโซ่ง” ในปัจจุบันก็คือกลุ่มชาติพันธุ์ “ไทยทรงดำ” “ไทดำ” หรือ “ไทยโซ่ง” และเพื่อเป็นการให้เกียรติและแสดงความขอบคุณที่ร่วมก่อสร้างพระราชวัง “พระนครคีรี” นี้ขึ้นมา ทางผู้จัดทำจึงได้รวบรวมข้อมูลและเรียบเรียงบทความนี้ขึ้นมา ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ความเป็นมา และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยทรงดำเท่านั้น เพราะหากศึกษาเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยทรงดำอย่างจริงจังแล้ว จะพบว่ามีเรื่องราวที่น่าสนใจและควรค่าแก่การศึกษาเป็นอย่างมาก สำหรับบทความครั้งนี้สรุปความได้ ดังนี้            ใคร?          ไทยทรงดำ ไทดำ ไทยโซ่ง ไตดำ ผู้ไตซงดำ ผู้ไทยดำ ลาวโซ่ง ลาวซ่ง ลาวซ่งดำ จะเรียกด้วยชื่ออะไรก็ตามในบทความนี้หมายถึงกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน โดยชื่อเรียกว่า ไทยทรงดำ ไทดำ ไทยโซ่ง ฯลฯ สันนิษฐานว่าน่าจะเรียกตามเนื้อผ้าที่นุ่งห่มเพราะชอบแต่งกายด้วยผ้าสีดำ เนื่องด้วยคำว่า “โซ่ง” แผลงมาจากคำว่า “ส้วง” ซึ่งมีความหมายว่า กางเกง อีกทั้งยังพบว่าทาง ไทยเวียง หรือ ลาวเวียง กลุ่มชาติพันธุ์ชาวลาวที่ย้ายถิ่นฐานจากเมืองเวียงจันทน์ มาบริเวณลุ่มน้ำภาคกลางของไทย บริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม ก็เคยเรียกไทยทรงดำนี้ว่า “ลาวกุงเกง” หรือ “ลาวกางเกง” ดังนั้น ไทยทรงดำ ไทดำ ไทยโซ่ง ฯลฯ น่าจะมีความหมายว่า ชาวที่นุ่งกางเกงสีดำ          ตามข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารการเรียกชื่อว่า “ไทยทรงดำ” จะเป็นที่ยอมรับจากกลุ่มชาติพันธุ์นี้มากกว่าที่จะเรียกพวกเขาว่า “ลาวทรงดำ” หรือ “ลาวโซ่ง” เพราะโดยส่วนใหญ่ในชุมชนมีความรู้สึกยินดีและยอมรับด้วยความภูมิใจว่าเขาเป็นไทยทรงดำมากกว่าชื่ออื่น หากมีการเรียกด้วยชื่ออื่นพวกเขาเหล่านั้นอาจจะมีความรู้สึกเขินอาย หรือไม่พอใจยอมรับได้นั้นเอง          กลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยทรงดำ นิยมแต่งกายด้วยชุดสีดำ หรือสีครามเข้มเกือบดำ ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายที่ผลิตใช้กันเองในชุมชน โดยอาชีพหลักของชาวไทยทรงดำ คือ ทำนา มีทั้งทำนาข้าวเหนียว ข้าวเจ้า นอกจากนี้ก็มีทำไร่ หาของป่า และเลี้ยงสัตว์ โดยมีอาชีพจักสานเป็นอาชีพรองอีกอย่างหนึ่งที่แพร่หลายมากในหมู่กลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยทรงดำ          เมืองเพชรบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งที่กลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยทรงดำ ย้ายเข้ามาอาศัยหนาแน่นและเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยในอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เนื่องด้วยลักษณะภูมิประเทศของอำเภอเขาย้อยในอดีตมีลักษณะเหมือนกับบ้านเมืองเดิม ที่อาศัยตามป่าเขา ส่วนอำเภออื่น ๆ ก็มีอยู่บ้างประปราย เช่น อำเภอเมือง แถบหนองพลับ เวียงคอย อำเภอบ้านแหลม ตำบลบางครก อำเภอบ้านลาด ตำบลห้วยข้อง เป็นต้น            มาจากไหน?           ชาวไทยทรงดำเดิมตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณเมืองแถงหรือเดียนเบียนฟูของประเทศเวียดนาม ในปัจจุบันบริเวณดังกล่าวในอดีต เรียกว่า แคว้นสิบสองจุไทย นอกจากนั้นยังกระจายตัวอยู่ตั้งแต่มณฑลกวางสี มณฑลยูนนาน มณฑลตังเกี๋ย ลุ่มแม่น้ำดำ และลุ่มแม่น้ำแดง            เข้ามาอย่างไร?          ชาวไทยทรงดำที่ย้ายเข้าในดินแดนของประเทศไทย ตามเอกสารพบว่ามีมาตั้งแต่ก่อนสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเข้ามาสร้างชุมชนอยู่ในหัวเมืองชั้นใน ทั้งโดยการอพยพเข้ามาเอง ถูกกวาดต้อน และถูกเกลี้ยกล่อมให้เข้ามา โดยสรุปสาเหตุสำคัญไว้ ดังนี้           1. ผลจากสงคราม กล่าวคือ ในบริเวณแคว้นสิบสองจุไทย เคยถูกพวกจีนฮ่อย กลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีน บุกรุก ปล้นฆ่า และเผาบ้านเผาเรือน อีกทั้งแคว้นสิบสองจุไทยเป็นพื้นที่ที่ทัพจีนและญวนปะทะกัน จึงทำให้ชาวบ้านที่นั้นพลอยเดือดร้อนไปด้วย และเป็นเหตุทำให้ชาวบ้านที่นั่นต้องอพยพ           2. การกวาดต้อนของสยาม จากหลักฐานที่ปรากฏในเอกสารได้อธิบายถึงการเข้ามาอาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยทรงดำในจังหวัดเพชรบุรีอยู่ 3 ช่วงสำคัญด้วยกัน คือ          ช่วงที่ 1 ชาวไทยทรงดำ หรือลาวทรงดำ ถูกกวาดต้อนเป็นจำนวนมากมายังจังหวัดเพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2322 ในสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดให้กองทัพสมเด็จพระมหากษัตริย์ศึกและเจ้าพระยาสุรสีห์พิษณวาธิชาชเข้าตีเวียงจันทน์ได้สำเร็จแล้ว ได้สั่งให้กองทัพเมืองหลวงพระบางไปตีเมืองทันต์ (เวียดนามเรียกว่า เมืองซือหงี) และเมืองม่วย โดยประชาชนสองเมืองนี้เป็นลาวทรงดำซึ่งอาศัยอยู่บริเวณริมเขตแดนเวียดนาม ซึ่งปรากฏหลักฐานในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 1 ความว่า          “. . . ในจุลศักราช 1141 ปีกุน เอกศก (พ.ศ. 2322) . . . และให้กองทัพหลวงพระบางไปตีเมืองทันต์ ญวนเรียกว่าเมืองซือหงี เมืองม่วย สองเมืองนี้เป็นลาวทรงดำ (ผู้ไทยดำ) อยู่ริมเขตแดนเมืองญวน ได้ครอบครัวลาวทรงดำลงมาเป็นอันมาก พาครอบครัวลาวเวียง ลาวทรงดำลงมาถึงกรุง ในเดือนยี่ ปีกุน เอกศก (พ.ศ. 2322) นั้น ลาวทรงดำนั้นโปรดให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่เพชรบุรี ลาวเวียง ลาวหัวเมืองฟากโขง ตะวันตกก็โปรดให้ไปตั้งบ้านเมืองอยู่สระบุรี เมืองราชบุรีบ้าง ตามหัวเมืองตะวันตกบ้าง อยู่จันทบุรีบ้าง ก็มีเชื้อสายมาจนทุกวันนี้ . . .”          ช่วงที่ 2 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้กวาดต้อนชาวลาวทรงดำ (ไทยทรงดำ) มาจากเมืองแถง หรือเมืองเดียนเบียนฟู ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเวียดนาม ใน พ.ศ. 2335 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้ชาวลาวทรงดำ (ไทยทรงดำ) กลายไปเป็นกำลังคนของเวียดนาม จึงโปรดให้ไปอยู่ที่เมืองเพชรบุรีกับพวกที่อยู่ก่อนแล้ว          ช่วงที่ 3 สมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2373 พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ไปชำระรับครัวลาวที่เมืองหลวงพระบาง กวาดต้อนรวบรวมมาจากหัวเมืองลาวต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก โดยประมาณหนึ่งหมื่นหกพันคนเศษ และทรงโปรดให้ไปอยู่ตามพวกที่เคยอยู่มาก่อน           ต่อมาใน พ.ศ. 2379 เมื่อหัวเมืองลาวต่าง ๆ เริ่มพากันอ่อนน้อมขอขึ้นกับกองทัพไทย โดยทางกรุงเทพฯ ได้ให้เมืองเหล่านั้นอยู่ภายใต้การดูแลของเมืองหลวงพระบาง และในบางคราวที่เมืองบางเมืองคิดต่อต้านเมืองหลวงพระบาง เจ้าอุปราชเจ้าราชวงศ์เมืองหลวงพระบาง จึงสั่งยกทัพไปตีเมืองเหล่านั้น และกวาดต้อนเหล่าชาวลาวทรงดำมายังที่กรุงเทพ โดยในคราวนี้ปรากฏหลักฐานในพงศาวดารเมืองหลวงพระบาง ความว่า          “. . . ศักราช 1198 ปีวอก อัฐศก (พ.ศ. 2379) เจ้าอุปราชเจ้าราชวงศ์มี  ศุภอักษรแต่งให้เจ้าอุ่นแก้วคุมดอกไม้เงินดอกไม้ทองลงมา ณ กรุงเทพฯ  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า เจ้าอุปราชหรือเจ้าราชวงศ์  คงจะตั้งเป็นเจ้าเมืองหลวงพระบางคนหนึ่งจึงโปรดตั้งเจ้าอุ่นแก้วบุตรเจ้านครหลวงพระบางอนุรุธที่ 5 เป็นเจ้าน้องอุปราชราชไภยเป็นที่ราชวงศ์ขึ้นไปรักษาบ้านเมือง  ครั้นเจ้าอุปราชเจ้าราชวงศ์ปลงศพเจ้าเมืองหลวงพระบางเสร็จแล้ว พวกเมืองหึม  เมืองคอย เมืองควร ตั้งขัดแข็งต่อเมืองหลวงพระบาง เจ้าอุปราชเจ้าราชวงศ์แต่งให้ท้าวพระยาคุมกองทัพขึ้นไปตีจับได้ลาวทรงดำ (ผู้ไทยดำ) แต่งให้พระยาศรีมหานามคุมลงมา ณ กรุงเทพฯ ครั้งหนึ่งฯ . . .”          และอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2381 เจ้าอุปราชวิวาทกับเจ้าราชวงศ์ เจ้าราชวงศ์จึงคุมชาวลาวทรงดำลงมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารที่กรุงเทพฯ ตามที่ปรากฏหลักฐานในพงศาวดารเมืองหลวงพระบาง ความว่า “. . . ศักราช 1200 ปีจอ สัมฤทธิศก (พ.ศ. 2381) เจ้าอุปราชเจ้าราชวงศ์ มีความวิวาทกันลงมา ณ กรุงเทพฯ . . .”           เป็นอีกครั้งที่ลาวทรงดำ (ไทยทรงดำ) ที่ถูกกวาดต้อนอพยพลงมาที่กรุงเทพฯ ซึ่งทั้งสามคราวดังที่กล่าวมานี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้ไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองเพชรบุรี ซึ่งเป็นเมืองที่มีการอพยพชาวลาวทรงดำ หรือ ไทยทรงดำ อยู่ก่อนแล้ว             ทำไมต้องเป็นเพชรบุรี          เมืองเพชรบุรี เป็นเมืองเก่าแก่และมีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในฐานะหัวเมืองชั้นในที่มีความสำคัญ ซึ่งการที่ชาวลาวถูกกวาดต้อนและอพยพเข้ามา โดยทางการได้ส่งไปอยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ นั้น จุดมุ่งหมาย คือ ต้องการให้ชาวลาวได้อยู่รวม ๆ กันและมีแหล่งที่อยู่อาศัยตามลักษณะภูมิประเทศเดิม เพื่อความสะดวกในการควบคุมดูแลและเพื่อสร้างบรรยากาศความสบายใจให้แก่ชาวลาว เช่น ลาวทรงดำ (ไทยทรงดำ) ที่เข้ามาอยู่ที่เมืองเพชรบุรีที่มีป่าเขาเหมือนบริเวณที่ราบสูงถิ่นเดิมของชาวลาวทรงดำ (ไทยทรงดำ)          นอกจากนั้นในเชิงยุทธศาสตร์การที่กวาดต้อนชาวลาวไปยังหัวเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะหัวเมืองชั้นใน เช่น เมืองกาญจนบุรี  เมืองฉะเชิงเทรา หรือเมืองเพชรบุรี ก็เพราะว่า          1. เมืองเหล่านี้อยู่ไกลจากแหล่งที่อาศัยเดิมของชาวลาว เพื่อป้องกันการหลบหนีกลับไปบ้านเมืองลาว          2. เมืองเหล่านี้เป็นเมืองหน้าด่านป้องกันราชธานี เหมาะเป็นที่ระดมคนและเพิ่มพูนกำลังรบ เป็นเมืองชุมทาง เมืองศูนย์กลางที่กองทัพจากหัวเมืองต่าง ๆ ถูกเกณฑ์ให้ไปสมทบในราชการสงคราม หรือเป็นเมืองทางผ่านเมื่อมีข้าศึกยกทัพมา            วัตถุประสงค์ในการกวาดต้อนเข้ามา          โดยวัตถุประสงค์ในการกวาดต้อนชาวลาวเข้ามา ตามเอกสารอธิบายเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ 2 ประเด็นสำคัญ คือ ต้องการกำลังคน และต้องการแรงงาน           1. ต้องการกำลังคน แม้ว่าการป้องกันบ้านเมืองเป็นหน้าที่สำคัญของเหล่ามูลนายและไพร่ไทย แต่เนื่องจากกำลังคนไม่เพียงพอ ดังนั้นชาวต่างด้าวที่ตั้งหลักแหล่งในราชอาณาจักรสยาม เช่น ชาวเขมร มอญ และลาว เป็นต้น จึงมีหน้าที่ต้องรับใช้ประเทศป้องกันข้าศึกศัตรูด้วย           “ไทยทรงดำ” ชาวลาวจะถูกเกณฑ์เพื่อใช้เป็นกำลังรบสมทบให้กับกองทัพจากราชธานีหรือหัวเมืองอื่นตามแต่โอกาสและเหตุการณ์ ยกตัวอย่างในปี พ.ศ. 2394 ช่วงต้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ราชอาณาจักรสยามกำลังเผชิญภัยจากการคุกคามของลัทธิจักรวรรดินิยมจากชาวตะวันตก เพื่อเตรียมความพร้อมพระองค์ทรงโปรดให้มีการฝึกหัดชายรุ่นหนุ่ม ทั้งชาวไทยและชาวต่างด้าวในด้านการรบ โดยเฉพาะฝึกหัดวิชาการอาวุธ และหนึ่งในชาวต่างด้าวที่ถูกเกณฑ์ให้ไปเป็นกำลังรบ เพื่อทำหน้าที่ป้องกันประเทศนั้น คือ กลุ่มชาติพันธุ์ “ไทยทรงดำ” ที่อาศัยอยู่ที่เมืองเพชรบุรี ตามที่ปรากฏในสารตราว่าด้วยเกณฑ์ลูกหมู่เมืองราชบุรี เพชรบุรี ไว้ว่า          “. . . โปรดเกล้าฯ จะให้ฝึกหัดวิชาการอาวุธขึ้นไว้ให้ชำนิชำนาญในการยุทธสำหรับจะได้ป้องกันขอบขันฑเสมา และทั้งจะได้เป็นที่เฉลิมพระเกียรติ . . ."           2. ต้องการแรงงาน เพื่อทดแทนพลเมืองที่เสียชีวิตเนื่องจากสงครามให้เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เมื่อบ้านเมืองตกสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ข้าวยากหมากแพง พลเมืองบางส่วนต้องอดตายเพราะอดอาหาร เนื่องจากขาดแคลนแรงงานในการผลิต ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงแก้ปัญหาเรื่องนี้ โดยการเพิ่มกำลังการผลิตทางการเกษตรให้มากขึ้นเพียงพอต่อการบริโภค รวบรวมผู้คนมาเพิ่มเติมทดแทนเพื่อให้มีจำนวนมากพอ แม้จะเป็นพลเมืองชาวลาวหรือการกวาดต้อนเชลยศึก          นอกจากจะเกณฑ์ชาวลาว หรือชาวไทยทรงดำ ใช้เป็นแรงงานเพื่อการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการผลิตแล้ว ชาวลาว หรือชาวไทยทรงดำยังถูกเกณฑ์เป็นแรงงานเพื่อใช้งานในกรณีพิเศษอีกด้วย อย่างการเกณฑ์แรงงานเพื่อทางราชการ นั้นคือ แรงงานเพื่อการก่อสร้าง ซึ่งงานดังต่อไปนี้นับได้ว่าเป็นคุณประโยชน์และมีความสำคัญอย่างยิ่งตลอดจนถึงปัจจุบัน          ยกตัวอย่าง การก่อสร้างพระราชวังที่เมืองเพชรบุรี “พระนครคีรี” พระราชวังในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2402 โดยแรงงานสำคัญในการสร้างพระนครคีรีนั้นเป็นแรงงานจาก “ลาวทรงดำ” หรือ “ลาวโซ่ง” ในปัจจุบันก็คือกลุ่มชาติพันธุ์ “ไทยทรงดำ” “ไทดำ” หรือ “ไทยโซ่ง” ซึ่งเป็นกำลังแรงงานหลักของราชการในช่วงเวลานั้น โดยชาวไทยทรงดำและกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอื่น ๆ ได้ถูกอพยพกวาดต้อนเข้ามาในสยามในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี และสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะที่เมืองเพชรบุรีเป็นที่ตั้งถิ่นฐานสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยทรงดำ (ลาวทรงดำ) ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้เป็นทั้งแรงงานในการก่อสร้างและเป็นผู้รับใช้บนพระนครคีรีอีกด้วย          บทความข้างต้นแม้ว่าในอดีตของชาวไทยทรงดำจะถูกเรียกว่าเป็น “ชาวต่างด้าว” ซึ่งถูกกวาดต้อนให้อพยพออกจากถิ่นฐานเดิมบ้าง เป็น “เชลยศึก” จากสงครามบ้าง หรือแม้แต่คำว่า “แรงงาน” ก็ตาม แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่กลไกทางสังคมที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น เพราะในปัจจุบันสิทธิและศักดิ์ศรีของเป็นชาวไทยทรงดำ ก็มีเท่าเทียบไม่ต่างอะไรกับคนไทย ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีพ่อแม่เป็นคนเชื้อสายใด หากเกิดในเมืองไทย เรียนหนังสือไทย อ่าน พูด และใช้ภาษาไทย ก็ย่อมต้องมีศักดิ์ศรีของความเป็นคนไทยเหมือนกัน และที่สำคัญทุกคนต่างมีศูนย์รวมดวงใจ ณ ที่แห่งเดียวกัน คือ ความเป็นพสนิกรของในหลวงองค์เดียวกันนั้นเอง             เอกสารสำหรับการค้นคว้า 1. บังอร ปิยะพันธุ์.  (2541).  ลาวในกรุงรัตนโกสินทร์.  กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. 2. ถวิล เกษรราช.  (2548).  เรื่องราวจาวไตโซ่งในดินแดนสยาม.  นครปฐม : หนังสือมูลนิธิไทยทรงดำประเทศไทย. 3. สุนันท์ อุดมเวช.  (๒๕34).  “ไทยทรงดำ ชนเผ่าไทยในเพชรบุรี”, บทความทางวิชาการวารสารเมืองโบราณ, ปีที่ 17 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม – ธันวาคม). 4. ณรงค์ อาจสมิติ.  (๒๕55).  “รัฐชาติ ชาติพันธุ์ และอัตลักษณ์ไทดำ”, บทความทางวิชาการวารสารสังคมวิทยามานุษยวิทยา, ปีที่ 31 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม).


๑. ชื่อโครงการ  โครงการประชุมแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ระหว่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู กับ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ๒.  วัตถุประสงค์ ๑.  การบรรยายเพื่อให้ความรู้และแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ในหัวข้อ ดังนี้ ๑.๑  พิพิธภัณฑ์และชุมชนในบริเวณของสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยนายสหภูมิ  ภูมิฐฤติรัฐ ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  ๑.๒  แหล่งมรดกโลกบ้านเชียง โดยนายทศพร  ศรีสมาน  ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ๓.  กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๑๖ – ๒๒  ตุลาคม  ๒๕๕๗ ๔.  สถานที่       ๑.  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว  กรุงโตเกียว   ระหว่างวันที่ ๑๖ – ๑๘  ตุลาคม  ๒๕๕๗                    ๒.  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู  เมืองฟูกุโอกะ     ระหว่างวันที่ ๑๘ – ๒๒  กรกฎาคม ๒๕๕๗ ๕.  หน่วยงานผู้จัด พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว, สำนักกิจการวัฒนธรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น ๖.  หน่วยงานผู้สนับสนุน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว ร่วมกับ สำนักกิจการวัฒนธรรมแห่งประเทศญี่ปุ่นและ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู ๗.  กิจกรรม      มีกิจกรรมที่ดำเนินการและเข้าร่วมดังนี้    วันที่ ๑๖  ตุลาคม  ๒๕๕๗                       ๑๐.๒๕  น. ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ โดยสายการบินออลนิปปอนแอร์เวย์            ถึงท่าอากาศยาน Haneda เวลา  ๑๘.๓๐  น.  จากนั้นคณะเดินทางได้พบกับ Ms. Ayumi Harada  ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู และ Mr.Koizumi Yoshihide หัวหน้าฝ่ายแผนฯ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว (ผู้ประสานงานการเดินทาง)  แล้วจึงเดินทางเข้าที่พักโรงแรม Hotel Parkside ueno     วันที่  ๑๗  ตุลาคม  ๒๕๕๗                    ๐๙.๓๐  น.  ออกจากที่พักโดยมี Ms. Ayumi Harada และ Mr.Koizumi Yoshihide ผู้ประสานงานการเดินทางมารับและเดินทางไปยัง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว เพื่อเข้าพบผู้บริหารของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว                    ๑๐.๓๐ น. ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  พระนคร ได้เข้าพบกับ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว Mr.Zeniya Masami และ คณะ ได้มีการหารือแลกเปลี่ยนกันสรุปได้ดังนี้ เรื่องการจัดนิทรรศการความสัมพันธ์ ไทย – ญี่ปุ่น ครบรอบ ๑๓๐ ปี ใน พ.ศ.๒๕๖๐ หรือ ค.ศ.๒๐๑๗ โดยการจัดนิทรรศการกำหนดจัดขึ้นที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว ส่วนการยืมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุชิ้นสำคัญ คือ บานประตูไม้แกะสลักของวัดสุทัศน์ (งานฝีพระหัตถ์ในรัชกาลที่ ๒)   ซึ่งได้รับทุนจากมูลนิธิ ซูมิโตโม่ มาดำเนินการอนุรักษ์ นั้น ทางญี่ปุ่นมีความประสงค์จะขอยืมมาจัดแสดงในครั้งนี้ด้วย เบื้องต้นกำหนดระยะเวลาและสถานที่ในการจัดแสดงไว้คือ จัดที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู ก่อนเดือนเมษายน  ปี พ.ศ.๒๕๖๐ และจะนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน หรือกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ กำหนดเป็นระยะเวลา ๖ เดือน ทั้งนี้รวมถึงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ อื่น ๆ ด้วย (ระยะเวลาในช่วงการจัดนิทรรศการเป็นช่วงระยะเวลาที่กำหนดคร่าว ๆ ยังไม่ชัดเจนในรายละเอียด)   ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้แจ้งให้ทางญี่ปุ่นทราบว่า ขณะนี้ ทางกรมศิลปากรได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และมีความยินดีให้การสนับสนุน แต่เนื่องจากท่านอธิบดีกรมศิลปากรคือ ท่านอเนก สีหามาตย์ ได้เกษียณอายุราชการไปในเดือน กันยายน พ.ศ.๒๕๕๗ ทางสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จึงได้นำเสนอเรื่องการขอยืมบานประตูวัดสุทัศน์ ให้ท่านอธิบดีกรมศิลปากรท่านใหม่ คือ นายบวรเวท รุ่งรุจี ได้รับทราบแล้ว และในเบื้องต้น ทางกรมศิลปากรได้ขอให้ทางญี่ปุ่นจัดทำแผนการเคลื่อนย้าย และจัดแสดงบานประตูดังกล่าว รวมถึงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุอื่น ๆ ที่ฝ่ายญี่ปุ่นจะขอยืมมาเสนอ เพื่อประกอบการพิจารณาของกรมศิลปากรต่อไป                    ในส่วนการยืมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ อื่น ๆ นั้น ขณะนี้ทางฝ่ายญี่ปุ่นได้นำเสนอรายการโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่จะขอยืมเพิ่มเติมไว้แล้ว และขอให้ทางกรมศิลปากร เป็นผู้พิจารณาถึงความเหมาะสมและการขออนุญาตต่อไป ในส่วนของเนื้อหาการจัดนิทรรศการความสัมพันธ์  ไทย – ญี่ปุ่น ครบรอบ ๑๓๐ ปี นั้น ทางฝ่ายญี่ปุ่นได้เสนอแนวคิดของการจัดแสดง โดยจะเน้นเรื่องของความสัมพันธ์ของพุทธศาสนาระหว่างสองประเทศ เป็นแนวคิดหลักในการนำเสนอ พร้อมนี้ท่านผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว ได้แจ้งว่าท่านมีความประสงค์อยากจะเดินทางมาศึกษาการทำงาน ของสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ  พระนคร รวมถึงพิพิธภัณฑ์ อื่น ๆ ที่สำคัญในประเทศไทย โดยกำหนดเดินทางเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๕๘  ในช่วงสุดท้ายของการหารือ ท่านผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว พร้อมคณะ ได้ขอให้ท่านผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และ ฝ่ายไทยให้การสนับสนุนการจัดนิทรรศการพิเศษ ความสัมพันธ์ ๑๓๐ ปี ไทย–ญี่ปุ่น  ที่จะเกิดขึ้นใน ปี ค.ศ.๒๐๑๗ หรือ พ.ศ.๒๕๖๐ ด้วย (การจัดนิทรรศการพิเศษ เรื่องความสัมพันธ์ ไทย – ญี่ปุ่น นั้น เคยมีการจัดครั้งล่าสุด เมื่อประมาณ ๒๐ กว่าปีที่แล้วมา โดยการจัดครั้งนั้นเป็นการจัดนิทรรศการ ความสัมพันธ์ ไทย–ญี่ปุ่น ครบรอบ ๑๐๐ ปี ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว                    ๑๓.๐๐ น. เข้าพบท่านอธิบดีสำนักกิจการวัฒนธรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น Mr.Aoyagi masanori     ที่สำนักกิจการวัฒนธรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น (ห้องท่านอธิบดี) โดยมีประเด็นในการหารือสรุปได้ดังนี้                    ท่านผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้นำเรียนถึงเรื่องความคืบหน้าในการเตรียมการเรื่องการจัดนิทรรศการความสัมพันธ์ ไทย-ญี่ปุ่น ครบรอบ ๑๓๐ ปี ว่าขณะนี้ ทางอธิบดีกรมศิลปากรท่านใหม่ได้รับทราบในเรื่องดังกล่าวแล้ว และ มีความยินดีในการให้ความสนับสนุน พร้อมกันนี้ ได้มีการประสานงานกันอยู่เป็นระยะ ในเรื่องของการเตรียมการโดยเฉพาะเรื่องของการขอยืมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ  ที่จะนำมาจัดแสดงที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทางฝ่ายญี่ปุ่นได้กำหนดในรายละเอียด ของรายการโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่จะขอยืมไว้แล้วเป็นเบื้องต้น โดยในรายการโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เหล่านี้ มีโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ชิ้นสำคัญ คือ บานประตูวัดสุทัศน์ (งานฝีพระหัตถ์ในรัชกาลที่ ๒) ซึ่งขณะนี้ได้ประสานขอให้ทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู ทำแผนการเคลื่อนย้ายและการจัดแสดงเสนอให้ทางกรมศิลปากร เป็นผู้พิจารณาประกอบการตัดสินใจต่อไป                    ในส่วนของท่านอธิบดีสำนักกิจการวัฒนธรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น ได้กล่าวถึง การจัดกิจกรรมนิทรรศการพิเศษความสัมพันธ์ ไทย–ญี่ปุ่น ในครั้งนี้ ว่าทางฝ่ายญี่ปุ่นมีความเข้าใจที่ดีและเห็นว่าทั้งสองประเทศ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมายาวนาน โดยเฉพาะในเรื่องของพุทธศาสนา และทางญี่ปุ่นก็ยินดีให้การสนับสนุนในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ร่วมกับทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู และขอให้ทางฝ่ายไทยพิจารณาให้การสนับสนุนในเรื่องดังกล่าวด้วย เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีของสองประเทศสืบไป นอกจากนี้     ท่านยังได้แสดงความเห็นว่าอยากให้ชาวญี่ปุ่นได้มีโอกาสเข้ามาเยี่ยมชมนิทรรศการครั้งนี้ให้มาก เพื่อการเรียนรู้     ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง ๒ ประเทศ อีกทั้งคนไทยและคนญี่ปุ่น มีนิสัยในเรื่องความสุภาพอ่อนโยนที่คล้ายคลึงกัน รวมถึงท่านยังได้กล่าวถึงประเทศไทยว่ามีความก้าวหน้าในงานด้านการอนุรักษ์และดูแลรักษาโบราณสถานมากว่าในอดีตที่ผ่านมา ที่ท่านเคยเห็นเมื่อกว่า ๓๐ ปี มาแล้ว ในช่วงสุดท้ายของการหารือ ท่านผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้เสนอแนวคิดเรื่องการจัดการแสดงนาฏศิลปะไทย มาร่วมในกิจกรรม การจัดนิทรรศการ ความสัมพันธ์ ไทย – ญี่ปุ่น ๑๓๐ ปี โดยถ้ามีกิจกรรมนี้ จะทำให้การทำงานมีความสมบูรณ์มากขึ้น และคงต้องมีการประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศและส่วนงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ของกรมศิลปากรต่อไป วันที่  ๑๘  ตุลาคม  ๒๕๕๗ ๑๐.๐๐  น.       ออกเดินทางจากที่พักเพื่อไปยังหอประชุม Kuroda (kurodo memorial hall) เพื่อเตรียมการบรรยายในช่วงบ่าย ๑๓.๓๐  น.       การบรรยายในหัวข้อ พิพิธภัณฑ์และชุมชนในบริษัทของสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยท่านผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นายสหภูมิ  ภูมิฐฤติรัฐ ๑๕.๐๐  น.       การบรรยายในหัวข้อ แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง โดย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นายทศพร  ศรีสมาน ๑๗.๐๐  น.       จบการบรรยาย ๑๘.๐๐  น.       รับประทานอาหารเย็น ๒๐.๓๐  น.       กลับที่พัก   วันที่  ๑๙  ตุลาคม  ๒๕๕๗ ๐๙.๐๐ น  ออกเดินทาง จากโรงแรม โดย Ms. Ayumi Harada และ Mr.Koizumi Yoshihide    ผู้ประสานงานมารับจากนั้นจึงเดินทางโดยรถไฟจากกรุงโตเกียวไปยังเมืองคามาคูระ จังหวัดคะงะนะวะ ๑๐.๐๐ น.  เข้าเยี่ยมชม ศาลเจ้าชีรุงะโอกะ ฮาจิมังกุ (Tsurugaoka Hachimangu Shrine) ศาลเจ้าซึรุงะโอกะ ฮาจิมังกุ เป็นศาลเจ้าชินโตที่สำคัญที่สุดในเมืองคามาคุระ  ตั้งอยู่บนเนินเขา สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. ๑๐๖๓  โดยในตอนแรกนั้นศาลเจ้าตั้งอยู่บริเวณริมชายหาด ต่อมาท่านโยริโมโตะ มินาโทโมะ (Minamoto Yoritomo) โชกุนคนแรกของเมืองคามาคุระได้ย้ายศาลเจ้ามาตั้งในตำแหน่งปัจจุบันเมื่อปีค.ศ. ๑๑๘๐  ศาลเจ้าซึรุงะโอกะสร้างขึ้นโดยมีการอัญเชิญ “ฮาจิมัง” (Hachiman) เทพแห่งสงครามมาสถิตที่ศาลเจ้าแห่งนี้เพื่อให้คุ้มครองตระกูลมินาโทโมะ ด้านหน้าศาลเจ้ามีโทริอิอันบ่งบอกถึงอาณาเขตศาลเจ้าชินโต ศาลเจ้าซึรุงะโอกะเป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากของญี่ปุ่นโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่จะมีชาวญี่ปุ่น (รวมทั้งชาวต่างชาติ) เดินทางมาสักการะเทพเจ้าที่ศาลเจ้ากว่า ๒ ล้านคน           ๑๑.๐๐ น.  เข้าเยี่ยมชมวัดเคนโคจิวัดเคนโชจิ (Kenchoji Temple) เป็นวัดในศาสนาพุทธ นิกายเซน ที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในคามาคุระสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.๑๒๕๓ ใช้เป็นโรงเรียนสอนพระสงฆ์ในนิกายเซน แห่งแรกของญี่ปุ่น จนถึงในปัจจุบัน ภายในมีศาลาหรือวิหารตั้งอยู่ถึง ๔๙ หลัง แต่ที่โดดเด่นคือวิหารหลักของวัดที่สร้างด้วยไม้ทั้งหลังเพื่อเป็นที่เก็บรักษาระฆังทองแดงโบราณซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติ วัดเคนโชจิ เป็นวัดที่มีพระหรือนักบวชชาวจีน นามว่า รังเคอิ โดริว เป็นหัวหน้านักบวชท่านแรกของวัด ท่านเกิดที่มณฑลเสฉวนของจีน   ใน ปี ค.ศ.๑๒๑๓  และได้เป็นนักบวชเมื่ออายุ  ๑๓  ปี  ช่วงนั้นเป็นยุคที่ศาสนาพุทธรุ่งเรืองในจีน ทำให้ท่านได้รับอานิสงส์จากการศึกษาขั้นสูงสุด จากนั้นในปี ค.ศ.๑๒๔๖ เมื่อได้ทราบว่าศาสนาพุทธ นิกายเซนในญี่ปุ่นกำลังถูกสอนและปฏิบัติแบบผิดวิธี ท่านจึงตัดสินใจเดินทางจากประเทศจีนมาถ่ายทอดความรู้  ที่ถูกต้องตามแบบแผน โดยเมื่อเดินทางมาถึงครั้งแรกท่านได้พำนักอยู่ที่วัดเอนงาคุจิที่ฮาคาตะ จากนั้นก็ย้ายไปพำนักที่วัดเซนนิวจิในเกียวโต  แล้วก็วัดจูฟูคุจิกับโจราคุจิในคามาคุระ ก่อนที่ท่านจะได้รับคำเชิญให้ไปพำนักที่วัดเคนโชจิ                     ๑๓.๓๐ น.  เข้าเยี่ยมชมวัดเองงะคุจิ (Engakuji Temple)  ได้เข้าพบท่านเจ้าอาวาสคือพระมิคากูโซซ็ง วัดนี้เป็นวัดใหญ่วัดหนึ่งของวัดพุทธในนิกายเซนที่หลงเหลืออยู่ในคามาคุระสร้างขึ้นโดยพระชาวจีนนามว่า โฮโจ โทคิมุเนะ  (Hojo Tokimune)  ในปี  ค.ศ.๑๒๘๒  เพื่ออุทิศให้กับเหล่าผู้คนที่ล้มตายในช่วงที่กองทัพมองโกลบุก  เข้ารุกรานญี่ปุ่น วัดเองงะคุจิเป็นวัดที่มีระฆังขนาดสูง ๒.๕ เมตร ซึ่งเป็นระฆังที่ใหญ่ที่สุดในเมืองคามาคูระตั้งอยู่ ทั้งนี้เชื่อกันว่าเสียงของระฆังจะนำดวงวิญญาณของผู้คนที่ล้มตายในช่วงสงครามกลับคืนสู่ร่าง ท่านเจ้าอาวาสได้พาคณะเข้าไปเยี่ยมชมอาคารที่เป็นสถานที่เก็บรักษาอัฐิธาตุของพระจีนผู้สถาปนาวัดแห่งนี้ ซึ่งมีอายุกว่า ๖๐๐ ปี อาคารหลังนี้  เป็นอาคารไม้เก่าแก่ ที่ผ่านการซ่อมแซมมาหลายครั้ง  ไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างและซ่อมแซมอาคารเป็นไม้สน ที่มีชื่อว่า ฮิโนกุ                    ๑๕.๓๐ น  เข้าเยี่ยมชมพระพุทธรูปใหญ่ ไดบุสสึ หรือหลวงพ่อโต พระใหญ่แห่งเมืองคามาคุระ ภายในวัดโคโตกุ (Kotoku Temple)  คำว่าไดบุทสึ หมายถึงพระพุทธรูปองค์ใหญ่ (The great buddha) นอกจากที่คามาคุระแล้วยังมีการสร้างขึ้นอีกหลายแห่ง แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือไดบุทสึแห่งเมืองนารา (Nara Daibutsu) ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดโทไดจิ (Todaiji) สำหรับไดบุทสึแห่งเมืองคามาคุระนี้ สร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนองค์พระอมิตาภะพุทธเจ้า ในศาสนาพุทธมหายานนิกายโจโด (Jodo sect หรือ Pure Land sect) ซึ่งมีผู้เลื่อมใสศรัทธาจำนวนมาก เนื่องจากไม่ได้มีคำสอนที่กีดกันสตรี โดยกล่าวว่าหากใครก็ตาม ไม่ว่าหญิงหรือชาย เชื่อมั่น และศรัทธาในองค์พระ อมิตาภะพุทธเจ้า และเอ่ยพระนามของพระองค์เป็นนิจแล้ว ก็ย่อมได้ไปเกิดยังแดนสุขาวดีที่พระองค์ประทับอยู่ พระพุทธรูปไดบุทสึแห่งคามาคุระ สร้างขึ้นในปี ค.ศ.๑๒๕๒ โดยประติมากร ๒ ท่านคือท่าน โอโน โกโรเอมอน (Ono Goroemon) และท่านทันจิ ฮิซาโตโม (Tanji Hisatomo) โดยการอุปถัมภ์ทางด้านการเงินจากสตรีนามว่าอิดาโนโนะ  สึโบเนะ (Idano no Tsubone) และพระอาจารย์โจโก (Joko) ซึ่งภายหลังได้เป็นผู้สร้างพระมหาวิหารครอบองค์   ไดบุทสึ องค์พระพุทธรูปไดบุทสึ สร้างจากสำริด (bronze) มีน้ำหนักทั้งสิ้น ๑๒๒ ตัน สูง ๑๓.๓๕ เมตร     มีลักษณะพุทธศิลปแบบญี่ปุ่น พระเศียรประกอบด้วยพระเกศาแบบก้นหอย จำนวนทั้งสิ้น ๖๕๖ องค์ พระนลาฏมีพระอุณาโลมรูปก้นหอยสร้างจากเงินบริสุทธิ์ น้ำหนัก ๑๓.๕ กิโลกรัม พระขนงโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลมพระเนตรมองต่ำ พระโอษฐ์แย้มพระสรวลเล็กน้อย องค์พระพุทธรูปอยู่ในปางสมาธิเพชร พระหัตถ์ทั้งสองวางบนพระพาหา พระอังคุฐทั้งสองชนกัน ในขณะที่นิ้วพระหัตถ์อีก 4 นิ้วงอเข้าหาฝ่าพระหัตถ์ ซึ่งเป็นรูปแบบการสร้างพระอมิตาพุทธเจ้าที่พบเห็นทั่วไป ในปี ๑๔๙๕  ได้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ (Tsunami) พัดพาพระมหาวิหารที่ครอบองค์ไดบุทสึพังทลายไป เหลือเพียงศิลาฤกษ์ (foundation stone) และองค์ไดบุทสึอยู่เท่านั้น หลังจากนั้นได้มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นหลายครั้ง อาทิ แผ่นดินไหว แต่องค์ไดบุทสึก็ไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด การซ่อมแซมองค์ไดบุทสึครั้งล่าสุด เสร็จสิ้นในปี ๑๙๖๐ ซึ่งได้สร้างเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ เพื่อป้องกันองค์ไดบุทสึพังทลายเนื่องจากแผ่นดินไหว บริเวณรอบ ๆ องค์ไดบุทสึ    ได้มีการสร้างศาลารายล้อมรอบทั้ง ๔ ทิศ นอกเขตศาลารายเป็นเนินเขาเตี้ย ๆ มีต้นไม้สีเขียว ซึ่งทำให้เกิดทัศนียภาพที่สวยงาม           ๑๗.๓๐ น  เดินทางกลับที่พัก วันที่ ๒๐  ตุลาคม  ๒๕๕๗                    ๑๓.๓๐ น.  เข้าพบท่านผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู และ คณะพร้อมทั้งมีการหารือร่วมกันในประเด็นสำคัญที่หารือร่วมกันสรุปได้ดังนี้                    การดำเนินงานโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู ในเรื่องโครงการแลกเปลี่ยนภัณฑารักษ์ การวิจัย และโครงการด้านการอนุรักษ์โบราณวัตถุโดยการสนับสนุนของทุนชูมิโตโม่ (กรณีการอนุรักษ์บานประตูวัดสุทัศน์) จนถึงเรื่องการจัดนิทรรศการพิเศษความสัมพันธ์ ไทย – ญี่ปุ่น ครบรอบ ๑๓๐ ปี โดยในส่วนของการจัดนิทรรศการนี้ ท่านผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู กล่าวว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่มีความสำคัญ และมีระยะเวลาเตรียมการอีก ๒ ปี โดยเฉพาะในส่วนของการจัดนิทรรศการ ซึ่งทางญี่ปุ่น (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู) ได้มีการเตรียมข้อมูลของโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่จะขอยืมมาจัดแสดงนิทรรศการไว้แล้ว ซึ่งในรายการโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ดังกล่าวก็จะรวมถึงบานประตูวัดสุทัศน์ที่ได้รับทุนของมูลนิธิซูมิโตโม่ด้วย และได้ขอให้ฝ่ายไทย (กรมศิลปากร) ช่วยพิจารณาถึงการยืมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ดังกล่าวด้วย และ ถ้าหากการยืมบานประตูวัดสุทัศน์ไม่สามารถนำมาได้ก็ขอให้ทางฝ่ายไทยพิจารณา โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ อื่น ๆ ที่มีความสำคัญและคุณค่าใกล้เคียงกัน ในส่วนการนำเสนอแนวคิดในการจัดนิทรรศการความสัมพันธ์ ไทย – ญี่ปุ่น ครั้งนี้โดยส่วนตัวท่านอยากจะเน้นเรื่องราวความสัมพันธ์ ทางด้านศิลปวัฒนธรรมระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ให้มากขึ้น ส่วนแนวคิดการจัดแสดงนาฏศิลป์ไทย ประกอบในการจัดนิทรรศการ นั้น ทางญี่ปุ่นมีความยินดีมาก แต่ก็ขอให้ฝ่ายไทยประสานกับกระทรวงการต่างประเทศและส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย                    นอกจากนี้ท่านยังกล่าวถึงเรื่องการคาดคะเนของญี่ปุ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ กรณี ของมูลนิธิซูมิโตโม่ นั้น จุดมุ่งหมายคือการสร้างความร่วมมือในการอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรม ซึ่งฝ่ายไทยเองก็ยังคงมีโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ อีกมาก ซึ่งยังคงต้องมีการประสานความร่วมมือกันต่อไป                    ในส่วนของผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้กล่าวถึงกรมศิลปากรยินดีให้ความร่วมมือกับทางญี่ปุ่นในการจัดนิทรรศการ ความสัมพันธ์ ไทย – ญี่ปุ่น ๑๓๐ ปี และจะได้เร่งนำเอารายการโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่ทางญี่ปุ่นจะขอยืมไปจัดแสดง เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา โดยคงจะทราบผลก่อนที่ท่านผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู จะเดินทางไปประเทศไทย พร้อมคณะ ในระหว่างวันที่ ๒๒ – ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ นี้ พร้อมกันนี้ จะได้ประสานให้ท่านผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู ได้พบกับ     ท่านอธิบดีกรมศิลปากร เพื่อหารือในโอกาสที่ท่าน ผู้อำนวยการฯ จะมาเยี่ยม สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ ๒๔ – ๒๖  พฤศจิกายน ๒๕๕๗  ต่อไป วันที่ ๒๑  ตุลาคม  ๒๕๕๗                     ๑๐.๐๐ น.  เดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์คิวชู (Kyshu Historical Mueum) เข้าพบท่านผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์และคณะ                    พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ คิวชู เดิมเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้น ณ เมือง ไดไซฟู (DaizaiFu) ต่อมาเมื่อประมาณ ปี ค.ศ. ๒๐๑๐ ได้ย้ายมาตั้งที่เมือง ฟูกูโอกะ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีรูปแบบการบริหารจัดการขึ้นตรงกับเทศกาลเมือง ฟูกูโอกะ (ท้องถิ่น) ได้รับงบประมาณจากเทศบาลเมือง ฟูกูโอกะ ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานโดยตรง  ๓๐  คน  และมีเจ้าหน้าที่  ที่ทำงานในลักษณะของ  part  time  ประมาณ  ๔๐ – ๕๐  คน เปิดให้บริการทุกวัน อังคาร – วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๓๐ – ๑๖.๓๐ น. โดยเก็บค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์เท่ากันทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีผู้เข้าชมเฉลี่ยประมาณ ๒๕,๐๐๐ คน ต่อปี ผู้เข้าชมส่วนใหญ่เป็นประชาชนทั่วไป                    พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ คิวชู นับเป็นพิพิธภัณฑ์เฉพาะทางที่เน้นการจัดแสดงหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเกาะคิวชู นอกจากนั้น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังนับเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นหนึ่งหน่วยงานหลักในด้านการสำรวจ ขุดค้น และ ศึกษา ทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี ของเกาะคิวชู ดังนั้น การดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์จึงค่อนข้างมีภารกิจที่ครอบคลุมและเบ็ดเสร็จในตัวเอง มีบุคลากรทั้งในส่วนการบริหารจัดการ นักโบราณคดี ภัณฑารักษ์ รวมถึงนักอนุรักษ์และอื่น ๆ ทำให้มีความคล่องตัวในการปฏิบัติงานในทุกขั้นตอน มีกรอบและแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลกลาง ที่ส่งผ่านมายังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากนั้น คณะได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมในส่วนต่าง ๆ ของพิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นส่วนการอนุรักษ์ ส่วนของคลัง ส่วนของการวิเคราะห์และศึกษา หลักฐานทางโบราณคดีที่ได้มาจากการขุดค้นในที่ต่าง ๆ ของเกาะคิวชู รวมถึงส่วนจัดแสดง โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ                    ๑๓.๓๐ เดินทางไปเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์ โยชิโนการิ (Yoshinogari Hirtoricalpart) จังหวัด ซากะ โยชิโนการิ เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์  วัฒนธรรมยายอย  มีอายุกว่า  ๒,๕๐๐  ปี  ปรากฏ  มีร่องรอยของทางโบราณสถานในลักษณะของชุมชนโบราณที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ ภายหลังจากการขุดค้นทางโบราณคดี ได้มีการพัฒนาแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวในลักษณะของอุทยานประวัติศาสตร์ ภายใต้บริหารจัดการพื้นที่ร่วมกันระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงคมนาคม ส่วนการบริหารจัดการอุทยานประวัติศาสตร์นั้น เป็นการบริหารจัดการร่วมกันระหว่างเทศกาลเมืองซากะ กับกระทรวงวัฒนธรรม                    ในการดำเนินงานของอุทยาน โยชินิโกริ นั้น ปัจจุบันจะมีส่วนงานต่าง ๆ ที่สำคัญประกอบด้วย  ส่วนการบริหารจัดการอุทยานประวัติศาสตร์ ส่วนจัดแสดงนิทรรศการกลางแจ้ง และภายในอาคาร  (site museum) ส่วนการศึกษาด้านโบราณคดี และประวัติศาสตร์ ส่วนการอนุรักษ์โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ส่วนการบริการการศึกษาและกิจกรรมและอื่น ๆ เป็นต้น                    อุทยานประวัติศาสตร์ โยชิโนการิ มีการจัดแสดงในลักษณะของ sitemuseum ที่น่าสนใจคือความพยายามฟื้นฟู ซากอาคารโบราณสถานต่าง ๆ ที่เคยมีอยู่ ขึ้นมาใหม่ โดยใช้ข้อมูล หลักฐานทางโบราณคดี ไม่ว่าจะเป็นร่องรอยของโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ มาเป็นตัวกำหนด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอาคารประกอบพิธีกรรม หอสังเกตการณ์ แนวค่าย แนวคูน้ำ คันดินโบราณ หรือแม้แต่บ้านซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนในอดีต นอกจากนี้ภายในพื้นที่ของอุทยานยังมีการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ที่สร้างความน่าสนใจ ให้กับผู้ที่เข้าเยี่ยมชม อาทิ การแต่งกายในยุคสมัยยายอย ของเจ้าหน้าที่ต้อนรับและวิทยากร การจัดกิจกรรมให้นักเรียน นักศึกษาและผู้เข้าชม  แต่งกายย้อนสมัยยายอย การจัดกิจกรรมการศึกษาโดยใช้โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เป็นสื่อกลาง เป็นต้น                    ๑๗.๐๐  น.  เดินทางกลับที่พัก เมือง ฟูกูโอกะ   วันที่  ๒๒  ตุลาคม  ๒๕๕๒                    ๐๙.๐๐  น.  ออกเดินทางจากเมือง ฟูกูโอกะ ไปยังสนามบินเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย                    ๑๕.๐๐  น.  เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ๘.  ข้อเสนอแนะ                    จากการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้ มีข้อเสนอแนะดังนี้                    ๑.  กรมศิลปากร ควรมีการเตรียมการในเรื่องของการจัดนิทรรศการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และญี่ปุ่น ครบรอบ ๑๓๐ ปี ซึ่งจัดขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๖๐ หรือ ค.ศ. ๒๐๑๗ ในด้านต่าง ๆ อาทิ การมอบหมายผู้รับผิดชอบ การจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน การจัดสรรงบประมาณ รวมถึงกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง                    ๒.  การเตรียมการต้อนรับท่านผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว ที่กำหนดในเบื้องต้นว่าจะเดินทางเข้าเยือนสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในเดือนมกราคม ๒๕๕๘ โดยมอบหมายให้ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้ประสานและจัดเตรียมการในด้านต่าง ๆ                    ๓.  กรมศิลปากรควรจะกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานในลักษณะการทำความร่วมมือ คือ MOU. ระหว่างสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง


         วันพืชมงคล หรือ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ          10 พฤษภาคม 2567          “. . . พอย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกพรำพรำ กบมันก็ร้องงึมงำ ระงมไปทั่วท้องนา . . .” บทเพลงที่คุ้นหูกันในหมู่ชาวไทยที่ทำการเกษตร ทำให้ทุกคนทราบได้ว่า เป็นสัญญาณแห่งการทำนาของเกษตรกรไทยได้เริ่มขึ้นแล้ว           “วันพืชมงคล” หรือ “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” จัดขึ้นเพื่อบำรุงขวัญและกำลังใจในการประกอบอาชีพทำการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของประชาชนในท้องถิ่น เป็นพระราชพิธีสำคัญของไทยมาแต่โบราณและยังคงถือปฏิบัติสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน และเพื่อตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของอาชีพทำการเกษตร อันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของประเทศไทย ทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี จึงได้รวบรวมและเรียบเรียงเรื่องราวเกี่ยวกับ “วันพืชมงคล” หรือ “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” ไว้ ณ โอกาสนี้ และหวังไว้อย่างยิ่งว่าเรื่องราวนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน อีกทั้งเพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจและการสืบค้นข้อมูลขนบธรรมเนียมประเพณีไทยอื่น ๆ ต่อไป          วันพืชมงคล หรือ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธี 2 พิธีที่กระทำร่วมกัน คือ “พระราชพิธีพืชมงคล” ซึ่งเป็นพิธีทำขวัญเมล็ดพืชต่าง ๆ เช่น ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่ว งา เผือก มัน เป็นต้น ฯลฯ มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้น ปราศจากโรคภัยและให้อุดมสมบูรณ์เจริญงอกงาม และ “พระราชพิธีแรกนาขวัญ” เป็นพิธีเริ่มต้นการไถนาเพื่อหว่านเมล็ดข้าว มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เป็นอาณัติสัญญาณว่า บัดนี้ฤดูกาลแห่งการทำนาและเพาะปลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว           คำว่า “แรกนาขวัญ” ตามความหมายเมื่อแยกออกจากกัน “แรก” หมายถึง ครั้งแรก เริ่มต้น ส่วน “นา” คือ การทำนา เมื่อรวมทั้งสองคำไว้ด้วยกัน ก็คือ “การทำนาในครั้งแรก” เมื่อนำคำว่า “ขวัญ” ที่ให้ความหมายว่า มิ่งขวัญ ดีงาม ประเสริฐ แล้ว ก็จะสื่อความหมายว่าการเริ่มต้นทำนาที่เป็นของดีของงามของประเสริฐ อันเป็นมิ่งขวัญของชาวเกษตรที่พืชพันธุ์ธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์ งอกงาม ปราศจากศัตรูพืช  สำหรับประวัติของพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญของชาวไทยนี้ได้ปฏิบัติมาตั้งแต่โบราณ มีประเด็นความเกี่ยวข้องที่น่าสนใจอยู่มากมาย ทั้งความเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ การเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถสรุปประเด็นดังกล่าวได้ดังนี้            สถาบันพระมหากษัตริย์ กับ การเกษตรไทย          เนื่องด้วยเป็นพระราชพิธีที่สะท้อนให้เห็นถึงคติ ความเชื่อ พิธีกรรมเกี่ยวกับการเพาะปลูก ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของสังคมการเกษตร กับการมีส่วนร่วมของประชาชน และความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ นำไปสู่การเข้าไปมีบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์กับการพัฒนาการเกษตร โดยรูปแบบพระราชพิธีจะมีการปรับเปลี่ยนไปในแต่ละยุคสมัย          ซึ่งการประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ นอกจากเป็นภาพสะท้อนถึงความเป็นอยู่ในสังคม คติ ความเชื่อ และความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์และราษฎร ภายใต้ภาพสะท้อนที่พระราชพิธีได้แสดงออกมานั้น ได้แฝงนัยสำคัญที่แสดงถึงสภาพการปกครอง สภาพเศรษฐกิจ และสภาพสังคมในยุคสมัยนั้นด้วย             สมัยสุโขทัย          สมัยสุโขทัย สถาบันกษัตริย์ได้เข้ามามีส่วนในขั้นตอนของพระราชพิธี โดยขั้นตอนและพิธีการจะมีพราหมณ์เป็นผู้ดำเนินการ ตามความเชื่อในศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู และความเชื่อเรื่องผี ซึ่งเป็นความเชื่อดั้งเดิมในท้องถิ่นผสมผสานกัน ในหนังสือนพมาศ ได้กล่าวถึงพิธีแรกนาว่า           “ . . . ในเดือนหก พระพิธีไพศาข จรดพระนังคัล พราหมณ์ประชุมกันผูกพรตเชิญเทวรูปเข้าโรงพิธี ณ ท้องทุ่งละหานหลวงหน้าพระตำหนักห้างเขา กำหนดฤกษ์แรกนาว่าใช้วันอาทิตย์ พระเจ้าแผ่นดินทรงเครื่องต้นอย่างเทศ ทรงม้าพระที่นั่งพยุหยาตราเป็นกระบวนเพชรพวง พระอัครชายา และพระบรมวงศานุวงศ์ พระสนม กำนัลเลือกแต่ที่ต้องพระราชหฤทัยขึ้นรถประเทียบตามเสด็จไปในกระบวนหลัง ประทับที่พระตำหนักห้าง จึงโปรดให้ออกญาพลเทพธิบดีแต่งตัวอย่างลูกหลวง มีกระบวนแห่ประดับด้วย กรรชิงบังสูรย์ พราหมณ์เป่าสังข์ โปรยข้าวตอกนำหน้า . . . ในขณะนั้นมีการมหรสพ ระเบง ระบำ โมงครุ่ม หกคะเมนไต่ลวด ลอดบ่วงรำแพน แทงวิสัย ไก่ป่าช้าหงส์รายรอบปริมณฑลทีแรกนาขวัญ แล้วจึงปล่อยพระโคทั้งสามอย่างออกกินเลี้ยงเสี่ยงทายของห้าสิ่ง แล้วโหรพราหมณ์ ทำนายตามตำรับไตรเพท ในขณะนั้นพระอัครชายาดำรัสสั่งพระสนมให้เชิญเครื่องพระสุพรรณภาชน์ธูปยาสขึ้นถวายพระเจ้าอยู่หัว  . . .”          คำกล่าวถึงพระราชพิธีแสดงให้เห็นว่า “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” เป็นงานที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งในสมัยก่อนที่สถาบันพระกษัตริย์ สถาบันศาสนา และภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วม นอกจากเป็นงานพระราชพิธีของทางการที่จัดขึ้นเพื่อบำรุงขวัญและกำลังใจในการประกอบอาชีพทำการเกษตร ยังเป็นงานรื่นเริงงานหนึ่งที่ชนชั้นไม่ว่าจะสูงหรือต่ำ ต่างน้อมรับและเข้าร่วม ซึ่งทุกชนชั้นต่างได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน โดยคติความเชื่อ รูปแบบ และขั้นตอนการดำเนินการของพระราชพิธีในแต่ละยุคสมัยจะมีการปรับเปลี่ยนไปบ้าง เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยนั้น ๆ แต่พื้นฐานความสำคัญก็ยังคงเหมือนดังเดิมไม่เปลี่ยนแปลง            สมัยอยุธยา          สมัยอยุธยา ในสมัยอยุธยาพระมหากษัตริย์ไม่ได้เสด็จไปในพิธีด้วยพระองค์เอง ทรงมอบพระราชอำนาจให้กับผู้แทนพระองค์ ดังที่ปรากฏในกฎมณเฑียรบาล ไว้ว่า          “. . . พระเจ้าแผ่นดินไม่ได้เสด็จไปในพิธี โปรดให้เจ้าพระยาจันทกุมาร เป็นผู้แทนพระองค์โดยมอบพระแสงอาญาสิทธิ์ให้ ส่วนพระยาพลเทพคงเป็นตำแหน่งเสนาบดี สำหรับพระเจ้าแผ่นดินทรงทำเสมือนหนึ่งออกจากจากพระราชอำนาจ ทรงจำศีลเสียสามวัน . . ”           การมอบพระราชอำนาจนี้แสดงถึงการที่พระมหากษัตริย์ทรงให้ความสำคัญกับพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เนื่องจากพระองค์จะไม่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจใด ๆ เป็นเวลา 3 วัน เพื่อทรงปรึกษาหารือข้อราชการต่าง ๆ ในช่วงเวลา 3 วันที่มีการประกอบพระราชพิธีนี้  แม้พระมหากษัตริย์ไม่ได้เสด็จยังพิธีด้วยพระองค์เอง แต่พิธีที่ให้ผู้แทนพระองค์ปฏิบัติแทนยังคงรูปแบบและขนบธรรมเนียมเดิม ตามที่ปรากฏในหนังสือคำให้การของชาวกรุงเก่า กล่าวไว้ว่า          “. . . พระราชพิธีจรดพระนังคัลพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาโปรดให้พระจันทกุมารแรกนาต่างพระองค์ ส่วนพระมเหสีก็จัดนางเทพีต่างพระองค์เหมือนกัน นั่งเสลี่ยงเงิน มีกระบวนแห่เป็นเกียรติยศไปยังโรงพิธี ซึ่งตั้งที่ตำบลวัดผ้าขาว ครั้นถึงเวลามงคลฤกษ์พระจันทกุมารถือคันไถเทียมด้วยโคอุสุภราช ออกญาพลเทพจูงโคโถ 3 รอบ นางเทพีหว่านข้าวเสร็จแล้วจึงปลดโคอุสุภราชให้กินน้ำ ถั่ว งา ข้าวเปลือก ถ้ากินสิ่งใดก็มีคำทำนายต่าง ๆ  . . .”          อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากเอกสารต่าง ๆ การที่พระมหากษัตริย์ไม่ได้ลงมือไถนาหรือเข้าร่วมพระราชพิธีได้ด้วยพระองค์เอง แต่โปรดทรงมอบพระราชอำนาจให้กับผู้แทนพระองค์ อาจจะเป็นเพราะอิทธิพลจากแนวคิด “เทวราชา” เนื่องจาก พระองค์มีความศักดิ์สิทธิ์และไม่อาจใกล้ชิดกับสามัญชนได้ อีกทั้ง หากผลจากการพระราชพิธีนี้ เกิดไม่ดี การเกษตรกรรมไม่อุดมสมบูรณ์ เกิดโรคระบาด ก็อาจจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ก็เป็นไปได้            สมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงรัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 4          สมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงรัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 4 ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 พระราชพิธีจรดพระนังคัลก็ได้จัดขึ้นโดยไม่มีการยกเว้น โดยช่วงแรกคติความเชื่อและแบบแผนการปฏิบัติพระราชพิธียังคงมาจากศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ในพระราชพิธีสมัยรัตนโกสินทร์พระมหากษัตริย์ก็ยังคงไม่สามารถเสด็จไปในพิธีด้วยพระองค์เองได้ และทรงมอบพระราชอำนาจให้กับผู้แทนพระองค์ทำหน้าที่แทน          ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เพิ่มเติม “พระราชพิธีพืชมงคล” เข้ามา อันเป็นพิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคล มีการเจริญพระพุทธมนต์ก่อนวันประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 1 วัน จึงมีชื่อเรียกรวมกันว่า “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” ผู้ทำหน้าที่ แรกนาจะต้องฟังสวดพระพุทธมนต์ในวันประกอบพระราชพิธีพืชมงคลด้วย           หากพิจารณาจากเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับพระราชพิธี จะเห็นว่าประชาชนมีส่วนร่วมในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญมากขึ้น การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาชมมหรสพต่างๆ ซึ่งเป็นการละเล่นของหลวง เช่น ระเบ็ง โมงครุ่ม แทงวิสัย และช้าหงส์ เป็นต้น เมื่อพิจารณาดูแล้วแสดงถึงจุดมุ่งหมายบางประการของราชสำนักที่ต้องการให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในพระราชพิธีนี้ ซึ่งจะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์สำคัญของพระราชพิธีนี้คือ การที่พระมหากษัตริย์ทรงประกอบพระราชพิธีเพื่อบำรุงขวัญและเป็นกำลังใจ ให้เกษตรกรในการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม เพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอสำหรับราษฎรทั่วทั้งพระราชอาณาจักร ซึ่งการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชน            สมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงรัชกาลที่ 5 - รัชกาลที่ 10          สมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงรัชกาลที่ 5 - รัชกาลที่ 10 ยังคงรับคติความเชื่อ และแบบแผนปฏิบัติการพระราชพิธีมาจากศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู และศาสนาพุทธ โดยมีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประธานในพระราชพิธี นอกจากนี้ พระมหากษัตริย์ได้นำองค์ความรู้และวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาสนับสนุนในการทำเกษตรกรรม และนำองค์ความรู้สมัยใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในพระราชพิธี อันแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายมากขึ้น หากแต่สามารถผสมผสาน ได้อย่างลงตัว ทำให้พระราชพิธียังคงดำรงอยู่ได้          ยกตัวอย่าง พระมหากษัตริย์ทรงนำองค์ความรู้เกี่ยวกับการเพาะปลูกแบบใหม่เข้ามาใช้ ในการเกษตรกรรมด้วยการทำให้ราษฎรอยู่ดีกินดี เป็นพระราชกรณียกิจที่พระมหากษัตริย์ทรงให้ความสำคัญอย่างมาก ดังเช่นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพัฒนาการเกษตรในด้านต่าง ๆ ควบคู่กับการประกอบ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้แก่ การชลประทาน การส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาข้าว เป็นต้น           “พระราชพิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” เริ่มเรียกกันในรัชกาลที่ 7 โดยเป็นการรวมกันของพระราชพิธีที่กระทำร่วมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล และพระราชพิธีแรกนาขวัญ โดยชื่อเรียกพระราชพิธีนี้มีการปรับเปลี่ยนอยู่บ้าง อย่างในปีพุทธศักราช 2480 คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ปฏิบัติพระราชพิธีเฉพาะพิธีสงฆ์ ได้มีการยกเลิกส่วนที่เป็นพิธีพราหมณ์ คือการจรดพระนังคัล เปลี่ยนไปให้กระทรวงเกษตราธิการแสดงการไถนาให้ประชาชนชม จึงได้กำหนดเรียกแทนว่า "พระราชพิธีพืชมงคล" เท่านั้น ต่อมาในปีพุทธศักราช 2484 ก็ได้ปรับเปลี่ยนเป็น “รัฐพิธีพืชมงคล” ซึ่งไม่ว่าชื่อเรียกพระราชพิธีนี้จะเรียกว่าอย่างไร เป้าหมายก็ยังคงเป็นเช่นเดิม          โดยสรุป “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย เป้าหมายและการให้ความสำคัญกับเหล่า “เกษตรกร” ผู้เป็นดั่งกระดูกสันหลังของชนชาวไทยก็ยังคงเป็นเช่นเดิม และเพื่อให้พระราชพิธีนี้ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์อันดีระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน ดังสมัยโบราณที่เชื่อกันว่า           “แว่นแคว้นใดที่องค์พระประมุขจัดพระราชพิธีแรกนาขึ้นได้นั้น หมายความว่าทรงบริหารบ้านเมืองประสบผลสำเร็จ บ้านเมืองสงบสุข ร่มเย็น มั่นคง เป็นปึกแผ่น และมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งทรัพยากรและพืชพันธุ์ธัญญาหาร”      เอกสารสำหรับการค้นคว้า       1. กรมศิลปากร,  (2565),  พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ: การเปลี่ยนผ่านจากอดีตสู่ปัจจุบัน,  กรุงเทพมหานคร : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.       2. สุนันท์ อยู่คงดี.  (2553).  “พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ”. วารสารวิชาการศรีปทุม ชลบุรี.  ปีที่ 2553 (มิถุนายน – พฤศจิกายน 2553)       3. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ”, [ออนไลน์], แหล่งที่มา : https://www.moac.go.th/royal_ploughing-kingagri .


รายงานการเข้ารับการอบรม ณ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเข้ารับการฝึกอบรมเรื่อง การอนุรักษ์บานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น ณ  สถาบันวิจัยมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติ National Research Institute for Cultural Properties (NRICPT) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระยะเวลา        ๑๓ วัน (ระหว่างวันที่  ๑๕ – ๒๗ กันยายน ๒๕๕๗) วิทยากรและทีมงาน          ๑. Takeshi ISHIZAKI              Deputy Director General              Director, Center for conservation Science and Restoration Techniques              National Research Institute for Cultural Properties, Tokyo          ๒. Masahiko TOMODA              Head, Conservation Design Section              Japan Center for International Cooperation in Conservation              National Research Institute for Cultural Properties, Tokyo          ๓. Yasuhiro HAYAKAWA              Head of Analytical Science Section              Center for Conservation Science & Restoration Techniques              National Research Institute for Cultural Properties, Tokyo          ๔. Masahide INUZUKA              Senior Researcher              Center for Conservation Science & Restoration Techniques              National Research Institute for Cultural Properties, Tokyo            ๕. Katsura SATO              Research Fellow              Japan Center for International Cooperation in Conservation              National Research Institute for Cultural Properties, Tokyo          ๖. Yoko FUTAKAMI              Head, Research Information Section              Department of Art Research, Archives and Information Systems              National Research Institute for Cultural Properties, Tokyo          ๗. Yoshihiko YAMASHITA              Fixed-term Reseacher              Japan Center for International Cooperation in Conservation              National Research Institute for Cultural Properties, Tokyo          ๘. Takayuki HONDA              Lecturer              Department of Applied Chemistry              Meiji University กำหนดการอบรม ๑๕ กันยายน ๒๕๕๗ ๐๕.๕๕ น.                  ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ๑๔.๐๐ น.                  ถึงสนามบินนาริตะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น                              และเข้าพักที่โรงแรมอูเอโนะเทอร์มินอล กรุงโตเกียว ๑๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๑๐.๐๐ - ๑๐.๔๐ น.       พิธีเปิด ๑๐.๔๐ – ๑๑.๐๐ น.      ฟังการบรรยาย เรื่อง โครงสร้างและผลงานของสถาบันวิจัยมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติ ๑๑.๐๐ – ๑๒.๓๐ น.      ฟังการบรรยาย เรื่อง การควบคุมสภาพแวดล้อมในห้องปฏิบัติงานและการกำจัด                             แมลงในวัตถุก่อนดำเนินการอนุรักษ์ ๑๓.๓๐ – ๑๖.๐๐ น.      ฝึกปฏิบัติการ ตรวจสอบสภาพวัตถุด้วยตาเปล่า ๑๖.๐๐ – ๑๗.๓๐ น.      ฟังการบรรยาย เรื่อง การตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์เพื่อหาชนิดและองค์ประกอบ ของยางรักและไม้ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๗ ๐๙.๓๐ – ๑๐.๓๐ น.      ฟังการบรรยาย เรื่อง การตรวจสอบโครงสร้างของบานไม้ประดับมุกด้วยการ X-ray ๑๐.๓๐ – ๑๒.๓๐ น.      ฟังการบรรยาย เรื่อง การตรวจสอบด้วยเครื่อง X-ray Fluorescence                                       Spectrometer ๑๓.๓๐ – ๑๔.๓๐ น.      ฟังการบรรยาย เรื่อง เครื่องประดับมุกในสมัยเอโดะที่ใช้เปลือกหอยแบบบาง เชื่อมโยงกับบานไม้ประดับมุก วัดราชประดิษฐ์ ๑๔.๓๐ – ๑๗.๐๐ น.      สรุปลักษณะการเสื่อมสภาพทางโครงสร้างและพื้นผิวของวัตถุ หลังจากตรวจสอบด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๗ ๑๐.๐๐ – ๑๑.๐๐ น.      เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการตรวจสอบวัตถุด้วย X-ray Fluorescence ๑๑.๐๐ – ๑๒.๐๐ น.      เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการถ่ายภาพโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ๑๒.๐๐ – ๑๓.๐๐ น.      ฟังการบรรยาย เรื่อง ประวัติเครื่องรักญี่ปุ่น ๑๔.๐๐ – ๑๘.๐๐ น.      ฝึกปฏิบัติการดังนี้                              - การเตรียมกาวหนัง กาวHPC                              - การเตรียมแผ่นเปลือกหอย การลงสีและการปิดแผ่นเงินเปลว                           - การตัดกระดาษกัมปิ การเตรียมกาวแป้งเพื่อใช้ผนึกส่วนที่ชำรุดชั่วคราว  (เทคนิคโยโจ)                            ๑๙ กันยายน ๒๕๕๗ ๑๐.๐๐ – ๑๒.๓๐ น.      ฝึกปฏิบัติการดังนี้                              - การเตรียมกาวหนัง (ต่อ)                              - การใช้เทคนิคโยโจในการผนึกตัวอย่างชิ้นงาน                              - ทดสอบประสิทธิภาพของกาวประเภทต่างๆในการผนึกตัวอย่างชิ้นงานที่มีรูปแบบแตกต่างกัน ๑๓.๓๐ – ๑๘.๐๐ น.      สาธิตการเสริมความแข็งแรงของพื้นผิวบนชิ้นงานจริง                              ฝึกปฏิบัติการกด ยึดและตรึง ส่วนที่ผนึกไว้ด้วยกาวโดยการใช้โครงไม้ ๒๐ – ๒๑ กันยายน ๒๕๕๗ (วันหยุดเสาร์ – อาทิตย์) ๒๒ กันยายน ๒๕๕๗ ๑๐.๐๐ – ๑๔.๐๐ น.      แสดงตัวอย่างกาวหนังประเภทต่างๆ  อธิบายการกรีดยางรักของประเทศญี่ปุ่น ฝึกปฏิบัติการเตรียมกาวจากยางรัก ๑๕.๐๐ – ๑๘.๐๐ น.      ฝึกปฏิบัติการผนึกขอบชิ้นงานด้วยกาวจากยางรักและการซ่อมเติมรอยแตกร้าวสาธิตการผนึกและยึดตรึงบนชิ้นงานจริง       ๒๓ กันยายน ๒๕๕๗      (วันหยุดราชการ) ๒๔ กันยายน ๒๕๕๗      ๐๙.๓๐ – ๑๒.๓๐ น.      ฝึกปฏิบัติการดังนี้                              - การเตรียม Filler                              - การทำความสะอาดพื้นผิวรักด้วยสารเคมี ๑๓.๓๐ – ๑๔.๓๐ น.      ฝึกปฏิบัติการศึกษาเปรียบเทียบลักษณะการเสื่อมสภาพของยางรักและเปลือกหอย จากโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุแบบอื่นๆ ๑๔.๓๐ – ๑๘.๐๐ น.      ฟังการบรรยาย เรื่อง ลักษณะเสื่อมสภาพของโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่มียางรักและเปลือกหอยเป็นส่วนประกอบและตัวอย่างขั้นตอนการอนุรักษ์ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗ ๐๙.๓๐ – ๑๒.๓๐ น.      ฝึกปฏิบัติการดังนี้                              - การทำความสะอาดบนชิ้นงานจริง                              - การทำพายไม้เพื่อเป็นเครื่องช่วยในการเติมส่วนที่หายไป ๑๓.๓๐ – ๑๘.๐๐ น.      ฝึกปฏิบัติการผสม Filler และฝึกเติม Filler ในอัตราส่วนต่างๆ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น.ฟังการบรรยาย เรื่อง กรณีศึกษาการอนุรักษ์โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตอบข้อสงสัย   ๒๗ กันยายน ๒๕๕๗ เดินทางกลับประเทศไทย จากสนามบินนาริตะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เวลา ๑๘.๔๕ น. ถึงสนามบินสุวรรณภูมิเวลา ๒๓.๒๕ น. ค่าใช้จ่าย วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆในระหว่างการฝึกอบรม ผู้เข้ารับการอบรม ๖ คน ประกอบด้วย           ๑. ผู้แทนจากกรมศิลปากร ๔ คน ดังนี้                    ๑.๑ สำนักช่างสิบหมู่                          นายธนาวัฒน์ ตราชูชาติ นายช่างศิลปกรรมชำนาญงาน                          นายนภดล แกล้วทนงค์  นายช่างศิลปกรรมชำนาญงาน  ๑.๒ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ                          นายสรรินทร์ จรัลนภา นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ                         นายสุชาติ บูรณะ       เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์ปฏิบัติงาน          ๒. ผู้แทนจากสำนักพระราชวัง โรงเรียนช่างฝีมือในวัง (ชาย) ๒ คน ดังนี้                          นายบุญชัย ทองเจริญบัวงาม หัวหน้าแผนกงานช่างฝีมือประดับมุก                          นายณรงค์ชัย หูตาชัย         อาจารย์ประจำแผนกงานช่างฝีมือประดับมุก   สรุปผลการอบรม          การอบรมในครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อนักอนุรักษ์ ช่างฝีมือ เจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องกับการ ปฏิบัติงานด้านเครื่องรักประดับมุก ทั้งในครอบครองของพิพิธภัณฑ์ วัด หรือของเอกชนเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น                    ๑. ทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในแนวทางการอนุรักษ์งานประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น                    ๒. เพิ่มพูนทักษะด้านวิธีการอนุรักษ์งานประดับมุกศิลปะญี่ปุ่น                    ๓. ได้เรียนรู้และเข้าใจถึงขบวนการตรวจสอบหาสาเหตุการเสื่อมสภาพของโบราณวัตถุ                                    ศิลปวัตถุ ด้วยขบวนการทางวิทยาศาสตร์                    ๔. ได้เรียนรู้เรื่องวัสดุและอุปกรณ์ที่จำเป็นในการอนุรักษ์งานประดับมุก                    ๕. ได้เข้าใจในทุกขั้นตอนก่อนที่จะได้ยางรักมาใช้ในงานศิลปะ เพื่อให้สามารถเลือกยางรักมา                              ใช้ในการอนุรักษ์ได้อย่างถูกประเภท                    ๖. ได้เข้าใจถึงประเภทและองค์ประกอบยางรักที่พบในภูมิภาคนี้                    ๗. เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้จากทั้งวิทยากรและผู้เข้ารับการอบรมเกี่ยวกับงานประดับมุก                              ของไทยและญี่ปุ่น                    ๘. ทำให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาการอนุรักษ์โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุประเภทงานประดับ                             มุก ระหว่างไทยและญี่ปุ่น                    ๙. ทำให้บุคลากรที่เข้ารับการอบรม ได้รับประสบการณ์และนำความรู้ที่ได้ มาปรับใช้และปรับปรุงพัฒนากับงานในหน้าที่ความผิดรับชอบในหน่วยงานของตน ข้อเสนอแนะ                        ๑. ความรู้ ทักษะและประสบการณ์ที่ได้จากการฝึกอบรม จะเป็นแนวทางหนึ่งในการนำมา                               ปรับใช้ในการอนุรักษ์โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ไม่เพียงงานประดับมุก แต่ยังรวมไปถึงการอนุรักษ์วัสดุประเภทอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น                    ๒. ควรมีการเผยแพร่แนวทาง วิธีการดูแลรักษา และการอนุรักษ์งานแก่เจ้าหน้าที่หรือผู้ที่เกี่ยวข้องในประเทศ พร้อมทั้งควรมีการจัดอบรม โดยขอความร่วมมือนักอนุรักษ์ที่มีความเชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาเป็นวิทยากร เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กับบุคลากร และผู้ที่ทำงานในด้านนี้      


๑.      ชื่อโครงการ การเยือนสาธารณรัฐตุรกีของคณะผู้แทนศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)   ๒.      วัตถุประสงค์ เพื่อร่วมพิธีรับมอบคัมภีร์อัลกุรอ่านโบราณจำนวน ๖ เล่ม ซึ่งประเทศตุรกีได้ส่งเจ้าหน้าที่มารับไปอนุรักษ์ซ่อมแซม ณ ประเทศตุรกี โดยรัฐบาลตุรกีสนับสนุนค่าใช่จ่ายทั้งหมด คืนกลับสู่ประเทศไทย   ๓.      กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๑๙ – ๒๓ มกราคม ๒๕๕๗    ๔.      สถานที่ Suleymaniye Library กระทรวงวัฒนธรรม กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี  ๕.      หน่วยงานผู้จัด ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)   ๖.      หน่วยงานสนับสนุน ๑.      กระทรวงการต่างประเทศ ๒.      สมาคมนักธุรกิจไทย-ตุรกี   ๗.      กิจกรรม ๗.๑  การเข้าร่วมพิธีรับมอบคัมภีร์อัลกุรอ่านโบราณ ๗.๒  การพบปะนักศึกษาไทยในตุรกี ๗.๓  การพบมูลนิธิผู้สื่อข่าว สมาคมนักธุรกิจไทย-ตุรกี และการเข้าเยี่ยม Fatih College ๗.๓  การเยี่ยมชมแหล่งมรดกวัฒนธรรมของตุรกี   ๘.      คณะผู้แทนไทย ๘.๑   นายณรงค์ ศศิธร                       รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ            หัวหน้าคณะ ๘.๒   นายเอนก สีหามาตย์                  อธิบดีกรมศิลปากร  ๘.๓   นายมะรอนิง สาแลมิง                 รองเลขาธิการ ศอ.บต.(ต่างประเทศ) ๘.๔   นางอริสรา มะแซ                      ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ๘.๕   นายเซ็ง  ใบหมัด                       รองประธานคณะกรรมการอิสลาม จ.ปัตตานี                                                           ผู้แทนสภาอุลามะห์  ประเทศไทย ๘.๖  นางสาวพรทิพย์  พันธุโกวิทย์      หัวหน้ากลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๓ สงขลา ๘.๗  นายเชาวลิต สุวรรณรัตน์               หัวหน้ากลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ ๑๓ สงขลา ๘.๘  นายมงคล  สินสมบูรณ์                 นักการทูตชำนาญการ กระทรวงการต่างประเทศ ๘.๙  นางสาวหัทยา สิริพัฒนากุล  ภูมิสถาปนิกชำนาญการ  กรมศิลปากร ๘.๑๐นายปฏิวัติ  ทุ่ยอ้น                      สถาปนิกชำนาญการ  กรมศิลปากร ๘.๑๑นายรอมดอน  หะยีอาแว               เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ ศอ.บต. ๘.๑๒นายมาหามะลุตฟี หะยีสาแม ผู้แทนจากโรงเรียนสมานมิตรวิทยา ๘.๑๓นางฮาซามี สาและ                     ผู้แทนจากโรงเรียนสมานมิตรวิทยา ๘.๑๔นางสาวอวาตีฟ มานะห์                ผู้แทนจากโรงเรียนสมานมิตรวิทยา ๘.๑๕นายฟารุดดิน สะอะ                     ผู้แทนจากโรงเรียนสมานมิตรวิทยา ๘.๑๖นางไซนับ อับดุลรอแม                  ผู้แทนจากโรงเรียนสมานมิตรวิทยา ๘.๑๗นายมูฮัมหมัดซับรี มูซอดี               ช่างภาพ ศอ.บต. ๘.๑๘นางวริษา ศิริพฤกษานุกุล              ผู้สื่อข่าว ศอ.บต.   ๙.      สรุปสาระของกิจกรรม             การเดินทางไปเยือนตุรกีในครั้งนี้มีสาระสำคัญ คือ             ๙.๑  การเข้าร่วมพิธีรับมอบคัมภีร์อัลกุรอ่านโบราณจำนวน ๖ เล่ม ซึ่งประเทศตุรกีได้ส่ง                       เจ้าหน้าที่มารับไปอนุรักษ์ซ่อมแซม ณ ประเทศตุรกี โดยสนับสนุนค่าใช่จ่ายทั้งหมดคืนกลับสู่ประเทศไทย พิธีส่งมอบคืนคัมภีร์อัลกุรอ่านดังกล่าว ได้จัดขึ้น ณ Suleymaniye Library กระทรวงวัฒนธรรม กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี                    ทั้งนี้ คัมภีร์อัลกุรอ่านโบราณทั้ง ๖ เล่ม เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคัมภีร์เก่าแก่ที่เขียนด้วยลายมือจำนวนไม่น้อยกว่า ๗๐ เล่ม อายุราว ๑๕๐ – ๒,๐๐๐ ปี ซึ่งถูกเก็บรวบรวมไว้ที่โรงเรียนสมานมิตรวิทยา จังหวัดนราธิวาส โดยมีนายมาหามะลุตฟี หะยีสาแม ผู้ได้รับพระราชทานเข็มเกียรติคุณวันอนุรักษ์มรดกไทยจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในปี ๒๕๕๗ เป็นผู้บริหารโรงเรียนและผู้ครอบครอง  ในการนี้ เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการอนุรักษ์คัมภีร์อัลกุรอ่านโบราณนี้ ได้บรรยายสรุปถึงหลักการ และกระบวนการอนุรักษ์คัมภีร์ดังกล่าวให้ผู้เข้าร่วมในพิธีรับฟัง ด้วย โดยมีการศึกษาวิเคราะห์วัสดุที่ใช้ทำกระดาษด้วยเนื่องจากประเทศตุรกีไม่มีวัสดกระดาษชนิดนี้ และจะไม่มีการนำสิ่งแปลกปลอมมาใช้ซ่อมกระดาษย ส่วนที่ชิ้นส่วนที่เหลือหลักจากการอนุรักษ์แล้วก็เก็บไว้ทั้งหมดและนำส่งคืนให้กับเจ้าของคัมภีร์              ๙.๒  การพบปะนักเรียนไทยในตุรกี ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศตุรกีเป็น เจ้าภาพ ได้มีการเชิญนักเรียนไทยมาร่วมรับประทานอาหาร            ๙.๓  การพบกับมูลนิธิผู้สื่อข่าว และนักธุรกิจ ซึ่งสนใจมาลงทุนในประเทศไทย รวมถึงการ เยี่ยมชม Fatih College ซึ่งเป็นโรงเรียนต้นแบบของโรงเรียนนานาชาติซึ่งดำเนินการโดยชาวตุรกีในประเทศไทย           ๙.๔   การเยี่ยมชมแหล่งมรดกวัฒนธรรมของประเทศตุรกี ได้แก่  มัสยิดสีน้ำเงิน (BlueMosque) มหาวิหารโซเฟีย  พระราชวังTopkapi  พิพิธภัณฑ์โบราณคดี   ๑๐.         ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม           ๑๐.๑  ควรมีการปรับปรุงสถานที่ในการเก็บรักษาคัมภีร์ดังกล่าว ณ โรงเรียนสมานมิตรวิทยา ให้มีความเหมาะสมต่อการเก็บรักษาเอกสารโบราณโดยกรมศิลปากรได้รับจัดสรรงบประมาณจากกระทรวงวัฒนธรรมในปี๒๕๕๗ ตามแผนงานแก้ไขปัญหาและพัฒนาชายแดนภาคใต้ โครงการวัฒนธรรมเชื่อมใจชายแดนใต้สันติสุข ของกระทรวง  วัฒนธรรม           ๑๐.๒  ขอจัดสรรงบประมาณสำหรับดำเนินการก่อสร้าง เพื่อจัดตั้งพิพิธภัณฑ์มรดกวัฒนธรรมอิสลามและศูนย์การเรียนรู้อัลกุรอ่าน ในปีงบประมาณ ๒๕๕๘ – ๒๕๕๙           ๑๐.๓  ควรมีการประสาน และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการอนุรักษ์เอกสารโบราณระหว่างหน่วยงานของกรมศิลปากร และประเทศตุรกี เพื่อให้พัฒนาการอนุรักษ์ให้ได้มาตรฐาน  ในระดับสากล


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ ประเทศ ฝรั่งเศส   ๑.      ชื่อโครงการ การประชุมคณะทำงานมรดกโลกของ ICOMOS ประจำปี พ.ศ.๒๕๕๗ ๒.     วัตถุประสงค์ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับแหล่งมรดกโลก ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการพิจารณาแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่ขอนำเสนอเข้าสู่บัญชีมรดกโลก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในครั้งถัดไปในปี พ.ศ.๒๕๕๘ ณ ประเทศเยอรมนี โดยได้รับมอบหมายให้พิจารณาโดยละเอียด ๒ แหล่ง ๓.      กำหนดเวลา วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน – ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๗ ๔.     สถานที่ สำนักงานใหญ่ อิโคโมส กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ๕.     หน่วยงานผู้จัด ICOMOS ๖.     หน่วยงานสนับสนุน - ๗.    กิจกรรม การเดินทางเพื่อการร่วมประชุมคณะทำงานมรดกโลกของ ICOMOS ประจำปี พ.ศ.๒๕๕๗ ระหว่างวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน – ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๗ มีรายละเอียดดังนี้ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ เดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสู่ท่าอากาศยานชาร์ล เดอ โกล กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เข้าสู่โรงแรมที่พัก ๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ เริ่มการปฏิบัติงาน ประชุมชี้แจงภารกิจ กำหนดการ และศึกษาเอกสารต่างๆ ณ ที่ทำการอิโคโมส ๒ ธันวาคม ๒๕๕๗ การพิจารณาแหล่งประกอบด้วย -          The Ahwar of Southern Iraq: refuge of biodiversity and the relict landscape of the Mesopotemian Cities / Iraq ต้องการเสนอเป็นแหล่งประเภทผสม ระหว่างเมืองโบราณ ๒ เมือง แหล่งโบราณคดี ๑ แหล่ง และแหล่งธรรมชาติที่มีการตั้งถิ่นฐานของคนในปัจจุบันด้วย เป็นแหล่งที่มีคุณค่ามีความน่าสนใจมากทั้งสองส่วน แต่พื้นที่ไม่ได้รวมต่อเนื่องกัน จึงเสนอให้แยกกันเป็นคนละแหล่งจะดีกว่า -          Susa / Iran เป็นแหล่งโบราณคดีของเมืองโบราณที่ตั้งอยู่แยกกันสองฝั่งแม่น้ำ มี OUV ตามที่เสนอมาด้วยเกณฑ์ i ii iii และ iv มีเพียง iii ที่มีความชัดเจน รวมทั้งยังต้องปรับปรุงในเรื่องการจัดการ จึงเสนอให้ refer -          Ephesus / Turkey เป็นแหล่งที่เคยมีมติให้ defer มาแล้วเมื่อ ๑๓ ปีก่อน โดยครั้งนี้ได้เพิ่มพื้นที่จากเดิมเป็น serial ๔ แหล่ง ที่ประชุมเห็นว่าพื้นที่ยังครอบคลุมถึงท่าเรือทั้งหมด ส่วนวิหาร Artemis เป็นงานบูรณะที่ไม่ถูกต้องไม่มีความแท้  House of Mary เป็นจินตนาการในศตวรรษที่ ๑๙ นี้เอง และไม่ถือว่าเป็นแหล่งจาริกแสวงบุญที่สำคัญของชาวคริสต์ เมื่อเป็น serial nomination ก็ควรที่จะมี serial management plan ส่วนที่มีปัญหาน่าจะตัดออก -          Bet She’arim Necropolis – A landmark of Jewish Renewal / Israel จากการประเมินเห็นว่า OUV เกณฑ์ที่ vi ไม่ผ่าน ในขณะที่ vi ใช้ได้ การปกป้องคุ้มครองและการอนุรักษ์ยังมีปัญหา ที่ประชุมเห็นว่าควรให้ refer ไปก่อนเพื่อพิจารณาอีกครั้งในเดือนมีนาคม -          Viking age sites in Northern Europe / Iceland, Denmark, Germany, Latvia, Norway เป็นแหล่งประเภทข้ามพรมแดนที่รวมแหล่งที่เกี่ยวข้องกับไวกิ้ง ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดี เนินดิน แหล่งฝังเรือ ท่าเรือ ความหลากหลายทำให้มีความยากที่จะกำหนด OUV ร่วมกัน ในจำนวนนี้ก็มีแหล่งที่เป็นมรดกโลกอยู่แล้วด้วย แต่เมื่อกล่าวถึงความครบถ้วนพบว่า ยังขาดกรีนแลนด์ที่ไม่มาร่วมด้วยและสวีเดนที่ตัดสินใจถอนตัว อาจมีปัญหาจากความหมายของคำว่าไวกิ้ง เรื่องนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปจะมีการประชุมกันต่อไป -          Baptism Site “Bethany Beyond the Jordan” / Jordan เป็นที่ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสถานที่จริง จึงมีการมาจาริกแสวงบุญกัน แต่ความจริงจุดสำคัญคือที่แม่น้ำจอร์แดนซึ่งปัจจุบันอีกฝั่งหนึ่งอยู่ในการดูแลของอิสราเอล และเป็นเป็นได้ว่าอาจมีแหล่งโบราณคดีที่อยู่ในฝั่งตรงกันข้ามด้วย การนำเสนอแหล่งจึงไม่ได้รวมถึงแม่น้ำ ด้วยเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศ ปัจจุบันยังมีการสร้างอาคารทางศาสนาใหม่ๆ จากศรัทธาที่เข้ามาในพื้นที่ที่จะเสนอเป็นมรดกโลกด้วย จึงเสนอให้แก้ไขขอบเขตรวมแม่น้ำที่อาจจะได้ถึงกึ่งกลางแม่น้ำ ขอความร่วมมือในการปกป้องแหล่งจากอิสราเอล และให้ตัดพื้นที่ที่มีการก่อสร้างอาคารใหม่ออกไปจากเขต property -          Thimlich Ohinga Cultural Landscape / Kenya เป็นแหล่งที่มีกำแพงหินล้อมเป็นวงๆ เหมือนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แต่ไม่แน่ชัดว่าคืออะไร ไม่ได้อ้างอิงดัดแปลงกับลักษณะทางธรรมชาติแต่อย่างใดการเรียกว่าเป็นภูมิทัศน์วัฒนธรรมจึงเป็นความเข้าใจผิด ผู้ประเมินเห็นว่ากำแพงหินดังกล่าวมีการซ่อมแซมมาแล้วจึงเห็นว่าไม่มีความแท้ การกำหนดเขตไม่เหมาะสมเพราะคาดว่าอาจจะยังมีหลักฐานเช่นนี้ต่อเนื่องออกไปนอกพื้นที่ได้อีก พื้นที่กันชนใช้เพียงเขตถนนที่อยู่โดยรอบเท่านั้นๆ น่าแปลกที่การกำหนดขอบเขตที่ไม่เหมาะสมแบบนี้เกิดขึ้นได้ทั้งที่ได้รับทุนในการจัดทำเอกสารจากกองทุนมรดกโลก สรุปเสนอให้เป็นชื่อให้เป็นแหล่งประเภทแหล่งโบราณคดี -          Tusi Sites / China เป็นแหล่งที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้พิจารณาเอกสาร เป็นแหล่งโบราณคดีที่เป็นหลักฐานของระบบการปกครองที่เรียกว่า Tusi สำหรับเมืองที่เป็นชนเผ่าต่างๆของจีน ในการที่จะรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวไว้ได้ สาระสำคัญจึงเกี่ยวข้องกับระบบการปกครองนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของชนเผ่าโดยตรง อีกทั้งระบบนี้ก็ได้ถูกยกเลิกไปแล้วไม่ได้ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน จึงควรตัดเกณฑ์ vi ออกไปจากเอกสารที่เสนอมา แต่โดยภาพรวมเป็นเอกสารที่มีความละเอียด เข้าใจง่าย ชัดเจน จึงมีมติเสนอให้ขึ้นบัญชี -          Baekje Historic Area / Republic of Korea เป็นเอกสารอีกชุดที่ได้รับมอบหมายให้พิจารณาโดยละเอียด โดยเนื้อหาเป็น serial nomination ขององค์ประกอบต่างๆ ที่ส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะของแหล่งโบราณคดีที่แสดงถึงยุคสมัย Baekje ของเกาหลี เนื่องจากไม่ได้กำหนดเขตพื้นที่คลุมทั้งเมือง การใช้เกณฑ์ iv จึงไม่เพียงพอ มีปัญหาเรื่องการกำหนดเขตทั้ง property และ buffer zone โดยที่คำบรรยายกำหนดว่าใช้เกณฑ์ ๕๐๐ เมตรจากเขต property เป็น buffer zone แต่ที่ปรากฏไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่การปกป้องคุ้มครองคงไม่มีปัญหาอะไรเนื่องจากพื้นที่ที่กฎหมายปกป้องใหญ่คลุมที่กำหนดมาทั้งหมดแล้ว ในขณะที่ยังมีประเด็นเรื่องความแท้และการอนุรักษ์ที่แหล่งที่เป็นสิ่งก่อสร้าง เช่น เจดีย์ Mireuksa ที่องค์หนึ่งเป็นการสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมดจากข้อมูลของเจดีย์อีกองค์ที่อยู่ในสภาพที่หักพังไม่สมบูรณ์ และปัจจุบันอยู่ระหว่างการบูรณะองค์ที่ว่านี้โดยไม่รู้ว่าเมื่อบูรณะเสร็จแล้วจะเป็นอย่างไร กรณีเช่นนี้ที่ปรึกษากลับไม่ติดใจ เชื่อตามคำบรรยายว่าสร้างขึ้นมาตามหลักฐานดั้งเดิม เป็นมาตรฐานที่ต่างไปจากกรณีของเคนยาอย่างชัดเจน จึงเสนอให้มีการเพิ่มเติมเอกสารแบบวิเคราะห์ และแบบบูรณะของเจดีย์ทั้งสององค์นี้มาด้วย แต่ก็ให้ขึ้นบัญชีได้ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๗ การพิจารณาแหล่งประกอบด้วย -          Aqueduct of Padre Tembleque, Renaissance Hydraulic Complex in America / Mexico เป็น serial nomination ของ ๓ แหล่ง แต่โดยชื่อที่เป็นสะพานส่งน้ำ อยู่ในส่วนที่หนึ่งเท่านั้น อีกสองส่วนเช่น ส่วนที่เป็นปิรามิดของยุคโบราณไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไร เมื่อพิจารณาแหล่งโดยรวม OUV จึงไม่ชัดเจน ที่ประชุมจึงเสนอให้ตัดส่วนที่ ๒ และ ๓ ออกไป เพื่อให้ได้คุณค่าตามเกณฑ์ i -          Fray Bentos Cultural-Industrial Landscape / Uruguay เป็นแหล่งด้านอุตสาหกรรมที่รวมโรงงานผลิตเนื้อกระป๋องส่งยุโรปและที่พัก รวมทั้งองค์ประกอบอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน ห้องสมุด สนามกอล์ฟ ที่ประชุมเห็นชอบเสนอให้ขึ้นบัญชีได้ด้วย ii iv และ vi แต่ขอให้เปลี่ยนชื่อไม่ใช้คำว่า Landscape เนื่องจากไม่ใช่ Cultural Landscape -          The Forth Bridge / UK เป็นสะพานโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ ใช้วิศวกรญี่ปุ่น ที่ประชุมเห็นชอบตามร่างมติที่เสนอให้ขึ้นบัญชีด้วยเกณฑ์ i และ iv แต่มีประเด็นเรื่องพื้นที่กันชนที่ไม่รวมส่วนที่เป็นน้ำ และเนื่องจากสะพานมีขนาดใหญ่ เห็นได้จากระยะไกล จึงเสนอให้มีการระบุ key view points พร้อมด้วยมาตรการในการปกป้อง -          Sites of Japan’s Meiji Industrial Revolution: Kyushu-Yamaguchi and related areas / Japan เป็นเอกสารที่มีลายเซ็นของนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ส่ง เป็นครั้งแรกที่ส่งโดยผู้นำประเทศ มีการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เป็น serial nomination ของ ๒๓ องค์ประกอบจาก ๑๑ แหล่ง มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องประวัติศาสตร์ทางการเมืองในช่วงที่มีสงครามที่จะกระทบกับเกาหลี และจีน ปัญหาคือในเอกสารนำเสนอได้ยกย่องผู้นำญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้กดขี่ชาติอื่นในสมัยนั้น ผู้เชี่ยวชาญจีนจึงเห็นว่าไม่ควรให้ขึ้น ในขณะที่ร่างมติเห็นว่า refer จึงการตัดสินด้วยการ vote โดยเสียงส่วนใหญ่สนับสนุนให้ refer (8:5) -          Singapore Botanic Gardens / Singapore จากที่เสนอมาไม่ได้รวมเขตของสวนทั้งหมด โดยกันบางส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่กันชน จากร่างประเมินไม่เห็นว่ามีความแท้และบูรณภาพ comparative analysis ยังไม่ได้ ขอบเขตไม่เหมาะสม มีปัญหาเรื่องการจัดการ แต่ OUV ด้วยเกณฑ์ ii และ iv ใช้ได้ Singapore Botanical Gardens เพื่อให้ได้บูรณภาพ ก็ควรเพิ่มพื้นที่ให้ครบทั้งสวน โดยที่ประชุมเห็นต่างระหว่าง refer และ defer จึงตัดสินด้วยการ vote เสียงส่วนใหญ่สนับสนุน refer (10:5) -          The Par Force Hunting Landscape in North Zealand / Denmark เป็นป่าที่ออกแบบมาสำหรับการล่าสัตว์ มีการวางผัง และหลักเขต มีความเชื่อมโยงกับพระราชวังที่มีความเกี่ยวข้องกับแหล่งล่าสัตว์แต่ไม่นำมารวมเพื่อเสนอเป็นมรดกโลกด้วยได้เสนอมาด้วยเกณฑ์ที่ ii ซึ่งไม่ได้ในกรณีนี้ จึงเสนอไม่ให้ขึ้นบัญชี ที่ประชุมเห็นว่าเป็นแหล่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ควรเสนอให้ใช้เกณฑ์ iv มากกว่า ใน tentative list ที่กำลังจะมาขอให้ไปเปรียบเทียบกับแหล่งเหล่านั้นด้วย มติออกมาเป็น refer -          Great Burkhan Khaldun Mountain and its surrounding sacred landscape / Mongolia เชื่อว่าเป็นที่ฝังพระศพของเจงกีสข่าน เป็นที่ซึ่งยังมีการเดินทางมาสักการะ และทำพิธีในศาสนาพุทธด้วย พร้อมด้วยส่วนซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดในนิกายธิเบต และที่ประกอบพิธีกรรมของ Shamanism ร่างมติเห็นว่ายังต้องการให้มีการประเมินใหม่โดยอ้างถึงหลักฐานเอกสารหรือทางโบราณคดีที่มากกว่านี้ เพราะไม่มีหลักฐานที่ยืนยันแน่ชัดจากเอกสารนี้ว่าเป็นที่ฝังศพเจงกีสข่านจริง แต่ที่สำคัญคือความศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของคนในปัจจุบัน โดยปกติแล้วการบูชาภูเขาศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องปกติของวัฒนธรรมเร่ร่อน ให้จำกัดเรื่องของแหล่งให้เหลือเพียงการบูชาภูเขาศักดิ์สิทธิ และเจงกีสข่านเท่านั้น จากที่เสนอให้ deferเปลี่ยนมาเป็นให้ติดต่อกับมองโกเลียโดยตรง ในเงื่อนไขว่าถ้าเจรจาสำเร็จ ให้ขึ้น ถ้าไม่สำเร็จจะเป็น defer -          The Naumberg Cathedral and the landscape of the rivers Saale and Unstrut / Germany ตอนแรกใน tentative list เสนอเพียงแค่ตัวมหาวิหาร ได้ขยายผลจากการศึกษาจนมารวมส่วนอื่นๆ แต่จากการประเมินเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากของดั้งเดิมในยุคกลางความแท้จึงมีปัญหา เรื่องราวไม่ชัดไม่สามารถแสดงถึง OUV ด้วยเกณฑ์ที่เสนอมาได้ ด้วยความที่ความเป็นไปได้ของการเสนอเฉพาะโบสถ์ยุคกลางเป็นมรดกโลกน้อยลงแล้วในปัจจุบันเลยหาทางเบี่ยงมาสู่ภูมิทัศน์วัฒนธรรมซึ่งในกรณีนี้ไม่ได้ผล มติไม่ให้ขึ้น -          Champagne hillsides, houses and cellars / France เป็นแหล่งประเภทอุตสาหกรรมการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตแชมเปญ ตั้งแต่สวนองุ่น ที่ผลิต ที่บ่มหมักแชมเปญใต้ดิน รวมถึงการวางผังเมืองของแรงงาน ที่มีภูเขาและแม่น้ำและเมืองเป็นองค์ประกอบ เสนอให้มี OUV ด้วยเกณฑ์ iii และ iv แต่ไม่ชัดในเกณฑ์ vi แต่ยังมีประเด็นเรื่องขอบเขตที่ขอให้ครอบคลุมส่วนใต้ดินให้ครบถ้วน ให้เป็น refer -          Les climats du vignoble de Bourgogne / France Climat คือพื้นที่ที่มีความลาดเอียงมีการอภิปรายกันให้ถือว่าเป็นภูมิทัศน์วัฒนธรรมด้วย และมีประเด็นว่าจะมีการเสนอ แหล่งประเภทที่ผลิตไวน์มากเกินไปหรือไม่ ไม่สามารถตกลงกันได้เลื่อนไปพิจารณาวันรุ่งขึ้น ๔ ธันวาคม ๒๕๕๗ จากที่ต่อเนื่องมาในกรณีของฝรั่งเศส ที่ประชุมมีมติให้ refer การพิจารณาแหล่งประกอบด้วย -          La Rioja and Rioja Alavesa Wine and Vineyard Cultural Landscape / Spain เป็นอีกแหล่งที่เป็นประเภทแหล่งผลิตไวน์ แต่อันนี้มีการใช้ลักษณะพิเศษของภูเขาที่เป็นหน้าผามาใช้ในการผลิตไวน์ด้วย รวมถึงปราสาทที่สร้างอยู่ ณ จุดสูงสุดของเมืองด้วย และมีความเชื่อมโยงกับเส้นทางจาริกแสวงบุญที่เป็นมรดกโลกแล้วอีกด้วยแต่มีอาคารของสถาปนิกที่มีชื่อเสียง เช่น แฟรง เกฮ์รี่ คาลาทราว่า อยู่ด้วย ที่ปรึกษาได้เสนอร่างมติว่ามีความไม่เหมาะสม ไม่ชัดเจนอยู่หลายประการ ธรรมดาเหมือนแหล่งอื่นๆโดยทั่วไป และยังไม่มีมาตรการในการปกป้องส่วนที่เป็น landscape ต่างจาก Mission Report ที่รายงานว่าใช้ได้ ซึ่งที่ปรึกษาออกตัวว่าเป็นปัญหาในการทำงานของเราเหมือนกัน เหมือนไม่ได้ไปถึงแหล่งจริงๆ จึงเสนอให้ defer แนะนำให้ชี้แจงว่าได้นำเสนอคุณค่าใดที่แหล่งประเภทเดียวกันไม่เคยนำเสนอมาก่อน -          Blue and John Crow Mountains / Jamaica เป็นแหล่งแบบผสม เป็นพื้นที่ของเผ่ามารูนที่หนีจากการเป็นทาส มีการจัดการเป็นอุทยานแห่งชาติ เคยมีการนำเสนอมาแล้วในอดีตและครั้งนี้ได้เพิ่มพื้นที่กันชนให้มากขึ้น ดูสภาพเป็นป่าไม่ค่อยเห็นอะไรที่เป็นรูปธรรม สิ่งที่จำเป็นคือเรื่องการจัดการทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตามแม้ว่า IUCN จะไม่เห็นคุณค่าในฐานะแหล่งทางธรรมชาติ ก็สามารถเป็นแหล่งประเภทภูมิทัศน์วัฒนธรรมได้ -          Rjukan – Notodden Industrial Heritage Site / Norway เป็นโรงผลิตไฟฟ้าพลังน้ำที่รวมทางน้ำ เขื่อน อาคารต่างๆที่เกี่ยวข้อง โรงงาน นิคมอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานจากแหล่งนี้ รวมทั้งระบบการขนส่ง ทางรถไฟ ท่าเรือและเมือง มี OUV ด้วยเกณฑ์ ii และ iv ร่างเสนอ -          Hall in Tirol – The Mint / Austria เป็นพิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณ์ ในอาคารที่เป็นหอคอย ซึ่งอ้างว่ามีความสำคัญกับประวัติศาสตร์ของเงินตราของยุโรป ที่ปรึกษาประเมินว่าไม่มีความแท้ ไม่มี OUV จึงเสนอให้ไม่ขึ้นบัญชีเพื่อให้ถอนเรื่องออกไป แล้วปรับปรุงเอกสารนำเสนอมาในชื่อใหม่ที่เหมาะสม -          Nyero and other hunter-gatherer geometric rock art sites in eastern Uganda / Uganda เป็น serial nomination ๖ แหล่งของภาพเขียนสีบนเพิงหินที่เชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของชนเผ่าปิคมี่ ที่ปรึกษาเสนอว่ามี OUV เกณฑ์ iii และ vi เพราะยังมีการทำพิธีต่อเนื่องมาด้วย แต่รูปแบบนี้ก็พบในอีกหลายที่ในอัฟริกาด้วย ยากที่จะบอกว่าที่นี่สำคัญที่สุด และมีปัญหาเรื่องการดูแล ปกป้องอนุรักษ์ เพราะไม่มีการปกป้องใดใดเลยทางกฎหมาย จึงอภิปรายกันว่าควร defer หรือ ไม่ให้ขึ้น สรุปว่าให้ defer โดยระหว่างนี้ไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาพเขียนสีของอัฟริกาอีกครั้ง -          Rock Art in the Hail Region of Saudi Arabia / Saudi Arabia เป็น serial nomination ของภาพสลักบนเพิงหินเป็นรูปบุคคล รูปสัตว์ และรูปอื่นๆในยุคหินใหม่ ที่ปรึกษาประเมินว่ามี OUV ด้วยเกณฑ์ ii และ iii มีการดูแลอนุรักษ์ที่ดี แต่ก็เสนอให้ขยายของเขตพื้นที่กันชน มติให้ refer ด้วยเกณฑ์ i iii และ v -          Arab-Norman Palermo and the Cathedral Churches of Cefalu and Monreale / Italy กลุ่ม serial nomination ของโบสถ์สมัยนอร์มัน มีรูปแบบการประดับโมเสคสีทองแบบซานมาโก้ ร่างข้อเสนอให้มี OUV ด้วยเกณฑ์ ii และ iv โดยมติให้ refer   -          Speicherstadt and Kontorhaus District with Chilehaus / Germany กลุ่มอาคารพาณิชย์และโกดังสินค้า ที่นอกจากรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของศตวรรษที่ ๒๐ที่เป็นระดับ masterpiece ตามความเห็นของ Docomomo ยังมีระบบการป้องกันน้ำท่วมด้วย เป็น serial nomination ของ ๒ พื้นที่ แต่เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่ามีลักษณะที่แตกต่างกัน ในขณะที่ได้นำไปเปรียบเทียบกับลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นมรดกโลกด้วยความเป็นเมืองท่าเรือ จึงทำให้เห็นว่าเรื่องราวที่นำเสนอนี้ไม่สอดคล้องด้วยเป็นคนละเรื่องกัน การพิจารณาเกณฑ์ที่นำมาซึ่ง OUV จึงไม่ได้ ในปัจจุบันในส่วนพื้นที่กันชนก็มีการเปลี่ยนแปลงสร้างอาคารขนาดใหญ่ และไม่มีแผนการจัดการแหล่งโดยรวม -          Gelati Monastery / Georgia เป็นคำขอลดพื้นที่มรดกโลกลงจากเดิมที่เป็น serial ของสองแหล่งให้เหลือเฉพาะเขตของ Monastery นี้เท่านั้น ตัดส่วน Bagrati Cathedral ออกเนื่องด้วยหลังจากแหล่งนี้อยู่ใน list in Danger ได้มีการบูรณะ Cathedral ด้วยคอนกรีตจนหมดคุณค่าความเป็นมรดกโลกไป เพื่อการนี้จึงยังต้องย้อนมาวิเคราะห์ว่ายังมี OUV หรือไม่ ซึ่งออกมาได้ตามเกณฑ์ที่ iv ทั้งนี้โดยสภาพในปัจจุบันมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอนุรักษ์ ทั้งส่วนอาคารและจิตรกรรมต้องให้มีการยืนยันว่าจะไม่ซ่อมแบบครั้งก่อนอีก -          Chemins de St-Jacques du nord de l’Espagne / Spain เป็นการขอเพิ่มเติมพื้นที่มรดกโลกจากแหล่งเดิม St-Jacques de Compostella มีเส้นทางสัญจรเป็น property โดยตลอดไม่ใช่เฉพาะโบสถ์ที่จาริกแสวงบุญเป็นจุดๆ ที่ปรึกษาได้ประเมินว่าที่ขอเพิ่มนี้จะมีคุณค่าเทียบเท่าส่วนที่เป็นเป็นมรดกโลกแล้วหรือไม่ จึงเห็นว่าควร defer เพราะคุณค่าไม่เท่าส่วนหลักที่เป็นมรดกโลกไปแล้ว แต่ที่ประชุมเห็นว่านี่เป็นการเพิ่มขอบเขต ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นส่วนที่เกี่ยวเนื่องโดยเนื้อหาก็ควรจะให้เพิ่มได้ แหล่งที่เหลือได้พิจารณาในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ ได้แก่ -          Delhi’s Imperial Capital Cities / India -          Christiansfeld a Moravian Settlement  / Denmark สรุปขั้นตอนในการพิจารณา Nomination Dossier (ข้อมูลจาก Gao Zhan) -          เมื่อส่งเอกสารที่ศูนย์มรดกโลกช่วงปลายเดือนมกราคม จะมีการตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งตามสถิติขั้นตอนนี้สามารถส่งกลับไปได้ก่อนถึง ๑ ใน ๓ -          เอกสารที่ครบถ้วนจะส่งมาที่ ICOMOS (สำหรับแหล่งวัฒนธรรม) เดือนมีนาคม มีการพิจารณาเอกสารเบื้องต้นที่อาจมีการร้องขอให้รัฐภาคีส่งข้อมูลเพิ่มเติม ประมาณเดือนสิงหาคม -          ซึ่งทางอิโคโมสจะพิจารณาเรื่องการส่งผู้เชี่ยวชาญที่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับแหล่งและเป็นผู้ที่อยู่ในภูมิภาคของแหล่งไปตรวจสอบยังพื้นที่ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญที่จะพิจารณาเอกสารโดยไม่ได้เดินทาง รวมทั้งสิ้นไม่เกิน ๕ ท่าน (เมื่อก่อนไปดูที่ ๓ คนแต่ด้วยปัญหาด้านงบประมาณลดลงเหลือคนเดียวในปัจจุบัน) รายงานนี้จะจัดส่งให้อิโคโมสในเดือนตุลาคม -          ที่ปรึกษาของอิโคโมสจะทำหน้าที่จัดทำร่างสรุปผลการพิจารณาจาก mission report และ desk reviews (และความคิดเห็นของตัวเอง) นำมาเสนอในที่ประชุม คณะทำงานมรดกโลกของ ICOMOS ชุดนี้ ช่วงต้นเดือนธันวาคม -          มติ คำแนะนำ จากคณะทำงานมรดกโลกของอิโคโมส จะส่งให้รัฐภาคีส่งคำชี้แจงเพิ่มเติมในเดือนมีนาคม ร่างเดียวที่เสนอให้ขึ้นบัญชีได้ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้ลดระดับลงมา สามารถส่งเข้าวาระการประชุมได้เลย ในกรณีที่เป็น refer หากข้อมูลที่ส่งมาเป็นที่พอใจก็สามารถเล่นระดับเป็นให้ขึ้นบัญชีได้ ในขณะที่ defer รวมทั้ง ไม่ให้ขึ้นบัญชี ซึ่งต้องการให้มีการจัดทำเอกสารใหม่พร้อมด้วยการเดินทางไปตรวจสอบอีกครั้งไม่สามารถแก้ไขเลื่อนระดับอย่างไรได้ จะนำเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกเช่นเดิม -          ผลสรุปจากการประชุมในเดือนมีนาคมจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกต่อไป ๘.     ผู้แทนประเทศไทย นายวสุ โปษยะนันทน์ ๙.     สรุปสาระของกิจกรรม เป็นการเข้าร่วมการประชุมคณะทำงานมรดกโลกของอิโคโมส ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งในการพิจารณาข้อมูลของแหล่งทางวัฒนธรรมทั้งหมดที่ขอนำเสนอเข้าสู่บัญชีมรดกโลกสำหรับที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในปี พ.ศ.๒๕๕๘ ที่ประเทศเยอรมนี   ๑๐.  ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม ควรมีการวางแผนเตรียมการสำหรับการดำเนินการที่เกี่ยวกับการนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของไทยเข้าสู่บัญชีมรดกโลกและการวิเคราะห์สภาพปัญหาและการจัดการแหล่งมรดกโลกของไทยอย่างเป็นระบบ โดยจะได้นำข้อมูลและประสบการณ์จากการประชุมในครั้งนี้ซึ่งทำให้เห็นแนวทางในการทำงานของอิโคโมสมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ควรให้มีผู้แทนผู้เชี่ยวชาญชาวไทยเข้าร่วมกิจกรรมเช่นนี้ต่อไป และควรมีการประสานงานกับหน่วยงานอิโคโมส องค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลกที่ให้ช่วยเหลือในการประเมิน โดยผ่านทางอิโคโมสไทย ตัวแทนของอิโคโมสในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป                 .....................................................ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ                                          (นายวสุ โปษยะนันทน์)  


-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : เขตห้ามจับสัตว์น้ำ -- การกำหนดเขตห้ามจับสัตว์น้ำในกว๊านพะเยา มีหลักฐานหนึ่งปรากฏในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และเป็นช่วงเวลาที่ทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 หลักฐานนั้นคือ ประกาศของกระทรวงเกษตราธิการ " เรื่องกำหนดไห้ไช้เครื่องมือบางหย่างทำการจับสัตว์น้ำ พายไนบริเวณเขตไกล้เคียงที่หวงห้ามรักสาพืชพันธุ์ กว๊านพะเยา ไนท้องที่จังหวัดเชียงราย " (การสะกดคำ ณ ขณะนั้น) โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ว่า เขตห้ามจับสัตว์น้ำในกว๊านพะเยามีพื้นที่ดังนี้ 1. ทิศเหนือ ตั้งแต่วัดศรีโคมคำ เรียบแนวถนนประชาธิปัตย์ จนถึงวัดรัตนจักรแก้ว (ฮองห้า) 2. ทิศใต้ ผ่านวัดสันนามูล ตำบลสันกว๊าน ไปสุดที่วัดจันตะราช ตำบลบ้านสันเวียงใหม่ 3. ทิศตะวันออก เริ่มจากวัดศรีโคมคำ ตัดข้ามกว๊านไปทางทิศใต้ จนจรดหมุดประมงที่กำหนดไว้ 4. ทิศตะวันตก นับแต่วัดจันตะราช ตำบลสันเวียงใหม่ ตัดเป็นเส้นตรงข้ามหมุดประมง ไปจนถึงวัดรัตนจักรแก้ว (ฮองห้า)  ท้ายประกาศยังระบุด้วยว่า " ห้ามมิไห้ผู้หนึ่งผู้ไดนำเอาเครื่องมือเข้าไปทำการจับสัตว์น้ำ เว้นแต่เครื่องมือ ลอบ, ไซ, จั๋ม (ยกยอ), สุ่ม, และเบ็ดต่างๆ ซึ่งอนุญาตไห้นำเข้าไปไช้เพื่อทำการจับสัตว์ไนเขตดังกล่าวนั้นได้ "  ชาวอำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย หรือแม้กระทั่งปัจจุบันก็ตาม ทราบดีว่า กว๊านพะเยามีสัตว์น้ำกับพันธุ์พืชน้ำจืดเศรษฐกิจที่พบบ่อย เช่น ปลาหมอเทศ ปลาหมอช้าง ปลาดุก ปลาช่อน ปลากระดี่ กุ้งฝอย บัว และสาหร่าย (ไม่นับรวมผักตบชวาเพราะเป็นวัชพืช) ฯลฯ ซึ่งทางการจำเป็นต้องกำหนดพื้นที่ห้ามจับ ห้ามเก็บ เพราะต้องการสร้างบริเวณอนุรักษ์ และโดยเฉพาะฤดูวางไข่มีผลต่อการขยายพันธุ์ ขยายปริมาณนับแต่อดีตเรื่อยมา น่าเสียดายที่หลักฐานเคยมีแผนที่แสดงขอบเขตหวงห้ามดังกล่าวแนบมาด้วย หากไม่ปรากฏในแฟ้มเอกสารจดหมายเหตุตั้งแต่แรก แต่อย่างไรก็ดี " ประกาสกะซวงกเสตราธิการ " ฉบับนี้ถือเป็นหลักฐานชั้นต้น สามารถยืนยันการเอาใจใส่ ดูแลรักษาระบบนิเวศของกว๊านพะเยามาอย่างต่อเนื่อง. . . ต่อเนื่องมาถึง 3 รัชกาลจนกระทั่งปัจจุบัน.ผู้เขียน : นายธานินทร์ ทิพยางค์ (นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา. เอกสารสถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยา (2) กษ 1.1.1.1/1 เรื่องการบันทึกการปฏิบัติงานตำหรวดรักสาการณ์ สถานีประมงกว๊านพะเยาและคดีความต่างๆ [ 29 ส.ค. 2485 - 18 ก.ค. 2528 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ


รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว   ๑. ชื่อโครงการ           โครงการเข้าร่วมการประชุมและสัมมนาทางวิชาการของสมาคมอนุรักษ์โสตทัศนูปกรณ์แห่งภาคพื้น   เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิค (The Southeast Asia and Pacific Audiovisual Archive Association : SEAPAVAA)   ๒. วัตถุประสงค์           ๒.๑ เพื่อพัฒนางานด้านจดหมายเหตุของประเทศไทยด้านการบริหารจัดการเอกสารโสตทัศนจดหมายเหตุและด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจดหมายเหตุให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล และสอดคล้องกับการดำเนินงานจดหมายเหตุของนานาประเทศ           ๒.๒ เพื่อส่งเสริม และเปิดโอกาสให้นักจดหมายเหตุได้เข้าร่วมการประชุมและสัมมนาทางวิชาการในระดับนานาชาติ รวมทั้งสร้างความร่วมมือ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแปซิฟิค ด้านการอนุรักษ์สื่อโสตทัศนูปกรณ์           ๒.๓ เพื่อสนับสนุนให้นักจดหมายเหตุ และนักอนุรักษ์ได้เสนอแนะแนวคิด ทัศนะ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การสร้างความรู้ และความเข้าใจในงานด้านการอนุรักษ์สื่อโสตทัศนูปกรณ์ เพื่อจะได้นำความรู้จากการประชุมและสัมมนาในครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเอกสารโสตทัศนจดหมายเหตุ   ๓. กำหนดเวลา           วันอาทิตย์ที่ ๒๕ ถึงวันศุกร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ (รวมระยะเวลา ๕ วัน)   ๔. สถานที่           นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว   ๕. หน่วยงานผู้จัด           สมาคมอนุรักษ์โสตทัศนูปกรณ์แห่งภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิค (The Southeast Asia and Pacific Audiovisual Archive Association  : SEAPAVAA)           กระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรม และท่องเที่ยว (Ministry Information, Culture and Tourism) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว              กรมรูปเงา (Lao Department of Cinema) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว   ๖. หน่วยงานสนับสนุน            สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร   ๗. คณะผู้แทนไทย           คณะผู้แทนไทยในการดำเนินโครงการเข้าร่วมการประชุมและสัมมนาทางวิชาการ The 18th SEAPAVAA จำนวน ๓ ราย ดังนี้           ๗.๑ นางสาวนัยนา แย้มสาขา      ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ           ๗.๒ นางสาวกรพินธุ์ ทวีตา         นักจดหมายเหตุ ระดับชำนาญการพิเศษ           ๗.๓ นางสาวเสาวนีย์ บุตรช่วง      นักจดหมายเหตุ ระดับปฏิบัติการ   ๘. กิจกรรม           กิจกรรมในการดำเนินโครงการเข้าร่วมการประชุมและสัมมนาทางวิชาการของสมาคมอนุรักษ์โสตทัศนูปกรณ์แห่งภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิค (SEAPAVAA) ประกอบด้วยกิจกรรม ๓ ส่วน ดังนี้ ๘.๑ การสัมมนาทางวิชาการ The 18th SEAPAVAA Conference ในหัวข้อ “AV Archives: Why They Matter” ณ ห้องแกรนบอลรูม โรงแรม Lao Plaza Hotel และ Archives Gems Screening ณ กรมรูปเงา (Lao Department of Cinema)           ๘.๒ การประชุม 18th SEAPAVAA General Assembly, Election of New SEAPAVAA Executive Council และ 35th SEAPAVAA Executive Council Meeting           ๘.๓ การศึกษาดูงาน ณ National Library of Laos , Lao National Television, Kaysone Phomvihane Museum และ Houey Hong Vacational Traning Center for Women   ๙. สรุปสาระของกิจกรรม           ๙.๑ กิจกรรมการสัมมนาแบ่งเป็น ๖ หัวเรื่อง  ประกอบด้วยการบรรยาย และการนำเสนอความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์โสตทัศนูปกรณ์ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศจดหมายเหตุ โดยวิทยากรจากประเทศต่างๆ           SESSION 1 หัวข้อ With or Against The Flow? ประกอบด้วย - Anti Digitization-Preserving Authentic Experiences โดย Mick Newnham National Film and Sound Archive, Australia - On Being a Troublemaking Professional โดย Dr.Ray Edmondson Archive Associates Pty Ltd - Audiovisual Archives and The Digital Divide: Bridging the Gap โดย AJ Lawrence University of California Los Angeles, Moving Image Archive Studies Program           SESSION 2 หัวข้อ Laos Session ประกอบด้วย - Improvement of Lao Cinema in the New Period and the Significance of AV Archives โดย Bounchao Phichit Television National Lao                    - Conserving Audiovisual Archives: Key Elements โดย Sisavath Hongsombath Lao Cinema Department - The Archives of Traditional Music in Laos (ATML): Challenges and Achievements in the Digital Era โดย Thongbang Homsombath/Prof Gisa Jahnichen National Library of Laos/University putra Malaysia (UPM)           SESSION 3 หัวข้อ Connect, Engage, Advocate ประกอบด้วย - Audience Development : Case Study of the Film Archive (Public Organization), Thailand โดย Sanchai chotirosseranee Film Archive (Public Organization), Thailand - The Audiovisual Research Collections for Performing Arts (ARCPA) at University Putra Malaysia: Negotiating Ethical Issues in Social Sciences โดย Ahmad Faudzi Musib, Prof Gisa Jahnichen, Chinthaka Meddegoda University Putra Malaysia - Transforming AV Archives-A Hong Kong Archive Perspective โดย Lawrence Hui Hong Kong Film  Archive - Creating the Brand for AV Archiving: Why Advocacy Matters โดย Belina Capul The Philippine Information Agency           SESSION 4 หัวข้อ Involving The Masses: Archiving Their Stories ประกอบด้วย - Digital Curation of Images and Videos Accessed and Stored in Social Media Platforms โดย Jessica Bushley The University of British Columbia, School of Library, Archival, and Information Studies - Archiving the Ephemeral: Home Movies, Political Movements, Websites, Social Media โดย Prof Howard Besser New York University, Moving Image Archiving & Preservation Program - Connect! Sustaining Relevance and Increasing Political of Audiovisual Archives in a Networked Context โดย Dr.Johan Oomen Netherlands Institute for Sound and Vision P&D Department           SESSION 5 หัวข้อ Managing Your Assets ประกอบด้วย - How We Build, Manage, and Utilize our New Archive System-NHK’s File-based Archive System and Metadata Management โดย Nobuhisa Yamashita Archives Division, NHK (Japan Broadcasting-Corporation) - AXF in the Cloud: Revolutionizing the Way You Transport, Store and Protect Your Content โดย Paul Jones Front Porch Digital - Practical Example and Challenge for Data Asset Management โดย Akihiro Seino IMAGICA Corp           SESSION 6 หัวข้อ Taking Stock, Looking Ahead ประกอบด้วย - The Current State of Media Preservation at American Universities โดย Joshua Harris University of Illinois, Urbana-Champaign, Department of Preservation and Conservation - Temporality The State, Privatization, and the Public in Philippine Film Archiving โดย Associate Professor Bliss Cua University of California, Irvine, Department of Film and Media Studies           ในการสัมมนาครั้งนี้ทางสมาคมฯ ได้จัดให้มีการฉายภาพยนตร์สั้นที่น่าสนใจของประเทศสมาชิกที่เข้าร่วม Archives Gems Screening ณ กรมรูปเงา (Lao Department of Cinema) ได้แก่ - Lao Department of Cinema เสนอเรื่อง Daen Haeng Issara and 3 Princes Meeting at          Hinherb by Phonephet Inpham - Film Archive Thailand เสนอเรื่อง The Grand Opening Ceremony of High Voltage Electricity           Currency to Kingdom of Lao by Taweesak Wirayasiri  - Film Preservation Society, Japan เสนอเรื่อง Water damaged home movies from ofunato  - National Film and Sound Archive, Australia เสนอเรื่อง The Magnificent Corricks - Netherlands Institute for Sound & vision เสนอเรื่อง Glass by Bert Haans - University of Illinois, Department of Preservation & Conservation เสนอเรื่อง D.C.L (Digital   Computer Laboratory) by James W Hall - ABS-CBN, The Philippines เสนอเรื่อง Ganito Kami Noon, Paano Kayo Ngayon                              (As We Were) by Direk Eddie Romero - Hong Kong Film Archive เสนอเรื่อง Wong Fei-hung’s Whip That Smacks The Candle                   by Wu Pang - Asian Film Archive เสนอเรื่อง Perth by Djinn           ๙.๒ การประชุม 18th SEAPAVAA General Assembly, Election of New SEAPAVAA Executive Council และ 35th SEAPAVAA Executive Council Meeting ในการประชุมครั้งนี้ทางสมาคมฯ ได้ดำเนินการคัดเลือกประธานสมาคม คณะกรรมการ และเลขาธิการชุดใหม่ โดย Mr. Mick Newnham จาก National Film and Sound Archive, Australia ได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมคนใหม่แทน นางเตือนใจ สินธุวณิก  ซึ่งเป็นประธานคนเก่า จากประเทศไทย นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้สรุปผลการดำเนินงานด้านต่าง ๆ รวมถึงการชี้แจงงบประมาณของสมาคมฯ และการคัดเลือกประเทศเจ้าภาพในการจัดการประชุมและสัมมนาทางวิชาการครั้งที่ 19th SEAPAVAA ซึ่งจะจัดให้มีขึ้น ณ ประเทศสิงคโปร์ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘           ๙.๓ คณะผู้แทนได้เดินทางไปศึกษาดูงานสถานที่สำคัญของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวหลายแห่ง ได้แก่  National Library of Laos , Lao National Television , Kaysone Phomvihane museum และ Houey Hong Vacational Traning Center for Women                     หอสมุดแห่งชาติลาว (National Library of Laos)           หอสมุดแห่งชาติลาว เริ่มให้บริการเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นกองวิชาการ สังกัดกระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรม และท่องเที่ยว มีภาระหน้าที่ในการคุ้มครอง เก็บรักษา รวบรวมความรู้จากสื่อสิ่งพิมพ์ และที่ไม่ใช่สื่อสิ่งพิมพ์ รวมทั้งคัมภีร์ใบลาน และบริการด้านข้อมูลข่าวให้แก่ประชาชน แบ่งการดำเนินงานออกเป็น ๖ กลุ่มงาน ดังนี้ ๑. กลุ่มคุ้มครองบริหาร (Administrative section) ๒. กลุ่มขวานขวายทรัพยากร และแจ้งสิ่งพิมพ์ (Acquisition section) ๓. กลุ่มวิเคราะห์ทรัพยากร และเทคนิคสิ่งพิมพ์ (Cataloguing section and documents approved by PMB system) ๔. กลุ่มบริการการอ่าน และออกเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ (Pubic Reading section) ๕. กลุ่มส่งเสริมการอ่าน และขยายห้องสมุด (Reading Promotion and Extending the library network section) ๖. กลุ่มมูลเชื้อ และหนังสือหายาก (Palm Leaf Manuscript section) นอกจากนี้แล้วหอสมุดแห่งชาติลาวยังมีโครงการพัฒนาสำคัญที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ๕ โครงการ ได้แก่ ๑. โครงการพัฒนา และขยายห้องสมุด (Construction of Public and School Libraries) ๒. โครงการส่งเสริมการอ่านแห่งชาติ (The reading promotion project) ๓. โครงการปกปักรักษา และส่งเสริมการนำใช้เอกสารใบลาน (To extend tradition Knowledge of palm leaf) ๔. โครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (The librarian human resource project) และ ๕. โครงการห้องสมุดดิจิตอล (Digital library Project)   สถานีโทรทัศน์แห่งชาติลาว (Lao National Television)   สถานีโทรทัศน์แห่งชาติลาว สังกัดกระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรม และท่องเที่ยว เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ โดยเป็นการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร และเทคนิคพื้นฐาน ทดลองออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ จนในวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ โทรทัศน์แห่งรัฐได้จัดตั้งขึ้น และเปิดกระจายสัญญาณ อย่างเป็นทางการ โดยออกอากาศอาทิตย์ละ ๓ วัน ในวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ วันละ ๓ ชั่วโมง รายการที่ออกอากาศประกอบด้วย ข่าวในประเทศ ข่าวต่างประเทศ ภาพยนตร์ สารคดี และศิลปะ สามารถกระจายสัญญาณ ครอบคลุมพื้นที่เพียงส่วนหนึ่งของนครหลวงเวียงจันทน์ และนับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๙ ถึง พ.ศ.๒๕๓๘ ทางสถานีได้พัฒนาการออกอากาศและการกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเพิ่มช่องออกอากาศเป็น ๒ ช่อง ได้แก่ ช่อง สทล๑ และช่อง สทล๓ อีกทั้งยังได้เพิ่มรายการภาคภาษาฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษ และภาษาชนกลุ่มน้อย สถานีโทรทัศน์แห่งชาติลาวได้มีการพัฒนามาโดยตลอด และได้รับการสนับสนุนและการช่วยเหลือด้านงบประมาณและเทคโนโลยีจากหลายประเทศ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐประชาชนจีน  เป็นต้น พิพิธภัณฑ์ไกสอน พมวิหาน (Kaysone Phomvihane museum) ท่านไกสอน พมวิหาน ถือเป็นบุคคลสำคัญของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง ได้แก่ เลขาธิการใหญ่คณะบริหารงานศูนย์กลางพรรคปฏิวัติประชาชนลาวคนแรก นายกรัฐมนตรีคนแรกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และได้ดำรงตำแหน่งประธานประเทศ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๔ จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เนื่องในโอกาสที่ท่านไกสอน พมวิหาน มีอายุครบ ๗๕ ปี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ประชาชนลาวที่มีความเคารพรักต่อท่านไกสอน พมวิหาน ได้ร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์    ไกสอน พมวิหาน ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในฐานะเป็นบุคคลสำคัญของประเทศและเป็นสถานที่จัดแสดงชีวประวัติ ผลงานสำคัญ และการเป็นผู้นำในการกอบกู้เอกราชจากจักรวรรดินิยม รวมถึงการจัดแสดงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาเรียนรู้ด้วย   ศูนย์ฝึกอาชีพสตรีห้วยฮอง (Houey Hong Vacational Traning Center for Women) ศูนย์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดย Ms.Chanthasone Inthavong เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยได้รับทุนสนับสนุนในการจัดสร้างอาคาร และการฝึกอบรมจากองค์กรต่าง ๆ อาทิ Association for Supporting Women and Lao Children (ASCW), Association for Proving jobs for Lao Women (APJW) ศูนย์แห่งนี้ได้จัดฝึกอบรมอาชีพให้ทั้งผู้หญิง และผู้ชาย รวมถึงผู้พิการด้วย โดยเน้นผู้หญิงเป็นหลัก บนพื้นฐานการยอมรับที่ว่าผู้หญิงลาวมีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศในสังคมลาว โดยการช่วยเหลือจากผู้ที่มีทักษะในชุมชน อีกทั้งศูนย์แห่งนี้ยังมีเป้าหมายที่จะเป็นองค์กรฝึกอบรมจากผู้ที่เริ่มฝึกให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ ฟื้นฟู และสนับสนุนงานหัตถกรรมของลาว รวมถึงการแนะนำทักษะที่เหมาะสมต่าง ๆ โดยเปิดให้มีการฝึกอบรมใน ๒ ระดับ ได้แก่ ระดับที่ ๑ ให้ประชาชนที่เข้ารับการฝึกสามารถใช้ทักษะในการประกอบอาชีพได้ และระดับที่ ๒ ฝึกอบรมเพื่อพัฒนาครูผู้สอนในการทอผ้า และการตัดเย็บเสื้อผ้า นอกจากนี้แล้วทางศูนย์ได้จัดแสดงผลิตภัณฑ์จากผ้าต่าง ๆ ทั้งผ้าไหม และผ้าฝ้ายเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ที่สนใจด้วย   ๑๐. ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม           จากการเข้าร่วมโครงการประชุมและสัมมนาทางวิชาการ The 18th SEAPAVAA มีข้อเสนอแนะ ดังนี้           ๑๐.๑ การประชุมสัมมนาทางวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ด้านการอนุรักษ์สื่อโสตทัศน์ของสมาคมอนุรักษ์โสตทัศนูปกรณ์แห่งภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิค (SEAPAVAA) ซึ่งจัดให้มีขึ้นเป็นประจำทุกปี สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติได้ส่งนักจดหมายเหตุเข้าร่วมการประชุมและสัมมนาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้และวิชาการที่ทันสมัยด้านการอนุรักษ์เอกสารโสตทัศนจดหมายเหตุ ให้แก่นักจดหมายเหตุ การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ครั้งนี้ ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญในการจัดเก็บ การอนุรักษ์เอกสารโสตทัศนจดหมายเหตุ ทั้งในระบบอะนาล็อคแบบดั้งเดิม และการแปลงเป็นระบบไฟล์ดิจิทัล มีความสำคัญสำหรับการพัฒนางานจดหมายเหตุในปัจจุบันซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และนำมาเป็นแนวทาง สำหรับการพัฒนางานจดหมายเหตุให้มีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรฐานสากล สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติจึงควรเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่องทั้งกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์เอกสารโสตทัศนจดหมายเหตุ การร่วมประชุมคณะกรรมการและการสัมมนาทางวิชาการ ทั้งนี้กรมศิลปากรควรให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการอย่างสม่ำเสมอ           ๑๐.๒ นักจดหมายเหตุ และบุคลากรของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ควรได้รับการสนับสนุนให้มีการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถสื่อสาร แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมในระดับสากลได้           ๑๐.๓ ควรสนับสนุนและเปิดโอกาสให้นักจดหมายเหตุรุ่นใหม่ได้ร่วมเดินทางไปฝึกประสบการณ์ตรงในต่างประเทศ เพื่อพัฒนาบุคลากรสายงานจดหมายเหตุให้มีความรู้และประสบการณ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมในต่างประเทศ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาองค์กรให้มีความก้าวหน้า


-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : จ้างตำรวจคุ้มกัน -- เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486 " ปลัดกะซวงกเสตราธิการ " มีหนังสือราชการถึง " ปลัดกะซวงมหาดไทย " เรื่อง " ขอจ้างตำหรวดสำหรับรักษาการน์ที่สถานีบำรุงพันธุ์ 2 " ในขณะนั้นเป็นที่ทราบกันว่า สถานีบำรุงพันธุ์ 1 คือบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ส่วนสถานีบำรุงพันธุ์ 2 จะเป็นที่อื่นไปไม่ได้นอกจาก กว๊านพะเยา สาเหตุที่กระทรวงเกษตราธิการต้องจ้างตำรวจมารักษาการณ์ เพราะมีคนขโมยปลาในกว๊านพะเยา และคงลักลอบจับหลายครั้ง จำนวนครั้งละไม่น้อยนั่นเอง จากเอกสารจดหมายเหตุลงวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2486 กระทรวงมหาดไทยสั่งการให้กรมตำรวจพิจารณาและไม่ขัดข้อง ทั้งนี้กระทรวงเกษตราธิการจะขอจ้างนายสิบตำรวจตรี 1 นาย พร้อมกับพลตำรวจ 4 นาย โดยคิดค่าจ้างต่อคนเดือนละ 20 บาท ค่าเครื่องแบบคนละ 2 บาท นายสิบตำรวจได้เบี้ยเลี้ยงอีกเดือนละ 7 บาท 50 สตางค์ อย่างไรก็ตาม ท้ายเอกสาร กรมตำรวจขอปรับแก้เบี้ยเลี้ยงนายสิบตำรวจเป็นวันละ 40 สตางค์ ตามระเบียบอัตราเบี้ยเลี้ยงปกติของนายสิบทั่วไป ส่วนค่าเครื่องแบบจะคิดเพียงเดือนละ 1 บาท 75 สตางค์ ต่อ 1 คนเท่านั้น ถัดมาเอกสารจดหมายเหตุลงวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2486 หัวหน้ากองบำรุงแจ้งรายละเอียดแก่หัวหน้าแผนกสถานีบำรุงพันธุ์ 2 (กว๊านพะเยา) ว่า " บัดนี้ กะซวงมหาดไทยได้อนุญาตมาแล้ว ฉะนั้นไห้ท่านติดต่อกับผู้กำกับการตำหรวดภูธรจังหวัดเชียงราย เพื่อทำสัญญาจ้างต่อไป . . . โดยถือแนวการปติบัติหย่างสถานีบำรุงพันธุ์ 1 (บึงบอระเพ็ด) แต่ . . . ไห้ท่านไช้ดุลยพินิจของท่านแก้ไขได้ . . . "  จากข้อความทำให้เข้าใจด้วยว่า สถานีบำรุงพันธุ์ 1 (บึงบอระเพ็ด) น่าจะประสบปัญหาลักลอบขโมยสัตว์น้ำ จึงต้องทำสัญญาจ้างตำรวจรักษาการณ์เช่นกัน แล้วภายในเวลาไม่นาน ปรากฏเอกสารจดหมายเหตุลงวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2486 หัวหน้าแผนกสถานีบำรุงพันธุ์ 2 (กว๊านพะเยา) แจ้งผู้บังคับกองตำรวจภูธรอำเภอพะเยาว่า " . . . แผนกสถานีฯ ต้องการจะทำสัญญาจ้างตั้งแต่วันที่ 10 เมสายน 86 เปนต้นไป พร้อมกับหนังสือฉบับนี้ได้แนบร่างสัญญาจ้างตำหรวจและระเบียบการของตำหรวดที่ไปรักสาการสถานีบำรุงพันธุ์ 2 (กว๊านพะเยา) จะต้องปติบัติตาม . . . " เราสามารถสรุปสาระสำคัญเรื่องทั้งหมดได้ว่า เมื่อกระทรวงเกษตราธิการต้องการป้องกันคนลักลอบขโมยปลาในกว๊านพะเยา จึงขอจ้างตำรวจรวม 5 นาย ทางกระทรวงมหาดไทยและกรมตำรวจไม่ขัดข้อง ให้ผู้รับผิดชอบติดต่อสถานีตำรวจในจังหวัดทำสัญญาจ้างได้ทันที สิ่งที่สะท้อนจากเนื้อหาข้างต้นนี้ เป็นการเอาใจใส่ดูแล เฝ้าระวังสถานที่ราชการกับกว๊านพะเยา ซึ่งสัตว์น้ำในกว๊านมีจำนวนมากเพื่อสาธารณะประโยชน์ ประชาชนสามารถจับไปบริโภคได้ แต่เมื่อมีการ " ลักจับปลา " อย่างผิดกฎหมาย โดยสันนิษฐานว่าเกี่ยวข้องกับการบุกรุกสถานีบำรุงพันธุ์ 2 ยามวิกาลรึไม่ หรือลอบจับในฤดูสัตว์น้ำวางไข่ จึงจำเป็นต้องป้องปราม กันไว้ดีกว่าแก้  กว๊านพะเยา สัตว์น้ำ และพันธุ์พืช คือทรัพยากรธรรมชาติของส่วนรวม การคำนึงถึงปัญหาข้างต้น ก็เพื่อรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ให้แก่ลูกหลานในอนาคตข้างหน้า ลองพิจารณาเล่นๆ ว่า หากปี 2486 ไม่มีการเอาใจใส่แล้ว ปัจจุบันนี้เราคงไม่เหลืออะไรไว้อุปโภค-บริโภคแน่นอน.ผู้เขียน : นายธานินทร์ ทิพยางค์ (นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา. เอกสารสถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยา (2) กษ 1.1.1.1/1 เรื่องการบันทึกการปฏิบัติงานตำหรวดรักสาการณ์ สถานีประมงกว๊านพะเยาและคดีความต่างๆ [ 29 ส.ค. 2485 - 18 ก.ค. 2528 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ


พิพิธิภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง ชาวนาไทย: www.virtualmuseum.finearts.go.th/thaifarmersnational พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย      เดิมตั้งอยู่ที่ถนนพระพันวษา ตำบลท่าพี่เลี้ยง ปัจจุบันได้ย้ายไปตั้งอยู่บริเวณศูนย์ราชการแห่งใหม่ริมถนนสายสุพรรณ - ชัยนาท (340) เป็นอาคารคอนกรีตออกแบบผสมผสานระหว่างเรือนไทยและยุ้งฉางของชาวนาเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการทำนาโดยไม่ได้จัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุชั้นล่างจัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของการทำนาเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนา ประเพณีวิถีชีวิตของชาวนาเรื่องราวของข้าวในอดีต        ในปีพุทธศักราช 2528 - 5229 สมเด็จพระบรมโอรสสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมารได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีทำปุ๋ยหมักธรรมชาติที่บ้านแหลมสะแก อำเภอบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี และหลังจากนั้นไม่นาน ได้เสด็จพระราชดำเนินลงนาโดยหว่านข้าวและปุ๋ยหมักลงในแปลงนาสาธิต ณ บึงไผ่แขก อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรีครั้งถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวต้นข้าวสุกเหลืองอร่ามเต็มท้องนาจังหวัดสุพรรณบุรีได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระบรมโอรสสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมารอีกวาระหนึ่งโดยได้เสด็จพระราชดำเนินทางเกี่ยวข้าวที่ได้ทรงปลูกไว้เป็นปฐมฤกษ์ซึ่งพระจริยาวัตรที่งดงามนี้ยังความปลาบปลื้มปีติโสมนัสแก่บรรดาเหล่าเกษตรกรและพสกนิกรชาวไทยเป็นยิ่งนักเหตุการณ์ทั้งหมดนี้นับเป็นพระราชกรณียกิจที่ใหญ่สมควรจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของไทย        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย ได้จัดแสดงสิ่งสำคัญ อาทิ รวงข้าวจำนวน 9 รวงแรก ที่สมเด็จพระบรมโอรสสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมารทรงเกี่ยวเป็นปฐมฤกษ์รวมทั้งเคียวเกี่ยวข้าวด้ามทองคำที่จังหวัดสุพรรณบุรี จัดทำขึ้นน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพิเศษ และยังรวมภาพเหตุการณ์อุปกรณ์เครื่องมือที่ทรงใช้ในการทำนาประวัติศาสตร์ครั้งนี้มาจัดแสดงด้วย      นอกจากนี้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย ยังได้จัดแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของพระมหากษัตริย์ไทยกับชาวนาร่องรอยของข้าวในอดีตวิวัฒนาการของการทำนาในประเทศไทยตลอดจนประเพณีวิถีชีวิตของผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นกระดูกสันหลังของชาติ นั่นคือ "ชาวนา" พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย ตั้งอยู่ที่ถนนพระพันวษา ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ภายในบริเวณเดียวกันกับศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี มีเนื้อที่บริเวณรวมทั้งสิ้นประมาณ 200 ตารางวา กระทรวงศึกษาธิการประกาศจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2533   ความเป็นมาในการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย (หลังใหม่)        ตามที่จังหวัดสุพรรณบุรีได้จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย บริเวณศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรีหลังเดิมถนนพระพันวษาเพื่อเป็นอนุสรณ์แสดงเหตุการณ์สำคัญที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมารเสด็จพระราช ดำเนินมาเป็นองค์ประธานในการทำปุ๋ยหมักสาธิตการทำนาและเกี่ยวข้าวในจังหวัดสุพรรณบุรีถึง 3 ครั้ง และเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2537 นั้น      เนื่องจากปัจจุบันศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรีได้ย้ายไปอยู่ในศูนย์ราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ถนนสุพรรณบุรี - ชัยนาท (ทางหลวงหมายเลข 340) ตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี และศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรีหลังเดิม ใช้เป็นที่ว่าการอำเภอเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งปัจจุบันบริเวณสถานที่ตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย มีสภาพภูมิทัศน์ไม่สวยงามดังเดิม      จังหวัดสุพรรณบุรีพิจารณาเห็นว่า เพื่อให้สถานที่ตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย มีความเหมาะสม สง่างาม และสมพระเกียรติ จังหวัดสุพรรณบุรีได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตย้ายและก่อสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย จึงใคร่ขอเสนอกรมศิลปากรพิจารณาและสนับสนุนจังหวัดสุพรรณบุรี ในการย้ายพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย ไปตั้งอยู่ในศูนย์ราชการจังหวัดสุพรรณบุรี บริเวณด้านข้างศาลากลางจังหวัด ด้านทิศใต้ ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวาง สามารถจัดสภาพภูมิทัศน์ให้สวยงามและสมพระเกียรติได้ดีกว่าที่เดิม      ซึ่งหากจากสถานที่เดิมประมาณ 4.5 กิโลเมตร โดยให้กรมศิลปากรและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผู้ออกแบบอาคารและการจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย โดยอาศัยรูปแบบอาคารเดิมเป็นฐานในการคิด และได้สรุปรูปแบบเป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น มีใต้ถุนล่าง มีพื้นที่ ใช้สอยทั้งหมด 1,890 ตารางเมตร      ลักษณะทางสถาปัตยกรรมนำความคิดมาจากยุ้งข้าวทางภาคกลาง ประดับตกแต่งด้วยลายรวงข้าว มีพื้นที่โครงสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก มุงหลังคาด้วยกระเบื้องซีเมนต์ หันด้านหน้าอาคารไปทางทิศเหนือ      ระยะเวลาในการดำเนินการออกแบบและก่อสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทยแล้วเสร็จเดือนกันยายน พุทธศักราช 2551 ดำเนินการจัดแสดงภายในอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัด สุพรรณบุรี แล้วเสร็จในเดือนกันยายน พุทธศักราช 2552 และดำเนินการย้ายการปฏิบัติงานที่อาคารหลังใหม่ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พุทธศักราช 2552


      เสาชิงช้าเป็นเครื่องประกอบพิธียืนชิงช้า (โล้ชิงช้า) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิธีตรียัมปวาย ตรีปวาย (พิธีต้อนรับพระอิศวรและพระนารายณ์ที่เสด็จลงมายังโลกมนุษย์ช่วงเทศกาลปีใหม่ของพราหมณ์) คติการโล้ชิงช้าสันนิษฐานว่าเกี่ยวข้องกับการบูชาพระสุริยะมาแต่เดิม เนื่องจากในคัมภีร์ฤคเวทกล่าวว่าพระอาทิตย์เปรียบดั่งชิงช้าสีทองที่ลอยอยู่บนฟ้า เหมือนกับการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ ต่อมาปรับเปลี่ยนและแทนที่ด้วยเทพสำคัญในยุคหลังอย่างพระศิวะ (อิศวร) เทพแห่งการทำลายล้างและสร้างขึ้นใหม่ ทั้งการแกว่งชิงช้ายังแกว่งไปตามแกนทิศตะวันออก-ตะวันตก สอดคล้องกับพระบรมราชอรรถาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสรุปได้ว่า พิธีตรียัมปวาย ตรีปวาย เดิมจัดขึ้นในเดือนอ้ายคงเป็นเพราะพราหมณ์นับช่วงต้นฤดูหนาวเป็นช่วงผลัดเปลี่ยนปี เพราะฤดูหนาวเป็นเวลาพ้นจากมืดฝนจึงเปรียบดั่งเวลาเช้าและถือเป็นต้นปี ฤดูร้อนเป็นเวลาสว่างและร้อนดั่งกลางวันจึงถือเป็นกลางปี และฤดูฝนมืดครึ้มดั่งกลางคืนจึงถือเป็นปลายปี นอกจากนี้ ยังว่ากันว่าสีแดงของเสาชิงช้าคือสีแดงแห่งรุ่งอรุณ         ลักษณะของเสาชิงช้าช่างโบราณเรียกว่า “ประตูยอดเกี้ยว” ซึ่งลักษณะประตูเช่นนี้ปัจจุบันเหลือเพียงหลักฐานเอกสาร และงานจิตรกรรมฝาผนัง ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวว่า “...ได้ยินมาว่าประตูพระนครชั้นเดิม ซึ่งสร้างในรัชกาลที่ ๑ เป็นประตูไม้ทาดินแดงมียอดเกี้ยว เหมือนเช่นที่เขียนไว้ที่ผนังด้านหน้าข้างในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง...” เรื่องราวและหลักฐานดังกล่าวยังสอดรับกันดีกับการที่เสาชิงช้าเปรียบดังประตูต้อนรับพระอิศวรอีกด้วย         ย้อนกลับมาที่ตัววัตถุ เดิมแอดมินสันนิษฐานว่าเสาชิงช้าจำลองชิ้นนี้คงจะเป็นของที่ระลึกในงานฉลองเสาชิงช้า เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นหนึ่งในงานเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๘๐ พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙) โดยครั้งนั้นเป็นการนำไม้สักทองที่เหลือจากการบูรณปฏิสังขรณ์เสาชิงช้า ปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ มาผลิตชิ้นงาน โดยย่อส่วน ๑ : ๕๐ จากขนาดจริง (สูงราว ๔๒ เซนติเมตร) และแกะสลักส่วนกระจัง หูช้าง และตราสัญลักษณ์กรุงเทพมหานคร ด้วยเลเซอร์ อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบรูปแบบกับวัตถุในคลังกลางฯ มีความต่างทั้งส่วนฐานที่อยู่ในผังสี่เหลี่ยมและมีลิ้นชักขนาดเล็ก และไม่ปรากฎตราสัญลักษณ์กรุงเทพมหานคร ตลอดจนความละเอียดในการสลักลวดลายก็ไม่ประณีตเท่า    จากการสืบค้นแอดมินพบว่าเสาชิงช้าจำลองของคลังกลางฯ คล้ายกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท สยามเทวา จำกัด อันเป็นบริษัทชั้นนำที่ผลิตนาฬิกาไม้โบราณมาตั้งแต่ราวพุทธศักราช ๒๕๒๖ ภายใต้ชื่อแบรนด์ คาเมลอท (Camelot) ที่ได้แรงบันดาลใจจากนิยายกรีก และต้องการขายชาวต่างชาติจึงตั้งชื่อด้วยภาษาต่างประเทศ โดยหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของบริษัท คือ นาฬิกาไม้รูปทรงเสาชิงช้า ซึ่งมีรูปทรงคล้ายกับวัตถุในคลังกลางฯ ทั้งนี้จากบทสัมภาษณ์ คุณก่อเกียรติ สุวรรณบุณย์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ในวารสารเทคโนโลยีวัสดุ ทำให้เราทราบว่า นาฬิกาไม้ดังกล่าวคงจะผลิตขึ้นจากไม้สัก และภาพรวมแนวคิดในการผลิตชิ้นงานของบริษัท คือ เน้นรูปแบบวิกตอเรียน แต่บางผลิตภัณฑ์มีรูปแบบไทย ๆ เช่นกัน และตกแต่งให้ดูเก่าโบราณเหมือนถูกใช้งานมาแล้ว ดังนั้นเทคนิคสำคัญคือการตกแต่งผิวนาฬิกาไม้ของบริษัทด้วยการลงสีด้วยผงสีจากเยอรมัน โดยสีหลัก ๆ จะมีสีวอลนัท สีมะฮอกกานี และสีแอนทีกบราวน์ เมื่อลงสีแล้วก็นำไปขัด ทำอย่างนี้ซ้ำไปมาด้วยมือทุกขั้นตอน นอกจากนี้การออกแบบชิ้นงานส่วนใหญ่คุณก่อเกียรติก็เป็นผู้ออกแบบเอง โดยมองถึงความต้องการของตลาด และความยากง่ายในการผลิตซึ่งจะสัมพันธ์กับเรื่องของต้นทุน         จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมด ทำให้ได้รับรู้ข้อมูลทั้งในด้านวัสดุที่ใช้ผลิตชิ้นงาน เทคนิคขั้นตอนในการผลิต และที่สำคัญคือทราบว่าวัตถุชิ้นนี้แท้จริงคือนาฬิกาตั้งโต๊ะ ที่ผลิตขึ้นในช่วงพุทธศักราช ๒๕๒๖ (ปีก่อตั้งบริษัท) จนถึงพุทธศักราช ๒๕๔๙ (พิจารณาจากรูปแบบหัวเม็ดของเสาตะเกียบที่มีรูปแบบก่อนการบูรณปฏิสังขรณ์ในพุทธศักราช ๒๕๔๙) มากไปกว่านั้นยังได้รับรู้ความเป็นมาและแนวคิดเบื้องหลังในการสรรสร้างชิ้นงานอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ด้วยวัตถุชิ้นนี้เป็นวัตถุรับมอบจากเอกชน เมื่อครั้งรับมอบมานั้นคงจะมีสภาพชำรุดเหลือเพียงเสาชิงช้า จึงทำให้ผู้บันทึกข้อมูลระบุเป็น “เสาชิงช้าจำลอง” แต่เมื่ออ่านมาจนถึงตรงนี้ แอดมินก็อยากชวนท่านผู้อ่านทุกท่านคิดเห็นต่อไปว่าวัตถุชิ้นนี้ควรเรียกเสียใหม่ว่าอย่างไร จะเป็น “โครงนาฬิการูปเสาชิงช้า” “นาฬิกาตั้งโต๊ะรูปเสาชิงช้า” หรือยังคงเรียก “เสาชิงช้าจำลอง” ได้เช่นเดิม ท่านผู้อ่านเห็นว่าอย่างไรกันบ้างครับ ? __________________________ สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร. จดหมายเหตุการบูรณปฏิสังขรณ์เสาชิงช้า          พุทธศักราช ๒๕๔๙. กรุงเทพฯ : สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร,          ๒๕๕๑. __________. เทวสถาน (โบสถ์พราหมณ์) - เสาชิงช้า.          กรุงเทพฯ : อมรินทร์ พริ้นติ้งท์, ๒๕๕๑. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. สาส์นสมเด็จ เล่มที่ ๒๔.          กรุงเทพฯ : แพร่พิทยา, ๒๕๐๕. พระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว.          พระราชพิธีสิบสองเดือน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทย, ๒๔๖๓.          งานพระศพ พระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าเจริญศรี. กุลจิรา สุจิโรจน์ และคณะ. “นาฬิกาไม้โบราณ : ศิลปะแห่งชีวิต.”          เทคโนโลยีวัสดุ. ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๒๗ (เมษายน - มิถุนายน ๒๕๔๕),         ๗๑ - ๗๔.         เรียบเรียงและเทคนิคภาพโดย อริย์ธัช นกงาม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร


เรื่อง "จารึกคำปู่สบถ สายสัมพันธ์เมืองน่านและสุโขทัย" --- จารึกคำปู่สบถ (จารึกหลักที่ ๖๔) ลักษณะเป็นจารึกหินทรายทรงสี่เหลี่ยม  อักษรไทยสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ ๒๐) ภาษาไทย จารึกหลักนี้มี ๒ ด้าน จำนวน ๓๖ บรรทัด  ด้านที่ ๑ มี ๒๖ บรรทัด  ด้านที่ ๒ มี ๑๐ บรรทัด สันนิษฐานว่าจารึก พ.ศ. ๑๙๓๕ พร้อมกับจารึกหลักที่ ๔๕ (จารึกปู่ขุนจิดขุนจอด) ที่วัดมหาธาตุ สุโขทัย  มีขนาด กว้าง ๕๖.๕ เซนติเมตร  ยาว ๓๙ เซนติเมตร  จารึกอยู่ในสภาพชำรุดแตกหักไม่สมบูรณ์  สันนิษฐานว่า เดิมคงเป็นแผ่นหินรูปใบเสมา  พระโสภณธรรมวาที รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน ให้ยืมจัดแสดง --- จารึกหลักนี้พบที่วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร จังหวัดน่าน  เมื่อวันที่  ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๐  โดยนายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร เมื่อครั้งเดินทางขึ้นไปตรวจงานโบราณวัตถุสถานภาคเหนือพร้อมคณะ พบแผ่นศิลาจารึก จำนวน ๓ แผ่น วางอยู่ข้างวิหารวัดช้างค้ำ จึงกราบเรียนเจ้าอาวาสวัดช้างค้ำทราบ  และขอให้ท่านช่วยเก็บรักษาไว้ ทราบความว่าแผ่นศิลาจารึกทั้งหมด ๓ แผ่น นำมาจากบ่อว้า  (อำเภอแม่จริม) จังหวัดน่าน   ต่อมาในวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๒ นายธนิตย์ อยู่โพธิ์ พร้อมด้วยคณะได้เดินทางไปตรวจงานโบราณวัตถุอีกครั้งหนึ่ง เดินทางถึงจังหวัดน่าน เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๒ ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ทำการถ่ายภาพ และทำสำเนาศิลาจารึกคำปู่สบถ เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๒ เมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯ จึงได้มอบสำเนาจารึกให้ศาสตราจารย์ฉ่ำ ทองคำวรรณ เจ้าหน้าที่อ่านคำจารึกดำเนินการอ่าน-ถ่ายทอด --- เนื้อความในจารึก กล่าวถึงการกระทำสัตย์สาบานระหว่างกษัตริย์สุโขทัยกับเจ้าเมืองน่าน  และได้กล่าวถึงความสามัคคีระหว่างเมืองแพร่ เมืองงาว เมืองน่าน และเมืองพลั่ว ว่าถ้าเมืองหนึ่งเมืองใด มีอันตรายเกิดขึ้น เมืองนอกนั้นจะต้องให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  --- จารึกปู่ขุนจิดขุนจอด (จารึกหลักที่ ๔๕) พบจากการขุดแต่งวัดมหาธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๙ โดยหน่วยขุดแต่งและบูรณะเมืองสุโขทัย กองโบราณคดี  กรมศิลปากร และได้เก็บรักษาไว้ที่คลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี เมื่อพ.ศ. ๒๕๕๗ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ภายในห้องจัดแสดงประวัติศาสตร์สุโขทัย อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร  ลักษณะเป็นแผ่นหินรูปใบเสมา ขนาด กว้าง ๓๗ เซนติเมตร ยาว ๘๓ เซนติเมตร หนา ๑๘ เซนติเมตร อักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทย มีอักษรจารึก ๓ ด้าน ด้านที่ ๑ จำนวน ๓๗ บรรทัด กล่าวถึงการทำสัตย์สาบานระหว่างผู้เป็นใหญ่ในกรุงสุโขทัย  ด้านที่ ๒ จำนวน ๔๐ บรรทัด กล่าวถึงสวรรค์ชั้นต่างๆ   และด้านที่ ๓ จำนวน ๑๙ บรรทัด เป็นคำสาปแช่งผู้กระทำผิดคิดคด  --- จากเนื้อความที่ปรากฏในจารึกปู่ขุนจิดขุนจอด และจารึกคำปู่สบถ จึงมีข้อสันนิษฐานว่าจารึกทั้งสองหลักนี้คงเป็นจารึกที่ทำขึ้นคู่กัน ระหว่างกษัตริย์สุโขทัยและเจ้าเมืองน่าน อันได้แก่ พระมหาธรรมราชาแห่งเมืองสุโขทัย ซึ่งในจารึกกล่าวถึงว่า “...กูผู้ชื่อพญาฤาไทยกระทำใจรักภักดิ์ไมตรีด้วยปู่พระยาเป็นเจ้า”  แสดงให้เห็นว่าทางฝ่ายสุโขทัยนั้นมีศักดิ์เป็นหลาน และทางฝ่ายเจ้าเมืองน่านมีศักดิ์เป็นปู่พระยา ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบช่วงเวลาที่จารึกกับชื่อของเจ้าเมืองน่านตามพงศาวดารเมืองน่าน คือ เจ้าคำตัน  โดยจารึกได้อ้างถึงสายวงศ์เพื่อลำดับความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย และยกเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทั้งสองฝ่ายเคารพนับถือเป็นพยาน ให้รักกัน ซื่อสัตย์ต่อกัน และรวมไปถึงข้าราชบริพารหากคิดคดผิดคำสาบานให้ตกอเวจี และจะคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ถ้าเมืองใดเมืองหนึ่งมีอันตรายเกิดขึ้น เมืองนั้นต้องให้ความช่วยเหลือ หากผิดคำสาบานเกิดชาติหน้าไม่ได้พบพระพุทธศาสนา ซึ่งจารึกทั้งสองหลักนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเมืองน่านและสุโขทัย ที่มีต่อกันนอกเหนือไปจากอำนาจทางด้านการเมืองการปกครอง  ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองน่านและสุโขทัย --- เมืองน่านปรากฏชื่ออยู่ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ (จารึกพ่อขุนรามคำแหง) จารึกขึ้นในราวพุทธศักราช ๑๘๓๕ ด้านที่ ๔ บรรทัดที่ ๒๕ โดยปรากฏชื่อ “เมืองปัว” ซึ่งเป็นชื่อเมืองในสมัยประวัติศาสตร์แรกเริ่มของเมืองน่านภายใต้ราชวงศ์ภูคา ร่วมกับชื่อหัวเมืองอื่นๆที่อยู่ในอาณาเขตของสุโขทัย ความว่า “เมืองแพร่ เมืองม่าน เมืองน.... เมืองพลัว (ปัว)....”  --- ต่อมาในสมัยของพระยาการเมือง (พ.ศ. ๑๘๙๖ - ๑๙๐๖) ครั้งหนึ่งพระองค์ได้ทรงไปช่วยพระยาลิไทย กษัตริย์กรุงสุโขทัยสร้างวัดหลวงอภัย พระยาลิไทยจึงได้มอบพระธาตุ ๗ องค์ พระพิมพ์เงิน และพระพิมพ์ทองอย่างละ ๒๐ องค์ ให้กับพระยาการเมือง พระยาการเมืองจึงได้นำพระธาตุและพระพิมพ์ที่ได้มาบรรจุไว้ในพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นที่ภูเพียงแช่แห้ง เรียกว่า “พระธาตุแช่แห้ง” และในปี พ.ศ. ๑๙๐๒ พระยาการเมืองจึงได้ย้ายศูนย์กลางการปกครองจากเมืองปัวมาสร้างที่เวียงภูเพียงแช่แห้ง   โดยปรากฏในพงศาวดารเมืองน่าน (ฉบับวัดพระธาตุช้างค้ำ) ความว่า “...เจ้าพระยาครานเมืองท่านอยู่เสวยราชสมบัติแล้ว อยู่มาบ่นานเท่าใดพระยาตนหนึ่งชื่อว่า โสปัตตคันธิ อยู่เสวยเมืองสุโขทัยใช้มาราธนาเชิญเอาพระยาครานเมืองเมือช่วยพิจารณาส้าง (สร้าง) วัดหลวงอภัยกับด้วยพระยาสุโขทัยหั้นแล เมื่อนั้นพระยาครานเมืองก็ลงไปช่วยค้ำชู พระยาโสปัตตคันธิ แท้หั้นแล ครั้นสร้างบอระมวน (บรมวล)แล้ว พะยาโสปัตตคันธิ ก็มีความยินดีซึ่งพระยาครานเมืองแล้วก็เอาพระธาตุเจ้า ๗ องค์ พระพิมพ์คำ ๒๐ องค์ พระพิมพ์เงิน ๒๐ องค์ ดั่งวรรณะพระธาตุเจ้านั้นต่างกัน คือ ๒ องค์เท่าพันธุ์หอมป้อม มีวรรณะดั่งแก้ว ๓ องค์ มีวรรณะดั่งมุก ๒ องค์ มีวรรณะดั่งคำเท่าเม็ดงาดำหั้นแล...” --- ชื่อ “เมืองน่าน” ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในศิลาจารึกหลักที่ ๘ (จารึกเขาสุมนกูฏ) พบที่เขาพระบาทใหญ่  ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ซึ่งจารึกขึ้นระหว่างรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๒ (ลิไทย) ราวปี พ.ศ. ๑๙๑๒ ความว่า “....เบื้องเหนือน้ำน่านถี แดนเจ้าพระญาผากองเจ้าเมืองน่านเมืองพลัว...” (ด้านที่ ๓ บรรทัดที่ ๑๙ - ๒๐)  --- ความสัมพันธ์ทางด้านการเมืองการปกครอง ในด้านของการรบและการช่วยเหลือกันในยามศึกสงคราม หรือการลี้ภัยทางการเมืองเมื่อยามพ่ายแพ้สงครามระหว่างเมืองน่านและสุโขทัย ปรากฏอยู่หลายครั้งในประวัติศาสตร์ เช่น   พ.ศ. ๑๙๑๙ พระยาผากองเจ้าเมืองน่านได้ยกทัพลงไปช่วยพระยาคำแหงรบกับพระบรมราชาธิราช ที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) แห่งกรุงศรีอยุธยาที่เสด็จขึ้นมาตีเมืองซากังราว  พ.ศ. ๑๙๔๒ พระยาเถระ เจ้าเมืองแพร่  และพระยาอุ่นเมือง เข้ายึดเมืองน่านและประหารเจ้าศรีจันต๊ะ เจ้าหุงผู้เป็นน้องหนีไปพึ่งพระยาเชลียง และได้ขอกำลังจากสุโขทัยให้ยกกองทัพขึ้นมาช่วยตีเอาเมืองน่านคืนมา  พ.ศ. ๑๙๙๓ พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ล้านนา ราชวงศ์มังราย ยกกองทัพมาตีเพื่อผนวกรวมเมืองน่านเข้าเป็นเมืองบริวารของอาณาจักรล้านนา เมื่อเมืองน่านพ่ายแพ้ เจ้าอินต๊ะแก่นท้าว จึงได้นำครอบครัวลี้ภัยไปอยู่ที่เมืองสุโขทัย   --- งานศิลปกรรมแบบสุโขทัยที่ปรากฏในเมืองน่าน ได้แก่ เจดีย์ช้างล้อม วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เป็นเจดีย์ช้างล้อมทรงระฆังฐานสี่เหลี่ยม ส่วนล่างสุดทำเป็นฐานปัทม์ ถัดขึ้นไปเป็นชั้นช้างล้อม มีช้างโผล่ออกมาครึ่งตัว ด้านละ ๕ เชือก และที่มุมทั้งสี่อีก ๔ เชือก ปลายงวงจรดแท่นฐานบัวที่รองรับอยู่ทางด้านล่าง เหนือชั้นช้างล้อมทำเป็นฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยมซ้อนกัน ๓ ชั้น รับฐานบัวและลูกแก้วและหน้ากระดานกลมที่อยู่ทางตอนบนชั้นมาลัยเถาทำเป็นหน้ากระดานบัวคว่ำซ้อนกัน ๓ ชั้น รองรับบัวปากระฆังและองค์ระฆังทรงกลม ส่วนยอดเป็นบัลลังก์สี่เหลี่ยม ปล้องไฉนและปลียอด เจดีย์นี้แม้จะได้รับการซ่อมแซมหลายครั้ง แต่ก็ยังคงรูปแบบเดิมที่ได้รับอิทธิพลจากเจดีย์ศิลปะสุโขทัยไว้ได้มากพอสมควร เป็นต้นว่าชั้นช้างล้อม ชั้นหน้ากระดานสี่เหลี่ยมและชั้นมาลัยเถาซึ่งทำเป็นบัวคว่ำซ้อนกัน ๓ ชั้น --- เจดีย์วัดสวนตาล องค์เดิมเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ (เจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูม) แบบสุโขทัย ต่อมาพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ พระเจ้านครน่าน โปรดให้บูรณะขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้แก้ไขรูปทรงเป็นเจดีย์ยอดปรางค์ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน จากภาพถ่ายเก่าสันนิษฐานว่าส่วนฐานคงเป็นฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยมซ้อนกัน รองรับเรือนธาตุย่อเก็จซึ่งยังมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ส่วนยอดเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์ มีปล้องไฉนและปลียอด ตามแบบเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ ศิลปะสุโขทัย เจดีย์นี้คงสร้างขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ หลังจากเจ้าพระยาผากองสร้างเมืองน่านในปี พ.ศ. ๑๙๑๑  --- พระพุทธรูปแบบศิลปะสุโขทัยในเมืองน่าน  เช่น พระพุทธรูป ๕ พระองค์ สร้างโดยพระยาสารผาสุม เมื่อ พ.ศ. ๑๙๗๐ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุช้างค้ำฯ ๓ องค์ และวัดพญาภู ๒ องค์ โดยเป็นพระพุทธรูปปางลีลา ๔ องค์ และปางประทานอภัยสองพระหัตถ์ ๑ องค์   พระพุทธรูปทั้ง ๕ องค์ มีพระพักตร์ค่อนข้างยาวรีเป็นรูปวงไข่ ขมวดเกศาม้วนเป็นก้นหอย รัศมีเหนืออุษณีษะเป็นเปลวเพลิง ส่วนพระอังสาค่อนข้างใหญ่ พระอุระนูน พระพุทธรูปปางลีลา ๔ องค์ครองจีวรห่มเฉียงเปิดพระอังสาขวา ชายจีวรยาวลงมาจรดพระนาภี ส่วนปลายแยกออกเป็นเขี้ยวตะขาบ ส่วนพระพาหาและพระกรทอดลงมาเป็นเส้นโค้งจากพระอังสา จะยาวจรดลงมาที่พระชงฆ์ ส่วนพระพุทธรูปปางประทานอภัยสองพระหัตถ์ครองจีวรห่มคลุม  --- กล่าวโดยสรุปได้ว่า นอกจากจารึกคำปู่สบถ และจารึกปู่ขุนจิดขุนจอดที่มีเนื้อหาอันแสดงถึงสายสัมพันธ์ระหว่างเมืองน่านและสุโขทัยดังที่กล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าเมืองน่านและสุโขทัยยังมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันตลอดมา ทั้งในด้านการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา  การช่วยเหลือเกื้อกูลกันยามเมื่อเกิดศึกสงคราม ในด้านหลักฐานงานศิลปกรรมที่ปรากฏก็แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลและแรงบันดาลใจจากศิลปะสุโขทัย ที่มีต่อการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมในเมืองน่านด้วยเช่นกัน อันได้แก่ เจดีย์ช้างล้อม วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ วัดสวนตาล   และพระพุทธรูป ๕ พระองค์ ที่สร้างโดยพระยาสารผาสุมเจ้าเมืองน่าน ในส่วนพระพุทธรูปแบบศิลปะสุโขทัยในเมืองน่านนั้น มิได้มีเพียงแต่ที่นำเสนอในครั้งนี้เท่านั้น ซึ่งคงจะได้นำเสนอรายละเอียดในโอกาสต่อไป เอกสารอ้างอิง/ภาพประกอบ - สุรศักดิ์ ศรีสำอาง และคณะ. เมืองน่าน โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศิลปะ. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. ๒๕๓๗.  - สำนักศิลปากรที่ ๗ น่าน. พงศาวดารเมืองน่าน ฉบับวัดพระธาตุช้างค้ำ. ๒๕๕๗. - สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่. สังเขปประวัติศาสตร์และโบราณคดีจังหวัดน่าน ฉบับคู่มือ อส.มศ. ไม่ระบุปีที่พิมพ์. - ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). จารึกเขาสุมนกูฎ. https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/201 - ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). จารึกคำปู่สบถ. https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/225 - ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). จารึกปู่ขุนจิดขุนจอด. https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/107 - ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). จารึกพ่อขุนรามคำแหง. https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/47 - อริย์ธัช นกงาม. “ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองน่านกับสุโขทัยและล้านนา ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๒ จากหลักฐานทางโบราณคดี”.   วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร  มหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดี ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๖๑.  


black ribbon.